็สังคมและการเมืองที่มีผลกระทบต่ออุดมศึกษา
  หมายเหตุ- เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง "สังคมและการเมืองที่มีผลกระทบต่ออุดมศึกษา" ในงานสัมมนาทางวิชาการประจำปี ๒๕๕๐ เรื่อง "ทิศทางอุดมศึกษาไทย : จุดเปลี่ยนที่ท้าทาย" จัดโดยที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) "มติชน" เห็นว่ามีสาระสำคัญจึงนำรายละเอียดมาเสนอ

"ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนอุดมศึกษา คือปัจจัยสังคมและเศรษฐกิจ ส่วนการเมืองผมมองว่า เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าเรื่องการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญ จึงได้ประกาศนโยบายวาระประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องสาธารณสุขและสังคม นอกเหนือจากด้านการศึกษา เพราะเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาทุกเรื่องได้ สำหรับปัญหาของอุดมศึกษานั้น ไม่เพียงแต่เรื่องขาดการวางกรอบที่ต่อเนื่อง แต่ยังเกิดจากค่านิยมเรื่องปริญญาบัตร ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเติบโตเร็วมาก เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ซึ่งบางครั้งก็เป็นความต้องการปลอมๆ ทำให้มหาวิทยาลัยที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะทางอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ต่างมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการดังกล่าว หรือแม้แต่สถาบันอาชีวศึกษาก็มีการถกเถียงกันเรื่องการจัดสอนถึงปริญญาในร่าง พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา"

"การเติบโตของมหาวิทยาลัยที่มุ่งตอบสนองความต้องการปริญญา ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของบัณฑิตที่จบออกไปแล้วขาดทักษะทุกด้าน ทั้งภาษา การสู้งาน ระเบียบวินัย รวมถึงส่งผลต่อปัญหาในระดับมหภาค และเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดจากตัวเลขบัณฑิตที่จบออกไปหางานทำไม่ได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี ยิ่งกว่านั้นมหาวิทยาลัยเองก็เกิดความสับสนผลิตบัณฑิตล้นในบางสาขา แต่ขาดแคลนในบางสาขา ผมจึงอยากให้ชาวอุดมศึกษาถือโอกาสนี้เรียกร้องจากฝ่ายการเมืองต่องานการศึกษา 3 ประการ คือฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญกับการศึกษาเพียงใด กำหนดทิศทางจัดการศึกษาอย่างไร และมีเจตจำนงหรือความกล้าหาญที่จะทำงานการศึกษาแค่ไหน"

"สำหรับผมมองว่า ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาตั้งแต่เด็กเล็ก โดยเพิ่มศูนย์เด็กเล็ก เพราะพบว่าพัฒนาการที่ดีที่สุดของเด็กคือช่วง ๒ ปีแรก ส่วนระดับประถมศึกษาพบว่าเด็กเรียนเนื้อหาสาระมากเกินไป ผมจึงฟันธงว่าต้องปรับหลักสูตร ซึ่งหากเป็นไปได้แต่ละสัปดาห์ควรเรียนเต็มวันเพียง ๒ วัน ที่เหลืออีก ๓ วัน ให้เรียนครึ่งวัน และอีกครึ่งวันให้ทำกิจกรรม เล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ เข้าพบชุมชน ซึ่งจะทำให้เราสอนเรื่องจริยธรรม ศีลธรรมได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่ และในระดับมัธยมศึกษาก็ต้องเพิ่มการแนะแนวให้เด็กค้นพบตัวเองก่อนที่จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย"

“ในเรื่องนโยบายการปรับสถานภาพมหาวิทยาลัยของรัฐให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือออกนอกระบบราชการนั้น ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เอง และจะมองว่าก่อนที่จะทำให้มหาวิทยาลัยรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ จะต้องมีกฎหมายกลางที่ว่าด้วยการอุดหนุนงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัย วางระบบกลไกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลากรว่าจะมีเสรีภาพทางวิชาการ กลไกการอุทธรณ์ที่โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งและการประเมินที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ จะให้ความมั่นใจเรื่องสิทธิประโยชน์ของบุคลากรที่ต้องได้ไม่น้อยไปกว่าเดิม แต่หากประชาคมมหาวิทยาลัยใดยังไม่เกิดความมั่นใจ มหาวิทยาลัยนั้นก็ยังไม่ควรผลักดันเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ เพราะจะเกิดความขัดแย้งภายใน แต่ผมก็ไม่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยรัฐหยุดนิ่งอยู่กับที่ ต้องหาแนวทางการบริหารตนเองให้เกิดความคล่องตัว และสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะได้รู้ว่าทิศทางการลงทุนของประเทศ เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ผลิตบัณฑิตได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน"
"นอกจากนี้ หน่วยงานที่ดูแลงานวิจัย ก็ควรจะร่วมมือกันกำหนดทิศทางการทำวิจัย เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ที่สำคัญมหาวิทยาลัยควรพัฒนาจุดแข็งของตนเอง ไม่ควรกระโดดเข้ามาแข่งขันกันเอง หรือทำสิ่งที่เหมือนๆ กัน แต่ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย"

(ที่มา: มติชน ๘ กันยายน ๒๕๕๐)

    
    รวมภาพ /VDOคลิป   
          ENGLISH

คุยกับอภิสิทธิ์
 

เข้าสู่ระบบ
อีเมล์:
รหัสผ่าน:
ลืมรหัสผ่าน?

แผนผังเว็บไซต์ / Site Map