หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ***
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: วาระประชาชน - ด้านการพัฒนาคน  (อ่าน 2885 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2007, 08:23:15 PM »

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศวาระประชาชน - ด้านการพัฒนาคน ภายใต้หลักการ "ประชาชนต้องมาก่อน"
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2007, 08:47:29 PM »


สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเห็นมากที่สุดในช่วงนี้คือการที่สังคมได้หยิบยกเรื่องของอนาคตของประเทศมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ไม่ต้องการให้บ้านเมืองติดหล่มอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง  ผูกพันอยู่กับปัญหาในอดีต  แต่ต้องการที่จะให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าและจุดประสงค์สำคัญของการเสนอวาระประชาชนในช่วงนี้  ทั้งที่มีเวลาอีกนานมากกว่าจะถึงการเลือกตั้ง ก็เพื่อให้สังคมทั้งสังคมได้ให้ความสนใจ  ใส่ใจในปัญหาของประชาชน และอนาคตของบ้านเมือง


วันนี้สิ่งที่ผมต้องการที่จะนำเสนอก็คือหัวใจสำคัญข้อหนึ่งของวาระประชาชน  คือเรื่องสวัสดิการที่ครอบคลุมคนไทยทุกคน  ผมเรียนว่าการนำเสนอวาระประชาชน เราจะทำอย่างต่อเนื่องรูปแบบการนำเสนอของวันนี้จะมีต่อไปเป็นระยะ ซึ่งก็จะมีประเด็นอื่นๆที่จะนำเสนอต่อไปขณะเดียวกันก็จะมีการลงพื้นที่พบปะกับประชาชนบ้าง  ในลักษณะของการพบปะกับผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านต่างๆบ้าง


ผมทบทวนนิดหนึ่งว่าสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึงวาระประชาชนและได้พูดถึง หัวข้อสำคัญ  ๔  หัวข้อ


หัวข้อแรกคือการฟื้นฟูประชาธิปไตย 
หัวข้อที่สอง คือการพัฒนาคน
หัวข้อที่สาม คือการกอบกู้เศรษฐกิจ
หัวข้อที่สี่ คือการคืนสันติสุข


วันนี้ผมจะใช้เวลากับเรื่องของการพัฒนาคน  แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่นำเสนอวันนี้คือนโยบายทั้งหมด ที่เกี่ยวกับการพัฒนาคน  เพราะว่าเรื่องการพัฒนาคนที่มีทั้งเรื่องการศึกษา  สาธารณสุข   ก็จะมีการนำเสนอในรายละเอียดต่อไป  วันนี้ที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ  สัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดไปว่าการพัฒนาคน เราจะต้องสร้าง ๒ สิ่ง คือบันไดแห่งโอกาส  และ หลังพิงในสถานการณ์ 


บันไดแห่งโอกาสก็หมายถึงเรื่องของการศึกษา  การให้ความรู้  การเตรียมความพร้อมคนของเรา  ตามจริงไม่ใช่เฉพาะความรู้  แต่ว่าเป็นเรื่องคุณธรรมด้วย  ซึ่งนโยบายสำคัญๆ  ที่เราเน้นเป็นพิเศษก็คือเรื่องการเรียนฟรีจริงอย่างมีคุณภาพ   เป็นหนึ่งในนโยบายตรงนั้น


ส่วนหลังพิงในทุกสถานการณ์ คือ การที่พี่น้องประชาชนต้องมีทั้งหลักประกันสุขภาพ  และสวัสดิการที่ครอบคลุม  ทั้งหมดคือสิ่งที่เราต้องการจะสร้างขึ้นมา   ที่เรียกว่าหลักประกันของคนไทยทุกคน ผมอยากทำความเข้าใจว่าคำว่าหลักประกันของคนไทยทุกคน  จะไม่เหมือนกับหลายต่อหลายสิ่งซึ่งเราพบเห็นอยู่หรือเรามักจะพูดถึง 


ประการแรก คือ หลักประกันของคนไทยทุกคนไม่ใช่เรื่องของประชาสงเคราะห์ หรือระบบอนาถา  ที่ผ่านมาก็คือใครมีปัญหาความเดือดร้อนรัฐจะวิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ นั่นคือแนวทางของประชาสงเคราะห์  แนวทางที่มองว่าอาจจะมีระบบอนาถาสำหรับช่วยเหลือ คนยากจนเดือดร้อน  เฉพาะกิจบ้าง  เฉพาะคราวบ้าง 


แต่ว่าคำว่าหลักประกันของคนไทยทุกคน  เราต้องการให้เป็นเรื่องของสิทธิ  หมายความว่าเกิดมาเป็นคนไทย  อยู่ประเทศไทย  จะมีสิทธิขั้นพื้นฐานตั้งแต่เกิดจนตาย  หรือแม้กระทั่งก่อนเกิดจนตาย  ซึ่งจะต้องได้รับ  ไม่ใช่เรื่องมาขอร้องหรือขอความเมตตา  ขอความสงสารจากภาครัฐ แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวรัฐจะช่วยให้ แต่เป็นเรื่องของสิทธิที่รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องจัดให้ นี่คือความแตกต่างระหว่างหลักประกัน ที่เราพูดถึงกับแนวคิดที่ว่าช่วยคนยากจนในลักษณะประชาชนสงเคราะห์  หรือระบบอนาถา 


ประการที่สอง  คือเราต้องการสร้างหลักประกันขึ้นมาในฐานะสิทธิเพื่อจะต่อสู้ หรือลดปัญหาของสิ่งที่เรียกว่าระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ทั้งในทางสังคม   การเมือง  ทั้งในเศรษฐกิจ ของประเทศ  ก็เกิดขึ้นจากที่เรามีคนของเราที่มีความเดือดร้อน  และเมื่อเดือดร้อนแล้วต้องไปพึ่งตั้งแต่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมาจนถึงนักการเมืองระดับชาติแล้วเวลาที่เขาได้สิ่งที่เขามองว่าควรจะเป็นสิทธิของเขา ตามแนวทางของหลักประกัน กลับกลายเป็นว่าเขาต้องไปเป็นหนี้บุญคุณ  ไปเป็นหนี้บุญคุณคนที่ปล่อยเงินกู้ให้เขา  ไปเป็นหนี้นักการเมืองที่อ้างว่าเอางบประมาณไปให้เขา ทั้งที่ความเป็นจริง เงินงบประมาณก็เป็นเงินของประชาชน  เพราะฉะนั้นหลักคิดเรื่องหลักประกันก็คือต้องการจะลดอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งตรงนี้ไม่เป็นเพียงแต่เป้าหมายที่สำคัญ ในเรื่องนโยบายพัฒนาคนเท่านั้น  แต่ว่าจะมีส่วนสำคัญในการที่สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นของรอบประชาธิปไตยด้วย  เพราะ ถ้าเราสามารถลดอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ได้ อีกหลายๆเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อเสียง   ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน  ก็สามารถคลี่คลายแก้ไข   หรือลดลงไปได้ด้วย


ประการที่สาม ซึ่งมีการพูดกันมาก  พอวาระประชาชนพูดถึงสวัสดิการของคนไทยทุกคนที่ครอบคลุม ก็มีการใช้คำพูดว่าเราอยากจะสร้างรัฐสวัสดิการ ใช่หรือไม่  รัฐสวัสดิการคือคนเรามองไปหลายๆประเทศในยุโรป โดยเฉพาะ  ซึ่งเหมือนกับว่ารัฐบาลกลางเข้าไปจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็จัดหลักประกันเหล่านี้ได้โดยการเก็บภาษีจากประชาชนในอัตราที่ค่อนข้างจะสูงมาก


ผมขอเรียนแต่ต้นเลยว่าแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์  ของวาระประชาชนในเรื่องหลักประกันของคนไทยทุกคนไม่ใช่แนวคิดรัฐสวัสดิการที่มีภาษีสูงๆ  เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ขอยืนยันก่อนว่าเป็นความแตกต่างจากสภาพปัจจุบันบ้าง จากความคิดที่บางฝ่ายอาจจะไปเข้าใจว่าเรากำลังจะสร้างขึ้นมา แต่ตรงกันข้ามหลักประกันที่เรากำลังพูดถึงนั้น จะเป็นหลักประกันที่มีภาคส่วนหรือภาคี  หรือองค์กรต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกชน  ซึ่งหมายถึงธุรกิจเอกชนด้วย  องค์กรประชาชน หรือองค์กรเอกชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นชุมชน หรือไม่ว่าจะเป็นองค์กรครอบครัว ทุกภาคส่วนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันตรงนี้ภายใต้แนวคิดของเรา กลไกที่จะมีในการจะมาสร้างหลักประกันตรงนี้ก็จะมีความหลากหลายพอสมควร และจะเห็นว่าตัวอย่างที่เรายกขึ้นมาก็คือภาพสะท้อนองค์กรที่มีความหลากหลาย มีทั้งข้าราชการ กองทุนบำเหน็จ บำนาญ  ลูกจ้าง นายจ้างจำนวนหนึ่งก็มีประกันสังคม พี่น้องประชาชนก็มีการไปรวมกลุ่มเป็นสวัสดิการออมทรัพย์ สหกรณ์  กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เรามีโครงการหลักประกันที่มีกลไก เช่น สป.สช.คือหน่วยงานซึ่งดูแลเรื่องของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  และอื่นๆ  นี่แสดงให้เห็นว่าหลักประกันสุขภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากกลไกใดกลไกหนึ่งเท่านั้น  แต่หน้าที่ของรัฐตามวาระประชาชนก็คือประสานและรวมพลัง องค์กรของรัฐทุกภาคส่วนเพื่อจะสร้างหลักประกันของคนไทยทุกคนขึ้นมา


เมื่อวันเสาร์ผมได้พูดถึงหลักประกันของคนไทยทุกคนที่เชื่อมโยงกับข้อเขียนของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์  ซึ่งเป็นข้อความที่คนส่วนมากรู้จัก  คือคุณภาพแห่งชีวิต  ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน  ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราพูดถึงเรื่องหลักประกันในด้านต่างๆ ว่าเชื่อมโยงกับข้อเขียนของอาจารย์ป๋วย  อย่างไร


หลักประกันที่เราพูดถึง เริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดนั่นหมายความว่านโยบายของเราจะพูดถึงแม่และลูกทุกคนจะได้รับการดูแลตั้งแต่ก่อนคลอด  สิทธิที่เราจะให้ก็คือการที่แม่ที่ตั้งครรภ์ได้รับการดูแลในเรื่องอาหารเสริมฟรี และแม่ที่ตั้งครรภ์ก็จะมีสิทธิในการเข้ารับบริการ  เช่นการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกในครรภ์มีความสมบูรณ์แข็งแรง   ตรงนี้อาจารย์ป๋วยเคยเขียนไว้ว่า “เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ ได้รับความเอาใจใส่   บริการอันดี ในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก”


ถัดมาท่านเขียนต่อว่า “ในระหว่าง ๒-๓ ขวบ แรกของผมซึ่งร่างกายและสมองกำลังเติบโตในระยะสำคัญผมต้องการให้แม่ผม และตัวผมได้รับประทานอาหาร ที่เป็นคุณประโยชน์”   นโยบายและวาระประชาชนก็เขียนเอาไว้ว่า เด็กทุกคนจะได้รับการดูแลตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เพราะฉะนั้นเด็กเล็กทุกคนจะได้รับนมและอาหารเสริมฟรี ตามหลักโภชนาการเพื่อกระตุ้นสมอง และขณะเดียวกัน สิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญถัดมาก็คือว่าเราจะดูแลให้มีการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กทั้งใกล้บ้าน และที่ทำงาน


ตัวเลขที่ผมคงต้องย้ำอีกครั้งว่านโยบายเหล่านี้ที่เราให้ความสำคัญเพราะสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน  ก็คือไอคิวเด็ก ของเราที่เมื่อถึงอายุ  ๖ขวบ  ไอคิวต่ำกว่าควรจะเป็นถึง  ๒๐ จุด  ภาพความเป็นจริงที่เด็กของเราจำนวนมากไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ทั้งที่อยู่ในวัยที่ต้องได้รับการดูแล  มีความอบอุ่น  ในสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น  และการดูแลที่ถูกต้องในหลักโภชนาการ 


เมื่อพ้นจากวัยเด็กเล็ก เราก็มีนโยบายที่พูดถึงโอกาสที่จะทำให้เด็กของเราฉลาด  แข็งแรง  การเรียนฟรี ที่เราพูดขณะนี้ผมขอย้ำว่าเป็นการเรียนฟรีจริง  คือเราลงไปดูค่าใช้จ่ายทั้งหลายทั้งหมด  เราไม่ได้พูดถึงเฉพาะค่าเล่าเรียน  เพราะฉะนั้นเราพูดถึงการเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาล  จนจบมัธยม  เราพูดถึงการที่จะต้องมีครูผู้ดูแล  เพราะจะมีศูนย์เด็กเล็ก  ศูนย์อนุบาล ที่ต้องมีมืออาชีพ  มีมาตรฐาน เราพูดถึงอาหารกลางวันฟรี  นมฟรี  ถึงความเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ผลักดันมาอดีตโดยตลอดจนถึงมัธยมต้น


ข้อเขียนของอาจารย์ป๋วย เขียนว่า ผมต้องการไปโรงเรียน  พี่สาว  และน้องสาว   ของผมก็ต้องการไปโรงเรียน  จะได้มีความรู้ หากินได้  และรู้คุณธรรมแห่งชีวิต  ถ้าผมมีสติปัญญา  เรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ไม่ว่าพ่อ-แม่ ผมจะรวยหรือจน   จะอยู่ในเมือง หรือชนบท


เมื่อถึงขั้นมัธยม  ในระดับมัธยมปลายต่อเนื่องไปถึงอุดมศึกษา  และเราพูดถึงอาชีวะศึกษา โอกาสที่จะมาเป็นจุดเชื่อมต่อจากการเรียนฟรีก็คือเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา  กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์  ในสมัยรัฐบาลชวน๑  เป็นกองทุนกู้ยืมที่ให้กู้ยืมไม่ใช่เฉพาะค่าเล่าเรียน  ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ  เพราะว่าตอนที่มีการมาปรับเปลี่ยนเรื่องของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในสมัยที่แล้ว  ได้มองข้ามจุดสำคัญของกองทุนกู้ยืมตรงนี้ไป  คือไปตัดเรื่องของการกินอยู่ออก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะคนในวัยนี้ที่จะศึกษาต่อ มีความจำเป็นที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของการกินอยู่  และเขาไม่ได้รับโอกาสตรงนี้ก็จะได้รับการกดดันให้เข้าสู่ตลาดแรงงานทันที  เพราะฉะนั้นเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา  ตามที่เราเคยวางแนวทางไว้ ก็จะทั้งสายต่อและขยาย  ซึ่งจะขยายได้เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่การคืนเงินขอนักเรียนรุ่นแรกๆกำลังกลับเข้ามา  ซึ่งเก็บมาได้ร้อยละ ๖๐


นอกจากการเรียนฟรีแล้วที่เราต้องหยิบยื่นให้เป็นสิทธิคือเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพราะฉะนั้นโครงการที่จะต้องเติมเข้าไปเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชน  แต่ว่าคนไทยทั้งหมดก็จะมีทั้งเรื่องห้องสมุดประชาชน  อินเตอร์เน็ตโรงเรียน  อินเตอร์เน็ตตำบล  และที่สำคัญคือการมีสื่อเสรี  มีคุณภาพ  สร้างสรรค์  


ตรงนี้ก็มีความสอดคล้องกับบันทึกของอาจารย์ป๋วยที่เขียนเอาไว้ว่า  “ประเทศของผมควรมีความสัมพันธ์อันชอบธรรมกับและเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมรับเงินจากต่างประเทศมาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม”


ขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน  และเมื่อใช้ชีวิตไปตั้งแต่ก่อนเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นปัญหาซึ่งเราก็ต้องยืนยันสิทธิคนไทยทุกคนในการที่จะได้รับการดูแล ในเรื่องของการรักษาพยาบาล งานในด้านการศึกษาของเรา  จะก้าวไปสู่วัยทำงาน  คือการทักษะฝีมืออยู่ตลอดเวลา  และในส่วนของการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นคือเรื่องของการประกันสุขภาพ   ครอบครัวได้รับการดูแล รักษาสุขภาพ อย่างมีคุณภาพ  ตรวจร่างกายประจำปีฟรี  ทั้งที่โรงพยาบาลและคลินิก


