สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกสะท้อนออกมาจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือที่มักเรียกทับศัพท์กันว่า “ โพลล์ ” ซึ่งนักการเมืองสามารถใช้โพลล์ตรวจสอบความรู้สึก ความต้องการหรือความคาดหวังของประชาชนได้


 

ปัจจุบันมีการทำโพลล์กันอย่างแพร่หลายโดยนักวิจัยหลายสำนัก ในช่วง ๒ ปี ๑๐ เดือนที่ผ่านมามีโพลล์เกี่ยวกับนักการเมืองและนักการเมืองกันบ่อยครั้ง ด้วยหัวข้อคำถามที่แตกต่างกันไปตามโอกาส ทำให้บางครั้งมีชื่ออภิสิทธิ์มีปรากฏอยู่ในโพลล์เหล่านี้

 

จากการสำรวจความนิยมในตัวนักการเมืองที่เพียงแต่ตรวจสอบว่าผู้ตอบแบบสอบถามชื่นชอบนักการเมืองคนใดมากที่สุด ก็พบว่าอภิสิทธิ์เป็น “ นักการเมืองยอดนิยม ” อันดับที่ ๒ รองจากนายชวน หลีกภัย ในหมู่กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็ก (สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) และเป็น “ นักการเมืองที่ชื่นชอบ ” อันดับที่ ๒ รองจากนายชวน หลีกภัย และนำหน้า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร (กรุงเทพโพลล์ พฤษภาคม ๒๕๔๓)

และสำหรับโพลล์ที่สำรวจความเห็นเกี่ยวกับความต้องการให้สมัครรับเลือกตั้งหรือความเหมาะสมกับตำแหน่ง อภิสิทธิ์ก็ได้รับเลือกให้เป็น “ ปาร์ตี้ลิสต์ในใจคนไทยวันนี้ ” อันดับที่ ๘ ต่อจากหัวหน้าพรรคการเมือง ๗ คน (สถาบันราชภัฎสวนดุสิต พฤศจิกายน ๒๕๔๑) และ “ ผู้ชายในดวงใจที่สตรีต้องการให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. ” อันดับที่ ๑ (สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา มีนาคม ๒๕๔๓)

แม้ว่าในการทำงานนักการเมืองจะไม่ควรทำ “ ตามใจ ” โพลล์เพียงเพื่อหวังคะแนนนิยมโดยไม่คำนึงถึงหลักการและทิศทางซึ่งจะเป็นการบริหารที่หวังผลระยะสั้นและไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแต่เสียงของประชาชนที่สะท้อนออกมาทางโพลล์นี้ก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะต้องรับฟังอย่างเปิดกว้าง

นอกจากนี้การทำงานของอภิสิทธิ์ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กโทรนิกส์ แน่นอนในยุคโลกาภิวัตน์นี้งานที่อภิสิทธิ์ทำก็ถูกติดตามโดยต่างประเทศ และบ่อยครั้งที่คำพูด ความเห็นของอภิสิทธิ์ถูกนำไปอ้างถึงในการรายงานข่าว บทความ หรือบทวิเคราะห์ต่างๆ ของสื่อมวลชนต่างประเทศมุมมองที่ต่างประเทศมีต่ออภิสิทธิ์นั้นมักจะเป็นไปในลักษณะของคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวัง ไม่เพียงในระดับประเทศแต่ของภูมิภาคเอเซียเลยทีเดียว การจัดอันดับนักการเมืองรุ่นใหม่ในภูมิภาคโดยสื่อมวลชนก็มักมีชื่อของอภิสิทธิ์ ติดอยู่ด้วยเสมอ นิตยสารต่างประเทศสองฉบับคือ ไทม์ ( Time) และ เอเซียวิค (Asiaweek) ได้นำเรื่องราวของอภิสิทธิ์ไปตีพิมพ์เป็นบทความ จึงขอถอดความบทความทั้งสองและผลการคัดเลือกผู้นำโลกสำหรับวันพรุ่งนี้ หรือ Global Leaders For Tomorrow ที่จัดทำโดย World Economic Forum มาให้อ่านกัน

 

บทความเรื่อง “ เสียงใหม่ๆ เพื่อเอเซียใหม่ ” (New Voices for New Asia) ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารไทม์ (Time) ฉบับวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๐ โดย ชาร์ลส อเล็กซานเดอร์ (Charles Alexander) ได้พูดถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของภูมิภาคเอเซียไว้ ๖ คน ด้วยกันคือ อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar lbrahim) จากมาเลเซีย ชุง มง จุน จากเกาหลีใต้ นาโอโตะ คาน (Naoto Kan) จากญี่ปุ่น เมกกะวาตี ซุการ์โนพุตรี (Megawati Sukarnoputri) จากอินโดนีเซีย เฉิน ซิว เปียน (Chen Shui_Bian) จากไต้หวัน และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 


   อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเทศไทย

ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่ารัฐมนตรีทุจริตคอรัปชั่น วิกฤตเศรษฐกิจ และค่าเงินบาทที่ดิ่งเหวลงทุกวันน่าจะทำให้ประเทศไทยสุกงอมสำหรับการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับประเทศไทยซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมามีการปฏิวัติถึง ๒๑ ครั้ง และมีนายกรัฐมนตรีถึง ๗ คนภายใน ๙ ปี บางทีขณะนี้อาจจะเป็นเวลาสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ ผู้นำที่อายุน้อยกว่านักการเมืองทั่วๆ ไป ที่จบการศึกษาจากอ๊อกซฟอร์ด และชื่นชอบวงดนตรีร็อค อย่าง REM และ Oasis

สิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติที่โดดเด่นของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ ๓๓ ปี ผู้ซึ่งเมื่อ ๕ ปีก่อนได้เป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดในรัฐสภา และปัจจุบันเป็นหนึ่งในแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เขาอธิบายตัวเองว่าเป็น “ นักการเมืองอาชีพ ” อภิสิทธิ์ ยืนยันว่าปัญหาของไทยคือ ประเทศมักถูกบริหารโดยคนไร้ความสามารถมือสมัครเล่นที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต เช่น นาย พล นักธุรกิจที่ร่ำรวย คนวัยเกษียณอายุ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เป็นต้น

“ วิธีการของนักการเมืองรุ่นเก่าๆ จะต้องหมดไป ” อภิสิทธิ์กล่าว “ ก่อนที่ (พวกเขา) จะทำลายประเทศมากไปกว่านี้ กระแสที่มีผลให้เกิดการปฏิรูปก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ ยิ่งประชาชนรู้มากเท่าไร นักการเมืองก็จะซ่อนความผิดได้น้อยลง ผมยังมีหวังสำหรับอนาคตของเรา ” คนไทยหลายคนวิเคราะห์ว่าอภิสิทธิ์จะเป็นส่วนสำคัญของอนาคตที่ว่านั้น อย่างเช่นที่สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิจารณ์สังคมคนสำคัญกล่าวไว้ว่า “ เวลาที่เราพูดถึงผู้นำเลือดใหม่ รุ่นใหม่ เราเห็นอภิสิทธิ์เป็นดาวเด่นดวงหนึ่ง (ในบรรดาผู้นำเหล่านั้น) ”


รายงานโดย :  คิมกุย (Kim Gooi) / กรุงเทพฯ   

 

