|
จากใจอภิสิทธิ์...ตัวจริง
...“จะเขียนหนังสือเรื่องผมเหรอ มีคนเขียนไปหลายเล่มแล้วนะ” ผมถามเมื่อทราบความตั้งใจของ “จิตต์” ในใจคิดว่าจะต้องสัมภาษณ์กันอีกหลายรอบ ไปค้นหารูปเก่าๆ นั่งอ่านต้นฉบับ...
... “ใช่ค่ะ แต่ที่เคยเห็นยังไม่สะท้อนตัวจริงของอาจารย์”
ผมคิดในใจต่อว่าที่ผ่านมาทุกคนก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น แต่เห็นว่า “จิตต์” มีความตั้งใจและเป็นผู้ติดตามการทำงานของผมมานานในฐานะนักข่าว ก็ลองเสนอกลับไป
.....“ส่งเค้าโครงเรื่องมาให้ผมดูได้ไหม แล้วว่ากันอีกทีว่าจะให้ผมทำอะไร”
อีกไม่กี่วันต่อมา “เส้นทางฉัน...ฝันของอภิสิทธิ์” (บทที่ 1) ก็มาวางอยู่บนโต๊ะผม
ถ้าจะว่ากันตรงๆ ก็ต้องบอกว่าแนวเขียนไม่ใช่สไตล์ผมแน่นอน แต่ยอมรับว่าแง่มุมที่นำเสนอแตกต่างออกไป และ “จิตต์” ดูจะจริงจังกับการนำเสนอเรื่องราวของผม แถมยังจำหลายๆ เรื่องได้มากกว่าผมอีก ผมเลยยินยอมให้ “จิตต์” เดินหน้าต่อ แต่ถือเป็นงานเขียนของเขา ผมขอตรวจสอบความถูกต้องเรื่องข้อเท็จจริง เขียนความในใจตรงนี้อีกหนึ่งบท และจัดการเรื่องรูป (ทั้งถ่ายใหม่และค้นหา)
ถ้าถามความในใจเรื่องการเมืองกับสิบหกปีที่ผ่านมาแล้วไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะถ่ายทอด ผมตัดสินใจมาอยู่ตรงนี้ด้วยความสมัครใจ ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ผมเตรียมตัวมาพอสมควรทั้งด้านการศึกษา หาประสบการณ์ในรูปแบบต่างๆ คิดเสมอว่าเป็นโชคดีที่ประชาชนให้โอกาสทำงานที่เราอยากทำ ที่สำคัญกว่านั้น สิบหกปีที่แล้วเคยมุ่งมั่นอย่างไรก็ยังมุ่งมั่นอย่างนั้น อุดมการณ์ที่ยึดถืออย่างไรก็ยังมั่นคง หนักแน่น ทุกครั้งที่ผมจะขึ้นเวทีอภิปราย สัมมนา ปราศรัยหรือประชุมตัดสินใจในเรื่องใดก็ยังรู้สึกตื่นเต้น ท้าทาย และมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะให้ความจริงและทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมได้
แน่นอนว่าสิบหกปีที่ผ่านมาการเมืองเปลี่ยนแปลงตลอด ผมและพรรคประชาธิปัตย์ต้องผ่านกระแสนิยมที่มีขึ้นมีลง บางช่วงสมหวัง บางช่วงผิดหวัง แต่ผมก็คิดเสมอว่าเสน่ห์ของการเมืองที่ดึงดูดผมมาตั้งแต่เด็กคือการเป็นงานที่ไม่น่าเบื่อจำเจ
แต่สำคัญกว่ากระแสนิยมคือสภาพของบ้านเมือง ผมเคยใฝ่ฝันจะช่วยผลักดันให้ประชาธิปไตยของเราสมบูรณ์ เมื่อครั้งรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ประกาศใช้หลังจากการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปการเมืองดำเนินมาตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมนึกว่าเราเดินมาเกือบถึงจุดหมายแล้ว ยิ่งมีกฎหมายอีกหลายฉบับ (กฎหมายข้อมูลข่าวสาร การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) และกลไกที่เกิดขึ้นใหม่ (ศาลปกครอง) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยิ่งดีใจ แต่หลังจากนั้นเพียงห้าถึงหกปีต่อมาก็ได้เห็นการทำลายประชาธิปไตยจากคนที่มาจากการเลือกตั้งจนต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ (บอยคอตเลือกตั้ง) เพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายที่เกิดขึ้น ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์การปฏิวัติซึ่งเคยหวังว่าจะไม่มีอีกแล้ว จนถึงปัจจุบันก็เหมือนมาตั้งต้นกันใหม่ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าสิบหกปีที่ทำงานมาไม่สูญเปล่า ความตื่นตัวของประชาชนและกระแสสังคมยังเดินไปข้างหน้า เพียงแต่เส้นทางอาจคดเคี้ยวและไม่ราบรื่น
เช่นเดียวกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ผันผวนไม่แพ้กัน เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วเกือบจะล่มสลายเมื่อปีพ.ศ. 2540 ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนหรือปัญหาสังคมต่างๆ ก็ยังมีให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ปัญหาเหล่านี้กับสิ่งที่ผมอยากทำเพื่อแก้ไขคือเหตุผลที่ผมยังอยู่ในการเมือง
วันนี้ผมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความเห็นชอบของสมาชิกหลังจากที่เสนอตัวเป็นครั้งที่สอง นำพรรคผ่านคดียุบพรรคมาก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี ผมเชื่อว่าเวลาการเมืองของผมเริ่มนับถอยหลัง ความสามารถ ความคิดของผมจะถูกทดสอบ พิสูจน์มากขึ้น ผมก็มุ่งมั่นเดินหน้า คิดแต่เพียงว่าจะทำให้ดีที่สุด แล้วก็คงจะถึงเวลาของคนรุ่นต่อไปจะมาสานงานต่อ
ผมไม่รู้ว่าชีวิตการเมืองของผมจะจบลงเมื่อใด ผมตั้งเป้าเพียงว่าเมื่อออกจากการเมือง ผู้คนจะยอมรับว่านักการเมืองที่ยังยึดอุดมการณ์ ความซื่อสัตย์เป็นธงนำ ทุ่มเทต่อสู้ด้วยสติปัญญา ความรู้ ความสามารถเพื่อการเมืองไทย และแน่นอนหากผมสามารถผลักดันความคิดนโยบายต่างๆ ที่ผมเพิ่งรวบรวมไว้ในหนังสือ ร้อยฝันวันฟ้าใหม่ ของผมได้สำเร็จ ก็จะถือเป็นความสำเร็จสูงสุดที่ผมเคยใฝ่ฝัน
สิบหกปีผ่านไปในเส้นทางการเมือง ผมยังมีความหวังเต็มเปี่ยม ไม่ย่อท้อ แต่ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวกับการเมืองของผมที่จะต้องเปิดใจยอมรับว่าไม่ชอบคือ การสูญเสียความเป็นส่วนตัวและผลกระทบที่มีต่อครอบครัว จริงอยู่แตง (ภรรยา) ทราบมาโดยตลอดว่าผมอยากจะเป็นนักการเมืองตั้งแต่เรายังเป็นแฟนกัน ตัวเขาเองก็เคยสัมผัสการเมืองในครอบครัวมาแล้วจากการที่คุณพ่อเป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวและนักการเมืองช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เช่นเดียวกับลูกๆ ของผมที่เมื่อเริ่มจำความได้ก็เห็นพ่ออยู่ในการเมือง
การหาจุดลงตัวสำหรับการทุ่มเทให้กับงาน กับชีวิตครอบครัวนั้น คงเป็นสิ่งที่ท้าทายทุกคนในทุกอาชีพยุคนี้ไม่เฉพาะคนการเมือง แต่การเมืองอาจมีลักษณะพิเศษในความไม่แน่นอนของมันและงาน “เสริม” ที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของนักการเมืองในตำรารัฐศาสตร์ แต่กลายเป็นงานหลักของนักการเมืองจำนวนไม่น้อย ด้วยความเป็นครอบครัวที่ทุกคนเหมือนกันในการอยากมีชีวิตที่สงบ ไม่ใช่คนประเภทที่ออกงานสังคมอยู่แล้ว ตรงนี้จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมพยายามหาจุดที่ลงตัวที่อาจไม่ตรงกับวิถีที่เพื่อนร่วมงานเลือก แต่ผมก็ยังเชื่อว่าผมปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ไม่ตกหล่นและรักษาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไว้พร้อมๆ กับทำหน้าที่ในครอบครัวได้อย่างที่ผมยืนยันกับคนที่ผมรัก
สิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมตัวไว้สำหรับการเมืองก็คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคข้อมูลข่าวสารที่ทำให้วงการเมืองอยู่ภายใต้สปอตไลท์ที่ไม่ใช่แค่การตรวจสอบทางการเมือง ที่ทำให้วงการเมืองคล้ายวงการบันเทิงมากขึ้น และการตลาดเข้ามามีอิทธิพลอย่างน่ากลัว ผมจึงเข้าใจและยอมรับสภาพที่ครอบครัวผมไม่อยากจะไปไหนมาไหนกับผมเพราะไม่ต้องการเป็นเป้าสายตาแม้จะอดน้อยใจไม่ได้ในบางเวลา และเวลาที่คู่แข่งทางการเมืองเป็นพวกบ้าอำนาจ สกปรก สร้างความเดือดร้อน เช่น การข่มขู่ ก่อกวน กลั่นแกล้ง ลุกลามไปถึงคนในครอบครัว ผมรู้สึกผิดว่านำความทุกข์มาให้พวกเขาโดยที่เขาไม่ได้เลือก แต่ผมก็เป็นคนโชคดี แม้จะถูกบ่นหรือต่อว่าบ้าง แต่ทั้งแตงและลูกๆ ก็ยังเห็นความตั้งใจของผม และให้ผมทำในสิ่งที่มุ่งมั่นต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นความเป็นคนตรง ความเป็นคนที่รักในความถูกต้องของแตงเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนสติผมเป็นอย่างดีเมื่อมีกระแสกดดันให้เกิดความไขว้เขว และความเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ความไม่ถูกต้องทำให้ไม่หวั่นไหวต่อการกระทำสกปรกที่ลุกลามไปถึงเขา
หลายๆ สิ่งที่เป็น “ตัวจริง” ของผม ทำให้ผมไม่เหมือน หรือไม่บางคนบอกไม่เหมาะที่จะเป็น “นักการเมือง” ในกรอบความคิดของหลายๆ คน ผมและครอบครัวยังอยากจะเห็นนักการเมืองที่ต่อสู้ทุ่มเทด้วยความคิด ความตั้งใจที่ดี ไม่ต้องทำตัวหรูหรา โอ่อ่า มีคนห้อมล้อมเป็น “ดารา” แต่ยังคงความเป็นคนที่ใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างราบเรียบปกติ สิบหกปีที่ผ่านมาก็มีคนจำนวนมากที่เข้าใจและให้การสนับสนุนผม
ผมจึงอยากถือโอกาสนี้ขอบคุณครอบครัวและประชาชนที่ทำให้ “ตัวจริง” ของผมยืนอยู่ในจุดที่ผมอยู่ในวันนี้ได้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตุลาคม 2550
|