ชัยชนะ โอบามา ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่แก้ สานเสวนาแก้ปัญหาการเมือง ระดมทุนพรรคฯ (๖ พ.ย. ๕๑)

- ชัยชนะ“โอบามา” : บทพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ เป็นดินแดนแห่งโอกาส
- มอง“โอบามา”: กีดกันการค้าไม่ใช่สิ่งน่ากังวล
- เทียบ“โอบามา” : นับว่าสังคมไทยโอบอุ้มอภิสิทธิ์มาตลอด
- ควรให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อธนาคาร...เห็นด้วยกับงบฯ กลางปี
- ตอบข้อกล่าวหา ว่า ปชป.ไม่เข้าร่วมเจรจา
- สานเสวนา : ต้องหาความพอดี และหยุดยั้งเงื่อนไขปัญหา
- ร่วมสร้างการเมืองคุณภาพ ร่วมเป็นเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์
* จากข่าวยามเช้า ทางสถานีวิทยุ FM 101 วันที่ ๖ พ.ย. ๕๑

  - ชัยชนะ“โอบามา” : บทพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ เป็นดินแดนแห่งโอกาส

ประเด็น : การที่นายโอบามาได้รับเลือกตั้งเป็น ปธนด. นั้น สะท้อนให้เห็นว่าประเทศสหรัฐฯ ให้โอกาสทุกคนอย่างแท้จริงและภาพลักษณ์ของประเทศคงมีการเปลี่ยนแปลงไป   อนึ่ง ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ทำหนังสือแสดงความยินดีไปแล้ว 

ผู้ดำเนินรายการ : ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน  ได้แสดงความยินดีอย่างไรกับฝ่ายอเมริกา

คำต่อคำ :
"ก็จะทำเป็นหนังสือส่งไปตามประเพณีนะครับ   แต่ว่าครั้งนี้ผมก็คิดว่าเป็นการเลือกตั้งที่อย่าว่าแต่สหรัฐฯ นะครับ   แต่ว่าทั่วโลกได้ให้ความสนใจแล้วก็มีความตื่นเต้นเป็นพิเศษ   ผมคิดว่าความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างทั้งในแง่ของชาวสหรัฐฯ เอง  ครั้งนี้ก็วิตกกังวลกับหลายๆ เรื่องกับมุมมองของชาวโลกที่มีต่อสหรัฐฯ นะครับ   ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตั้งแต่สงครามอิรัก  สหรัฐฯ จะมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างมีปัญหากับชาวโลกค่อนข้างมาก   ตรงนี้ก็เป็นความหวังในแง่ของการเปลี่ยนแปลงนะครับ   แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะครับว่าการที่นายบารัก  โอบามา เป็นคนผิวสีก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งผมคิดว่าในแง่ของชาวโลกเองผมก็มองว่าที่เคยชื่นชมสหรัฐอเมริกาว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาส   อันนี้ก็เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้คนมองเห็นว่าอุดมการณ์หรืออุดมคติของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการพูดมาโดยตลอดว่ามีการจับต้องได้มากขึ้น"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- มอง“โอบามา”: กีดกันการค้าไม่ใช่สิ่งน่ากังวล

ประเด็น : นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเดโมเครตสมัยหลังเปลี่ยนไปจากเดิมมาก  เช่นการส่งเสริมการค้าเสรีของ ปธนด. คลินตัน   ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ น่าจะกระทำจากภายในมากกว่าการกีดกันการค้า

ผู้ดำเนินรายการ : การเป็นประธานาธิบดีของโอบามากับผลกระทบด้านเศรษฐกิจไทย  จะมีการกีดกันการค้ามากขึ้นหรือไม่   หรือถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวจะส่งผลดีกับไทยอย่างไร

คำต่อคำ : "ผมคิดว่าเรื่องการวิตกกังวลเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้านั้น   ผมว่าอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่หลายๆ คนกลัว  พูดง่ายๆ ก็คือว่าความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่งที่เป็นนักสังเกตการณ์ก็จะกังวลว่าเป็นพรรคเดโมเครตในลักษณะที่มีจุดยืน   ถ้าสมัยก่อนก็ต้องเรียกว่าซ้ายขวานะครับ   ก็จะมีลักษณะของการกีดกันต่างประเทศมากกว่า   แต่ผมคิดว่าพรรคเดโมเครตยุคใหม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะนะครับ   อย่าลืมว่าตัวบิล  คลินตันเองก็เป็นคนหนึ่งซึ่งผลักดันเรื่องการค้าเสรีค่อนข้างมากนะครับ   และผมก็คิดว่าโอบามาเองก็จะเป็นผู้นำที่มีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ   และผมก็เชื่อว่าไม่น่าจะวิตกกังวลจนเกินไปนัก   สิ่งสำคัญก็คือว่าวันนี้นโยบายในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจของเขาน่าจะเริ่มต้นจากการกระตุ้นภายในมากกว่าที่จะมองว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาได้โดยการที่จะไปกีดกันการค้าหรืออะไร"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- เทียบ“โอบามา” : นับว่าสังคมไทยโอบอุ้มอภิสิทธิ์มาตลอด

ประเด็น : ถ้าเปรียบเทียบกับ"โอบามา" ในเรื่องการได้รับโอกาส สังคมไทยให้โอกาสอภิสิทธิ์มาตลอดตั้งแต่เริ่มสมัคร สส. ครั้งแรก  จนถึงปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ  ซึ่งโอกาสเหล่านั้นตนก็ไม่คาดฝัน  อย่างไรก็ตามต้องอดทนในการต่อสู้บนเส้นทางการเมืองและขอเสนอตัวเป็นทางเลือกให้ประชาชนต่อไป

ผู้ดำเนินรายการ : แฟนๆ รายการฝากถามว่าโอบามานี่มีความหนุ่มและความสดเป็นตัวนำไปสู่ความสำเร็จ   คุณอภิสิทธิ์เคยถามตัวเองในใจไหมว่า  เราก็หนุ่ม  เราก็สด   ทำไมสังคมการเมืองจึงไม่อุ้มคุณอภิสิทธิ์ไปถึงฝั่งฝัน

คำต่อคำ : "(หัวเราะ) ผมไม่เคยคิดในเชิงเปรียบเทียบอย่างนั้นนะครับ…  ถ้าถามผม   ผมก็ต้องบอกว่าจริงๆ ในความรู้สึกผมที่ตลอดมาถึงวันนี้  ผมถือว่าสังคมไทยได้โอบอุ้มผมมากนะครับ   ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาเป็น ส.ส.   ตอนนั้นก็อายุ 27 ผมก็ถือว่าได้รับโอกาสอย่างที่หลายๆ คนก็ไม่คาดฝันซึ่งอาจจะรวมถึงตัวผมด้วยสำหรับในสถานการณ์วันนั้นที่จะให้โอกาสผมเข้ามาเป็น ส.ส. และก็วันนี้ผมก็มายืนอยู่ตรงนี้   อายุเท่านี้การเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่   ผมก็ถือว่าสังคมไทยได้ให้โอกาสมากนะครับ   แต่ว่าแน่นอนครับเรื่องของการเมืองนั้น  สถานการณ์ ความแตกต่างอะไรหลายๆ อย่างก็มีนะครับ  แล้วก็ผมก็ยังคิดว่าผมก็พร้อมที่จะนำตัวที่เสนอให้กับประชาชนเป็นทางเลือกแต่ว่าอยู่ที่สังคมและผมก็คิดว่าสังคมไทยให้โอกาสคนเยอะนะครับ   ผมเองผมก็ถือว่าผมได้รับโอกาสเยอะมาก   ผมไม่ได้เคยคิดในทำนองที่ว่าไม่ได้รับโอกาสหรืออะไรและผมก็รู้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองนั้นมันเป็นการต่อสู้ที่ต้องอดทนแล้วก็ไม่มีอะไรง่ายหรอกครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- ควรให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อธนาคาร...เห็นด้วยกับงบฯ กลางปี

ประเด็น : แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการหลายด้าน   แต่ยังไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้   และควรให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อทุกธนาคารให้มากที่สุด  ไม่ใช่คิดว่าจะนำไปแก้ปัญหาของธนาคาร SME   ส่วนงบประมาณกลางปีซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคได้ก็ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น   ทั้งนี้ ที่รัฐบาลให้ความสนใจมากกว่าปัญหาของประชาชนคือเรื่อง สสร. และนิรโทษกรรม

คำต่อคำ : "...ความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของสถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ก็คงยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ   นั่นก็คือว่าความเปราะที่ผมว่าผู้คนรอคอยเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจการเมืองก็ยังล่องลอยอยู่ 

อย่างเรื่องเศรษฐกิจนั้น   ก็เรียนว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการออกมา  เช่น เรื่องของพืชผลการเกษตรซึ่งเราเคยคุยกัน   เอาเข้าจริงๆ ขณะนี้ก็ปรากฏว่ามันยังไม่สามารถที่จะไปช่วยเหลือเกษตรกรได้  ตอนแรกเราก็หวังว่ามีการเปิดรับจำนำข้าวอะไรต่างๆ   เข้าไปแทรกแซงแล้วมันก็จะดีขึ้น   แต่ว่าปัญหาเยอะนะครับ   และวันนี้จะมีการถามกระทู้ถามสดเรื่องนี้ในสภา ฯ ด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้น   และก็ยังไม่นับว่าพืชผลบางตัวยังไม่เรียบร้อยว่าจะจบลงอย่างไร   เช่น ยาง เช่น ปาล์ม อะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น 

ส่วนในแง่ของเศรษฐกิจมหภาคเอง   แม้ว่ารัฐบาลจะมีหน้าที่ที่ชัดเจนเรื่องของงบประมาณกลางปีแต่ว่าผมฟังเสียงแล้วมันใช้เวลานานกว่าที่ผมคิดว่ามันควรจะเป็น   ถ้าจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะต้องหาข้อยุติให้เร็วกว่านี้"

ผู้ดำเนินรายการ : ประชาธิปัตย์ดูท่าทางสนับสนุนงบประมาณกลางปีใช่ไหม?

คำต่อคำ : "ใช่ครับ   แต่ว่าที่ผมติงวันนี้คือมันทำท่าจะช้านะครับ (หัวเราะ) เพราะว่าผมเห็นเหมือนพูดกับว่ามันอาจจะต้องข้ามปีไปหรืออะไรอย่างนี้   แล้วก็ความสับสนในแง่ของการดูแลปัญหาบางปัญหาก็ยังมีอยู่ครับ  เช่น เรื่องสินเชื่อ   ความคิดที่จะไปเรื่องธนาคาร SME กับ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันผิดพลาดนะครับ 

จริงๆ แล้วเวลานี้ต้องการให้บรรษัทมาค้ำประกันสินเชื่อของทุกธนาคารให้มากที่สุดแต่ความคิดขณะนี้กลับเอาฐานะของบรรษัทเพื่อที่จะไปแก้ปัญหาของธนาคาร SME   ตรงนี้ก็ยังมีความรู้สึกเป็นห่วงอยู่แล้วก็อยากจะเห็นแผนการที่มันชัดเจนมีเอกภาพ

ที่สำคัญก็คือว่าอย่างนี้ครับ  เรื่องเหล่านี้มันควรที่เป็นเรื่องที่มีการมาพูดจากันมากที่สุดแต่ตอนนี้ความเคลื่อนไหวในเชิงการดำเนินงานทางการเมืองในซีกของรัฐบาลไปหมกมุ่นกับเรื่องเดิมคือเรื่อง สสร. กับเรื่องตอนนี้มาใหม่นะครับ  เรื่องนิรโทษกรรมก็มีนะครับ   ผมคิดว่าก็มีแต่จะสร้างความขัดแย้งแล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรใครเลยนะครับ   สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ยิ่งจะทำให้บ้านเมืองนี่มีความขัดแย้งมากยิ่งขึ้นในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆที่เราพูดคุยจะถูกละเลย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- ตอบข้อกล่าวหา ว่า ปชป.ไม่เข้าร่วมเจรจา

ประเด็น : มีผู้กล่าวว่า ปชป. จะ ไม่เข้าร่วมการเจรจาระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ กับรัฐบาลนั้นเป็นความเข้าใจผิด  ข้อเท็จจริงคือ...ความขัดแย้งพื้นฐานที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของรัฐบาลกับพันธมิตรฯ และ ปชป. เองก็ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรนอกจากจะแก้ปัญหาไปตามกระบวนการของรัฐสภา   ประกอบกับฝ่ายพันธมิตรฯ ก็แถลงว่าต้องการเจรจากับรัฐบาลเท่านั้น  ดังนั้นควรให้คู่กรณีเจรจากันโดยตรง  แต่หากทั้งสองฝ่ายหรือผู้จัดการสานเสวนาต้องการให้ ปชป. เข้าร่วมก็ยินดี

คำต่อคำ : "...ทีนี้คงจะต้องถือโอกาสเล่านิดหนึ่งนะครับ   วันนี้ผมอ่านมติชนหน้า 4   ผมก็แปลกใจว่าเขาไม่ได้ตามข่าวหรืออะไรนะครับ   เขามาวิจารณ์บอกว่าคุณสาทิตย์   วงศ์หนองเตยบอกว่าจริงๆ แล้วทุกคนต้องมาช่วยกันทบทวนดูว่าตัวเองจะแก้ไขอะไร  อย่างไรได้บ้าง   ทำไมไม่มาบอกหัวหน้าพรรคฯ แล้วก็ทำไมหัวหน้าพรรคฯ ไปบอกว่าเรื่องการสานเสวนาไม่ใช่ธุระของพรรค (หัวเราะ) นี่คือคำพูดของหน้า 4 มติชนวันนี้นะครับ...  คือผมไม่อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าที่จริงแล้วสิ่งที่คุณสาทิตย์พูดคือสิ่งที่ผมพูดไว้หลายครั้งนะครับเพราะเราเห็นตรงกัน   และที่สำคัญคือกลุ่มสานเสวนาขอเข้ามาพบผมนะครับ   ผมก็ให้พบทันทีไม่เคยลังเลเลย  และผมว่าที่คุยกันวันนั้นเกือบชั่วโมงน่าจะเป็นประโยชน์กับการทำงานของเขา   แต่คงไม่พูดรายละเอียดทั้งหมด 

ทีนี้ที่มาอ้างว่าผมบอกว่าธุระไม่ใช่นั้นผมนึกเริ่มไม่แน่ใจ   ไม่เข้าใจหรือบิดเบือนนะครับ  ผมพูดอย่างนี้ครับ   ข้อเท็จจริงก็คือว่าความขัดแย้งพื้นฐานตอนนี้มันเป็นเรื่องของระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตร  ถ้าพูดกันแบบตรงที่สุดนะครับ   สิ่งที่ผมพูดก็คือบอกว่าเพราะว่าจริงๆ แล้วประชาธิปัตย์นี่มันไม่ใช่คู่ขัดแย้งเบื้องต้น  ประชาธิปัตย์ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรขณะนี้ถูกไหมครับ   ในแง่ของความขัดแย้งทางการเมืองที่คนกังวลกันอยู่เราก็ว่าไปตามกระบวนการของรัฐสภา   เราก็ยืนยันว่าเราจะต้องตรวจสอบตามวิถีทางของรัฐสภานะครับ  แล้วก็ถ้าถามเราในแง่ของการแก้ปัญหาตามรัฐสภา   ผมก็เสนอไปจนคนเบื่อแล้วว่ายุบสภาก็เป็นทางออกทางวิถีทางรัฐสภาที่ดีที่สุดนะครับ   แต่ว่าสิ่งที่ผมพูดก็หมายความว่าผมเห็นพันธมิตรเขาก็ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเจรจากับรัฐบาลเท่านั้น  ความหมายของผมที่ว่าเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งเบื้องต้นแล้วก็ไม่ต้องมากังวลเราก็หมายความว่าถ้าสมมติว่ารัฐบาลกับพันธมิตรนี่เขาบอกเขาอยากคุยกันเองผมก็บอกกลุ่มสานเสวนาว่า   ท่านไม่ต้องวิตกกังวลเลย  ตัดพวกเราออกไปเลย  ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวพอเขาจะไปคุยกันแล้วพวกผมจะไปโวยวายว่าทำไมพวกผมไม่ได้คุยด้วย   ผมบอกว่าถ้าคู่กรณีที่เป็นคู่หลักนี้เขาอยากจะคุยกันเองท่านไม่ต้องเกรงใจเรา   ไม่ต้องเอาเราเข้าไป   แต่ถ้าท่านเห็นว่าเราเข้าไปแล้วมีประโยชน์นะครับ ยินดีนะครับ 

ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมมันแปลว่าผมไปพูดว่ามันไม่ใช่ธุระของผม   แต่ว่าผมกลับมองว่าผมเป็นคนที่ไม่เรียกร้องอะไรเลยนะครับ   กำลังจะบอกว่าขอให้ช่วยแก้ปัญหากันแล้วก็ไม่เรียกร้องอะไรด้วย  แล้วก็ถ้าเขาสามารถที่จะทำแล้วก็ทำโดยที่ไม่มีพวกเรานี่เราก็ไม่ได้ไปเกี่ยงไปงอนว่าจะต้องไปอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้นเองนะครับ   ก็เลยอยากจะเรียนชี้แจงด้วยเพราะว่าผมก็แปลกใจเหมือนกันว่าอยู่ดีๆ มาเสนอมุมมองอย่างนี้ต่อสาธารณะ"

ผู้ดำเนินรายการ : เขาคงมองว่าพันธมิตรฯ กับรัฐบาลก็เป็นคู่กรณีหนึ่ง   แต่ประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านก็เป็นคู่กรณีในระบบ

คำต่อคำ : "เป็นคู่กรณีในระบบนั้นมันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเพราะเป็นตามปกติของระบบอยู่แล้วใช่ไหมครับ   แต่ทีนี้คุณสุภาพ  เอาอย่างนี้แล้วกัน  เอาง่ายๆ สมมติพันธมิตรกับรัฐบาลเขาตั้งเงื่อนไขว่าขอคุยกันเอง  ผมควรจะไปเรียกร้องไหมครับว่าผมควรจะเข้าไปด้วย   หรือผมควรจะบอกว่าเป็นโอกาสแล้วที่คู่นี้เขาคุยกันได้  ผมควรจะถอยออกมา   ผมถึงบอกว่าผมนี่จริงๆ การที่ผมเข้าไปนั้นผมมีโอกาสที่จะปกป้องประโยชน์หรืออะไรของพรรคฯ หรือของฝ่ายค้านถูกไหมครับ   แต่ว่าถ้าเกิดเขาบอกว่าเขาอยากจะคุยกันเองแล้วบ้านเมืองจะสงบได้แล้วผมถอยออกมา   ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง   ผมไม่ควรจะไปเรียกร้องอะไร  แต่ว่าถ้าเกิดคู่นี้คู่นั้นหรือตัวผู้จัดสานเสวนาเขาบอกว่า  เออ ... ประชาธิปัตย์มาช่วยพูดหน่อย   ผมยินดี  เท่านั้นเองครับ   ผมเลยแปลกใจว่าอันนี้คือการตีความว่าผมไม่รับผิดชอบหรืออะไร   กลายเป็นว่าการเสียสละว่าผมไม่มีข้อเรียกร้องอะไร(หัวเราะ) กลายเป็นอย่างนั้น  ก็เลยอยากจะบอกนะครับว่าผมก็เลยไม่ทราบเจตนาของผู้เขียนนะครับ   ก็เลยอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่าจุดยืนของผมเป็นอย่างนี้   เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากลุ่มสานเสวนา   ถ้าเกิดว่าผมคุยกับเขานานแล้วก็แลกเปลี่ยนกันดีก็อยู่ที่ทางกลุ่มเขาเอง   กลุ่มเขาเองเขาต้องใช้เวลาในการเดินสายพบกับกลุ่มอื่นๆ แล้วก็การวางแนวทางของเขา"


(กลับไปด้านบน)

- สานเสวนา : ต้องหาความพอดี และหยุดยั้งเงื่อนไขปัญหา

ประเด็น : นพ.วันชัย วัฒนศัพท์  ผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันพระปกเกล้าฯ ได้เข้าพบอภิสิทธิ์เพื่อสอบถามความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการเมืองและสังคม  ซึ่งจะทำเช่นนี้กับทุกฝ่ายเพื่อหาข้อสรุป  จากนั้นจึงจะเตรียมการเสวนาต่อไป  ทั้งนี้อภิสิทธิ์ได้เสนอว่าต้องหาความพอดีเรื่องจังหวะเวลาและต้องขจัดเงื่อนไขความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายด้วย

ผู้ดำเนินรายการ : นพ. วันชัย วัฒนศัพท์  ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไร  อย่างไร?

คำต่อคำ : "อย่างนี้ครับ   เพื่อให้เข้าใจกระบวนการของเขานะครับ  หลักของเขาก็คือว่าที่เขาขอไปพบฝ่ายต่างๆ ก็เพราะเขาเห็นว่าน่าจะจัดให้มาพูดคุยกันนะครับ   เขาก็พูดง่ายๆ ว่ามาถามความเห็นแต่ละฝ่ายว่ามองสถานการณ์ มองเรื่องราวต่างๆ ในบ้านเมืองว่าเป็นอย่างไร  แล้วก็จากตรงนี้พอเขาคุยหลายๆ คน  หลายๆ ฝ่ายแล้วเขาก็จะไปประมวลนะครับ   ตรงไหนมันตรงกัน  ตรงไหนมันไม่ตรงกัน  ไอ้ความคิดว่าทางออกเรื่องนั้นเรื่องนี้มันมีความเหมือน  ความต่างกันอย่างไร   แล้วเขาก็จะเริ่มอาจจะย้อนกลับไปหานายกฯ  ย้อนกลับไปหาพันธมิตร  ย้อนกลับมาหาผม   เมื่อเริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นว่าที่คุณเคยพูดอย่างนี้นะทางฝ่ายโน้นเขาคิดอย่างนี้   เมื่อเขาคิดอย่างนี้คุณคิดยังไง   คือหมายความว่าเขาก็จะเป็นคนที่สานความตรงนี้แล้วถ้าถึงจุดหนึ่งที่เขามองว่า เอ๊ะ! มันน่าจะถึงจุดที่มานั่งคุยกันแบบต่อหน้าต่อตากันเลย  ร่วมโต๊ะกันเลย   เขาก็จะจัดนะครับ   เท่านั้นเอง นี่คือแนวการทำงานของเขา   เพราะฉะนั้นนี่คือที่เขามาพบผม   ครั้งแรกเขาก็มาถามว่าผมมองสถานการณ์อย่างไร  ผมมีความคิดต่อการแก้ไขทางออกปัญหาอย่างไร   ผมพร้อมไหมถ้าจะจัดเวทีต่างๆ ก็มารับความคิดตรงนี้ไปแล้วก็ครับเชิญครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : เมื่อประเมินเจตนารมณ์ของกลุ่มสานเสวนา   ท่าทีของแต่ละฝ่ายและบรรยากาศต่างๆ แล้วคิดว่าจะประสพความสำเร็จหรือไม่

คำต่อคำ : "ผมคิดว่างานยากมากนะครับ   งานยากมาก   แต่ว่าผมได้เตือนไป ๒-๓ เรื่องนะครับ  ๑. ก็คือว่าเขาต้องหาความพอดีเอง   คืองานนี้ถ้าผลีผลามทำ   ความล้มเหลวก็คงมากถูกไหมครับ ใช่ไหมครับ  ถ้าเกิดรีบมาคุยกันนะอะไรอย่างนี้เกิดทะเลาะกันโป้งเดียวจบเลยใช่ไหมครับเวทีนี้  เพราะฉะนั้นนี่มันก็เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน   แต่ผมก็บอกว่าขณะเดียวกันต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะว่าทุกวันนี้ที่เกิดขึ้นอยู่นี้เราก็ได้เห็นข่าวทุกวัน   เดี๋ยวมีระเบิด   เดี๋ยวมีการชุมนุม   เดี๋ยวมีการต่อต้าน   เดี๋ยวอาจจะไปปะทะกันอีกอะไรที่ไหน  อย่างไร  เพราะฉะนั้นก็คือว่าเขาต้องทำงานหนักมากนะครับ   ผมบอกเขาแข่งกับเวลาแต่เขาก็ต้องไม่ผลีผลามเพราะมันก้าวพลาดก้าวเดียวกระบวนการก็ล้ม   อันนี้คือความยากอันที่หนึ่ง

... เรื่องที่ ๒. ก็คือว่าเขายังต้องพยายามที่จะไปหยุดยั้งการยื่นเงื่อนไขแบบที่เรียกว่าจะทำให้เกิดปัญหาการขจัดเงื่อนไข   เช่น   ผมบอกว่าถ้ารัฐบาลยังบอกว่าจะสานเสวนาก็ทำกันไปแต่ว่าฉันก็ยังจะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมหรือฉันก็ยังจะเสนอรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม   ผมว่าอย่างนี้ยุ่ง   อย่างนี้ผมมองไม่เห็นว่าแต่ละฝ่ายจะมาคุยกันยังไง

…ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ใช่ไหมครับ   ขณะเดียวกันพันธมิตรฯ ก็เหมือนกัน  พันธมิตรฯ ยืนยันปักหลักว่าจะคุณต้องลาออกอย่างเดียวถึงจะคุยกัน  อย่างนั้นก็คุยกันไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหมครับ   เพราะฉะนั้นผมก็แนะนำไปว่าตรงนี้ต้องไปแนะนำให้ไปถอยกันคนละก้าวใช่ไหมครับ  ถอยกันคนละก้าวหมายความว่ารัฐบาลจะต้องหยุดอันนี้ก่อนนะ   แสดงเจตนาที่ดีก่อนว่าผมไม่มาสร้างเงื่อนไขใหม่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ  เรื่องนิรโทษกรรมอะไรทั้งสิ้น   ผมหยุดก่อน   แต่พันธมิตรต้องเลิกพูดเหมือนกันว่าลาออกสถานเดียวถูกไหมครับ   อย่างนี้ผมก็แนะนำไปผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่สิ่งที่คุยกัน"


(กลับไปด้านบน)

- ร่วมสร้างการเมืองคุณภาพ ร่วมเป็นเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์

ประเด็น : พรรคฯ จะจัดงานระดมทุนในวันเสาร์ที่ ๘ พ.ย. ๕๑ ที่เมืองทองธานี

คำต่อคำ : "ส่วนวันเสาร์ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า   ประชาธิปัตย์เราก็ต้องทำงานทางการเมืองแล้วก็ต้องมีความพร้อมในทุกๆ ด้านตลอดเวลานะครับ   เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันก็คือว่าเราจำเป็นที่จะต้องระดมทุนพอ  เพราะฉะนั้นเราก็จัดงานระดมทุนซึ่งก็จัดมาเรียกว่าหลังๆ นี่ ก็เกือบทุกปีนะครับ   แล้วก็เชิญชวนผู้ที่ต้องการจะสนับสนุนการทำงานทางการเมืองของพรรคให้มาบริจาคเงิน  แล้วเราก็จัดงาน   ในงานผมก็จะพูดจาปราศรัยกับผู้สนับสนุน   ก็จะจัดขึ้นที่เมืองทองในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ครับ"


(กลับไปด้านบน)

* จากข่าวยามเช้า ทางสถานีวิทยุ FM 101 วันที่ ๖ พ.ย. ๕๑

ฟัง / อ่านบทสัมภาษณ์เต็มได้ที่นี่


(กลับไปด้านบน)