และในบทความเรื่อง “ ผู้นำสำหรับสหัสวรรษ ด้านการเมือง ” (Leaders for the millennium Politics & Power) ซึ่งเป็นส่วนที่ ๓ ของการรายงานพิเศษขนาดยาวของนิตยสาร เอเซียวิค (Asiaweek) ซึ่งคัดเลือกผู้นำสำหรับสหัสวรรษใหม่ใน ๓ แขนง (สังคมและวัฒนธรรม ธุรกิจและการเงิน และการเมือง) จำนวนแขนงละประมาณ ๒๐ คน จากทั่วภูมิภาคเอเซียในส่วนของการเมือง ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร เอเซียวิค ฉบับวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ในจำนวนผู้ได้รับคัดเลือก ๒๐ คน ประกอบไปด้วยนักการเมืองของเอเซีย เช่น นางสาวพรียานกา คานธี วาดรา (Priyanka Gandhi Vadra) ทายาทของอดีตผู้นำประเทศจากอินเดีย นาย โต ชี เหียน (Teo Chee Hean) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาจากประเทศสิงคโปร์

 

นาย ฮิชามูดิน ทัน ฮุสเซ่น (hishammuddin Tun Hussein) ผุ้นำกลุ่มเยาวชนของพรรค UMNO และหลานของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และผู้นำทางการเมืองของภูมิภาคอีกหลายคน นาย จูเลี่ยน เกียริ่ง (Julian Gearing) ได้เขียนถึงอภิสิทธิ์ไว้ว่า

 


   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗

ในระบบที่เคยชินกับนักการเมืองฉ้อฉลและทุจริต สมาชิกรัฐสภาหนุ่มผู้รังเกียจระบบการเมืองแบบเก่า ผู้ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อนำการเมืองไทยก้าวไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า อย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงดูเสมือนว่า “ ดีเกินจริง ” และสำหรับชาวไทย ผู้เคยชินกับนักการเมืองแบบโบราณที่ปากคาบซิการ์ เฉื่อยชา ไม่รู้จริงแต่พูดมาก ซึ่งเดินกันอยู่ในรัฐสภาไทย อภิสิทธิ์จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวัง

แม้จะมีอายุเพียง ๓๕ ปี อภิสิทธิ์ก็ได้ทำงานในรัฐบาลมาแล้วถึง ๒ สมัยด้วยกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า “ การเมืองแบบเดิมๆ “ อาจกำลังจะหมดลงไป กระทรวงหลักหลายกระทรวงอาจจะยังคงถูกสงวนไว้ให้ “ รุ่นเก่า ” แต่ว่าอภิสิทธิ์ก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมในฐานะโฆษกรัฐบาล และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลงานด้านการลงทุนและการศึกษา อภิสิทธิ์ให้คำอธิบายว่าท้ายที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ประชาชน “ ในระบอบประชาธิปไตย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชน ” อภิสิทธิ์กล่าว “ เรากำลังเห็นนักการเมืองหนุ่มสาวที่เป็นคลื่นลูกใหม่หลายคนได้รับมอบหมายตำแหน่งสำคัญๆ เพราะพรรคการเมืองต่างก็ต้องตอบรับกับเสียงเรียกร้องของสาธารณชนกับการเปลี่ยนแปลงคนเก่าๆ “ ในฐานะตัวแทนพลังใหม่อภิสิทธิ์ทำให้นักเรียนประทับใจกับวิสัยทัศน์เรื่อง การเมืองที่ปลอดธุรกิจ และสามารถจับใจหญิงสาวได้ด้วยความหล่อเหลาแต่เขายังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังกลุ่มอื่นๆ ด้วย ในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก ( World Economic Forum) ครั้งล่าสุดที่ประเทศสิงคโปร์ อภิสิทธิ์ได้บรรยายถึงการฟื้นตัวของภูมิภาคได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้ผู้ฟังบางคนในที่ประชุมเกือบหลั่งน้ำตา และปรบมือให้เกียรติอย่างล้นหลามอย่างที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นนักในขณะที่อภิสิทธิ์ อาจจะดูว่าเด็กสำหรับรัฐมนตรี แต่เขาได้เริ่มเส้นทางการเมืองเมื่ออายุเพียง ๙ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อการชุมนุมประท้วงของประชาชนได้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยในชั่วข้ามคืน อภิสิทธิ์อดนอนจนดึกดื่นเพื่อติดตามข่าวจากทางวิทยุ “ ทันใดนั้น การเมืองสำหรับผมไม่ได้เรื่องของคนเพียงบางกลุ่มแต่กลายเป็นเรื่องของทุกคน ” อภิสิทธิ์กล่าว “ มันได้เปิดโลกใหม่และทำให้ผมต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ” ในสมัยเป็นเด็กนักเรียนอายุ ๑๖ ปี ที่ประเทศอังกฤษ อภิสิทธิ์ให้เวลากับฟุตบอล ( “ ผมชอบคิดว่าผมเก่ง ” ) พร้อมกันไปกับเรื่องสำคัญอื่นๆ เขายังจำวันที่เขาได้มีโอกาสพบกับ ส.ส.หนุ่มของพรรคประชาธิปัตย์และได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน ส.ส.คนนั้นก็คือ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันหลังจากจบการศึกษาปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด และทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ช่วงหนึ่ง อภิสิทธิ์ก็ได้มีโอกาสถ่ายรูปร่วมกับชวน หลีกภัยอีกครั้งเมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๓๕ การที่สื่อมวลชนประโคมข่าวว่า วันหนึ่งข้างหน้าอภิสิทธิ์อาจจะเดินตามรอยเท้าครูต้นแบบของเขาสู่งานสำคัญสูงสุดในทางบริหารเป็นสิ่งที่น่าเขินสำหรับคุณพ่อลูกสอง ที่แสนจะถ่อมตนคนนี้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า “ ก่อนอื่นผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ก่อน ” เวลาและสติปัญญาช่างอยู่ข้างเขาเสียจริง

 

และท้ายที่สุด การคัดเลือกผู้นำโลกสำหรับวันพรุ่งนี้ หรือ Global Leaders for Tomorrow ที่จัดทำโดย World Economic Forum ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองของโลกเริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๓๕ องค์กรนี้ได้ทำการคัดเลือกบุคคลในแวดวงการเมือง ธุรกิจ สื่อสารมวลชน ศิลปะ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างเครือข่ายของผู้นำรุ่นใหม่ สำหรับโลกในวันพรุ่งนี้เพื่อ “ ตอบรับกับความจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นผู้นำแบบใหม่ในยุคหลังสงครามเย็นนี้ ” ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเลือกจะต้องมีอายุน้อยกว่า ๔๐ และมีตำแหน่งหน้าที่ที่มีความสำคัญ ทั้งทางด้านอิทธิพลและความรับผิดชอบต่อสังคม และมีผลงาน ความสำเร็จในระดับโลก อย่าแท้จริง อภิสิทธิ์ได้รับคัดเลือกให้เป็น ๑ ในผู้นำโลกสำหรับวันพรุ่งนี้ ๑๐๐ คนในปี ๒๕๔๒ และเป็น ๑ ในคนไทยจำนวนทั้ง ๔ คน ที่อยู่ในรายชื่อผู้นำโลกสำหรับวันพรุ่งนี้

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นับตั้งแต่อภิสิทธิ์ชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี ๒๕๓๕ โดยเป็น ส.ส.คนเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ดาวทางการเมืองของเขาก็รุ่งมาตลอด อภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ๖ คน และเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และเป็นคนใกล้ชิดที่ช่วยนายกรัฐมนตรีในเรื่องเศรษฐกิจและต่างประเทศ สื่อระดับโลกจัดให้เขาเป็นอนาคตผู้นำของประเทศ และมีข่าวว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองคนสำคัญ ความน่าเชื่อถือของรัฐมนตรีที่จบการศึกษาจากอ๊อกซฟอร์ดผู้นี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำธุรกิจและการเมืองระดับโลก ในแนวนโยบายของไทยในขณะที่ประเทศกำลังต่อสู้กับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