หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ****
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อเสนอเกี่ยวกับวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ : สร้างสภาให้นักการเมืองภาคประชาชน  (อ่าน 5499 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: มกราคม 27, 2007, 04:17:04 PM »

เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เลือก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 27, 2007, 04:41:15 PM »

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญกำลังจะเริ่มขึ้น หลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เลือกประธานและตำแหน่งต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จากนี้ไปจะเป็น ภาระหน้าที่ของคณะกรรมาธิการและสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะขับเคลื่อนกระบวนการคืนประชาธิปไตยให้สังคม  ซึ่งจะต้องทำโดยยึดหลักการสำคัญอย่างน้อย ๓ ประการ คือ 


๑. ความรวดเร็ว   โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ประมาณปลายปีนี้

๒. การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน  เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่  สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง  โดยต้องไม่ลืมว่า  จะต้องมีกระบวนการประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเมื่อร่างเสร็จ


๓. การยืนหยัดหลักประชาธิปไตย  ไม่ให้ถอยหลังไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน  ความสามารถในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง


หากตอบสนองหลักการเหล่านี้ได้  บรรยากาศทางการเมืองจะผ่อนคลายลงไปมากและความเชื่อมั่นต่างๆจะกลับคืนมา  รัฐบาลและคมช.เองก็สามารถมีส่วนช่วยได้  โดยการประกาศจุดยืนของตัวเองเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่จะหยิบขึ้นมาปรับปรุงแก้ไข  กรณีร่างของสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขั้นตอนต่างๆ  เพื่อเป็นตัวเปรียบเทียบสำหรับประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ  และเพื่อพิสูจน์เจตนาในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต่อไป


ประเด็นในการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวขานกันว่ายากที่สุด  คือ ประเด็นของวุฒิสภา ทั้งนี้  เป็นเพราะถือได้ว่า วุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้กลไกต่างๆผิดเพี้ยนไป เนื่องจากเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองในพรรคการเมืองต่างๆ  และถูกแทรกแซงจากรัฐบาล จนสูญเสียความเป็นกลาง  ส่งผลให้องค์กรอิสระทั้งหลายมีปัญหา


วันนี้  จึงเกิดข้อถกเถียงว่า  วุฒิสภาควรมีที่มาอย่างไร  แต่งตั้ง  สรรหา  หรือ เลือกตั้ง  แต่การพิจารณาประเด็นนี้จะต้องเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภา  ซึ่งมักจะไม่มีการถกเถียงอย่างถ่องแท้


ผมจึงอยากเสนอกรอบความคิดเห็นเกี่ยวกับวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนี้


๑. ประเทศไทยยังควรใช้ระบบสองสภา  เพราะการมีสภาเดียว  เมื่อพรรคการเมืองและรัฐบาลเข้มแข็งขึ้น  จะทำให้กระบวนการกลั่นกรอง  ยับยั้ง และถ่วงดุลในงานด้านนิติบัญญัติขาดหายไป  แต่ก็ควรเป็นที่ชัดเจนว่า  สภาที่สองนั้น ไม่ควรมีที่มา  หรือบทบาทหน้าที่ในลักษณะที่เชื่อมโยง หรือ ซ้ำซ้อนกับการเมืองของพรรคการเมือง  บทบาทจึงควรเป็นงานด้านนิติบัญญัติ (กฎหมาย) การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ และร่วมพิจารณากับสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เช่น การประกาศสงคราม การให้ความเห็นชอบสนธิสัญญา ฯลฯ


๒. วุฒิสภาควรประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิแต่เชื่อมโยงกับประชาชน  เมื่อบทบาทของวุฒิสภาในระบบสองสภาเป็นไปตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว  สมาชิกวุฒิสภาจึงควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ขณะเดียวกัน สมาชิกวุฒิสภาต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย  จึงควรมีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับประชาชนด้วย  จึงจะสามารถสะท้อนปัญหา มุมมอง ของประชาชนได้อย่างแท้จริง วุฒิสภาจึงไม่ควรมาจากการแต่งตั้งอีกต่อไป


๓. การมีวุฒิสภาควรเป็นการเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน  ปมปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อจะเชื่อมโยงกับประชาชนแล้ว จะหลีกเลี่ยงกระบวนการเลือกตั้งที่ไปเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองอย่างที่ประสบมาได้อย่างไร จุดนี้จึงมีข้อเสนอในเรื่องการ “สรรหา”   แต่การสรรหานั้น  ก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาอีกมากมาย  เช่น  ใครจะมีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้สรรหา  เพราะหากสรรหาโดยไม่มีหลักเกณฑ์  ก็จะกลายเป็นตัวแทนของพวกพ้อง  แต่หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์มาก  ก็มักจะเป็นการกีดกันบุคคลจำนวนมากเช่นเดียวกัน  เพราะที่ผ่านมาการกำหนดหลักเกณฑ์ มักจะทำให้ผู้มีคุณสมบัติจำกัดอยู่แต่บุคคลที่มาจาก แวดวงราชการ หรือวิชาการ  ทำให้มีความเสี่ยงที่วุฒิสภาจะกลายเป็น สภาข้าราชการมากกว่า  ที่ผ่านมาระบบสรรหาที่ดูจะมีปัญหาน้อยที่สุดก็คือ การสรรหาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  แต่ก็ยังไม่ได้รับความรู้สึกว่าสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างชัดเจน  เป้าหมายของการได้มาซึ่งวุฒิสภา  จึงควรเป็นการเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนภาคประชาชนมากกว่า  เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประชาธิปไตย   การสรรหาจึงไม่น่าจะสอดคล้องกับเป้าหมายตรงนี้

๔. ทางออกคือการเลือกตั้งโดยปรับปรุงระบบการเลือกตั้ง  คุณสมบัติ และบทบาท
  เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว  จึงเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด  ที่ผ่านมาแม้จะจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก  แต่ก็มีสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่ง  ที่ตั้งใจมาทำงานการเมืองโดยไม่อิงพรรคการเมือง  คนเหล่านี้ฝ่าฟันกระแสของพรรคการเมือง  หรือ การเมืองท้องถิ่นมาได้  เพราะระบบเลือกตั้งที่ให้ผู้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ไม่เต็มจำนวน  หลักการนี้จึงควรคงไว้ และได้รับการเสริมโดยการปรับปรุงวิธีการเลือกตั้ง ดังนี้


๔.๑. เพิ่มลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.และสว.  โดยห้ามมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในสภาหนึ่งสภาใด  ไปสมัครรับเลือกตั้งสำหรับอีกสภาหนึ่งในคราวต่อไป  เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตัดสินใจได้ชัดว่า ประสงค์จะทำงานในสภาในระบบพรรคการเมืองหรือไม่


๔.๒.อนุญาตให้ผู้สมัครหาเสียงได้   เพื่อประกาศกำหนดจุดยืนและความตั้งใจของตนเอง ในการอาสามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา  แทนที่จะอิงกับการเป็นญาติของนักการเมือง  หรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

๔.๓.ขยายเขตเลือกตั้งให้ใหญ่กว่าจังหวัด  โดยอาจจะเป็นกลุ่มจังหวัด หรือ ภาค  หากการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งมีปัญหา  เพราะจะทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ถูกครอบงำ โดยนักการเมืองที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น


๔.๔. เลิกบทบาทของวุฒิสภาเรื่องการถอดถอน และ การแต่งตั้งองค์กรอิสระ  เพราะอำนาจตรงนี้เป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้นักการเมืองจากพรรคการเมือง  หรือ รัฐบาลต้องการเข้าไปเกี่ยวข้อง  แทรกแซง หรือ ครอบงำ  แต่ควรเพิ่มบทบาทให้สมาชิกวุฒิสภา ริเริ่มการเสนอกฎหมายได้  เพื่อให้ผู้ที่สนใจผลักดันกฎหมายในบางเรื่องที่รัฐบาล หรือ พรรคการเมือง  ให้ความสำคัญน้อย หรือ เกรงต่อความละเอียดอ่อนทางการเมืองของประเด็นนั้นๆ  สามารถนำเข้าสู่สภาได้  บทบาทนี้จะมีส่วนดึงดูดให้ผู้สนใจการเมืองแต่ไม่ประสงค์จะสังกัดพรรค เข้ามาสู่เวทีการเมืองและรัฐสภามากขึ้น


สำหรับกรณีขององค์กรอิสระนั้น  ก็ต้องปรับรื้อระบบการได้มาใหม่  ซึ่งจะได้นำเสนอในโอกาสต่อๆไป


แนวทางที่เสนอมาข้างต้น  เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และมีลักษณะก้าวหน้า โดยคำนึงถึงความเป็นจริงของสังคม  และเป้าหมายในการนำระบบการเมืองไทยในระบบตัวแทนพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง  ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดทำรัฐธรรมนูญในครั้งนี้  หากต้องการนำการเมืองเดินไปข้างหน้า โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต  

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
klacia
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 0

« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 28, 2007, 07:36:06 PM »

ผมว่าวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นถูกแล้วและตามหลักการก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเรายังมีปัญหาด้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมาก  ผมเป็นคนบ้านนอกพอรู้ว่าคนบ้านนอกเขาคิดกันอย่างไร เมื่อรับเงินมาแล้วก็ไม่อยากจะผิดสัญญานี่กลายเป็นข้อดี และข้อเสียของคนชนบท เพราะชอบรักษาคำพูด หากเรายืดหยุ่นให้เขามีทางเลือกมากขึ้น แทนที่จะเลือกกาเอาแค่เบอร์เดียว  ก็ให้เลือกได้สัก 2-3 คน และยิ่งให้จัดอันดับด้วยว่าชอบใครมากกว่ากันลำดับ 1 2 3 แล้วค่อยมาหาค่าเฉลี่ยคะแนนที่สูงที่สุด ผมว่าน่าจะดีนะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ekapong
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 0

« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 29, 2007, 08:22:43 AM »

หนักใจจริงๆเลย  หลักๆต้องแก้ไขเรื่องซื้อขายเสียง  สาเหตุที่1  นักการเมืองชั่ว  ซื้อเสียงเพื่อเข้ามาโกงกิน เข้ามาแสวงอำนาจ  
 สาเหตุที่2 คนในชนบทยากจนมากๆ  ถึงคนชั่วแค่ไหนถ้าเขาเอาเงินมาให้ เขาก็คิดว่าดีถ้าไม่ดีเขาจะเอาเงินมาให้รึ

คุณจะแก้ไขไง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
((หลวงไก่))
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 0

« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 29, 2007, 09:42:12 AM »

    สภาสูง (ส.ว.)  มิได้เป็นตัวทำให้ประชาธิปไตยหม่นหมองแต่ประการใด แต่ตัวที่ทำให้หมนหมองก็คือมีประชาธิไปตย ระบบเครือญาติ ดัง บัญชีเครือญาตนักการเมือง
                  ดังจะโยงให้เห็น

                    บิดา--------------------------  มารดา

                           สามี----------------ภรรยา

                                    บุตร และหลาน


         เข้ามาอยู่ในสภาล่างและสภาสูงควักไขว่กันไป

         หมด  คือ
  
              1. ไม่มีระบบตัดญาติกันแล้วเล่นการเมืองได้จะไม่ทำการช่วยเหลือกัน  สำหรับคนไทย
              2.  ไม่มีผู้ใดไม่มีความผูกพัน ถึงขั้นตัดใจสละความเป็นญาติโดยไม่เกี่ยวข้องช่วยเหลือกันได้เมื่อ
หนดให้ ส.ว. ไม่เป็นแค่สมาชิก พรรคการเมืองเป็นการแก้ทางออก  แต่การจัดเอกสารว่าไม่เกี่ยวข้องทาง (เอกสาร)
น่าจะทำได้ แต่จิตใจมันก็ยังเกี่ยวข้องกันเป็นแน่แท้ ควรออกกฎหมายกำจัด ให้มันหมดสิ้นไป
              
              
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ชานบ้านชานเมือง
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 9

« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 29, 2007, 12:21:15 PM »

ตราบใดที่เราเดินตามตะวันตก เราก็ลืมความเป็นเรา

คำตอบอยู่ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่หน้ากระดาษจากตะวันตก ที่พิมพ์ขายให้เราเรียน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2009, 09:13:54 PM »

ภาพรวมของวุฒิสภาชุดปัจจุบันผลงานปีเศษมานี้ ดีกว่าชุดก่อนที่สว.๒๐๐คนมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดถูกสื่อมวลชนขนานนามว่าสภาทาษ เนื่องจากผลงานตรวจสอบรัฐบาลไม่ยอมทำเลย แถมเอาอกเอาใจรัฐบาลจนน่าเกลียด

แตกต่างกับชุดนี้ที่มีสว.๑๕๐คนจากการเลือกตั้ง ๗๖คนและจากการคัดสรรอีก ๗๔คน เพียงปีเศษๆ ผลงานเยี่ยมๆหลายชิ้นงาน เช่นยื่นศาลรธน.ตรวจสอบนายกฯสมัครจนต้องหลุดจากตำแหน่ง ที่มาของสว.ผสมผสานเช่นนี้ผลงานเป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนมากกว่าแบบเดิม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2009, 09:13:43 PM »

จำนวนสส.น่าจะลดเหลือ๔๖๐คนคือสส.เขตเลือกตั้ง๓๖๐คนโดยแบ่งเขตเลือกตั้ง๑๒๐เขตๆละ๓คนเท่ากันทั่วประเทศ (ผู้แทนปวงชนชาวไทย) และระบบบัญชีรายชื่ออีก๑๐๐คนจาก๑๐เขตเลือกตั้งสส.เขตละ๑๐คน

คิดให้ดีๆข้อเสนอนี้ดีต่อชาติและประชาชน และน่าจะดีกับทุกพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
varunrint
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 1

« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2009, 06:59:53 AM »

การเลือกตั้งก็น่าจะถูกต้องแล้วค่ะ เพื่อการเติบโตของระบบประชาธิปไตย
สำคัญคือกรอบ กติกา ที่จะกำหนดได้ว่า ใครจึงจะมีโอกาสได้มาทำงานตรงนี้มากกว่า

ถ้ากรอบ กติกา เอื้อให้คนของพรรคการเมืองมีโอกาสแทรกเข้ามาได้ ก็จะได้อย่างที่เป็นมา
เปิดโอกาสให้นักการเมืองเก่าเข้ามากันจะเลอะเทอะไปหมด ตรงนี้ต้องวางคุณสมบัติและตรวจสอบให้ถ้วนถี่ก่อนน่ะค่ะ แล้วเราก็น่าจะได้ สว.ที่น่าจะดูดีกว่าทุกวันนี้น่ะค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
newsky
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 1

« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2009, 01:02:42 AM »

ในกรณีสภาสูง ตามที่คุณได้กล่าวมานั้นถือว่าเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยโดยเนื้อหาที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่จะสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลตามที่คาดหวังไว้ได้เพียงในประเทศที่มีความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี โดยประชาชนส่วนใหญ่นั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง และต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยสุจริตใจ เป็นไปตามจิตสำนึก ซึ่งวิธีการเหล่านี้น่าจะเหมาะกับประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งวัฒนธรรม สังคม ประชาชน ทุกภาคส่วน แต่ในกรณีประเทศไทยที่นำเอาระบอบประชาธิปไตยมาจากประเทศตะวันตก ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมเอเชียอาคเน หลายอย่าง เช่น หลักการอุปถัม การให้อำนาจแก่ผู้ปกครองโดยผู้ใต้ปกครองจะต้องปฏิบัติตาม การที่เคยเป็นระบอบอมาตยาธิปไตย เรื่องของความเชื่อเรื่องบุญวาสนา เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเมืองไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการรวมพรรคการเมือง การที่ส.ส ย้ายพรรค การจัดสรรโควต้า รัฐมนตรีให้แก่พรรคร่วม แสดงให้เห็นว่า นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ยึดตามอุดมการณ์ของตนเอง แต่ทำทุกทางเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งต่างกับประชาธิปไตยในอเมริกา หรือในอังกฤษ ซึ่งมีประสิธิภาพมากกว่า แต่ประเทศไทยได้ยึดประเทศอังกฤษ เป็นแม่แบบในการใช้ระบอบรัฐสภา ทั้งๆที่ คนไทยส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และไม่ได้สนใจในหลักการอะไรมากนัก ขอเพียงให้รอดพ้นจากความอดอยาก ใครที่มาทำให้ประโยฃน์อะไร ก็ตัดสินว่าคนนั้นจะดี ประกอบกับการชักจูงของคนรู้จักตามระบอบอุปถัม จึงทำให้เกิดการซื้อเสียงขึ้น สรุปแล้วผมคิดว่า ถ้าจะใช้ระบบสองสภาในประเทศไทย สภาสูงควรจะมาจากการแต่งตั้ง ตามความเหมาะสมทางจริยธรรมและด้านคุณวุติ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนต่อสังคม ส่วนที่จะไปกีดกันบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติ หรือ การที่คณะกรรมการสรรหาจะลำเอียงนั้น เป็นตัวแปรที่สามารถควบคุมได้ง่ายกว่าการซื้อเสียง ในรายละเอียดนั้นไว้วันหลังจะอธิบาย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
vinaic
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 167

« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 13, 2010, 08:34:44 PM »

สว.ที่เข้าชื่อกันยื่นเรื่องขอแก้ไขรธน.อีกครั้งนี้สมควรที่ประชาชนสองหมื่นคนยื่นเรื่องต่อศาลรธนเพื่อถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งสว.ไปเสีย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Whitehorse
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 13

« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 01:19:34 PM »

    สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา มีที่มาที่ไป ไม่แตกต่างจาก สส. จึงเห็นด้วยกับการกำหนดที่มาและคุณสมบัติของ สว. ให้แตกต่างจาก สส. อย่างสิ้นเชิง
     รวมทั้งควรแบ่งแยกอำนาจไม่ให้ก้าวก่าย แต่คานอำนาจกันได้  อาทิ การก่อตั้งสภานิติบัญัติ ขึ้นมา โดยให้มี สำนักงานกฤษฎีกา และหรือหน่วยงานทางกฎหมายอื่นๆ (ไม่รวมกระทรวงยุติธรรม) เข้ามาอยู่ภายใต้กลไกของสภานิติบัญญัติ เพื่อให้เป็นหน่วยงานธุรกรรม และสร้างความต่อเนื่องของงานนิติบัญัติ  ซึ่งจะเป็นระบบโครงสร้างที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากลด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: