หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ***
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: ก้าวสู่ปีที่ ๖๒ ของพรรคประชาธิปัตย์ : “เราเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักเลือกตั้ง”  (อ่าน 5572 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 09:23:12 AM »

เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดงานครบรอบปีที่ ๖๑ ของพรรคประชาธิปัตย์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 08, 2007, 09:26:43 AM »

ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ผมขอขอบพระคุณสมาชิกพรรค  ผู้สนับสนุนและพี่น้องประชาชน  สำหรับกำลังใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความแข็งแกร่ง  มุ่งมั่น ที่จะเดินหน้ารับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป 


เมื่อพูดถึงพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน  หลายคนพุ่งความสนใจไปที่คดียุบพรรค  หลายคนจะสอบถามจุดยืนและการวิเคราะห์ของพรรค เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ  หลายคนจะคาดคะเนเกี่ยวกับอนาคตของพรรคหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีนี้


สำหรับคดียุบพรรคนั้น  บัดนี้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้กำหนดวันฟังคำวินิจฉัยแล้ว  คือวันที่ ๓๐ พฤษภาคม การไต่สวนพยานได้เสร็จสิ้นไปแล้ว   เหลือเพียงการให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันที่ ๒๕ เมษายน  คงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ผมจะเขียนอะไรที่จะเป็นการชี้นำหรือกดดันคณะตุลาการฯ  เพียงแต่อยากจะถ่ายทอดว่า  พรรคมีความพึงพอใจกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการไต่สวนพยานที่ผ่านมาในทุกข้อหา  ผู้สนใจสามารถอ่านคำให้การของผมได้เพราะได้มีการขออนุญาตที่จะเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว


ในส่วนของรัฐธรรมนูญ และ ปัญหาการเมืองทั่วไปก็เช่นเดียวกัน  หนังสือ “การเมืองไทยหลังรัฐประหาร” และ “เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรไม่ถูกฉีก” ก็คงจะพอให้คำตอบในประเด็นเหล่านี้ได้อย่างครอบคลุมพอสมควร


แต่สิ่งที่ผมต้องการจะย้ำก็คือ


ภารกิจของพรรคประชาธิปัตย์มีสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่าประเด็นทั้งหลายเหล่านี้มาก


ผมย้ำสิ่งนี้เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงกี่เดือนข้างหน้าก็ตาม บ้านเมืองในยุคนี้หนีประชาธิปไตยไม่พ้นเพราะเราเดินมาไกลเกินกว่าที่จะเลือกเส้นทางอื่นได้ ฉะนั้นผมจึงมั่นใจว่า ปีหน้าบ้านเมืองเรากลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ใครที่คิดหรืออยากจะทำเป็นอย่างอื่นไม่มีทางประสบความสำเร็จ เราจึงไม่ควรกังวลจนเกินไปกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า วันนี้เรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าและอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคน คือปัญหาของประเทศชาติ ประชาชน ซึ่งจะยืดเยื้อต่อไปเกินสิ้นปีนี้


บ้านเมืองในปัจจุบันบอบช้ำมาก เราเผชิญกับวิกฤติ เผด็จการในคราบประชาธิปไตยมาหลายปี เราต้องมาเผชิญกับการเมืองหลังรัฐประหารอยู่อีก๑ ปี ปัญหาวันนี้จึงเป็นเรื่องพื้นฐานของสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากจากสภาวะนี้ นี่คือเหตุผลที่ผมเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วที่คณะรัฐมนตรีจะหยิบยกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑๕ กับฉบับที่ ๒๗ ขึ้นมาพิจารณาทบทวน ผมย้ำว่าคณะรัฐมนตรีและย้ำว่าพิจารณาทบทวนเพราะผมถูกถามตลอดเวลาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไปขออนุญาต คมช. ทำกิจกรรมหรือไม่แต่ ผมไม่รู้จะไปขออนุญาตคมช.ได้อย่างไรในเมื่อ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฯ เป็นกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในทางการเมืองจนกว่าคณะรัฐมนตรี จะมีมติเป็นอย่างอื่น นั่นคือ คมช. ก็ไม่มีอำนาจจะไปอนุญาตใครให้ทำผิดกฎหมายได้ ถ้ามีคนขอและ คมช. อนุญาต จะผิดทั้งคนขอและคนให้อนุญาต จึงอยู่ที่คณะรัฐมนตรีที่จะมีมติเป็นอย่างอื่นนอกเหนือไปจากประกาศเช่น ยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขว่า ต่อไปนี้ทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ ต่อไปนี้ทำกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ การเรียกร้องให้ทบทวนคำสั่ง คปค.นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหาเสียงเลยเพราะผมก็รู้ว่าการเลือกตั้งอย่างไรเสียก็คงจะเป็นปลายปีเป็นอย่างเร็ว ระยะเวลาจากวันนี้ไปถึงปลายปีมันนานเกินกว่าเรื่องการหาเสียง แต่ผมอยากจะบอกว่าสำหรับพวกเราชาวประชาธิปัตย์


เราเป็นนักการเมืองไม่ใช่นักเลือกตั้ง


นักการเมืองมีภาระหน้าที่สำคัญกว่าการเลือกตั้งมากมาย และสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมาตลอดก็คือบ้านเมืองต้องบริหารจัดการด้วยการเมืองมืออาชีพ  ประสบการณ์ในช่วง ๔– ๕ ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการเอานักการเมืองสมัครเล่นที่รู้จักแต่เรื่องของกำไรขาดทุนมาบริหารบ้านเมืองทำให้เกิดวิกฤติ พิสูจน์แล้วว่าแม้จะมีผู้ตั้งใจดีมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแต่เมื่อมาบริหารบ้านเมืองปัญหาต่าง ๆ ก็แก้ไขได้ยาก การบริหารบ้านเมืองเป็นทักษะเฉพาะ และประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกเขาใช้นักการเมืองมืออาชีพ


นักการเมืองมืออาชีพไม่ได้คิดแต่การใช้การตลาดเพื่อชนะการเลือกตั้งแล้วเข้าไปมีอำนาจ นักการเมืองมืออาชีพคือคนที่ต้องสัมผัสกับประชาชนตลอดเวลา แล้วหาคำตอบให้กับประเทศชาติว่า จะเดินไปในทางทิศไหนทางใดเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน นักการเมืองมืออาชีพจะรู้ว่าปัญหาของประเทศไม่เคยหมด และไม่อาจแก้ไขได้โดยความคิดของคน ๆ เดียวหรือคนหยิบมือเดียว แต่การแก้ไขปัญหาทุกปัญหาต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องประชาชนโดยอาศัยกระบวนการของการสื่อสารและการใช้สิทธิเสรีภาพตามแนวทางประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน


เมื่อถูกห้ามไม่ให้ดำเนินกิจกรรมใด ๆ ทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีแนวคิดที่จะไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย แม้ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหาร พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีแนวคิดที่จะสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับบ้านเมืองด้วยการสร้างความวุ่นวาย แต่จะประคับประคองให้บ้านเมืองกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วด้วยความราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ การพบปะพูดคุยกับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ผมและสมาชิกพรรคได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้กิจกรรมของเราจะต้องเข้มข้นขึ้นในปัญหาหลักๆของชาติดังต่อไปนี้


เรื่องแรกคือปัญหาของพี่น้องใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เราสูญเสียคนของเราทุกวันหรือเกือบทุกวัน ถ้าเราปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ ผมไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ยอดผู้เสียชีวิตจะแซงสงครามอิรัก ที่กล่าวมานี้ไม่ตำหนินโยบายของรัฐบาลเลย การสมานฉันท์ การแก้นโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่แล้วในเรื่องการใช้ความรุนแรงนั้นถูกต้อง แต่สิ่งที่เห็นและสัมผัสก็คือนโยบายนี้ยังไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติเพราะนโยบายนี้ขาดกระบวนการของการซักซ้อมทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติในพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่ และประชาชนนอกพื้นที่ หลายคนไม่เข้าใจว่าสมานฉันท์คืออะไร สมานฉันท์คือไม่จับกุมคนกระทำความผิดหรือ สมานฉันท์คือถ้าเขาไปล้อมโรงพักต้องปล่อยผู้ต้องหาหรือ สมานฉันท์คือเกียร์ว่างหรือ เราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ อดีตส.ส.ของเราในพื้นที่ยังทำหน้าที่ในการรับฟังข้อมูลต่าง ๆ แล้วรายงานมาให้ผมทราบ มีการปรึกษาหารือกันเป็นการภายในแต่สิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดถ้ามีการยกเลิกคำสั่งคือ เราไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องใน ๓ จังหวัดภาคใต้ อย่างเป็นทางการในฐานะพรรคการเมือง ผมไม่เข้าใจว่ากิจกรรมเช่นนี้จะไปกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างไร มีแต่จะเสริมสร้างความมั่นคงโดยนักการเมืองมืออาชีพที่พร้อมทำงาน แม้ไม่มีตำแหน่ง


เรื่องถัดมาที่สำคัญคือการสร้างธรรมาภิบาล คณะรัฐประหารชุดนี้เรียกชื่อตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าบอกว่า เมื่อคณะชุดนี้จะพ้นไปปลายปีนี้โดยมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ถามว่าเราปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือยัง วันนี้เรายังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ เราไม่ต้องการมีการเลือกตั้งปลายปีนี้เพียงเพื่อให้มีการเลือกตั้งและพรรคการเมืองได้ไปลงสมัคร  นักการเมืองได้กลับไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราต้องการเห็นการเลือกตั้งปลายปีนี้ เป็นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในวิถีทางประชาธิปไตยที่แท้จริง  ๖ เดือนที่ผ่านมายังไม่มีการรณรงค์เลยเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ยังไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันให้สื่อสารมวลชน ให้ข้าราชการที่ดี ที่จะประคับประคองให้ประชาธิปไตยตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไปจะยั่งยืนกว่าในอดีต เราต้องการเข้าไประดมความคิดกับวงการสื่อสารมวลชน แวดวงข้าราชการ เพื่อที่จะให้ธรรมาภิบาล และสิ่งที่จะรองรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเกิดขึ้นแบบยั่งยืน เพราะการขาดธรรมาภิบาลกำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาในทุกๆด้าน


ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ถือว่าหนักหนาสาหัสมาก ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ยังถกเถียงกันทุกวันคือมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทย การลดดอกเบี้ย การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไกลกว่านั้น บ้านเมืองเราเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมาหลายปีแล้ว เพราะไม่ลงทุนเรื่องคน เพราะไม่ลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เราก็อยากไปพบปะกับผู้ประกอบการ อยากไปพบปะกับเกษตรกร อยากไปพบปะกับพี่น้องประชาชนว่า อะไรที่จะทำให้เขามีโอกาสในการมีอาชีพมีรายได้ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง และนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าได้ 


หันมาดูปัญหาสังคมก็มีอะไรอีกหลายเรื่องมากไปกว่าเรื่องอื้อฉาวทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว หลายคนอาจไม่ทราบว่าเราปล่อยปละสังคมจนขณะนี้ลูกหลานของเราพออายุถึงเพียง ๖ ขวบ ไอคิวก็ต่ำกว่าชาวโลกโดยเฉลี่ยไปแล้ว เพราะการดูแลเลี้ยงดูเด็กเล็กถูกทอดทิ้ง พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกแล้ว เราไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมให้เด็กเล็ก ๆ ของเรามีโภชนาการที่ถูกต้อง นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่เป็นภารกิจของนักการเมืองและพรรคการเมืองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับว่าเป็นฤดูกาลของการเลือกตั้งหรือไม่


ขณะนี้สิ่งที่เราทำเป็นการภายในคือรวบรวมข้อมูล มีอีกหลายเรื่องที่ตั้งเป็นประเด็นไว้ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับสวัสดิการของประชาชน แต่ว่าวันนี้เราทำได้เพียงเท่านี้ เราตั้งใจว่าหลังสงกรานต์ เราคงจะขอให้สมาชิกไปทำกิจกรรมทางวิชาการ เพื่อทำให้การทำงานทางการเมืองของเราเป็นไปอย่างสมบูรณ์ที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนการเลือกตั้งที่จะตามมาเป็นเรื่องรอง จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ จะเขตใหญ่ เขตเล็ก จะมีบัญชีรายชื่อหรือไม่ ตราบเท่าที่การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย มีความเป็นธรรม รับรองได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เกี่ยงพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้งแน่นอน


พรรคประชาธิปัตย์กำลังก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ ๖๒ และจะต้องมีปีที่ ๖๓ ๖๔ ๖๕ และต่อเนื่องไปอีกยาวนาน งานของเราไม่มีวันเสร็จ และงานของเราก็หยุดไม่ได้ ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด สมาชิกทุกคนจะต้องเดินหน้าในการพบปะคลุกคลีกับประชาชนไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือการเลือกตั้ง แต่ต้องทำความเข้าใจ ต้องรับฟัง ต้องชี้แจง ต้องแลกเปลี่ยนเพื่อที่ว่าเมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี ๒๕๕๑ ประเทศไทยของเราจะได้ตั้งหลักบนความมั่นคงเพื่อเดินไปข้างหน้า ในประวัติศาสตร์ ๖๑ ปีของพรรค วิกฤตของประเทศมักจะถูกส่งต่อมาสู่มือของประชาธิปัตย์เพื่อคลี่คลาย พรรคต้องมีความพร้อมเสมอที่จะรับภาระที่หนักหน่วงนี้  (ดูผลงานของพรรคในอดีต)  แต่ตราบที่เรายึดมั่นอุดมการณ์ สืบสานสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ผมมีความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะนำพาประเทศชาติบ้านเมืองให้พ้นจากฝันร้าย ให้พ้นจากวิกฤตไปสู่วันใหม่ที่พวกเราทุกคนจะมีทั้งความเข้มแข็ง และความหวังสำหรับคนไทยทั้งประเทศ 

(ที่มา: ปรับมาจากคำกล่าวในงานครบรอบ ๖๑ ปี พรรคประชาธิปัตย์)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
พชรา
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2007, 07:48:54 AM »

ในอนาคตหนูก็จะเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นนักการเมืองอาชีพ เป็นนักการเดมือง เพื่อชาติ เพื่อในหลวงและเพื่อประชาชน หนูจะไม่มีวันเป็นนักการเมือง เพื่อความชั่ว อำนาจ และการทุจริตโดยเด็ดขาด  หนูจะทำให้ประเทศไทยสงบสุข  ในหลวงทรงหายเหนื่อยและทรงมีรอยยิ้ม และเหนือสิ่งอื่นใด หนูจะรับใช้ประชาชน  ให้เหมือนกับที่คุณมาร์ค "ไอดอล"ของหนูเป็น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: