ประเด็น : รัฐบาลเตรียมแผนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ ๒ โดยอาศัยเงินกู้ต่างประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา และอนุมัติกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้โดยอยู่ในกรอบของกฎหมาย วงเงินประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาใช้ในเรื่องของโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความจำเป็นที่ต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศคือ ประเทศไทยมีเงินตราต่างประเทศเป็นเงินสำรองเยอะ ซึ่งมีมากกว่าหนี้ต่างประเทศ ตามกฎหมายแล้วไม่สามารถนำเอาเงินสำรองมาใช้จ่ายได้จึงต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ
คำต่อคำ : "สำหรับปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมเคยคุยกับพี่น้องประชาชนไว้ว่า สภาวะการณ์เศรษฐกิจของเรา คงจะขึ้นอยู่กับปัญหาของเศรษฐกิจโลก และวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าสภาวะของเศรษฐกิจโลกหนักหนาสาหัสกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ ทุกวันนี้ฝ่ายต่าง ๆ ก็ยังมีการปรับการพยากรณ์ของโลกไปในทางลบ เพราะฉะนั้น ที่ผมเคยพูดไว้ครับว่าเราคงจะต้องเตรียมแผนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ ๒ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ เรียนว่าคณะรัฐมนตรีในวันอังคารได้พิจารณา และอนุมัติกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ ก็จะเป็นเงินกู้อยู่ในกรอบวงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะนำมาใช้ในเรื่องของโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินตราต่างประเทศด้วย ซึ่งตรงนี้ตามรัฐธรรมนูญเราจะต้องมีการนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้อนุมัติกรอบการเจรจา แล้วจะมีการดำเนินการเจรจาซึ่งคาดว่าน่าจะทำให้เราสามารถมีเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ประมาณไตรมาสที่ ๓ หรือประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งคิดว่าจะมารับช่วงจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเราได้ดำเนินการไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก
ผมทราบดีนะครับว่าพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งมีความเป็นห่วงเป็นใยว่า เราจะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศ อยากจะเรียนว่าที่จริงแล้ว เรามีเงินตราต่างประเทศเยอะครับเป็นเงินสำรอง ซึ่งขณะนี้มีมากกว่าหนี้ต่างประเทศของเราหลายเท่าตัว แต่ว่าตามกฎหมายของเรา ๆ ไม่สามารถนำเอาเงินสำรองเหล่านั้นมาใช้จ่ายได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจะทำโครงการการพัฒนา เราจึงจำเป็นต้องไปกู้เงินมา แต่ไม่ได้หมายความว่า สถานะทางการเงินหรือเงินสำรองของประเทศมีปัญหา ขณะเดียวกันที่หลายคนห่วงว่าการกู้ยืมเงินนั้นจะเป็นการทำให้เงินปัญหาหนี้ของสาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาล ก็เรียนว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ได้มีการติดตามตัวเลขหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ประมาณร้อยละ ๓๘ ของรายได้ประชาชาติของเรา คาดว่าในช่วงของวิกฤตนี้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการกู้ยืมเงินมากขึ้น และขณะเดียวกันรายได้ก็ไม่ขยายตัวหรืออาจจะหดตัวบ้างเล็กน้อย สัดส่วนหนี้ตรงนี้ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา อาจจะขึ้นไปถึงใกล้เคียงกับร้อยละ ๕๐
อยากจะเรียนว่าไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตกใจอะไร หลายประเทศก็มีตัวเลขที่สูงกว่านี้ และที่สำคัญที่สุดว่าในขณะนี้ทุกประเทศเห็นตรงกันว่า ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ในยามที่มีความเสี่ยงที่พี่น้องประชาชนจะตกงาน ในยามที่พี่น้องยากลำบาก จากปัญหาการไม่มีรายได้ รัฐบาลจะต้องมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองการจัดเก็บภาษีก็จะจัดเก็บได้น้อย เพราะฉะนั้น การกู้เงินต้องเกิดขึ้น แต่จะเป็นการกู้เงินซึ่งไม่ทำให้กระทบกับเรื่องของวินัยทางการเงินการคลังของเรา และเราก็เชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น เราจะสามารถจัดเก็บรายได้มาชดเชยในส่วนของหนี้หรือว่าการขาดดุลในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกประเทศกำลังทำอยู่ ที่จริงผมเดินทางมาที่นี่ เวลาตอบคำถามสื่อมวลชน เขากลับถามเราครับว่า ทำไมเราไม่ใช้จ่ายเงินหรือกู้ยืมเงินมากกว่านี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าเราต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายของเรา แต่ขณะเดียวกันเราก็กำลังมองหาช่องทางต่าง ๆ ที่จะทำให้เราสามารถที่จะมีเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องงานทางด้านเศรษฐกิจ..."