ตรงกับข้อความของอาจารย์ป๋วยที่บอกว่า “ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลต้องให้การบริการป้องกันโรค แก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์ อย่างถูกอย่างดีเจ็บป่วยเมื่อใด หาหมอ หาพยาบาลอย่างสะดวก”


ผมขอขยายความนิดหนึ่งว่าในสัปดาห์ต่อไปคงมีการพูดถึงวาระประชาชน ด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะ  คืออาจจะมีคำถามว่าปัจจุบันรัฐบาลก็ได้มีการพูดถึงการรักษาพยาบาลฟรีอยู่แล้ว  แต่สิ่งที่เราต้องการพูดให้ชัดเจนก็คือว่าสภาพของการรักษาฟรี ขณะนี้มีปัญหามาก  ใครไปโรงพยาบาลอำเภอ  เกือบทุกแห่งจะพบสภาพความเป็นจริงของการที่คนจะต้องเอารองเท้าไปเข้าคิวเสียค่ารถมาเหมารถกันมาตอนเช้า เหมารถกันกลับตอนเที่ยง   หมอก็ต้องตรวจให้เสร็จก่อนเที่ยง  แล้วก็มีปัญหาว่าได้รับยาที่มีคุณภาพหรือไม่  อย่างไร   ตรงนี้คือเราต้องมีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการด้วย  ผมเอ่ยไว้ก่อนยังไม่มีการลงรายละเอียดมาก  แต่ว่ามี  ๒ สิ่งที่เราจะทำ 


ข้อ๑. การรักษาพยาบาลนั้น  จะเข้าไปใกล้บ้าน และจะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น  คำว่าใกล้บ้านนั้นผมจะได้นำเสนอนโยบายต่อไปในโอกาสหน้า  เกี่ยวกับการมีศูนย์บริการหรือคลินิก  ที่ลงไปในระดับที่ใกล้ชิดกับประชาชน  เพื่อให้บริการตรงนี้  จะมีเรื่องอำนวยความสะดวกในเรื่องบริหารจัดการ  ผมเรียนว่าเหมือนกับที่ผมพูดว่าการเรียนฟรีจริง  กทม.เริ่มต้นแล้ว  การบริหารจัดการที่กำลังเปลี่ยนไปในกทม.ในเรื่องของการบริการสุขภาพคือเรื่องของการที่ประชาชนใช้บัตรเดียวแต่ใช้โรงพยาบาลของกทม.ทั้งเครือข่าย  ลักษณะแบบเดียวกันครับที่เราจะผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าการรักษาฟรีนั้นอาจจะบอกว่าขณะนี้มีอยู่  แต่เป็นการรักษาฟรีที่มีความสะดวกมากขึ้น มีความมั่นใจเรื่องคุณภาพมากขึ้น


ข้อ๒. เรื่องสาธารณสุข ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาล  เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือการสาธารณสุขเชิงรุก ตรงนี้ก็จะมีเรื่องของโครงการที่จะให้บุคลากรด้านสาธารณสุขได้ทำงานเชิงรุกอย่างชัดเจนมากขึ้น  อนามัย ชุมชน  อสม. ซึ่งเราก็จะมีค่าตอบแทนให้  อันนี้คืออีกส่วนหนึ่งที่จะมีการปรับปรุงระบบสาธารณสุข ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวาระประชาชน


เมื่อสาธารณสุขดี  การศึกษาดี  ก็มีปัญหาเรื่องการออม  เพราะในที่สุดพวกเราก็ต้องแก่เฒ่าและปัญหาตอนนี้ที่เราเห็นชัดเจนก็คือว่ามีผู้เฒ่า  ผู้แก่จำนวนมากในประเทศที่ไม่มีสิทธิ  ไม่มีหลักประกันใดๆที่ชัดเจนเลย  สิ่งที่เราจะทำคือว่าเราจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่งเสริมระบบสวัสดิการออมทรัพย์ ในรูปแบบสหกรณ์  สัจจะออมทรัพย์ เพื่อสร้างหลักประกันพื้นฐาน  ให้แก่ประชาชนนอกระบบประกันสังคม  ที่เราจะต้องทำตรงนี้เพราะว่ามีคนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมจำนวนมาก  และแม้จะมีการขยายระบบประกันสังคมแล้วก็ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งคงเข้ามาไม่ได้   ปัจจุบันนั้นท้องถิ่นหรือองค์กรชุมชน  หรือประชาชนก็ไปรวมตัวกันเอง ทำเป็นกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์   แต่บทบาทของรัฐในการที่จะเข้าไปช่วย ให้กลุ่มเหล่านี้มีความเข้มแข็งพอ ที่จะเป็นหลักประกันอนาคตได้สำหรับสมาชิก  ขณะนี้ยังไม่ได้ทำ  และถ้าคิดดูจะพบว่ามีความไม่เป็นธรรมในสังคมมาก  ทำไมกองทุนประกันสังคมรัฐยังถือเป็นภาระที่ต้องเข้าไปสมทบ  ถึงแม้จะไม่เท่ากันเสมอไป  แต่ก็สมทบส่วนหนึ่ง แต่ทำไมชาวบ้านออมวันละบาท เรากลับไม่มีการช่วยเหลือ จูงใจ แนวทางที่เราจะทำคือว่าเราจะส่งเสริมให้กลุ่มเหล่านี้เกิดขึ้นมากๆ  และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว  พิสูจน์ ตัวเองแล้ว ว่ามีความมั่นคง มีวินัย  มีการบริหารจัดการที่ดี ในเรื่องของการใช้จ่ายเงิน รัฐก็จะเข้าไปเติมเพื่อช่วยให้จำนวนเงินก็ดี  หรือผลประโยชน์ที่พึงได้รับก็ดี มีลักษณะของความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่


ข้อความอาจารย์ป๋วย เขียนว่า“เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปของสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหกรณ์ หรือสหภาพจะได้ช่วยซึ่งกันและกัน และเมื่อแก่ผมและเมียก็ควรได้ผลตอบแทนจากการประกันสังคมที่ผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา”


ซึ่งในส่วนของวาระประชาชนก็คือนอกจากเราส่งเสริมกลุ่มต่างๆเมื่อสักครู่ก็คือการขยายขอบข่ายของระบบหลักประกัน  หลักประกันสังคมที่เราพูดถึงคือตัวประกันสังคมซึ่งปัจจุบันครอบคลุมประมาณ ๙ ล้านคน  สิ่งที่เราจะทำคือว่าดึงกลุ่มอีกหลายกลุ่มซึ่งควรเข้ามาอยู่ในระบบนี้ให้เข้ามา   มีลูกจ้างจำนวนมากที่อาจจะไม่มีนายจ้าง   มีผู้ประกอบอาชีพอิสระจำนวนหนึ่ง  ซึ่งปัจจุบันถ้าจะเข้าสู่ระบบประกันสังคม  กฎหมายก็ให้แต่ว่าไม่ได้สร้างแรงจูงใจเพราะว่าเขาไม่มีส่วนของนายจ้างที่จะเข้าไปสมทบด้วย  กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ต้องดึงเข้ามา


ในการบริการระบบประกันสังคม ปัจจุบันสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว  แต่บางเรื่องเรามองว่าสามารถขยายไปถึงสมาชิกในครอบครัวได้  แต่ในส่วนของคนที่ไม่มีหลักประกันเลย เช่นไม่ได้เป็นข้าราชการ  ไม่มีบำเหน็จ  บำนาญ  ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมมา  ปัจจุบันเรามีเบี้ยยังชีพ  ให้คนชรา  ซึ่งได้เริ่มในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์  ๒๐๐  บาท เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว  เพิ่มมาเป็น ๓๐๐ หลังวิกฤติเศรษฐกิจ และรัฐบาลสุรยุทธ เพิ่มให้เป็น ๕๐๐ บาท


แต่ข้อเท็จจริงคือว่าคนอายุ ๖๐ ปี ในประเทศไทยมีจำนวนกว่า ๗ ล้านคน  อย่างเก่งตอนนี้ตัวเลขที่ได้รับเบี้ยยังชีพอยู่  น่าจะประมาณ๑ ล้านคน ซึ่งหมายความว่าอีกส่วนใหญ่ที่ไม่มีหลักประกัน  ไม่มีอะไรเลย ไม่ได้รับการดูแลเลย  ผมไปที่ชัยภูมิ  ซึ่งพบกับชาวไร่มัน  มีคนเฒ่าคนแก่ หลายคนบ่นน้อยใจว่าทำไมเขาเกษียณไม่ได้  เขาบอกผมว่าชาวไร่มันไม่มีวันเกษียณ


ถามว่าเบี้ยยังชีพได้ไหม เขาบอกว่าส่วนใหญ่ไม่ได้  บางแห่งต้องเวียนกันรับ  นี่คือสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นแนวของเราก็คือว่าอย่าง ๖๕ ปี ขึ้นไป  ต้องได้เบี้ยยังชีพทุกคน  ส่วน๖๐ ปีที่ยากจนก็จะให้เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องของการขยายหลักประกัน


สิ่งที่พูดมาทั้งหมดครบวงจรชีวิตของคนไทย  ก็ยังมีคำถามว่าเรื่องงบประมาณจะมีใช้เพิ่มขึ้นไหม หรือว่างบประมาณจะเพิ่มขึ้นมหาศาลเป็นรัฐสวัสดิการหรือไม่  


ผมเรียนอย่างนี้  โดยเอาตัวเลขประมาณ  และพยายามจะประมาณที่ให้สูงไว้ก่อน  เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าทั้งหมดสามารถทำได้โดยการบริหารจัดการงบประมาณ  แต่ก่อนจะไล่ไปทีละด้าน  ผมอยากเรียนว่าแนวการบริหารประเทศ และการบริหารงบประมาณในอนาคต เป็นเรื่องที่เราควรจะทำความเข้าใจกัน  ในสังคมและเศรษฐกิจ  อย่างประเทศเราทิศทางสำคัญของการจัดสรรงบประมาณของแผ่นดิน  โดยหลักต้องทำอย่างนี้ครับ  ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข  คนชรา  ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้น  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไปหวังกลไกการตลาด หรือระบบเศรษฐกิจเสรีมาจัดการให้  มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีที่ไหนที่ทำได้ แม้อเมริกายังมีปัญหาเรื่องนี้เนื่องจากพึ่งระบบตลาดมากเกินไปในเรื่องของสุขภาพ คนอเมริกันจึงมีหลักประกันสุขภาพที่แย่กว่าประเทศอื่นๆในระดับการพัฒนาในประเทศเดียวกัน


เพราะฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณ และการจัดสรรทรัพยากรของรัฐตรงนี้จึงต้องให้น้ำหนักกับตรงนี้ค่อนข้างมาก  ในขณะที่การลงทุนอื่นของรัฐซึ่งเป็นทางด้านเศรษฐกิจ มันจะมีผลตอบแทนทางด้านเชิงพาณิชย์  เพราฉะนั้นมันจะมีทางเลือก  ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้พันธบัตร  หรือแม้แต่การให้สัมปทาน  หรือการที่เก็บเงินมาจากผู้ที่จะใช้บริการเหล่านั้น  เพราะฉะนั้นเราไม่ควรไปตื่นตระหนกตกใจ  ว่าค่าใช้จ่ายทางสังคมในสัดส่วนงบประมาณจะมากขึ้น  โดยหลักมันจะต้องเพิ่มขึ้นหากเราอยากจะดูแลคนของเรา  ถ้าเราอยากให้ประชาชนต้องมาก่อน


ดูคร่าวๆเรื่องของการเรียนฟรีทั่วประเทศ  ผมเคยพูดอ้างอิงโดยตลอดว่าในอดีตมีงานวิจัยหลายชั้นที่บอกว่า  ถ้าจะทำให้การศึกษาฟรีตามรัฐธรรมนูญ  ต้องใช้เงินเพิ่มประมาณ ๒ หมื่นล้านบาท  ก็เป็นตัวเลขที่นักการศึกษาใช้กันมาหลายปีแล้ว  วันนี้มีวิธีคิดที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นอย่างนี้ด้วยเพราะผมคิดง่ายๆว่าท่านผู้ว่าฯทำให้การเรียนฟรีเกิดขึ้นจริงเกิดขึ้นจริงใน กทม. เด็ก ๓ แสนใช้เงินเพิ่มประมาณ  ๕๑๖ ล้านบาท ถ้าเทียบกับเด็กที่อยู่ในระบบที่เราต้องการจะดูแลประมาณ ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ ล้านบาท  ผมตีคร่าวๆประมาณ ๒ หมื่นล้านบาท


แต่เราไม่ต้องการให้เรียนฟรีเฉยๆ  เราพูดถึงคุณภาพของเด็กที่จะต้องดูแลในเรื่องของการดูแลพัฒนาการ  และเราพูดถึงเรื่องของคุณภาพทางด้านการศึกษาด้วย  ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของนม  ค่าใช้จ่ายในเรื่องของการผลิตครู ในสาขาต่างๆที่เราเห็นว่ามีความสำคัญเช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์  ภาษา เป็นต้น  ตีคร่าวๆว่าเราลงทุนเพิ่มปีละ ๑ หมื่นล้านบาท


พอมาดูสาธาณสุขปรับปรุงคุณภาพและความสะดวกที่ดีขึ้น จะต้องเป็นอย่างไร ผมได้เรียนแล้วว่าถ้าเอาว่ารักษาฟรีเฉยๆปัจจุบันนี้ ยืนยันเลยว่าถ้านายกฯสุรยุทธ์  จัดให้หัวละ ๒,๑๐๐ บาท ไม่ต้องเพิ่ม ถ้านายกฯสุรยุทธ์ จัดให้ไม่ได้ เราก็มีแนวทางที่จะปรับให้คนจำนวนหนึ่งเข้าไปใช้กองประกันสังคม  พูดง่ายๆ คือลูกและภรรยา   หรือสามี ของบุคคลที่ประกันสังคมอยู่จะเป็นกรณีไหนก็ตาม  การรักษาฟรีที่เป็นอยู่ไม่ต้องจัดงบประมาณเพิ่ม  แต่เราต้องการจัดงบประมาณเพิ่มเอาเป็นว่า ๑ หมื่นล้านบาทก่อน เพื่อปรับปรุงคุณภาพ อาจจะเป็นค่าตอบแทน อสม.เรื่องของอนามัย  เรื่องของการผลิต  เรื่องของบริการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับ  รวมถึงการลงทุน ที่จะให้มีศูนย์บริการ  หรือคลินิกใกล้บ้าน


ส่วนกรณีของการออม ถ้าเอาเบี้ยยังชีพ เอา ๕๐๐ บาทต่อเดือนคูณด้วยจำนวนประชากร ซึ่งอายุ ๖๕ ปีขึ้นไป ๖๐ ณที่ยากจน  และตัวที่จะใช้จูงใจในการสร้างกลุ่มต่างๆคำนวณออกมาแล้วประมาณ ๓ หมื่นล้าน  ตัวเลขที่รวมกันทั้งหมดก็ออกมา ๗ หมื่นล้าน ฟังดูเหมือนมาก   แต่ในความเป็นจริงของการจัดงบประมาณทุกปี  ผมเป็นผู้แทนมา ๑๕ ปี  ๗หมื่นล้านเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลายชุด เอามาเป็นของเล่น  บางปีจัดโดยไม่มีโครงการอะไรเลย ใส่ไป ๕๖,๐๐๐ ล้าน บอกว่าเป็นงบกลาง ไม่นับโครงการที่ในที่สุดไม่มีความชัดเจน  เช่น  ผู้ว่าฯซีอีโอ  เรื่องของการปฏิรูปราชการแต่ทำให้ราชการแพงขึ้น  ๗ หมื่นล้านในฐานะการเงินการคลัง  แล้วสภาพความเป็นจริงของการบริหารงบประมาณ เป็นสิ่งที่ทำได้แน่นอน


สุดท้ายก่อนที่จะได้ตอบคำถาม ตลอดระยะเวลา ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราก็รับฟังข้อคิด  หรือการวิจารณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายวงการ ผมจับมาได้เป็น ๔หัวข้อใหญ่ๆ ที่อยากจะตอบให้ชัดเจนคือ


ข้อที่ ๑  สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้ในวาระประชาชน ไม่เห็นมีอะไรเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว 

ผมก็อยากจะเรียนว่าผมอยากให้ทุกคน  ถามตัวเอง และถามประชาชนว่ามีอยู่แล้วจริงหรือไม่  ผมรู้แต่ว่าผมไปทุกโรงเรียน  และผมไปทั้งมัธยม และประถมทั้งในต่างจังหวัดทั้งในกรุงเทพฯ ผมถามเด็กว่า หนูเรียนฟรีไหม เด็กทั้งห้องบอกว่า ไม่ได้เรียนฟรี หันไปถามผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะยิ้ม แล้วก็มากระซิบผมว่า ยอมรับว่าไม่ได้เรียนฟรี เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่า เรียนฟรีเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว ผมอยากให้ไปถามเด็ก อยากให้ไปถามผู้อำนวยการโรงเรียน อยากให้ไปถามครู


ใครที่บอกว่ารักษาฟรี มีอยู่แล้ว ก็ขอให้ไปถามคนจำนวนมากตอนนี้ที่ยอมเสียสตางค์ เพราะระบบการรักษาฟรี ไม่ให้ความมั่นใจเขา หรือไม่ให้ความสะดวกเขา


ใครที่คิดว่าคนเฒ่าคนแก่ได้รับการดูแลอยู่แล้ว ไปถามเถิดครับ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายที่อยู่ทั่วประเทศ ผมกล้ายืนยันว่า ส่วนใหญ่จะตอบว่า ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้มีหลักประกันพื้นฐานตรงนี้ เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่า สิ่งที่พูดนั้น ใช่ครับ อาจจะบอกว่าพูดกันมานาน เป็นเรื่องที่พูดกันทำกันอยู่แล้วแต่มันไม่ได้ทำจริง ผมไม่ต้องการให้สังคม เรียกหาความหวือหวาสิ่งใหม่ แต่ไม่เป็นจริง ผมต้องการให้สิทธิของคนไทย ของประชาชนที่ต้องมาก่อน เราทำให้จริง เพราะผมไม่ได้ทำ วาระประชาชน เพื่อโฆษณา ผมทำวาระประชาชนเพื่อประชาชน สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่จะพูดกันมาช้านานแค่ไหนก็ตาม


ข้อที่ ๒  มีการพูดว่า ทุกคนต้องทำอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ถ้าผ่าน หรือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ก็เขียนสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว


ผมเรียนว่า ข้อแรกนั้น การเขียนในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะปี ๔๐ หรือ ๕๐ ก็ตาม หลายเรื่องไม่ได้พูดชัดว่า มันแปลออกมาเป็นรูปธรรมอย่างไร เช่น ผู้สูงอายุ ต้องได้รับการดูแลตามสมควร แต่ไม่ได้บอกว่า ดูแลอย่างไร การรักษาพยาบาลก็พูดคร่าว ๆ ว่า ถ้ายากจนต้องได้รับการรักษาฟรี แต่สิ่งที่เป็นวาระประชาชนนั้น จะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม ชัดเจน จับต้องได้ คนทุกคนรู้ตัวว่ามีสิทธิอะไร นั่นเหตุผลข้อที่ ๑


เหตุผลข้อที่ ๒ ก็คือ เหมือนกับคำวิพากษ์วิจารณ์หรือข้อคิดเห็นที่ได้รับมา ที่พูดไปแล้ว รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ก็ระบุว่าเรียนฟรี ใช้รัฐธรรมนูญจนรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งไปแล้ว ก็ยังไม่ได้เรียนฟรี เพราะฉะนั้น จะไปบอกว่า พรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะต้องทำอันนี้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญบังคับอยู่แล้วผมว่า ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกว่า ถ้าไม่มีเจตนารมย์ที่ชัดของคนที่ไปเป็นรัฐบาล ไม่เกิดหรอก ฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่เราจะทำ และแม้ว่าหลายฝ่ายทำอยู่ อย่างที่แสดงให้เห็นตอนต้น แต่เราจะทำให้เป็นระบบ มีหลายเรื่องซึ่งขณะนี้บางพื้นที่ได้ บางพื้นที่ไม่ได้ เพราะองค์กรท้องถิ่น มีนโยบายไม่เหมือนกัน เช่น บางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลอาหารกลางวันเด็กในโรงเรียน แต่บางแห่งก็ไม่ได้ดูแล  บางแห่งก็สมทบเบี้ยยังชีพเพื่อขยายจำนวนคนแก่ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ แต่บางแห่งก็ไม่ได้ทำ แต่พอเป็นนโยบายที่เป็นวาระประชาชน นั่นหมายความว่าทุกที่จะต้องได้ ส่วนจะผ่านใคร กลไกใดนั้น เราก็ส่งเสริมความหลากหลาย แต่เราจะดูแลว่า ทุกพื้นที่ทุกคน ได้รับอย่างเท่าเทียมกัน


ข้อที่ ๓ มีการพูดว่า เราจะทำรัฐสวัสดิการหรือ ทำให้ภาษีสูง ๆ หรือ ประเทศหลายประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการกำลังถอย

ผมคิดว่า วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า รูปแบบที่เราสร้างขึ้นมานั้น ไม่เหมือนกับรัฐสวัสดิการที่พึ่งภาษีอากรอย่างเดียว เรากำลังดึงการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่าง ๆ เข้ามา แล้วเราจะมีวิธีการหลายวิธีการที่ทำ ยกตัวอย่างเช่น ที่เราพูดถึงศูนย์ดูแลเด็กในที่ทำงาน ผมไม่ได้พูดว่ารัฐบาลจะไปสร้างให้ แต่ผมพูดว่า สถานการณ์ประกอบการใดสร้าง เอามาลดหย่อนภาษีได้ แล้วผมไปคุยกับผู้ประกอบการแล้ว บางคนได้ยินประโยคนี้ปั๊บบอก ผมทำทันที ผมไปคุยมาเมื่อ ๒ อาทิตย์ก่อน นั่งทานข้าวกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ คนหนึ่งพูดเลย เขาบอกว่า เขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาเห็นเด็กอยู่ในไซต์ก่อสร้างทั้งวัน เขาบอกว่า เขามองไม่เห็นอนาคตประเทศ แต่ถ้าเราบอกว่าสถานประกอบการ บริษัทต่าง ๆ ต้องมีที่ดูแลตรงนี้ให้ เขายินดีทำ ขอให้เขามีแรงจูงใจ ขอให้เขาได้รับสิทธิบางอย่าง เขาทำแน่นอน เพราะฉะนั้นเรากำลังจะสร้างสวัสดิการแต่เราไม่ได้สร้างรัฐสวัสดิการ


ข้อสุดท้าย เป็นห่วงเรื่องงบประมาณ และเป็นห่วงว่าจะกระทบคุณภาพหรือไม่

ซึ่งผมได้ตอบแล้วเช่นเดียวกันว่า เราไม่ได้พูดถึงการเรียนฟรี รักษาฟรี อยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ แต่เราพูดถึงการเรียนฟรี รักษาฟรี อย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องของหลักประกันของคนไทย วาระประชาชน ที่ว่าด้วยเรื่องของสวัสดิการคนไทย ภายใต้หลักการ ประชาชนต้องมาก่อน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
เฟยหง
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 39

« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2007, 11:26:24 AM »

เยี่ยมครับ  
สนับสนุนให้ขยายสิทธิประกันสังคม  ไปยังคนในครอบครัวด้วยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ป้ามันทน์
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 17

« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2007, 02:04:51 PM »

ยอดเยี่ยมมาก  สนับสนุนแนวทางนี้เต็มร้อยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
โออินเตอร์เน็ต
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 3


ล่างฟานหวิน

« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2007, 10:22:16 PM »

ดีครับ ประชาชน ต้องมาก่อน บอกได้เลยครับ เป็นแนวคิดที่ ตามที่ผมอ่านแล้วเข้าใจในคิดคือไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง หรือไม่เห็นแก่ตัว นะครับ เห็นแต่ประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมก่อนครับ
ผมหลักใหญ่เน้นการศึกษา คือใครอยากเรียนก็ต้องได้เรียน และเรียนฟรี ที่รัฐจัดสวัสดิการนั้น ก็ต้องฟรีจริงๆ ไม่ใช่ฟรี เฉพาะค่าบำรุง การศึกษา แต่ไปค่าห้องโสนศึกษา ค่าห้องสมุด ค่ากิจกรรม ต่างๆ ฯลฯ มากมาย คือก็ยังเป็นภาระผมมองว่า นโยบายเขาที่มาผ่านให้สถานศึกต้องหาเงินงบประมาณเข้าโรงเรียน หรือบริหารภายใน อย่างไง นี่แหละครับ ครูอาจารย์ก็หาวิธี เอาเงินเข้าโรงเรียน โดยเลี่ยงไปวิธีการต่างๆ เพื่อนำเงินมาบริหารภายใน ผมไม่เข้าใจว่า ที่รัฐอุดหนุน การบริหารให้ รร.นั้น ไม่พอหรืออย่างไร ผมไม่ทราบนะครับ แต่เห็นส่วนใหญ่ โรงเรียนใช้วิธีการต่างๆ หาเงินเข้าโรงเรียน อยู่นะครับ

ส่วนเรื่องสวัสดิการ ผมว่าคนที่ไม่มีงานทำนั้น หรือตกงานหรืองานไม่ได้ รัฐน่าช่วยอย่างจริงๆ ตรงนี้ให้พอดี รายได้ที่ดำรงชีพอยุ่ได้ ในแต่ละวันนะครับ เช่น ให้เงินค่าอาหาร บำรุงปากท้อง แทนที่จะไปอยู่กับญาติ พึ่งพากัน ญาติเองก็ไม่ค่อยไม่ไหวอยุ่เหมือน ถ้ารัฐช่วยตรงๆ นี้ให้พอมีเงินปะทังชีวิตไปก่อนจนกว่า หางานได้มั่นคง โดยทำอย่างจริงๆ จัง และให้เงินจริงๆ ไม่ใช่หาแบบเหมือนไม่ให้ คือมีขั้นตอนต่างๆ เยอะแยะมากมาย และการเข้าถึงไปใช้บริการ ก็ ยุ่งยากครับ

และเรื่องดูแลผุ้สูงอายุ ที่ทำงานไม่ไหว แล้วนะครับ เช่นอายุเกิน 70+ ชราภาพแล้ว ตรงนี้ผมว่าถ้ารัฐให้เงินช่วยเหลือ ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยคนชรา ที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง ก็จะมีเงินส่วนนี้ดูแล ช่วยประคับประคองอยู่ครับ ทางญาติหรือผู้ที่ไป พึ่งพาด้วยก็จะไม่เดือดร้อนครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: