ประเด็น : ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ยังคงเป็นปัญหาที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจอยู่มาก ทั้งการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเร่งตรวจสอบหาผู้ก่อเหตุมารับผิดตามกฎหมายและพร้อมให้ความเป็นธรรมในทุกกรณี ทั้งเร่งรัดให้ทุกฝ่ายเร่งนำความสงบกลับคืนมา ซึ่งรัฐบาลได้มอบนโยบายไปแล้ว แต่ต้องใช้เวลาและได้รับความร่วมมือประเทศกับมาเลเซียและอินโดนิเชียในการแก้ปัญหานี้ด้วย
มาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยแก้ปัญหาภาคใต้
คำต่อคำ : "...ก็มีเรื่องสำคัญที่ได้มีการหารือข้อราชการเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองของเราและประชาชนของเรา ในส่วนของมาเลเซียนั้นนอกจากความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการผลักดันให้ก้าวหน้าไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับภาคใต้ของเราในกรอบของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจหรือเขตความร่วมมือพิเศษต่าง ๆ นั้น ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสงบในพื้นที่แล้ว ในแง่ของปัญหาของ ๓ จังหวัด หรือจังหวัดชายแดนเองนั้น ทางมาเลเซียก็ได้แสดงจุดยืนท่าทีที่ชัดเจนว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาภายในของเรา และในส่วนที่จะให้การสนับสนุนความร่วมมือเป็นพิเศษก็คือเรื่องของการข่าว เรื่องของการดูแลพื้นที่บริเวณเขตแดน และในเรื่องของการศึกษา ซึ่งจะเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบด้วย
สำหรับเรื่องภาคใต้ สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยอมรับครับว่ามีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ด้วยกัน ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนนั้นแน่นอนที่สุดครับ ต้องรู้สึกไม่สบายใจ ต้องรู้สึกไม่พอใจ ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของนโยบายของภาคใต้นั้น เป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้กำลังมาปรับเปลี่ยน โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนา โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการเมืองนำการทหารอย่างแท้จริง ซึ่งผมพูดตั้งแต่ในช่วงแรกว่าจะต้องใช้เวลา และทราบดีว่าจะต้องถูกทดสอบ ถูกท้าทายจากฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราต้องมีความแน่วแน่ในการที่จะเดินไปในแนวทางนี้ เพราะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนแนวทางเดียว พร้อม ๆ กันไปนะครับในช่วงนี้ เราก็ต้องช่วยกันให้ความร่วมมือ อดทน อดกลั้น แล้วก็ไม่ตกเป็นเหยื่อ ในการที่จะสร้างความรุนแรง ความแตกแยกในรูปแบบต่าง ๆ
"
คำต่อคำ : "สวัสดีครับ คุยนอกรอบกัน ตามเรื่องล่าสุดที่ใต้ไหม"
ผู้สื่อข่าว : "ตามค่ะ ตามตลอด ตั้งแต่ชาวบ้านเขานี่ไปคุยกับทั้งในพื้นที่ และใน ๓ จังหวัด เชื่อมาก เพราะเขามองว่าต่อให้เป็นโจร เป็นอะไร อย่างน้อยความเป็นมุสลิมเขาจะไม่ทำอย่างนี้ และเขาไปมอง Pattern การปฏิบัติการว่าเหมือนเป็นคนฝึกมาแล้ว จริง ๆ ขบวนการนี้เขาก็ฝึกมาเหมือนกัน"
คำต่อคำ :"ตรงนั้นคงไม่เป็นประเด็น แต่ประเด็นหลักจะอยู่ตรงที่ว่าทำไมถึงกล้าที่จะทำในมัสยิดและในระหว่างที่ละหมาด ไม่น่าจะเป็นไปได้"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ สงสัยไหมว่าจะมีตื้นลึกหนาบางอะไรมากกว่า"
คำต่อคำ :"ก็เห็นผมสัมภาษณ์อยู่ ผมก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ปกติ และต้องจับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะไปทำให้ชาวบ้านเขามั่นใจได้"
ผู้สื่อข่าว : "นายกรัฐมนตรีเคยคิดไหมว่า เมืองไทย ไปมา ๆ เล่นกันแรงขนาดนี้ เอากันจริง มีเลือดสาด มีเอาชีวิต เมืองไทยไม่เคยเป็นมาก่อนหรือเปล่า"
คำต่อคำ : "เราก็เคยมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งแปลกปลอมในสังคม ไม่น่าจะขยายวงได้ แต่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองมันสูงมากตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ก็เลยทำให้ เป็นวงจรบ้าง บานปลายบ้าง มีความรู้สึกว่าต้องตอบโต้กันไปกันมาบ้าง ซึ่งหน้าที่รัฐบาลก็ต้องทำให้มันจบให้ได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือว่าเหตุการณ์ ๔-๕ ปี ที่ผ่านมานี้ จะส่งผลต่อค่านิยมของเด็กรุ่นใหม่หรือเปล่า ซึ่งมันอาจจะทั้ง ๒ ทาง คือ
๑. ทางหนึ่งก็หมายความว่า อาจจะมีเด็กรุ่นหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาและก็เลยมองว่าวิธีการแบบนี้ กลายเป็นเรื่องปกติแล้วในสังคมไทย ถ้าอย่างนั้นก็น่ากลัว แต่
๒. อีกด้านหนึ่งเราก็อาจจะมีหวัง เพราะว่าเมื่อคืนผมก็นั่งอ่านไปรษณียบัตรที่เด็กไปเข้าค่ายเขียนถึงผม ส่วนใหญ่จะเขียน คือไม่พอใจกับความรุนแรง ความแตกแยกที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่หยุด ทำไมไม่เลิกกัน อะไรอย่างนี้ คือถ้าเป็นแนวนี้ก็ยังอุ่นใจอยู่ ก็แสดงว่าเด็กรุ่นหลังก็ยังต้องการเห็นถึงความสงบสุขและจะไม่ยอมรับของแบบนี้ แต่อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายมาก และถือเป็นความจำเป็นว่าทุกฝ่ายต้องพยายามทำให้มันจบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันไม่เร็วหรอก เพราะว่าแผลมันก็คงลึก"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ แต่ที่เป็นห่วงกันคือเหมือนกับว่านายกรัฐมนตรีต้องไป concentrate ปัญหาเรื่องการเมืองจนแบบ คือเริ่มมีการมองว่าปัญหาภาคใต้น่าจะทำได้ดีกว่านี้หรือเปล่า"
คำต่อคำ : "ไม่ครับ ยืนยันเลยนะครับว่า เรื่องการเมือง ตอนนี้ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สภาฯรับไป นโยบายหลัก ๆ เรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องภาคใต้ ไม่ได้ทำให้เราเสียสมาธิ"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ คืออันนี้ก็เป็นเหมือนรายละเอียดในการปฏิบัติ แต่อันหนึ่งซึ่งคนจับตามองว่า คือท่านมองขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นใคร อย่างไรแน่ และมีนโยบายไหมว่าแนวทาง คือนอกจากแก้ปัญหาในพื้นที่แล้ว การเจรจาหรือการจะทำอะไรจะมีหรือไม่"
คำต่อคำ : "คือตัวตน ผมเชื่อว่าพอทราบกันบ้าง ต้องใช้คำนี้ แต่ว่าลักษณะพิเศษของเหตุการณ์อย่างนี้ถ้าเราเทียบกับในหลาย ๆ ประเทศ ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน ก็คือว่าการแสดงตัวของความเป็นองค์กร และโดยเฉพาะในลักษณะที่มีโครงสร้างการบังคับบัญชาในทางดิ่งนี้ มันไม่ได้ปรากฏชัด มันจะไม่เหมือนกับ ส่วนใหญ่คนจะเทียบ สมมติเทียบไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ระเบิดตูม มีเสียงประกาศออกมาเลยฝีมือเรา ของเราเกิดเหตุรายวันแต่เป็นเหมือนกับปริศนา ใครเป็นคนทำ อันนี้คือเป็นความแตกต่าง แต่ถามว่ามีตัวตนไหม ผมว่ามี หลายคนที่ทำงานพอทราบ ถามว่ารัฐบาลมีนโยบายเจรจาไหม รัฐบาลเจรจาไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลถือว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งเป็นปัญหาภายในของเรา สิ่งหนึ่งซึ่งฝ่ายตรงข้ามต้องการมากก็คือบอกว่าเป็นการเจรจา เพื่อที่จะในที่สุดดึงประเทศที่ สอง สาม สี่ ห้า เข้ามา แล้วก็จะยิ่งเป็นการแสดงออกว่าปัญหานี้ต้องไปยกระดับ ไปแก้ระดับนานาชาติ อะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่นโยบายรัฐบาล"
ผู้สื่อข่าว : "แต่ถ้าเป็นแค่ของการบอกว่าให้หน่วยระดับเล็ก ๆ เข้าไป พูดคุย"
คำต่อคำ : "แต่ถามว่าการพูดคุย เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ผมว่าหลายยุคหลายสมัยเขาพูดคุยอยู่แล้ว และสิ่งที่ผมอยากจะยืนยันนะครับกับพี่น้องในพื้นที่ เป็นส่วนใหญ่นะครับตอนนี้ก็คือว่า ทุกคนต้องช่วยกันว่าอย่าเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการให้เราขัดแย้งกันเอง อย่าเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการให้เกิดวงจรของความรุนแรงใหม่ ขอให้ทุกคนอดทน อดกลั้น ผมยืนยันว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีการสะสางตรงไป ตรงมา ถ้าสงสัยว่า เจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องอะไร ผมไม่เคยตัดประเด็นทิ้ง ผมจะดูตามข้อเท็จจริง หลักฐาน แต่ยืนยันได้อย่างหนึ่งก็คือว่าไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่แนวทางที่รัฐบาลและหน่วยหลักเขามอบหมายให้ไปใช้วิธีการความรุนแรงที่ไหนทั้งสิ้น"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ ยังคาใจไหม อย่างกรณียิงมัสยิด"
คำต่อคำ : "คือตราบเท่าที่เรายังจับตัวพิสูจน์ไม่ได้ ผมว่าเราไม่ควรสรุป เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้ คือว่ารัฐบาลและหน่วยงานหลักไม่มีใครมีนโยบายแน่นอนที่จะให้ไปทำอะไรอย่างนี้ ตรงนี้ยืนยัน"
ผู้สื่อข่าว : "คือเรายังไม่ได้ตัดประเด็นที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไปทำ ออกทิ้งไป"
คำต่อคำ : "ผมไม่อยากใช้คำว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะว่าคือมันไม่ใช่เรื่องของการไปทำในนามของรัฐแน่นอน เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบาย แต่ถ้าคนที่ไปทำสถานะเป็นอะไร สุดแล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของคน ๆ นั้น เราก็ต้องจับมาลงโทษ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นอะไร เอาอย่างนี้ดีกว่า"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ ให้น้ำหนักแค่ไหนกับบางกระแสที่บอกว่า บางหน่วยข่าวก็รายงานว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นักการเมืองกลุ่มเก่า กลุ่มโน้นกลุ่มนี้"
คำต่อคำ : "ผมมีคนที่รายงานข้อมูลมาหลาย ๆ ด้านนะครับ แต่อย่างที่บอกคือตราบเท่าที่ยังไม่ได้พิสูจน์อย่าพูดดีกว่า พูดแล้วเดี๋ยว"
ผู้สื่อข่าว : "แต่ว่าไม่ตัดประเด็น"
คำต่อคำ : "ผมยังไม่ตัดอะไร ทั้งนั้นละครับ แต่ว่าถือว่าต้องเร่งรัด โดยเฉพาะทางตำรวจ ให้สะสางเรื่องนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องบอกก็คือว่าในแง่ของนโยบายชัดเจน ในแง่ของการที่จะต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ที่จะทำให้เหตุการณ์สงบ ผมก็ยังต้องขอความร่วมอย่างต่อเนื่อง และทางเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องไปขอความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและให้ความเป็นธรรมกับทุกกรณีที่เกิดขึ้น ผมก็ต้องขอบคุณมิตรประเทศหลายประเทศเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงจำได้ว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกที่ผมเดินทางไป และท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้แถลงข่าว แล้วมีบทบาทต่อเนื่องชัดเจนว่าเรื่องนี้ เขาเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเรา และเราก็จะแก้อันนี้เป็นเรื่องภายในของเรา และถ้ามีอะไรที่เขาสนับสนุนได้ เขาสนับสนุน วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมก็ไปมาเลเซีย ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศ ในทำนองเดียวกันเลย ชัดเจน เรื่องภายในของเรา จะต้องแก้ให้เกิดความสงบสุขภายใต้รัฐธรรมนูญของเรา เขาไม่แทรกแซง แต่มีอะไรที่เราอยากให้เขาช่วย เขาก็ยินดี ซึ่งผมก็ไปขอเขาเรื่องการศึกษา เรื่องช่วยกันผลักดันโครงการพัฒนา เรื่องการข่าว และเรื่องของชายแดน พรมแดน"
ผู้สื่อข่าว : "มองในแง่ของกองทัพ ท่านนายกฯ พอใจบทบาทกองทัพแค่ไหน หรือว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ หรือว่าอย่างไร"
คำต่อคำ : "ผมคิดว่า
๑. ประการแรก นะครับ ต้องเห็นใจทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้น และอยากให้กำลังใจ
๒. อันที่สอง เราก็ต้องยอมรับว่าตราบเท่าที่ยังมีเหตุการณ์ ยังมีความสูญเสียอยู่ ทุกคนก็ต้องปรับปรุง
๓. สาม ผมก็รู้ว่าเมื่อรัฐบาลพยายามหมุนมาเรื่องการพัฒนา การเมืองนำการทหารมันคงไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติได้ทันที ทันใด กับทุกคน และก็ต้องอาศัยเวลา และจะไปเกี่ยวเนื่องกับเรื่องต่อไปที่รัฐบาลก็กำลังทบทวนอยู่ คือเรื่องของการใช้กฎหมายในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งกฎอัยการศึก ทั้ง พ.ร.ก. และตอนนี้ความจริงก็มีอีกเครื่องมือหนึ่งซึ่งเรามีขึ้นมาใหม่ นั่นคือกฎหมายความมั่นคง ก็มีการขอให้ประเมิน คือผมเข้ามาทราบว่า พ.ร.ก. เขาใช้ทีละ ๓ เดือน และก็ต่อมา ๑๕ , ๑๗ ผมจำนับไม่ทั่วแล้ว ตั้งแต่ปี ๔๘ เป็นต้นมา"
ผู้สื่อข่าว : "นโยบายหรือแนวทางรัฐบาลเรามีความยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับเรื่องเขตปกครองพิเศษอะไร ซึ่งคนมองว่าจะเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้"
คำต่อคำ : "ผมไม่อยากใช้คำว่าเขตปกครองพิเศษ เพราะว่ามันสับสน บางคนไปเรียกอะไรเขตปกครองตนเองจะยิ่ง เอาหลักแรกก่อนทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรแบ่งแยกไม่ได้"
ผู้สื่อข่าว : "ที่มุสลิมเขาอยากได้คือกฎหมาย"
คำต่อคำ : "สอง รูปแบบท้องถิ่น หรือรูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นพิเศษในบางเรื่องรับได้ กรุงเทพมหานครก็เป็น พัทยาก็เป็น ส่วนรูปแบบเลือกตั้งจะเป็นคำตอบหรือเปล่า อันนี้ผมยังไม่แน่ใจ แต่ว่าบางเรื่องความพิเศษจะต้องมี เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้มาตรการที่ใช้อยู่ในแง่ของการลดหย่อนสิทธิพิเศษอะไร ก็ต่ออายุถึง ๒๕๕๕ และโครงการพัฒนาที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รชต.) กำลังทุ่มลงไป ก็คือการที่จะมีเป้าหมายของการบริหารเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับรายได้ แบบที่ไม่ได้ทำเป็นการเฉพาะในพื้นที่อื่น ซึ่งพื้นที่นี้ยากจนมากและมีคนว่างงานสูงมาก ก็ต้องมีแผนพิเศษ และขณะนี้คือกำลังให้ทำเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งแนวคิดเบื้องต้นที่กระทรวงการคลังเสนอมาก็บอกว่า เอา ๕ เรื่องหลัก จับ ฮาลาล ท่องเที่ยว ปาล์ม ยางพารา และประมง อันนี้เป็นความพิเศษ
นอกจากนั้นระบบการศึกษาความจริงก็มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอยู่ ก็เพียงแต่ว่าตรงนี้เราก็ให้การยอมรับให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ตอนนี้มีการสนับสนุนบุคลากรเข้าไปด้วย มันก็มีความเป็นพิเศษอยู่ บางเรื่องก็กำลังศึกษา เช่น ชารีอะห์ ชารีอะห์นี่อธิบายก่อนว่าไม่เกี่ยวกับคดีอาญา เป็นเรื่องคดีบางประเภท เช่น คดีครอบครัว คดีมรดก ซึ่งของเราก็มีอยู่กลาย ๆ ในรูปที่เป็นดาโต๊ะยุติธรรม แต่อาจจะปรับมากขึ้น อย่างนี้ก็ไม่ได้มีปัญหา ฉะนั้นถ้าความหมายของคำว่าเขตพิเศษเป็นเรื่องแบบนี้ ก็ไม่มีปัญหา และผมคิดว่าจำเป็น เพื่อที่จะตอบสนองต่อความหลากหลาย และประวัติศาสตร์วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเชื่อของคนในพื้นที่"
ผู้สื่อข่าว : "แต่มีการพูดเสมอว่าพอเปลี่ยนรัฐบาลหรือพอมาเป็นรัฐบาลนี้ เมื่อก่อนจะมีพอเกิดเรื่องที จะย้ายแม่ทัพภาค ๔ จะต้องเปลี่ยนบุคคล คือรัฐบาลนี้ไม่ได้มีนโยบายแบบนั้น หรือว่าบางครั้งก็จำเป็น"
คำต่อคำ : "ที่จริงเรื่องหลักเป็นเรื่องนโยบาย และการโยกย้ายก็จะมี ก็ต่อเมื่อชัดเจนว่าผู้ที่อยู่ตรงนั้นไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้ ในขณะนี้ผมว่าคงเร็วเกินไปที่จะไปทำอะไรอย่างนั้น ผมว่าต้องให้โอกาสคนทำงาน เรื่องนี้ผมก็ถือกับทุกกระทรวง ทุกเรื่องด้วย จะเห็นวิธีการทำงานของผมว่า ยิ่งในภาวะที่สังคมแตกแยกก็จะมีคนกล่าวหาว่าหน่วยงานนั้น หน่วยนี้ เกียร์ว่าง เกียร์ถอยหลัง เกียร์อะไร ผมก็ต้องบอกเราเพิ่งเข้ามา เราให้นโยบาย ดูสิว่าเขาทำหรือเปล่า ถ้าเขาบอกเขาไม่ทำนโยบาย อย่างนี้ก็ต้องไม่ได้ ใช่ไหมครับ"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกไหมคะว่าตอนนี้คนกำลังอาจจะผิดหวังกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ คืออย่างที่บอกตั้งความหวังไว้พอสมควร"
คำต่อคำ : "ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าผมเข้าใจความรู้สึก ไม่มีใครล่ะครับอยากให้สถานการณ์มันยืดเยื้อรุนแรง ไม่มีใครอยากเห็นความสูญเสียนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แม้แต่ผมไม่ต้องการเห็นความสูญเสีย เพราะผมเข้าใจความรู้สึก อยากเห็นปัญหามันจบ แต่ผมก็เป็นคนที่พูด ไม่ใช่เพิ่งมาพูดหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ผมพูดมาตั้งแต่วันแรกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และเราจะเปลี่ยนแนวทาง และผมบอกเลยว่าระหว่างที่เปลี่ยนแนวทาง นี่ต้องอดทน เพราะจะถูกท้าทาย เราต้องไม่ตกเป็นเหยื่อ คือผมอยากจะยืนยันนะครับ ตอนนี้ก็ไปเขียนกันว่าตกลงมันผิดหมดเลยหรือเปล่า แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจนี่ผมก็บอกวันที่ผมเข้ามา ผมพูดชัดไตรมาสแรกจะหนักกว่า จะหนักกว่า ๓ เดือนสุดท้ายปีที่แล้วนะ คือขณะนี้มันอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก แต่ผมได้อธิบายไปแล้วว่าแนวทางรัฐบาลคืออะไร เดินตามแนวทางนั้น และผมต้องรับผิดชอบแน่นอน สำเร็จหรือล้มเหลว คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือผม คือรัฐบาล"
ผู้สื่อข่าว : "แต่มีคนปรามาสว่าประชาธิปัตย์ก็แก้ไม่ได้หรอกปัญหาภาคใต้"
คำต่อคำ : "ผมก็ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ยาก แต่ผมก็ยืนยันว่าแนวทางที่กำลังเดินจะเป็นแนวทางที่น่าจะยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาที่สุด ปัญหาที่ท้าทายเวลานี้คือ
๑. หนึ่ง ในส่วนรัฐบาลปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม กับ
๒. สอง สังคม สังคมเชื่อเหมือนที่รัฐบาลเชื่อไหมว่าต้องแก้ด้วยการพัฒนา ถ้าเชื่อต้องอดทน ต้องร่วมมือ ถ้าไม่เชื่อก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าถ้าไม่เชื่อความหมายว่าจะกลับไปใช้ความรุนแรง ผมบอกว่าไม่ใช่ผม ไม่ใช่รัฐบาลผม ถ้าสังคมต้องการกลับไปใช้ความรุนแรง ผมต้องไม่อยู่ตรงนี้ ผมจะไปทำตรงนั้น เพราะผมคิดว่าการกลับไปตรงนั้น คือหนทางที่จะนำไปสู่การลุกลามบานปลาย และความสูญเสียสำหรับประเทศโดยส่วนรวมในที่สุด"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ คิดว่าถ้าเราไม่ไปวุ่นวายกับเรื่องจัดการคุณทักษิณ สกัดกั้นอะไร เราจะทำอะไรได้มาก"
คำต่อคำ : "ตรงนั้นไม่มีอะไรล่ะครับ ตรงนั้นเป็นเรื่องข่าวที่คนจะสนใจ แต่ว่าเวลาที่ผมใช้ ผมว่าใครมาดูการทำงานผมทุกวันก็ได้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องภาคใต้ ตอนนี้ผมพยายามมาดูเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องหลักอยู่ตลอด อาจจะอ่านข่าวเรื่องอดีตนายกฯ หรืออะไรบ้าง และก็ถามข้อเท็จจริง ไม่ถึง ๕ นาที ๑๐ นาที ล่ะครับ ผมบอกตั้งแต่ต้นว่าผมมีหน้าที่แก้ปัญหาของคน ๖๐ กว่าล้านคน ไม่ใช่ปัญหาของคนหนึ่งคน แต่ขณะเดียวกันเรื่องของอดีตนายกฯ ที่มันเกี่ยวกับประโยชน์ของประเทศก็คือว่า ผมต้องการให้ประเทศเราเป็นประเทศที่รักษากฎหมาย ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ"
ผู้สื่อข่าว : "ท่านนายกฯ พูดมาวันนี้ คือโอเคความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพก็ดี แต่เคยคิดเผื่อใจไหมคะว่าวันหนึ่งถ้าเผื่อด้วยความเป็นประชาธิปัตย์หรือนายกฯ ยอมหลักการคนหนึ่ง จะมีปัญหากับทหาร"
คำต่อคำ : "ทำใจไหม ผมก็อยากจะมองคนในแง่ดีทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นในระบบราชการ และของประเทศ ในสถาบัน องค์กรหลัก ๆ คงจะอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าเหมือนกับที่ผมอยากเห็น เพราะฉะนั้น ผมจะมีสมมุติฐานก่อนว่าไม่น่าจะขัดแย้งกันเรื่องนี้ แต่ผมก็อยู่กับความเป็นจริง มันอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นได้ผมต้องเลือกข้าง ก็ต้องเลือกข้างประชาชน และผมไม่ได้ติดยึดอยู่แล้ว ถ้าเลือกข้างประชาชนแปลว่าไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็ต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขอให้เป็นการเปลี่ยนแปลงตามระบอบประชาธิปไตย"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>