ประเด็น : มีผู้กล่าวว่า ปชป. จะ ไม่เข้าร่วมการเจรจาระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ กับรัฐบาลนั้นเป็นความเข้าใจผิด ข้อเท็จจริงคือ...ความขัดแย้งพื้นฐานที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของรัฐบาลกับพันธมิตรฯ และ ปชป. เองก็ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรนอกจากจะแก้ปัญหาไปตามกระบวนการของรัฐสภา ประกอบกับฝ่ายพันธมิตรฯ ก็แถลงว่าต้องการเจรจากับรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นควรให้คู่กรณีเจรจากันโดยตรง แต่หากทั้งสองฝ่ายหรือผู้จัดการสานเสวนาต้องการให้ ปชป. เข้าร่วมก็ยินดี
คำต่อคำ : "...ทีนี้คงจะต้องถือโอกาสเล่านิดหนึ่งนะครับ วันนี้ผมอ่านมติชนหน้า 4 ผมก็แปลกใจว่าเขาไม่ได้ตามข่าวหรืออะไรนะครับ เขามาวิจารณ์บอกว่าคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตยบอกว่าจริงๆ แล้วทุกคนต้องมาช่วยกันทบทวนดูว่าตัวเองจะแก้ไขอะไร อย่างไรได้บ้าง ทำไมไม่มาบอกหัวหน้าพรรคฯ แล้วก็ทำไมหัวหน้าพรรคฯ ไปบอกว่าเรื่องการสานเสวนาไม่ใช่ธุระของพรรค (หัวเราะ) นี่คือคำพูดของหน้า 4 มติชนวันนี้นะครับ... คือผมไม่อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าที่จริงแล้วสิ่งที่คุณสาทิตย์พูดคือสิ่งที่ผมพูดไว้หลายครั้งนะครับเพราะเราเห็นตรงกัน และที่สำคัญคือกลุ่มสานเสวนาขอเข้ามาพบผมนะครับ ผมก็ให้พบทันทีไม่เคยลังเลเลย และผมว่าที่คุยกันวันนั้นเกือบชั่วโมงน่าจะเป็นประโยชน์กับการทำงานของเขา แต่คงไม่พูดรายละเอียดทั้งหมด
ทีนี้ที่มาอ้างว่าผมบอกว่าธุระไม่ใช่นั้นผมนึกเริ่มไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจหรือบิดเบือนนะครับ ผมพูดอย่างนี้ครับ ข้อเท็จจริงก็คือว่าความขัดแย้งพื้นฐานตอนนี้มันเป็นเรื่องของระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตร ถ้าพูดกันแบบตรงที่สุดนะครับ สิ่งที่ผมพูดก็คือบอกว่าเพราะว่าจริงๆ แล้วประชาธิปัตย์นี่มันไม่ใช่คู่ขัดแย้งเบื้องต้น ประชาธิปัตย์ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรขณะนี้ถูกไหมครับ ในแง่ของความขัดแย้งทางการเมืองที่คนกังวลกันอยู่เราก็ว่าไปตามกระบวนการของรัฐสภา เราก็ยืนยันว่าเราจะต้องตรวจสอบตามวิถีทางของรัฐสภานะครับ แล้วก็ถ้าถามเราในแง่ของการแก้ปัญหาตามรัฐสภา ผมก็เสนอไปจนคนเบื่อแล้วว่ายุบสภาก็เป็นทางออกทางวิถีทางรัฐสภาที่ดีที่สุดนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมพูดก็หมายความว่าผมเห็นพันธมิตรเขาก็ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเจรจากับรัฐบาลเท่านั้น ความหมายของผมที่ว่าเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งเบื้องต้นแล้วก็ไม่ต้องมากังวลเราก็หมายความว่าถ้าสมมติว่ารัฐบาลกับพันธมิตรนี่เขาบอกเขาอยากคุยกันเองผมก็บอกกลุ่มสานเสวนาว่า ท่านไม่ต้องวิตกกังวลเลย ตัดพวกเราออกไปเลย ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวพอเขาจะไปคุยกันแล้วพวกผมจะไปโวยวายว่าทำไมพวกผมไม่ได้คุยด้วย ผมบอกว่าถ้าคู่กรณีที่เป็นคู่หลักนี้เขาอยากจะคุยกันเองท่านไม่ต้องเกรงใจเรา ไม่ต้องเอาเราเข้าไป แต่ถ้าท่านเห็นว่าเราเข้าไปแล้วมีประโยชน์นะครับ ยินดีนะครับ
ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมมันแปลว่าผมไปพูดว่ามันไม่ใช่ธุระของผม แต่ว่าผมกลับมองว่าผมเป็นคนที่ไม่เรียกร้องอะไรเลยนะครับ กำลังจะบอกว่าขอให้ช่วยแก้ปัญหากันแล้วก็ไม่เรียกร้องอะไรด้วย แล้วก็ถ้าเขาสามารถที่จะทำแล้วก็ทำโดยที่ไม่มีพวกเรานี่เราก็ไม่ได้ไปเกี่ยงไปงอนว่าจะต้องไปอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้นเองนะครับ ก็เลยอยากจะเรียนชี้แจงด้วยเพราะว่าผมก็แปลกใจเหมือนกันว่าอยู่ดีๆ มาเสนอมุมมองอย่างนี้ต่อสาธารณะ"
ผู้ดำเนินรายการ : เขาคงมองว่าพันธมิตรฯ กับรัฐบาลก็เป็นคู่กรณีหนึ่ง แต่ประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านก็เป็นคู่กรณีในระบบ
คำต่อคำ : "เป็นคู่กรณีในระบบนั้นมันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเพราะเป็นตามปกติของระบบอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่ทีนี้คุณสุภาพ เอาอย่างนี้แล้วกัน เอาง่ายๆ สมมติพันธมิตรกับรัฐบาลเขาตั้งเงื่อนไขว่าขอคุยกันเอง ผมควรจะไปเรียกร้องไหมครับว่าผมควรจะเข้าไปด้วย หรือผมควรจะบอกว่าเป็นโอกาสแล้วที่คู่นี้เขาคุยกันได้ ผมควรจะถอยออกมา ผมถึงบอกว่าผมนี่จริงๆ การที่ผมเข้าไปนั้นผมมีโอกาสที่จะปกป้องประโยชน์หรืออะไรของพรรคฯ หรือของฝ่ายค้านถูกไหมครับ แต่ว่าถ้าเกิดเขาบอกว่าเขาอยากจะคุยกันเองแล้วบ้านเมืองจะสงบได้แล้วผมถอยออกมา ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ผมไม่ควรจะไปเรียกร้องอะไร แต่ว่าถ้าเกิดคู่นี้คู่นั้นหรือตัวผู้จัดสานเสวนาเขาบอกว่า เออ ... ประชาธิปัตย์มาช่วยพูดหน่อย ผมยินดี เท่านั้นเองครับ ผมเลยแปลกใจว่าอันนี้คือการตีความว่าผมไม่รับผิดชอบหรืออะไร กลายเป็นว่าการเสียสละว่าผมไม่มีข้อเรียกร้องอะไร(หัวเราะ) กลายเป็นอย่างนั้น ก็เลยอยากจะบอกนะครับว่าผมก็เลยไม่ทราบเจตนาของผู้เขียนนะครับ ก็เลยอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่าจุดยืนของผมเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากลุ่มสานเสวนา ถ้าเกิดว่าผมคุยกับเขานานแล้วก็แลกเปลี่ยนกันดีก็อยู่ที่ทางกลุ่มเขาเอง กลุ่มเขาเองเขาต้องใช้เวลาในการเดินสายพบกับกลุ่มอื่นๆ แล้วก็การวางแนวทางของเขา"