เด็กชายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือมาร์ค เกิดเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๐๗ ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เป็นลูกชายคนเดียว
และ คนสุดท้องใน จำนวน ๓ คน ของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์
และศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ

   เมื่ออภิสิทธิ์มีอายุไม่ถึงหนึ่งปี ครอบครัวเวชาชีวะก็เดินทางกลับเมืองไทย
เด็กชายอภิสิทธิ์เข้าเรียน ชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนอนุบาลยุคลธรและต่อมาได้
เข้าเรียน ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖

   หลังจากนั้นก็เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในโรงเรียนสเกทคลิฟ
และที่โรงเรียนอีตันนับเป็น ช่วงที่อภิสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำเป็น
เวลาหลายปี

   “เมื่อตอนไปเรียนที่อังกฤษใหม่ ๆ ต้องปรับตัวทุกด้าน เป็นช่วงที่ลำบาก อึกอัด
       ไม่ค่อยชอบความม ีระเบียบวินัยสูงของโรงเรียน แต่ว่าถ้ามองย้อนกลับไป
                           ก็ได้ประโยชน์ในการฝึกวินัยให้กับตนเอง”

นอกจากหลักสูตรการเรียนที่ท้าทาย กฎ ระเบียบ ด้านวินัยที่เข้มงวดแล้ว
โรงเรียนที่อังกฤษยังกำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องออกกำลังกายอีกด้วยจึงทำ
ให้อภิสิทธิ์ได้หัดเล่นกีฬาหลายประเภทและที่ถนัดมากที่สุดก็ คือ ฟุตบอล
ซึ่งได้กลายเป็นกีฬาที่โปรดปรานของอภิสิทธิ์มาจนถึงทุกวันนี้

อภิสิทธิ์เป็นผู้ที่ติดตามการแข่งขันฟุตบอลของสโมสรต่าง ๆ ในอังกฤษ
(เป็นแฟนที่เหนียวแน่นของสโมสรนิวคาสเซิล)
และการแข่งขันระดับโลกสำคัญ ๆ มาตลอด
(เป็นผู้ที่สามารถวิจารณ์ผู้เล่น ครูฝึกสอน และผู้จัดการของ
ทีมฟุตบอลต่าง ๆ ได้คมชัดอย่างที่ไม่มีใครนึกถึง)

ในช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียน และการเล่นกีฬา
อภิสิทธิ์ก็ผ่อนคลายด้วยการฟังดนตรีแนวร็อคตั้งแต่ป๊อปร็อคไปจนถึงเฮฟวี่เมทัล
โดยมีวงดนตรีที่โปรดปรานหลายวง เช่น อาร์อีเอ็ม อีเกิ้ลส์ และโอเอซิส

“ที่ชอบเพลงร็อคเพราะมันเป็นตัวสะท้อนของสังคม ที่ผมสื่อเข้าถึงได้ฟังตั้งแต่สมัยเรียน
ที่อังกฤษแล้วครับ เวลากลางคืนไปไหนไม่ได้ การฟังเพลงจึงกลาย เป็นงานอดิเรก
ไปโดยปริยาย ถือเป็นความสุขในชีวิตที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร”

 

“ อยากเรียนอะไรที่กว้างๆ ชอบได้เห็นความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ เข้าหากันด้วยความตั้งใจว่าอยากจะมาทำงานการเมืองด้วยคิดว่าความ
รู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านปรัชญาน่าจะมีประโยชน์มันเป็นวิธ
ีการฝึกให้เรามีระบบความคิดในการมองปัญหาต่างๆ ”

เมื่อจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี อภิสิทธิ์ได้เลือกเรียนในสาขาปรัชญา
การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในช่วงที่อยู่ที่อ๊อกซฟอร์ด
การใช้ชีวิต ของอภิสิทธิ์ก็ต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง จากเดิมที่ต้องอยู่ภายใต้กฎ
ระเบียบของโรงเรียนประจำได้รับอิสระ เสรีภาพ มาก สามารถใช้เวลาว่างได้ตามใจ
มากขึ้น ซึ่งอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เวลาเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย
ในสภานักศึกษา อภิสิทธิ์ใช้เวลาเรียนที่อ๊อกซฟอร์ด ๓ ปี จนจบและได้รับเกียรตินิยม
อันดับที่หนึ่ง นับเป็นคนไทยคนที่สองในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ได้รับ
เกียรตินิยมอันดับนี้ และในระหว่างนี้ได้ศึกษาต่อในคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย
รามคำแหงด้วย
“ พอเราพ้นจากโรงเรียนมัธยมไปมหาวิทยาลัยมันตรงกันข้ามกันหมดเลย
ที่มหาวิทยาลัยเขาปล่อยเต็มที่ อยากจะทำอะไรก็ทำ การเรียนกลายเป็นเรื่อง
ของการค้นคว้าด้วยตนเอง มากกว่าจะมีคนป้อน ”

“ ...ได้ทำงานในสภานักศึกษา ต้องสมัครรับเลือกตั้งเข้าไป มีหน้าที่เป็นปาก
เป็นเสียง ให้เขาในการประชุม ไปสังเกตการณ์เวลาผู้บริหารของวิทยาลัย
ประชุมกัน เรื่องที่จะกระทบต่อนักเรียน เช่น ค่าอาหารจะคิดเท่าไร จะขึ้น
ราคาเท่าไร แล้วก็มีหน้าที่ต้องดูแลกิจการทั่ว ๆไปเกี่ยวกับนักเรียน ”

หลังจากจบปริญญาตรี อภิสิทธิ์ก็เดินทางกลับประเทศไทย และเข้ารับราชการทหาร
โดยสอนหนังสือที่โรงเรียนนายร้อย จปร.ที่เขาชะโงก จังหวัดนครนายก ได้ยศเป็น
ร้อยตรี ก่อนที่จะกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่อ๊อกซฟอร์ด ในสาขา
เศรษฐศาสตร์



[ top ]


ในช่วงก่อนที่จะกลับไปเรียนต่อปริญญาโทอภิสิทธิ์ ได้แต่งงานกับ
คุณพิมพ์เพ็ญ ศกุนตาภัย ปัจจุบันทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคนและลูกชายหนึ่งคน
(ปราง และปัณณสิทธิ์)

“ ช่วงเปิดเทอมผมจะเป็นคนพาลูกไปส่งที่โรงเรียนเกือบทุกวันเพื่อ
อย่างน้อยจะได้คุยกับเขาในรถ เสาร์ อาทิตย์ ตามใจลูก ลูกเป็นใหญ่
อยู่แล้ว หยุดยาวหน่อยก็พาไปเที่ยว เขาชอบไปหัวหินบางทีก็พาไป
สวนสนุก ซื้อของ นาน ๆ ก็ไปดูหนังส่วนภรรยา ... ก็ตามใจเรื่อง
อื่น ”
 

“ ผมไม่ได้อยู่กับงาน ๒๔ ชั่วโมง ไม่นิยมใช้ชีวิตอย่างนั้นและส่วนตัว
ก็ไม่นิยมงานสังคมต่าง ๆ จากงานก็กลับบ้านอยู่กับครอบครัว ถ้าผมทำงานตลอดเวลาจะรู้สึกว่าตัวเองห่างเหินจากการใช้ชีวิตปกติ
ซึ่งไม่เป็นผลดี เพราะว่าพอตัวเองใช้ชีวิตไม่เหมือนชาวบ้าน
จะไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้านเขาได้อย่างไร จะรู้ได้ยังไงว่าชาวบ้าน
วันๆ หนึ่ง เขาทำอะไร

[ top ]


เมื่อจบปริญญาโท อภิสิทธิ์ก็ได้กลับมาสอนหนังสืออีกครั้ง ที่คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ ...งานของอภิสิทธิ์มีความชัดเจนและมีความสมบูรณ์เป็นพิเศษ
การโต้แย้งถกเถียงของเขามักจะไปถึงระดับที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมา
จากนักเรียนที่มีประสบการณ์เช่นเขา...

...บุคคลอย่างเช่นอภิสิทธิ์ สามารถไปได้ทุกที่และทำได้
ทุกอย่างที่เขาต้องการ เขามีคุณสมบัติพิเศษ ที่หาตัวจับยากเช่นนั้น...

… ผมขอรับรอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างไม่มีข้อติติง บุคคลที่
มีคุณสมบัติิเช่นนี้ หายากมากและไม่ควรปลอยให้หลุดมือไป... ”
 

คริสโตเฟอร์ บลิส อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ
วิทยาลัยนัฟฟิลด์

  “ ...อภิสิทธิ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมากแม้ว่า
อ๊อกฟอร์ดจะไม่มีการออกใบประมวลผลการเรียนให้ แต่ผม
สามารถรับรองว่าผลการเรียนของอภิสิทธิ์นั้นอยู่ในระดับดีเยี่ยม

...ผลการสอบประจำปีครั้งที่๑ ของเขาเป็นคะแนนที่ดีที่สุดใน
บรรดานักเรียน ๓๐๐ คนในมหาวิทยาลัยในการสอบประจำปีครั้ง
ที่สองเขาได้รับเกียรตินิยม อันดับที่หนึ่งและผลการเรียน ในวิชา
เศรษฐศาสตร์ ก็เป็นคะแนนที่สูงที่สุดใน มหาวิทยาลัยอีกครั้ง
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ โชคดีที่ได้ สอนนัก
เรียนที่มีความสามารถมากที่สุดของอังกฤษ ซึ่งเราได้คัดสรร
เพียงแค่ร้อยละ ๑ ของเหล่าสุดยอดนักเรียนเท่านั้น ดังนั้น
ประวัติ การเรียนระดับอุดมศึกษาของอภิสิทธิ์ ถือเป็นกรณีที่
พิเศษสุดจริงจริง...

 

...พรสวรรค์ที่โดดเด่นของอภิสิทธิ์คือไหวพริบปฏิภาณ ความคิด ที่เป็นอิสระ และสร้างสรรค์ความอุทิศตนมุ่งมั่น
ทุ่มเทให้กับงานอย่างมากความชัดเจนของกระบวนความคิดทั้งในการพูดและงานเขียนในการศึกษาต่อใน
ระดับปริญญาโทอภิสิทธิ์ก็ยังรักษาความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

...วิทยานิพนธ์ของเขาแสดงถึงความสมบูรณ์แบบของความ ชำนาญ ในทฤษฎี ความฉลาดหลักแหลมในการแก้
ปัญหาและความมั่นคงในการพิจารณาตัดสินใจ
”  

พี เจ เอ็น ซินแคลร์
นักวิจัยและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์

[ top ]

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามา “ ทำงาน ” การเมืองตั้งแต่
เด็ก การตัดสินใจของอภิสิทธิ์จึงมีแนวทางที่ชัดเจนไม่ว่าจะ
เป็นการ เลือกสาขาที่จะเรียน การทำกิจกรรม หรือการ
พยายาม ติดตาม ข่าวสารบ้านเมือง แม้ว่าจะอยู่ต่างประเทศ
ก็ตาม

นอกจากนี้ในช่วงที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ก็ได้หาโอกาส เข้ามา
สัมผัสกับการเมืองอยู่เสมอ โดยได้เคย เป็นอาสา สมัครช่วย
หาเสียงให้กับอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
(นายพิชัย รัตตกุล) ในการเลือกตั้งปี ๒๕๒๖ และเป็นคณะ
ทำงานด้านวิชาการให้นายชวน หลีกภัย

“ ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก บรรยากาศบ้านเมือง
ในยุค ๑๔ ตุลาก็มีส่วนอย่างมากทำให้ผมสนใจการ
เมืองและตั้งใจติดตามมาโดยตลอด ”

“ พอผมอายุสิบขวบก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าอยากจะ
ทำงาน การเมือง ”

“ ท่านนายกฯ ชวน เป็น ครู ทางการเมืองผมได้เรียนรู้
อะไรจากท่านเยอะมาก เช่น ความอดทนที่ต้องมีหาก
จะทำงานการเมือง ความแน่วแน่และมั่นคงในความเชื่อ
ของตัวเอง และความเป็นตัวของตัวเอง เป็นต้น ”
[ top ]


ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม ปี ๒๕๓๕ เมื่อมีอายุเพียง ๒๗ ปี อภิสิทธิ์ก็ได้เข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัวโดยลงสมัครรับเลือกตั้ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนามพรรคประชาธิปัตย์

แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะสูญเสียที่นั่ง ส.ส.
ในกรุงเทพมหานครไปเกือบหมด อภิสิทธิ์ก็ได้รับเลือกเข้ามาเป็น ส.ส.
กรุงเทพมหานครคนเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส.
ที่อายุน้อยที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ในสภาฯ

ด้วยความมุ่งมั่นทำงาน และบุคลิกภาพที่โดดเด่น อภิสิทธิ์ถูกมองว่า
เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ และเป็นขวัญใจของชาวกรุงเทพมหานคร
และได้รับเลือกตั้ง เป็นส.ส. ทุกสมัยนับแต่นั้นเป็นต้นมา

“ ตอนเดินออกหาเสียงกับทีมครั้งแรก ประชาชนคิดว่าผมเป็น
อาสาสมัคร เพราะหน้าเด็กกว่าอายุจริงซึ่งน้อยอยู่แล้ว แต่ก็
เพราะหน้าอ่อนนี่แหละ ที่ทำให้พรรคคู่แข่งเห็นว่าอายุน้อย
ประสบการณ์ น้อยจึงพุ่งโจมตีไปยังคนที่เขาคิดว่าจะได้มาก
กว่า ”

“ เลือกตั้งครั้งนั้นมีความโชคดีอยู่เพราะว่าประมาณ ๔ - ๕ วัน
ก่อนวันเลือกตั้งก็ได้ไปออกโทรทัศน์ เป็นรายการที่เขาเชิญหัว
หน้าพรรคการเมือง และผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรคไปออกจริงๆ
ตอนนั้น คนเขารอดูคุณสมัคร (สนุทรเวช) กับคุณจำลอง (ศรีเมือง)
เขาก็เลยเห็นผมไปด้วยเป็นผลพลอยได้ ได้รับเลือกเข้ามาด้วย ”

“ เลือกพรรคประชาธิปัตย์เพราะติดตามการเมืองมานาน เห็นว่า
มีลักษณะเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงมากที่สุด อยู่กันด้วยความคิด
ทางการเมือง ไม่เป็นพรรคของใคร สามารถมีอิสระในการแสดงความ
คิดของเรา ผลักดันความคิดของเราถ้าไปอยู่พรรคการเมือง
ซึ่งเป็นของหัวหน้าพรรคเป็นของคนกลุ่มหนึ่ง ก็คงทำไม่ได้ ”

[ top ]

หลังจากการเลือกตั้งเดือนมีนาคม ๒๕๓๕ ได้ไม่นานก็มีการยุบสภา
และมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในเดือนกันยายน ๒๕๓๕ พรรค
ประชาธิิปัตย์ได้รับที่นั่งในสภาฯ เป็นอันดับที่หนึ่ง และหัวหน้าพรรคฯ
(นายชวน หลีกภัย) ก็ได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อภิสิทธิ์ก็ได้รับมอบหมายงานสำคัญ คือการเป็นโฆษกประจำสำนัก
นายกรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันว่า “ โฆษกรัฐบาล ”หน้าที่นี้ทำให้
อภิสิทธิ์มีบทบาทเข้าสู่สายตาประชาชนมากขึ้นเพราะมีหน้าที่ต้อง
ชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนและประชาชนเกี่ยวกับนโยบาย
และมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลอยู่เสมอ

ต่อมาในช่วงปลายรัฐบาลชวน ๑ อภิสิทธิ์ก็ได้รับมอบหมายให้ดำรง
ตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

ในเดือนเมษายน ๒๕๓๘ อภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่
พรรคประชาธิปัตย์ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคฯ ซึ่งต่อมา
คณะกรรมการบริหารพรรคฯ ก็ได้แต่งตั้งให้อภิสิทธิ์ทำหน้าที่
“ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ” เพิ่มขึ้นอีกหน้าที่หนึ่งด้วย

[ top ]

“ เวลาได้ทำงานฝ่ายค้านจะมีความคล่องตัวและมีอิสระใน
การแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นบทบาทที่ผม
ถือว่าสำคัญ และเป็นประโยชน์ ”

การเลือกตั้งสองครั้งต่อมา คือในปี ๒๕๓๘ และ ๒๕๓๙ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล แต่ทำหน้าที่
ฝ่ายค้าน ในสภาฯ ที่คอยตรวจสอบการบริหารงานของ
รัฐบาลแทน

หน้าที่ที่อภิสิทธิ์รับผิดชอบในช่วงนี้ได้แก่ ประธานคณะกรรมาธิการ
การศึกษา (๒๕๓๘ – ๒๕๓๙) และโฆษกคณะกรรมาธิการการ
เศรษฐกิจ (๒๕๓๙ – ๒๕๔๐) ซึ่งประสบการณ์ในการทำงาน ในหน้าที่
เหล่านี้ นับว่ามีประโยชน์อย่างมากเมื่อเข้ามาทำงานในฝ่ายบริหาร

นอกจากนี้อภิสิทธิ์ ยังได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
การตั้งกระทู้ การยื่นญัตติ และการอภิปราย โดยได้รับมอบหมาย
ให้เป็นผู้อภิปรายภาพรวมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนาย
บรรหารในปี ๒๕๓๙ และเป็นผู้อภิปรายเรื่องเศรษฐกิจในการอภิปราย
ไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ในปี ๒๕๔๐

[ top ]


“ งานทุกอย่างที่ทำขณะนี้จะมีหลักหรือกรอบความคิดเดียวกัน คือ
เป็นความพยายามของเราที่จะปรับโครงสร้าง ของสังคมและเศรษฐกิจ
เพื่อให้เราเข้มแข็งขึ้น ไม่ย้อนกลับมาปัญหาอย่างที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น
แม้ว่างานมันจะดูหลากหลายแต่หลักคิดหรือกรอบความคิดที่ใช้และ
เป้าหมาย มัน จะตรงกัน เพราะสุดท้ายอย่างเรื่องสุขภาพก็ดี เรื่องการ
ศึกษา ก็ดีมันก็คือการไปแก้ไขระบบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน ซึ่งก็เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาตามหลักคิดของแผนพัฒนาใน ปัจจุบัน
แล้วก็เข้าใจว่าแผนฉบับที่ ๙ ที่จะออกมาด้วย การปฏิรูประบบราชการ
เองก็จะ แทรกไปหมด เพราะว่าเราจะจัดระบบสุขภาพให้ดีได้ เราจะ
จัดระบบ การศึกษาให้ดีได้ ก็จำเป็นจะต้องปรับทั้ง โครงสร้าง
ปรับทั้งวิธีการในการบริหารเงิน วิธีการบริหารคน ”

เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่งในเดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๐
อภิสิทธิ์ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการ
ป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
(ตุลาคม ๒๕๔๑ – พฤศจิกายน ๒๕๔๒)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการ
กระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๒)

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหน่วยงานที่ดูแลงาน ระดับนโยบายอย่างแท้จริง งานส่วนใหญ่จึงเป็นการผลักดัน ความคิด และแนวความคิด
ให้เป็นประโยชน์ต่อ ส่วนรวม โดยไม่ต้องพะวงกับการแก้ปัญหาวันต่อ วันของหน่วยงาน เช่น การโยกย้าย แต่งตั้ง เป็นต้น

นอกจากนี้รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการ ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของหน่วยงานของรัฐ และเป็นรองประธาน ในคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และคณะกรรมการการปฏิรูป ระบบราชการ และยังมีส่วนร่วมในคณะกรรมการอื่น ๆ ซึ่งรับผิดชอบงานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ด้านกฎหมายและการบริหารราชการ หรือด้านเศรษฐกิจ

“ การที่ผมมาทำงานการเมือง ผมถือเรื่องของความคิดกับการผลักดัน ความคิดเป็นหลัก ฉะนั้นอยู่ตรงไหนก็ทำสิ่งนี้ได้ ขอให้มีโอกาสที่จะ ได้เผยแพร่และผลักดันความคิดของเราที่คิดว่าเป็นประโยชน์ก็พอ ”

[ top ]

 

“ อะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าเราเองก็ไม่รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเมือง
แต่ในเรื่องของตำแหน่งนั้นไม่ได้คาดหวัง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในความ
ควบคุมของตัวเราเอง มันขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งความไว้วางใจของประชาชน
ของพรรคฯ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งว่าประชาชนเขาไม่ไว้วางใจให้ผมทำงาน หรือว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กับแนวคิดวิธีการทำงาน ผมก็คิดว่าคงจะไป
ทำงานอย่างอื่น หรือถ้าการเมืองดีขึ้น จนผมเองมองไม่เห็นว่าจะไปมีส่วนร่วม
ในการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก หรือมีคนที่พร้อมกว่ามาผลักดันแนวคิดที่ก้าวหน้า
กว่าผมก็ต้องถอยออกมา ”
 

ในเดือนเมษายน ๒๕๔๒ อภิสิทธิ์ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ให้
้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลรับผิดชอบกรุงเทพมหานคร ถือว่าเป็นอีกงาน
หนึ่ง ที่มีความรับผิดชอบสูงและเป็นก้าวสำคัญของอภิสิทธิ์

“ ภาพของการเมืองในอุดมคติเป็น การเมืองซึ่งเป็นระบบที่เปิดให้คนเข้ามาม
ีส่วนร่วมได้มาก เป็นการเมืองที่มาถกเถียง หาข้อยุติกันด้วยเหตุด้วยผล เพื่อ
ประโยชน์ของคนส่วนรวม และแน่นอนต้องเป็นการเมืองที่สุจริตด้วย ”
 

๑๗ ปีที่ผ่านมาในเส้นทางการเมืองของอภิสิทธิ์ เป็น ๑๗ ปีที่ดูเสมือนว่าอะไรอะไร
ก็เร็วไปเสียหมด เป็น ๑๗ ปีที่ผ่านการเลือกตั้งมาทั้งหมด ๔ ครั้ง เป็นฝ่ายค้าน ๓ ครั้ง
และเป็นรัฐบาล ๒ ครั้ง ได้ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันมากมาย ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่าย
บริหารและในพรรคประชาธิปัตย์

เป็น ๑๗ ปีที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทุกหน้าที่ ที่รับผิดชอบ อภิสิทธิ์สามารถทำได้
และทำได้ดี

แต่ก็เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของนักการเมืองหนุ่ม รุ่นใหม่ อนาคตไกลคนนี้ ที่เป็นความ
หวังของพรรคประชาธิปัตย์ และของประชาชน

[ top ]
 

 

ในปี ๒๕๔๖ อภิสิทธิ์เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป แต่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน
ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกเสียงข้างมากให้เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ ๖ ต่อจาก
นายชวน อภิสิทธิ์ ได้รับเลือกจากสมาชิกให้เป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงให้ความ
ร่วมมือและทำงานช่วยเหลือพรรคอย่างเต็มที่

"ผมขอแสดงความยินดีกับหัวหน้าบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งยอมรับว่า เสียใจ
[ที่พ่ายแพ้] แต่เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว แต่ถือเป็นหน้าที่ที่จบแล้ว วาระต่อ
ไปจะขอทำหน้าที่ในฐานะคนของประชาธิปัตย์"


มกราคม ๒๕๔๘ มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงส.ส.ไม่ถึง ๑๐๐ เสียง
แพ้พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน นายบัญญัติ บรรทัดฐานประกาศ
ลาออกจากหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ขึ้นรักษาการหัวหน้าพรรคแทน และในที่สุดอภิสิทธิ์
ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ ๒๓ เมษายน
๒๕๔๘ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ ๗

ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ ได้วางแนวทางว่าพรรคฯจะต้องเข้าถึง
ประชาชน ให้มากที่สุด โดยการจัดให้มีสมัชชาประชาชน สภากาแฟ เพื่อรับฟังความ
คิดเห็น ให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างการเมืองยุคใหม่โดยมีเป้าหมายให้
สังคมไทยเข้มแข็งและเป็นธรรม

[ top ]

 

๒๘ เมษายน ๒๕๔๘ อภิสิทธิ์ปฎิญาณตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร

“ผมตระหนักในภาระหน้าที่และความสำคัญในการเป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มไม่ว่าจะ
เป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด ที่พวกเราทุกคนในฐานะฝ่ายค้าน
ต้องทำหน้าที่เป็นเสียง เป็นตัวแทนของคนเหล่านั้น และการตรวจสอบถ่วงดุลก็เป็นหลัก
ประกันอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลซึ่งใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปจากประชาชนจะต้องใช้อำนาจ
บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ในยุคนี้ ผมคิดว่าภาระหน้าที่ของ
ฝ่ายค้านยิ่งมีความสำคัญมากกว่าปกติ”

...เนื่องจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีเสียงข้างมากที่ท่วมท้นในสภา และสามารถ
ครอบงำสื่อและองค์กรอิสระต่างๆ ความไร้ซึ่งธรรมาภิบาลของฝ่ายรัฐบาลทำให้การทำงาน
ฝ่ายค้านเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวด

หลังจากที่มีประชาชนรวมตัวกันประท้วงต่อต้านรัฐบาลในท้องถนนอย่างกว้างขวาง ก็เกิด
การรัฐประหารขึ้นในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ แม้พรรคการเมืองจะถูกห้ามทำกิจกรรมทาง
การเมืองในช่วงนั้น ประชาธิปัตย์ได้จัดเสวนาทางวิชาการขิ้นหลายครั้ง การแสดงออกทาง
การเมืองของอภิสิทธิ์ในช่วงนี้ อยู่ในรูปของการเขียนบทความลงเว็ปไซต์แห่งนี้ทุกสัปดาห์
เพื่อสะท้อนการทำงานของรัฐบาลและเสนอแนะทางออกต่างๆให้แก่บ้านเมือง ช่วงนี้อภิสิทธิ์
ได้เขียนหนังสือจำนวนหนึ่งรวมทั้ง “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” ซึ่งรวบรวมปณิธาณทางการเมืองทั้ง
หมดของเขา

หลังจากที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ผ่านประชามติ ก็ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม
๒๕๕๐ แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็ได้
จำนวน ส.ส.เป็นที่สอง โดยได้คะแนนระบบสัดส่วนกว่า ๑๓ ล้านเสียง แพ้พรรคพลังประชาชน
เพียงหนึ่งแสนกว่าคะแนน  อภิสิทธิ์จึงเข้ารับหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านอีกครั้งหนึ่ง


 
[ top ]

 

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมืองบางพรรค รวมทั้งพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลส่งผล ให้ ้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่   กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ได้หันมาร่วมกับพรรค
ประชาธิปัตย์ ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้รับ คะแนนเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฏร และได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคน
ที่ ๒๗ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มถดถอยอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤต
เศรษฐกิจโลกและปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ  

ในวันพุธที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อได้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า

“...ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำนั้นจะปกป้องสถาบัน
พระมหากษัตริย์และจะเทิดทูนสถาบันนี้ไม่ให้ผู้ใดทำให้สถาบันนี้
ไม่อยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมืองด้วยประการทั้งปวง...”
 

“...หน้าที่เบื้องต้นของผมคือการยุติการเมือง ที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลว คือ ต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งภาคแบ่ง สีที่เกิดขึ้นอยู่
ในประเทศของเราในขณะนี้ ผม จะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไป และจะนำ
ความสมัครสมานสามัคคีกลับคืนมาโดยอาศัยความยุติธรรม เป็นกระบวน
การนำหน้า รัฐบาลภายใต้การนำของผมจะยึดหลักนิติธรรมนิติรัฐจะบังคับ
ใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและจะเคารพในกระบวนการและเจตนารมณ์
ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย...”

“...วันนี้ประเทศของเราต้องมีความสามัคคี ผมขอยืนยันว่าผมจะทำงานให้กับคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเลือกผมหรือไม่
เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือแม้แต่ต่อต้านผม...
”

“...ผมทราบดีครับว่าปัญหาเร่งด่วนที่สุดในใจพี่น้องประชาชนในขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจ
การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นงานสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการต่อไป..."

[ top ]