หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ****
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญ  (อ่าน 11006 ครั้ง)
chitrlada
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: เมษายน 10, 2008, 07:53:21 PM »

เก็บประเด็นต่อเนื่องจาก  FM 101 ตั้งแต่ เม.ย.๕๑
โปรดเลื่อนลง เพื่อดูประเด็นล่าสุดจากอภิสิทธิ์ และเพื่อนสมาชิก


วันที่ ๑๐ เม.ย. ๕๑

จะแก้ รธน. อย่างไร ให้เป็นที่ยอมรับ?

ประเด็น : ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ   และยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมด้วยเจตนาสุจริตเป็นสำคัญ

คำต่อคำ : "...ผมคิดว่าขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางของรัฐบาลไปนะครับ ... ก็คือหมายความว่า  เดิมนั้นมีการตั้งธงว่าจะแก้ไขเพราะว่าต้องการจะแก้ปัญหา  ซึ่งพูดตรงๆ  ก็เป็นปัญหาของคนในแวดวงรัฐบาลเอง   ก็เปลี่ยนมาเป็นว่าน่าจะต้องดูทั้งฉบับซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ..."

"...อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนว่า   กระบวนการที่รัฐบาลจะทำนั้นจะทำกันในรูปแบบไหน  คือถ้าหากว่ารัฐบาลยังคงใช้วิธีในลักษณะที่เรียกว่าทำกันเองในกลุ่ม ส.ส. พรรคพลังประชาชน  หรือในกลุ่ม ส.ส.รัฐบาล  ผมก็ยังคิดว่าไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ดีนะครับ  ยังอยากจะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องใหญ่   เป็นกระบวนการที่มีการรับฟังและก็ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆนะครับ   ผมพูดเรื่องนี้มาไม่ใช่ว่าตอนนี้มาเป็นฝ่ายค้านแล้วพูดนะครับ   ผมพูดมาตั้งแต่ตอนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ว่า   เวลาแก้ไขนั้น วิธีที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือการมีเวทีให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม   อย่างน้อยที่สุดในหมู่นักการเมืองเองนะครับ   ส.ส. ทั้งรัฐบาล  ทั้งฝ่ายค้าน  ทุกพรรคการเมือง  น่าจะมีเวทีขึ้นมาแลกเปลี่ยนกัน   แล้วก็ขยายวงออกไป  ไม่ใช่อยู่เฉพาะ ส.ส. ด้วย  ต้องเอา ส.ว. เข้ามา  ต้องเอานักวิชาการเข้ามา  ต้องเอาภาคประชาชนเข้ามานะครับ..."

"...เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ารัฐบาลใช้วิธีการในการให้มีคณะกรรมการหรือกรรมาธิการที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมก็จะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทำให้การแก้รัฐธรรมนูญแทนที่จะเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือที่คนบอกว่าจะลุกลามบานปลาย   กลายเป็นกระบวนการที่มาหาความเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรบ้างที่เป็นความจำเป็น   หลักการอะไรที่คิดว่าน่าจะต้องแก้ไข พอเราเริ่มต้นไปในลักษณะนั้นแล้วผมคิดว่าน่าจะทำให้กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนด้วยแล้วก็ช่วยคลี่คลายบรรยากาศทางการเมืองด้วย   เพราะฉะนั้นก็ยังรอดูอยู่ว่ารัฐบาลจะรับแนวทางนี้ไม๊นะครับ..."

"...การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  ต้องเป็นไปด้วยเจตนาที่สุจริตนะครับ   ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหานะครับ   เพราะฉะนั้นทางกลุ่มพันธมิตรอาจจะยังมีความไม่มั่นใจว่าเจตนาจริงๆ ของรัฐบาลคืออะไรนะครับ     แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะรอดูต่อก็คือว่า   รูปแบบที่ทำคืออะไร  อย่างที่บอกนะครับ   คิดแก้ไขกันทั้งฉบับนั้นแต่ว่าถ้าบอกว่าจะไปพูดง่ายๆ ว่า  งุบงิบทำกันเองอยูในกลุ่ม   ถ้าอย่างงั้นดูแล้วเจตนาก็คงจะแปลกอยู่นะครับ    แต่ถ้าหากว่าเปิดกว้างเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าไปร่วมจริง   ผมคิดว่าอย่างนี้ก็น่าจะทำให้สบายใจกันขึ้นนะครับ   เพราะว่าอย่างน้อยทุกฝ่ายก็จะได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากจะให้เกิดอะไรขึ้นอย่างไร..."

๑๗ เม.ย.๕๑
ปัญหาความเชื่อมั่น : การแก้ รธน. เป็นทางแก้หรือต้นเหตุกันแน่


ประเด็น : รัฐบาลอ้างว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติ แต่ปัญหาอยู่ที่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมธรรมนูญเพื่อประโยชน์ส่วนตนอันนำไปสู่บรรยากาศความขัดแย้งและการต่อต้านจากหลายฝ่าย ทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่น

คำต่อคำ : ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่า จริงๆ แล้ว ถ้าสังเกตให้ดีในช่วงเลือกตั้งใหม่ๆ หรือว่าในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นไม่ได้มีเลยนะครับ ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นไม่ได้มีเพราะเขาถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบเป็นไปตามกฎหมายเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าที่ความเชื่อมั่นไม่ค่อยมีนั้นมาจากขณะนี้คือความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจจะบานปลายสืบเนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะว่าพอมีการพูดถึงเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในความรู้สึกของคนจำนวนมากว่าเป็น การแก้ไขที่ทำเพื่อตัวเองมากกว่าเรื่องหลักการก็เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ มันก็ทำให้เกิดบรรยากาศความรู้สึกว่ามันจะย้อนไปสู่บรรยากาศความขัดแย้ง เหมือนกับก่อนปี ๒๕๔๙ นะครับ ตรงนั้นต่างหากครับที่เป็นปัญหาในเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถ้าเกิดเราให้ระบบของเรามันเดินไปตามกฎหมาย ผมคิดว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ

" รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จริงอยู่ที่มาในแง่ของกระบวนการการร่างนั้นไม่ได้มาจากกระบวนการของประชาชนในช่วงที่บ้านเมืองปกติ แต่ก็ได้มีการจัดทำประชามตินะครับ แต่ว่าที่สำคัญก็คือว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๓๐๐ กว่ามาตรา หลายเรื่องแม้แต่ว่ารัฐบาลหรือพรรครัฐบาลเองตอนนี้ก็ยอมรับว่าเขียนไว้ดี บางหมวดนี่ก็ยอมรับว่าเขียนไว้ดีกว่าปี เช่นหมวดสิทธิและเสรีภาพ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นไหน อย่างไร มันจะมีความเห็นที่หลากหลายพอสมควร แล้วก็ถ้าเรามีความตั้งใจ ผมเอง ผมเป็นคนเชิญชวนทุกพรรคการเมืองว่ามาแก้ให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น มาร่วมมือกันไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมีฝ่ายค้าน ชวนมาเป็นเวลาปีนึง ผมว่าก็คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดนะครับ คือตั้งแต่ช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญแล้วก็ช่วงที่มีการจัดทำประชามติผมก็พูดเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่าที่ร่างออกมานั้นไม่ได้สมบูรณ์ แต่ว่ามันมีกระบวนการในการที่จะแก้ไข แต่การแก้ไขถ้าเราไม่มายึดในเรื่องประโยชน์ของการเมืองของแต่ละฝ่าย เอาเรื่องของหลักการเป็นตัวตั้งแล้ว แนวที่ดีที่สุดก็คือว่ามันต้องมีเวทีกลางที่มีทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย แล้วก็เชิญชวนภาคประชาชนเข้ามาร่วม แต่ว่าถ้าสมมติว่าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เป็นไร รัฐบาลบอกว่ามีเสียงข้างมากแล้วก็เดินไป ผมว่าบรรยากาศการเผชิญหน้ามันจะมีค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันอยู่ครับว่า เป็นเรื่องที่น่าจะต้องมีกรรมการ หรือกรรมาธิการที่ทุกฝ่ายต้องมามีส่วนร่วม แล้วก็เริ่มต้นจากตรงนั้นจะง่ายที่สุดครับ..." 

๒๒ พ.ค. ๕๑
ประชามติรัฐธรรมนูญ : ทำอย่างไรให้มีความหมาย


ประเด็น :การทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญควรมีการทำฉบับเปรียบเทียบระหว่างฉบับ 2550 กับฉบับแก้ไขเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ลงประชามติสามารถตัดสินใจได้

คำต่อคำ : "…ประการที่ 2 ที่ต้องมาพิจารณากันให้ดีก็คือว่า ถ้าจะทำประชามติ  เราอยากจะทำประชามติแบบไหนนะครับ ถ้าท่านนายกฯ บอกว่าไปประชามติถามประชาชนเพียงแค่ว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว   ผมว่ามันคงไม่ได้คำตอบว่าควรจะทำอะไรต่อไป เพราะว่าผมยกตัวอย่างตัวผมเอง ผมอยากแก้บางมาตรา  แต่ผมไม่คิดแก้เพื่อช่วยคดีใครนะครับ จะให้ผมไปลงประชามติว่าอย่างไรครับ ถ้าบอกว่าแก้หรือไม่แก้   ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกว่าแก้ แต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่ไปบอกว่าแก้นั้น   จำนวนมากหรืออาจจะเป็นส่วนมากอาจจะไม่ต้องการให้แก้บางมาตราก็ได้ หรือบางเรื่องก็ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการประชามติที่คิดว่าจะเหมาะสมกว่าก็คือว่า   ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่อย่างในลักษณะของร่างที่เสนอมานั้น  เรียกว่ารื้อกันเกือบทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1หมวด 2  ก็ไปกำหนดได้ไหมว่าก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ได้หรือว่าก่อนที่จะใช้ได้จริงต้องมีการลงประชามติเสียก่อน อย่างนี้ประชาชนก็จะมีทางเลือกที่ชัดเจนนะครับว่าร่างที่แก้ไขแล้วกับร่างเดิมที่ใช้อยู่นั้นจะเอาร่างไหนอย่างนี้ไปลงมติง่ายหน่อยนะครับ แต่คุณอวัสดา คุณเติมศักดิ์ อย่างสมมติทั้ง 2 ท่านก็อยากแก้รัฐธรรมนูญอยู่แต่อาจจะคิดไม่เหมือนกับคนที่เขาแก้ไขอยู่ในขณะนี้   ถ้าไปลงประชามติแบบที่นายกฯ เสนอก็ลำบากใจที่จะลงนะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าเห็นชัดๆ เลย มีฉบับ 50 ที่ใช้อยู่กับฉบับที่สภาฯ ไปพิจารณาแก้ไขมาแล้ว จะเอาฉบับไหน อย่างนี้ผมว่ามันมีความหมายมากกว่าแล้วก็จะได้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนมากกว่าแล้วก็ปฏิบัติได้เป็นจริงมากกว่า ขณะเดียวกันพอ กกต. ท้วงขึ้นมาว่ายังไม่มีกฎหมายด้วย ผมว่าช่วงนี้ก็ทำกฎหมายประชามติเสียให้เรียบร้อยเลยนะครับ

"...ออก พรก. ก็จะมีปัญหาว่ามันเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่  ที่จริงแล้วผมว่าดีที่สุดคือ 1. นายกฯ ก็ควรหาทางที่จะให้สมาชิกของพรรคของท่านนั้นถอนออกมาก่อนนะครับเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาความวุ่นวาย เป็นเงื่อนไขที่มันผูกหลายปมซ้อนกันไป กับ 2. มาทำความตกลงกันก็ได้นะครับว่าถ้าจะแก้ไขกันแบบขนานใหญ่อย่างนี้ก็ควรจะต้องมีการประชามติก่อน"

จาก FM101 ๘ พ.ค.๕๑
สนับสนุนรัฐบาลเลื่อนแก้ รธน. เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง

"...คือสิ่งที่ได้มีการพูดกันในที่ประชุมของพรรคก็คือว่า   เราไม่เห็นด้วยกับการคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของตัวเองตามที่พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่ในระยะหนึ่ง   ถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว   จะต้องเป็นการแก้ไขในลักษณะที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม   แล้วก็เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง   เพราะฉะนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนกันว่า   วิธีการที่จะคัดค้านที่ดีที่สุดคืออะไร     แล้วก็มีข้อสรุปว่าในชั้นนี้เราคงยังไม่เคลื่อนไหวอะไรทางรัฐธรรมนูญเพราะว่าจะเกิดความสับสนในแง่ของสัญญาณที่ส่งออกไป    เพราะว่าเราถือว่าจริงๆ แล้วดีที่สุดก็คือ  รัฐบาลควรจะเอาเวลาไปแก้ปัญหาสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งสะท้อนผ่านทั้งการสำรวจความคิดเห็น   สะท้อนผ่านสื่อมวลชน   แล้วก็ทางฝ่ายค้านเอง  ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.,  ครม. เงา ก็พยายามสะท้อนตรงนี้ตลอดเวลา   แล้วเราก็รอดูว่าการประชุมเมื่อคืนนี้ของทางหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีข้อยุติอย่างไร

ผมเข้าใจเอานะครับว่า   เนื่องจากเมื่อวานพอรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จไม่ได้มีการแถลงข่าวเป็นทางการ   แต่ว่ามีการให้สัมภาษณ์โดยการพูดคุยของบางท่าน   ก็ดูจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะยังไม่มีการยื่นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นนี้ในขณะนี้นะครับ   อย่างน้อยๆ ในอนาคตอันใกล้   เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็คิดว่าถ้า  รัฐบาลตั้งหลักว่าจะไปแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดี   เพราะว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ   ปัญหาความผันผวนของราคาข้าวนั้น ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก   แล้วก็ตอนนี้ก็มีเรื่องปัญหาของราคาน้ำมันซึ่งดูจะเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วย   เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลตั้งหลักอย่างนี้จริงๆ แล้ว   ก็กลับไปทบทวนแนวทางของการแสดงจุดยืนแก้ไขปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ  ในเรื่องของค่าครองชีพแล้ว    เราก็จะสนับสนุนท่าทีของรัฐบาล  เช่นนี้แล้วก็จะได้ทำให้การเดินหน้าของการทำงานของรัฐบาลเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง   อันนี้คือสิ่งที่เป็นสถานการณ์ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสถานการณ์ล่าสุดนะครับ   แล้วก็คิดว่าจะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น   คือคลี่คลายลงไปถ้าหากว่ารัฐบาลจะได้ยึดถือแนวทางที่พูดเมื่อสักครู่ครับ..."

"...คือเราเห็นว่าถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วเป็นการแก้เพื่อแก้ปัญหา  ไม่ใช่แก้เพื่อสร้างปัญหาแล้ว   เราก็คิดว่าน่าจะต้องมีการมีส่วนร่วมของคนนอก    น่าจะต้องเป็นการแก้ไขที่มีการศึกษาแบบมีกระบวนการ   เป็นระบบ    แล้วก็น่าจะเป็นการแก้ไขที่ฝ่ายที่อาจจะไปเอาประโยชน์โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองควรจะถูกจำกัดบทบาทลงมา   เพราะฉะนั้นมันก็เป็นทางเลือกหรือทางออกทางหนึ่งนะครับ   แต่ว่าขณะนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเสนอหรือยื่นแก้ไขในทำนองนี้นะครับ   เพราะว่าอย่างที่บอกก็คือเรามีความเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน   การให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องของปากท้อง   ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนี่น่าจะต้องมาก่อน…"

"...ทางรัฐบาลจริงใจบอกว่าจะแก้ปัญหาปากท้องก่อนก็ดี   แล้วคลายบรรยากาศแล้วก็เสริมกลไกของประชาธิปไตยให้มันเดินหน้าเถอะครับ…"   

รัฐบาลไม่ยื่นญัตติขอแก้ รธน. แต่ สส. สามารถเข้ารายชื่อเสนอได้
"...คือบังเอิญมีคำพูดอยู่คำหนึ่งซึ่งอาจจะถูกตีความไปได้เป็นอย่างอื่นอีกก็คือว่า   ใช้คำว่า ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล    เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นไปได้อยู่ว่าจะมี ส.ส. ยื่น   เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน   คนที่ยื่นแก้ไขได้ก็ไม่ใช่มีเฉพาะคณะรัฐมนตรี   แต่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ทำได้   แล้วรัฐบาลก็อาจจะอ้างได้ว่าถ้ามีการยื่นวันสองวันนี้   ก็เป็นเรื่องของ ส.ส. ของพรรค   ก็มีความเป็นไปได้   แต่ว่าสิ่งที่เราตกลงกันไว้ในพรรคประชาธิปัตย์ก็คือว่าถ้ามีการยื่นเมื่อไหร่จะมีการเรียกประชุม ส.ส. ทันทีเพื่อกำหนดท่าที"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
por_dpya
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 11, 2008, 01:18:51 PM »

เห็นด้วยค่ะ.. คือสิ่งที่สำคัญที่สุดรัฐธรรมนูญ
ถ้าหากจะมีการแก้ไขต้องเกิดจากการยอมรับ
ในหลายๆฝ่ายไม่ใช่เพียงกลุ่มคนบางกลุ่ม หรือ
เพื่อแก้ เพื่อเป็นผลประโยชน์ในกลุ่มพวกพ้อง..
เพราะฉะนั้นถ้าหากสามารถทำได้โดยคนจำนวนไม่มาก
แล้ว ต่อไปบรรทัดฐานทางสังคมจะไม่เกิดขึ้น ไม่มีข้อ
ปฎิบัติและยึดถือร่วมกัน ใครมามีอำนาจ เมื่อมีแนวทาง
ปฎิบัติที่ไม่ใช่แนวทางกับตัวเองก็แก้ไข แบบนี้การยอมรับ
ของประชาชนจะไม่เกิดผลอะไร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
damjao
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 39


« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 13, 2008, 06:37:12 AM »

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ควรทำเมื่อมีความจำเป็นและต้องเป็นไปเพื่อส่วนรวมของชาติ ผลประโยชน์ของคนในชาติ ไม่ควรแก้เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง เพราะว่า เหตุผลที่เขากำหนดกติกาในเรื่องของการยุบพรรคไว้นั้น เป็นเรื่องของการรังสรรค์ระบอบประชาธิปไตยของเราให้งดงาม การที่จะเข้ามาสู่ถนนการเมืองนั้นควรมาด้วยจิตสาธารณะ มีจิตวิญญาณของผู้เสียสละ เราต้องมีกระบวนการร่วมด้วยช่วยกันคัดสรรกลั่นกรองให้ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถมารับใชชาติบ้านเมือง และในปัจจุบันรัฐบาลเองกำลังประสบกับหลายปัญหาเร่งด่วนที่ควรแก้ไข เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาภาคใต้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 25, 2008, 09:08:04 PM »

พรรคพร้อมปกป้องการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของทุกกลุ่มครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สันต์
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 0

« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2008, 01:19:44 AM »

ผมมองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะมีคณะกรรมการที่ที่เป็นกลางเข้ามาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง มากกว่าการที่รัฐบาลจะดื่อดึงทำ เพราะประชาชนก็จะมองว่าเป็นการทำเพื่อตนเอง แต่ที่สำคัญที่สุดตอนนี้รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหา ผมมองว่าตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคงเป็นเรื่องปากท้องมากกว่าครับ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2008, 09:58:31 PM »

จาก FM101 ๘ พ.ค.๕๑
สนับสนุนรัฐบาลเลื่อนแก้ รธน. เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง

"...คือสิ่งที่ได้มีการพูดกันในที่ประชุมของพรรคก็คือว่า   เราไม่เห็นด้วยกับการคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของตัวเองตามที่พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่ในระยะหนึ่ง   ถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว   จะต้องเป็นการแก้ไขในลักษณะที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม   แล้วก็เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง   เพราะฉะนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนกันว่า   วิธีการที่จะคัดค้านที่ดีที่สุดคืออะไร     แล้วก็มีข้อสรุปว่าในชั้นนี้เราคงยังไม่เคลื่อนไหวอะไรทางรัฐธรรมนูญเพราะว่าจะเกิดความสับสนในแง่ของสัญญาณที่ส่งออกไป    เพราะว่าเราถือว่าจริงๆ แล้วดีที่สุดก็คือ  รัฐบาลควรจะเอาเวลาไปแก้ปัญหาสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งสะท้อนผ่านทั้งการสำรวจความคิดเห็น   สะท้อนผ่านสื่อมวลชน   แล้วก็ทางฝ่ายค้านเอง  ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.,  ครม. เงา ก็พยายามสะท้อนตรงนี้ตลอดเวลา   แล้วเราก็รอดูว่าการประชุมเมื่อคืนนี้ของทางหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีข้อยุติอย่างไร

ผมเข้าใจเอานะครับว่า   เนื่องจากเมื่อวานพอรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จไม่ได้มีการแถลงข่าวเป็นทางการ   แต่ว่ามีการให้สัมภาษณ์โดยการพูดคุยของบางท่าน   ก็ดูจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะยังไม่มีการยื่นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นนี้ในขณะนี้นะครับ   อย่างน้อยๆ ในอนาคตอันใกล้   เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็คิดว่าถ้า  รัฐบาลตั้งหลักว่าจะไปแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดี   เพราะว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ   ปัญหาความผันผวนของราคาข้าวนั้น ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก   แล้วก็ตอนนี้ก็มีเรื่องปัญหาของราคาน้ำมันซึ่งดูจะเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วย   เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลตั้งหลักอย่างนี้จริงๆ แล้ว   ก็กลับไปทบทวนแนวทางของการแสดงจุดยืนแก้ไขปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ  ในเรื่องของค่าครองชีพแล้ว    เราก็จะสนับสนุนท่าทีของรัฐบาล  เช่นนี้แล้วก็จะได้ทำให้การเดินหน้าของการทำงานของรัฐบาลเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง   อันนี้คือสิ่งที่เป็นสถานการณ์ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสถานการณ์ล่าสุดนะครับ   แล้วก็คิดว่าจะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น   คือคลี่คลายลงไปถ้าหากว่ารัฐบาลจะได้ยึดถือแนวทางที่พูดเมื่อสักครู่ครับ..."

"...คือเราเห็นว่าถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วเป็นการแก้เพื่อแก้ปัญหา  ไม่ใช่แก้เพื่อสร้างปัญหาแล้ว   เราก็คิดว่าน่าจะต้องมีการมีส่วนร่วมของคนนอก   น่าจะต้องเป็นการแก้ไขที่มีการศึกษาแบบมีกระบวนการ   เป็นระบบ   แล้วก็น่าจะเป็นการแก้ไขที่ฝ่ายที่อาจจะไปเอาประโยชน์โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองควรจะถูกจำกัดบทบาทลงมา   เพราะฉะนั้นมันก็เป็นทางเลือกหรือทางออกทางหนึ่งนะครับ   แต่ว่าขณะนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเสนอหรือยื่นแก้ไขในทำนองนี้นะครับ   เพราะว่าอย่างที่บอกก็คือเรามีความเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน   การให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องของปากท้อง   ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนี่น่าจะต้องมาก่อน…"

"
...ทางรัฐบาลจริงใจบอกว่าจะแก้ปัญหาปากท้องก่อนก็ดี   แล้วคลายบรรยากาศแล้วก็เสริมกลไกของประชาธิปไตยให้มันเดินหน้าเถอะครับ…"   

รัฐบาลไม่ยื่นญัตติขอแก้ รธน. แต่ สส. สามารถเข้ารายชื่อเสนอได้
"...คือบังเอิญมีคำพูดอยู่คำหนึ่งซึ่งอาจจะถูกตีความไปได้เป็นอย่างอื่นอีกก็คือว่า   ใช้คำว่า ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล   เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นไปได้อยู่ว่าจะมี ส.ส. ยื่น   เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน   คนที่ยื่นแก้ไขได้ก็ไม่ใช่มีเฉพาะคณะรัฐมนตรี   แต่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ทำได้   แล้วรัฐบาลก็อาจจะอ้างได้ว่าถ้ามีการยื่นวันสองวันนี้   ก็เป็นเรื่องของ ส.ส. ของพรรค   ก็มีความเป็นไปได้   แต่ว่าสิ่งที่เราตกลงกันไว้ในพรรคประชาธิปัตย์ก็คือว่าถ้ามีการยื่นเมื่อไหร่จะมีการเรียกประชุม ส.ส. ทันทีเพื่อกำหนดท่าที"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2008, 06:42:41 PM »

FM 101 วันที่ ๒๒ พ.ค.๕๑
หากมีประชามติ รธน. ควรให้เลือกระหว่างฉบับ '๕๐ และ ร่างแก้ไข


ประเด็น : การทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญควรมีการทำฉบับเปรียบเทียบระหว่างฉบับ 2550 กับฉบับแก้ไขเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ลงประชามติสามารถตัดสินใจได้

คำต่อคำ : "…ประการที่ 2 ที่ต้องมาพิจารณากันให้ดีก็คือว่า   ถ้าจะทำประชามติ  เราอยากจะทำประชามติแบบไหนนะครับ   ถ้าท่านนายกฯ บอกว่าไปประชามติถามประชาชนเพียงแค่ว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว   ผมว่ามันคงไม่ได้คำตอบว่าควรจะทำอะไรต่อไป   เพราะว่าผมยกตัวอย่างตัวผมเอง   ผมอยากแก้บางมาตรา  แต่ผมไม่คิดแก้เพื่อช่วยคดีใครนะครับ   จะให้ผมไปลงประชามติว่าอย่างไรครับ   ถ้าบอกว่าแก้หรือไม่แก้   ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกว่าแก้    แต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่ไปบอกว่าแก้นั้น   จำนวนมากหรืออาจจะเป็นส่วนมากอาจจะไม่ต้องการให้แก้บางมาตราก็ได้   หรือบางเรื่องก็ได้   เพราะฉะนั้นกระบวนการประชามติที่คิดว่าจะเหมาะสมกว่าก็คือว่า   ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่อย่างในลักษณะของร่างที่เสนอมานั้น  เรียกว่ารื้อกันเกือบทั้งฉบับ  ยกเว้นหมวด 1 หมวด 2  ก็ไปกำหนดได้ไหมว่าก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ได้หรือว่าก่อนที่จะใช้ได้จริงต้องมีการลงประชามติเสียก่อน   อย่างนี้ประชาชนก็จะมีทางเลือกที่ชัดเจนนะครับว่าร่างที่แก้ไขแล้วกับร่างเดิมที่ใช้อยู่นั้นจะเอาร่างไหน   อย่างนี้ไปลงมติง่ายหน่อยนะครับ    แต่คุณอวัสดา  คุณเติมศักดิ์    อย่างสมมติทั้ง 2 ท่านก็อยากแก้รัฐธรรมนูญอยู่แต่อาจจะคิดไม่เหมือนกับคนที่เขาแก้ไขอยู่ในขณะนี้   ถ้าไปลงประชามติแบบที่นายกฯ เสนอก็ลำบากใจที่จะลงนะครับ   แต่ว่าถ้าหากว่าเห็นชัดๆ เลย   มีฉบับ 50 ที่ใช้อยู่กับฉบับที่สภาฯ ไปพิจารณาแก้ไขมาแล้ว  จะเอาฉบับไหน   อย่างนี้ผมว่ามันมีความหมายมากกว่า   แล้วก็จะได้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนมากกว่า   แล้วก็ปฏิบัติได้เป็นจริงมากกว่า   ขณะเดียวกันพอ กกต. ท้วงขึ้นมาว่ายังไม่มีกฎหมายด้วย   ผมว่าช่วงนี้ก็ทำกฎหมายประชามติเสียให้เรียบร้อยเลยนะครับ"

"
...ออก พรก. ก็จะมีปัญหาว่ามันเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่  ที่จริงแล้วผมว่าดีที่สุดคือ 1. นายกฯ ก็ควรหาทางที่จะให้สมาชิกของพรรคของท่านนั้นถอนออกมาก่อนนะครับเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาความวุ่นวาย   เป็นเงื่อนไขที่มันผูกหลายปมซ้อนกันไป   กับ 2. มาทำความตกลงกันก็ได้นะครับว่าถ้าจะแก้ไขกันแบบขนานใหญ่อย่างนี้   ก็ควรจะต้องมีการประชามติก่อน"

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นายยั้งคิด
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 5

« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 25, 2009, 09:11:57 PM »

รัฐธรรมนูญ 50 ยังไม่รวบรวมลักษณะพรรคการเมืองไว้ในหมวดเดียวกันนะครับ มีข้อความพาดพิงถึงพรรคการเมืองอยู่ในมาตราต่างๆ แต่ยังไม่มีคำจำกัดความเกี่ยวกับพรรคการเมืองเป็นการเฉพาะ และรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ส.และส.ว.ไม่ผูกพันกับพรรคการเมือง จึงไม่แน่ใจว่ามีมาตราใดที่ส.ส.และส.ว.ผูกพันกับพรรคการเมืองหรือไม่ จึงใคร่ขอให้พรรคประชาธิปัตย์พิจารณาเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมืองด้วยหากมีการแก้รัฐธรรมนูญ.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
groeaction
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 10

« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 21, 2009, 11:31:44 PM »

แก้รัฐธรรมนูญ แล้วอะไรๆ จะดีขึ้นเหรอครับ แก้แล้วจะทำให้พี่น้องคนชนบทเลิกเกรงกลัวกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้มีอิทธิพลหรอครับ  ทำไมก่อนที่จะแรัฐธรรมนูญ ไม่ลองส่งคนลงพื้นที่ดูแลพี่น้องเหล่านั้นล่ะครับ ลงโทษผู้ละโมบและโอบกอดคนดี แก้รัฐธรรมนูญแล้ว พี่น้องเกษตรกรจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากโรงสี และผู้ค้าคนกลางเหรอ  หากจะทำการแก้รัฐธรรมนูญ นั้น คุณทำไมไม่หาทางยกผลประโยชน์ให้พี่น้องที่เป็นคนเลี้ยงผู้คนทั้งประเทศ และเป็นบุคคลที่ถูกดูแคลนมากที่สุด ท้งๆที่เขาเหล่านั้นมีคุณกับเราทำไมไม่ให้เกียรติแก่เขาล่ะ ผมเป็นคนกรุงนะผมน่ะสบายมาทั้งชีวิตเลย แล้วพวกเขาล่ะทำนาเลี้ยงคนแต่ตัวเองเงินซื้อปลายังแทบไม่มี อดมื้อกินมื้อ กระจายรายได้ให้แก่พวกเขามั้ง

แก้รัฐธรรมนูญ อีกกี่ครั้งสังคมนี้ก็จะยังไม่มีความเป็นธรรม เพราะประชาชนที่ไม่มีความรู้นั้นมีเยอะ จึงมักถูกเบียดเบียน กดขี่ และดูถูก อยู่ทุกวัน เลิกคิดเรื่องนี้เถอะครับ เอาเวลาที่จะมานั่งแก้ ไปดูแลพ่อแม่พี่น้อง ต่างจังหวัดดีกว่า ไปให้ความรู้ แนวคิด และชีวิตอีกด้านแก่พวกเขาเหล่านั้นดีกว่า

เราคนกรุงเทพได้กินอิ่มลองอดดูบ้างไหม ส่วนเขาคนเคยอดให้ได้กินอิ่นนอนหลับเต็มตาบ้าง จากผู้รับลองเป็นผู้ให้ จากผู้เบียดเบียนเป็นผู้เอื้ออาทร จากผู้หลงตนหลงอำนาจเป็นรักผู้อื่นดูแลปกป้องเขา จากผู้ทำร้ายเป็นผู้โอบกอด สังคมที่ดีไม่ได้หมายความมีคนเก่งเยอะ เงินสะพัด แต่สังคมที่ดีคือสังคมที่ผู้มากเมตตาผู้น้อย ผู้มีแบ่งปั้นผู้อด เพียงเท่านี้ล่ะรัฐธรรมนูญจะกี่ฉบับก็ไม่สำคัญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
onnipa
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 3

« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2009, 09:44:40 PM »

อย่ายอมให้ตัดมาตรา 237 วรรค 2 แล้วจบ ทางสายกลางอาจจะให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาลงโทษพรรคการเมืองจากเบาถึงหนักได้ เช่น สถานเบาอาจตัดเงินช่วยพรรคจาก ก.ก.ต.และจากแบบเสียภาษืที่ผู้เสียภาษีมอบให้พรรคการเมือง สถานหนักเช่นในกรณีทำผิดซ้ำ อาจยุบพรรค สำหรับกรรมการบริหาร สถานเบาอาจตัดสิทธิ์แค่การเป็นกรรมการบริหาร (ไม่ว่าพรรคการเมืองใด) 5 ปี สถานหนักก็ตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี  นอกจากนี้ ควรลงโทษคนซื้อเสียงสถานหนัก เช่น จำคุก 5 ปี เราต้องต่อรองมากๆ อย่ายอมง่ายๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2009, 04:03:54 AM »

เห็นด้วยกับ groeaction รธน.ไม่ใช่ปัญหา คนเห็นแก่ตัวเป็นผู้สร้างปัญหา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
babala
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 1

« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2009, 09:52:01 PM »

สวัสดีค่ะ หนูเป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจเรื่องการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างมากค่ะ ทั้งๆที่ถูกเพื่อนๆหลายคนบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเราซักหน่อย เเต่หนูไม่ได้คิดอย่างนั้นค่ะ หนูคิดว่าเยาวชนก็เป็นประชาชนคนไทยเหมือนกันค่ะ หนูอยากจะบอกว่าขอเอาใจช่วยท่านนายกนะคะ ขอให้ผ่านพ้นอุปสรรคที่มีคนบางกลุ่มบางพวกพยายามที่จะสร้างความวุ่นวาย ซึ่งหนูไม่เข้าใจจริงๆว่าบุคคลเหล่านั้นมีความคิดอะไรเเอบเเฝงอยู่กันเเน่ พวกเค้าไม่รักประเทสชาติบ้างหรอคะ สุดท้ายหนูขอเป็นกําลังใจให้พรรคประชาธิปัตย์ ให้ทําความดีต่อไปเพื่อชาตินะคะ หนูจะติดตามเว็บไซค์ของพรรค เเละของท่านนายกต่อไปค่ะ
                                                        จาก เยาวชนอายุ18 ที่รักชาติค่ะ
                                                                                                 
                         
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2009, 08:21:05 PM »

คุณbabala เป็นเยาวชนที่น่ายกย่องอย่างยิ่งที่สนใจเรื่องการเมือง เพราะอนาคตของบ้านเมืองเราขึ้นอยู่กับเยาวชนในชาติเอาใจใส่ที่จะรักษาประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยไม่ยอมให้นักการเมืองไม่ดีบางคนและข้าราชการทุจริตบางคนเบียดเบียนคดโกงเอาประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมือง ไปเข้ากระเป๋าพวกเขา

ยิ่งเราช่วยกันส่งเสริมคนดีให้ได้มีโอกาสบริหารบ้านเมือง และช่วยกันขจัดคนไม่ดีที่โกงชาติโกงแผ่นดินให้ติดคุกให้หมด อย่าปล่อยให้คนไม่ดีลอยนวล ไม่ช้านานเราและลูกหลานของเราจะอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนถาวร เพราะคนดีกล้าหาญ คนไม่ดีไม่กล้าทำชั่วเพราะกลัวติดคุก

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2009, 08:14:07 AM »

เรายืนยันว่ารธน.ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร แต่ที่แน่ๆพรรคการเมืองและนักการเมืองบางคนนี่แหละเป็นตัวปัญหา และปัญหาที่ใหญ่โตมากๆในบ้านเมืองเราก็คือการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่เป็นธรรม มีการใช้เงินซื้อสิทธิ์ขายเสียงจนเป็นเหตุให้นายทุนสามานเข้ามาแซกซื้อสส. แล้วเอาตัวแทนของทุนสามานเข้ามาเป็นรมต.ร่วมรัฐบาล มีการประมาณว่าต้นทุนการได้มาซึ่งสส.๕๐๐คน ตกประมาณสองหมื่นล้านบาท นั้นคือต้นทุนรวมที่กลายมาเป็นคำตอบว่าทำไมจึงเห็นการถอนทุนอย่างไม่รู้จักอาย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2009, 08:54:51 PM »

ถ้าจะแก้ไขรธน.ให้ชาติและประชาชนได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ผมเห็นว่าจำนวนสส.ควรลดลงเหลือ ๔๖๐ คนคือสส.เขตเหลือ ๓๖๐ คนและสส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็น ๑๐๐ คน  ส่วนสว.๑๕๐ คนแบบนี้ผลงานมีประโยชน์ต่อประชาชนดีกว่าแบบเก่าที่สื่อขนานนามสว.เลือกตั้ง ๒๐๐ คนชุดที่แล้วว่าสภาทาส  สภาที่มากคนมากเรื่องสิ้นเปลืองโดยชาติและประชาชนแย่ลงพอกันที จำนวนสส.ลดลง ๒๐ คน คุณภาพสส.อาจดีขึ้น เหมือนสว.๑๕๐ คนชุดนี้คุณภาพดีกว่าชุดก่อน ๒๐๐ คนเยอะเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: