กระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ปูทางมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น สู่กลาง+ยาว ตอบข้อสงสัยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และค่าตอบแทน อสม. (๘ มี.ค. ๕๒)

- ครม.ลงพื้นที่พบประชาชน ขอบคุณที่ร่วมเป็นเจ้าภาพอาเซียน
- กระชับความสัมพันธ์ไทย – ลาว
- แก้ปัญหาน้ำนมดิบ : ลดนมถุง เพิ่มนมกล่อง
- แก้ปัญหาเศรษฐกิจ: มาตรการดึงดูดการลงทุน
- มาตรการชุมชนพอเพียง
- รัฐบาลให้ความสำคัญกับสตรี
- ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าตอบแทน อสม.
- ตอบข้อสงสัยมาตรการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
- ปัญหายาเสพติดในวัยรุ่น
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
* คลิ๊กเพื่อดู Clips VDO

  - ครม.ลงพื้นที่พบประชาชน ขอบคุณที่ร่วมเป็นเจ้าภาพอาเซียน
ประเด็น : คณะรัฐมนตรีได้ออกไปพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนเพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนเอง และคาดว่าจะไปพบกับประชาชนในทุกจังหวัด และวันนี้ได้มาพบกับประชาชนที่จังหวัดลพบุรีเพื่อตอบข้อซักถามทางด้านนโยบายของรัฐบาล ๒ เรื่อง คือเรื่องของค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และรัฐบาลก็ต้องขอบขอบคุณคนไทยทั่วทั้งประเทศที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
 
คำต่อคำ : "...ซึ่งขณะนี้ผมและคณะรัฐมนตรีได้ออกไปพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน  พยายามที่จะไปให้ครบทุกจังหวัดภายในระยะเวลาของเดือนนี้ หรือว่าภายใน ๒-๓ สัปดาห์ข้างหน้า  ทั้งนี้เพราะว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลได้ออกนโยบายจำนวนมาก แล้วทำให้พี่น้องประชาชนหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติตามนโยบายยังมีความสับสนบ้าง หรือมีปัญหามีอุปสรรคบ้าง  ผมก็คิดว่าหลังจากที่เราได้วางกรอบนโยบายต่าง ๆ ไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะให้ทางคณะรัฐมนตรีได้ไปพบปะกับพี่น้องประชาชนและผู้ปฏิบัติโดยตรง  เพื่อที่จะรับทราบปัญหาและฟังเสียงสะท้อนต่าง ๆ ...จะมาพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่จังหวัดลพบุรี  โดยเฉพาะในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ๒ เรื่อง คือเรื่องของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

...ต้องเริ่มต้นจากการที่ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ได้ช่วยกันทำให้งานการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่จัดที่ชะอำ หัวหิน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผ่านพ้นไปด้วยดี  แล้วเป็นไปตามเป้าหมายทุกประการ  เป้าหมายภายในของเราก็คือแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศในการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ  เป้าหมายของอาเซียนเองคือเดินหน้าในการสานความร่วมมือ กระชับความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคม  และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงของการประชุม  ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มีการพบปะกันครั้งแรกระหว่างผู้นำในภูมิภาค กับตัวแทนของภาคประชาสังคม  ตัวแทนของเยาวชน  ตัวแทนของสมาชิกสภา  และตัวแทนของภาคธุรกิจ  และมีงานหลายอย่างที่สามารถเดินหน้าไปได้  ซึ่งพี่น้องประชาชนคงได้รับข่าวสารไปแล้ว...

…พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ผมอยู่ที่ใต้ถุนสถานีอนามัยบ้านดงตาล จังหวัดลพบุรี วันนี้ที่มาอยู่ที่นี่อยากจะเล่าให้ฟังครับว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ในช่วงที่ผมจัดทำนโยบายในเรื่องของการรณรงค์หาเสียง ที่เรียกว่าวาระประชาชน ผมได้เดินทางมาที่นี่ และมาพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในเรื่องของการสาธารณสุข และในเรื่องของสวัสดิการของผู้สูงอายุ ก็จากวันนั้นครับที่ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ก็เป็นจุดที่ทำให้เราคิดว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับ อสม. ก็ดี นโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุก็ดี คงจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ในส่วนของ อสม. เรามองเห็นครับว่านับวันพี่น้องประชาชนคนไทยเจ็บไข้ได้ป่วย หรือแม้แต่เสียชีวิต โรคต่าง ๆ ที่ทำให้คนของเราเสียชีวิต ส่วนใหญ่แล้วมาจากเรื่องของพฤติกรรม เรื่องของการใช้ชีวิตนั่นเอง  ซึ่งดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่ไปตามรักษาและหายาแพง ๆ มา นับวันก็มีการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้น ๆ แต่ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือว่าทำอย่างไร เราให้ประชาชนของเรามีความรู้ สามารถที่จะป้องกันสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงของตัวเอง ที่จะเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นโรคร้าย ๆ ต่าง ๆ 

ซึ่งประเทศไทยเองเรามีกลุ่มคนที่เรียกว่า อสม. ได้รับการยอมรับจากนานาชาติครับว่าเป็นการทำงานในเชิงรุก เราให้คนของเราด้วยกันเองนี่ครับ พี่น้องประชาชนด้วยกันเอง ได้รับความรู้ ได้รับการฝึกอบรม และไปเผยแพร่ติดตามดูแลพี่น้องประชาชนคนอื่น ๆ ในเรื่องของสุขภาพ แต่ว่าที่ผ่านมาคนเหล่านี้ทำงานแล้ว มักจะต้อง พูดตรง ๆ นะครับควักกระเป๋าเอง มีค่าใช้จ่าย รัฐก็วานให้ไปทำ แต่ว่าจริง ๆ แล้วบางครั้งก็มีความยากลำบาก มีอุปสรรค เราก็มองครับว่าจริง ๆ แล้วตรงนี้ก็ยังเป็นอาสาสมัคร ยังเป็นประชาชนที่มีจิตอาสา เราจึงบอกว่าที่ใครมาบอกว่ามาให้เงินเดือน ไม่ให้ครับ แต่ควรจะมีค่าตอบแทน  แต่ค่าตอบแทนนี้ก็ต้องผูกโยงอยู่กับงานที่รับไปทำ ให้กับทางรัฐบาล วันนี้รัฐบาลจึงได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะให้ค่าตอบแทน อสม. ซึ่งผ่านการฝึกอบรม  มีการขึ้นทะเบียน และมีค่าตอบแทนให้เป็นรายเดือน  อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเราได้ตกลงกัน  

อีกเรื่องหนึ่งคือว่าในส่วนของผู้สูงอายุ  รัฐบาลชุดก่อน ๆ มา ทำเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  เริ่มต้นตั้งแต่ ๒๐๐ บาท ขยายมาเป็น ๓๐๐ ขยายมาเป็น ๕๐๐ แต่ว่าไม่สามารถให้ได้ทั่วถึง  และจะเกิดปัญหา  เพราะว่าต้องไปกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์  ต้องให้ผู้นำชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ มาคอยคัดเลือกว่าใครจะได้รับ  ใครจะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ หลายแห่งที่ผมเดินทางไป  ก็จะถูกต่อว่าทำไมคนนั้นได้  ทำไมคนนี้ไม่ได้ ทางผู้นำชุมชนท้องถิ่นเอง ก็มีปัญหาไปด้วย  เพราะว่าเขาก็มีเงินจำกัด เราก็มองเห็นว่าจริง ๆ แล้วในบ้านเมืองของเรา ผู้สูงอายุ คนที่ทำงานมาตลอดชีวิต  เราน่าจะตอบแทนท่านทั้งหลายเหล่านี้  และสำหรับท่านที่ไม่ได้มีบำนาญ  หรือไม่ได้มีเงินเดือนประจำ  ค่าตอบแทนประจำจากรัฐอยู่แล้ว  เราก็น่าที่จะจัดเป็นระบบสวัสดิการ คือขยายกรอบของเบี้ยยังชีพไปให้ทุกท่าน อันนี้ก็เป็นนโยบายสำคัญ ที่นี้เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งทั้ง ๒ เรื่องนี้ ก็มาสอดรับกับความตั้งใจของรัฐบาลว่าในยุคที่เศรษฐกิจพึ่งพาเรื่องการส่งออก  พึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยวได้ยาก  เพราะเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เราต้องพยายามเติมกำลังซื้อให้กับประชาชนในประเทศ  ก็เลยคิดว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้นนโยบายทั้ง ๒ เรื่องนี้  ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนเมษายนในการจ่ายเงินเป็นต้นไป  

ทีนี้แน่นอนครับ เรากำลังพูดถึงนโยบายนะครับสำหรับผู้สูงอายุ เกี่ยวข้องกับคนอาจจะ ๖-๗ ล้านคน ในส่วน อสม.เกือบ ๆ ล้านเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เวลาไปปฏิบัติก็มีข้อสงสัย คำถามมากมาย วันนี้ผมก็ถือว่าเป็นโอกาสดีได้มาลงพื้นที่เลย มาพบปะกับพี่น้องประชาชนที่นี่ กลับมาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง และจากนี้ไปผมจะเปิดโอกาสให้พี่น้องมาล้อมวงสนทนาอยู่กับผมในวันนี้มีข้อสงสัย มีข้อข้องใจอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผมเลยครับ เชิญเลยครับ"

(กลับไปด้านบน)

- กระชับความสัมพันธ์ไทย – ลาว
ประเด็น : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถไฟไทย-ลาวที่จังหวัดหนองคายและวางศิลาฤกษ์สะพานมิตรภาพ แห่งที่ ๓ นครพนม-คำม่วน เป็นการเชื่อมโยงระบบการขนส่งระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการเพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเอง

คำต่อคำ :
“... ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  การกระชับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านก็ดำเนินต่อไป  พี่น้องอาจได้เห็นข่าวสารครับว่า ในช่วงวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในเรื่องของการเดินรถไฟไทย-ลาว  ซึ่งออกจากทางหนองคายข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ ๑ ไปที่ท่านาแล้ง  ซึ่งได้มีการเปิดใช้บริการ  และขณะเดียวกันก็มีการวางศิลาฤกษ์ในส่วนของสะพานมิตรภาพ แห่งที่ ๓ นครพนม-คำม่วน  ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิด และพิธีวางศิลาฤกษ์ในโอกาสสำคัญทั้งสอง  ผมก็เชื่อว่าการดำเนินความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกันในเรี่องของการขนส่งการคมนาคม  นอกเหนือจากเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับมิตรประเทศแล้ว  ก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย  ทั้งในแง่ของการเดินทาง การค้า การลงทุน  การท่องเที่ยว ด้วย เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี  เพราะความร่วมมือตรงนี้ก็เดินหน้าต่อไป"

(กลับไปด้านบน)

- แก้ปัญหาน้ำนมดิบ : ลดนมถุง เพิ่มนมกล่อง
ประเด็น : รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาน้ำนมดิบเพื่อลดภาวะนมล้นตลาด โดยการจัดบรรจุเป็นนมถุงแจกจ่าย และขยายการดื่มนมในโรงเรียนไปถึงเด็ก ป. ๖ และในส่วนของการทุจริตหรือการสมยอมที่ได้ตั้งเงื่อนไขในเรื่องของการประมูล หรือการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องของนม ซึ่งไปจำกัดในเรื่องของเขตพื้นที่ รัฐบาลได้จัดการยกเลิกเงื่อนไขนี้แล้ว และได้มีการปรับแผนการเพิ่มสัดส่วนของนมกล่อง และลดสัดส่วนของนมถุง
คำต่อคำ : “...สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีหลายเรื่องที่ผมอยากจะเรียนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาค่อนข้างที่จะยืดเยื้อมานับตั้งแต่ที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง เริ่มต้นมาก็มีปัญหา คือปัญหาเรื่องของน้ำนมดิบ ซึ่งล้นตลาด และก็มีปัญหามา รัฐบาลก็พยายามแก้ไขมาโดยลำดับ ช่วงปีใหม่ได้มีการจัดบรรจุเป็นนมถุงแจกจ่ายพี่น้องประชาชน ช่วงต่อมาได้มีการดำเนินโครงการรับซื้อต่าง ๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าปัญหาไม่หมด และที่จะซ้ำเติมความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ก็คือว่าในภาวะที่น้ำนมดิบล้นตลาด ก็เกิดมีปัญหาในเรื่องของการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างนมโรงเรียนด้วย  ซึ่ง ๒ เรื่องนี้ความจริงเกี่ยวพันกัน และขณะนี้ผมได้มีการเรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องพบปะกับพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของโคนม น้ำนมดิบ แล้ว ก็คิดว่าขณะนี้น่าจะได้ทางออก ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะคลี่คลายปัญหาได้ ประเด็นก็คือว่าตลาดที่จะรองรับน้ำนมดิบ  ถ้าเราขยายการดื่มนมในโรงเรียนจากที่เราให้เด็กเล็กจนถึง ป.๔ ขยายไปถึง ป.๕ – ป.๖ ที่ตกลงกันคือว่าขยายไปถึง ป.๖ และให้ดื่มปีหนึ่ง ๒๖๕ วัน พูดง่าย ๆ คือทุกสัปดาห์ แต่สัปดาห์ละ ๕ วัน คือเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น ตรงนี้ถ้าพูดจากตัวเลขปริมาณแล้วจะรองรับผลผลิตได้  ซึ่งจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ โดยราคาในการที่จะซื้อ ในเบื้องต้นจะยึดถือตามข้อตกลงที่ทำไว้กับพี่น้องเกษตรกรจนถึงวันที่ ๒๘ เมษายน จากนั้นจะมาประเมินต้นทุนกันใหม่ร่วมกับพี่น้องเกษตรกร และดูว่าราคารับซื้อต่อไปที่เหมาะสม และไม่ฝืนตลาด ขณะเดียวกันพี่น้องเกษตรกรก็มีค่าตอบแทนที่ดีพอสมควร ควรจะเป็นเท่าไหร่  

พร้อม ๆ กันไปเราต้องสะสางปัญหาในเรื่องของนมโรงเรียน และปัญหาในเรื่องของการทุจริตหรือการสมยอม หรือที่เรียกกันว่าฮั้ว  โดยการมีการไปตั้งเงื่อนไขในเรื่องของการประมูล หรือการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องของนม ซึ่งไปจำกัดในเรื่องของเขตพื้นที่ ขณะนี้คือว่าจะมีการยกเลิกเงื่อนไขเหล่านี้ แล้วจะให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ คำนวณงบประมาณเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะจัดให้แน่นอน แต่ในเบื้องต้นจะขอความร่วมมือของท้องถิ่นเพื่อความคล่องตัวและรวดเร็ว ดำเนินการโครงการนี้ไปก่อน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณไปชดเชยให้กับท้องถิ่นทั้งหลาย และการปรับปรุงตรงนี้จะรวมไปถึงในเรื่องของการดูแลเรื่องของคุณภาพมาตรฐานของนม และดูแลว่าเราสามารถที่จะมีความคล่องตัว ความยืดหยุ่นในการส่งนมข้ามเขต หรือว่าเก็บไว้ได้นานขึ้น เพราะฉะนั้น จะมีแผนของการปรับในเรื่องของนม สัดส่วนของนมกล่องจะเพิ่มขึ้น และลดในสัดส่วนของนมถุงลงไป โดยจะพยายามดูแลไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย อันนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผมหวังว่าจะเป็นการวางระบบใหม่ และช่วยแก้ปัญหา ซึ่งในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ขัดและซ้ำเติมความรู้สึกอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นพี่น้องเกษตรกรไปเทน้ำนมดิบทิ้งในขณะที่มีปัญหาในเรื่องของนมโรงเรียน ก็ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไปแล้ว...”

(กลับไปด้านบน)

- แก้ปัญหาเศรษฐกิจ: มาตรการดึงดูดการลงทุน
ประเด็น : การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้มีมาตรการจะปูทางรองรับไปสู่มาตรการระยะกลางและยาวในเรื่องของการลงทุนหรือดึงดูดการลงทุน ได้จัดตั้งจุดรับบริการในเรื่องของนักลงทุนไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี คือ One Start One Stop โดยจะมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ส่วนในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องของการฝึกอบรมแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น

คำต่อคำ :
"...รัฐบาลได้เดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าได้มีมาตรการที่เริ่มจะปูทางรองรับไปสู่มาตรการระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งหมายถึงในเรื่องของการลงทุนหรือดึงดูดการลงทุน  การลงทุนภาครัฐเอง และการดึงการลงทุนจากภาคเอกชน ยกตัวอย่างครับว่า ปัญหาบางปัญหาเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับการบริการนักลงทุน และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนักลงทุนชาวต่างชาติ  ซึ่งเป็นเสียงบ่นมาตลอด คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้อนุมัติในหลักการว่าปัญหาที่ภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนมักจะบ่นคือว่า เรามีกฎระเบียบมากมาย  ที่สำคัญคือกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ  ทำให้เกิดความไม่สะดวก ทำให้เกิดต้นทุน  ทำให้เกิดการขลุกขลักในเรื่องของการลงทุน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ระหว่างที่กฎหมายต่างๆ ยังไม่ได้มีการแก้ไข  สิ่งที่เราได้อนุมัติไปคือว่าเราจะตั้งจุดรับบริการในเรื่องของนักลงทุนไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี  ผมไม่เรียกว่า One Stop นะครับ  เพราะว่าได้ยินเรื่อง  One Stop กันมาจนเบื่อแล้ว  วันนี้ใช้คำว่า One Start One Stop คือให้มาเริ่มต้นที่นี่  โดยเราจะให้มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประจำอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานงาน  เพราะฉะนั้น ธุรกิจมีปัญหาอุปสรรคอะไรในเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ  มาที่นี่จุดเดียว  เราจะรับเรื่องไว้  และจะเป็นการประสานงานอำนวยความสะดวกตามกรอบของกฎระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ เพื่อที่จะให้การคล่องตัวในการประกอบธุรกิจมีมากขึ้น นักธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น นี่ก็เป็นตัวอย่างของการดำเนินการในเรื่องของมาตรการระยะสั้น ที่จะเสริมในเรื่องของความเชื่อมั่นและดึงการลงทุน 

ขณะเดียวกันผมได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  ได้สานต่อนโยบายที่กำหนดให้ประเทศไทยกำหนดปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เป็นปีแห่งการลงทุน  โดยมีการเพิ่มกิจการหรือประเภทของโครงการที่จะมารับการส่งเสริมการลงทุนได้  ก็จะปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน  เพราะฉะนั้น จะได้มีการส่งเสริมการลงทุน บรรดาโครงการทั้งหลายที่มาผลิตวัตถุดิบ เพื่อป้อนเข้าสู่โครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะต้องมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแหล่งน้ำ  เพราะฉะนั้น บริษัทที่จะมาลงทุนเพื่อผลิตวัสดุอุปกรณ์ เพื่อป้อนเข้าสู่โครงการเหล่านี้จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนด้วย  หรือในช่วงที่เราอาจจะหวังยากว่าจะมีการขยายการประกอบการธุรกิจต่าง ๆ  เราก็ส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่มีการปรับปรุงในเรื่องของการผลิต  ให้มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น  หรือมีผลในแง่ของการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน  เช่น  การอนุรักษ์พลังงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ในทำนองนี้  เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเป็นแนวทางของการส่งเสริมการลงทุน  ดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสมกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน สำหรับเรื่องเศรษฐกิจยังมีอีกหลายเรื่องที่คงจะถือโอกาสคุยในวันข้างหน้า

ก็เรียนให้ทราบครับว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีความวิตกกังวลในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์  ซึ่งตรงนี้แนวทางที่รัฐบาลจะสนับสนุนต่อไป คือเรื่องของการฝึกอบรมแรงงาน เรื่องของการเพิ่มผลิตภาพ  และจะไปดูว่าปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์อยู่ที่ไหนอย่างไร  หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะไปดูแล  ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีความต้องการในการซื้อรถยนต์  ก็อาจจะมีการปรับแผนมาให้ซื้อ  และก็ช่วยสนับสนุนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยได้มากขึ้น  เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะเรียนว่าเราจะทยอยพิจารณาดูแลปัญหาต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนต่อไป ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจ  

ผมเรียนให้ทราบครับว่าแม้ว่าอาจจะมีข่าวร้ายในเรื่องของเศรษฐกิจโลก  เศรษฐกิจจากต่างประเทศ  แต่ว่าขณะเดียวกันผมได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนชาวต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยหลายราย  ยังมีความตั้งใจที่จะขยายการลงทุน  และที่น่าดีใจคือพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการกอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในครั้งนี้  ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาทำโครงการการฝึกอบรมแรงงาน อย่างเช่น บริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องของการผลิตซอฟต์แวร์  จะเข้ามาช่วยทำโครงการทำความตกลงกับกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะฝึกอบรมในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ตั้งเป้าไว้ถึงประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน อย่างนี้เป็นต้น จะเริ่มต้นได้พร้อม ๆ กับโครงการของรัฐบาล"

(กลับไปด้านบน)

- มาตรการชุมชนพอเพียง
ประเด็น : ทางด้านชุมชนรัฐบาลจะโอนเงินของของโครงการชุมชนพอเพียงไปสู่ชมชน เพื่อให้ประชาชนได้คิดได้ทำโครงการเพื่อประชาชนเองและให้มีความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ให้คำปรึกษา ในเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะมีความผันผวนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา อยากจะให้ความมั่นใจกับรัฐบาลว่าได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้แล้ว

คำต่อคำ :
"...ในประมาณ ๒ สัปดาห์ข้างหน้า เราจะเริ่มโอนเงินในเรื่องของโครงการชุมชนพอเพียง ไปสู่ประมาณ ๘,๐๐๐ หมู่บ้าน และจะมีเงินอีกยอดหนึ่งที่จะลงไปครบทุกหมู่บ้านและชุมชนที่ตามมา  แนวทางตรงนี้จะมีการซักซ้อมความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือนายอำเภอ ในวันนี้นะครับวันที่ ๘ ที่ออกอากาศอยู่นี้ แล้วก็ขณะเดียวกันประมาณ ๒ สัปดาห์จะมีการโอนเงินลงไป แต่ว่าโครงการนี้ผู้ที่จะคิดและทำโครงการคือพี่น้องประชาชนเอง เราอยากจะให้ท่านรวมตัวกันในชุมชน ในประชาคม ในหมู่บ้าน ตามระเบียบ แล้วก็เสนอโครงการที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นโครงการที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสนะครับให้มีอาชีพ มีงานทำ ก็ได้ จะเป็นโครงการที่ช่วยเหลือภาคการเกษตรในเรื่องของการที่จะทำให้การเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้ จะเป็นโครงการในลักษณะที่จะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติก็ได้ หรือจะเป็นโครงการที่มาช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้พี่น้องประชาชนต้องเป็นคนคิด เจ้าหน้าที่ของรัฐจะให้คำแนะนำได้ แต่ว่าจะไม่มีอำนาจในการมาตัดสินใจ และเงินตรงนี้ก็คงจะลงไปภายใน ๒ สัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน

พี่น้องที่เคารพครับในเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็จะมีความผันผวนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา  ผมอยากจะให้ความมั่นใจนะครับว่ารัฐบาลได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้  ถ้ามีความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนมาตรการอะไร ก็จะทำอย่างโปร่งใส  คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนอยู่กับความจริงนะครับ ให้เราผ่านช่วงยาก ๆ ช่วงนี้ไปได้ แต่ไม่กระทบกับความยั่งยืน และวินัยทางด้านการเงินการคลัง ซึ่งในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป จะได้รายงานให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ..."

(กลับไปด้านบน)

- รัฐบาลให้ความสำคัญกับสตรี
ประเด็น : ปัญหาของสตรี รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ทั้งที่เป็นในเรื่องของความไม่เสมอภาคอรื่งรายได้ โอกาส และทั้งยังมีความรุ่นแรงต่อสตรี ทั้งในระดับครอบครัวและสังคม รัฐบาลดำเนินการแก้กฎระเบียบ และส่งเสริมรณรงค์สนับสนุนให้สตรีเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการได้ ทางด้านสื่อมวลชนก็ควรระวังในการนำเสนอข่าวสาร ต้องไม่เป็นการเติมเชื้อของความรุนแรงเข้าไปด้วย และควรส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้องและที่ดีต่อสตรีในสังคม ก็จะเป็นการช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลด้วยอีกทางหนึ่ง

คำต่อคำ :
“...วันนี้เป็นวันสตรีสากลด้วย  ผมอยากจะเรียนครับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของปัญหาของสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับปัญหาที่ยังเกิดขึ้นอยู่ในบ้านเรา คือ การเลือกปฏิบัติที่ยังแฝงอยู่ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติชัดเจนไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ  เราดูจากตัวเลขในแง่ของรายได้ ในแง่ของโอกาส ก็ต้องยอมรับว่าสตรียังเป็นผู้เสียเปรียบอยู่ในสังคมนี้ อีกด้านหนึ่งครับ เรายังมีปัญหาในเรื่องของความรุนแรงต่อสตรี ที่มักจะเป็นข่าวคราวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ในครอบครัวไปจนถึงปัญหาอาชญากรรม ผมขอเรียนครับว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการที่จะดูแลปัญหาของสตรี  และจะเดินหน้าในการแก้กฎระเบียบ และส่งเสริมรณรงค์สนับสนุนให้สตรีเข้ามามีบทบาท  มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ในทุกระดับให้มากที่สุด  เพื่อความเสมอภาคและเพื่อให้เราได้ใช้ศักยภาพของคนซึ่งความจริงแล้วมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ  ในการสนับสนุนกระบวนการการพัฒนา ขณะเดียวกันเรื่องของความรุนแรงนั้น  การบังคับใช้กฎหมาย  จะเป็นเรื่องสำคัญ  และเรื่องการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้  เรื่องอื่น ๆ นะครับ  สัปดาห์หน้าผมจะมาคุย  โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดด้วย

แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้คือว่าพวกเราทุกคนมีส่วนสำคัญในการลดความรุนแรงได้ โดยการมีค่านิยมที่ถูกต้อง และเผยแพร่ค่านิยมที่ถูกต้อง คงต้องฝากไปยังพี่น้องสื่อมวลชนเป็นพิเศษครับ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข่าวสาร การนำเสนอภาพต่าง ๆ  ขอให้ช่วยกันระมัดระวัง อย่าไปเติมเชื้อให้กับความรุนแรงไม่ว่าจะในรูปแบบใด  และอยากให้ส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้องและที่ดีต่อสตรีในสังคมของเรา ก็จะเป็นการดำเนินการที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล  และวันนี้ซึ่งเป็นวันสตรีสากล ก็เป็นวันที่เราจะได้มีโอกาสมาทบทวน  และเดินหน้าเรื่องนี้ไปบนความถูกต้อง และเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมของชาติบ้านเมืองต่อไป...”

(กลับไปด้านบน)

- ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าตอบแทน อสม.
ประเด็น : นายกฯ อภิสิทธิ์ได้ตอบข้อซักถามของประชาชนในเรื่องของค่าตอบแทนของ อสม. และได้ชี้แจงข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการนี้แก่พี่น้องประชาชนทราบ และได้ฝากถึง อสม. ให้ดูแลเรื่องเด็กเล็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เพื่อให้เด็กเติบโตมาเป็นเด็กที่คุณภาพในสังคมต่อไป
 
ถาม : "ผมขอเรียนถามท่านนายกฯ ว่า อสม. ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็มี  ปฏิบัติงานต่อมาก็มี  แต่อยากจะถามว่า เมื่อ อสม.สูงอายุขึ้นอยู่ในตำแหน่ง อสม. จะรับเบี้ยผู้สูงอายุได้หรือไม่"
คำต่อคำ : "พูดง่าย ๆ นะครับว่าถ้าได้รับเงินค่าตอบแทน อสม.แล้ว บังเอิญอายุเกิน ๖๐ ปีด้วย จะได้เบี้ยยังชีพหรือไม่ ก็ตามระเบียบของเรา เราถือว่าเราให้ผู้สูงอายุทุกท่าน เว้นแต่คนที่มีรายได้ประจำ ในที่นี้เราหมายถึงบำนาญ หรือเราอาจจะหมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีเงินประจำจากท้องถิ่นก็ดี หรือจากรัฐก็ดี กรณี อสม. ท่านไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ท่านเป็นอาสาสมัคร และเงินตอบแทน อสม. ก็เป็นเงินที่ตอบแทนงานที่ท่านทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย  เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเรียนว่า อสม. ที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วย"
ถาม : "ดิฉันตัวแทนของ อสม. จังหวัดลพบุรีทั่วประเทศ  อยากถามว่า อสม.มีค่าตอบแทนเดือนละ ๖๐๐ บาท ไม่ทราบว่ากำหนดให้ ๖ เดือนหรือตลอดไป"
คำต่อคำ : "ให้ตลอดไปเหมือนกันนะครับ เช่นเดียวกันนะครับคือนโยบายรัฐบาลคือทำต่อเนื่องไปเลย เพียงแต่ว่าคนอาจจะไปดูตอนกฎหมายงบประมาณออกมา เขาก็ต้องเขียนว่าให้ ๖ เดือน เพราะว่างบมีถึงแค่เดือนกันยายน แต่ปีหน้าเตรียมไว้ให้แล้วครับ ให้ตลอดไป  อสม.ไม่ใช่เงินเดือน  เป็นค่าตอบแทน  เพราะฉะนั้น ต้องมีการมอบหมายภารกิจและทำงาน  ถ้าเป็น อสม. แล้วไม่ได้ทำงานตรงนี้  จะไม่ได้รับ  เพราะฉะนั้น  คำว่าตลอดไป  คือต้องทำงานด้วย"
ถาม : "จะมีหลักฐานมาแลกเปลี่ยนใช่ไหมคะ"
คำต่อคำ : "ใช่ครับ"

ถาม : "เมื่อปีที่แล้วจะได้เข้า อบต. ๑๐,๐๐๐ บาท  อยากเรียนว่าให้โอนเข้ากระทรวงสาธารณสุขและโอนลงชมรม อสม.เลยได้ไหม  เพราะไม่สะดวกเรื่องการทำโครงการเข้าไป บางพื้นที่ก็ยาก บางพื้นที่ก็ง่าย"

คำต่อคำ : "ผมขอรับเรื่องนี้ไปดูนะครับ เพราะผมเข้าใจว่าภารกิจนี้คงจะได้ถ่ายโอนไปที่ท้องถิ่น ผมจำได้ว่าช่วงที่มาที่นี่เมื่อ ๒ ปีที่แล้วมีการพูดกันอยู่เหมือนกันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น และหลังจากนั้น ผมจำได้ว่าช่วงบ่าย ผมก็นัดพบกับท้องถิ่น และบอกกับเขาว่ามีเสียงบ่นมา  ก็อยากจะขอรับไปดู  แต่ก็อยากจะฝากถึงท่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า ตรงนี้ดูเหมือนจะมีข้อติดขัดอยู่ในหลายพื้นที่  ยังไงก็ทำงานบนความเข้าอกเข้าใจกัน  และทุกอย่างจะได้เรียบร้อยราบรื่น  ขอบคุณที่สะท้อนปัญหานี้มาอีกครั้งครับ"

ถาม : "ประมาณเดือนไหนคะ  เราจะทำโครงการเข้าไป"

คำต่อคำ :  "เดี๋ยวผมขอไปดูในส่วนของเงินที่ลงมาที่ท้องถิ่น"

ตัวแทน อสม. :  "จากใจของ อสม. เลยว่าก็กราบขอบพระคุณท่านนายกฯ มากเลย ที่ยังไม่ลืม อสม.ที่ให้คำมั่นสัญญาไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว  ก็ยังมาเยือนตำบลงิ้วราย สถานีอนามัยบ้านดงตาล จังหวัดลพบุรี  ขอกราบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ"

ถาม : (ณัฐวรรณ พุฒสะอาด)  "อสม.หมู่ ๘ ตำบลงิ้วราย  มีพี่ อสม. บางคนที่เป็นผู้สูงอายุแล้ว  ในกรณีที่มีลูกรับราชการ  จะได้สิทธิ์ตรงนี้ไหม"

คำต่อคำ : "ลูกรับราชการไม่ได้ตัดสิทธิ์

...อยากจะเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า งานในส่วนของ อสม. ที่ผมคงจะต้องฝากเพิ่มเติมวันข้างหน้าคือ  ผมกำลังจะไปดูเรื่องของเด็กอ่อนหรือเด็กเล็กมากขึ้น  เพราะมีคนบอกว่าเรื่องเรียนฟรี ก็เด็กที่อยู่ในโรงเรียนแล้ว  แต่จริง ๆ เด็กของเราควรจะได้รับโอกาส ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  และเรื่องที่สำคัญมากก็คือถ้าเราปรับปรุงในเรื่องของโภชนาการ  อาหารการกินของแม่ตั้งแต่ตอนตั้งท้อง  มาจนถึงว่าการดูแลเด็กเล็กที่ถูกต้องอย่างไร  จะได้เติบโตมาแล้วสมองดี เป็นเด็กฉลาด เป็นเด็กเก่ง จะรณรงค์เรื่องนี้มากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการทำอย่างไรให้คนของเราชอบอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้น จะพยายามรณรงค์ด้วยว่า ทำอย่างไร พ่อแม่นี่ครับ เด็กยังไม่ต้องอ่านหนังสือได้ล่ะครับ แต่อ่านให้เด็กฟัง ให้เด็กมีความรัก มีความผูกพัน มีความคุ้นเคยกับหนังสือ ก็จะเป็นงานสำคัญที่ผมอยากจะฝากให้ อสม. ช่วยรณรงค์..."

(กลับไปด้านบน)

- ตอบข้อสงสัยมาตรการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
ประเด็น : นายกฯ อภิสิทธิ์ได้ตอบข้อซักถามของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พร้อมทั้งได้ชี้แจงถึงเงื่อนไข ข้อกำหนด และเชิญชวนให้ผู้สูงอายุมาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่ปัญหาทางด้านการเงินก็ไม่จำเป็นต้องมาขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับเบี้ยยังชีพ เพื่อเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ทั้งยังได้เสนอเรื่องของการให้โรงเรียนมีชั่วโมงของการเรียนที่ให้เด็กเข้าไปใกล้ชิดกับผู้สูงอายุในชุมชน ทำให้เด็กมีความเข้าอกเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้น นับว่าเป็นการเชื่อมโยงคนต่างวัยคนต่างรุ่น

ถาม : (นายกระมล กอแสงเจริญ  ประธานชมรมผู้สูงอายุ  หมู่ที่ ๘ ตำบลงิ้วราย อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี)  "ขอกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าพระภิกษุสงฆ์ที่อายุเกิน ๖๐ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุไหม"

คำต่อคำ :
“ก็ถามไปถึงมีทั้งพระสงฆ์ มีแม่ชี  มีคนถามกันเยอะนะครับว่าได้รับหรือไม่  โดยหลักแล้วคือได้รับ  เช่นเดียวกันนะครับก็ถือว่าท่านอายุเกิน ๖๐  เว้นแต่กรณีที่เป็นพระผู้ใหญ่ที่ได้รับเงินนิตยภัต  ถ้าอย่างกรณีเช่นนั้นก็ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะว่าได้รับเงินประจำจากทางภาครัฐอยู่แล้ว” 

ถาม : "ผมเป็นข้าราชการบำนาญผู้สูงอายุ  แต่ขณะนี้ได้เป็นคณะกรรมการของหมู่บ้าน  ก็มีปัญหาที่ชาวบ้านภายในหมู่บ้านข้องใจและฝากมาถามว่า หลักเกณฑ์การคิดอายุนั้น ถ้า ๖๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป  ก็ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๔๙๒ – ๑ เมษายน ๒๕๕๒ แต่ในกรณีที่ชาวบ้านฝากมาถามนั้นคือ หากชาวบ้านเกิดหลังจาก ๑ เมษายนเพียง ๓-๔ วัน  หรือไม่กี่วันหลังจาก ๒๔๙๒ ไปแล้ว  เขาก็จะเป็นผู้สูงอายุ  ๆ ๖๐ ปีขึ้นไป ก็ถามว่าบุคคลเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาในงวดต่อ ๆ ไปหรือไม่"

คำต่อคำ : "ต้องเรียนนะครับ  พอเรามีนโยบายในเรื่องไหนก็ตาม มันจะต้องมีวิธีการในการบริหารจัดการ เหมือนคนที่บอกว่าเงินเดือนต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ได้มาตรการ ๒,๐๐๐ บาท  ปรากฏว่าเกิน ๑๕,๐๐๐ บาทมานิดเดียวไม่ได้  ก็บ่นกันเหมือนกัน  อันนี้ผมก็เข้าใจและเห็นใจ  เรื่องผู้สูงอายุเป็นอย่างนี้ครับ  คือเวลาเราทำงาน  เราจำเป็นจะต้องมีรายชื่อผู้สูงอายุที่ชัดเจนที่จะได้รับเบี้ยยังชีพ  และจะมีระเบียบที่ทำให้เราสามารถจ่ายเงินไป และท้องถิ่นจะจ่ายเงินไปให้ผู้สูงอายุโดยตรง  จ่ายให้ทุกเดือน ๆ ละ ๕๐๐ บาท  เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องขึ้นทะเบียนเอาไว้  ทีนี้การขึ้นทะเบียนเราก็ต้องกำหนดวันใดวันหนึ่งที่บอกว่านับตรงนี้อายุ ๖๐  เราก็กำหนดเป็นวันที่  ๑ เมษายน  เพราะฉะนั้น ใครที่เกิดก่อนนั้น หมายความว่าอายุ ๖๐ ปี ก่อนวันที่ ๑ เมษายน ก็จะได้รับเบี้ยยังชีพทั้งหมด  เราก็มีอะลุ่มอล่วยให้ก็คือว่ามีผู้สูงอายุบางท่าน ปรากฏว่าไม่รู้วันที่หรือเดือนที่เกิด  แต่รู้ปี  ถ้ารู้ปีครบ ๖๐  เราอนุโลมให้ คือเราถือว่าเกิดวันที่ ๑ มกราคมก็แล้วกัน  ก็จะได้  แต่ว่าใครที่ครบ ๖๐  หลัง คือตั้งแต่วันที่ ๑ เป็นต้นไป  ต้องขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพในช่วงนี้  แต่ว่าโครงการนี้เราจะทำต่อ  และพอปีหน้าเราจะเริ่มเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง  เราก็จะสามารถอนุญาตให้คนกลุ่มต่อไป  สามารถมารับเบี้ยยังชีพได้ในอนาคต  แต่สำหรับปีนี้ต้องขออภัยด้วย  ถ้าไม่ครบ ๖๐ ก่อนวันที่ ๑ เมษายน ต้องรอเป็นปีหน้าครับ  ถึงจะได้เบี้ยยังชีพ"

ถาม : "ขอบคุณท่านนายกฯ ครับ  คำถามนี้เป็นคำถามของชาวบ้านที่ฝากมา  ทีนี้ผมได้ไปขยายความต่อให้ชาวบ้านได้มีความอุ่นใจว่าเขาจะต้องมีโอกาส  รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งเฉพาะในช่วงนี้  อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปถือเป็นผู้สูงอายุก็ต้องมีสิทธิ์"

คำต่อคำ : "ครับ วันข้างหน้ามีโอกาสแน่นอน"

ถาม : (นางทองเจือ จากโพธิ์เก้าต้น ผู้สูงอายุหมู่ ๕ ) "อยากจะเรียนถามท่านว่าเบี้ยสูงอายุจะได้รับตลอดชีพหรือเปล่า"

คำต่อคำ :  "จริง ๆ อันนี้อยากจะเรียนนะครับว่ามีความสับสนค่อนข้างมาก  ผมเองก็เคยดูข่าวฟังข่าวบางสถานี เขาบอกได้แค่ ๖ เดือน  คืออย่างนี้ครับ บังเอิญเวลาเราจัดงบประมาณ เราจัดเป็นปี ๆ เขาก็ไปดูว่าเราจัดงบประมาณไว้สำหรับผู้สูงอายุ  ไปดูในกฎหมายงบประมาณก็จะเขียนว่าเป็นเงินเบี้ยยังชีพ ๖ เดือน เขาเลยไปเข้าใจว่าจะได้แค่เฉพาะ ๖ เดือน ที่จริงไม่ใช่ครับ  คือเมื่อเป็นนโยบายรัฐบาลแล้ว  ก็จะทำต่อไป  ยกเว้นมีรัฐบาลอื่นมาเปลี่ยนนโยบาย  นั่นอีกเรื่องหนึ่ง  แต่รัฐบาลนี้เป็นนโยบายชัดเจน และต่อไปจะพยายามทำเป็นกฎหมาย หรือเป็นระเบียบต่อไปด้วย  ๖ เดือนนี้ก็ใช้เงินงบประมาณปีนี้  พอปีหน้าเตรียมจัดไว้ให้แล้วครับ  ตอนนี้เรากำลังเตรียมงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ซึ่งเริ่มต้น ๑ ตุลาคมปีนี้ เราก็จะเตรียมเงินเอาไว้ให้ เพื่อที่ว่าหมายความว่า ใครที่มีคุณสมบัติที่จะรับเบี้ยยังชีพในช่วงต่อไปนี้  ก็ได้รับตลอดไป  อันนี้จะได้มั่นใจ  เพราะว่าผมเอง  บางวันเปิดโทรทัศน์ เปิดวิทยุ บางช่องยังบอกว่า ๖ เดือนอยู่  ขอยืนยันว่าไม่ใช่ให้เฉพาะ ๖ เดือนครับ  ให้ตลอดไปครับ  ตราบเท่าที่ยังมีคุณสมบัติครบครับ  แล้วใครที่ขึ้นทะเบียนแล้ว  ก็ไม่ต้องขึ้นทะเบียนอีก  รับต่อไปเลยนะครับ  อันนี้เฉพาะในรอบนี้นะครับ  เพราะว่ามีปัญหานิดหนึ่งคือว่า ท่านผู้สูงอายุที่เคยรับเบี้ยก่อนชุดนี้  อยู่ภายใต้ระเบียบอื่น  ผมจะต้องเอาระเบียบมารวมกัน และจะเรียนให้ทราบอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร  แต่ทุกคนได้รับต่อเนื่องแน่นอนครับ"

ถาม : (ร้อยเอกสนาม แสงยนต์ ข้าราชการบำนาญ)  "ขอเรียนถามท่านนายกฯ และฝากผ่านไปทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เมื่อวันที่ ๒๖กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ผมได้ไปบรรยายโดยพัฒนาสังคมของจังหวัดได้เชิญไปที่ตำบลมหาสอน  เมื่อปีที่แล้วอำเภอโคกสำโรง  แต่เมื่อ ๒ วันนี้ที่ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่  ก็ได้ฝึกอบรมอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) ผมฟังอยู่จนจบก็มีประโยชน์มากสำหรับผู้สูงอายุกับงานที่ผมได้ช่วยเหลือสังคมในด้านนี้อยู่  ก็ขอฝากท่านนายกฯ ขออนุญาตให้ทำเป็นรูปธรรม อย่าเพิ่งหยุดยั้ง  ทำไป เพราะมีประโยชน์มาก ๆ กับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ผู้สูงอายุที่นอนอยู่ที่บ้าน  นอกจากภาครัฐจะดูแลบ้างแล้ว  พัฒนาสังคม  และน้อง ๆ สาธารณสุขที่ช่วยดูแล  เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทาง อบต. หรืออบจ. ต้องมามีส่วนร่วมด้วยมาก ๆ  ขอกราบขอบพระคุณครับ"

คำต่อคำ : "ขอเรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้วการดูแลผู้สูงอายุในสังคมบ้านเรา จริง ๆ ผมไม่ค่อยห่วงนะครับในแง่ที่ว่าคนไทยมีน้ำใจให้กันอยู่แล้ว  แต่ต้องยอมรับว่าระยะหลัง  พอสังคมเปลี่ยนแปลงอาจจะเริ่มมีค่านิยมอื่น ๆ เข้ามา  เราอาจจะไปคิดว่าเป็นเรื่องของรัฐ เป็นเรื่องของอะไรไป  ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น และอยากจะเรียนว่าทุกภาคส่วนนะครับ ใครที่สามารถจะช่วยดูแลเพื่อนบ้าน  ดูแลผู้สูงอายุได้  ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก  ก็ขอบคุณที่ได้เล่าให้ฟังถึงการไปฝึกอบรม  การกระตุ้นการรณรงค์และเราจะทำต่อ

มีเรื่องหนึ่งซึ่งผมเอง  ผมเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายผู้สูงอายุ  ผมได้ขอให้ทำ  ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ผมจะติดตามต่อไปว่าได้ผลมากน้อยแค่ไหน  ผมได้ขออย่างนี้ครับว่าในโรงเรียน  โดยเฉพาะอาจจะสักเด็กมัธยม และโตขึ้นมาสักหน่อย  ผมบอกในสัปดาห์หนึ่งน่าจะมีไม่เรียกว่าวิชาล่ะครับ  เป็นสักชั่วโมงหรือ ๒ ชั่วโมงในสัปดาห์หนึ่ง ที่น่าจะส่งเด็กเหล่านี้ไปหาผู้สูงอายุ  ทำไมอยากทำอย่างนั้นเหรอครับ  เพราะว่าอยากจะให้เด็กได้ไปสัมผัสผู้สูงอายุ  ผู้สูงอายุได้สัมผัสกับเด็ก  แล้วก็สิ่งที่ผมหวังจะได้ก็คือว่า เด็กจะมีความเข้าอกเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้นได้พูดคุยกับท่านโดยตรง  เราก็จะได้เห็น  เด็กก็จะได้เห็นว่า  ท่านมีความยากลำบากเรื่องไหนอย่างไร  และจะได้รู้ว่าในสังคมของเราต้องมีคนที่คอยดูแล  ในทางกลับกัน  ผมเชื่อว่าผู้สูงอายุหลายคนที่อยู่บ้านเหงา  และก็มีความเอ็นดูเด็ก ๆ อยู่แล้ว  มีเด็กไปอาทิตย์ละชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ก็เหมือนกับได้เพื่อนด้วย  และอาจจะได้เล่าอะไรดี ๆ  ลูกหลานอาจจะไม่รู้เรื่องหลายเรื่องที่ผู้สูงอายุผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มา  ผมว่าจะเป็นการเชื่อมโยงคนต่างวัยคนต่างรุ่น  อันนี้ได้ขอให้ทางโรงเรียนเริ่มไปคิดไปทำ  อาจจะเริ่มจากเด็ก อาจจะม.๔ ม.๕  อะไรก็ได้ครับ  สัปดาห์หนึ่งผมบอกขอสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมงกระจายไปในชุมชน ไปพบปะพูดคุยกับผู้สูงอายุ  ผมว่าอันนี้จะเป็นการปลูกฝังทั้งทัศนคติ   เหมือนกับเริ่มต้นเครือข่ายไว้เลยว่าต่อไปนี้จะมีคนที่เข้าอกเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้น ๆ และจะสามารถที่จะเข้าไปพบปะพูดคุยได้"

ถาม : "ข้าราชการบำนาญ และเป็นผู้สูงอายุ  ปลดเกษียณมาหลายปีแล้ว ๒๐ กว่าปี  อยากจะเรียนถามว่าจะมีโอกาสที่จะได้รับเงิน ๕๐๐ บาทอย่างผู้สูงอายุธรรมดาไหม"

คำต่อคำ : "ต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าในส่วนของข้าราชการบำนาญ  คงจะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ   ผมก็เข้าใจมีเรื่องร้องเรียนมาเยอะ  โดยเฉพาะหลายท่านที่เกษียณอายุไปนานแล้ว  และมีความรู้สึกว่าเงินบำนาญน้อย  ก็อาจจะอยากได้รับเงินช่วยเหลือตรงนี้  ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าเงินงบประมาณของรัฐบาล  ก็คงมีจำกัด  เพราะฉะนั้น เราคงต้องเลือกในการสนับสนุนคนที่ไม่มีรายได้ประจำก่อน  เลยได้กำหนดเป็นคุณสมบัติไว้ว่าต้องไม่เป็นผู้รับบำนาญ  อย่างไรก็ตาม ผมเรียนว่าวันข้างหน้านโยบายนี้จะต้องมีการคิดปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมต่อไป  แต่คงไม่ใช่ในลักษณะที่จะสามารถขยาย  และหาเงินของรัฐ  ซึ่งก็เป็นเงินภาษีของประชาชนนั่นเองกลับมาได้  ผมก็เรียนว่า วันข้างหน้าเราจะสนับสนุนเรื่องของระบบสวัสดิการชุมชนมากขึ้น เพราะฉะนั้น ประชาชนซึ่งไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่อยากจะมีการออมเงิน และมีให้รัฐบาลสมทบเข้ามา  เหมือนข้าราชการมี กบข. คนไปทำงานโรงงานก็มีประกันสังคม แต่ว่าพี่น้องจำนวนมากในชนบทเป็นเกษตรกร  ไม่มีอะไรอย่างนี้เลย  เวลานี้หลายชุมชนหลายหมู่บ้านเขาไปทำกันเอง  พี่น้องคงเคยได้ยินว่า ออมวันละบาท สัจจะออมทรัพย์ เราจะพยายามขยายตรงนี้ เอารัฐบาล เอาท้องถิ่นเข้ามาช่วยสมทบเงิน   ก็จะมีสวัสดิการที่ขยายตัวไปได้มากขึ้น  อย่างนี้เป็นต้น  ถึงวันนั้นเราอาจสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายได้อีกก็ได้ว่า เบี้ยยังชีพกลับมาดูแลให้มีความเหมาะสม  จะเพิ่มตรงไหนจะลดตรงไหน  ก็เรียนให้ทราบ  เพราะอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า  เราก็คำนวณตัวเลขง่าย ๆ นะครับ  คนอายุเกิน ๖๐ ปี เราตีเสียว่าสัก ๗ ล้านคน ถ้าเราให้ทุกคน ๆ ละ ๕๐๐ บาท ก็จะเป็นเงินงบประมาณที่เยอะทีเดียว  ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านต่อปี  และมีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามหาระบบสวัสดิการที่มารองรับมากขึ้น  วันข้างหน้าประกันสังคม  เมื่อเริ่มมีการจ่ายเงินชราภาพ  ก็อาจจะถอดคนอีกจำนวนหนึ่งออกไปจากในส่วนของเบี้ยยังชีพ  ซึ่งไม่ได้เยอะแยะอะไร

และขอเรียนให้ทราบอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงว่า เวลาเกิดภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้  รัฐบาลอาจจะเก็บเงินไม่เข้าเป้า  เราก็ต้องพยายามหาเงิน  ก็อยากจะบอกว่าหลักของเราคือว่าเราจะไม่ตัดโครงการแบบนี้  เพราะโครงการแบบนี้คือการช่วยเหลือคนที่มีความต้องการคือผู้สูงอายุ   แต่ว่าถ้าจำเป็น เราจะไปตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือว่าไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรืออาจจะรอไว้ก่อนได้  และถ้าจำเป็นต้องเก็บเงินเพิ่ม  อันนี้บอกไว้ก่อน  ผมก็เล็งไปที่พวกเหล้า พวกบุหรี่ พวกนี้ อาจจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น อันนี้จะได้มาสอดคล้องกับนโยบายในเรื่องสาธารณสุขของเราด้วย  อันนี้ก็เรียนให้ทราบไว้"

ถาม : (นายบุญชู  สมาชิกอบต.หมู่ ๙ เป็นตัวแทนของผู้สูงอายุ หมู่ที่ ๙) "เมื่อวานซืนออกไปทำเรื่องเบี้ยยังชีพ  เอาเอกสารที่มาใหม่ไปให้เขาทำใหม่  พวกนั้นอายุ ๗๐-๘๐ ปีมีอยู่ ๕-๖ คน เขาจะถามมาว่าที่ระงับเขาไปเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว  เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติของตัวเขาเองที่มีบุตรเป็นข้าราชการบ้าง เขาถามว่าจะได้คืนบ้างไหม เขาจะสละสิทธิ์  เพราะเกี่ยวกับคุณสมบัติของตัวเขาเองกับลูกที่รับราชการ"

คำต่อคำ :  "ผมเรียนอย่างนี้นะครับ  เพราะผมไม่แน่ใจว่าแต่ละกรณีจะเป็นอย่างไร  ที่ฟังดูหมายความคงจะเป็นผู้ที่เคยรับเบี้ยจากเดิมมาก่อน  ก่อนที่รัฐบาลจะมาเติมตรงนี้เข้าไป  และคงมีปัญหาอยู่ดี ๆ ก็ไม่ได้รับ หรือได้ไม่ครบ  เพราะบอกว่าคุณสมบัติอะไรต่าง ๆ  ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกหลาน  ผมเรียนอย่างนี้ว่าก็จะมีคุณสมบัติครบที่จะมารับเงินเบี้ยยังชีพตามที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย  เพราะเราเจาะจงเฉพาะคนที่ไม่มีรายได้ประจำอย่างที่ว่า  เพราะฉะนั้น  ถ้าให้ผมแนะนำนะครับท่านเหล่านั้นน่าจะมาขึ้นทะเบียนไว้  ทางเราจะเป็นคนช่วยดูให้เองว่าคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่  ถ้าครบถ้วนก็จะได้ตรงนี้  แต่ว่าคงจะไปเลิกสิทธิ์เดิมที่มีอยู่   เข้าใจว่าอาจจะเป็นตามระเบียบเดิม หรืออาจจะจากท้องถิ่นเอง"

ถาม : "เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วมามีระเบียบใหม่มา"

คำต่อคำ : "ไม่ให้บางคนใช่ไหมครับ  ถ้าคุณสมบัติครบตามระเบียบใหม่  ผมว่าขึ้นทะเบียนใหม่ดีกว่า"

ถาม : "อันนี้เขาได้อยู่แล้ว"

คำต่อคำ : "อันเก่าก็ต้องแยกไป  คนละเรื่องนะครับ  ผมจะดูแลว่าตั้งแต่ ๑ เมษายนไปก็เดือนหน้าตามโครงการใหม่  โครงการเก่าก็ต้องว่าไปตามคนที่เขารับผิดชอบอยู่"

ถาม : "คุณสมบัติของผู้สูงอายุ  ผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ๆ  ไม่ครบ  ต้องสละสิทธิ์ใช่ไหมครับ  และอยากจะทราบว่าผู้ขาดคุณสมบัติมีกี่ข้อ"

คำต่อคำ :  "ผมคงจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้  หลักง่าย ๆ เลยคือว่า คนที่มีคุณสมบัติคือ  ๑.  อายุเกิน ๖๐ ปีก่อนวันที่ ๑ เมษายน  แล้วก็ไม่ได้รับบำนาญ ไม่ได้มีรายได้ประจำ จากรัฐบาล หรือจากองค์กรท้องถิ่น  โดยหลักตรงนี้จะได้หมด  และไม่ต้องกังวลนะครับ  ท่านไปขึ้นทะเบียนไว้  เขาจะตรวจสอบเอง  ถ้าคุณสมบัติท่านครบ ก็ได้เบี้ยยังชีพ  ถ้าไม่ครบก็ไม่ได้  ส่วนคนที่รู้ตัวว่าคุณสมบัติไม่ครบ  ก็ไม่ต้องสละสิทธิ์ครับ  คือไม่ต้องไปขึ้นทะเบียน  ก็จะไม่ได้รับ  เพราะเราจะจ่ายให้เฉพาะคนที่มาขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้นเอง  ทีนี้ถามว่ามีการสละสิทธิ์ไหม  ผมก็บอกอย่างนี้ครับว่ามีผู้สูงอายุ ๆ เกิน ๖๐  ถ้าฐานะท่านดี  มีอันจะกินอยู่แล้ว  เงิน ๕๐๐ บาท ไม่ได้มีความหมายกับท่านมากมาย  ผมก็อยากจะขอท่านว่าท่านก็สละสิทธิ์  ถ้าท่านสละสิทธิ์ ก็จะทำให้รัฐบาลมีเงินงบประมาณเหลือมากขึ้น  ก็ไปใช้จ่ายในโครงการอื่น ๆ ได้มากขึ้น  แต่ว่าวิธีสละสิทธิ์ไม่ต้องทำอะไรครับ  ก็คือไม่ต้องมาขึ้นทะเบียน  ง่ายที่สุดครับ"

ถาม : (มลฤดี  ทองกระ) "อสม. หมู่ ๓  และเป็นผู้สูงอายุด้วย  ผู้ที่มาลงทะเบียนไม่ทันจะมีสิทธิ์ได้รับเงินหรือเปล่า"

คำต่อคำ : "ต้องขอความกรุณาว่าในส่วนผู้สูงอายุ อสม. คงไม่มีปัญหาอะไร  ในส่วนของผู้สูงอายุขอให้มาขึ้นทะเบียน วันสุดท้ายคือวันที่ ๑๕ มีนาคม  ถ้าหลังจากนั้นแล้ว  เราคงจะต้องรออีกรอบหนึ่ง  ซึ่งอาจจะเป็นปีหน้า  อย่างที่บอกเพราะต้องเปิดโอกาสให้คนที่จะอายุ ๖๐ ปี หลังจากวันที่  ๑ เมษายนไป  แต่ว่าจะเปิดโอกาสให้คนที่ตกหล่นมา  แต่คงไม่สามารถที่จะเรียกว่าเปิดให้ขึ้นทะเบียนได้ตลอดเวลา  ไม่อย่างนั้นการบริหารจัดการจะยุ่งยาก  ต้องขอความกรุณาว่ามาขึ้นทะเบียนก่อนวันที่ ๑๕ มีนาคม"

ถาม : "เป็นผู้สูงอายุแล้ว  มีเบี้ยยังชีพ ๕๐๐  ถ้าหากว่ามีอาการเจ็บป่วยไข้ขึ้นมาจะมีอะไรพิเศษให้กับพวกคนสูงอายุไหมคะ  เพราะลูกเต้าก็ไม่มี"

คำต่อคำ :
"ที่จริงเรามีโครงการรักษาฟรีอยู่  แต่ผมรู้ว่าบางเรื่องยังเป็นปัญหานะครับ  เช่น คิวยาว เสียค่ารถค่ารา  ก็จะพยายามไปปรับปรุงในเรื่องของการรักษาพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น  ก็รับปัญหามา"

(กลับไปด้านบน)

- ปัญหายาเสพติดในวัยรุ่น
ประเด็น : เรื่องของปัญหายาเสพติดรัฐบาลได้ดำเนินการปราบปราม ป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะกำจัดให้หมดไปจากสังคม ทั้งยังสร้างพื้นที่ดี ๆ ให้กับเยาวชน ทั้งเรื่องสื่อ เรื่องกิจกรรมต่าง ๆ และให้ทุกภาคส่วนช่วยเป็นหูเป็นตาระแวดระวังให้กับรัฐบาล และแจ้งข่าวสารให้กับรัฐบาลทราบ หากพบว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด

ถาม : (นิภาวรรณ แก้วกิริยา หมู่ ๗ ตำบลงิ้วราย) "จะมาร้องเรียนปัญหาที่เยาวชนมั่วสุมยาเสพติด เท่าที่ดูยังไม่มีกิจกรรมอะไรที่จะส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามาร่วมกิจกรรมให้ละเลิกจากยาเสพติด และมีแหล่งขายอยู่ อาจจะอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้ด้วย อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาใกล้ชิดนิดหนึ่ง   เป็นห่วง เพราะว่าเยาวชนก็คืออนาคตของชาติ ก็ขอฝากท่านนายกฯ และเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปช่วย"

คำต่อคำ :
  "ขอบคุณมากครับ  ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นเรื่องที่เราก็ร้อนใจกันพอสมควร อยากจะบอกอย่างนี้ครับว่า เบื้องต้นเรื่องการปราบปรามต้องทำต่อเนื่อง ๒ เดือนที่ผ่านมา ถ้าติดตามข่าว เราเริ่มเข้าไปจับเครือข่ายของผู้เรียกว่าผลิต นำเข้า หรือไปขายยาเสพติดอยู่  ได้ลึกพอสมควร  เราไปเจอในคุก  ซึ่งเป็นจุดที่เป็นจุดศูนย์กลางของเครือข่ายสำคัญอยู่เครือข่ายหนึ่ง  และก็จับไปได้เยอะมาก  ตอนนี้ก็อาศัยการข่าวจากฝ่ายความมั่นคง  กำลังจะมีการประชุมทุกหน่วยงานเรื่องนี้ครั้งใหญ่  แล้วก็เดินหน้าออกไปวันที่ ๑๘ มีนาคม จะทำเรื่องนี้  ขณะเดียวกันผมเคยพูดตั้งแต่ต้นว่าเรื่องปราบปรามก็ทำไป  แต่อีกส่วนหนึ่งคือเราต้องพยายามสร้างพื้นที่ดี ๆ ให้กับเยาวชน  พื้นที่ดี ๆ ก็มีตั้งแต่เรื่องสื่อ  ตั้งแต่เรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ก็จะทำงานตรงนี้มากขึ้น  ส่วนหนึ่งผมก็หวังว่าถ้าหากว่าตรงนี้มาเข้าในส่วนของชุมชนพอเพียงก็น่าจะได้นะครับ กิจกรรมหรือสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้เกิดกิจกรรมอย่างนี้  ผมถือว่าน่าจะได้  เพราะว่าเป็นการช่วยในเรื่องทางสังคม  ในเรื่องของการมีความยั่งยืนในการพัฒนา  และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง  ผมคิดว่าพอปีงบประมาณหน้าจะพยายามดูโครงการต่าง ๆ ที่จะมาช่วยสนับสนุน

นอกจากนั้นเองผมก็เรียนนะครับว่าผมจะดูแลในเรื่องของสื่อสารมวลชนมากขึ้น  เมื่อวันพุธ พฤหัสบดีที่ผ่านมา เราก็ได้เสนอกฎหมายเรื่องขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  กฎหมายนี้ถ้าออกมาเมื่อไหร่  เราจะสามารถเอาคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ แล้วมาจัดสรรเวลา และเป้าหมายสำคัญอันหนึ่งคือว่าต้องจัดสรรเวลาสำหรับรายการดี ๆ ที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนมากขึ้น  อันนี้ก็จะเป็นทางช่วยอีกทางหนึ่ง  แต่ผมคิดว่าทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และใครมีข้อมูลขอให้บอกทางเจ้าหน้าที่  ถ้าไม่มั่นใจเจ้าหน้าที่  ส่งมาที่ผมโดยตรง  แล้วจะดูแล  และถ้าพบว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องลงโทษกันเด็ดขาดครับ"

(กลับไปด้านบน)

* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

(กลับไปด้านบน)

* คลิ๊กเพื่อดู Clips VDO
คลิ๊กเพื่อดู "กระชับความร่วมมือไทย สปป ลาว"

คลิ๊กเพื่อดู "รัฐบาลให้ความสำคัญกับสตรี"

คลิ๊กเพื่อดู "ชี้แจงค่าตอบแทน อสม.,เบี้ยยังชีพคนชรา"

คลิ๊กเพื่อดู "ดึงดูดการลงทุน One Start One Stop"

คลิ๊กเพื่อดู "การแก้ปัญหาน้ำนมดิบ"

(กลับไปด้านบน)