การปฏิรูปการศึกษา

ในระหว่างที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นรองประธานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยอย่างพลิกโฉมหน้าโดยได้วางนโยบาย
และมาตรการสำคัญต่างๆที่จะพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของไทย เพื่อให้เป็นพื้นฐานสำคัญ
ของการพัฒนาประเทศไทย ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยได้ผลักดันงานสำคัญสรุปได้ดังนี้
1.แก้วิกฤตนักเรียนต้องออกจากโรงเรียนเพราะผู้ปกครองเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ
วิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ทำให้ครอบครัวจำนวนมากประสบปัญหา ต้องออกจากงาน หรือมีรายได้ลดลงมาก ซึ่งจะกระทบต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศโดยนักเรียนจำนวนหนึ่งต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน
รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในเวลานั้น ได้เสนอโครงการช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตต่อ
ที่ประชุมคณะกรรมการประสาน และติดตามโครงการเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อปรับโครงสร้างทางสังคม โดยในช่วงปีแรกได้เสนอให้ใช้เงินกู้จำนวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบปัญหาเพื่อให้นักเรียนไม่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน โดยช่วยแบบให้เปล่าและไม่ผูกพัน ซึ่งมีผลการดำเนินงานดังนี้

ตารางที่ ๑ สรุปผลการดำเนินการโครงการช่วยเหลือนักเรียน

โดยเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางสังคม
  ปีที่ ๑ ปีที่ ๒
จำนวนนักเรียน ๓๒๘,๖๒๖ ๑๔๐,๐๐๐*
วงเงิน(ล้านบาท) ๘๘๖.๒๐ ๕๒๐*

* เป้าหมาย


2. ผลักดันกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ
ในอดีตที่ผ่านมาระบบการศึกษาของประเทศมักถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคม
ทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ซึ่งทุกรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหามาตลอด
แต่ว่ามาตรการทางการบริหารต่างๆ ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ทำให้งานบางด้านขาดความต่อเนื่อง เป็นต้น

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เข้ามาผลักดัน กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ฉบับแรกของไทยซึ่งได้ใช้เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างโอกาสปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ และสร้างความตื่นตัว
ในสังคม รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็น ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการของคณะอนุกรรมาธิการ
รับฟังความคิดเห็นฯ หรือการจัดประชุมสัมมนา จนนับได้ว่า กฎหมายฉบับนี้มี
การเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางที่สุด ในประวัติศาสตร์การร่างกฎหมาย ของประเทศไทยยกเว้นก็เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้น
ซึ่งในที่สุดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๒ โดยเป็นกฎหมายที่วางแผนการพัฒนาการศึกษาของประเทศในเรื่องสำคัญไว้อย่างครบถ้วยตั้งแต่ปรัชญาและจุดมุ่งหมาย
ของการศึกษา ไปจนถึงระบบบริหารจัดการและทรัพยากร โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้

ตารางที่ ๒ สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
๑ ความมุ่งหมายและหลักการ
•  สร้างคนไทยที่สมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
•  ยึดหลักให้มีการศึกษาตลอดชีวิต ที่สังคมมีส่วนร่วม และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
๒ สิทธิและหน้าที่
•  ประกันการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปีที่รัฐจัดให้อย่าง ทั่วถึง มีคุณภาพ และไม่เก็บค่าใช้จ่าย•  • รับรองสิทธิในการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ (ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ) • ประกันสิทธิและประโยชน์เพื่อการศึกษา เช่น การสนับสนุน เงินอุดหนุน และการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี

๓  ระบบการศึกษา•  ให้มีการศึกษา ๓ ระบบ คือการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบุคคลแต่ละกลุ่ม
•  การศึกษามี ๒ ระดับคือ พื้นฐาน และอุดมศึกษา
•  มีการศึกษาภาคบังคับ ๙ ปี

๔  แนวการจัดการศึกษา
•  ให้ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (เช่น จัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน)
•  ให้ประเมินผู้เรียนจากพัฒนาการ ความประพฤติ และพฤติกรรม ควบคู่กับการทดสอบ
•  มีหลักสูตรแกนกลางที่เป็นเอกภาพ และมีหลักสูตรตามแต่ละพื้นที่ชุมชนที่หลากหลาย

๕ การบริหารและการจัดการการศึกษา
•  ให้มีกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และมีการบริหารโดย ๑ สภา และ คณะกรรมการ ๓ คณะ*
•  มีการใช้เขตพื้นที่การศึกษา ที่มีการบริหารโดยคณะกรรมการเขตฯ ที่มีผู้แทนจากภาคต่างๆ ของสังคมเข้าร่วม
•  กระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
•  สนับสนุนการจัดการศึกษาโดยเอกชนทุกระดับ ทุกประเภทให้มีความอิสระ โดยให้เงินอุดหนุน การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี แต่ต้องมีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและมาตรฐาน

๖  มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
•  ให้มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งจากภายในและภายนอกสถานศึกษาโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

๗  ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา
•  ให้มีองค์กรวิชาชีพ** มาทำงานที่เกี่ยวกับส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ
•  กำหนดให้ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ สำหรับครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
•  ให้มีกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
•  แยกบัญชีเงินเดือนครูออกมาต่างหากจากบัญชีข้าราชการพลเรือน และให้มีกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

๘  ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
•  ให้มีการเก็บภาษีเพื่อการศึกษาได้
•  ให้อิสระแก่สถานศึกษาของรัฐในการบริหารทรัพยากรและหาผลประโยชน์ได้ (แต่ต้องไม่ขัดกับนโยบาย วัตถุประสงค์ และภารกิจหลัก
•  ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้การศึกษาอย่างพอเพียง

๙  การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
•  จัดสรรคลื่นความถี่ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ให้ใช้ในการศึกษา
•  ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และผลิตสื่อเพื่อใช้ในการศึกษา
•  จัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ

๑๐ จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจ ขึ้นมาทำหน้าที่
•  จัดโครงสร้างองค์กร (กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม)
•  จัดระบบครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
•  จัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
•  ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ฯลฯ ที่จำเป็น


* สภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการอุดมศึกษา และคณะกรรมการศาสนาและวัฒนธรรม
**อาจปรับบทบาทของคุรุสภาให้มาทำหน้าที่นี้ เรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ประชาชนจะได้อะไรการปฏิรูปการศึกษา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประโยชน์ของประชาชนที่จะได้จากการปฏิรูปการศึกษาไว้ว่า
“ สิ่งที่เราคาดหวังเมื่อกระบวนการปฏิรูปเดินต่อไปและไปอย่างต่อเนื่อง คือว่า เราจะได้ระบบการศึกษาที่สร้างคนของเรา ให้พร้อมที่จะเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ว่าเราหวังที่จะเห็นคนดี คนเก่ง
ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากโอกาสการศึกษาที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ก็ผลักดันเพิ่มขึ้นแล้ว ต่อไปนี้นอกเหนือจากจะได้โอกาสแล้วยังได้คุณภาพทางการศึกษา มาตรฐานทางการศึกษาที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งตรงนี้เรามองว่าเป็นจุดสำคัญเพราะว่าการที่มีคุณภาพของคนที่ดี การที่มีคนที่เข้มแข็ง ที่มีความพร้อม
ก็จะเป็นพื้นฐานของสังคมที่ดี สังคมที่เข้มแข็ง จะเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี เศรษฐกิจที่ดี เศรษฐกิจที่เข้มแข็งซึ่งก็เป็นปัจจัยที่จะเสริมขีดความสามารถในการที่จะมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป เราหวังว่าต่อจากนี้ไปเราจะไม่ได้ยินเสียงบ่นว่า การเมืองเราล้มเหลวเพราะคนของเรามีการศึกษาที่ไม่ดี เศรษฐกิจเราล้มเหลวเพราะการศึกษาไม่ได้เตรียมคนให้พร้อม สังคมเราล้มเหลวเพราะการศึกษาไม่ได้ปลูกผังค่านิยมตรงนี้ เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ลดไปเพราะว่าเมื่อเรานำเอาการปฏิรูปการศึกษาเข้ามา...”


 

    
    รวมภาพ /VDOคลิป   
          ENGLISH

คุยกับอภิสิทธิ์
 

เข้าสู่ระบบ
อีเมล์:
รหัสผ่าน:
ลืมรหัสผ่าน?

แผนผังเว็บไซต์ / Site Map