หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ****
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ  (อ่าน 10401 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: ธันวาคม 10, 2006, 09:13:24 AM »

ตามที่ปรากฏว่ามีนิสิต นักศึกษา ออกมาคัดค้านสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณารับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2006, 09:22:54 AM »

เห็นความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดันนโยบายการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ  และเห็นการเคลื่อนไหวคัดค้านของนิสิต นักศึกษา และคณาจารย์บางส่วน อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า  ความขัดแย้งในเรื่องนี้จะลุกลามบานปลายออกไป จนอาจจะทำให้การดำเนินการเรื่องนี้ไม่สัมฤทธิ์ผล


ในฐานะที่เคยเป็นผู้ผลักดันนโยบายนี้มาก่อน  ทราบดีว่าเจตนา และเป้าหมายของการทำเรื่องนี้  ก็เพื่อให้ระบบการบริหารของมหาวิทยาลัยมีความคล่องตัว เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนา ก้าวหน้า ไปสู่ความเป็นเลิศ และขอยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การ “แปรรูป” ในความหมายที่ว่าทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นหน่วยงานเอกชน หรือมีเป้าหมายว่า จะเลิกการสนับสนุนมหาวิทยาลัย โดยให้มหาวิทยาลัย ต้อง “เลี้ยงตนเอง”  อย่างที่มีการกล่าวกัน


ในขณะเดียวกัน  จากการติดตามปัญหาของการผลักดันนโยบายนี้รวมถึง การติดตามสภาพปัญหาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ทำให้เข้าใจข้อท้วงติง และ ข้อห่วงใยของผู้คัดค้านเช่นเดียวกัน  และมองเห็นว่าปัญหาจากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นในนโยบายนี้


ผมจึงอยากเสนอทางออกเพื่อเป็นคำตอบสำหรับความห่วงใยต่างๆที่มีการหยิบยกขึ้นมา และอยากเห็นรัฐบาลดำเนินการในเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้  ก่อนที่จะมีการผลักดันเรื่องนี้ต่อไป


๑. สร้างระบบการให้การอุดหนุนงบประมาณที่ชัดเจน โปร่งใส
ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่ในหรือนอกระบบ เป้าหมายที่สำคัญ คือ รัฐต้องไม่ปล่อยให้คนไทยไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้เพียงเพราะฐานะของครอบครัว นอกเหนือจากการจัดให้มีทุนการศึกษาและกองทุนกู้ยืมแล้ว  การรับภาระค่าหน่วยกิจในสัดส่วนที่เหมาะสมยังเป็นสิ่งจำเป็น ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณมากกว่าปัญหาระบบการบริหารของมหาวิทยาลัย


ปัจจุบัน รัฐรับภาระต้นทุนการผลิตบัณฑิตอยู่ประมาณ ๓๐-๔๐% แต่ระบบการจัดงบประมาณยังขาดความแน่นอน  และไม่โปร่งใสเท่าที่ควร รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้สะสางเรื่องนี้ โดยการตรากฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระ  ทำหน้าที่ประเมินต้นทุนการผลิตบัณฑิตทุกสาขาและกำหนดให้รัฐบาลประกาศนโยบายการอุดหนุนอุดมศึกษา ว่าจะรับภาระต้นทุนในสัดส่วนเท่าใดในแต่ละสาขาวิชา  โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสาขาที่มีคุณค่าสำหรับสังคม  แต่มีผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ต่ำสำหรับมหาวิทยาลัยและผู้เรียน  รวมทั้งสาขาขาดแคลน  และใช้ตัวเลขต้นทุนและนโยบายดังกล่าว  ประกอบกับตัวเลขจำนวนนิสิต นักศึกษา ในแต่ละสถาบัน เป็นเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ


วิธีนี้ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด  ที่จะทำให้การจัดงบประมาณสมเหตุสมผล  มีหลักประกันว่าจะมีงบประมาณเพียงพอ  ทำให้ประเด็นการผลักภาระให้นิสิต นักศึกษาหมดไป  หากจะสามารถเพิ่มเติมการกำหนดเกณฑ์เรื่องงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัย และ การบริการ สังคมก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก


๒. สร้างหลักประกันเสรีภาพทางวิชาการ
ข้อห่วงใยที่สำคัญประการที่สอง คือ ความกังวลว่า ระบบการบริหารบุคลากร เมื่อออกนอกระบบ ที่มีการประเมินและมีสัญญาจ้าง  จะทำให้เกิดช่องว่างที่นำไปสู่การกลั่นแกล้งได้ อันจะส่งผลไปยังการมีเสรีภาพทางวิชาการ


เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องนี้  รัฐบาลควรสร้างกลไกที่เป็นอิสระเพื่อคุ้มครอง และปกป้องเสรีภาพทางวิชาการของคณาจารย์  และเป็นกลไกอุทธรณ์ในกรณีที่มีการกลั่นแกล้ง  รวมทั้งควรกำหนดโทษให้ชัดเจนในกรณีที่ผู้บริหารใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ


๓. ประชาพิจารณ์ระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากร
ปัญหาความไม่เชื่อมั่นที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่ง คือ ความไม่ชัดเจน หรือ ความไม่พอใจที่มีต่อการบริหารงานในระบบใหม่  ที่ผ่านมาระเบียบที่ใช้กับพนักงานมหาวิทยาลัยหลายแห่ง  ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความคล่องตัว ซึ่งควรจะทำให้เงื่อนไขการจ้างบุคลากรตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของมหาวิทยาลัยและบุคลากรแต่ละคน  แต่กลับไปอิงระบบราชการอยู่  ความแตกต่างระหว่างบุคลากรสองประเภท  จึงกลายเป็นเพียงว่า พนักงานได้เงินเดือนสูงกว่า แต่ได้สวัสดิการและมีความมั่นคงน้อยกว่า  นอกจากนี้การกำหนดวิธีการเกี่ยวกับการประเมิน เช่นการกำหนดภาระงานในหลายแห่ง  ควรจะต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเป็นจริง  ของชีวิตการทำงานของบุคลากรด้านวิชาการ  การประชาพิจารณ์ในเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง  เปิดใจกว้าง มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการประชาพิจารณ์ พระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยต่างๆ 


ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการนั้น  โดยเฉพาะสำหรับข้าราชการที่จะปรับเปลี่ยนสถานภาพนั้น  ดูจะได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้ว  (บำเหน็จ บำนาญ กบข. เครื่องราชอิสริยาภรณ์)   แต่สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย ยังคงสามารถที่จะปรับปรุงได้อีก  เช่น การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมสำหรับบุคลากรในทุกสถาบัน เป็นต้น


ข้อเสนอทั้งหมดนี้  ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่า การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนั้น  จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่หลายฝ่ายวิตก หรือ มีวาระแอบแฝง  แต่ยังเป็นการสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลที่พึงจะเกิดขึ้นในการบริหารของภาครัฐ  และ มหาวิทยาลัย  หากดำเนินการตามนี้ กระบวนการผลักดันนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับ  น่าจะมีความราบรื่นและได้รับความยอมรับ ความเข้าใจมากขึ้นมาก  แต่หากคำถามของผู้คัดค้านไม่มีคำตอบ หรือหลักประกัน ในที่สุดก็อาจทำให้การผลักดันนโยบายนี้ล้มเหลว หรือทำให้เกิดการบั่นทอนขวัญ และกำลังใจของบุคลากรชั้นนำของชาติโดยไม่จำเป็น

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ชานบ้านชานเมือง
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 9

« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2006, 09:38:53 AM »

สิ่งที่ต้องทำคือ ตั้งสภาการวิจัยแห่งชาติ

เพื่อนำบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบได้มีสิทธิ์สอบ หรือแข่งขัน รวมไปถึงการส่งผลงานทางวิชาการเพื่อสมัครเข้าทำงานในระบบสภาการวิจัยแห่งชาติ

หากเราต้องการออกนอกระบบ ก็ต้องตั้งเป็นองค์กรแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระแบบมีส่วนร่วมจริง

สร้างกลไกในการตรวจสอบได้จริง

มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ ก็จะได้ไม่กลั่นแกล้งบุคลากรทางการศึกษา

และสัญญาของอาจารย์แค่ 1 ปี 2 ปี

บอกตรงๆ มันไม่ดีเลย

หากเป็นไปได้อยากให้เกิดกระบวนการคัดเลือกอาจารย์เกิดขึ้นอย่างเป็นมาตรฐาน และอยู่ในระบบข้าราชการพิเศษ

คือไม่ขึ้นตรงกับการเมือง หรือคณะรัฐมนตรี

จึงอยากบอกว่า หากไม่มีสภาการจัดการงบประมาณแห่งชาติ ที่จะรายงานประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการทำงานทั้งระบบแล้ว ก็จะเกิดช่องว่างทางงบประมาณ ที่จะทำให้นักการเมืองมีบทบาท ในการกลั่นแกล้ง แทรกแซง การใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบได้อยู่ดี

และก็เป็นการอุดช่องว่างสำหรับมหาวิทยาลัยที่ทำงานให้นักการเมือง จะได้ไม่ทำงานนอกกรอบความรับผิดชอบต่อประชาชน

และการใช้งบประมาณที่ผิดประเภท

ยังมีอีกมากที่คนไทยนั้นไม่พร้อม เพราะยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนกล้าออกแบบคู่มือการปฏิรูปมนุษย์ เพื่อการพัฒนาชาติ หรือร่วมกันรับผิดชอบประเทศชาติร่วมกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Mr.tan
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 0

« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2006, 06:16:50 PM »

อยากรู้จังว่าเงินกู้เพื่อการศึกษาปัจจุบันเป็นจะได๋  เงินกู้ทักษินตายตามเขาไปหรือยัง  แล้วเงินกู้จากกรุงไทยไม่เห็นมีคนพูดถึงเลย  งงงงงง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Maya
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 08, 2007, 08:25:00 PM »

Does any one tell me. Why the govenment wants to change? Because I am staying in oversea for a long time and never go back to Thailand again. And I have been working in uni for 20 years. If the the govenmet has to chang, how the poor people can study in uni?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Scorpz
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 5

« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2009, 10:01:28 PM »

มหาลัยได้งบประมาณมา กระผมเห็นนำไปทำแต่ ถนน ไม่รู้ตั้งกี่รอบ   (มหาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Nutthcataporn
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 1

« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 23, 2010, 03:10:58 PM »

เรียน  ท่านนายกรัฐมนตรี 
       ก่อนอื่นขอเป็นกำลังใจให่ท่านนายกรัฐมนตรีในการต่อสู้กับปัญหาในทุกปัญหา  ท่านนายกทำดีที่สุดแล้ว ดิฉันมีเรื่องอยากเรียนให้ท่านทราบเกี่ยวกับปัญหาคอรัปชั่นในระบบการศึกษาครูบ้านนอกอย่างดิฉันถูกกลั่นแกล้งรังแกไม่ให้ทำผลงานเพียงเพราะผู้บริหารเป็นระบบครอบครัว ใช้เงินซื้อตำแหน่งให้ลูกสาวตัวเอง ครอบครัวตัวเองได้ขั้นทุกปี  ลูกภรรยา น้องชาย พี่ชาย หลานสาว อยู่โรงเรียนเดียวกัน ใครมาบรรจุใหม่ทำงานหนักแต่ขั้นไม่ค่อยได้ และยังมีระบบใช้มือปืนช่วยสอบใครมีเงินมีเส้นสายก็ได้เป็นครู แล้วการศึกษาจะพัฒนาได้อย่างไรเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ดิฉันยังสอบบรรจุครูไม่ได้ ดิฉันบรรจุปี 2536 มีครูบางคนไม่อ่านหนังสือเลย ไม่ดูข่าวสารบ้านเมือง ไม่พัฒนาตนเอง เอาแต่ประจบเจ้านาย และก็ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน คนประจบเจ้านายไม่เป็นกลับไม่ได้เลื่อนขั้น คนจบมหาวิทยาลัยสอบไม่ค่อยได้เพราะอำนาจคนมีสีในท้องถิ่นติวให้กับคนในท้องถิ่นของตนเอง ใครสอบไม่ได้ก็ใช้มือปีนช่วย ดิฉันเป็นครูบ้านนอกที่ห่วงการศึกษา กลัวพันธ์ปัญญาอ่อนจะขึ้นมามีบทบาทในการยึดครองการศึกษา เพราะอำนาจเงินค่ะ   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
aroonrut
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 220

« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 24, 2010, 01:15:35 AM »

ท่านนายกอภิสิทฺธิ์ค่ะ

จากประสบการณ์ตรงที่ตนเองสัมผัสในตอนนี้ ทุกคนอยากได้เงินเพิ่มด้วยการออกนอกระบบ แต่การทำงานยังเหมือนเดิมไม่มีผิด ที่แย่กว่านั้นก็คือ การเอื้อระบบญาติ พี่น้อง เพื่อนฝุงสายตรงจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ ทำให้เป็นการทำงานเพื่อกลุ่มคนที่รักชอบเท่านั้น

ซึ่งเงินค่าตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง คณะต่างๆ ต้องหามาเพิ่มเอง
ตอนนี้แทนที่จะประชุมคณาจารย์เพือปรับปรุงคุณภาพการสอน การทำงานเพื่อสังคม
ทุกครั้งจะมีประเด็นในการหารายได้เข้ามา ที่สำคัญ คือกลายเป็นประเด็นหลักที่พูดคุยกัน
งานทุกอย่างคำนึงถึงรายได้ของคณะ เพื่อที่จะเอาเงินมาใช้เป็นค่าตอบแทน

เข้าใจว่า ณ ปัจจุบันนี้มีเหตุการณ์ที่ด่วนกว่า แต่สิ่งที่ท่านได้ชี้แจงมาเบื้องต้น หวังว่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราต้องช่วยกันต่อไป เพื่อให้ระบบการศึกษาทุกระดับยังคงมีคุณภาพนะคะ

สนับสนุนการทำงานของท่านค่ะ และ เป็นกำลังใจให้ต่อไป

ข้าราชการไทย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: