ชี้แจงมาตรการประเทศไทยเข้มแข็ง ทั้งเศรษฐกิจและตัวประชาชน ยกระดับสาธารณสุข ความรุนแรงในภาคใต้ที่เข้มข้นขึ้น เรื่องไข้หวัด ๒๐๐๙ (๑๔ มิ.ย. ๕๒)

- ภาคใต้: ว่าด้วยความรุนแรง เขตพิเศษ?
- บริหารไข้หวัดเชิงรุก เปิดเผย หวัดไม่ร้ายแรงอย่างที่กลัวกัน
- ไทยเข้มแข็ง: ลงทุนพัฒนาคน เศรษฐกิจ
- ไทยเข้มแข็ง : ยกระดับสถานีอนามัย
- ปรับโครงสร้างแก้ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตร
- ไทย กัมพูชา: เพิ่มความร่วมมือ เจรจาปัญหา
- วิธีดูแลสุขภาพแบบ "อภิสิทธิ์"
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
* คลิ๊กเพื่อดู Clips VDO

  - ภาคใต้: ว่าด้วยความรุนแรง เขตพิเศษ?

ประเด็น : ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ยังคงเป็นปัญหาที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจอยู่มาก ทั้งการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเร่งตรวจสอบหาผู้ก่อเหตุมารับผิดตามกฎหมายและพร้อมให้ความเป็นธรรมในทุกกรณี ทั้งเร่งรัดให้ทุกฝ่ายเร่งนำความสงบกลับคืนมา ซึ่งรัฐบาลได้มอบนโยบายไปแล้ว แต่ต้องใช้เวลาและได้รับความร่วมมือประเทศกับมาเลเซียและอินโดนิเชียในการแก้ปัญหานี้ด้วย

มาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยแก้ปัญหาภาคใต้

คำต่อคำ :
"...ก็มีเรื่องสำคัญที่ได้มีการหารือข้อราชการเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองของเราและประชาชนของเรา ในส่วนของมาเลเซียนั้นนอกจากความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการผลักดันให้ก้าวหน้าไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับภาคใต้ของเราในกรอบของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจหรือเขตความร่วมมือพิเศษต่าง ๆ นั้น ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสงบในพื้นที่แล้ว ในแง่ของปัญหาของ ๓ จังหวัด หรือจังหวัดชายแดนเองนั้น ทางมาเลเซียก็ได้แสดงจุดยืนท่าทีที่ชัดเจนว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาภายในของเรา และในส่วนที่จะให้การสนับสนุนความร่วมมือเป็นพิเศษก็คือเรื่องของการข่าว เรื่องของการดูแลพื้นที่บริเวณเขตแดน และในเรื่องของการศึกษา ซึ่งจะเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบด้วย

สำหรับเรื่องภาคใต้ สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยอมรับครับว่ามีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ด้วยกัน ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนนั้นแน่นอนที่สุดครับ ต้องรู้สึกไม่สบายใจ ต้องรู้สึกไม่พอใจ ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของนโยบายของภาคใต้นั้น เป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้กำลังมาปรับเปลี่ยน โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนา โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการเมืองนำการทหารอย่างแท้จริง ซึ่งผมพูดตั้งแต่ในช่วงแรกว่าจะต้องใช้เวลา และทราบดีว่าจะต้องถูกทดสอบ ถูกท้าทายจากฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราต้องมีความแน่วแน่ในการที่จะเดินไปในแนวทางนี้ เพราะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนแนวทางเดียว พร้อม ๆ กันไปนะครับในช่วงนี้ เราก็ต้องช่วยกันให้ความร่วมมือ อดทน อดกลั้น แล้วก็ไม่ตกเป็นเหยื่อ ในการที่จะสร้างความรุนแรง ความแตกแยกในรูปแบบต่าง ๆ …"

คำต่อคำ : "สวัสดีครับ คุยนอกรอบกัน ตามเรื่องล่าสุดที่ใต้ไหม"

ผู้สื่อข่าว : "ตามค่ะ ตามตลอด ตั้งแต่ชาวบ้านเขานี่ไปคุยกับทั้งในพื้นที่ และใน ๓ จังหวัด เชื่อมาก เพราะเขามองว่าต่อให้เป็นโจร เป็นอะไร อย่างน้อยความเป็นมุสลิมเขาจะไม่ทำอย่างนี้ และเขาไปมอง Pattern การปฏิบัติการว่าเหมือนเป็นคนฝึกมาแล้ว จริง ๆ ขบวนการนี้เขาก็ฝึกมาเหมือนกัน"

คำต่อคำ :"ตรงนั้นคงไม่เป็นประเด็น แต่ประเด็นหลักจะอยู่ตรงที่ว่าทำไมถึงกล้าที่จะทำในมัสยิดและในระหว่างที่ละหมาด ไม่น่าจะเป็นไปได้"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ สงสัยไหมว่าจะมีตื้นลึกหนาบางอะไรมากกว่า"

คำต่อคำ :"ก็เห็นผมสัมภาษณ์อยู่ ผมก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ปกติ และต้องจับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะไปทำให้ชาวบ้านเขามั่นใจได้"

ผู้สื่อข่าว : "นายกรัฐมนตรีเคยคิดไหมว่า เมืองไทย ไปมา ๆ เล่นกันแรงขนาดนี้ เอากันจริง มีเลือดสาด มีเอาชีวิต เมืองไทยไม่เคยเป็นมาก่อนหรือเปล่า"

คำต่อคำ : "เราก็เคยมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งแปลกปลอมในสังคม ไม่น่าจะขยายวงได้ แต่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองมันสูงมากตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ก็เลยทำให้ เป็นวงจรบ้าง บานปลายบ้าง มีความรู้สึกว่าต้องตอบโต้กันไปกันมาบ้าง ซึ่งหน้าที่รัฐบาลก็ต้องทำให้มันจบให้ได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือว่าเหตุการณ์ ๔-๕ ปี ที่ผ่านมานี้ จะส่งผลต่อค่านิยมของเด็กรุ่นใหม่หรือเปล่า ซึ่งมันอาจจะทั้ง ๒ ทาง คือ

      ๑. ทางหนึ่งก็หมายความว่า อาจจะมีเด็กรุ่นหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาและก็เลยมองว่าวิธีการแบบนี้ กลายเป็นเรื่องปกติแล้วในสังคมไทย ถ้าอย่างนั้นก็น่ากลัว แต่

      ๒. อีกด้านหนึ่งเราก็อาจจะมีหวัง เพราะว่าเมื่อคืนผมก็นั่งอ่านไปรษณียบัตรที่เด็กไปเข้าค่ายเขียนถึงผม ส่วนใหญ่จะเขียน คือไม่พอใจกับความรุนแรง ความแตกแยกที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่หยุด ทำไมไม่เลิกกัน อะไรอย่างนี้ คือถ้าเป็นแนวนี้ก็ยังอุ่นใจอยู่ ก็แสดงว่าเด็กรุ่นหลังก็ยังต้องการเห็นถึงความสงบสุขและจะไม่ยอมรับของแบบนี้ แต่อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายมาก และถือเป็นความจำเป็นว่าทุกฝ่ายต้องพยายามทำให้มันจบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันไม่เร็วหรอก เพราะว่าแผลมันก็คงลึก"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ แต่ที่เป็นห่วงกันคือเหมือนกับว่านายกรัฐมนตรีต้องไป concentrate ปัญหาเรื่องการเมืองจนแบบ คือเริ่มมีการมองว่าปัญหาภาคใต้น่าจะทำได้ดีกว่านี้หรือเปล่า"

คำต่อคำ : "ไม่ครับ ยืนยันเลยนะครับว่า เรื่องการเมือง ตอนนี้ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สภาฯรับไป นโยบายหลัก ๆ เรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องภาคใต้ ไม่ได้ทำให้เราเสียสมาธิ"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ คืออันนี้ก็เป็นเหมือนรายละเอียดในการปฏิบัติ แต่อันหนึ่งซึ่งคนจับตามองว่า คือท่านมองขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นใคร อย่างไรแน่ และมีนโยบายไหมว่าแนวทาง คือนอกจากแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว การเจรจาหรือการจะทำอะไรจะมีหรือไม่"

คำต่อคำ : "คือตัวตน ผมเชื่อว่าพอทราบกันบ้าง ต้องใช้คำนี้ แต่ว่าลักษณะพิเศษของเหตุการณ์อย่างนี้ถ้าเราเทียบกับในหลาย ๆ ประเทศ ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน ก็คือว่าการแสดงตัวของความเป็นองค์กร และโดยเฉพาะในลักษณะที่มีโครงสร้างการบังคับบัญชาในทางดิ่งนี้ มันไม่ได้ปรากฏชัด มันจะไม่เหมือนกับ ส่วนใหญ่คนจะเทียบ สมมติเทียบไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ระเบิดตูม มีเสียงประกาศออกมาเลยฝีมือเรา ของเราเกิดเหตุรายวันแต่เป็นเหมือนกับปริศนา ใครเป็นคนทำ อันนี้คือเป็นความแตกต่าง แต่ถามว่ามีตัวตนไหม ผมว่ามี หลายคนที่ทำงานพอทราบ ถามว่ารัฐบาลมีนโยบายเจรจาไหม รัฐบาลเจรจาไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลถือว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งเป็นปัญหาภายในของเรา สิ่งหนึ่งซึ่งฝ่ายตรงข้ามต้องการมากก็คือบอกว่าเป็นการเจรจา เพื่อที่จะในที่สุดดึงประเทศที่ สอง สาม สี่ ห้า เข้ามา แล้วก็จะยิ่งเป็นการแสดงออกว่าปัญหานี้ต้องไปยกระดับ ไปแก้ระดับนานาชาติ อะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่นโยบายรัฐบาล"

ผู้สื่อข่าว : "แต่ถ้าเป็นแค่ของการบอกว่าให้หน่วยระดับเล็ก ๆ เข้าไป พูดคุย"

คำต่อคำ : "แต่ถามว่าการพูดคุย เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ผมว่าหลายยุคหลายสมัยเขาพูดคุยอยู่แล้ว และสิ่งที่ผมอยากจะยืนยันนะครับกับพี่น้องในพื้นที่ เป็นส่วนใหญ่นะครับตอนนี้ก็คือว่า ทุกคนต้องช่วยกันว่าอย่าเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการให้เราขัดแย้งกันเอง อย่าเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการให้เกิดวงจรของความรุนแรงใหม่ ขอให้ทุกคนอดทน อดกลั้น ผมยืนยันว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีการสะสางตรงไป ตรงมา ถ้าสงสัยว่า เจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องอะไร ผมไม่เคยตัดประเด็นทิ้ง ผมจะดูตามข้อเท็จจริง หลักฐาน แต่ยืนยันได้อย่างหนึ่งก็คือว่าไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่แนวทางที่รัฐบาลและหน่วยหลักเขามอบหมายให้ไปใช้วิธีการความรุนแรงที่ไหนทั้งสิ้น"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ ยังคาใจไหม อย่างกรณียิงมัสยิด"

คำต่อคำ : "คือตราบเท่าที่เรายังจับตัวพิสูจน์ไม่ได้ ผมว่าเราไม่ควรสรุป เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้ คือว่ารัฐบาลและหน่วยงานหลักไม่มีใครมีนโยบายแน่นอนที่จะให้ไปทำอะไรอย่างนี้ ตรงนี้ยืนยัน"

ผู้สื่อข่าว : "คือเรายังไม่ได้ตัดประเด็นที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไปทำ ออกทิ้งไป"

คำต่อคำ : "ผมไม่อยากใช้คำว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะว่าคือมันไม่ใช่เรื่องของการไปทำในนามของรัฐแน่นอน เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบาย แต่ถ้าคนที่ไปทำสถานะเป็นอะไร สุดแล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของคน ๆ นั้น เราก็ต้องจับมาลงโทษ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นอะไร เอาอย่างนี้ดีกว่า"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ ให้น้ำหนักแค่ไหนกับบางกระแสที่บอกว่า บางหน่วยข่าวก็รายงานว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นักการเมืองกลุ่มเก่า กลุ่มโน้นกลุ่มนี้"

คำต่อคำ : "ผมมีคนที่รายงานข้อมูลมาหลาย ๆ ด้านนะครับ แต่อย่างที่บอกคือตราบเท่าที่ยังไม่ได้พิสูจน์อย่าพูดดีกว่า พูดแล้วเดี๋ยว"

ผู้สื่อข่าว : "แต่ว่าไม่ตัดประเด็น"

คำต่อคำ : "ผมยังไม่ตัดอะไร ทั้งนั้นละครับ แต่ว่าถือว่าต้องเร่งรัด โดยเฉพาะทางตำรวจ ให้สะสางเรื่องนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องบอกก็คือว่าในแง่ของนโยบายชัดเจน ในแง่ของการที่จะต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ที่จะทำให้เหตุการณ์สงบ ผมก็ยังต้องขอความร่วมอย่างต่อเนื่อง และทางเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องไปขอความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและให้ความเป็นธรรมกับทุกกรณีที่เกิดขึ้น ผมก็ต้องขอบคุณมิตรประเทศหลายประเทศเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงจำได้ว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกที่ผมเดินทางไป และท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้แถลงข่าว แล้วมีบทบาทต่อเนื่องชัดเจนว่าเรื่องนี้ เขาเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเรา และเราก็จะแก้อันนี้เป็นเรื่องภายในของเรา และถ้ามีอะไรที่เขาสนับสนุนได้ เขาสนับสนุน วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมก็ไปมาเลเซีย ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศ ในทำนองเดียวกันเลย ชัดเจน เรื่องภายในของเรา จะต้องแก้ให้เกิดความสงบสุขภายใต้รัฐธรรมนูญของเรา เขาไม่แทรกแซง แต่มีอะไรที่เราอยากให้เขาช่วย เขาก็ยินดี ซึ่งผมก็ไปขอเขาเรื่องการศึกษา เรื่องช่วยกันผลักดันโครงการพัฒนา เรื่องการข่าว และเรื่องของชายแดน พรมแดน"

ผู้สื่อข่าว : "มองในแง่ของกองทัพ ท่านนายกฯ พอใจบทบาทกองทัพแค่ไหน หรือว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ หรือว่าอย่างไร"

คำต่อคำ : "ผมคิดว่า

      ๑. ประการแรก นะครับ ต้องเห็นใจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้น และอยากให้กำลังใจ

      ๒. อันที่สอง เราก็ต้องยอมรับว่าตราบเท่าที่ยังมีเหตุการณ์ ยังมีความสูญเสียอยู่ ทุกคนก็ต้องปรับปรุง

      ๓. สาม ผมก็รู้ว่าเมื่อรัฐบาลพยายามหมุนมาเรื่องการพัฒนา การเมืองนำการทหารมันคงไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติได้ทันที ทันใด กับทุกคน และก็ต้องอาศัยเวลา และจะไปเกี่ยวเนื่องกับเรื่องต่อไปที่รัฐบาลก็กำลังทบทวนอยู่ คือเรื่องของการใช้กฎหมายในพื้นที่
ซึ่งมีทั้งกฎอัยการศึก ทั้ง พ.ร.ก. และตอนนี้ความจริงก็มีอีกเครื่องมือหนึ่งซึ่งเรามีขึ้นมาใหม่ นั่นคือกฎหมายความมั่นคง ก็มีการขอให้ประเมิน คือผมเข้ามาทราบว่า พ.ร.ก. เขาใช้ทีละ ๓ เดือน และก็ต่อมา ๑๕ , ๑๗ ผมจำนับไม่ทั่วแล้ว ตั้งแต่ปี ๔๘ เป็นต้นมา"

ผู้สื่อข่าว : "นโยบายหรือแนวทางรัฐบาลเรามีความยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับเรื่องเขตปกครองพิเศษอะไร ซึ่งคนมองว่าจะเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้"

คำต่อคำ : "ผมไม่อยากใช้คำว่าเขตปกครองพิเศษ เพราะว่ามันสับสน บางคนไปเรียกอะไรเขตปกครองตนเองจะยิ่ง เอาหลักแรกก่อนทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรแบ่งแยกไม่ได้"

ผู้สื่อข่าว : "ที่มุสลิมเขาอยากได้คือกฎหมาย"

คำต่อคำ : "สอง รูปแบบท้องถิ่น หรือรูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นพิเศษในบางเรื่องรับได้ กรุงเทพมหานครก็เป็น พัทยาก็เป็น ส่วนรูปแบบเลือกตั้งจะเป็นคำตอบหรือเปล่า อันนี้ผมยังไม่แน่ใจ แต่ว่าบางเรื่องความพิเศษจะต้องมี เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้มาตรการที่ใช้อยู่ในแง่ของการลดหย่อนสิทธิพิเศษอะไร ก็ต่ออายุถึง ๒๕๕๕ และโครงการพัฒนาที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) กำลังทุ่มลงไป ก็คือการที่จะมีเป้าหมายของการบริหารเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับรายได้ แบบที่ไม่ได้ทำเป็นการเฉพาะในพื้นที่อื่น ซึ่งพื้นที่นี้ยากจนมากและมีคนว่างงานสูงมาก ก็ต้องมีแผนพิเศษ และขณะนี้คือกำลังให้ทำเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งแนวคิดเบื้องต้นที่กระทรวงการคลังเสนอมาก็บอกว่า เอา ๕ เรื่องหลัก จับ ฮาลาล ท่องเที่ยว ปาล์ม ยางพารา และประมง อันนี้เป็นความพิเศษ

นอกจากนั้นระบบการศึกษาความจริงก็มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอยู่ ก็เพียงแต่ว่าตรงนี้เราก็ให้การยอมรับให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ตอนนี้มีการสนับสนุนบุคลากรเข้าไปด้วย มันก็มีความเป็นพิเศษอยู่ บางเรื่องก็กำลังศึกษา เช่น ชารีอะห์ ชารีอะห์นี่อธิบายก่อนว่าไม่เกี่ยวกับคดีอาญา เป็นเรื่องคดีบางประเภท เช่น คดีครอบครัว คดีมรดก ซึ่งของเราก็มีอยู่กลาย ๆ ในรูปที่เป็นดาโต๊ะยุติธรรม แต่อาจจะปรับมากขึ้น อย่างนี้ก็ไม่ได้มีปัญหา ฉะนั้นถ้าความหมายของคำว่าเขตพิเศษเป็นเรื่องแบบนี้ ก็ไม่มีปัญหา และผมคิดว่าจำเป็น เพื่อที่จะตอบสนองต่อความหลากหลาย และประวัติศาสตร์วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเชื่อของคนในพื้นที่"

ผู้สื่อข่าว : "แต่มีการพูดเสมอว่าพอเปลี่ยนรัฐบาลหรือพอมาเป็นรัฐบาลนี้ เมื่อก่อนจะมีพอเกิดเรื่องที จะย้ายแม่ทัพภาค ๔ จะต้องเปลี่ยนบุคคล คือรัฐบาลนี้ไม่ได้มีนโยบายแบบนั้น หรือว่าบางครั้งก็จำเป็น"

คำต่อคำ : "ที่จริงเรื่องหลักเป็นเรื่องนโยบาย และการโยกย้ายก็จะมี ก็ต่อเมื่อชัดเจนว่าผู้ที่อยู่ตรงนั้นไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้ ในขณะนี้ผมว่าคงเร็วเกินไปที่จะไปทำอะไรอย่างนั้น ผมว่าต้องให้โอกาสคนทำงาน เรื่องนี้ผมก็ถือกับทุกกระทรวง ทุกเรื่องด้วย จะเห็นวิธีการทำงานของผมว่า ยิ่งในภาวะที่สังคมแตกแยกก็จะมีคนกล่าวหาว่าหน่วยงานนั้น หน่วยนี้ เกียร์ว่าง เกียร์ถอยหลัง เกียร์อะไร ผมก็ต้องบอกเราเพิ่งเข้ามา เราให้นโยบาย ดูสิว่าเขาทำหรือเปล่า ถ้าเขาบอกเขาไม่ทำนโยบาย อย่างนี้ก็ต้องไม่ได้ ใช่ไหมครับ"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกไหมคะว่าตอนนี้คนกำลังอาจจะผิดหวังกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ คืออย่างที่บอกตั้งความหวังไว้พอสมควร"

คำต่อคำ : "ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าผมเข้าใจความรู้สึก ไม่มีใครล่ะครับอยากให้สถานการณ์มันยืดเยื้อรุนแรง ไม่มีใครอยากเห็นความสูญเสียนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แม้แต่ผมไม่ต้องการเห็นความสูญเสีย เพราะผมเข้าใจความรู้สึก อยากเห็นปัญหามันจบ แต่ผมก็เป็นคนที่พูด ไม่ใช่เพิ่งมาพูดหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ผมพูดมาตั้งแต่วันแรกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และเราจะเปลี่ยนแนวทาง และผมบอกเลยว่าระหว่างที่เปลี่ยนแนวทาง นี่ต้องอดทน เพราะจะถูกท้าทาย เราต้องไม่ตกเป็นเหยื่อ คือผมอยากจะยืนยันนะครับ ตอนนี้ก็ไปเขียนกันว่าตกลงมันผิดหมดเลยหรือเปล่า แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจนี่ผมก็บอกวันที่ผมเข้ามา ผมพูดชัดไตรมาสแรกจะหนักกว่า จะหนักกว่า ๓ เดือนสุดท้ายปีที่แล้วนะ คือขณะนี้มันอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก แต่ผมได้อธิบายไปแล้วว่าแนวทางรัฐบาลคืออะไร เดินตามแนวทางนั้น และผมต้องรับผิดชอบแน่นอน สำเร็จหรือล้มเหลว คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือผม คือรัฐบาล"

ผู้สื่อข่าว : "แต่มีคนปรามาสว่าประชาธิปัตย์ก็แก้ไม่ได้หรอกปัญหาภาคใต้"

คำต่อคำ : "ผมก็ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ยาก แต่ผมก็ยืนยันว่าแนวทางที่กำลังเดินจะเป็นแนวทางที่น่าจะยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาที่สุด ปัญหาที่ท้าทายเวลานี้คือ

      ๑. หนึ่ง ในส่วนรัฐบาลปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม กับ

      ๒. สอง สังคม สังคมเชื่อเหมือนที่รัฐบาลเชื่อไหมว่าต้องแก้ด้วยการพัฒนา ถ้าเชื่อต้องอดทน ต้องร่วมมือ ถ้าไม่เชื่อก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าถ้าไม่เชื่อความหมายว่าจะกลับไปใช้ความรุนแรง ผมบอกว่าไม่ใช่ผม ไม่ใช่รัฐบาลผม ถ้าสังคมต้องการกลับไปใช้ความรุนแรง ผมต้องไม่อยู่ตรงนี้ ผมจะไปทำตรงนั้น เพราะผมคิดว่าการกลับไปตรงนั้น คือหนทางที่จะนำไปสู่การลุกลามบานปลาย และความสูญเสียสำหรับประเทศโดยส่วนรวมในที่สุด"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ คิดว่าถ้าเราไม่ไปวุ่นวายกับเรื่องจัดการคุณทักษิณ สกัดกั้นอะไร เราจะทำอะไรได้มาก"

คำต่อคำ : "ตรงนั้นไม่มีอะไรล่ะครับ ตรงนั้นเป็นเรื่องข่าวที่คนจะสนใจ แต่ว่าเวลาที่ผมใช้ ผมว่าใครมาดูการทำงานผมทุกวันก็ได้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องภาคใต้ ตอนนี้ผมพยายามมาดูเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องหลักอยู่ตลอด อาจจะอ่านข่าวเรื่องอดีตนายกฯ หรืออะไรบ้าง และก็ถามข้อเท็จจริง ไม่ถึง ๕ นาที ๑๐ นาที ล่ะครับ ผมบอกตั้งแต่ต้นว่าผมมีหน้าที่แก้ปัญหาของคน ๖๐ กว่าล้านคน ไม่ใช่ปัญหาของคนหนึ่งคน แต่ขณะเดียวกันเรื่องของอดีตนายกฯ ที่มันเกี่ยวกับประโยชน์ของประเทศก็คือว่า ผมต้องการให้ประเทศเราเป็นประเทศที่รักษากฎหมาย ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ พูดมาวันนี้ คือโอเคความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพก็ดี แต่เคยคิดเผื่อใจไหมคะว่าวันหนึ่งถ้าเผื่อด้วยความเป็นประชาธิปัตย์หรือนายกฯ ยอมหลักการคนหนึ่ง จะมีปัญหากับทหาร"

คำต่อคำ : "ทำใจไหม ผมก็อยากจะมองคนในแง่ดีทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นในระบบราชการ และของประเทศ ในสถาบัน องค์กรหลัก ๆ คงจะอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าเหมือนกับที่ผมอยากเห็น เพราะฉะนั้น ผมจะมีสมมุติฐานก่อนว่าไม่น่าจะขัดแย้งกันเรื่องนี้ แต่ผมก็อยู่กับความเป็นจริง มันอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นได้ผมต้องเลือกข้าง ก็ต้องเลือกข้างประชาชน และผมไม่ได้ติดยึดอยู่แล้ว ถ้าเลือกข้างประชาชนแปลว่าไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงตามระบอบประชาธิปไตย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- บริหารไข้หวัดเชิงรุก เปิดเผย หวัดไม่ร้ายแรงอย่างที่กลัวกัน
ประเด็น : นายกฯ “อภิสิทธิ์” เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพราะรัฐบาลใช้วิธีการในเชิงรุกในแก้ปัญหานี้และเป็นสถานการณ์ปัญหาที่ควบคุมได้ โดยนอกจากจะใช้นโยบายที่เปิดเผยแล้ว พยายามทำให้เร็วเพื่อไม่ให้กระทบกับภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และให้ดูแลตัวเองหากรู้สึกไม่สบายก็อยู่บ้าน แนะวิธีการป้องกันโดย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย

รัฐบาลใช้นโยบายเปิดเผยไม่ปิดบังผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙

คำต่อคำ :
"...สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เช่นเดียวกันครับ ปัญหาในเรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ก็เป็นปัญหาซึ่งได้เพิ่มพูนระดับของปัญหาขึ้น เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่านอกจากการเริ่มพบผู้ป่วย ซึ่งติดเชื้อกันในประเทศของเราเองแล้ว ก็พบว่ามีการเดินทางมาของนักท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อเดินทางกลับไปแล้วก็มีรายงานว่าติดเชื้อ ดังนั้น เราต้องย้อนกลับไปตรวจสอบพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ภูเก็ต และยังมีอีกหลายจังหวัด รวมไปถึงในกรุงเทพมหานครเองในบางโรงเรียน เพราะฉะนั้น ก็ทำให้ตัวเลขของผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ที่ผมพูดอยู่ประมาณ ๘๐ กว่าราย สิ่งที่ผมอยากจะเรียนคืออย่างนี้ครับ ประเทศไทยและรัฐบาลไทยจะใช้นโยบายที่เปิดเผย ไม่มีการปิดบังข้อเท็จจริง เพราะว่าเราต้องการที่จะรายงานสภาพความเป็นจริงให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวโลกได้ทราบ จะได้มั่นใจว่าเราไม่ได้มาปิดบังเพื่อประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ขณะเดียวกันครับการทำงานของเราค่อนข้างจะเป็นไปในเชิงรุก ตัวอย่างของการไปพบที่พัทยา เราไม่ได้รอให้คนเข้ามามีอาการแล้วรายงาน แต่ว่าพอเราทราบข่าวว่าชาวไต้หวันมาติดเชื้อจากพัทยา เราส่งทีมลงไปเพื่อไปตรวจในพื้นที่ และก็พบว่ามีหลายคนครับที่เราตรวจพบว่าติดเชื้อ แต่ยังไม่มีอาการ การทำอย่างนี้แม้ว่าตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว แต่ทำให้เราสามารถที่จะดูแลแก้ไขปัญหาได้

สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนคือว่าอย่าตื่นตระหนกครับ จริง ๆ แล้วขณะนี้ทั่วโลก เราก็ดูสถิติเห็นได้ชัดครับว่า อัตราการตายจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ต่ำมาก ต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ปกติด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ทำให้เราอาจจะไม่ต้องไปตื่นตระหนก ตกใจกับการเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่แก้ไข เพียงแต่ว่าการแก้ไขต้องยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยทุกวันเฉพาะที่สนามบินก็หลายหมื่นคน และหลายคนจะสามารถผ่านการตรวจเรื่องของอุณหภูมิมาได้ เพราะว่าคนที่ติดเชื้ออาจจะยังไม่มีอาการ หรือถ้าสมมติว่าเขากินยาแก้ไข้หรืออะไร ก็จะทำให้เราไม่สามารถตรวจพบได้ แต่ว่าการที่เราใช้วิธีการในเชิงรุกรีบเข้าไปดูว่าใครติดเชื้อบ้าง และให้การดูแลรักษา เป็นแนวทางที่ผมคิดว่าจะทำให้เราไม่มีความสูญเสียจากโรคนี้ ขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปก็พึงใช้ความระมัดระวังเหมือนกับไข้หวัดปกตินี่ล่ะครับ หมั่นล้างมือ แล้วก็เห็นใครมีอาการอะไรอย่างไรนั้น หรือตัวเองมีอาการก็ควรที่จะแยกตัวออกมา แต่นักเรียนก็อย่าไปโรงเรียน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสถานการณ์นี้แม้ว่าในช่วงต่อไปคาดหมายได้ว่าจะมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่เป็นสถานการณ์ที่ควบคุมได้ และไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องตื่นตระหนก ตกใจ อะไร"

ผู้ดำเนินรายการ : "คราวนี้มาเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องราว"

ผู้ดำเนินรายการ :"คุณจะไม่ถามครอบครัวหน่อยเหรอ ตอนนี้เรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่"

ผู้ดำเนินรายการ : "กำลังจะถามอยู่เลยค่ะเรื่องราวของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพราะว่านุ้ยเองบางทีก็ไปตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ ไม่รู้ว่าเราจะติดมาหรือเปล่า ทางภาครัฐมีมาตรการอย่างไร"

คำต่อคำ :
"เมื่อกี้ก็อธิบายไป คุณหมอคงทราบดีกว่าผมว่ามันก็เหมือนกับไข้หวัด มันก็ติดค่อนข้างง่าย และโดยเฉพาะประเทศเราก็เดินทางไปมาหาสู่ และทั่วโลกก็เดินทางกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น มันก็พบกันมากขึ้นตอนนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่จะเริ่มจากต้นตอของคนที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่ระบาดไปแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกาบ้าง อะไรบ้าง ตอนนี้เราจะเห็นตัวเลขในทุกประเทศเวลามันขึ้นก็จะขึ้นเร็ว บางประเทศ สหรัฐฯ หลักหมื่น ออสเตรเลียหลักพัน ญี่ปุ่นหลักร้อย ของเราผมคาดว่าวันนี้ที่อัดรายการ พรุ่งนี้ก็คงถึงหลักร้อยเป็นไปได้ แต่ก็ยอมรับ แต่ว่าความรุนแรง คือหลายคนจะนึกย้อนกลับไปเรื่องโรคซาร์ส เรื่องไข้หวัดนก อันนั้นอัตราการสูญเสียการตายค่อนข้างสูง แต่ตัวนี้ที่ติดตามตัวเลขมาค่อนข้างต่ำ น่าจะต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ปกติด้วยซ้ำ เพียงแต่สำหรับคนที่อายุน้อยต้องระมัดระวังหน่อย เท่าที่ดูจากสถิติ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ภูมิต้านทานไม่ค่อยดี ต้องระวัง"

คำต่อคำ :
"ภูมิต้านทานจะน้อยหน่อย เพราะฉะนั้น ก็พึงระมัดระวังเหมือนกับโรคติดต่อต่าง ๆ และถ้ารู้ตัวว่าตัวเองไม่สบาย ผมคิดว่าก็อย่าไปเป็นภาระคนอื่น ก็หยุดอยู่บ้าน จะเป็นนักเรียนหรือจะเป็นคนทำงานก็แล้วแต่"

ผู้ดำเนินรายการ : "ความเชื่อมั่น ณ ตอนนี้ปัญหาอยู่ที่โรงเรียน แหล่งชุมชนต่าง ๆ มหาวิทยาลัย"

คำต่อคำ : "นโยบายผมก็ให้ไปชัด อย่างโรงเรียนก็บอก สมมติเจอห้องเรียนก็ปิดห้องเรียน และถ้าจำเป็นต้องปิดโรงเรียนก็ปิด ดีกว่าปล่อยให้ติดต่อกันมาก ๆ เพราะว่าผมดูในหลาย ๆ ประเทศเขาก็ต้องทำอย่างนี้ บังเอิญโรงเรียนเก่าผมที่อังกฤษ มีเด็กติด ๕ คน เขาก็ปิด"

ผู้ดำเนินรายการ : "แล้วอย่างนี้ท่านนายกฯ ได้เตือนลูกสาวไหมคะ เพราะว่าเข้าไปรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว"

คำต่อคำ : "จริง ๆ ก็เรื่องสุขภาพต้องดูแลอยู่แล้ว ต้องเตรียมกันอยู่แล้ว และทุกคนก็เหมือนกันหมั่นล้างมือ ไปในที่ชุมชนอะไรต่าง ๆ ถ้ามีอะไรที่ระมัดระวังได้ก็สามารถทำได้ ใส่หน้ากาก"

ผู้ดำเนินรายการ : "มีสโลแกนครับ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และเพิ่มคำที่นายกฯ ใส่หน้ากากอนามัย"

ดำเนินรายการ : "บางคนประหยัดแบบเป็นผ้าอย่างนี้ไม่ถูกต้องใช่ไหมคะคุณหมอ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ครับ จริง ๆ แล้วก็พอใช้แทนกันได้"


คำต่อคำ :
"พูดง่าย ๆ ก็คือเข้าทางปาก ทางจมูก ทางตา โดยเฉพาะเรื่องมือถ้าไม่ได้ล้างไปขยี้ตา อันนี้ไม่ได้"

ผู้ดำเนินรายการ : "แต่ทีนี้ในลักษณะของการกระทบทางด้านสาธารณสุข เราก็มีการวางไว้ แต่ท่านกลัวไหมครับว่าจะไปกระทบต่อเศรษฐกิจ ไปกระทบต่ออะไรทั้งหลายในเรื่องตรงนี้"

คำต่อคำ :
"การท่องเที่ยวคงจะกระทบ เพราะต้องยอมรับว่าจะมีคนจำนวนหนึ่ง พอมีข่าวคราวแบบนี้ ประเทศไหนมีก็ไม่ไป แต่ผมก็ยืนยันว่านโยบายที่เปิดเผยนี่ดีกว่า คือบางคนบอกว่าจะไปเปิดเผย เขาก็ตกใจ ผมบอกว่าถ้าสมมติว่าเราไปปิดบัง และเขามาเจอ และเราปิด อันนั้นจะหนักหนาสาหัสเลย เขาจะไม่ไว้วางใจ เขาจะไม่เชื่อมั่นเราเลย เพราะฉะนั้น ผมได้ให้นโยบายไปว่านอกจากจะเปิดเผยแล้ว พยายามทำให้เร็ว เข้าไปทำในเชิงรุก เมื่อกี้ก็เล่ากันไป"

ผู้ดำเนินรายการ : "ฉะนั้นคำถามที่ชัดเจนเรื่องนี้ทิ้งท้ายไว้ก่อนว่า คำว่า “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ผมก็ถามว่าท่านเชื่อมั่นในระบบของสาธารณสุขไหมครับ"

คำต่อคำ :
"เชื่อครับ ตอนนี้เชื่อเพราะว่าผมเห็นการทำงานรวดเร็ว แต่ว่าแน่นอนครับความเป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิด ทำให้เราก็มีความเสี่ยงต่อการที่จะมีคนติดค่อนข้างมาก แต่ที่ผ่านมาก็ดูแลได้ครบถ้วนทุกคน หมายความว่ารักษา ส่งกลับบ้านเรียบร้อย และหลายรายเจอตั้งแต่ก่อนที่จะมีอาการรุนแรงด้วยซ้ำ ทำให้เราทำได้ง่ายขึ้น ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนด้วย รู้สึกว่าตัวเองไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร รีบไปหาหมอ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ก็ถือว่าวิกฤตนี้ก็เป็นโอกาสด้วยที่ทำให้ทุก ๆ คนได้มาดูแลสุขภาพตัวเอง"

คำต่อคำ :
"ก็ไม่อยากจะไปมองอย่างนั้นนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : "เรียกว่าไม่ต้องตื่นตระหนกมาก แต่ว่าระวังไว้ดีกว่านะคะ"

(กลับไปด้านบน)

- ไทยเข้มแข็ง: ลงทุนพัฒนาคน เศรษฐกิจ
ประเด็น : พ.ร.บ. กู้เงินหากผ่านสภาฯ จะนำเงินมาลงทุนในโครงส้รางพื้นฐานในโครงการไทยเข้มแข็ง และโครงการที่จะลงทุนนั้นต้องตรวจสอบดูถึงโครงการที่มีความพร้อมที่จะพัฒนาและโครงการนั้นต้องได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ทั้งในเรื่องสาธารณสุข คมนาคม และแหล่งน้ำเป็นต้น ทั้งให้ประชาชนตรวจสอบโครงการได้อย่างละเอียด และหนี้ที่เกิดจากการกู้เป็นหนี้ของรัฐบาล ส่วนการใช้หนี้เป็นการเก็บภาษี เมื่อเศรษฐกิจดี การเก็บภาษีก็ดีด้วย

คำต่อคำ :
"...ผมจะเดินทางไปที่จังหวัดสมุทรสาครครับ เพื่อเป็นตัวอย่างของโครงการไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลกำลังจะเอาเงินที่กู้ยืมในประเทศ จะออกพันธบัตรหรือกู้ยืมในประเทศมาใช้ในการลงทุน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจริง ๆ นั้นคือการลงทุนเพื่อความเข้มแข็งของประเทศไทยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน วันนี้จะไปดูประตูระบายน้ำ ได้เห็นภาพในเรื่องของการขยายถนน แล้วก็ในเรื่องของงานทางด้านสังคม เช่น งานทางด้านสาธารณสุข ซึ่งจะไปเยี่ยมโรงพยาบาล วันนี้ก็เลือกจังหวัดสมุทรสาครที่จะไปดูกัน..."

ผู้ดำเนินรายการ : "ไปที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบนใช่ไหมคะ"

คำต่อคำ : "วันจันทร์เป็นต้นไป รัฐบาลกำลังขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาฯ ช่วยผ่านกฎหมาย ๓ ฉบับก็ว่าได้ ฉบับหนึ่งคือกฎหมายงบประมาณประจำปี อันนี้เป็นเรื่องปกติ อีกฉบับเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) และอีกฉบับเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ในเรื่องเดียวกัน คือขออำนาจรัฐบาลในการกู้เงิน ซึ่งผมขอย้ำว่าเป็นการกู้ภายในประเทศ จริง ๆ แล้วคือจะเอาเงินซึ่งแช่อยู่ในระบบธนาคารของคนไทยด้วยกันเอง เอามาใช้ ทีนี้เอามาใช้เอามาทำอะไร ชื่อโครงการคือไทยเข้มแข็ง หลายคนกังวลว่าหนี้สินเพิ่มหรือเปล่า ผมก็เลยเริ่มไปแสดงให้เห็นว่าเรากำลังทำอะไร สิ่งที่เรากำลังทำคือกำลังไปลงทุนในสิ่งซึ่งประชาชนเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทยรอคอยมานาน

เสร็จจากนั้นผมก็ไปที่อำเภอบ้านแพ้ว ไปดูประตูระบายน้ำชื่อ "บางยาง" ก็ถามว่าเป็นยังไง เขาบอกว่าพื้นที่นั้นมีคลองระหว่างแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แล้วมันต้องควบคุมสภาพระดับน้ำเพื่อประตูน้ำ ปรากฏว่าประตูน้ำที่เขาใช้อยู่นี้ทำสมัยสงครามโลก ตอนแรกผมก็ถามเหมือนกันว่าครั้งที่ ๑ หรือเปล่า เสร็จแล้วเขาใช้มือหมุน และก็เริ่มรั่วเริ่มอะไรต่าง ๆ ชาวบ้านบอกว่าขอโครงการนี้มาเป็นสิบ ๆ ปี ก็ไม่ได้ และวันนี้โครงการในเรื่องของแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ ในส่วนของไทยเข้มแข็งก็จะลงไปทำตัวนี้ ก็บอกว่าอันนี้ยากหน่อยนะครับ ยากกว่าสร้างตึกโรงพยาบาลอีก เขาบอกว่าต้องรื้อและสร้างใช้เวลาเกือบ ๓ ปี แต่ว่าพร้อมที่จะดำเนินการปลายปีนี้ ถ้าทุกอย่างในเรื่องของเงิน เงินกู้ที่เข้ามางบออกมา ชาวบ้านก็แก้บนกันไปหลายคน เพราะว่าน้ำท่วมครับ ที่เดือดร้อนคือน้ำท่วมมาทุกปี ๆ ตรงนี้ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง พอดีรีบกลับมาเนื่องจากว่าต้องสัมภาษณ์อะไรต่าง ๆ ด้วย เลยไม่ได้ไปดูอีกโครงการหนึ่งที่เป็นตัวอย่าง เป็นการขยายถนนให้เป็น ๔ ช่องจราจร ระหว่างถนนพระประโทน-บ้านแพ้ว ซึ่งตรงนั้นจะเป็นในหมวดของคมนาคม

เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วมีหมวดคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำ หรือการบริหารจัดการน้ำ โรงเรียน เสียดายวันนี้ยังไม่ได้ไปดูโรงเรียน และก็มีสาธารณสุข นอกนั้นจะเติมเป็นเรื่องแหล่งท่องเที่ยวบ้าง ปัญหาภาคใต้ซึ่งมีงบเพื่อไปทำให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอะไรต่าง นี่คือสาระของมัน ผมเลยบอกว่า คือไม่สบายใจเหมือนกัน อ่านบอกเป็นเรื่องกู้ เป็นเรื่องหนี้ ที่จริงเป็นเรื่องลงทุน และเป็นการลงทุนซึ่งกระจายไปทั่วประเทศ แล้วจะเป็นตัวสร้างงานด้วย ระหว่างที่โครงการเหล่านี้ทำ เราก็ตั้งเป้าว่าจะสร้างงานให้ได้สัก ๑.๕-๒ ล้านคน ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย และไม่ใช่เป็นการกระตุ้นที่ไปพึ่ง เมื่อก่อนจะพึ่งโครงการใหญ่ ๆ ๒-๓ โครงการ โครงการเป็นแสนล้าน ปรากฏว่าพอมีปัญหาขึ้นมาก็ไม่มีอะไรขยับ แล้วก็กระจุกตัวอยู่ ไม่ใช่ อันนี้คือกระจายไปทั่วประเทศ และขณะนี้ผมขอให้ทางท่านรัฐมนตรีทั้งหลายลงพื้นที่แบบเดียวกัน ไปดูความพร้อมของโครงการเหล่านี้ และที่สำคัญคือเวลาไป พี่น้องประชาชนจะมา เราก็จะฝากเลยพี่น้องประชาชนบอกว่า หนึ่ง ช่วยดูหน่อยนะที่เขาบอกว่าจะเอาตึกนี้ไหม เสร็จภายในปีหน้า ดูแลให้เสร็จด้วย สอง ซักให้ละเอียดเลย ตึกราคาเท่าไหร่ ยังไง ถ้ามีอะไรไม่โปร่งใสบอกรัฐบาลมา"

ผู้ดำเนินรายการ : "แค่ปักป้ายราคาไม่พอ ต้องเข้าไปดูด้วย"

คำต่อคำ : "เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเชิญชวนว่าพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าทุกอำเภอมีโครงการในไทยเข้มแข็งแน่นอน ติดตามสอบถามสิ เราก็กำลังเอารายละเอียดของพวกนี้ขึ้นเว็บไซต์หรือเผยแพร่ออกไป เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้ติดตามด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ : "ตรงนี้คุณนุ้ยครับ ขีดเส้นใต้อีกเหมือนกันครับ ผมชอบเน้นตรงนี้หน่อยนึง คำว่า "ไทยเข้มแข็ง" ถ้าพูดถึงตอนแรก กู้เงินมา ๆ สร้างโน้นสร้างนี่ แต่ท่านพูดให้เป็นภาพชัดเจน"

คำต่อคำ : "ไม่ใช่พูดสร้างโน้น พูดสร้างหนี้อย่างเดียว ผมอยากจะบอกว่าหนี้นี่คือหนี้สาธารณะ มันไม่เหมือนหนี้ของคน หนี้สาธารณะคือหนี้ของรัฐบาล การใช้หนี้ของรัฐบาลคือการเก็บภาษีในวันข้างหน้า ซึ่งมันเป็นหลักทั่วไปของการบริหาร ยามเศรษฐกิจดี เราก็จะเก็บภาษีเขามาได้เยอะ เราก็จะใช้จังหวะช่วงนั้นในการใช้หนี้ และก็เป็นการทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ เพราะเศรษฐกิจดี ถ้าร้อนเกินไป ไม่ดีใช่ไหมครับ เราก็เก็บเงินเข้ามาเป็นภาษี เวลาเศรษฐกิจไม่ดี เราก็จะเก็บภาษีได้น้อย คนก็จะว่างงาน เราก็จำเป็นจะต้องมาลงทุนในช่วงอย่างนี้ และหนี้ก็จะสูงขึ้น เพราะฉะนั้น หนี้สาธารณะจะขึ้น-ลงอยู่ตลอดเวลา จริง ๆ พวกเราแทบจะไม่รู้ตัวว่าเราเป็นหนี้เพิ่มขึ้น น้อยลงหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องการบริหารจัดการการเงินการคลัง ยกเว้นเราไม่มีวินัยเลยเรียกว่าเอาจนท่วม จนประเทศล้มละลาย

ซึ่งผมยืนยันได้ว่าที่เราทุ่มในการลงทุนครั้งนี้ดูตัวเลขว่า เขาจะดูตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของประเทศ มันจะขึ้นไปถึงประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี่ใกล้เคียงกับเมื่อตอนที่เราผ่านวิกฤตครั้งที่แล้ว แล้วก็ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ และเป็นระดับที่สากลยอมรับได้ และก็ดูแลแล้วว่าไม่เกินเลยไปกว่านี้ เพราะฉะนั้น ขอให้มั่นใจว่าวันนี้ปัญหาไม่ใช่เรื่องหนี้ ปัญหามาช่วยกันดูดีกว่าว่าเราจะเข้มแข็ง เราจะลงทุนกันหรือยัง ทำให้ได้เร็ว ทำให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำอย่าให้รั่วไหล ทำให้ตรงกับความต้องการของประชาชน"

ผู้ดำเนินรายการ :"ทีนี้คำว่า “ไทยเข้มแข็ง” ท่านผู้ชมคงจะมองเห็นภาพชัดนะครับ ลงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ลงด้วยตัวบุคคล จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นการทำให้ คำว่า “ไทย” คือ คนไทยแข็งแรงขึ้นทางด้านสุขภาพด้วย"

คำต่อคำ :
"คือจริง ๆ แล้วประเทศจะแข็งแรงได้ คนจะต้องแข็งแรง แต่ว่าคนจะแข็งแรงได้ ก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้วยที่จะทำให้แข็งแรงได้ มันก็เข้มแข็ง ความเข้มแข็งก็ต้องทั้งคนทั้งประเทศทั้งโครงสร้างพื้นฐานก็ไปด้วยกัน"

ผู้ดำเนินรายการ : "เพราะฉะนั้น ถ้าภาพนี้ อยากจะให้ไหลมาทางกระทรวงสาธารณสุขเยอะ ๆ เลยนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ต้องได้อยู่แล้วใช่ไหมคะ"

คำต่อคำ :
"ก็เป็นส่วนหนึ่งครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : "แต่มีไปทางด้านอื่นด้วย"

คำต่อคำ :
"ก็เป็นการขนส่งคมนาคม พลังงาน ส่วนหนึ่ง น่าจะประมาณ ตรงนั้นจะแพงหน่อย และถัดลงมาอาจจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ อันนี้สำหรับเกษตรกร และก็มีการศึกษา กับสาธารณสุข รวมกันก็จะใกล้เคียงกับแหล่งน้ำ"

ผู้ดำเนินรายการ : "อันนี้คือทุก ๆ จังหวัดเลยจะได้ทั่วถึง"

คำต่อคำ :
"ใช่ครับ ทั่วประเทศ ผมจะดูแลและวันที่จะเข้าสภาฯ วันจันทร์ก็จะให้มีการกระจายตัวเลขออกมา แต่ละจังหวัดได้เงินเท่าไหร่ในแต่ละด้าน"

ผู้ดำเนินรายการ : "คือทุกจังหวัดจะต้องได้งบประมาณตรงนี้หรือคะ"

คำต่อคำ :
"ต้องได้ครับ เพราะผมบอกแล้วว่าแนวของการทำโครงการไทยเข้มแข็ง เรื่องการไปกู้เงินจะไม่ได้เอามาทำโครงการยักษ์ใหญ่อยู่ไม่กี่โครงการ ต้องการให้มันไปทั่วประเทศ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ท่านห่วงอะไรไหมครับใน ๒ วันที่จะมีการอภิปราย"

คำต่อคำ :
"ไม่ห่วงหรอกครับ ก็เป็นกระบวนการของสภาฯ แต่ว่าต้องขอความร่วมมือท่านสมาชิกรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลก็ขอความกรุณาเข้าประชุม ฝ่ายค้านก็จะขอความกรุณาว่ายกมือให้เถอะ แต่ว่าก็เป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย และยินดีที่จะรับฟังเหตุผลการท้วงติง"

ผู้ดำเนินรายการ : "ถ้าได้มาก็เป็นอานิสงส์ที่ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนทุกคนได้"

คำต่อคำ :
"ผมยืนยันนะครับว่า ผมมาขออนุมัติ ผมไม่อยากขออนุมัติเงินกู้หรอก ผมมาขออนุมัติทั้งแหล่งน้ำ ขออนุมัติทั้งถนน ขออนุมัติทั้งโรงเรียน ทั้งโรงพยาบาล ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ถ้าท่านให้ก็คือได้สิ่งเหล่านี้ ถ้าท่านไม่ให้ก็ยังทำไม่ได้เท่านั้นเองครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ต้องเร่ง นุ้ยเชื่อว่ามีไอเดียที่ดีแล้ว มีแนวคิดที่ดีแล้ว มีนโยบายที่ดีแล้ว ก็ต้องเร่งที่จะทำซะตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมคะ ไม่อย่างนั้นประเทศอื่น ๆ เขาก็ไปกันไกล"

ผู้ดำเนินรายการ : "แต่คมที่สุดก็คือว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมคือตรวจสอบด้วย อย่าปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ นะครับ เพราะว่าจะเร่งรัดกันได้หรือไม่ได้ไปเคาะประตู ส.ส. บอก ส.ส.ด้วย"


คำต่อคำ : "อันนี้ก็เป็นเงินที่พี่น้องต้องหวงแหนพอ ๆ กับงบประมาณ งบประมาณคือภาษีปัจจุบัน เงินนี้คือภาษีอนาคต"

(กลับไปด้านบน)

- ไทยเข้มแข็ง : ยกระดับสถานีอนามัย
ประเด็น : ๖-๗ ปีที่ผ่านมา งบประมาณด้านสาธารณสุขมีน้อยมากในด้านของการปรับปรุง เพิ่มความสามารถในการบริการ ประเทศไทยเข้มแข็งจะลงทุนในส่วนของสถานีอนามัยยกระดับเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาใกล้บ้าน และให้ อสม. ทำงานในเชิงรุกเพื่อป้องกันการเกิดโรค และเพิ่มศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพในชุมชน

คำต่อคำ :
"...จุดที่ไปจุดแรกก็โรงพยาบาลกระทุ่มแบน ที่โรงพยาบาลก็คงเหมือนกับอีกหลายอำเภอ หรืออาจจะเกือบทุกอำเภอ ทุกเช้าโดยเฉพาะถ้าวันธรรมดา ใครไปเห็นการเข้าคิว นั่งรอกัน ข้อเท็จจริงคือว่าเราแทบไม่ได้มีการจัดเงินมาลงทุนในการที่จะปรับปรุง ในการที่จะเพิ่มพูนความสามารถในการบริการด้านสาธารณสุขในภาครัฐมาหลายปีแล้ว ส่วนหนึ่งพูดตรงไปตรงมาคือว่าเพราะค่าใช้จ่ายในโครงการรักษาฟรี มันกินเงินไปเกือบหมด เพราะฉะนั้น ก็ไปดู ที่นี่คิวก็ยาวมาก และภายใน ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยนอก คือคนไข้ที่ไปทุกเช้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้น ไม่พอ เขาก็ต้องการอาคารอุบัติเหตุ อาคารผู้ป่วยนอก ตึก ๕ ชั้น ของบประมาณมา เขาก็บอกไม่รู้กี่ปีแล้วไม่เคยได้ นี่ล่ะไทยเข้มแข็ง คือบอกเอาเงินมาทำตรงนี้ซะ เพราะประเทศต้องการตรงนี้ แล้วจะรอจนกว่าเรามีเศรษฐกิจดี มีงบประมาณเข้ามา ไม่ใช่ ตรงกันข้ามก็ทำตรงนี้ ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ก็จัดสรรให้ ก็ถามเขาเลยบอกว่าแล้วพร้อมทำหรือเปล่า เขาบอกว่าถ้าสภาฯ อนุมัติเงินออกมา แบบทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว เพราะทุกปีรอเงินอย่างเดียว ตัวนี้ก็จะเริ่ม จะสร้างเสร็จภายใน ๑ ปี ผมเลยถาม เมื่อกี้ที่นั่งอยู่ก็มีท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวง ก็บอกว่าทั่วประเทศที่ขาดแคลนที่รอคอยตรงนี้ก็จะเข้ามาอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง อันนี้ตัวอย่างเรื่องสาธารณสุข…"

ผู้ดำเนินรายการ :"พูดตรงนี้ผมไม่ได้พูดเข้าข้างนะครับ พอดีอยู่ในวงการสาธารณสุขนะครับคุณนุ้ย เพราะว่าจริง ๆ แล้วงบประมาณในเรื่องการก่อสร้างหรือปรับปรุงสถานพยาบาล ประทานโทษถูกตรึง เขาเรียกว่าตอกหมุดมานานแล้ว ไม่มีงบมาเลย"

คำต่อคำ :
"ผมยืนยันว่าประมาณ ๖-๗ ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดเรื่องสาธารณสุข เงินส่วนใหญ่ไปมีปัญหากับเรื่องโครงการรักษาฟรี ๓๐ บาทอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การลงทุนน้อย ถนนนี่ ผมก็ทราบมาว่างบซ่อมแซมแทบไม่พอ อาจจะเป็นเพราะว่ามีการจัดงบประมาณไปเรื่องอื่น โรงเรียนก็เช่นเดียวกัน การปรับปรุงจะเป็นห้องปฏิบัติการ จะเป็นห้องสมุด ห้องอะไร น้อยมาก และผมขอในเรื่องการศึกษา ที่กำลังขอเพิ่มเติมคือเรื่องศูนย์เด็กเล็ก เพราะว่ากำลังเป็นห่วงเรื่องเด็กเล็กมาก และมีตัวเลขหลายตัวที่น่าเป็นห่วง เช่น อยู่กับพ่อแม่น้อยลง โภชนาการ การเตรียมความพร้อม การได้รับการดูแลถูกต้องน้อย และศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพมาตรฐานจะในชุมชน ในสถานที่ทำงานน้อย อย่างนี้ก็ต้องไปทุ่ม ทุ่มลงไป และจะมีเรื่องแหล่งท่องเที่ยวเรื่องอะไรก็ว่ากันไป ความจริงต้องบอกว่ายังมีอีกเยอะนะครับ เมื่อกี้ความจริงระหว่างที่ลงพื้นที่ไปก็รับมาหลายฉบับ จดหมายจากชาวบ้าน ขอตรงนั้นด้วย ขอตรงนี้ด้วย อะไรอย่างนี้ แต่ว่าอันนี้คือโครงการที่เราได้พิจารณาว่าหน่วยงานเขามีการประเมินอยู่ ว่า หนึ่ง สอดคล้องกับนโยบาย สอง มีความพร้อมระดับหนึ่ง โดยเฉพาะที่จะต้องใช้พระราชกำหนด คือว่าบางโครงการจะให้เริ่มได้ก่อน ก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้"

ผู้ดำเนินรายการ : "ผมขออนุญาตตั้งคำถามให้ถึงตัวชาวบ้าน ผมเชื่อว่าสถานี รายการของท่านไปถึงได้ไกล สถานีอนามัย หลาย ๆ ที่มีโอกาสด้วยไหมครับ จะเอาแต่โรงพยาบาลอย่างนี้สร้าง"

คำต่อคำ :
"ไม่ใช่ ดีแล้วครับ เพราะว่าในเรื่องสาธารณสุข จะมีตรงนี้ส่วนหนึ่ง ส่วนของสถานีอนามัย มันมีนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ คือจะยกระดับสถานีอนามัยขึ้นมาเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล ความหมายคือว่าจะให้บริการได้มากกว่าสถานีอนามัยในปัจจุบัน และในบางพื้นที่จะใช้วิธีการเอาเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงเข้าหา จะเป็นโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อที่ว่าสามารถที่อาจจะปรึกษาหมอ โดยที่หมอไม่ต้องมาที่สถานีอนามัย เหตุผลที่เราทำอันนี้คือว่าต้องการส่งเสริมให้คนใช้สถานบริการด้านสาธารณสุขใกล้บ้านมากขึ้น ไม่อย่างนั้นทุกคนก็อาจจะมีความรู้สึกว่าต้องเข้ามาในเมืองหมด และถ้าเราทำตรงนี้จะช่วยลดความแออัดตรงนี้ด้วย ก็ทำควบคู่กันไป ตั้งเป้าเอาไว้ว่าในโครงการไทยเข้มแข็งประมาณสัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของสถานีอนามัยทั่วประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของตำบลที่มีอยู่"

ผู้ดำเนินรายการ : "ภายในงบ ๔ แสนล้านหรือคะท่านนายกฯ"

คำต่อคำ :
"ภายในงบ ๖ แสนล้านที่มาจากตรงนี้"

ผู้ดำเนินรายการ : "จะได้ไปถึงพี่น้องประชาชนไกล ๆ ด้วยครับ"

คำต่อคำ : "๔๐ เปอร์เซ็นต์น่าจะได้นะครับ เพราะว่าตำบลก็ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าตำบล ได้ประมาณสักเกือบ ๒,๖๐๐-๒,๗๐๐"

ผู้ดำเนินรายการ : "ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้วโครงการไทยเข้มแข็งเหมือนกับจะเป็นการปูพื้นฐานให้กับประชาชนที่อยู่รากหญ้าจริง ๆ ให้เริ่มพึ่งพาตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างนี้ใช่ไหมคะ"

คำต่อคำ :
"คือพูดตรง ๆ จะบอกว่ารัฐบาลแต่ละชุด เขาก็ทำงาน แต่ว่าจุดเน้น ๖-๗ ปีที่ผ่านมาเหมือนกับเอาเงินไปให้กู้ พูดกันตรง ๆ ใช่ไหมครับ โครงการหลักก็คืออาจจะเป็นกองทุนหมู่บ้านเป็นอะไร ซึ่งก็จะทำต่อนะครับ แต่ว่าตัวโครงสร้างพื้นฐานจริง ๆ ถูกละเลยไป และเราก็มาดูความสามารถของประเทศ เวลาเขาจัดอันดับการแข่งขัน เราก็เห็นชัดว่ามันถอยลงไป เช่น ถนนหนทาง แม้กระทั่งโทรคมนาคมขนาดเราคิดว่าทันสมัยอะไรต่าง ๆ เราก็ถอยไปเยอะ โรงเรียน คือบริการการศึกษา บริการสาธารณสุข ถอยลงไปเยอะ"

ผู้ดำเนินรายการ : "เขาเรียกโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายพวกนี้ต้องลงทุน"

คำต่อคำ :
"ซึ่งมันต้องลงทุน คือการช่วยเหลือประชาชนโดยตรงก็ต้องทำไป จะช่วยเรื่องเกษตรกร เรื่องรายได้ จะมีเงินทุนอย่างชุมชนพอเพียงอะไรก็ทำไป จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างที่รอบแรกที่เราทำเรื่องเรียนฟรี ผู้สูงอายุ อสม. อันนั้นก็ทำ แต่ถ้าทำแต่เฉพาะตรงนั้น บ้านเมืองจะอ่อนแอลง แข่งขันได้ยากขึ้น"

ผู้ดำเนินรายการ : "เมื่อกี้นี้ท่านนายกฯ พูดถึง อสม. ไปด้วย ในงบใหม่มีด้วยไหมครับ หรือมีไปแล้ว"

คำต่อคำ :
"ไม่ครับ คือ อสม.นี่ ตั้งแต่งวดงบกลางปี เราได้ทำแล้ว คือสำรวจ และมี อสม.มาอบรม มอบหมายภารกิจ เพราะเน้นว่าไม่ใช่เงินเดือนนะครับ เป็นค่าตอบแทนกับภารกิจที่มอบหมาย หลักคือว่า อสม. ๑ คน ดูแล ๑๐ ครอบครัว ทำบันทึกประวัติ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ ซึ่งเป็นระบบที่ทั่วโลกยอมรับมากนะครับว่ามีความก้าวหน้า ก็เป็นค่าตอบแทนไปเดือนละ ๖๐๐ บาท ซึ่งอันนี้จัดงบแล้ว และจะจัดตลอดไป จนกว่าจะมีคนอื่นมาเปลี่ยนนโยบาย ก็จัดตลอดไป"

ผู้ดำเนินรายการ : "อันนี้คือลงทุนกับคน และเขาก็ไปทำหน้าที่ใกล้บ้าน เคาะประตูกันเลยนะครับ"

คำต่อคำ :
"ก็เป็นสาธารณสุขเชิงรุก เพราะว่าตัวนี้ก็เป็นตัวที่เราเน้นมาตลอดว่า ถ้าเรารอรับอย่างเดียว ความหมายก็คือว่าให้คนเจ็บไข้ได้ป่วย และก็หลั่งไหลเข้ามา มันก็จะไม่จบไม่สิ้น แล้วความต้องการนี้จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ก็ใช้วิธีลงไปเพื่อสร้างความรู้ และทำอย่างไรให้คนดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย เหมือนกับที่เราคุยเมื่อตอนต้น"

(กลับไปด้านบน)

- ปรับโครงสร้างแก้ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตร
ปรับโครงสร้างการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

คำต่อคำ :
"ความจริงสัปดาห์นี้ผมอยากจะมาพูดคุยถึงเรื่องของพืชผลทางการเกษตรด้วย เพราะว่ารัฐบาลกำลังจะปรับโครงสร้างของการเข้าไปแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร มีตัวเลขที่น่าสนใจที่ผมเคยติดค้างไว้ ผมไปตรวจสอบแล้ว แนวทางของการรับจำนำที่เราทำกันอยู่ ยกเว้นกรณีของข้าวนาปรัง จะมีเกษตรกรที่ได้ประโยชน์จากโครงการ ผมว่าไม่ถึงร้อยละ ๒๐ นะครับ ดูจากข้าวโพด ดูจากมันสำปะหลัง ดูจากข้าวนาปี แต่ว่าเงินที่รัฐบาลใช้ไปอย่างฤดูกาลที่ผ่านมานี้ ถ้ารวมกันแล้วมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้าน แล้วจากการที่เราไปรับจำนำ และคนที่ได้ประโยชน์อยู่ประมาณไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ในข้อเท็จจริงก็คือถ้าวันนี้พืชผลที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงถูกนำออกขายในราคาตลาดนะครับ ก็จะมีการขาดทุนสูงถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญนะครับที่ทำไมว่ารัฐบาลกำลังจะมาทบทวน ให้เรามีโครงการที่ใช้เงินได้คุ้มค่ามากขึ้น เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และก็ดูแลให้อย่างน้อยที่สุดคือรายได้ของเกษตรกรนั้นอยู่ในระดับที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้นไม่เดือดร้อน หรือพอกินพอใช้ และมีกำไรอยู่ตามสมควร อันนี้เป็นเรื่องที่จะเกริ่นไว้ เพราะว่าคงจะต้องมีการติดตามเรื่องนี้ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป"

(กลับไปด้านบน)

- ไทย กัมพูชา: เพิ่มความร่วมมือ เจรจาปัญหา
ไทย-กัมพูชาพร้อมเพิ่มพูนการค้าร่วมกัน

คำต่อคำ :
"สำหรับกรณีของกัมพูชานั้น สิ่งสำคัญคือว่าก็มีโครงการความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ในการที่จะมีการสร้างเขื่อนในฝั่งของกัมพูชา เพื่อส่งน้ำมายังประเทศไทย และมีการผลิตไฟฟ้า มีเรื่องของการที่จะเริ่มต้นกระบวนการของการเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องแก๊สอยู่มากมาย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เห็นตรงกันนะครับระหว่างผู้นำทั้งสอง ว่าเป็นเรื่องที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราทั้งสองดีขึ้น และผลประโยชน์ของประชาชนได้รับการดูแล ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมในเรื่องของการเพิ่มพูนการค้า การค้าชายแดน รวมทั้งเรื่องของการเปิดจุดผ่านแดนมากยิ่งขึ้น

สำหรับกรณีปัญหาการกระทบกระทั่งกันที่บริเวณเขาพระวิหารนั้น ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า มันมีทั้งข้อตกลง มีทั้งกลไกที่ต้องทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว ผมกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหานี้ต้องแก้ด้วยสันติวิธี และเป็นเรื่องที่กลไกต่าง ๆ จะต้องทำงานต่อเนื่องต่อไป และเราจะไม่ให้ปัญหานี้มาเป็นอุปสรรคต่อการที่จะพัฒนาความร่วมมือในด้านอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความระมัดระวัง ความรัดกุม ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งนั้น ก็จะเพิ่มพูนในเรื่องของการประชุมปรึกษาหารือของทุกระดับ ไม่เพียงเฉพาะกลไกที่มีอยู่ในแง่ของกรรมการชายแดน แต่จะครอบคลุมไปถึงเรื่องของการพบปะระหว่างกองทัพ การพบปะระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดในทั้งสองฟาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าจะช่วยทำให้สถานการณ์นั้นคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น"

(กลับไปด้านบน)

- วิธีดูแลสุขภาพแบบ "อภิสิทธิ์"
ประเด็น : นายกฯ "อภิสิทธิ์" แนะวิธีดูแลสุขภาพจิต ด้วยการทำงานที่ตัวเองชอบแล้วจะไม่เครียดไม่เหนื่อยล้า แต่มี ๓ เรื่องที่ "อภิสิทธิ์" บอกว่าเป็นตัวอย่างไม่ดี คือ กินอาหารไม่ป็นเวลา นอนน้อย ไม่ค่อยออกกำลังกาย แต่สุขภาพจิตเป็นตัวอย่างที่ดี 

ผู้ดำเนินรายการ : "เรียกว่าในช่วงนี้กระแสของสุขภาพ สัปดาห์ทั้งสัปดาห์เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกฯ เกริ่นนำไปบ้างแล้วนะครับ แต่จริงแล้วคุณนุ้ยครับ ผมมาดูตรงนี้ ท่านมาทำงานวันนี้ตั้งแต่เช้า ทั้ง ๆ ที่วันเสาร์"

ผู้ดำเนินรายการ : "เมื่อวานนี้ท่านเพิ่งกลับมาจากกัมพูชา ประมาณตี ๓ ใช่ไหมค่ะกว่าท่านจะได้พักผ่อน"


คำต่อคำ :
"ที่จริงจะต้องกลับมาตั้งแต่ประมาณสามทุ่ม พอดีเครื่องบินขัดข้อง และก็พยายามซ่อมกันอยู่ ปรากฏว่าซ่อมไม่สำเร็จ เลยต้องเอาเครื่องบินอีกลำหนึ่งไปจากกรุงเทพฯ เครื่องบินออกจากกรุงเทพฯ ประมาณสักห้าทุ่ม"

ผู้ดำเนินรายการ : "แต่ประทานโทษนะครับท่านผู้ชมครับ หน้าใสครับ ตรงนี้ในฐานะเป็นจิตแพทย์ด้วยนะครับ มีหลายเรื่องที่เราอยากจะรู้ เตี๊ยมกันกับคุณนุ้ย จึงอยากจะขออนุญาตกุ๊กกิ๊ก ๆ นิดหน่อย"

ผู้ดำเนินรายการ : "แอบถาม เพราะว่าหลาย ๆ คน นุ้ยเชื่อว่าประชาชนคนไทยก็เป็นห่วงสุขภาพของท่านนายกฯ เหมือนกันนะคะว่าท่านพักผ่อนน้อย ทำงานหนักอย่างนี้ เจอความเครียดเยอะๆ ท่านรับปัญหาอย่างนี้ยังไง เพราะว่าประชาชนบางทีก็เจอปัญหาเหมือนกัน คิดว่าปัญหาตัวเองหนักแล้ว ลองมาเจอปัญหาอย่างท่านนายกฯ หนักกว่า จะแก้ปัญหาอย่างไรคะ"


คำต่อคำ :
"ต้องขอบคุณนะครับ เพราะว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่แสดงความห่วงใยเรื่องของสุขภาพ แต่ว่าผมคิดว่าข้อแรกต้องสารภาพก่อนว่า ไม่ค่อยเป็นตัวอย่างที่ดี และคิดว่านักการเมืองหลายคนก็คงไม่เป็นตัวอย่างที่ดี หนึ่ง คือว่าการพักผ่อน การนอน อาจจะน้อยไปสักนิดหนึ่ง สอง คือรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา สาม ผมไม่ได้ออกกำลัง เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องนี้ขอความกรุณาอย่าทำตาม แต่ว่าสิ่งที่คิดว่าพอช่วยได้คือสุขภาพจิต คือผมเป็นคนที่เลือกมาทำงานนี้เพราะชอบงานการเมือง เพราะฉะนั้น ยังมีความสุขเกี่ยวกับการทำงาน มีปัญหาก็เป็นเรื่องปกติสำหรับงานอย่างนี้ และพยายามที่จะทำความเข้าใจกับปัญหาและก็แก้ไขปัญหาไป และก็ถือว่าได้รับโอกาสให้มาทำสิ่งที่เราตั้งใจว่าเราอยากจะทำ เพราะฉะนั้น ในแง่นั้นก็คือจะบอกว่าไม่เครียดก็ไม่เครียดครับ อาจจะมีแรงกดดันเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้างเป็นปกติธรรมดา ซึ่งผมเองก็ว่าดี ผมไม่รู้หมอว่าดีหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าคนเราทำงานก็ต้องมีแรงกดดันบ้าง ถ้าไม่มีซะเลยก็เหมือนกับขาดแรงกระตุ้น"

ผู้ดำเนินรายการ : "แต่จริง ๆ แล้วพอพูดว่าเป็นตำแหน่งท่านนายกรัฐมนตรี วันหนึ่ง ๆ ผมแค่ติดตามแค่เช้าเดียวนะครับ งานท่านเยอะมาก แล้วก็เรียกว่าเข้ามาตลอดเวลา สมองนี่ต้องทำงานจี๋เลย ขนาดนั่งรถมาเมื่อสักครู่ ก็ยังมีการพูดคุยอีก"

คำต่อคำ : "สัมภาษณ์"

ผู้ดำเนินรายการ : "จะได้ไม่เสียเวลา"

คำต่อคำ : "ถ้าไม่ทำในรถเมื่อกี้ เดี๋ยวผมก็ต้องอยู่ต่อสัมภาษณ์อีกยาว"

ผู้ดำเนินรายการ : "เขาเรียกอะไรครับ ที่เราต้องใช้อยู่ตลอดเวลา"

คำต่อคำ :
"ความที่เราสนใจใส่ใจ และมีความสุขกับงาน มันก็ช่วยเราได้เยอะ ก็เหมือนเวลาเราอ่านหนังสือ ดูหนังสือ เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงาน คือถ้าเป็นสิ่งที่เราสนใจเราชอบ ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ไม่รู้สึกเบื่อ รักที่จะทำ"

คำต่อคำ :
"แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สนใจ ไม่ชอบ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ ไม่มีความสุข เดี๋ยวก็หลับ สำหรับผมส่วนใหญ่เรื่องที่ทำอยู่เป็นเรื่องที่สนใจ เพราะฉะนั้น จะเป็นแรงกระตุ้นให้เราก็สนุกสนานไปกับมัน และไม่รู้สึกว่าล้า ไม่รู้สึกว่าเหนื่อย จนกระทั่งตอนเย็นก็อีกเรื่องหนึ่ง พอจบแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ : "ขีดเส้นใต้นิดหนึ่ง เมื่อกี้ท่านบอกว่าปัญหาเป็นเรื่องที่ปกติอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขาเรียกว่าวิกฤตทางชีวิต วิกฤตทางสังคม ใกล้ตัวท่านด้วยก็บอกว่าการเมืองมันรุมเร้า"

คำต่อคำ :
"ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคน ผมรู้ว่าทุกคนก็มีปัญหา มีอุปสรรค มีเรื่องราวที่จะต้องเผชิญ แต่ว่าผมก็ยังเชื่อมั่น ไม่ใช่ประเทศอย่างเดียว เชื่อมั่นประชาชน เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง มีความหนักแน่น และรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้ปัญหายาก ๆ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภาคใต้ ผ่านพ้นไป อย่างช่วงนี้อาจจะรุนแรงหน่อย"

ผู้สื่อข่าว : "ก่อนนอนได้มีโอกาสสวดมนต์อธิษฐานอะไรไหม สิ่งที่นายกฯ อธิษฐานตอนนี้อยากได้อะไรมากที่สุด"

คำต่อคำ : "ผมอธิษฐานบ้างไหม ก็อธิษฐานให้บ้านเมืองสงบสุข ให้กับครอบครัวผมธรรมดาปกติเหมือนคนทั่ว ๆ ไป"

ผู้สื่อข่าว : "พอมาเป็นนายกฯ แล้วก็คือแต่ก็ยังเป็น family man อยู่ทุกอาทิตย์ ถ้าเป็นไปได้"

คำต่อคำ : "ผมใช้ชีวิตก็เป็นอย่างนี้มาตลอด ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร"

ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ ดูแก่ไปหรือเปล่า ได้เป็นนายกฯ แล้วเป็นอย่างนี้ทุกคน ความหล่อยังหล่ออยู่แต่ว่าดูเหมือนเซลล์ผิวหนังหรือลักษณะตา"

คำต่อคำ :
"ทำไมครับ ตาธรรมชาติ อย่างเมื่อคืนก็ไม่ได้นอน"

ผู้สื่อข่าว : "เอาโลชั่นทา"

คำต่อคำ :
"ไม่ชอบ"

(กลับไปด้านบน)

* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

ผู้ดำเนินรายการ คือ  นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน และ คุณสุจิรา อรุณพิพัฒน์
ผู้สื่อข่าว คือ คุณวาสนา นาน่วม

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม

(กลับไปด้านบน)

* คลิ๊กเพื่อดู Clips VDO
คลิ๊กเพื่อดู "มาตรการประเทศไทยเข้มแข็ง (1)"

คลิ๊กเพื่อดู "มาตรการประเทศไทยเข้มแข็ง (2)"

คลิ๊กเพื่อดู "แนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ (1)"

คลิ๊กเพื่อดู "แนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ (2)"

คลิ๊กเพื่อดู "การจัดการไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่"

คลิ๊กเพื่อดู "การดูแลสุขภาพแบบ อภิสิทธิ์"

(กลับไปด้านบน)