หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ***
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อเสนอต่อปัญหากฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  (อ่าน 8785 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: มกราคม 13, 2007, 09:32:31 PM »

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมติครม.เกี่ยวกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนหรือการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 13, 2007, 09:51:30 PM »

สัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาการแก้ไขกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวได้กลายเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างหนัก  แม้ว่าจะมีความพยายามชี้แจงจากผู้รับผิดชอบ  แต่เป็นที่คาดหมายได้ว่า  ประเด็นนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ


ต้องยอมรับข้อเท็จจริงก่อนว่า  เศรษฐกิจไทย  เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆในโลก   ควรจะใช้ประโยชน์จากทุนต่างชาติ  ทั้งทุนระยะสั้นและระยะยาว   เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ  การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน


ขณะเดียวกัน  เพื่อประโยชน์ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทั้งในเรื่องความมั่นคง  การดูแลผลกระทบที่อาจมีต่อศิลปวัฒนธรรม หรือ การคุ้มครองธุรกิจไทยที่ยังไม่พร้อมในการแข่งขัน  การลงทุน หรือการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ต้องมีกติกากำกับดูแล หรือควบคุมที่ดี


พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นกฎหมายที่กำหนดกติกาโดยมีหลักการที่ดีพอสมควร  แต่ความจำเป็นในการแก้ไขก็มีอยู่เป็นปกติของกฎหมายที่ต้องมีการใช้ไปประเมินไป เพื่อปรับปรุงแก้ไข


แต่การเสนอแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ที่มีปัญหามากเป็นพิเศษ เนื่องจาก


๑. เป็นการแก้ไขในจังหวะเวลาที่ต่างชาติอ่อนไหวต่อสถานการณ์และนโยบายในประเทศมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว  สืบเนื่องจากเหตุการณ์การรัฐประหาร และระเบิด  กับมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนที่เป็นการส่งสัญญาณที่ผิด

๒. เป็นการแก้ไขในลักษณะที่เข้มงวดมากขึ้น  แต่ไม่หารือกับผู้ประกอบการชาวต่างชาติให้ครบถ้วน  ตกผลึกว่า จะให้มีการปรับตัวกันอย่างไร  ทั้งที่การแก้ไขกฎหมายนี้  ไม่มีประเด็นที่จะต้องเก็บเป็นความลับ

๓. เป็นการแก้ไขกฎหมายที่อยู่บนความตื่นตระหนกต่อผลกระทบจากกรณีปัญหาของบริษัทกุหลาบแก้ว  ทำให้เกิดความสับสนในเป้าหมาย เนื้อหา และวิธีการเขียนกฎหมาย


การที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเปลี่ยนนิยาม “บริษัทต่างด้าว”  จากเดิมที่ให้ดูเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้น   มาเป็นการดูอำนาจในการบริหารจัดการผ่านสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด  ตรงกันข้ามนิยาม  นี้สมเหตุสมผล  และเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล  เพราะผู้ที่ควบคุมการบริหารจัดการที่แท้จริง ก็ถือได้ว่ามีความเป็นเจ้าของ  ไม่แพ้ผู้ที่ถือหุ้นข้างมาก  ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อมีการเปลี่ยนนิยาม  ก็จะต้องมีบริษัทที่เดิมกฎหมายถือว่าเป็นไทยแต่บัดนี้กลายเป็นบริษัทต่างด้าวตามกฎหมายใหม่


จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้ปรับตัว

แต่ตรงนี้เป็นคนละประเด็นกับการนิรโทษกรรม

เพราะการที่มีคนไทยไปถือหุ้นโดยไม่มีสิทธิในการลงคะแนน  ไม่ใช่ความผิด  หากเป็นการถือโดยสุจริต  มีผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลทางธุรกิจ  และเงินที่ใช้ซื้อหุ้นเป็นเงินของตัวเอง


แต่กรณีที่มีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้น  โดยเอาเงินต่างชาติมาซื้อหุ้น และ ต่างชาติยังมีทั้งอำนาจการจัดการ (สิทธิการลงคะแนน) และได้ผลตอบแทนเป็นส่วนใหญ่  เป็นความผิดอยู่แล้วตามกฎหมายเดิม (มาตรา ๓๕, ๓๖ และ ๓๗)โดยผิดทั้งบริษัท  คนต่างด้าวที่ใช้ชื่อคนไทย และคนไทยที่ยอมเป็นหุ่นเชิด


กรณีของบริษัทกุหลาบแก้ว ที่กระทรวงพาณิชย์สอบสวนตามคำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อยู่ในข่ายนี้

ไม่เกี่ยวกับนิยามที่แก้ไขในครั้งนี้แต่ประการใด
จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะไปนิรโทษกรรมผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเดิมอย่างที่เสนออยู่


และแม้จะไปเขียนว่าจะไม่นิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ แต่บทบัญญัติตรงนี้อาจใช้ไม่ได้  เพราะจะถูกโต้แย้งว่าเป็นการเขียนเจาะจงในลักษณะที่เลือกปฏิบัติ
ผู้เสนอให้มีบทบัญญัติเหล่านี้  จึงต้องตอบให้ชัดว่าไม่มีเจตนาแอบแฝง


แทนที่จะไปสร้างความสับสนในเรื่องนี้  กฎหมายที่แก้ไขจึงควรกลับมาดูแลบริษัทที่ต้องปรับตัว  และการเอื้ออำนวยให้มีการลงทุนจากต่างชาติที่กำกับดูแลและควบคุมได้มากกว่า


ถ้าตั้งหลักอย่างนี้  ก็ต้องแยกแยะต่อไปว่า  แต่ละสาขาธุรกิจ หรือบัญชีธุรกิจควรจะทำอย่างไร


กรณีที่กฎหมายห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด  เช่น กรณีมีกฎหมายเฉพาะอย่างโทรคมนาคม  หรือ ธุรกิจตามบัญชี ๑ อย่างสถานีโทรทัศน์  ซึ่งนอกจากที่กล่าวมามีผู้อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบน้อยมาก  ก็ต้องบังคับให้ปรับมาเป็นธุรกิจของคนไทยจริงๆ


กรณีอื่นๆ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในข่ายที่มีปัญหาส่วนใหญ่  คือกรณีตามบัญชี ๒ บัญชี ๓ ของกฎหมาย  โดยข้อเท็จจริงกฎหมายไม่ได้ห้ามต่างชาติประกอบธุรกิจอยู่แล้ว  แต่ต้องขออนุญาตและมีเงื่อนไข


สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ เหตุใดบริษัททั้งหลายจึงยังจัดโครงสร้างให้เป็นไทยตามกฎหมายเดิม ทั้งที่สามารถขออนุญาตประกอบธุรกิจเป็นบริษัทต่างชาติได้
เท่าที่ตรวจสอบมาพบว่า


ประการหนึ่ง  ผู้ประกอบการไม่มั่นใจ  หรือ ไม่ต้องการที่จะเข้าสู่กระบวนการขออนุญาต  เพราะกรณีบัญชี ๒ ต้องถึงขั้นผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี  ทั้งยุ่งยาก  ล่าช้า  แถมกฎหมายยังให้ดุลพินิจแก่ผู้เกี่ยวข้อง  จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น


อีกประการหนึ่ง  การได้รับอนุญาตตามกฎหมายนี้  ไม่ได้อำนวยความสะดวกในบางเรื่อง  เช่นการถือครองที่ดิน  แบบเดียวกับกรณีเป็นบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ความกังวลของต่างชาติในเรื่องการปรับตัวจึงเกิดขึ้น เพราะมีทางเลือกอยู่ ๒ ทาง


ทางหนึ่ง   ยอมรับความเป็นต่างด้าวตามกฎหมายใหม่  และขออนุญาต แต่ก็จะมีข้อติดขัดตามที่ได้กล่าวไปแล้ว


อีกทางหนึ่ง  คือต้องหาคนไทยเข้ามาร่วมทุน หรือ ซื้อหุ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบในแง่ของราคาหุ้น


ไม่นับทางเลือกที่สาม ที่น่ากลัวกว่า  ก็คือ การปลอมตัวเป็นบริษัทไทย โดยอาศัยรูปแบบใหม่ แทนรูปแบบของสิทธิการลงคะแนน  ซึ่งทำให้การแก้กฎหมายทั้งหมดไม่ได้ช่วยจัดระบบของธุรกิจต่างด้าวให้ดีขึ้นเลย


ดังนั้น  เมื่อจะแก้ไขกฎหมายให้เกิดความชัดเจน  โปร่งใส  และสนับสนุนธรรมาภิบาล  รัฐบาลน่าจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายในประเด็นดังต่อไปนี้ด้วย  คือ


๑. ปรับแนวการอนุญาตโดยเลิกการใช้ดุลยพินิจ  แต่ให้รัฐออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการอนุ ญาตให้ธุรกิจต่างด้าวประกอบการเป็นรายสาขา  หากผู้ขออนุญาตมีคุณสมบัติครบ จะได้รับการอนุญาตอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ


๒. อนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ถือครองที่ดินเท่าที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจ  เช่นเดียวกับบริษัทต่างชาติที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน


๓. ประเด็นอื่นๆที่เป็นอุปสรรคให้ผู้ประกอบการต่างชาติยังคงติดขัด และเป็นเหตุให้ไม่ยอมแสดงตัวเป็นธุรกิจต่างด้าว   โดยรัฐบาลเร่งสอบถามและหารือกับนักธุรกิจต่างชาติในไทย เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปโดยเร็ว


เมื่อได้ทำเช่นนี้   ก็จะเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้อง  และยืนยันว่าประเทศไทยต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่ต้องการมาตรฐานที่โปร่งใส และมีการการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นระบบ

และหากจะทบทวนยกเลิกมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยก็น่าจะทำให้  แนวทางของรัฐบาลที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และการสร้างธรรมาภิบาลสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันอย่างแท้จริง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ชานบ้านชานเมือง
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 9

« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 19, 2007, 12:35:31 PM »

ทุกเหตุผลคือคำตอบของปัญหา
แต่คำว่าพอนั้นเป็นเข้มทิศของธุรกิจต่างด้าว ที่มีสัญชาติอีแอบ
เราต้องทำให้เขามั่นใจ และมีความรู้สึกว่า เขามีศักดิ์ศรีในฐานะบริษัทข้ามชาติในไทย

และต้องยกระดับบริษัทสัญชาติไทยให้รุดหน้า เพื่อรองรับบริษัทข้ามชาตินั้นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันในสายโซ่ทางธุรกิจเดียวกันให้ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
wiwat_eng
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 2

« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2009, 07:16:07 PM »

ะูรกิจค้าปลีกเป็นอาชีพที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะสั้น และระยะยาว
ถ้าท่านนายก คิดว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นอาชีพที่มีไว้ให้ต่างชาติ
                 ก็บอกไว้ในนโยบายได้เลยว่าเป็นอาชีพสงวนสำหรับต่างชาติ
                 ถึงมีพรบ.ค้าปลีกค้าส่ง คนไทยก็ไม่สามารถแข่งขันได้ รัฐบาลจึงได้
                 ส่งเสริมให้คนไทยได้ทำอาชีพอื่นแทน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
พอเพียง
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 50

« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2009, 09:42:05 AM »

สถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างมาก แต่วิกฤตย่อมมีโอกาส เพราะสภาวะเศรษฐกิจของโลกตกต่ำทำให้ อเมริกา ยุโรป มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงและมีต้นทุนสูง แต่เงินในโลกนี้ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ย้ายที่ไปอยู่กับใครธุรกิจอะไรหรือประเทศไหนเท่านั้น เท่าที่ติดตามเหตุการณ์ล้มลงของเศรษฐกิจโลก เงินไหลมาอยูที่เอเซียมาก และประเทศไทยก็ยังมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดีอยู่ดูได้จากค่าเงินบาทที่แข็งและปรับตัวในวงแคบๆ ซึ่งดีมากประเทศหนึ่งในโลก และเป็นปัจจัยให้นักลงทุนที่ต้องการย้ายเงินลงทุนมาลงทุนในไทย ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะดึงดูดการลงทุนต่างชาติมาประเทศไทย ขณะนี้เป็นจังหวะและโอกาสดีมาก เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนข้อเท็จจริงนักลงทุนมองปัญหาหลักคือกฏหมายการลงทุนของคนต่างด้าวไม่ใช้ปัญหาการเมือง เพราะต่างชาติเชื่อองค์ในหลวง ถ้านายกมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยจัดงานมหกรรมส่งเสริมต่างชาติลงทุนในไหยแบบงานเอ๊กซ์โปรจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้มากครับท่านนายก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
candide
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 2

« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 03, 2010, 06:26:06 AM »

การที่รัฐบาลมีการริเริ่มปรับปรุงกฏหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและพยายามที่จะส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติแบบควบคุมได้นั้นนับว่าเป็นนวัตกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

การส่งเสริมผู้ประกอบการพื้นเมืองเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในยุคที่ระบบทุนนิยมเฟื่องฟู เพราะในระบบนี้ผู้ประกอบการและบริษัทใหญ่ๆจะเป็นหน่วยที่สะสมทุนได้เร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพ การสร้างบริษัทของชาติที่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมใหม่ๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือนักธุรกิจในชาติ

นอกจากการเปลี่ยนนิยามของคำว่าบริษัทต่างด้าวแล้ว รัฐบาลควรให้ความสนใจในการออกกฏหมายที่ใช้ในการควบคุมให้เกิดการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติด้วย ทุกวันนี้สิทธิพิเศษที่ BOI ให้แก่บริษัทข้ามชาติใหญ่ๆทำให้บริษัทต่างชาติไม่มีความจำเป็นต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทในประเทศ การยกเว้นภาษีต่างๆก็ยิ่งทำให้สถานภาพการหาเงินเข้ารัฐลำบากมากขึ้นไปอีกเพราะรัฐไม่สามารถเก็บภาษีจากภาคอุตสาหกรรมที่สร้างกำไรได้มากที่สุดในประเทศได้

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นกรณีศึกษาที่น่าเศร้าที่สุด ไทยมีตลาดรถยนต์ที่ใหญ่มากแต่ไทยไม่สามารถสร้างบริษัทผลิตรถยนต์ของไทยจากขนาดตลาดในประเทศได้เลยเพราะรัฐบาลในอดีตเลือกที่จะให้บริษัทต่างชาติเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ ต้นทุนเสียโอกาสคือความรู้ที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ยังสามารถแตกแขนงไปในอุตสาหกรรมอื่นไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือการเกษตร ต่อเรือ รถไฟ และอื่นๆ ขอฝากความหวังไว้กับนายกอภิสิทธิ์ด้วยในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยโดยทุนไทยและผู้ประกอบการไทย เพราะทุนชาติเป็นที่มาของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในยุคโลกาภิวัฒน์อย่างแท้จริง

 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ืnidhisjaroen
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 4

« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 10:56:03 AM »

การจะแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้ว คงต้องพิจารณาเจตนารมณ์ในการออกกฎหมายว่ามีเจตนารมณ์อย่างใด และการมีอยู่ของกฎหมายนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่อีกหรือไม่เพียงใด
การที่ไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไปนั้นเป็นเพราะเหตุใด
กฎหมายที่ใช้อยู่เหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่
กฎหมายที่ใช้เอื้อประโยชน์กับใคร 
ผลประโยชน์ที่ชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวมจะพึงได้รับนั้น  เหมาะสมเพียงใด
สำคัญที่สุดคือ  กรรมการร่างกฎหมายต้องประกอบด้วย
ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง  ซึ่งต้องปราศจากอคติในเรื่องดังกล่าวด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
wiphorn1974
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 3

« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 15, 2011, 03:14:43 PM »

สงสัยค่ะ  ว่าตกลงอาชีพที่เคยสงวนไว้เฉพาะคนไทย  ยังคงมือหรือไม่  อะไรบ้าง  เพราะทุกวันนี้รู้สึกว่าจะมีแต่คนต่างชาติเข้ามาทำงาน  และเป็นแต่หัวหน้าระดับใหญ่ ๆ ไปจนถึงระดับล่าง ๆ เลย  อย่างดิฉันทุกวันนี้เป็นพนักงานบริษัททำบัญชีมาก็หลายปี  สุดท้ายต้องเป็นลูกน้องต่างชาติ  ต้องพูดภาษาให้ได้  ลงบัญชีก็ต้องเป็นภาษาอังกฤษ  ถ้าจำไม่ผิดแต่ก่อนมีกำหนดว่าต้องลงบัญชีเป็นภาษาไทยเป็นหลัก  ภาษาอื่นมีได้แต่ต้องกำกับด้วยภาษาไทย  แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่เลย  ถามหน่อยถ้าอาชีพไม่สงวนไว้ให้คนไทย  เราคงไม่ต่างจาก... ที่ต้องขายแต่แรงงานขั้นต่ำประทังชีวิต  ใช่หรือไม่  เพราะหัวหน้าเราที่เป็นต่างชาติก็ไม่ได้รู้กฎหมายไทย  หรือทำตามกฎหมายไทย  แต่เราแย้งเค้าไม่ได้  หรือแม้กระทั่งนายทุนเป็นคนไทยค่ะเพราะเกิดในประเทศไทย  แต่พ่อแม่ บรรพบุรุษเป็นต่างชาติต้องใช้พาสปอร์ตอยู่เลย  แต่เค้าก็สามารถทำกินเอาเงินมาต่อเงินจนรวยแล้วรวยอีก  ถามหน่อยเค้าเสียภาษีถูกต้องให้รัฐหรือก็เปล่า  หาทางหลบหลีกตลอดทุกอย่าง  แล้วอย่างนี้มีประโยชน์อะไรกับเงินทุนของต่างชาติค่ะ

หมายเหตุ webmaster ปรับแก้ไขถ้อยคำเพื่อความเหมาะสม ... = ข้อความที่ตัด   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: