เปิดประตูอีสาน ประสานใจไทยเข้มแข็ง ดูแลสุขภาพเดินหน้าป้องกัน ลดการระบาดไข้หวัด คนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพอาเซียนภูเก็ต(๑๒ ก.ค.๕๒)

- ดูแลตัวเอง รับผิดชอบสังคม ลดการแพร่ไข้หวัด
- แก่นความพอดี: พึ่งทุน VS พึ่งตนเอง
- เปิดอีสาน สร้างแหล่งน้ำ สร้างไทยเข้มแข็ง
- พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรากฐานไทยเข้มแข็ง
- ลดการท่องจำ เสริมความคิดเพิ่มทักษะชีวิต
- "อภิสิทธิ์" กับคนเชียร์มวย
- เจ้าภาพอาเซียน: มาตรฐานกฎเหล็ก
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที)

  - ดูแลตัวเอง รับผิดชอบสังคม ลดการแพร่ไข้หวัด

ในแต่ละปีไทยจะมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดธรรมดาประมาณปีละ ๓๐๐ กว่าคน ส่วนไข้หวัด ๒๐๐๙ เป็นโรคที่ทุกคนไม่มีภูมิคุ้มกันติดเชื้อกันได้ แต่ป้องกันได้ต้องไม่ประมาท ไม่แพร่กระจายโรค ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ผู้มีอาการต้องไม่เข้าสังคม ภาครัฐได้ตั้งเป็นวาระแห่งชาติ มีศูนย์เฝ้าระวังตั้งแต่ต้นแล้ว โดยได้ทำตามมาตรฐานอนามัยโลก และได้เพิ่มโทรศัทพ์สายด่วน รณรงค์ให้สถานที่ราชการ หน่วยงานต่างๆรักษาทำความสะอาด พร้อมกับกำลังเจรจาขอลดราคายาเพื่อลดภาระของประชาชน และจะเริ่มนำร่องผลิตวัคซีนในประเทศ

ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙

อภิสิทธิ์:
สำหรับในช่วงแรกผมคงขอใช้เวลากับพี่น้องประชาชน  ส่วนแรกเลยคือเรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  เพราะยังเป็นเรื่องซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ  และความจริงก็เป็นปัญหาในระดับโลก  และผมก็ต้องการทำความเข้าใจถึงแนวทางต่าง ๆ ที่จะต้องมีการดำเนินการกันต่อไป  เนื่องจากว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่  ดังนั้น  ทำให้มีความสับสนหรือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันอยู่พอสมควร  อยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือว่าเราต้องไม่ประมาท  และขณะเดียวกันคือต้องไม่ตื่นตระหนกด้วย  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่เป็นปัญหานี้  เป็นปัญหาเพราะว่าเป็นเชื้อโรคซึ่งประชาชนทั่วไป คือคนทั่วโลกเลย ไม่มีภูมิคุ้มกัน  นั่นหมายความว่าทุกคนมีสิทธิ์ติดเชื้อ  และมีสิทธิ์เป็นโรคนี้ทั้งสิ้น  และการเผยแพร่หรือการกระจายของเชื้อนี้ก็ติดระหว่างคนต่อคน  และสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงที่คนยังไม่มีอาการ  

เพราะฉะนั้น  แม้ว่ามีการไปเปรียบเทียบกับกรณีของโรคระบาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น โรคซาร์สก็ดี หรือว่าไข้หวัดนกก็ดี  คงจะเทียบเคียงกันไม่ได้  เพราะว่ากรณีของไข้หวัดนกนั้นจะไม่มีการติดต่อระหว่างคนต่อคน  ส่วนกรณีของโรคซาร์สนั้นจะมีการติดเชื้อกันได้  ก็ต่อเมื่อมีอาการหนักแล้ว   ซึ่งหมายถึงว่าคนที่อยู่ในฐานะที่จะแพร่เชื้อจะอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว  เกือบทั้งหมดจะเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้น  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต้องบอกว่าทั่วโลกครับขณะนี้มี ๑๒๐ กว่าประเทศแล้ว  ซึ่งโรคนี้เข้าไประบาดหรือว่ามีการแพร่เชื้ออยู่  และเราจะเห็นตัวเลขที่มีการรายงานต่อองค์การอนามัยโลกว่า แต่ละประเทศนั้นมีคนติดเชื้อเท่าไหร่  แต่ข้อเท็จจริงคือว่าตัวเลขที่มีการรายงานนั้นจะเป็นตัวเลขซึ่งไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ทั้งหมด  พูดง่าย ๆ จริงแล้วก็คือว่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงทั้งสิ้น  เหตุผลเป็นเพราะว่าโดยมาตรฐานการปฏิบัติขององค์การอนามัย และในแง่ของหลักวิชาการในเรื่องของระบาดวิทยา  การยืนยันตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขซึ่งไปทดสอบในห้องปฏิบัติการ  ซึ่งมีขั้นตอนและใช้เวลาพอสมควร  โดยปกติแล้วเมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคนี้ในประเทศหรือในชุมชนใดไประยะหนึ่งแล้ว  จะไม่มีการตรวจทุกราย  เพราะว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น  เนื่องจากว่าการรักษาพยาบาล  แพทย์จะดูจากประวัติ  และดูความเป็นไปได้  แล้วจะให้ยา  เพื่อให้สอดคล้องกับโรคที่เป็น  โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ  เพราะฉะนั้น  ตัวเลขที่มีการรายงานตามประเทศต่างๆ จะไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าตัวเลขจริงเป็นอย่างไร  

แต่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้คือว่า ตัวเลขการติดเชื้อ  ตัวเลขการเสียชีวิต  จะมีประเด็นที่จะแปรตามเรื่องของประชากรค่อนข้างมาก  เราจะเห็นว่าประเทศซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกับเรา  จะมีการรายงานตัวเลข  ซึ่งมีการใช้ตัวเลขทางการที่ใกล้เคียงกับเราเช่นเดียวกัน  หรือบางประเทศอาจจะต่ำกว่า  บางประเทศอาจจะสูงกว่า  ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ  ซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกับเรามาก  ตัวเลขที่เขารายงานไปบอกว่ามีคนติดเชื้อแล้ว ๗,๐๐๐ กว่าคน ของเราตัวเลขทางการอยู่ที่ ๓,๐๐๐ กว่าคน  แต่ในทั้งสองประเทศผู้เชี่ยวชาญจะบอกเลยว่าจริง  ๆ แล้วคนที่ติดเชื้อจริงๆ จะมีมากกว่านั้นมาก  เพราะฉะนั้น อังกฤษเองบอกว่าในแต่ละวันในเดือนสิงหาคม  อาจจะมีคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระจายของเชื้อประมาณแสนคน  ผมก็เชื่อว่าของเราก็จะต้องเป็นหลักหมื่น หรืออาจจะเข้าใกล้เคียงหลักแสนเช่นเดียวกัน  แต่ว่าประเด็นของโรคนี้คือว่าคนจำนวนมากสามารถที่จะรับเชื้อเข้าไปแล้ว  ไม่มีอาการหรืออาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ผมก็ขอยืนยันว่าจากการติดตามในเรื่องตัวเลขของผู้เสียชีวิต  ซึ่งได้มีการให้วิเคราะห์รายละเอียดทุกกรณี   จะพบความจริงว่าถ้าหากว่าไม่ได้มีเรื่องของโรคประจำตัวหรือโรคแทรกซ้อน  และถ้าได้รับการรักษาพยาบาลตั้งแต่เนิ่น ๆ โรคนี้สามารถที่จะรักษาหายได้ไม่ยาก 

ทุกคนต้องร่วมมือกันป้องกันการแพร่ระบาด

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการจะป้องกันโการแพร่ระบาดก็ดี  การจะดูแลไม่ให้มีผู้เสียชีวิตก็ดี  หนึ่ง คือว่าใครที่มีอาการ  รู้ตัวว่าไม่สบาย  มีความรับผิดชอบที่จะต้องไม่เข้าไปอยู่ในสังคม   เป็นเด็กนักเรียนก็ไม่ไปโรงเรียน  ทำงานก็ไม่ควรที่จะไปทำงาน  ควรที่จะหยุดพักผ่อน  และในส่วนของโรงเรียน  ผมได้ย้ำ และกระทรวงศึกษาธิการได้ยืนยันแล้ว ว่าจะไม่ให้มีผลกระทบ  ถ้าจะติดสอบ  ก็สามารถที่จะไปสอบทีหลังได้ อย่างนี้เป็นต้น  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับในการที่จะป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดหรือการกระจายเชื้อเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง 

ทีนี้สิ่งที่เรากำลังทำขณะนี้คือว่าการแพร่ระบาด โดยเราดูจากตัวเลขที่มีการยืนยันในเรื่องของการติดเชื้อ  ก็ชัดเจนมากว่ากลุ่มที่ติดเชื้อส่วนใหญ่  ตัวเลขคร่าว ๆ อาจจะเป็นถึง ๒ ใน ๓ หรือมากกว่านั้น  ก็คือกลุ่มนักเรียน  และกลุ่มของคนที่อยู่ในวัยประมาณ ๑๑-๒๐ กว่าปี  เพราะฉะนั้น ตรงนี้สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือว่า ในโรงเรียนเองเป็นการกำชับและเป็นการเน้นย้ำ และจะเข้าไปช่วยเหลือว่า ทุกเช้าต่อไปนี้จะต้องมีการคัดกรอง เด็กคนไหนที่ไม่สบาย  ต้องถูกส่งกลับบ้าน  มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นปัญหาในเรื่องของการแพร่ระบาดไปยังเพื่อน ๆ นักเรียน  ส่วนโรงเรียนไหน  ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อ  หรือมีคนที่ไม่สบายจำนวนค่อนข้างมาก  ก็ใช้ดุลพินิจในการที่จะหยุดเรียนหรือปิดเรียนไประยะหนึ่ง  เพื่อที่จะตัดวงจรหรือป้องกันหรือบรรเทาการแพร่ระบาดตรงนี้  

แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนในกลุ่มวัยรุ่นอีก ๒ จุดที่รัฐบาลต้องมาดูชัดเจน คือเรื่องของโรงเรียนกวดวิชา  และเรื่องของร้านเกม  กรณีโรงเรียนกวดวิชานั้น  กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้อำนาจขอให้หยุดดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑๓-๒๘ กรกฎาคม ส่วนกรณีของร้านเกมนั้น  ไม่มีกฎหมายที่จะให้อำนาจรัฐบาลทำเช่นนั้นได้   ก็ต้องขอความร่วมมือและรณรงค์ครับว่าร้านเกมต้องใช้ดุลพินิจ  ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ  และถ้าสามารถที่จะหยุด  ถ้าในชุมชนในพื้นที่นั้นมีคนไม่สบายมาก  ก็จะเป็นการช่วยเพื่อที่จะลดการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  

ผมขอเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ครับว่า  ในส่วนของมาตรการอื่น ๆ นั้น  หนึ่ง คือเรื่องของการใส่หน้ากาก  จริงอยู่ขณะนี้แม้ผู้เชี่ยวชาญเองยังถกเถียงกันว่า  จะเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน  แต่ว่าก็อยากจะรณรงค์ครับว่า คนที่เข้าไปในโรงพยาบาลก็ดี  คนที่เข้าไปในพื้นที่ชุมชน  หรือเข้าไปร่วมในงานซึ่งมีคนจำนวนมาก   จะใส่หน้ากาก  หรือแม้กระทั่งจะใช้ผ้าของตัวเอง และปิดจมูกปิดปาก  ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งในการที่จะช่วยลดตรงนี้ได้  ซึ่งจะมีการรณรงค์กันต่อไป  ขณะเดียวกันเรื่องของการที่กระทรวงและรัฐบาลได้รณรงค์มาตั้งแต่ต้น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหมั่นล้างมือ  การสนับสนุนเรื่องของเจลล้างมือในพื้นที่   ซึ่งมีคนเข้าไปใช้มาก ๆ  จะเป็นการดำเนินการที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง

โรงพยาบาลเปิดช่องพิเศษสำหรับผู้ป่วยสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙

สำหรับในเรื่องของการรักษาพยาบาล  ขณะนี้จะมีการจัดช่องพิเศษสำหรับโรงพยาบาล  กรณีที่ผู้ป่วยสงสัยว่าอาจจะเป็นไข้หวัดใหญ่ตัวนี้  และขณะเดียวกันครับ  ถ้าหากว่าใครที่เป็นโรคประจำตัวแล้วก็ติดเชื้อตัวนี้   มีอาการหนัก  ก็จะมีกลุ่มเฉพาะกิจที่จะเข้าไปช่วยดูแล ว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยชีวิตให้ได้  ผมเรียนว่าตัวเลขการเสียชีวิตก็เช่นเดียวกันครับ  ผมอ่านจากข่าวจากประเทศอังกฤษก็เช่นเดียวกันนะครับ  เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง  คือการรายงานหรือการประเมินการเสียชีวิต  ก็มีการรายงานที่แตกต่างกัน  เพราะว่าในบางประเทศเวลามีการเสียชีวิต  โดยคนนั้นเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว  แต่ว่ามีเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่  ก็ไม่ชัดเจนครับว่าเขารายงานว่าเป็นการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  

แต่ว่าอย่างไรก็ตามนะครับหน้าที่ของรัฐบาลคือว่าจะเดินหน้าป้องกัน  ลดการแพร่ระบาดในส่วนนี้  และการดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุดนะครับ  ให้การเสียชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่มีการประมาณการหรือคาดการณ์กัน  สำหรับพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมเรียนคือว่า  สามารถดูแลตัวเองได้  และสามารถแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมได้ นั่นคือดูแลสุขภาพตัวเอง  มีอาการรีบไปหาหมอ  มีอาการไม่ไปทำงาน ไม่ไปโรงเรียน  ไม่เข้าไปอยู่ในจุดที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้  และสถานที่ราชการ  สถานประกอบการต่าง ๆ ขณะนี้  ควรจะให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดในสถานประกอบการหรือองค์กรของตัวเอง  ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจะได้มีการรณรงค์ต่อไป   

สำหรับในเรื่องของยา และในเรื่องของวัคซีน  ขอยืนยันนะครับว่าเราติดตามตัวเลขและบริหารจัดการในเรื่องยาเพื่อให้มีเพียงพอ  และขณะนี้กำลังมีการเจรจาที่จะให้มีการลดราคายา  เพื่อที่จะเป็นการบรรเทาภาระในเรื่องนี้ด้วย พร้อมๆ กันไปก็ได้มีการจอง  และจะได้มีการเริ่มต้นทดลองนำร่องในการผลิตวัคซีนด้วย  ซึ่งบ่ายวันนี้ผมจะได้ไปดูที่สถานที่ที่จะได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้  แต่เรื่องวัคซีนนั้นคาดว่าจะผลิตออกมาได้ และจะได้รับจัดสรรไปยังประเทศต่าง ๆ จะเป็นในช่วงของเดือนตุลาคม 

รัฐบาลดำเนินการมาตรการต่าง ๆ  ตามแนวทางที่ถูกต้อง

ผมอยากจะเรียนครับว่าในข้อเท็จจริงแล้ว ทั่วโลกขณะนี้ยอมรับว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่อยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย ๆ ๒-๓ ปี  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่นะครับ  เพราะฉะนั้น  ตัวเลขของผู้ที่ติดเชื้อจะมีการแพร่หลายและกระจายไปอย่างมาก  สิ่งสำคัญคือการดูแลและป้องกันและรักษา  ผมเห็นตัวเลขที่มีการรายงานในข่าวต่าง ๆ อยากจะทำความเข้าใจครับที่บอกว่าจะมีคนเสียชีวิตถึง ๑,๒๐๐ คน  นั่นคือหมายความว่ากรณีซึ่งไม่ได้มีมาตรการในการที่จะมาเร่งคัดกรอง และดูแลการรักษาพยาบาลให้ถูกต้องเป็นพิเศษ  แต่ว่าถ้าทำให้ในระดับได้ดี  จะลดลงมาประมาณครึ่งหนึ่ง  ซึ่งครึ่งหนึ่งพี่น้องประชาชนอาจจะตกใจว่า ก็ยังเป็นหลายร้อยคน  แต่ข้อเท็จจริงคือว่าในแต่ละปีเรามีผู้ที่เสียชีวิตจากไข้หวัดธรรมดาประมาณปีละ ๓๐๐ กว่าคนอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากจะย้ำอีกครั้งครับว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องตื่นตระหนก  รัฐบาลจะดำเนินการมาตรการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม  ซึ่งปัจจุบันดำเนินการตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ  และองค์การอนามัยโลกเองในระดับภูมิภาค  ก็ได้มาจัดการประชุมเร็ว ๆ นี้  ก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำเป็นแนวทางซึ่งถูกต้อง  และขอย้ำอีกครั้งครับว่า บุคลากรในทุกด้านและพี่น้องประชาชนทุกคน จะต้องมีความตื่นตัวในเรื่องนี้  

มีการเรียกร้องว่าเรื่องนี้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติหรือไม่  ผมก็ขอยืนยันนะครับว่าตั้งแต่ต้นรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ  มีศูนย์เฝ้าระวัง  และขณะนี้มีโทรศัพท์สายด่วนขึ้นมา  เพื่อที่จะรองรับและแก้ไขปัญหาตรงนี้  และต้องขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ  ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของเอกชน  มูลนิธิ  ซึ่งออกมาช่วยรณรงค์ในเรื่องเหล่านี้  ก็ล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น  ผมก็อยากจะเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ช่วยกันมาแก้ไขปัญหา  และบรรเทาปัญหานี้  ส่วนการที่จะไปมีมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่  เช่น  ในเรื่องของการไปหยุดกิจกรรมทางสังคม  อยากจะย้ำว่าโดยหลักปฏิบัติทางสากลแล้ว  ในระดับที่เราเผชิญอยู่  เขายังไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น  แต่ว่าพี่น้องประชาชนก็ต้องรับผิดชอบนะครับ   คือถ้าตัวเองติดเชื้อก็ไม่ไปร่วมกิจกรรมสังคมต่าง ๆ ส่วนคนที่จะไปร่วมกิจกรรมทางสังคม  ก็ต้องทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยง  เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้น  หลายคนจะมีเชื้ออยู่  ยังไม่มีอาการใด ๆ  แต่ว่าจะสามารถเป็นผู้ที่ทำให้เชื้อนี้แพร่กระจายออกไปได้  และคนทั่วไปก็ไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่   ผมจึงอยากขอทำความเข้าใจในเรื่องนี้  และขอยืนยันว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  อย่างต่อเนื่องต่อไป

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- แก่นความพอดี: พึ่งทุน VS พึ่งตนเอง

ความเข้มแข็งของประเทศเริ่มจากโครงสร้างภายในที่เข้มแข็งในชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียง  การส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีมั่นคงย่อมต้องส่งผลให้สานต่อความเข้มแข็งและเชื่อมโยงไปสู่ประเทศไทย ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความหมายอย่างแท้จริงกับประชาชนทุกระดับ

อภิสิทธิ์:
"โครงการชุมชนพอเพียงซึ่งเราปรับมาจาก SML  มีลักษณะที่บรรยายมาเมื่อสักครู่นี้  ใช่เลย  คือเป็นโครงการที่ชาวบ้านเอาปัญหาตัวเองมาเป็นตั้งตั้ง  มีเป้าหมายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง  คือเข้าหลักของความพอเพียง  แล้วก็เป็นคนสำรวจความต้องการอะไรต่าง ๆ เองแล้วเสนอมา  อันนี้จะตรงเลย  แล้วอยากจะเห็นการริเริ่มแบบนี้ในหลาย ๆ ชุมชน  ผมก็ยังหวังว่าชุมชนพอเพียงที่เริ่มต้นไป  ช่วงแรกอาจจะช้าหน่อย  เพราะต้องปรับโครงการให้เข้ากับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ในที่สุดก็จะมีโครงการในลักษณะแบบที่บรรยายมาเพิ่มขึ้น ๆ"   

ผู้ดำเนินรายการ:
เรื่องแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  เรื่องของการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืนอย่างเข้มแข็ง

อภิสิทธิ์:
"ผมเพิ่งไปใช้เวลาที่สภาพัฒน์ฯ  กำลังจะปรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ที่จะใช้ในอีก ๒ ปีข้างหน้า  ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าปรัชญาความพอเพียงใช้ได้กับทุกระดับ  อย่าไปมองเหมือนกับเป็นโครงการสำเร็จรูป  บางทีไปหลับตานึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงแปลว่าอย่างนี้  แปลว่าอย่างนั้น  เป็นโครงการลักษณะของความคิดมันไม่ใช่   มันเป็นกรอบความคิดมากกว่า  กรอบความคิดที่ว่าก็คือเราจะทำอย่างไรมีความพอประมาณ  ทำอะไรมันสมเหตุสมผล  ทำอะไรแล้วมันมีภูมิคุ้มกันในตัวเองว่าไม่ผิด   เพราะฉะนั้น ทำในระดับของตัวเอง ระดับของครอบครัวก็ได้  ในการตัดสินใจ ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เอาหลักนี้มาจับก็ได้  ทำโครงการระดับชุมชนก็ได้  ทำในเรื่องการค้าขายก็ได้  แม้กระทั่งการค้าขายระหว่างประเทศก็ได้  มองในภาพรวม  อันนี้เป็นวิธีคิดมากกว่า  ซึ่งขณะนี้เราก็มีการรณรงค์ผ่านหลายโครงการด้วยกัน  โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนก็พยายามกระตุ้นขึ้นมา  เรื่องให้เขาคิดอย่างยั่งยืนมากกว่าความคิดที่เป็นค่านิยมในหลายช่วงที่อยากรวยเร็ว อยากรวยลัด  อยากให้มีอะไรวูบวาบขึ้นมา  เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น  ควรคิดในแบบยั่งยืนก็จะช่วยทำให้แนวความคิดในแต่ละเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำมาหากิน การใช้ชีวิต  เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ"
 
ผู้ดำเนินรายการ: ซึ่งอันนี้หลาย ๆ อันที่ผ่านมาก็คือเหมือนกับว่า เวลาขับรถผ่านไปตามริมทางเราจะเห็นเลยว่าในหลาย ๆ ที่  ในหลาย ๆ เรื่อง  เหมือนกับการเอาขึ้นมาหาเสียงชั่วครู่ชั่วยาม  และเราก็เห็นในซากปรักหักพังของสิ่งที่ไปทำทิ้งไว้อย่างไม่ยั่งยืน  ไม่จริงจังเต็มไปหมดเลย  ท่านนายกฯ มีแนวคิดอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์:
 "ผมเข้าใจว่ามันเป็นความตั้งใจดีของรัฐบาลทุกชุด  แต่ว่าเป็นเพราะบางทีเราไม่ฝึกให้เกิดความอดทน  คือทุกอย่างอยากเห็นผลเร็ว  ผมยกตัวอย่างว่าบางทีชุมชนหนึ่งประสบความสำเร็จในการคิดทำอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง  อาจจะเป็นสมุนไพร แชมพู  อะไรก็แล้วแต่  แล้วก็ชุมชนอื่นก็ไปหยิบมา  แล้วก็บอกว่าเขาทำได้  ทำเลย  โดยไม่ได้ดูว่าที่เขาทำมา  คิดมาอย่างไร  มีความเป็นมาอย่างไร  เขามีจุดแข็งอะไรอย่างไร  มันเป็นลักษณะนี้  เพราะฉะนั้น  พอเป็นโครงการสำเร็จไป  ปรากฏว่าอาจจะประสบความสำเร็จไม่ถึงครึ่งก็ได้"
 
ผู้ดำเนินรายการ: แต่เบื้องต้นก็หมายความว่าเจตนาดี

อภิสิทธิ์:
"คือเจตนาดี  แล้วอยากเห็นผลเร็ว  บางทีอันนี้เป็นปัญหาของสังคมเราเหมือนกัน   ผมเองผมทำงานผมฟังจากคำถามของสื่อมวลชน  ผมเห็นเลยว่าบางทีเราไม่ยอมรับในเรื่องของการที่จะใช้เวลา  มีความอดทนในการแสวงหาความร่วมมือ  หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อให้เกิดความเป็นต่อ  เราจะเรียกร้องว่าตกลงได้อะไร  ได้หรือยัง  จะได้เมื่อไหร่  ถึงเมื่อไหร่  อันนี้ยังเป็นปัญหา  แต่ไม่ได้หมายความว่าทำงานช้า  เราไม่ค่อยไปดูนะครับ  สมมติทำงานเร็ว ๑๐ ครั้ง  แต่ล้มเหลวทั้ง ๑๐ ครั้ง  กับทำงานที่ใช้เวลาสำเร็จ  แต่อาจจะใช้เวลานานหน่อย  เท่ากับทำ ๕ ครั้ง  จริง ๆ ทำ ๑๐ ครั้งล้มเหลวหมด  คือสูญเสียเวลาไป ๑๐  ช่วง ผลอาจจะติดลบ  แต่เราไม่ได้คิด  เราไปดูเฉพาะช่วงต้น  และเราก็ตื่นเต้นกับมัน  แล้วเราก็ปล่อยมันผ่าน  บางทีก็กลายมาเป็นปัญหามรดกตกทอดมา  ทำให้คนอื่นเขาต้องมาแก้อีก" 

ผู้ดำเนินรายการ: อันนี้เป็นคำถามที่ชาวบ้านเคยถามผมนะครับว่า ขณะที่บ้านเมืองของเราดูเหมือนกับว่าต้องพึ่งตัวเลข พึ่งทุน  แต่ถ้าหากว่ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้  ก็เหมือนกับทำให้ชาวบ้านเข้มแข็งขึ้น  คนที่จะมาขายของกับชาวบ้าน  ก็ขายได้น้อยลง  การผูกขาดก็จะน้อยลง
 
อภิสิทธิ์: "เราอย่าไปมองว่าเป็นเรื่องของสุดโต่ง  ต้องพึ่งพาตนเองทั้งหมด  คล้าย ๆ ปล่อยกระแสทุนอย่างเดียว  ผมคิดว่าการพึ่งพาตนเองในระดับหนึ่ง  มีการสร้างภูมิคุ้มกันความเข้มแข็ง  แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดอยู่แค่นั้น  พอมีภูมิคุ้มกันมีความเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้ว  การแสวงหาโอกาสจากการค้าขาย  จากการมีเงินทุนอะไรเข้ามาออกไป  ก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง  แต่อย่าขาดความเข้มแข็งพื้นฐานตรงนั้น  จนกระทั่งเรียกว่ากระแสทุนพัดมาพัดไป แล้วหายไปเลย  อย่างนั้นไม่ได้  ผมคิดว่าต้องหาแก่นของความเข้มแข็งพื้นฐานของตัวเองขึ้นมา  ตรงนั้นเป็นจุดที่ผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้น  และก็จะขยายผลออกไป   ทีนี้ของเราบางทีอาจจะด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์  หรืออะไรก็แล้วแต่  มันอาจจะกลับกัน  ไม่ใช่ไหมครับ  คืออยู่ดี ๆ มีทุนเข้ามาท่วม  ระดับประเทศบางทีก็ทุนจากต่างประเทศโถมเข้ามา  บางทีจากชนบทอยู่ดีๆ  ก็มีอะไรสักอย่างหนึ่งโถมเข้ามา  ตั้งตัวยังไม่ดี  พอถึงเวลาเกิดปัญหามีความแปรปรวนปั๊บ  มันก็คงจะล้มหมด บางทีเราอาจจะเลือกไม่ได้ก็ได้ว่ามันจะมาตอนไหน  แต่ว่าเราต้องตื่นตัวตลอดเวลาว่า  ของพวกนี้ถ้ามันมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ถ้ามันมีความแปรปรวนผันผวน  ทำอย่างไรให้เรามีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง  อันนี้สำคัญ"

ผู้ดำเนินรายการ:
ที่ผมถามในเชิงรายละเอียดคงเยอะนะครับ  แต่สิ่งที่ผมสนใจคือว่า โครงการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่  โดยเฉพาะที่ท่านนายกฯ เดินทางมาวันนี้  ตัวชื่อมันคือ ไทยเข้มแข็ง  ไม่ใช่ชุมชนเข้มแข็ง  หรืออะไรเข้มแข็ง  มันกำลังบอกตัวอะไรที่อยู่ใต้มิติ Trip นี้หรือเปล่าครับ
 

อภิสิทธิ์:
  ถามว่าอะไรเข้มแข็งนะครับ  ถามว่าไทยเข้มแข็ง  ผมก็ต้องหมายถึงทั้งประเทศไทย ประชาชนไทย  และชุมชนด้วย  แต่มันต้องเชื่อมโยงผูกโยงกันทั้งระบบ  คือจริง ๆ ถามว่าคนไทยเข้มแข็งมีเยอะไหม  ผมว่าคุณน่ะรู้ดีที่สุด  ไปค้นมา  ไปดูมา  แปลว่ามีอยู่เยอะแยะไปหมด แต่บางทีเหมือนกับค้นไม่เจอ  หลบซ่อนอยู่  ไม่สามารถดึงออกมาได้ อย่างนี้เป็นต้น  ขณะเดียวกันถ้าจะบอกได้ว่าประเทศเข้มแข็ง  และมาดูตัวเลขภาพรวมก็ไม่ใช่  ผมกำลังพยายามจะทำว่าทำอย่างไร ๒ จุดถึงจะเคลื่อนรวมกัน  คือว่าในภาพรวมของประเทศ  ทำไทยเข้มแข็งครั้งนี้  แปลว่าเศรษฐกิจฟื้น  แต่ขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมา โดยไม่ได้มีความหมายกับประชาชนในทุกระดับจริง ๆ  เพราะฉะนั้น เราถึงบอกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การลงทุนในบางเรื่อง  และหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ  เรากำลังจะเรียกว่า  ใช้คำว่า ปูพรมเลย  ใช่ไหมครับ  ยกตัวอย่างสถานีอนามัย  ทำครึ่งหนึ่งของประเทศเลยว่าจะปรับปรุงขึ้นมาให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพให้ได้  ถนนที่รอคอยกันมาให้เป็นถนนไร้ฝุ่น  ทำให้มากที่สุด  เป็นล็อตใหญ่ที่สุด  ก็ลงทุนให้เห็น  เรื่องน้ำก็คุยกันไปแล้ว  อย่างนี้เป็นต้น  ผมก็อยากเห็นตัวนี้ว่าเป็นความเข้มแข็งในทุกระดับ  ตั้งแต่ประชาชน  ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ"

ผู้ดำเนินรายการ: มันมีความหมายในเชิงการยอมรับ  มีความหมายในเชิงไม่ปฏิเสธความแตกต่างที่มีอยู่ในสังคมด้วยหรือเปล่าครับ
 
อภิสิทธิ์: "คือความแตกต่าง ความหลากหลาย  มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เป็นจุดแข็งด้วย ผมย้ำมาเสมอว่าธรรมชาติของมนุษย์คือความแตกต่าง ความหลากหลาย  จริงอยู่คนที่อยู่ในชุมชนสังคม  หรือแม้กระทั่งประเทศเดียวกันมักจะต้องมีความเหมือนกันอยู่ระดับหนึ่ง  แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าพอมีกลุ่มคนซึ่งไม่เหมือน  จะเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา หรืออะไรก็แล้วแต่  แปลว่าเราไม่สามารถที่จะเป็นสังคมที่รวมแล้วเข้มแข็งได้  หรือคำว่าความเป็นไทย จะต้องหมายถึงทุกคนทุกกลุ่มในประเทศไทยให้ได้  ไม่ใช่บอกว่าคนไทยต้องรูปร่าง หน้าตา อย่างนี้  จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ไม่ใช่  เราจะต้องทำให้เห็นว่าความเป็นไทยเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้   แล้วก็มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน"
 
ผู้ดำเนินรายการ: คือเราไม่สามารถจะเข้มแข็งเฉพาะในชนบท  ไม่สามารถที่จะเข้มแข็งเฉพาะพ่อค้า  ข้าราชการ 

อภิสิทธิ์: "ไม่ได้  อันนี้เราต้องการให้ส่วนรวมเข้มแข็งเชื่อมโยงเข้าหากันให้ได้"

ผู้ดำเนินรายการ:
 ตรงนี้ท่านนายกฯจะทำอย่างไร  คือมันมีมิติของความเป็นศัตรูกันอยู่  ไม่น้อยเลยในสังคมไทย  ในหมู่ของคนที่ต่อสู้เพื่อชาวบ้านก็มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับทุน

อภิสิทธิ์:
 "ผมก็อยากจะบอกว่าความจริงประโยชน์ร่วมน่าจะเยอะกว่าความขัดแย้ง  แต่เราหลายครั้งก็มักจะมองข้าม  มาอยู่ด้วยกัน  และบางทีเป็นเรื่องของการที่แค่มีโอกาสที่จะมาพูดคุยสื่อสารหาทางออกกัน  อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ภาคธุรกิจเอง เขาก็มีความตื่นตัวมากเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม  เป็นกระแสทั้งโลกเลย  และหลายธุรกิจเริ่มจะมองเห็นว่าถ้าเขาคิดแต่เรื่องเศรษฐกิจ  และเขาไม่เป็นมิตรกับชุมชน  ไม่เป็นมิตรกับมวลชน  สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้หรอก  สุดท้ายก็ไปเจอกระแสสังคมต่อต้าน  สุดท้ายก็จะมีปัญหากับชุมชน  เป็นไปไม่ได้  ประชาชนเองแน่นอนครับต้องปกป้องบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของตัวเอง  แต่จะบอกว่าปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง  จะปฏิเสธการพัฒนาทั้งหมด  ก็คงไม่ถูก   แต่ว่าต้องดู  ผมต้องบอกว่าการทำตรงนี้ต้องอยู่บนความพอดีเท่านั้นเอง" 

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- เปิดอีสาน สร้างแหล่งน้ำ สร้างไทยเข้มแข็ง

รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอีสานด้วยการวางรากฐานจากแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้วแต่ขาดการจัดการที่ดี ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวและเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและพร้อมสำหรับลงทุน รวมถึงการเปิดมหกรรมสุขภาพ เปิดห้องสมุดรถไฟ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรักการอ่านมากขึ้น หวังเพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ผู้ดำเนินรายการ:
อย่างการไปบุรีรัมย์เที่ยวนี้  ท่านนายกฯ ต้องการส่งสัญญาณอะไร


อภิสิทธิ์: "ที่จริงแล้วการเดินทางไปครั้งนี้ผมว่าก็ไปวิเคราะห์กันมากมาย  จริง  ๆไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย   คือผมก็บอกกับ ครม. ว่า ประเทศไทยกำลังลงทุนครั้งใหญ่  เรากำลังจะปรับปรุงทั้งเรื่องถนนหนทาง แหล่งน้ำ  โรงเรียน  สถานีอนามัย  และเราต้องเร่งรัด  เพราะฉะนั้น  ก็ต้องการที่จะลงไปดูพื้นที่ในการทำสิ่งเหล่านี้  และผมก็ไปมาแล้วรอบหนึ่งที่สมุทรสาคร  เคยเอามาออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทย  ทีนี้ก็มีคนพูดบอกว่า  ทำไมไม่ไปลงพื้นที่กับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมเขาบ้าง  ใช่ไหมครับ  ผมก็บอกว่าก็ไม่เลวนะ  เพราะว่าชอบมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ปัญหาระหว่างพรรคการเมืองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้   วันหนึ่งผมก็เจอท่านรัฐมนตรีโสภณ  ซารัมย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ที่สภาฯ ผมก็บอกรัฐมนตรีเมื่อไหร่จะไปดูโครงการไทยเข้มแข็งบ้าง  ไปด้วยกันไหม  ท่านก็บอกว่าดีไปด้วยกัน  เดี๋ยวผมจะจัดรายการให้   ท่านก็จัดมา  ก็เสนอว่าให้ไปบุรีรัมย์  ก็เท่านั้นเอง 
ผมไม่ได้คิดว่าอะไรเลยนะครับ  ผมก็ถือว่าผมอยากจะไปทั่วประเทศอยู่แล้ว  และที่ผ่านมาก็พยายามจะไป   แต่ว่ารู้ว่าถ้าในช่วงไหนซึ่งจะทำให้มีแต่ความขัดแย้งวุ่นวาย  เราก็ไม่อยากที่จะไปเป็นเงื่อนไข  แต่วันนี้ถึงเวลา  เพราะว่าโครงการต่าง ๆ จะต้องลงไปในพื้นที่จริง  ผมก็คิดว่าต้องไปแล้ว  และผมได้พยายามที่จะทำความเข้าใจกับคนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงเดือนเมษายน  ได้มีการเปิดโอกาสให้อภิปราย  มีการตั้งกรรมการกันในสภาฯ แล้ว  เพราะฉะนั้น  ตอนนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ให้ทุกคนได้ทำงานกันไปตามหน้าที่ของตัวเอง  ผมไม่ได้คิดอะไร  ก็ไป  วันนี้ไปบุรีรัมย์  วันอื่นก็ต้องไปจังหวัดอื่น   แต่บังเอิญว่าก็เป็นธรรมดาครับ  ก็ไปวิเคราะห์วิจารณ์อะไรกันไป  ผมไม่ได้คิดว่ามีสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ"

ผู้ดำเนินรายการ: เรากลับมาที่เรื่องน้ำนิดหนึ่งครับ  ตอนที่นั่งอยู่บนเครื่องบินถ้ามองลงมา  หรือตอนที่ระหว่างที่เราขับรถผ่านก็ได้  ตอนนี้บุรีรัมย์สีเขียวนะครับ  ท่านนายกฯ ได้พูดกับผมบนเครื่องบินนิดหนึ่งว่า  ความจริงแล้วปัญหาความแห้งแล้งของอีสาน  ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลนปริมาณน้ำฝน  แต่เป็นเรื่องวิธีการกักเก็บ การบริหารจัดการ 

อภิสิทธิ์:
"ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นโจทย์สำหรับการทำงาน  และเป็นส่วนหนึ่งที่ไทยเข้มแข็งพยายามจะตอบโจทย์  คือการเร่งมุ่งทำเรื่องของแหล่งน้ำที่ชาวบ้านรอคอยมานาน  ที่จริงใครเป็นผู้แทนอยู่  ผมเป็นมาเกือบจะ ๒๐ ปี  จะรู้เลยว่าเรื่องบางเรื่องดันกันทุกปี  แล้ง ท่วม  ของแพง  พืชผลถูก หนี้สิน  ที่ทำกิน  แล้วก็มีการศึกษามาตลอดเวลาว่า  ต้องมีการทำแหล่งน้ำใช้เงินลงทุนเท่าไหร่  บางแผนกันไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี  แต่ปรากฏว่าระบบการจัดงบประมาณตามปกติ  ต้องเฉลี่ย ๆ กันไป  ในที่สุดบางทีก็เหมือนได้ทีละนิดได้ทีละหน่อย  เคยมีคนคำนวณว่าที่เคยศึกษาไว้เรื่องแหล่งน้ำกว่าจะทำเสร็จไม่ใช่ ๒๐ ปี  อาจจะเป็น ๕๐-๖๐ ปีหรือเปล่าก็ไม่รู้  เฉพาะครั้งนี้เราถือว่าเป็นการกระตุ้นครั้งใหญ่ในการที่จะเอาเรื่องของแหล่งน้ำเข้ามา  มีเป้าหมายอะไรที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จากแหล่งน้ำให้ได้  เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว  ก็กำหนดเป็นเป้าหมายไปเลย  และก็เอาโครงการที่มีความพร้อมผลักดันขึ้นมาก่อน  ผมก็คิดว่าครั้งนี้น่าจะเป็นการลงทุนครั้งสำคัญ  แล้วจะช่วยให้พี่น้องซึ่งปัจจุบันขาดระบบเรื่องของชลประทานหรือน้ำ  จะมีโอกาสได้ประโยชน์จากตรงนี้มากขึ้นจำนวนมากเลย"

อภิสิทธิ์: ..."
และสำหรับภาคการเกษตรสำคัญที่สุดคือเรื่องแหล่งน้ำ  ปัญหาคือในหลายปีที่ผ่านมา  ที่เราพูดว่ามีการแก้ปัญหาความยากจน  การลงทุนในเรื่องเหล่านี้น้อยมาก  และผมก็มาดูว่า  ไม่ได้ประเมินเอง  ต่างประเทศเวลาเขาจัดอันดับความสามารถของประเทศไทย..."

พิธีกร  อีสานมีอะไรพิเศษกว่าภาคอื่น ๆ ในรายละเอียดที่แตกต่างกันไหมครับ

อภิสิทธิ์: ..."ความต้องการของอีสาน  เรื่องแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด  ทีนี้ในอดีตอย่างที่บอกครับ  ก็คิดอย่างโครงการใหญ่  จะต้องผันน้ำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน  ทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำโขง  อะไรต่าง ๆ  คือฟังดูมันตื่นเต้นครับ  แต่ว่าใช้เงินเป็นแสนล้าน  ยังไม่รู้เลยว่าจะมีปัญหากฎเกณฑ์ระหว่างประเทศหรือไม่อย่างไร  ต้องซื้อน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน  แต่ว่าจริง ๆ มีโครงการที่ชาวบ้านรู้ดี  รอคอยมานานแล้ว โครงการไม่ได้ขนาดใหญ่   ขนาดกลาง  ขนาดเล็ก  เพราะว่าน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติในภาคอีสานก็ไม่ใช่น้อย  เพียงแต่ว่าถ้าสามารถจัดเก็บ บริหารจัดการได้  กระจายไปสู่เกษตรกรได้เท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้น  อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความคาดหวังของชาวอีสาน  ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องถนนหนทาง  เรื่องของสถานีอนามัย  เรื่องของโรงเรียนเหมือนกันทั่วประเทศ  ขาดแคลนต้องการการปรับปรุง  ต้องการให้ดีขึ้น  ต้องการมีบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น  ก็เป็นโอกาสที่จะไปทำ..."
 
ผู้ดำเนินรายการ:
วิธีการจัดการเป็นอย่างไรครับ แหล่งน้ำขนาดเล็กหมายความว่า

อภิสิทธิ์:
 "จริง ๆ แล้วโครงการทั้งหลาย  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เขามีไว้เพียงพออยู่แล้ว  แต่คล้าย ๆ ว่าแต่ละปีจะต้องมานั่งลุ้นกันว่าจะได้หรือไม่ได้งบประมาณ  ตรงนี้เราก็บอกว่าอันไหนศึกษาดีแล้ว  อันไหนมีความพร้อมที่จะลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรวบรวมมา  และจับให้มีการกระจายไปให้ทั่วถึงตามสมควร  และก็อนุมัติ   อันนี้เขาก็จะมีความหลากหลายของมันเอง  เพราะมันไม่ใช่ลักษณะโครงการที่จะบอกว่าเป็นโครงการเหมือนกันหมดในทุกพื้นที่"
   
ผู้ดำเนินรายการ: ตามสภาพภูมิประเทศ

อภิสิทธิ์: "ตามสภาพของผังประเทศ  ตามสภาพของธรรมชาติ  เป็นเรื่องว่าน้ำอยู่ตรงไหน  พื้นที่ที่จะรับประโยชน์จากการกระจายน้ำอยู่ตรงไหนอย่างไร"

ผู้ดำเนินรายการ: มีหมู่บ้านต้นแบบที่ผมเคยเข้าไปดูที่บุรีรัมย์  เขาเรียกว่าหมู่บ้านลิ่มทอง  ผมจำอำเภอไม่ได้  ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่สามารถจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำได้อย่างดี  เพราะในอดีตหมู่บ้านนั้นเป็นหมู่บ้านที่แล้งซ้ำซาก  จนเป็นที่มาของคำว่า “บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” แต่ว่าชาวบ้านเขาใช้วิธีเดินสำรวจ  และเจรจาด้วยกัน  เพราะต้องใช้พื้นที่  ตัวการทำงานของเขาก็คือเอาชุมชนเข้ามาช่วยกันคิด  ช่วยกันทำ และวิธีการของเขาคือขุดเป็นแก้มลิง เป็นแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก  โดยที่ใช้เงินต้นทุนในการทำถูกมาก  ประมาณสัก ๑,๐๐๐ กว่าไร่หรือ  ๓,๐๐๐ ไร่ต่อ ๑ ล้านกว่าบาท  ท่านนายกฯ มีแนวคิดในเรื่องการกระจายความรับผิดชอบไปให้ชุมชนอย่างไร

ผู้ดำเนินรายการ: ท่านนายกฯ เชื่อไหมครับว่าวิธีการทำแก้มลิงแบบที่ในหลวงพระราชทาน สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้

อภิสิทธิ์: "ผมเชื่อนะครับ  ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะ  คือจะบอกว่าจะแก้ปัญหาได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม คงไม่ใช่  แต่ว่าโดยสภาพความเป็นจริงของทรัพยากรที่เรามี  ผมถือว่าเราเองมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร  แต่การบริหารจัดการไม่มี  เราก็ต้องหาความพอดี  เพราะบางทีถ้าเราจะไปบริหารจัดการแล้วเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีก  ซึ่งก็เป็นปัญหาของโครงการขนาดใหญ่  เราก็ต้องหาความพอดีตรงนี้  แต่ผมเชื่อว่าสภาพที่เป็นอยู่ของภาคเกษตรเรา  ก็จะดูจากผลผลิตต่อไร่  จะดูจากการจัดการที่ดี โครงสร้างพื้นฐานเข้ามา  มันยังปรับปรุงได้อีกมาก  เราก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วพอพื้นที่ไหนมีน้ำมีชลประทาน   รายได้จะสูงกว่าพื้นที่ที่ไม่มี ๒ เท่า ๓ เท่า  เราก็อยากที่จะกระจายตรงนี้มาให้ได้มาก"

ผู้ดำเนินรายการ:
 หลังจากที่ออกจากสถานีอนามัยเมืองแฝก  ท่านนายกฯ กับคณะ ซึ่งขบวนยาวมากนะครับ ก็ได้เดินทางมาที่นี่ครับ...ที่นี่คือโครงการอ่างเก็บน้ำตะโคง  ซึ่งเป็นโครงการชลประทาน  เรื่องการแก้ปัญหาน้ำก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโครงการไทยเข้มแข็งที่คณะรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการจัดการการแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำทางการเกษตร  รวมถึงน้ำบริโภคน้ำใช้ด้วยนะครับ  ไม่ใช่เฉพาะทางภาคอีสานเท่านั้น  แต่ว่าทุกภูมิภาคของประเทศที่บอกว่าให้ความสำคัญกับโครงการนี้ เพราะว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เรียกได้ว่ามากที่สุดก็ว่าได้นะครับ  เมื่อคิดเป็น percentage เทียบกับโครงการอื่น ๆ   แต่ว่าโครงการอื่น ๆ ก็ไม่ต้องน้อยใจนะครับ  ก็เฉลี่ยกันไปตามความเหมาะสม  ซึ่งเรื่องนี้ผมได้คุยกับท่านนายกฯ และท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์...

...เปิดห้องสมุดรถไฟ

ผู้ดำเนินรายการ: เวลาที่นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปบุรีรัมย์  ตอนที่สนทนากับอภิสิทธิ์สั้นกว่าปกตินะครับ  เดี๋ยวคงต้องไปคุยกันต่อในพื้นที่นะครับ

ผู้ดำเนินรายการ: วันนี้ที่สนามบินบุรีรัมย์  มีคนมาเข้าแถวรอรับท่านนายกฯ เยอะมากนะครับ  ตอนนี้กองทัพสื่อเข้ามา ตอนนี้ที่สนามบินบุรีรัมย์มองไม่เห็นตัวท่านนายกฯเลยนะครับ  ผม สุทธิพงษ์  ธรรมวุฒิ   วันนี้ผมได้รับภารกิจให้มาเป็นพิธีกรภาคสนามในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย  เพื่อที่จะติดตามท่านนายกฯ อภิสิทธิ์  ซึ่งเป็นผู้ชายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในประเทศ  และเป็นที่คาดหวัง  เป็นความหวังของคนทั้งประเทศ  ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรนะครับ  ตอนนี้ขบวนของท่านนายกฯ  เดินทางมาที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  เพื่อจะมาทำพิธีเปิดห้องสมุดรถไฟ  

อภิสิทธิ์: พบปะประชาชนที่มารอต้อนรับหน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์  และกล่าวว่า “พี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่เคารพรักทุกท่านครับ  ต้องขอขอบคุณพี่น้องที่ได้ให้การต้อนรับผมและคณะรัฐมนตรี  คณะ ส.ส. อย่างอบอุ่นผมเดินทางมาพบกับพี่น้องประชาชนในวันนี้  ในจุดนี้เบื้องต้นต้องขอขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทย  กศน. และเทศบาล  ที่ได้ทำโครงการห้องสมุดให้ประชาชน โดยใช้ตู้รถไฟซึ่งนำมาดัดแปลง  ขอเล่าเรื่องนี้นิดเดียวครับว่า  ผมมีโอกาสได้รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  วันที่ท่านได้เสด็จฯ ไปเปิดรถไฟจากหนองคายข้ามไปยังประเทศลาว  และการรถไฟฯ ได้ทำห้องสมุดแบบนี้ไว้ที่หนองคาย ๑ แห่ง

วันนั้นท่านได้รับสั่งว่า ถ้าสามารถทำห้องสมุดแบบนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในอีกหลายต่อหลายจังหวัด  ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก 
ผมเองและรัฐบาลให้ความสำคัญมากกับเรื่องการศึกษา และอยากจะส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะลูกหลานของเรารักการอ่าน  เพราะฉะนั้น วันนี้ผมดีใจอย่างมากที่เห็นความร่วมมือของหน่วยงานเหล่านี้   ทำบริการนี้เพราะทราบว่าพี่น้องประชาชน  โดยเฉพาะน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษามาใช้บริการสถานีรถไฟ  หรือมารออยู่บริเวณสถานีรถไฟ  ก็จะได้มีโอกาสมีหนังสืออ่าน  มีอินเตอร์เน็ตให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ได้สืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และท่านรัฐมนตรีโสภณซึ่งเป็นผู้ที่ได้ประสานงานเป็นอย่างดีครับ"  

...สิ่งที่เร่งทำและทำเสร็จแล้วใน ๖ เดือน

อภิสิทธิ์: ..."ขณะนี้รัฐบาลได้ทำงานมาครึ่งปี  เข้ามาในยามที่พี่น้องยากลำบาก  จากการที่สังคมไทยแตกแยก  จากการที่เศรษฐกิจไม่ดี  สิ่งแรกที่ผมต้องรีบทำเร่งทำและทำเสร็จแล้วใน ๖ เดือน คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น  การทำโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีให้ลูกหลานของเรา  การให้ผู้สูงอายุ  ใครอายุเกิน ๖๐ ปี  ไม่มีบำนาญรับเงินช่วยเหลือได้อีก ๕๐๐ บาทต่อเดือน  พี่น้อง อสม.  ซึ่งทำงานกันมาอย่างหนัก  ก็ให้ค่าตอบแทน ๖๐๐ บาทต่อเดือน  แล้วจะพยายามดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม  พี่น้องเกษตรกรก็เข้ามาเพิ่มโควตาการรับจำนำพืชผลการเกษตร  พี่น้องผู้ใช้แรงงานรายได้น้อยมีเช็ค ๒,๐๐๐ บาท  พี่น้องที่ตกงานมีโครงการต้นกล้าอาชีพ  ซึ่งทั้งหมดนี้ในระยะเวลาเพียงครึ่งปีสามารถทำเสร็จเดินได้ตามแผน  แต่จากนี้ไปผมต้องการให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความเข้มแข็งมากขึ้น  สังคมไทยเข้มแข็ง  ประเทศไทยเข้มแข็ง  

วันนี้ท่านรัฐมนตรีโสภณ ตั้งชื่อเอาไว้ว่าเป็นงานเปิดประตูอีสาน ประสานใจไทยเข้มแข็ง  ถามว่าไทยเข้มแข็งจะทำอะไร  ก็บอกว่าผมรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมา  แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนหลายปัญหา  เป็นปัญหาเฉพาะหน้า   แต่การลงทุนในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องในระยะยาวทำได้น้อย  ต่อไปนี้ ๓ ปีจากนี้ไป  เราจึงจะลงทุนสำหรับประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคนอย่างจริงจัง  เฉพาะบุรีรัมย์  นับกันแล้วจะมีเงินมาลงทุนประมาณ ๖,๕๐๐ ล้านบาท จะมีทั้งแหล่งน้ำ จะมีทั้งถนนไร้ฝุ่น  จะมีการปรับปรุงโรงเรียน  จะมีการปรับปรุงสถานีอนามัย  และมีโครงการอื่น ๆ ซึ่งวันนี้ผมจะได้ใช้เวลาทั้งวันในการไปเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในจุดต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความพร้อมในการทำโครงการไทยเข้มแข็ง  

พี่น้องที่เคารพครับด้วยเวลาที่จำกัด  ผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า  ผมทราบดีว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนยังมีมาก  ขอให้มั่นใจอย่างหนึ่งว่าการทำงานของผมและคณะรัฐมนตรีจะยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด   จะทุ่มเททำงานด้วยความขยัน  ด้วยความอดทน  และแม้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมประชาธิปไตย  ที่จะมีคนเห็นด้วย  ไม่เห็นด้วย  ผมก็จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม มีความเสมอภาค  มีความเท่าเทียม  และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด  ผมขอบคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่งที่ได้มาต้อนรับและให้กำลังใจผมและคณะรัฐบาล  และจะได้มุ่งหน้าทำงานให้กับพี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์  และพี่น้องประชาชนคนไทยต่อไปครับ  กราบขอบพระคุณครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: ที่โรงเรียนธารทองพิทยาคม  มีประชาชนมาต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรี เรียกได้ว่าแน่นขนัดนะครับ  น่าจะนับหมื่นคนนะครับ  และก็มีการเต้นแอโรบิค เต็มทั้งสนามเลยครับ  ซึ่งที่นั่นท่านนายกรัฐมนตรีได้เปิดงานมหกรรมสุขภาพของคนบุรีรัมย์  แล้วได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการแสดงผลิตภัณฑ์ของดีบุรีรัมย์  และพบปะเยี่ยมเยียนประชาชน
นายโสภณ  ซารัมย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  กล่าวต้อนรับว่า “กราบเรียน ฯพณฯ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  คนที่ ๒๗  ของประเทศไทย  วันนี้พี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ไม่ได้มา  มีความยินดีที่ ฯพณฯ และคณะรัฐมนตรีได้มาเหยียบแผ่นดินบุรีรัมย์ เพื่อเปิดประตูอีสานประสานใจให้ไทยเข้มแข็ง ฯลฯ” 

ผู้ดำเนินรายการ: หลังจากที่ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและของดีของจังหวัดบุรีรัมย์  และพบปะประชาชนแล้ว  ท่านนายกฯได้เข้าไปที่ห้องประชุมของโรงเรียนธารทองพิทยาคม  เพื่อที่จะไปเปิดงานบริการคมนาคมเคลื่อนที่ของกรมการขนส่งทางบก


...เปิดงานมหกรรมสุขภาพของคนบุรีรัมย์

อภิสิทธิ์: กล่าวเปิดงานว่า “พี่น้องที่เคารพรักทุกท่านครับ  ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง  วันนี้นอกจากที่จะมาพบปะกับพี่น้อง  พูดคุยถึงเรื่องราวนโยบายต่าง ๆ แล้ว  ได้มาเห็นการทำงานของหลายหน่วยงาน  ซึ่งต้องการที่จะเข้าถึงพี่น้องประชาชน ฯลฯ”   

ผู้ดำเนินรายการ: ท่านนายกฯได้ไปเปิดโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งนะครับ  นั่นก็โครงการถนนไร้ฝุ่นสายบ้านแสลงพัน-บ้านหนองน้ำขุ่น  และอยู่เยี่ยมเยียนพบปะพี่น้องประชาชนที่นั่นอยู่พักหนึ่งนะครับ  ต่อจากนั้นได้เดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่บ้านท่านรัฐมนตรีโสภณ  ซารัมย์  นะครับ  ตอนนี้ขบวนรถของท่านนายกฯ กำลังวิ่งมาบนถนนที่มีฝุ่นนะครับ  ฝุ่นคลุ้งไปหมดจนมองไม่เห็นรถคันข้างหน้า  เห็นแต่ไฟบนหลังคารถตำรวจแว๊บ ๆ เท่านั้นเอง  พูดติดตลกนะครับนี่โชว์ให้เห็นก่อนว่าเวลาถนนมีฝุ่นแล้วเป็นอย่างไรนะครับ  ที่นี่ตำบลเมืองแฝก  อยู่ห่างบ้านท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์  ประมาณสัก ๒-๓ กิโลเมตร  ใช้เวลานั่งรถอีแต๋นมาที่นี่ประมาณสัก ๑๐ นาทีก็ได้  ผมเชื่อว่าภาพท่านนายกฯ นั่ง  ความจริงไม่ได้นั่งนะครับ  ยืนมาบนรถอีแต๋น  พรุ่งนี้น่าจะอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับนะครับ ท่านนายกฯ เดินทางมาที่นี่เพื่อที่จะดูโครงการปลูกอ้อยโรงงานกับยางพารา  บนพื้นที่นาดอน  ซึ่งแปลงปลูกยางพารากับอ้อยที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้   น่าจะเป็นพื้นที่ทดลอง  น่าจะเป็นโครงการนำร่องของที่นี่  มีชาวบ้านมารอรับท่านนายกฯ เต็มเลยนะครับ

...เปิดโครงการถนนไร้ฝุ่น
 
อภิสิทธิ์:  “สบายดีบ่  ผมพารัฐมนตรีมาหลายท่าน  รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ อยู่นี่นะครับ  ส่วนหนึ่งก็มาติดตามนโยบายหลายเรื่อง  ดีใจนะครับ  ข้างหน้าก็พูดถึงเรื่องเบี้ยยังชีพ  เมื่อตอนสายก็ไปพบกลุ่ม อสม. กลุ่มใหญ่  ตอนนี้มีค่าตอบแทน  ลูกหลานก็เรียนฟรี  เรื่องพวกนี้จะทำต่อแน่นอน  ไม่ต้องห่วง  แต่วันนี้ที่จะมาดูเพิ่มเติมก็พวกโครงการที่จะเข้ามาช่วย  ก่อนหน้านี้ก็มาเรื่องถนนไร้ฝุ่น  ก็จะทำให้ได้ภายใน ๓ ปีข้างหน้า ในส่วนของกรมทางหลวงชนบทก็จะทำให้ได้หมด  ส่วนเรื่องการเกษตรก็อยากจะบอกกับพี่น้องครับว่าเห็นใจ  เพราะว่าราคาพืชผลขึ้นลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา  เราเองก็  ทุกรัฐบาลครับพยายาม  ก็อยากจะขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องที่ให้ความเข้าใจกับการทำงานของรัฐบาล  จะทำให้ถูกใจทุกเรื่องผมบอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับ  ใครมาบอกว่าทำได้ทุกเรื่อง  หลอกลวงกัน   ผมไม่มาหลอกใคร  ผมพูดตามความเป็นจริง  อะไรที่เราทำได้  เราตั้งใจทำอย่างเต็มที่  อะไรทำไม่ได้อย่างไร  ผมก็จะมาอธิบายบอกกล่าวให้ฟังว่าที่ทำไม่ได้เพราะอะไร  แต่ว่าให้มั่นใจได้เลยว่า  ผมไม่มีประโยชน์อื่นใดครับ  ผมมาทำงานตรงนี้ตั้งใจอย่างเต็มที่  ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้ผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลจะใช้เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนะครับ  ก็คงจะมีโอกาสได้พบปะกันอย่างน้อยก็ทางโทรทัศน์นะครับพรุ่งนี้  คนที่อยู่แถวหน้าเดี๋ยวคิดค่าตัวกับพวกกล้องทั้งหลาย  และโอกาสดี ๆ ก็จะกลับมาเยี่ยมพี่น้องอีกนะครับ  วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีโสภณนะครับที่ได้มาช่วยดูแล  และขอบคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่งครับที่มีน้ำใจให้การต้อนรับและให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์สำหรับผมในการบริหารงาน  เพื่อประโยชน์ของพี่น้องต่อไปครับ  สวัสดีครับ”

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรากฐานไทยเข้มแข็ง

ความยากจนเป็นปัญหาของประเทศ ที่ส่งผลถึงคนไทย จำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุนั้นคือการวางรากฐานของการคมนาคม แหล่งน้ำ การสื่อสาร การศึกษา เมื่อมีการพัฒนาก็ต้องมีการก่อสร้างซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มกระจายรายได้ เพิ่มการจ้างงาน แต่ต้องเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในส่วนของทุนจะนำเงินที่อยู่ในระบบธนาคารในประเทศมาใช้ไม่ได้กู้จากต่างประเทศ

ผู้ดำเนินรายการ: ท่านนายกฯ เล่าเรื่องโครงการไทยเข้มแข็งให้ชาวบ้านได้ฟังนิดหนึ่งได้ไหมครับ
 

อภิสิทธิ์:
"คือมีประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาพื้นฐานของคนไทย  ไม่ใช่ของคนไทย  ของประเทศไทย และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย  คือการแก้ปัญหาในเรื่องของความยากจน  เราอาจจะมองอยู่ในบางมาตรการ เช่น  มีเงินทุนไปเพื่อให้กู้ยืม  ไปล้างหนี้เขาทีหนึ่ง   หรือว่าเป็นเกษตรกรก็มาพึ่งเรื่องของการแทรกแซงราคาพืชผล  อย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งโครงการพวกนี้เราก็พยายามทำให้เป็นระบบมากขึ้น  แต่จริง ๆแล้ว  คนจะหลุดพ้นจากความยากจนได้  พื้นฐานเป็นโครงสร้างของประเทศต้องเอื้ออำนวย  ถ้าถนนหนทางดี  การคมนาคมสะดวก  นั่นหมายถึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนทุกคน  เดินทางก็สะดวกขึ้น  ติดต่อก็สะดวกขึ้น  เข้าถึงตลาด  เอาผลผลิตของตัวเองไปตลาดก็สะดวกขึ้น   และเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต  อย่างที่พูดถึงถนน  ต้องเรียกว่าไร้ฝุ่น ไร้โคลน  บางหน้าก็เป็นหลุม  บางหน้าก็เป็นโคลน  มันก็ควรจะมีการลงทุน  โรงเรียนต้องมี  ขาดแคลนอะไรเราก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลลูกหลานให้เขามีสิ่งอำนวยความสะดวก  มีอุปกรณ์การเรียน  มีความพร้อมในโรงเรียน  สถานีอนามัยซึ่งเป็นจุดแรกรับของคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยในชุมชน  ต้องมี   ควรจะมีการปรับปรุง   อันนี้ก็ต้องทำ"

อภิสิทธิ์: "...ผมก็บอกถึงเวลาที่ต้องลงทุน   ทีนี้เกิดมาอยู่ในจังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ  หลายคนอาจจะมองว่าถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอยู่  คงต้องรอกันต่อไป  ผมกลับไม่ได้มองอย่างนั้น  ผมกลับมองว่ามันก็เป็นโอกาสนะ  เพราะว่าถ้าเราทำตรงนี้  มันก็จะเกิดการกระจายเงิน  การก่อสร้าง การจ้างงาน อย่างมหาศาลทั่วทุกพื้นที่  และผมก็คิดว่าคนก็เบื่อแล้ว  ฟังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยอะไร  เมกะโปรเจ็กต์  มีรถไฟฟ้า ๔ สาย  แล้วก็โครงการขนาดยักษ์ ๓-๔ โครงการ  สุดท้ายปรากฏว่าโครงการเหล่านี้มีความซับซ้อนขึ้นมานิดหนึ่ง  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่วันนี้เรากำลังกระตุ้นเศรษฐกิจ  ไม่ใช่เป็นเมกะโปรเจ็กต์  แต่โปรเจ๊กต์ไม่รู้เป็นร้อยเป็นพันโครงการที่กระจายไปทั่วประเทศ  ซึ่งผมเชื่อว่าบางโครงการจะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง  แต่เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งร้อยทั้งพันโครงการจะล้ม  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นโอกาสดีว่าเราก็ทำทั้งเรื่องลงทุน  กระตุ้นเศรษฐกิจ  พร้อม ๆ ไปกับเสริมความเข้มแข็งให้กับประเทศ  ให้กับประชาชนของเรา"  

อภิสิทธิ์: "...ก็มีจุดที่มาถามว่าแล้วเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้  ฐานะการคลังไม่ดี ไม่พร้อม  จะทำอย่างไร  ต้องไปกู้ยืมเงิน  จะเป็นหนี้สินหรือเปล่า  ผมก็บอกว่าเที่ยวนี้ผมไม่กู้จากต่างประเทศ  เที่ยวนี้สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่  ผมกำลังเอาเงินของคนซึ่งไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยต่ำและก็บ่นอยู่ว่าได้ดอกเบี้ยต่ำ  ธนาคารเองก็ยังจะไม่อยู่ในฐานะที่จะปล่อยสินเชื่อได้เยอะ  เพราะยังมีความไม่แน่ใจเรื่องของโครงการต่าง ๆ ธุรกิจก็บ่นว่ากู้ยืมเงินไม่ได้  ขณะนี้เงินกองอยู่ในระบบธนาคารเฉย ๆ  ประมาณเกือบ ๒ ล้านล้านบาท  ผมก็เอาเงินตรงนี้มาใช้  คนไทยก็ไม่ต้องห่วงครับว่า เป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า  เราไม่ได้มีแผนการในการที่จะไปเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม  เพื่อที่จะมาคืนตรงนี้  เพราะเรารู้ว่าจากประสบการณ์ในอดีต  พอเราลงทุนตัวนี้  พอเศรษฐกิจได้รับการกระตุ้นพอเศรษฐกิจพื้น  รายได้รัฐบาลที่จัดเก็บ  มันจะเพิ่มขึ้นมา  และไปคืนหนี้ได้เอง  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เหมือนกับการทำธุรกิจ  เหมือนกับการบริหารองค์กร  หรือแม้กระทั่งการบริหารการเงินว่า  ถึงจุดหนึ่งมันมีความจำเป็นต้องลงทุนก็ต้องทำ  แต่สำคัญคือต้องลงทุนแล้วคุ้มค่า เพราะฉะนั้น  สิ่งที่ผมพยายามจะไปดูคือในทุกโครงการที่ผมไปเยี่ยม ความพร้อมที่จะดำเนินโครงการ  ความต้องการของประชาชนสอดคล้องจริงหรือไม่อย่างไร  ถ้าเป็นอย่างนี้ได้โครงการไทยเข้มแข็ง  ก็จะบรรลุวัตถุประสงค์  คือกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานด้วย  และทำให้ประเทศไทย คนไทย มีความเข้มแข็งขึ้นมา  มีความพร้อมขึ้นมา"
  
อภิสิทธิ์: "...คือจริง ๆ ถามว่าคนไทยเข้มแข็งมีเยอะไหม  ผมว่าคุณน่ะรู้ดีที่สุด  ไปค้นมา  ไปดูมา  แปลว่ามีอยู่เยอะแยะไปหมด แต่บางทีเหมือนกับค้นไม่เจอ  หลบซ่อนอยู่  ไม่สามารถดึงออกมาได้ อย่างนี้เป็นต้น  ขณะเดียวกันถ้าจะบอกได้ว่าประเทศเข้มแข็ง  และมาดูตัวเลขภาพรวมก็ไม่ใช่  ผมกำลังพยายามจะทำว่าทำอย่างไร ๒ จุดถึงจะเคลื่อนรวมกัน  คือว่าในภาพรวมของประเทศ  ทำไทยเข้มแข็งครั้งนี้  แปลว่าเศรษฐกิจฟื้น  แต่ขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมา โดยไม่ได้มีความหมายกับประชาชนในทุกระดับจริง ๆ  เพราะฉะนั้น เราถึงบอกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การลงทุนในบางเรื่อง  และหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ  เรากำลังจะเรียกว่า  ใช้คำว่า ปูพรมเลย  ใช่ไหมครับ  ยกตัวอย่างสถานีอนามัย  ทำครึ่งหนึ่งของประเทศเลยว่าจะปรับปรุงขึ้นมาให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพให้ได้  ถนนที่รอคอยกันมาให้เป็นถนนไร้ฝุ่น  ทำให้มากที่สุด  เป็นล็อตใหญ่ที่สุด  ก็ลงทุนให้เห็น  เรื่องน้ำก็คุยกันไปแล้ว  อย่างนี้เป็นต้น  ผมก็อยากเห็นตัวนี้ว่าเป็นความเข้มแข็งในทุกระดับ  ตั้งแต่ประชาชน  ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ

ผู้ดำเนินรายการ:
มันมีความหมายในเชิงการยอมรับ  มีความหมายในเชิงไม่ปฏิเสธความแตกต่างที่มีอยู่ในสังคมด้วยหรือเปล่าครับ
 
อภิสิทธิ์: "คือความแตกต่าง ความหลากหลาย  มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เป็นจุดแข็งด้วย ผมย้ำมาเสมอว่าธรรมชาติของมนุษย์คือความแตกต่าง ความหลากหลาย  จริงอยู่คนที่อยู่ในชุมชนสังคม  หรือแม้กระทั่งประเทศเดียวกันมักจะต้องมีความเหมือนกันอยู่ระดับหนึ่ง  แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าพอมีกลุ่มคนซึ่งไม่เหมือน  จะเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา หรืออะไรก็แล้วแต่  แปลว่าเราไม่สามารถที่จะเป็นสังคมที่รวมแล้วเข้มแข็งได้  หรือคำว่าความเป็นไทย จะต้องหมายถึงทุกคนทุกกลุ่มในประเทศไทยให้ได้  ไม่ใช่บอกว่าคนไทยต้องรูปร่าง หน้าตา อย่างนี้  จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ไม่ใช่  เราจะต้องทำให้เห็นว่าความเป็นไทยเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้   แล้วก็มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน"
 
ผู้ดำเนินรายการ: คือเราไม่สามารถจะเข้มแข็งเฉพาะในชนบท  ไม่สามารถที่จะเข้มแข็งเฉพาะพ่อค้า  ข้าราชการ 

อภิสิทธิ์: "ไม่ได้  อันนี้เราต้องการให้ส่วนรวมเข้มแข็งเชื่อมโยงเข้าหากันให้ได้"

ผู้ดำเนินรายการ: ตรงนี้ท่านนายกฯจะทำอย่างไร  คือมันมีมิติของความเป็นศัตรูกันอยู่  ไม่น้อยเลยในสังคมไทย  ในหมู่ของคนที่ต่อสู้เพื่อชาวบ้านก็มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับทุน

อภิสิทธิ์:
 "ผมก็อยากจะบอกว่าความจริงประโยชน์ร่วมน่าจะเยอะกว่าความขัดแย้ง  แต่เราหลายครั้งก็มักจะมองข้าม  มาอยู่ด้วยกัน  และบางทีเป็นเรื่องของการที่แค่มีโอกาสที่จะมาพูดคุยสื่อสารหาทางออกกัน  อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ภาคธุรกิจเอง เขาก็มีความตื่นตัวมากเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม  เป็นกระแสทั้งโลกเลย  และหลายธุรกิจเริ่มจะมองเห็นว่าถ้าเขาคิดแต่เรื่องเศรษฐกิจ  และเขาไม่เป็นมิตรกับชุมชน  ไม่เป็นมิตรกับมวลชน  สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้หรอก  สุดท้ายก็ไปเจอกระแสสังคมต่อต้าน  สุดท้ายก็จะมีปัญหากับชุมชน  เป็นไปไม่ได้  ประชาชนเองแน่นอนครับต้องปกป้องบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของตัวเอง  แต่จะบอกว่าปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง  จะปฏิเสธการพัฒนาทั้งหมด  ก็คงไม่ถูก   แต่ว่าต้องดู  ผมต้องบอกว่าการทำตรงนี้ต้องอยู่บนความพอดีเท่านั้นเอง" 


<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- ลดการท่องจำ เสริมความคิดเพิ่มทักษะชีวิต

การศึกษาวิชาพื้นฐานมีความสำคัญแต่ควรส่งเสริมการฝึกให้เด็กและเยาวชนรู้จักคิด เน้นให้รู้จักนำการศึกษามาปรับใช้แก้ปัญหามีทักษะในการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นได้มากกว่าระบบท่องจำ โดยต้องค่อยๆเริ่มจากระบบการศึกษาก่อนแล้วอาศัยสื่อเป็นตัวกระตุ้นให้มีความใฝ่ดี           

ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้เรากำลังเดินทางไปที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา 

อภิสิทธิ์:
"ก็เป็นโรงเรียนซึ่งคุณมีชัย วีระไวทยะ และอีกหลาย ๆ ท่านมาพัฒนา  ประสบความสำเร็จในแง่ของคุณภาพมาตรฐาน  เป็นที่ยอมรับ  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากว่าโรงเรียนที่มีความสำเร็จ  ต่อไปก็จะเป็นที่ต้องการของคน  จะได้ไม่อยู่เฉพาะกรุงเทพฯ  หรือเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ  ท่านก็อยากมาลองทำที่นี่  ท่านคุยกับผมมานานแล้วบอกว่ามาบุรีรัมย์เมื่อไหร่  อยากให้แวะไป  วันนี้เสียดายเวลาสั้นไปนิดหนึ่ง    อย่างน้อยก็ไปทักทายเป็นกำลังใจให้เขา" 

ผู้ดำเนินรายการ:
 หัวใจหรือตัวปรัชญาที่สำคัญที่เปลี่ยนไปในเรื่องการศึกษาที่ท่านกำลังคิดกับเรื่องระบบการศึกษาของเรา  โดยเฉพาะที่ลำปลายมาศคือเด็กเล็ก  เด็กชั้นประถม  มันคืออะไรอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์:
"ผมคิดว่าหลายคนก็มีความกังวลมากว่าระบบการศึกษาเรายังมีจุดอ่อน  จุดอ่อนก็มีตั้งแต่อ่อนแข็งทางวิชาการ แต่ว่าสำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามองในภาพที่ใหญ่กว่านั้น  คนจะห่วงว่ายังไม่ได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะ มีความสามารถในสิ่งที่ควรจะมีในยุคปัจจุบัน  อาจจะมีการเรียนการสอนที่ให้ความรู้เรื่องท่องจำ เรื่องอะไรค่อนข้างมาก  ในการฝึกให้แก้ปัญหา ฝึกให้ปรับตัว ฝึกในเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นทักษะต่อชีวิตน้อยไป  แต่เราก็เห็นใจ  เพราะว่าทุกโรงเรียนก็มุ่งที่จะแข่งขันกันเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย  ตรงนั้นเป็นเรื่องที่กำลังแก้อยู่   ผมได้ให้ท่านรัฐมนตรีศึกษากับทางที่ประชุมอธิการบดีกำลังหาข้อยุติว่าจะปรับปรุงระบบตรงนี้ได้อย่างไร  และต้องเป็นเรื่องของค่านิยมด้วย  คือถ้าเรายังมีค่านิยมว่า ทุกคนจะต้องเรียนให้จบ ดร. จะต้องเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยนั้น  มหาวิทยาลัยนี้  จะเข้าเรียนคณะนั้นคณะนี้  และก็แย่งกันเข้า  ผมว่ามันไม่ใช่การศึกษาที่จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ คน  ที่จริงแล้วแต่ละคนก็ต้องค้นหาตัวเองก่อน  อย่างผม ๆ โชคดีผมก็ตัดสินใจว่าอยากเป็นนักการเมือง  ผมก็เรียนเป็นการเมือง  ผมไม่ได้มีความรู้สึก  ถ้าผมเรียนวิทยาศาสตร์ดีกว่าสังคมศาสตร์  ผมต้องไปเรียนทางด้านหมอ  ทางด้านวิศวะ  อย่างนี้เป็นต้น  ผมก็ตัดสินใจของผมว่าเรียนทางการเมือง  ผมเชื่อว่าคุณก็คงถึงจุดหนึ่งก็มีความรู้สึกว่าอยากทำงานสื่อ  หรืออยากทำงานอะไรก็แล้วแต่  และอยากจะมีเสรีภาพในการที่จะเลือกที่จะทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด  มากกว่าที่จะต้องมากดดันอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันหมด  มาสอบแข่งขัน  และดูว่าใครจะไปได้ไกลกว่ากัน"

ผู้ดำเนินรายการ: ตอนผมเด็ก ๆ ผมสับสนนะครับ  แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่สับสนเลย  ท่านมีความชัดเจน

อภิสิทธิ์: "ผมไม่ได้เรียกว่าสับสนหรอกครับ  ผมคิดว่าคนเราก็จะมีความอยาก ความสงสัย  เปลี่ยนแปลงได้  ไม่ได้แปลก  แต่ผมว่าพอถึงจุดหนึ่ง  ผมพูดง่าย ๆ ว่าพอก้าวเข้าสู่ประมาณ ม.ต้นต่อ ม.ปลาย  ผมอยากเห็นเด็กสามารถเริ่มคิดในเชิงเป้าหมายของชีวิตของตัวเอง  อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะทำอย่างนี้  ก็ยังถูกระบบ  คิดแต่เพียงว่าสอบให้ได้เกรดเท่านี้  เพื่อที่จะขึ้นไปชั้นต่อไป  เพื่อที่จะดูว่าจะเลือกอะไรได้บ้าง  อยากจะให้มองไปข้างหน้าเลย  ซึ่งอันนี้จะต้องกระตุ้นจากระบบการศึกษา  ให้ค้นพบตัวเอง มีการแนะแนว มีการให้ทำกิจกรรม มีการให้สัมผัสกับของจริง  หลายคนไม่รู้เลยว่าอาชีพที่ดูบนกระดาษดีนะ  แต่พอไปทำจริงไม่ชอบ  และเสียโอกาสไป   ของพวกนี้ครับคือสิ่งที่อยากจะเอาเข้ามาในระบบการศึกษา  ซึ่งจะมีความเป็นจริง  มีความสอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น  และจริง ๆ แล้วโรงเรียนต้องมีความหลากหลายมาก  ชุมชนเล็ก  ชุมชนใหญ่  ชุมชนในเมือง  ชุมชนห่างไกล  มันไม่น่าจะต้องมาเรียนเหมือนกัน ทำเหมือนกัน  บางเรื่องต้องเหมือนกัน  ทักษะพื้นฐานเท่านั้นเอง  ภาษา  คณิตศาสตร์  อะไรอย่างนี้  แต่อย่างอื่นจะต้องเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายยืดหยุ่น  ให้การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขามากขึ้น  อันนี้คือสิ่งที่ท้าทายมาก"
 
ผู้ดำเนินรายการ:
  คือในเชิงหลักการ  ความจริงก็มีคนพูดมากเยอะ พูดมาบ่อย

อภิสิทธิ์:
  "พูดมาเยอะครับ  แต่ว่าตัวระบบเป็นอุปสรรคอยู่  ซึ่งคราวนี้ผมบอกว่าต้องตั้งเป้าหมายกันให้ชัด  และเร่งเดินหน้าอย่างเต็มที่  ก็ยังหวังว่าเที่ยวนี้จะดีขึ้น"

ผู้ดำเนินรายการ:  ถ้าย้อนกลับมามองเด็กในปัจจุบัน  โดยภาพรวมว่ามักจะถูกข้อกล่าวหาอยู่เสมอว่าค่อนข้างจะเหลวไหล ไร้สาระ

อภิสิทธิ์:
 "ผมเองเป็นคนหนึ่งซึ่งบอกว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับคนทุกรุ่น  คนแต่ละรุ่นเขาก็เติบโตมาภายใต้สภาวะแวดล้อมในสังคมที่แตกต่างกันไป  แต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีความแตกต่าง  ผมไม่เชื่อครับว่าคนรุ่นหลังหรือคนรุ่นใหม่  เขาจะมีพื้นฐานที่ด้อยกว่าเรา  หรือคนรุ่นก่อนในเรื่องอะไรก็ตาม  มันอยู่ที่ว่าเราจะพึ่งเขาได้อย่างไร  เพราะฉะนั้น อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญซึ่งกำลังจะต้องทำต่อไป คือในประเด็นที่เขาพูดถึงเรื่องการสร้างสรรค์พื้นที่ดี ไล่พื้นที่เสีย  คำว่า “พื้นที่”  มีทั้งเชิงกายภาพ  กายภาพหมายความว่าเราทำลานกีฬา  เราทำพิพิธภัณฑ์  เราทำเวทีให้เด็กมาแสดงออกทางดนตรีไหม มาไล่พื้นที่ซึ่งเราไม่อยากให้เขาไปอยู่  เช่น  อบายมุขต่าง ๆ แหล่งมั่วสุม  และพื้นที่ในสื่อ  ถ้าเราทำพื้นที่ให้สื่อ  เราก็จะสามารถกระตุ้นให้เขามีความตื่นตัว  มีความสนใจใฝ่ดีได้  เพราะฉะนั้น  เราอย่าไปมองว่านี่เป็นปัญหาของเขา  มันน่าจะมองว่าเป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคนมากกว่า  จะกระตุ้นเขาอย่างไร  ผมยกตัวอย่างว่าอย่างอาทิตย์ที่ผ่านมา  มีข่าวน้องนก  ไปชนะวิมเบิลดัน  ผมก็อยากให้อันนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน  ว่านี่คือระดับโลกนะ  ไปถึงได้  แต่ต้องสนใจใฝ่ดี อย่างนี้เป็นต้น" 

ผู้ดำเนินรายการ:
จริง ๆ เลยท่านนายกฯ เคยเข้าไปเห็น  เข้าไปดูไหมครับ


อภิสิทธิ์: "ก็มีครับ บางทีเราก็เดินทางเข้าไปในชนบท ไปดูปัญหาสภาพความเป็นอยู่  และต้องความต้องการของประชาชน  ก็ทำอยู่เป็นระยะ ๆ ครับ  แต่ว่าสภาพในแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป  อย่างโรงเรียน  ผมเคยขึ้นไปโรงเรียนที่อยู่บนเขาเล็ก ๆ มีนักเรียนอยู่อาจจะ ๑๐ กว่าคน  มีครู ๒ คน  เดินทางลำบากมากกว่าจะขึ้นไป  ตรงนี้จะเป็นภาพที่เรามองเห็นชัดเลยว่า เวลาจะคิดเรื่องการจัดการศึกษา  มันไปคิดเหมือนกับอยู่ในพื้นที่ปกติไม่ได้เลย  เพราะตัวเลขก็จะไม่บอกอะไร  ตัวเลขจะบอกว่าครูต่อนักเรียนทำไมสัดส่วนสูงดี  ก็ต้องไปดู  และมีปัญหาอื่น  ๆ เรื่องโภชนาการอาหารการกิน  ผมไปตอนนั้นเด็กตัวเล็ก  จนแบบตกใจ  เราอยู่กรุงเทพฯ  เดี๋ยวนี้ก็มีปัญหาคือเด็กตัวใหญ่เกินไป  อ้วนเยอะ  มันก็อย่างนี้ล่ะครับ  มันจะมีความหลากหลายอยู่ตลอดเวลา  ทุกชุมชน ทุกสังคม  จะมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- "อภิสิทธิ์" กับคนเชียร์มวย

ผู้ดำเนินรายการ:  ดีใจมากครับที่ได้มาคุยกับท่านนายกฯ  ไม่ทราบท่านนายกฯ  พอจำได้ไหมครับ  สมัยที่ท่านนายกฯ เพิ่งกลับจากต่างประเทศใหม่  ๆ ท่านนายกฯ เคยไปออกรายการ “เจาะใจ” ที่คุณดำรง พุฒตาล เป็นพิธีกร  วันนั้นผมทำงานเบื้องหลังครับ  ซึ่งผมจำคำพูดที่คุณดำรง พุฒตาล  พูดบนเวทีวันนั้น  ที่ทำนายว่าวันหนึ่งท่านนายกฯ  จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  และวันนี้ท่านนายกฯ ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ๆ  ผมขอคุยเรื่องความรู้สึกส่วนตัวก่อนนะครับ  คือมีหลายคนครับ  และผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน  นั่นคือว่ามองท่านนายกฯ เป็นนักการเมืองที่มีความเป็นนักการเมือง  มีความเป็นมนุษย์  มีคนเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของท่านสูงมาก   ท่านนายกฯ รู้สึกถึงประเด็นนี้ไหมครับ

... ความเป็นมนุษย์
อภิสิทธิ์: "ผมไม่ค่อยได้มองอะไรในลักษณะอย่างนั้น  แต่ผมก็ทำงานและเดินแนวทางการทำงานทางการเมืองของผมมาตลอด ๑๗ ปี   และจะฟังเสียงของประชาชนอยู่ตลอดเวลาว่าเขามีความคิด ความอ่าน ความรู้สึก ความต้องการ ความคาดหวังกับตัวเราอย่างไร  ต้องขอบคุณ   หลายคนก็ให้กำลังใจว่าแนวทางที่ยึดมั่นมา  จะเรียกว่าเป็นอุดมการณ์  หรือจะเรียกว่าเป็นความคิดหลักในการทำงาน  ก็ยังสนับสนุนให้ยึดแนวทางนี้อยู่  จะเรียกว่าเป็นในส่วนของความเป็นมนุษย์  หรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: มันเกี่ยวข้องหรือมีอะไรหลักไหมครับ ระหว่างหน้าที่ในตำแหน่งอภิสิทธิ์  ถ้าหากว่าคนเราจะมีความเชื่อในการมีชีวิตในฐานะมนุษย์ สักอย่างหนึ่งว่าชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีคุณค่าควรจะเป็นแบบไหน  ของท่านนายกฯ ระหว่างในความเห็นนี้กับความเป็นนักการเมือง  ต่างกันอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์: "สำหรับผม ๆ ทำงานการเมือง  จะเป็นตำแหน่งไหนก็ตาม  จะเป็น ส.ส. กรรมาธิการ ผู้นำฝ่ายค้านหรือรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่   ผมก็ยังคิดว่าเราก็ต้องคงตัวตนของเราว่าเราอยากจะทำอะไรอย่างไร  แต่ถ้าถามว่ามีอะไรซึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว  ทำไม่ได้ หรืออยากทำแล้วไม่ได้ทำ  ก็ต้องมีแน่นอน  โดยเฉพาะในภาวะบ้านเมือง  ซึ่งอย่างที่เป็นอยู่  บางครั้งเราก็ธรรมดาครับความรู้สึกก็เหมือนมนุษย์คนอื่น  มีโกรธ มีความไม่พอใจ  มีความอยากที่จะสื่อสารบางสิ่งบางอย่างออกไป  แต่ว่าเราดูแล้วว่าถ้าเราทำออกไปแล้ว  ผลกระทบต่อส่วนรวมจะเป็นอย่างไร  แล้วก็มันคงไม่ถูกตีความว่าเป็นการสะท้อนความคิดของนายอภิสิทธิ์  แต่เป็นการสะท้อนความคิดของคนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล  เพราะฉะนั้น บางเรื่องเราก็ต้องหักห้ามใจ  เรื่องนี้เราแสดงออกไม่ได้  เรื่องนี้เราคงต้องไม่พูดออกไป  เพราะจะมีผลกระทบตรงนั้นตรงนี้  มันก็มีความขัดกันในแง่นั้นเท่านั้นเอง  แต่ในแง่ของเป้าหมายการทำงาน  สิ่งที่อยากทำ  สิ่งที่อยากจะผลักดัน  และผมก็เคยเขียนหนังสือว่าอยากทำอะไร  อย่างไรบ้าง  ถ้ามีโอกาส  สิ่งเหล่านั้นก็เดินหน้าอย่างเต็มที่"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  ถ้าเปรียบเหมือนมวยที่ชกบนเวที  เวลาเราดูข้างเวที   เราจะมีความรู้สึกว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น  ทำไมไม่ทำอย่างนี้ 

... คนเชียร์มวย
อภิสิทธิ์: "ผมเข้าใจเลยครับ  เพราะบางสถานการณ์ หลายสถานการณ์ ที่เรากำลังแก้ปัญหาอยู่  แล้วบางสิ่งบางอย่างเราอาจจะยังไม่สามารถพูดหรือสื่อสารไปได้  เพราะมันไปกระทบกับสิ่งที่เราต้องทำต่อไป   เราต้องรักษารูปของการทำงานไว้อย่างนี้  แต่นึกออกเลยว่าคนนอกไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร อึดอัด ต่อว่า หรืออะไรก็แล้วแต่  ไม่ถูกใจ  แต่เราก็อธิบายเท่าที่อธิบายได้  แต่รู้เลยครับว่าหลายสถานการณ์จะต้องมีคนหงุดหงิด อึดอัด  แต่ผมก็ถือว่าเขาสะท้อนมา   ส่วนใหญ่ก็สะท้อนมา  และเราเห็นชัดเลยว่ามันก็เป็นความหวังดี   มันเป็นความเชื่อ ความคิดของเขาจริง ๆ  เราก็รับฟัง  และก็ดีครับเป็นเครื่องเตือนใจเราว่าคนจำนวนหนึ่งเขาคิดอย่างนี้  แม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่มีคำตอบให้กับเขาได้  แต่ว่าเราก็หวังว่าพอเราทำงานเสร็จ สำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ด้วยวิธีการที่เราวางไว้  เขาจะเข้าใจ  แต่ระหว่างทางไม่เข้าใจ  ก็คงจะมีคนที่ไม่เข้าใจเยอะ"

ผู้ดำเนินรายการ: มันสั่นคลอนความเชื่อมั่นหรือว่าความรู้สึกนึกคิดอะไรบางอย่างของท่านบ้างไหมครับ

อภิสิทธิ์: "ผมมีความแน่วแน่พอสมควรนะครับ  เมื่อตัดสินใจว่าจะต้องดำเนินการอะไรทำอะไร  และก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ  คือเข้าใจความรู้สึกของคนซึ่งอาจจะบอกว่าเป็นกองเชียร์บ้าง  อาจจะเป็นคนที่เป็นนักวิจารณ์ นักวิเคราะห์บ้าง  แต่ผมคิดว่าเราหวั่นไหวเกินไปก็ไม่ได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ฟัง  ไม่ทบทวน ไม่ประเมิน ไม่ใช่  เพียงแต่ว่าบางครั้งเราต้องเข้าใจอีกว่ามุมมองของคนที่กำลังทำอยู่  มุมมองของคนที่มองออกมาจากภายนอกอาจจะต่างกัน  บางเรื่องเขาไม่รู้สิ่งที่เราทำ  บางเรื่องเราอาจจะไม่เห็นสิ่งที่เขาเห็น  เราก็ต้องพยายามดูว่าสิ่งที่เขาเห็นมาช่วยการทำงานเราได้อย่างไร  และก็หวังว่าสิ่งที่เราทำในที่สุด  ได้ผลลัพธ์ออกมาเขาจะเข้าใจว่าทำไมเราทำในสิ่งที่เราทำ"

...เคยมาบุรีรัมย์แล้ว
อภิสิทธิ์:
..."ทั่วประเทศจับตาดูบอกนายกฯจะมาบุรีรัมย์ นายกฯจะมาอีสาน  ที่จริงทำเป็นเรื่องตื่นเต้น  ผมได้เคยมาบุรีรัมย์แล้ว  มาปราศรัยแถวนี้ครับ  คนเยอะครับ  แต่ว่าคะแนนไม่ค่อยได้  วันนี้ผมมาเพราะว่าผมบอกกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศตั้งแต่วันแรกที่ผมรับตำแหน่ง   บอกว่าผมมารับตำแหน่งนี้  ผมต้องทำหน้าที่ให้กับคนไทยทุกคน  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  ไม่ว่าจะอยู่ภาคใด  ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคการเมืองที่ผมสังกัด  เพราะฉะนั้น ผมต้องการมาทำสิ่งนี้เพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน  บ้านเมืองจะได้สงบ  บ้านเมืองจะได้เจริญ.....

ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้ท่านนายกฯ น่าจะเสร็จพิธีการที่นี่แล้วนะครับ  เพราะว่าเห็นขบวนของท่านนายกฯ ทยอยเดินมาขึ้นรถกันแล้ว  เดี๋ยวผมจะนั่งสนทนาไปกับท่านนายกฯ ในรถคันนี้นะครับ  ในระหว่างที่ท่านนายกฯ เดินทางไปโรงเรียนลำปลายมาศ  ท่านนายกฯ ไปที่ไหนเห็นเป็นขวัญใจของชาวบ้านนะครับ  เวลาที่มีคนมาโบกมือให้ท่านนายกฯ  ท่านรู้สึกอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์: "ก็ดีใจครับที่มีคนมาให้กำลังใจ"

ผู้ดำเนินรายการ:
 เหนื่อยไหมครับ

อภิสิทธิ์: "ไม่ครับ  ปกติเวลาเราหาเสียงก็หนักกว่านี้อยู่แล้ว  เพราะต้องรีบวิ่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง  แทบไม่มีกิจกรรมอื่นเลย" 

ผู้ดำเนินรายการ: คงมีคนถามท่านนายกฯ บ้างแล้ว  ช่วงนี้ท่านนายกฯ ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง 

อภิสิทธิ์:
 "แล้วแต่วันครับ แต่ผมจะพยายามไม่ให้น้อยกว่าสัก ๔ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง  เพราะถ้าเรานอนไม่พอ  สมองก็จะไม่ค่อยปลอดโปร่งเท่าไหร่ แต่ว่าที่ผ่านมาก็พักผ่อนพอ  มีเฉพาะบางช่วง  เช่นช่วงตอนสงกรานต์ ที่เหตุการณ์วุ่นวาย   อาจจะเรียกว่าได้นอนวันละชั่วโมง ๒ ชั่วโมงเท่านั้นเอง  ที่เหลือก็พอได้ครับ  มีน้อยวันที่มีความรู้สึกว่ายังพักไม่พอ  น้อยวันมาก ๆ  และผมคิดว่าร่างกายคนเรามันปรับตัวเอง  คือพอเราทำงานกี่โมงถึงกี่โมง  และงานจะเยอะงานจะแน่น  ทำทุกวัน ๆ ก็ทำได้  แต่มีคนเป็นห่วงเรื่องสุขภาพเยอะ  ก็ต้องขอขอบคุณครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: สมัยที่ท่านนายกฯเป็นเด็ก  สิ่งที่ทำให้ท่านมีความชัดเจนมาจากตัวเลข  หรือว่ามาจากอิทธิพลจากแรงบันดาลใจจากอะไรบ้าง 

... มุมมองการเมือง
อภิสิทธิ์:
 "มันเป็นเหตุการณ์  สภาวะแวดล้อม  บรรยากาศบ้านเมือง  เพราะผมเริ่มมาสนใจก็คือพอเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา  เริ่มมีเลือกตั้ง  เริ่มมาประชุมสภาฯ ถ่ายทอดอะไรต่าง ๆ เราก็เริ่ม  มันเป็นเรื่องที่เราสนใจขึ้นมา  อย่างนี้ครับ  และบังเอิญบรรยากาศของโรงเรียน  ผมอยู่สาธิตจุฬา  เขาก็ส่งเสริม  ขณะนั้นกระตุ้นให้เด็กสนใจเรื่องประชาธิปไตย  เราก็สนใจเรื่องพวกนี้ตลอด"  
 
ผู้ดำเนินรายการ: ท่านนายกฯ เคยมาตอนที่ไม่ได้มีการเตรียมการอย่างนี้บ้างไหมครับ

อภิสิทธิ์:
"ก็จะมาหาเสียงครับส่วนใหญ่  ถามว่าต้องมีเตรียมการบ้างในแง่ของการจัดเวที  ในเรื่องของการปราศรัยหรืออะไร  แต่ว่าเราก็ไม่ได้มีสถานะดี  ตำแหน่งอะไร  ก็คงไม่เหมือนอย่างนี้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: ... รู้สึกอยากให้มีวันหนึ่งมากกว่า ๒๔ ชั่วโมงไหมครับ

อภิสิทธิ์:
 "เป็นประจำครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:คือ ๑ วันในการติดตามท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เดินทางมาที่บุรีรัมย์เที่ยวนี้  ถ้าจะให้บอกว่าสามารถที่จะให้คะแนนความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ได้มากน้อยแค่ไหน  ผมต้องเรียนตามตรงนะครับว่า การที่ท่านนายกฯ ก็มีภารกิจอะไรเต็มไปหมด และความใกล้ชิดที่ได้เห็นก็เหมือนกับประชาชนทั่วไปที่ได้เฝ้ามองท่านนายกฯ นะครับ  คงจะบอกไม่ได้นะครับว่ามีความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯมากน้อยแค่ไหน  แต่โดยต้นทุนเดิมซึ่งเป็นต้นทุนที่มาจากสัมผัสที่มนุษย์มีต่อมนุษย์  ผมมีความรู้สึกว่าท่านนายกฯ ท่านนี้เป็นท่านนายกรัฐมนตรีที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์สูงนะครับ  นั่นก็คือเป็นนักการเมืองที่มีความเป็นนักการเมืองที่เรียกว่า ที่เล่นการเมืองน้อย  แต่ว่ามีความจริงใจ  ไม่มีเล่ห์ไม่มีเหลี่ยมอะไรอย่างนี้นะครับ  แล้วมีความตั้งใจจริงในการทำงาน  ก่อนหน้านี้มีนิตยสารฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ผม  และผมว่า Idol ของผมมีใครบ้าง  ผมบอกว่า Idol ของผมไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ก็ถือว่าทั้งหมดนะครับ  แต่ผมมี Idol  เยอะแยะมากมาย  แต่ละคนก็เป็นในแต่ละเรื่อง  ซึ่งท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เป็นคนหนึ่งครับที่ผมหยิบยกขึ้นมาเป็น Idol  เพราะผมมีความรู้สึกแบบที่ผมได้กล่าวไปว่า  ผมสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์ที่เป็นคนดีของท่านได้  และผมคิดว่าประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้สึกแบบนี้กับตัวท่านนายกรัฐมนตรี  เพราะฉะนั้น  อันนี้ครับที่ทำให้ท่านนายกฯ ได้กำลังใจ ได้เสียงเชียร์  ได้คะแนนจากประชาชนจำนวนมาก  ผมคิดว่าท่านนายกฯ ไม่ได้เป็นความหวังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  แต่เป็นความหวังของประเทศชาติ  ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็ตามนะครับ

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- เจ้าภาพอาเซียน: มาตรฐานกฎเหล็ก

ขอเชิญพี่น้องชาวไทยร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนภูเก็ต รัฐบาลยืนยันยังรักษากฎเหล็กมาตฐานทางการเมือง ทางกฎหมายอยู่ตลอดโดยทางรัฐจะไม่เข้าแทรงแซงกระบวนการยุติธรรม และไทยไม่มีปัญหาความน่าเชื่อถือ ส่วน รมต.กษิต ยังทำงานได้เพราะแค่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ต้องรอศาลตัดสินจึงจะมีผลทางกฎหมาย

เชิญชวนประชาชนเป็นเจ้าภาพที่ดีในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน


อภิสิทธิ์: "ก่อนที่จะพักกันนะครับ  ผมมีประเด็นที่อยากจะเรียนเพิ่มเติมคืองานสำคัญที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม นั่นคืองานการประชุมอาเซียนที่ภูเก็ต  เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี   แต่ว่าจะมีรัฐมนตรีของประเทศในเวทีที่เป็นเรื่องของความมั่นคงและเรื่องอื่น ๆ เข้ามาประชุมอย่างมาก  เป็นบุคคลสำคัญ ๆ  ผมก็ขออีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ให้พี่น้องประชาชนคนไทยนั้น  เป็นเจ้าภาพที่ดี  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  พี่น้องชาวภูเก็ตเอง  คงต้องการเห็นความสำเร็จของการประชุมในครั้งนี้  เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นในเรื่องของการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามครับ  ต้องบอกว่าจากการข่าวที่ได้มีการติดตามมา  พบว่ายังจะมีบุคคลบางกลุ่มที่พยายามที่จะจัดกิจกรรมในลักษณะที่จะให้เกิดผลกระทบ  หรือขัดขวางการประชุม  เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นที่พัทยา  ดังนั้น  รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องประกาศพื้นที่ภูเก็ตและรอบ ๆ เป็นพื้นที่ความมั่นคง  และได้ใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคง ปี ๒๕๕๑ เข้าไปดำเนินการ  ซึ่งได้มีแผน และต้องขอความร่วมมือ  และบริเวณโรงแรมหรือบริเวณสถานที่  ซึ่งแขกบ้านแขกเมืองที่สำคัญมาอยู่หรือเดินทาง  ก็อาจจะเกิดความไม่สะดวกบ้าง ก็ขอความเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย" 

รมว.ต่างประเทศไม่ได้มีปัญหาความน่าเชื่อถือในการทำงาน 

อภิสิทธิ์:
"คงจะถือโอกาสนี้เรียนเพิ่มเติมว่า ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) ก็ตกเป็นข่าวอยู่  ผมก็เรียนครับว่าจริง ๆจากการสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ต้องขอบคุณครับที่ทุกคนตระหนกถึงความสำคัญที่จะให้ท่านรัฐมนตรีได้ปฏิบัติภารกิจในส่วนของอาเซียน ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า  ที่จริงแล้วท่านรัฐมนตรีก็ปฏิบัติหน้าที่และประสานงานที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนมาได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด  แล้วจะต้องทำงานนี้อย่างต่อเนื่องไปในช่วงของการประชุมสำคัญ  ในระหว่างที่เราเป็นประธานของอาเซียน  และผมอยากจะเรียนทำความเข้าใจนะครับ   เพราะว่ามีประเด็นที่ตั้งคำถามมาถึงผมว่าที่เคยพูดถึงกฎเหล็ก  ที่พูดถึงเรื่องของมาตรฐานทางการเมือง   ผมยังรักษามาตรฐานนั้นไว้ทุกประการ  มาตรฐานที่ว่านั้นคือว่าผมจะไม่ต้องรอให้เรื่องของคดีความต่าง ๆ ไปถึงที่สุด  แล้วก็เป็นประเด็นในทางกฎหมายที่บอกว่าบุคคลในรัฐบาล  ต้องพ้นจากตำแหน่งไป  แต่กรณีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย  ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น  แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา  ตำรวจออกหมายเรียก  แล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้  ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยของมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป   ผมจึงอยากจะเรียนว่าในชั้นนี้ท่านรัฐมนตรีได้แสดงความพร้อมในการที่จะไปต่อสู้คดี  และผมยืนยันครับว่า ท่านไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ ความจริงท่านได้ไปรายงานตัว  เพราะว่าในวันที่นัดหมาย  ซึ่งเป็นวันหลังจากนี้   ท่านก็มีภารกิจที่ต้องปฏิบัติ 

ขณะเดียวกันครับ  ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับว่าในทุกคดี  ผมและรัฐบาลหรือฝ่ายการเมือง จะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม  สิ่งเดียวที่เราจะทำก็คือการเร่งรัด  และการดูแลว่าถ้าหากว่ามีการร้องเรียนเรื่องความไม่ธรรมในขั้นตอนใด ๆ อย่างเช่นในคดีหลายคดี  รวมทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม  ก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวน  เพราะเกรงความไม่เป็นกลาง  อย่างนี้รัฐบาลดำเนินการได้  แต่ว่าถ้าจะให้ผมหรือว่าใครในคณะรัฐมนตรีไปบอกว่า คดีนี้คนนี้ต้องผิด  คนนี้ไม่ให้ผิด  อันนั้นจะเป็นการทำร้ายและทำลายทั้งกระบวนการยุติธรรม  ระบบการเมือง และประเทศอย่างแท้จริง  ซึ่งผมไม่ทำ  ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายใดที่คิดว่ารัฐบาลกำลังจะช่วย เพราะว่ามีคนของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีคนคิดไปถึงขั้นว่า มีการกลั่นแกล้ง  เพราะมีความขัดแย้งภายใน  ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น  และขอยืนยันว่าบุคคลทุกคนจะต้องได้รับความเป็นธรรม  ถ้าหากว่ามีเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างไร   ก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกฎหมายได้  ส่วนการพิจารณาสถานะของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ผมยืนยันว่าในชั้นการถูกออกหมายเรียก  ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องปรับท่านออกจากตำแหน่ง  และท่านก็ควรจะได้ทำหน้าที่ในการทำงานในด้านของอาเซียน  และในด้านอื่น ๆ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อไป  และผมได้ตรวจสอบในเบื้องต้นครับ  ก็ไม่เห็นมีปัญหาความน่าเชื่อถือใด ๆ ทั้งสิ้นในการทำงานของท่าน  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากจะให้ความมั่นใจ  และยืนยันในส่วนนี้  

...เยือนเวียดนาม กระชับความสัมพันธ์
งานทางด้านการต่างประเทศเอง  ผมก็เรียนว่ามีความคืบหน้า  มีความก้าวหน้าไป  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ผมได้เดินทางไปเยือนเวียดนาม  และได้มีการพูดคุยกันเพื่อเพิ่มพูนความสัมพันธ์  กระชับความสัมพันธ์ ปรับปรุงกลไกในการทำงาน ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน  การท่องเที่ยว  ความร่วมมือในเรื่องข้าว เรื่องความมั่นคง และเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้น อยากจะเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นงานที่รัฐบาลยังมุ่งหน้าเดินหน้าทำงาน  ส่วนนโยบายหลัก ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน  หลังจากพักกันสักครู่ครับ  กลับมาดูการไปลงพื้นที่เพื่อติดตามกรณีของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นตัวอย่างครับ

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

ผู้ดำเนินรายการ คือ  คุณสุทธิพงษ์  ธรรมวุฒิ

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม


(กลับไปด้านบน)