ให้ทุกคนมีหลักประกันด้วยสวัสดิการชุมชน ต่อยอดโอท็อป ฝ่าวิกฤตกับธุรกิจคุณธรรม ส่งเสริมสตรี ตามคดีสนธิ ขีดวงการเมือง กระจายยาไข้หวัด(๒ ส.ค. ๕๒)

- สวัสดิการชุมชน หลักประกันที่ทุกคนควรมี
- ข้อมูลดัชนี ตัวชี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นเศรษฐกิจ
- การเมือง: ขีดวง ไม่ให้ลามไปจุดที่ไม่ควรไป
- คดีสนธิ...ปลดล็อค ทำงานแบบไทยๆ
- ตลาดนัดคุณธรรม: ธรรมาภิบาลภูมิคุ้มกันธุรกิจ
- จดทะเบียนเกษตรกร สานต่อโอท็อป โปร่งใส่ได้มาตฐาน
- ตามข่าว: ส่งเสริมสถานะสตรี ระบบกระจายยาหวัด
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - สวัสดิการชุมชน หลักประกันที่ทุกคนควรมี

...ส่งเสริมการออมเงิน ช่วยเหลือคนนอกระบบที่ไม่มีนายจ้างไม่มีรายได้แน่นอน แต่ต้องการสวัสดิการ โดยสร้างความมั่นใจ สร้างมาตฐานวางระบบการดูแลการบริหารให้ได้มาตฐาน   จากความสัมพันธ์ความเข้มแข็งของคนในชุมชนรวมตัวเป็นสมาชิกสหกรณ์ แล้วรัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนต่อ

ผู้ดำเนินรายการ:
  กลับไปถึงประเด็นที่ท่านนายกฯ พูดเมื่อตอนต้นของรายการ  พูดถึงว่าจะต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

อภิสิทธิ์:  "ที่จริงเมื่อกี้เรายังไม่ได้ตอบคำถามอาจารย์ว่าถ้าไม่มีวิกฤตจะเดินหน้าอย่างไร  ผมก็บอกว่า  มองในมุมนั้นอาจารย์ก็ถูกนะครับ  สมมติว่ามันไม่มีเรื่องนั้นเรื่องนี้มา  ก็ทำงานง่ายขึ้น  แต่ในทางกลับกันผมก็พยายามว่าคือใช้คำพูดที่พูดกันอาจจะบ่อยเกินไปแล้วว่า ใช้วิกฤตเป็นโอกาส เหมือนกันว่ามันหลายเรื่อง มันก็เป็นโอกาสดีที่มาทบทวนมาตั้งหลัก  มาดู  มาเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหา  อันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งจะโยงมาถึงเรื่องของการทำงานกับชุมชน และภาคประชาชนด้วย" 

ผู้ดำเนินรายการ:  ท่านนายกฯ บอกว่าวันนี้เป็นวันที่เราออกอากาศ ตอนบ่ายจะไปที่สงขลา แล้วจะไปฟังดูเรื่องชุมชนใช่ไหมครับ  มีอันหนึ่งที่ชุมชนเคยทำกันไว้นานพอสมควร  และได้ยินมาว่ามีถึง ๓,๐๐๐ กว่าชุมชนที่ทำ คือเรื่องการทำชุมชนให้เข้มแข็ง  โดยการมีสวัสดิการของชุมชน  ครูชบ ยอดแก้ว ก็ดีที่สงขลา  พระสุบิน ที่จังหวัดตราดก็ดี และมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่อื่นทำ  รัฐบาลนี้เห็นอย่างไรในเรื่องสวัสดิการชุมชน
 
อภิสิทธิ์:  "คือผมคิดว่าเรื่องสวัสดิการเป็นเรื่องที่ผมอยากสนับสนุน  โดยเฉพาะระบบสวัสดิการที่ชุมชนทำ ๓  เหตุผล   เหตุผลแรกคือว่าผมอยากให้คนไทยทุกคนมีหลักประกัน"

ผู้ดำเนินรายการ:  หมายความว่าขณะนี้ข้าราชการมีแล้ว
 
อภิสิทธิ์:  "ข้าราชการมีแล้ว"

ผู้ดำเนินรายการ:  พนักงานบริษัทมีประกันสังคม

อภิสิทธิ์:  "ประกันสังคมมี  บางเรื่องทุกคนอาจจะมี  เช่น  เราบอกรักษาฟรีทุกคน  แต่ในเรื่องอื่น ๆ เช่น การมีเงินในยามชรา ตอนนี้เราให้ได้แค่ ๕๐๐ บาท  ซึ่งผมทราบดีว่าไม่พอ  เพียงแค่ ๕๐๐ บาทให้ทุกคนก็เป็นภาระภาษีอากรพอสมควร  ผมอยากให้ทุกคนมีหลักประกัน"

ผู้ดำเนินรายการ:  เกษตรกร และคนที่ทำงาน

อภิสิทธิ์:  "อาจารย์ก็ทราบนะครับว่า มีความพยายามหลายครั้งแล้วที่จะขยายประกันสังคม บอกให้ไปถึงคนนอกระบบทั้งหลาย  เกษตรกร  อาชีพอิสระ  ปรากฏทำยากมาก เหตุผลที่ทำยาก  อาจารย์ก็คงทราบ คือประกันสังคมต้องหักเงินเดือน  ปรากฏว่าคนอื่น ๆ ไม่ได้มีรายได้ประจำแน่นอนอย่างนั้น  ไม่ได้มีนายจ้าง ปัญหาคือและอะไรจะทำให้เรามั่นใจว่าเขาใส่เงินเข้าทุกเดือนๆ อันนี้เป็นเรื่องก่อนนะครับ  ผมอยากให้ทุกคนมีสวัสดิการ 

อันที่ ๒  เป็นการส่งเสริมการออม  ในอดีตที่ผ่านมา  มีแต่ว่าไปแก้ปัญหาโดยรัฐบาลเอาเงินไปให้กู้  ตอนนี้เรากำลังพยายามจะส่งเสริมว่าจริง ๆ เรื่องการออมเป็นเรื่องสำคัญ  ระบบสวัสดิการที่เกิดขึ้นในชุมชนก็ดี ประกันสังคมก็ดี หรืออะไรก็ดี   มันคือระบบเขาเรียกว่าบังคับออม  แต่ละคนอยากจะมีหลักประกัน  ก็ต้องยอมหักเงินจ่ายเงินสมทบเข้าไปในกองทุน  อาจจะมีแรงจูงใจว่าคุณใส่ ๑ รัฐบาลจะใส่ให้อีก ๑ ท้องถิ่นจะใส่ให้อีก ๑ สุดแล้วแต่  แต่อย่างน้อยที่สุดคือกระตุ้นให้คนมีความรู้สึกว่าได้เงินมาแล้ว อย่าใช้ให้หมด เก็บเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนประโยชน์ในอนาคต อันนี้เหตุผลที่ ๒

เหตุผลที่  ๓ คือว่าโดยเฉพาะระบบสวัสดิการชุมชน คือการทำงานเพื่อเสริมความเข้มแข็งในแง่ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน  และเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าทุนทางสังคม  คือระบบสวัสดิการชุมชนเกิดไม่ได้  ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน  ใช่ไหมครับ  ถ้ามาเบี้ยวกัน มันก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ๓ ส่วนนี้  มันเป็นสิ่งที่ผมถึงบอกว่าผมอยากส่งเสริมให้เกิดขึ้น  ทีนี้ที่เขาทำมากันเอง ๓,๑๐๐ ตำบล หรืออะไร ตอนนี้เราก็จะมีแผนการว่าทำอย่างไรในที่สุดครอบคลุมทุกตำบล  และเรามีแรงจูงใจเพิ่มคือว่า ถ้าทำกันเอง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะช่วยสมทบเงินให้  คือผมก็มองว่าทำไม  ทีข้าราชการ  ประกันสังคม  รัฐบาลยังให้เงินได้  แต่ปรากฏว่าชาวบ้านซึ่งความจริงเขาอาจจะยากจนที่สุดด้วยซ้ำ  ยอมเรียกว่าออมวันละบาทบ้าง อะไรบ้าง  ทำไมเราสมทบให้เขาไม่ได้  เพราะฉะนั้น อันนี้คือสิ่งที่จะต้องทำ  

บังเอิญมันซ้อนกันอยู่นิดหนึ่งคือว่า ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เสนอมาว่าให้ทำเรื่องการไปสมทบ และสนับสนุนให้ครอบคลุมในหลายพื้นที่มากขึ้น  ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานก็อยากขยายประกันสังคม  กระทรวงการคลัง  อาจารย์คงเห็นข่าว  เขาก็ไปคิดมาแล้วว่าอยากจะมีระบบบำนาญประชาชน เงินออมภาคประชาชนขึ้นมาว่า ถ้าคนออมเงิน เขาจะสมทบให้เดือนละ ๕๐ บาท  ๑๐๐ บาท อะไรต่าง ๆ ก็ไม่รู้เป็นเพราะวิกฤตหรือเปล่า  มาพร้อมกันเลยตอนนี้  ผมก็กำลังดูว่าทำอย่างไรที่มันเดินไปได้  และไม่ซ้ำซ้อนกัน  และมาสอดคล้องกัน"

ผู้ดำเนินรายการ:  ขอดูประเด็นแรกก่อนที่ท่านนายกฯพูด คือว่าขณะนี้มีอยู่ประมาณ ๓,๑๐๐ ตำบล ที่เขามีวิธีการที่จะเอาเงินมารวมกันวันละบาท เดือนหนึ่งก็คนหนึ่ง ๓๐ บาท  ท่านนายกฯ บอกว่าโมเดลของมันก็คือว่าถ้าเขาลงได้เดือนละ ๓๐ บาท รัฐก็จะออกให้อีก ๓๐ บาท และจะขอให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น  อบต. หรือเทศบาล ลงอีก ๓๐ บาท ตกลงกองทุนในการที่จะเป็นสวัสดิการก็จะโตขึ้น ๓ เท่า  จากเดิมที่เขาทำอยู่
 
อภิสิทธิ์:  "ลง ๑ เลยงอกเป็น ๓"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  อันนี้จากที่เขาทำดีอยู่แล้ว  และไปเพิ่มเติมเขา  หรือจะเอาเงินไปล่อให้ที่ใหม่ ที่ไม่เคยมี  มันจะได้เกิดเหมือนกับสมัยที่เขาทำกองทุนหมู่บ้าน  เขาก็หว่านไปพร้อมๆ กัน

อภิสิทธิ์:   "กองทุนหมู่บ้านคงเทียบกันไม่ได้ นั่นเป็นระบบการให้สินเชื่อมากกว่า แต่ว่าหลักจะเป็นอย่างนี้ครับ คือว่าจะมาได้รับเงินสมทบ  เขาต้องไปทำระบบของเขาให้ได้ก่อน  มีการพิสูจน์ให้ได้"

ผู้ดำเนินรายการ:  ระยะเวลาหนึ่ง

อภิสิทธิ์:  "ถูกต้องครับ  ที่ผมพูดกับอาจารย์เมื่อสักครู่คือว่าระบบแบบนี้เกิดไม่ได้ ถ้าเขาไม่เข้มแข็งเอง และเราก็ไม่อยากจะเอาเงินไปใส่  ในจุดที่ในที่สุดหายไป  ระบบล้ม  เกิดปัญหาการทุจริตหรืออะไรขึ้นมา  สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า โครงการดี ๆ ก็ล้มไป  เสียชื่อเสียงด้วยที่สำคัญ   จะทำให้คนอื่น ๆ  ก็ไม่กล้าที่จะทำ  เพราะฉะนั้น หลักคือว่าถามว่าเป็นแรงจูงใจไหม ใช่ บอกว่าถ้าเกิดทำได้อย่างนี้นะ  รัฐบาลจะสมทบให้ แต่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน  ก็จะไปวางหลักเกณฑ์ว่าต้องนานเท่าไหร่ที่เขาสามารถเก็บเงินดูแลบริหารจัดการเงิน  มีระบบบัญชีอะไรต่าง ๆ  ดีแล้ว  รัฐบาลก็ถือว่าอันนี้ได้มาตรฐานที่จะเข้าไปสนับสนุนต่อ"

ผู้ดำเนินรายการ:  ตกลงโครงการแรกที่ควรจะทำต้องทำจากชุมชนที่เขามีระบบนี้อยู่แล้ว

อภิสิทธิ์:  "ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  และพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้ว  รัฐบาลกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก็จะเริ่มเข้ามาที่จะช่วย  ทีนี้บางคนก็เลยเริ่มตาโตว่าสวัสดิการที่ว่านี้มันช่วยอะไร  ผมเคยเรียนรู้จากครูชบ  และคนอื่น ๆ ในชุมชน  เพราะผมชอบตระเวนชุมชนมาก่อน  เขาก็บอกว่าง่าย ๆ ของชาวบ้านก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย  เกิดก็คือช่วยเรื่องการคลอด  และก็ช่วยให้ของขวัญกับเด็กคลอด  แก่คือเงินสวัสดิการสำหรับคนสูงอายุ  เจ็บคือเรื่องโรงพยาบาล  ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ต้องเสียค่ารักษา แต่จะมีคนไปเฝ้าไข้  ค่าเดินทาง  เขาก็เอาเงินนี้มาช่วย  และตายก็มีฌาปนกิจศพ และบางแห่งเริ่มมีทุนการศึกษาให้ยืมสำหรับเรียนต่อ  อะไรทำนองนี้ก็เพิ่มมากขึ้น
 
อภิสิทธิ์:  "เกิดนี่ความจริงที่บอกของขวัญ  เราจะได้ช่วยส่งเสริมนะครับ  เรื่องไข่ เรื่องนม เรื่องโภชนาการที่ถูกต้องอะไรต่างๆ"

ผู้ดำเนินรายการ: ทีนี้คำถามก็คือว่าทีดีอาร์ไอก็มีความเป็นห่วงเรื่องบำนาญ คือถ้าผู้สูงอายุ  แล้วขณะเดียวกันเราก็ให้กองทุนสวัสดิการนี้จ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุเป็นรายเดือน  เกรงว่าชุมชนตำบลหนึ่ง  ถ้าเกิดตำบลนั้นสัดส่วนผู้สูงอายุมาก  มันจะอยู่ไม่ได้กับเรื่องกองทุนสวัสดิการ  ถ้ารัฐไม่ผูกกองทุนเข้าด้วยกันในแต่ละตำบลมันจะไปไม่ได้
 
อภิสิทธิ์:  "คืออย่างนี้นะครับคงต้องไปดูก่อนว่าแต่ละกองทุนที่เขาทำในแต่ละชุมชน เขามีกติกาอย่างไร  แล้วจุดหนึ่งที่เราต้องไปดูแน่นอนคือต้องไปคำนวณดูว่า ถ้าเก็บเงินอย่างนี้  และให้สิทธิ์อย่างนี้  มันไปได้หรือเปล่า  เพราะผมก็เข้าใจว่ามีหลายแห่งถ้าเข้าไปดูตรงนี้แล้วคงต้องปรับปรุงแก้ไข  พูดง่าย ๆ คือว่าตอนนี้ไปได้  แต่ถ้าถึงวันหนึ่งปรากฏว่าจะมีแต่รายจ่ายออก  รายได้เข้ามาไม่ทัน  ก็จะเป็นปัญหา  เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่ต้องระวัง  และได้เตรียมการไว้ว่าต้องมีการไปทดสอบตรงนี้ดู  
 
อันที่ ๒ อาจารย์จะเห็นว่าในส่วนของกระทรวงการคลังก็เหมือนกับประกันสังคมคือว่า สิทธิ์ที่จะได้ที่เป็นบำนาญตอนหลัง มันจะผูกติดกับเงินที่เข้าไป   คือเงินที่ตัวเองใส่  เงินที่คนอื่นสมทบ  และไปหาดอกผลอะไรมา  ที่ กบข.ก็เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ช่วงหนึ่ง  อันนี้ก็จะเป็นหลักประกัน  ผมเองใจผมกำลังจะดูว่าถ้าในกองทุนของชุมชนทำได้ระดับหนึ่ง  รัฐบาลเข้าไปสมทบแล้ว  ผมกำลังจะให้กระทรวงการคลังเขาไปลองดูว่า กระทรวงการคลังเดิมจะทำเป็นแบบรายบุคคล  จะเปิดโอกาสให้เข้ามาเป็นกลุ่มได้ไหม  อาจจะง่ายกว่า  เพราะว่าในกลุ่มบางทีก็จะมีใช่ไหมครับ  เพราะว่าในกลุ่มของเขาบางทีเงินของคนได้มา รายได้ไม่เท่ากัน  ไม่พร้อมกันอะไร  เขาจะมีวิธีช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง ขอให้เขามีความเข้มแข็งพอที่จะดูแลกันได้  ถ้าเขาดูแลได้  เรารับรองเขา  แทนที่กำลังจะไปรับว่าเป็นรายบุคคล  ทำเป็นรายกลุ่มได้ไหม  ผมกำลังให้ไปดู  จะได้เข้ามาเชื่อมโยงกันได้"

ผู้ดำเนินรายการ:  หมายความคลังทำระบบที่จะให้กลุ่มทั้งหลาย เหมือนกับเป็นสมาชิกกลุ่ม
 
อภิสิทธิ์:  "แต่แทนที่จะเป็นนายเจิมศักดิ์  นายอภิสิทธิ์  ก็อาจจะไปเป็นกลุ่มเข้ามา เป็นสหกรณ์หรืออะไรเข้ามา"

...เอื้อเฟื้อให้คนด้อยโอกาส หลักคือเก็บทุกคนแต่ยกเว้นให้บางคน
ผู้ดำเนินรายการ:  ทีนี้ระบบที่ชาวบ้านเขาทำกันอยู่  เขาได้เอื้อเฟื้อกับคนด้อยโอกาส เช่น คนพิการ เด็กกำพร้า พวกนี้  เพราะว่าไม่มีโอกาสที่จะเอามาออมวันละบาท  เขาเลยบอกว่าพวกนี้ไม่ต้อง  แต่ได้สิทธิเหมือนกัน ทางรัฐบาลคิดว่าอันนี้จะพอทำเหมือนกับที่ชุมชนเขาทำได้ไหม 

อภิสิทธิ์:  "ก็ได้นะครับ  แต่วิธีที่เราอยากให้ทำ หลักคือว่าถือว่าเก็บกันทุกคน  แต่ยกเว้นให้บางคน  ไม่ใช่ไม่เก็บ"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  เก็บจากทุกคนที่สมัครใจ

อภิสิทธิ์:  "คือต้องเป็นสมาชิกเข้ามารวมกัน  แต่บางคนเราอาจจะบอกว่าเป็นสมาชิกก็จริง  แต่ยกเว้นว่าไม่เก็บ"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  แต่ถ้าคนไหนไม่ต้องการเป็นสมาชิก
 
อภิสิทธิ์:  "ผมว่าอันนี้ไม่ควรนะครับ  เพราะถ้าหากว่าเป็นกลุ่ม  คือมันจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นเพียงแต่ผู้รับจากตัวกองทุน ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของ ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรด้วยเลย"

ผู้ดำเนินรายการ: หมายความว่าถ้าเขาไม่ได้เป็นสมาชิก  และเขาไม่ประสงค์ที่จะเป็นสมาชิก  เขาถือว่าฐานะเขาดีแล้ว  ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องอยู่ในกองทุนนี้ 

อภิสิทธิ์: "อันนี้คือของชุมชน  ทีนี้ของที่กระทรวงการคลังทำ  ผมได้ให้ข้อสังเกตไปบอกว่าต้องระวังเหมือนกัน เพราะว่าถ้าไม่พยายามทำให้ครอบคลุม  กลายเป็นว่าคนที่พอมีกำลังก็ออมได้  ก็ได้ประโยชน์ แต่คนที่แย่ที่สุดอาจจะไม่มีเงินออมเลย  ก็เลยไม่รู้จะเข้ามาอย่างไร  ผมเลยคิดว่าถ้าเกิดเอาตัวกองทุนสวัสดิการชุมชนซึ่งเขาจะพยายามให้ครอบคลุมทุกคนเข้ามา และให้ตัวองค์กรมาเป็นสมาชิกได้  อย่างน้อยคนเหล่านี้จะได้รับการครอบคลุมด้วย  กำลังให้กระทรวงการคลังดูอยู่"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  ท่านนายกฯเชื่อหรือเปล่าว่าชุมชนเขารู้กันดี  เพราะฉะนั้น เขาจะรู้ว่าใคร หรือชุมชนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร  ใครเป็นอย่างไร  แล้วประสงค์ที่จะมีกิจกรรมอย่างไร  และถ้าเกิดรวมตัวเป็นชุมชนแล้ว  ต่อไปจะได้เดินไป  อย่างเช่น ป่าชุมชนก็ดี  การอนุรักษ์แหล่งน้ำก็ดี  ชุมชนก็เกิดรวมตัวกันเอง
 
อภิสิทธิ์:  "ผมเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว  เพราะว่าผมไม่มีทางรู้ดีกว่าเขา  ผมเอาง่าย ๆ นะครับ  ผมเป็นคนที่บริหารงานในส่วนกลาง  ผมจะไปรู้ดีกว่าเขาได้อย่างไร  เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะโยงกลับไป  อาทิตย์ที่แล้วผมไม่ทราบว่าอาจารย์ได้ติดตามหรือเปล่า  ที่ผมไปดูเรื่องบ้านมั่นคง  ก็หลักการเดียวกัน  เกิดขึ้นไม่ได้นะครับ  ไม่ใช่ว่าผมไปชี้ที่ตรงนี้บอกเอามาทำบ้านมั่นคงและทำได้  ทำไม่ได้ถ้าชาวบ้านไม่มารวมกลุ่มกันก่อน และบอกว่าในชุมชนนี้มีกี่คน อยู่กันมานานเท่าไหร่  ต่อไปนี้มีที่ผืนนี้จะแบ่งกันอย่างไร ระหว่างก่อสร้างที่จะรื้อของคนนั้น เพื่อมาทำตรงนี้  จะอยู่กันอย่างไร ถ้าเขาไม่รู้กันเอง ไม่สามารถที่จะวางระบบได้  เราทำไม่ได้ล่ะครับโครงการ  เพราะฉะนั้น อันนี้คือเหตุผลที่ผมบอกว่าความเข้มแข็งของชุมชน มันต้องเป็นพื้นฐานของโครงการเหล่านี้"

ผู้ดำเนินรายการ:  ท่านนายกฯ กลัวไหมว่า พอรัฐบาลเอาเงินเข้าไป  องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเอาเงินเข้าไป  เจ้าหน้าที่ก็มักจะไปบอกชาวบ้านว่าต้องทำอย่างนั้นสิ ต้องทำอย่างนี้สิ  อันนี้กลัวไหมครับ

อภิสิทธิ์:  "กลัว  เพราะผมก็เห็นปัญหาชุมชนพอเพียงที่เกิดขึ้น  ก็ยังมีลักษณะที่บางคนพยายามจะเอาโครงการไปให้ชาวบ้านอยู่  และพยายามพูดมาตลอดว่าต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้น  ผมไม่รู้ใช้ถูกคำหรือเปล่า คำว่า “วัฒนธรรม” เอา “พฤติกรรม” ก็แล้วกัน  ซึ่งยังมักเกิดอยู่  เราก็ต้องพยายามย้ำ  แต่ว่ามันต้องอาศัยหน่วยงานที่เข้าใจการทำงานของชุมชน"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  ตกลงจะประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายแห่งชาติ  หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลไหมครับ


อภิสิทธิ์:  "ผมบอกตรง ๆ นะครับ  เวลาบอกประกาศเป็นวาระแห่งชาติ  คือประกาศไม่ประกาศไม่สำคัญเท่ากับว่าทำอะไร  และทุกคนเข้าใจและมาร่วมกันทำหรือเปล่า  เรื่องนี้พรุ่งนี้ผมไป จริงๆ วันนี้ที่เราคุยกันอยู่กำลังเดินทางไปสงขลา  ผมก็จะไปบอกอย่างนี้ล่ะครับว่าขณะนี้กระทรวงการคลัง  กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงต่าง ๆ ทราบดีอยู่แล้ว  เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว  แต่ขอเวลาสักนิดหนึ่งที่จะมาเชื่อมเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ต่างคนต่างทำมาต่อกันให้ติด  ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่จะไปสนับสนุนเรื่องเงินสมทบ เรื่องอะไร เขาจะเดินต่ออยู่แล้ว  แต่ผมยังคิดว่ามันไม่พอ   ผมยังอยากให้มันมาโยงกับระบบการออมหลักของกระทรวงการคลังที่กำลังจะวางต่อไป"

ผู้ดำเนินรายการ:  ตกลงภายในเดือนกันยายนนี้พอจะเห็นไหมครับ เริ่มสิงหาคม

อภิสิทธิ์:  "คือการสมทบถ้าใช้เงินคงต้องไปรอประมาณตุลาคมเป็นต้นไป  โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องแปรญัตติงบประมาณ"

ผู้ดำเนินรายการ:   เท่าที่ผมลองดูตัวเลขปีนี้ ถ้าจะใช้ก็ใช้ประมาณ ๗๐๐ กว่าล้าน

อภิสิทธิ์:  "๗๐๐ กว่าล้าน ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: แล้วปีหน้าถ้าขยายออกไปอีก ๒,๐๐๐ ตำบลก็ใช้อีกประมาณ  ๑,๖๐๐ ล้าน และอีกปีหนึ่งถ้าขยายออกไป ๒,๘๐๐ ตำบล  ก็ใช้อีก ๒,๒๐๐ ล้าน  มันก็ไม่หนักหนา

อภิสิทธิ์:  "ผมไม่ได้คิดว่ามันไม่เยอะมาก  บังเอิญยุคปัจจุบันไม่มีอะไรไม่เยอะครับ  เพราะรายได้รัฐก็กระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจพอสมควร  ถ้าเป็นสภาวะปกติ  ผมคิดว่าอันนี้ตัดสินใจได้ง่ายที่จะเดิน  เพราะผมถือว่างบประมาณไม่มากสำหรับการวางระบบที่ดี"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ข้อมูลดัชนี ตัวชี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นเศรษฐกิจ

...การประมวลข้อมูลแวดวงอุตสาหกรรมการลงทุนมีสัญญาณความเชื่อมั่นว่าจะดีขึ้นจากหอการค้าญี่ปุ่น ผู้ประกอบการที่มีต่ออุตสาหกรรมและสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยกรณีของดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นการว่างงานบรรเทาลง การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาเข้าดีขึ้น ถือเป็นภาพรวมเริ่มมองเห็นสัญญาฯที่ดีทางเศรษฐกิจ

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณที่ดี
อภิสิทธิ์:
  "ช่วงต้นนี้ผมขอคุยถึงเรื่องของงานของรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ  ประการแรกคืออยากจะพูดถึงว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีการประมวลข้อมูลหลายอย่าง  ซึ่งก็ทำให้เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ดี  ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  เริ่มต้นจากการที่มีการไปสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมและแวดวงนักลงทุนก่อน  มีงานสำรวจอยู่ ๓ ชิ้นนะครับที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี  งานแรกก็คือเป็นเรื่องของหอการค้าญี่ปุ่นครับ  เขาก็ไปสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ประกอบการสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย  ญี่ปุ่นนั้นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครับ  สิ่งที่ปรากฏออกมาชัดเจนจากการสำรวจก็คือว่า  ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการประกอบการในครึ่งปีหลังของปี ๒๕๕๒ นี้  เทียบกับครึ่งแรกของปีนี้  ผู้สำรวจส่วนใหญ่นะครับ  มีความเชื่อมั่นว่าจะดีขึ้นเกือบในทุกภาคอุตสาหกรรม  เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่น่าจะสอดคล้องกับการประมาณการ  และการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล   ที่เชื่อว่าในแต่ละไตรมาสหรือทุก ๓ เดือนที่ผ่านไปนี้ครับ  แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังหดตัวอยู่ในช่วงประมาณ ๙ เดือนแรกของปีนี้  แต่ว่าจะดีขึ้นโดยลำดับ  และก็ยังจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ใน ๓ เดือนสุดท้ายนะครับ"
  
ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนมิถุนายนเริ่มดีขึ้น
ในส่วนที่ ๒ ครับ  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเองก็ได้มีการจัดทำผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม  ก็พบเช่นเดียวกันครับว่าตัวเลขในแง่ของความเชื่อมั่นในเรื่องของผู้ประกอบการที่มีต่ออุตสาหกรรม  ดัชนีความเชื่อมั่นก็ดีขึ้นมาในเดือนมิถุนายน  จริงอยู่ครับระดับความเชื่อมั่นอาจจะยังต่ำอยู่  แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าระดับความเชื่อมั่นนี้ก็สูงสุดในรอบ ๑๗ เดือนนะครับ  เหตุผลที่มีความเชื่อมั่นมากขึ้นนี้ก็เพราะว่าในเรื่องของปริมาณคำสั่งซื้อและยอดขาย  ซึ่งขณะนี้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นโดยลำดับนะครับ  เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ยืนยันครับว่า  ในหมู่ผู้ประกอบการเองก็มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนั้นเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น

สุดท้ายนะครับที่เป็นการสำรวจก็เป็นในส่วนของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย  ที่เรียกว่า CEO Forum
อันนี้ก็มีการไปสำรวจในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์  จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ อาหารแช่แข็ง  และผู้บริหารระดับสูงในส่วนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันครับว่า  มองไปข้างหน้าส่วนใหญ่เห็นว่า  เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว  และคาดว่าจะเริ่มมีการลงทุนเพิ่มขึ้น  มีการได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  ซึ่งก็จะเริ่มต้นจากนี้ไปนะครับ

สถานการณ์การว่างงานเริ่มบรรเทา
นอกจากการสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วก็มีตัวเลขหลายตัวอีกนะครับที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ผมคิดว่าเป็นตัวบ่งบอกว่าสถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้นโดยลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นกรณีของดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งก็ยังอยู่ระดับที่สูงนะครับและเพิ่มขึ้นมาโดยลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของดัชนีการว่างงานครับ ที่ดูว่าปัญหาการว่างงานซึ่งกังวลกันมากเมื่อช่วงต้นปีว่าจะรุนแรงมาก  และก็ดูรุนแรงอยู่ในช่วง ๒ – ๓ เดือนแรก  ระยะหลังนั้นตัวเลขจากการสำรวจเรื่องของการว่างงานนั้น  สถานการณ์ก็เริ่มบรรเทาลงมาเช่นเดียวกันนะครับ  

และตัวเลขสุดท้ายที่อยากจะเรียนคือว่าในการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันพุธที่ผ่านมา  กระทรวงการคลังก็ได้รายงานครับว่า  การจัดเก็บรายได้ขณะนี้จากเดิมซึ่งคาดการณ์ไว้เมื่อก่อนหน้านี้  ว่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านนี้  บัดนี้คิดว่าจะต่ำกว่าเป้าเพียงประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านนะครับ  ก็คือว่าจากในช่วงประมาณเดือน – ๒ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้มีความวิตกกังวลกันค่อนข้างมากเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้  บัดนี้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ดีขึ้น  อากรขาเข้าที่ดีขึ้น  แล้วก็ภาษีตัวอื่น ๆ ด้วย  ก็บ่งบอกว่าสถานการณ์นั้นอาจจะไม่เลวร้ายเหมือนอย่างที่หลายฝ่ายกังวลกัน  เพราะฉะนั้นนี่คือภาพรวมที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นการยืนยันนะครับว่า  ขณะนี้เราเริ่มมองเห็นสัญญาณที่ดีในทางเศรษฐกิจ  แต่อย่างไรก็ตามนะครับ  รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ  และเดินหน้าในการที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจนั้นเดินไปได้ตามแผนนะครับ

ออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส
วันอังคาร (๒๘ ก.ค.) คณะรัฐมนตรีก็ได้มีการจัดระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง สามารถที่จะดำเนินการในการที่จะให้เงินลงไปถึงมือประชาชนได้เร็วขึ้น  เพราะฉะนั้นมีการลดเวลาที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้าง  และการที่เงินในโครงการต่าง ๆ จะลงไปสามารถทำได้เร็วขึ้นประมาณ ๑ เดือน  โดยไม่ให้กระทบกับความโปร่งใสครับ คือขั้นตอนการตรวจสอบการอุทธรณ์อะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อจัดจ้างยังมีอยู่ครบถ้วน แต่ร่นเวลาเข้ามาเพื่อประโยชน์ให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งเป็นมาตรการสำคัญ  สามารถลงไปสู่ภาคเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

พร้อม ๆ กันไปเราก็ทราบดีครับว่าปัญหาของอุตสาหกรรม  ปัญหาของธุรกิจต่าง ๆ ก็สมควรจะได้รับการแก้ไขไป  เพราะฉะนั้นการแก้ไขในทุกภาคส่วนก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง  ภาคธุรกิจอย่างเช่น อัญมณี  ซึ่งก็ได้เรียกร้องในเรื่องของการยกเว้นภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ  ภาษีมูลค่าเพิ่มต่าง ๆ หลังจากได้ปรึกษาหารือต่าง ๆ กันแล้ว คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเชื่อครับว่า  จะสามารถส่งเสริมให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในเรื่องของอุตสาหกรรมนี้ได้  อย่างนี้เป็นต้น 

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- การเมือง: ขีดวง ไม่ให้ลามไปจุดที่ไม่ควรไป

... สิ่งที่รัฐบาลทำคือต้องบอกความจริงกับประชาชน ให้ทราบข้อมูลที่แท้จริง การขอพระราชทานอภัยโทษ มีกฎหมายอยู่ คือตัดสินแล้วผิด ต้องถูกลงโทษ แล้วเดือนร้อนและก็ขอ คนขอคือเจ้าตัว ครอบครัวที่เขาเดือนร้อน

ผู้ดำเนินรายการ:   แต่วิกฤตที่ผมพูดอย่างน้อย ๓ อย่าง  ถ้าไม่ดี  จะทำให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาลนี้ทำงานได้คือรุกไปข้างหน้า  แต่เพราะมีเลยทำให้พะว้าพะวังที่จะมาแก้ไขปัญหาภายใน

อภิสิทธิ์:   "คือจริง ๆ วิกฤตที่ยังไม่ได้พูดเรื่องความขัดแย้ง  อันนั้นพูดตรง ๆ เลยเป็นเรื่องของเราจริง ๆ ไข้หวัดก็ดี  เศรษฐกิจก็ดี  เราพูดได้เลยว่าเริ่มต้นมันมาจากข้างนอก  และกระจายไป  แต่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องของเรา  และสิ่งที่ผมพยายามทำในช่วงครึ่งปีกว่า ๆ ก็พยายามทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด  พยายามให้เกิดการกระทบกระทั่งน้อยที่สุด  พยายามขีดวงไม่ให้ความขัดแย้งลามไปในจุดที่ไม่ควรลามไป  ซึ่งอาจจะต้องคุยกันสักนิดหนึ่งเรื่องของปัญหาการถวายฎีกา  แต่อาจารย์ถามว่าเป็นอย่างนี้แล้วมันทำให้รัฐบาลทำงานยากแค่ไหน  ผมก็ต้องบอกนะครับว่าคือปัญหาจะต้องมีตลอดเวลา  แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่าความขัดแย้งทางการเมือง หรืออย่างไข้หวัด  บางครั้งทำให้แผนงานของเรากระทบ  ผมเห็นชัดเจนเลยคุยกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผมจะคุยอยู่เป็นประจำ  เขาบอกกำลังจะดีอยู่แล้วมันเกิดเรื่องนี้อีก  กำลังจะดีอยู่แล้วทำไมมันเกิดเรื่องนี้อีก  ผมก็อยากจะวิงวอนครับ  ที่ควบคุมไม่ได้ไม่เป็นไร อย่างที่ว่าเกิดปัญหาไข้หวัดมาจากข้างนอก  ไม่เป็นไร  แต่พวกเรากันเอง  ตอนนี้ผมเห็นว่าในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมามีคณะต่าง ๆ เดินทางมาประชุม แข่งขันกีฬา อะไรต่าง ๆ ความเชื่อมั่นเริ่มมี  ยิ่งประชุมอาเซียนเรียบร้อย  ผมไปจีนมาได้รับการสนองตอบจากจีนเป็นอย่างดีที่นักท่องเที่ยวเข้ามา  อย่าให้มีเหตุการณ์อะไรที่มาทำให้สะดุดอีก"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วถามเลยนะครับว่าเรื่องถวายฎีกา อธิการบดี ๒๖ สถาบันได้มีการประชุมกัน  แล้วมีมติออกมาว่าจะขอให้ทางราชเลขาธิการยับยั้งฎีกาที่บรรดากลุ่มเสื้อแดงจะขอเพื่ออภัยโทษให้คุณทักษิณ  ท่านนายกฯเห็นอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์:  "คือโดยปกติเรื่องของการถวายฎีกาจะมีขั้นตอนในเรื่องนี้  และเข้าใจว่าผู้ที่เขามีความเชี่ยวชาญก็ได้พยายามอธิบายมาโดยตลอด  โดยหลักแล้วหากแม้ว่าทางสำนักราชเลขาธิการรับไว้  หมายถึงรับไว้ในทางธุรการ  ก็จะต้องมาถามความเห็นของรัฐบาล   และขณะนี้เราได้รวบรวมข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง  และตอนนี้ก็มีความเห็นของท่านอธิการบดี  ผมเองก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ  ผมได้พูดกับประชาชนไปบ้าง  แต่ยังไม่ได้พูดละเอียดมากนัก  คือผมพูดมาตั้งแต่ต้นและย้ำตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตเมื่อเดือนเมษายนว่าการเมือง  ผมรู้ดีว่ายังมีความคิดเห็นที่ยังไม่ตรงกันอยู่  ขัดแย้งกันอยู่  แต่ว่าเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง  ไม่พึงที่จะให้ไปกระทบกับสถาบันซึ่งเป็นสถาบันที่หลอมรวมจิตใจของคนทั้งประเทศ   ทีนี้ที่เวลานี้พูดกันเรื่องล่าชื่อถวายฎีกา  ก็ไปทำความเข้าใจกัน  ผมว่ามันคลาดเคลื่อนมาก  ทำนองว่าช่วยกันเซ็นชื่อนะ  แล้วจะมีการขอให้พระราชทานอภัยโทษสำหรับอดีตนายกฯ  

ผมก็อยากจะบอกว่าเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ  กฎหมายมีอยู่  ลักษณะก็หมายความว่าคือคดีตัดสินแล้ว  คน ๆ นั้นก็รับโทษ เดือดร้อน  พูดง่าย ๆ คือว่าพึ่งพระบารมีในแง่ของการให้พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตาที่จะพระราชทานอภัยโทษให้  หลักของมัน  พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่าคนทำผิด  ผิดไปแล้ว  และจะต้องถูกลงโทษ  แล้วก็เดือดร้อน และก็ขอ เพราะฉะนั้น ปกติอาจารย์จะเห็นว่าคนขอคือใคร คือเจ้าตัว  คือครอบครัวที่เขาเดือดร้อน  แต่ขณะนี้ที่เป็นอยู่  เจ้าตัวครอบครัวไม่ขอ  อยู่ดี ๆ ไปบอกว่าให้คนอื่นที่ชอบตัวเอง รักตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่  มาเข้าชื่อเยอะ ๆ แล้วขอ  ที่สำคัญคือว่าคำที่ขอ  ไม่ได้เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ  เหมือนกับโต้แย้งศาล  คล้าย ๆ ว่าศาลตัดสินไม่ถูกหรือว่าอย่างนั้นอย่างนี้  ซึ่งอันนี้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์"

ผู้ดำเนินรายการ:  ถ้าเขาบอกว่าเขามีสิทธิ์  เพราะคนตั้ง ๔ ล้านกว่าคนเข้าชื่อกันจำนวนมากเลย

อภิสิทธิ์:
   "เรื่องของการตัดสิน ศาลก็ตัดสินในพระปรมาภิไธยเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจอธิปไตย มีกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ  คงไม่สามารถจะไปเกี่ยวกับว่ามีคนมาก หรือมีคนน้อยที่ชอบ  ไม่ชอบ  คนที่ถูกตัดสิน ทีนี้ผมถามอาจารย์ว่าถ้าเกิดจะทำกันอย่างนี้  เกิดมีคนที่เขาไม่ชอบ  เขาจะขอถวายฎีกาบ้างว่าที่ลงโทษนี่น้อยไป  มันไม่ใช่แล้วล่ะครับ  เราต้องไม่ให้มีของแบบนี้ครับ  เพราะว่าพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือเรื่องเหล่านี้  แต่ถ้าเจ้าตัวสำนึกผิดได้รับความเดือดร้อน ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน  ประสบความยากลำบาก  จะขอก็ทำตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นการร้องทุกข์  การร้องทุกข์ถวายฎีกาก็มี  ตามโบราณราชประเพณี  อาจารย์ก็ทราบนะครับ  และจะมีอยู่เป็นระยะ ๆ  ใครที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงาน เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ บางครั้งก็มีการถวายฎีกาขึ้นไป  แต่ก็เช่นเดียวกันนะครับ คือเจ้าตัว และมีผลกระทบเกี่ยวข้องโดยตรง  และต้องไม่ไปก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยต่าง ๆ ซึ่งกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ" 

ผู้ดำเนินรายการ:  ท่านนายกฯ พูดตรงกับที่ประชุมอธิการบดี  ที่บอกว่าไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำได้  ขณะเดียวกันก็ไม่มีประเพณีปฏิบัติ  และมีเจตนาแอบแฝงทางการเมือง
 
อภิสิทธิ์:
   "ผมไม่ได้บอกว่ามีเจตนาแอบแฝง  แต่ผมบอกว่าผมอ่านดูแล้วเป็นเรื่องการเมือง"

ผู้ดำเนินรายการ:  ผมกำลังจะบอกว่าที่ประชุมอธิการบดีบอกว่ามันมีความแอบแฝงทางการเมืองด้วย อ่านกันระหว่างบรรทัด คำถามคือว่าท่านนายกฯ จะทำอย่างไร เพราะว่าอธิการบดีเขาขอให้ราชเลขาธิการยับยั้งฎีกา แต่รัฐบาลก็ดูจะอธิบายอย่างเดียว  แต่ยังไม่ได้มีมาตรการในการทำอะไรทั้งสิ้น คิดว่าจะทำอะไรไหมครับ

อภิสิทธิ์:  "คือสิ่งที่รัฐบาลทำคือต้องบอกความจริงกับประชาชน  และผมก็ให้สัมภาษณ์  ทางกระทรวงยุติธรรมก็แถลงข่าว  เราก็ออกรายการโทรทัศน์ไป  ว่าพี่น้องประชาชนอย่าได้ไปไขว้เขว  ถูกชักจูงไปว่าต่อไปนี้ถ้าใครลงชื่อกันมาก ๆ  และแปลว่าจะทำสิ่งนั้น  จะทำสิ่งนี้  และที่สำคัญคือว่าอันนี้จะก้าวล่วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์  เพราะฉะนั้น เราก็บอกตรง ๆ ว่าอยากให้ทราบข้อมูลที่แท้จริง  ส่วนการไปดำเนินการถ้าไม่ผิดกฎหมายเขาก็ย่อมทำได้  เพียงแต่ว่าสุดท้ายปลายทางอย่างที่อาจารย์พูดว่าถ้าเรื่องเข้ามา  ผู้รู้เขาก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าไปต่อไม่ได้  มันก็จบกัน  ประชาชนก็ต้องเข้าใจตามนี้  แต่ผมเองผมไม่ทราบว่าตกลงจะยื่นหรือไม่ยื่น  ยื่นเมื่อไหร่  ยื่นอย่างไร  แต่สมมติว่าถ้ายื่นมา  แล้วบอกว่ามีคนมาลง  ทางสำนักราชเลขาธิการก็ต้องใช้ดุลพินิจของท่านก่อน"

ผู้ดำเนินรายการ:  ที่กระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะให้มีคนมาถอนชื่อ  หากคิดว่าตัวเองต้องการจะถอน  ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลนี้ไหมครับ

อภิสิทธิ์:   "ผมว่ากระทรวงก็อาจจะมีความวิตกกังวลว่าประชาชนอาจจะมีการถูกชักจูงไป  ไม่เข้าใจอะไร  ก็เปิดช่องทางไว้ช่องทางหนึ่ง  แต่จริง ๆ แล้วเมื่อยื่นมา  ผมคิดว่ารัฐบาลก็คงต้องตรวจสอบด้วยว่า ที่บอกว่ามี  จะกี่รายชื่อก็แล้วแต่  เป็นใครอยู่ที่ไหน  แสดงเจตนาอย่างนั้นจริงหรือไม่  และคนที่มายื่นต้องรับผิดชอบว่าที่บอกว่ามีบุคคลจำนวนมากมายทั้งหลายอย่างที่อ้างกัน  ได้แสดงเจตนาตามนี้จริง ๆ เข้าใจเนื้อหาก่อนลงนามจริง ๆ เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับว่าถือว่าเป็นการไปหลอกลวงเขามา  หรือเป็นการมาแจ้งเท็จ  ก็ต้องมีการตรวจสอบ"

ผู้ดำเนินรายการ:   แล้วเมื่อตรวจสอบแล้วจะดำเนินคดีตามกฎหมายหรือเปล่า

อภิสิทธิ์:  "ถ้ามีอะไรที่ผิดกฎหมายต้องดำเนินคดี  ก็ตรงไปตรงมาครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- คดีสนธิ...ปลดล็อค ทำงานแบบไทยๆ

...แนวทางที่ตั้งไว้คือ คดีเดินได้ ทุกคนได้รับความเป็นธรรม การบริหารองค์กรไม่เสียหาย การทำงานต้องฟังทุกฝ่าย ให้เกียรติ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ผู้ดำเนินรายการ: ท่านนายกฯ ครับผมเหลืออีก ๒-๓ นาที  อยากจะถามเรื่องคดีของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ท่านนายกฯบอกว่าเมื่อวานนี้ได้ประกาศออกมาแล้วว่า คุณพัชรวาท (พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ)  ขอลาไป  แต่คุณพัชรวาทก็ยังยืนยันว่าเพียงแค่ไปปฏิบัติงานที่ประเทศจีน ๑๐ วัน

อภิสิทธิ์:
   "อย่างนี้ครับ ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องทั้งหมดที่เริ่มต้น  มันเป็นอย่างที่อาจารย์พูด  มันเริ่มจากคดีที่ลอบยิงคุณสนธิ  แล้วหน้าที่ผมคือว่าเมื่อพนักงานสอบสวนเขามาบอกว่าเขามีปัญหา  ผมก็ต้องการให้คดีเดินได้  เรื่องมีเท่านั้นครับ  แต่ระหว่างที่ทำงานตรงนี้กลายเป็นว่า ผบ.ตร. ปลด ไม่ปลด โยกย้ายแต่งตั้งอะไรสารพัดไปหมด  และตอนหลังผมดูแล้วลุกลามแน่ครับ  เราจะมาเสียเวลากับเรื่องอื่นจนลืมไปว่าเป้าหมายสุดท้ายปลายทางคือเรื่องคดี  ผมเลยบอกว่าฟังจากทุกฝ่าย  ผมก็ทำงานแบบนี้ครับ  ผมก็ฟังทุกฝ่าย คนทำงานระดับบน ระดับล่าง  ผู้เกี่ยวข้อง เช่น  ท่านรองนายกฯ ท่าน ผบ.ตร. สุดท้ายผมประมวลดูแล้ว จับมาชนกันก็พบว่า ๑. ถ้าให้บรรยากาศทุกคนไม่มีข้อครหา จริงเท็จไม่ต้องไปพิสูจน์  มัวแต่จะพิสูจน์ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ผมว่าพอดีคนทำงานเกษียณก่อน  เอาว่าหลักเป็นอย่างนี้   ท่าน ผบ.ตร.เสนอมาเรื่องจะลา  และเรื่องของการโยกย้ายแต่งตั้ง  ผมก็เห็นดีด้วย  แต่ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย  เท่านั้นเองครับ  ตอนนี้ตกลงกันได้หมดแล้ว   ส่วนรายละเอียดว่าจะเริ่มลาเมื่อไหร่  จะลาพักร้อนพักหนาว หรือจะไปเมืองนอก ไม่เมืองนอก ไม่ใช่สาระสำคัญ  ความเข้าใจดีหมดแล้ว  และก่อนเดินทางมาที่นี่  ผมเชิญคนที่ทำคดีมาคุยเป็นพิเศษเป็นการเฉพาะ  บอกตกลงคุณกับท่าน ผบ.ตร.อย่างนี้แล้ว ทำงานได้ไหม  เขายืนยันว่าเดินหน้าได้แน่นอนด้วยความมั่นใจ  เพราะฉะนั้น ผมถือว่าผมแก้ปัญหาจบแล้ว"

ผู้ดำเนินรายการ:  และเขาคิดว่าเขาเสร็จก่อนเกษียณไหม

อภิสิทธิ์:   "เขาคิดว่าอย่างนั้น"

ผู้ดำเนินรายการ:   ก่อนสิ้นเดือนกันยายน

อภิสิทธิ์:
   "เขาคิดว่าอย่างนั้น"

ผู้ดำเนินรายการ:  จะได้ตัวคนบงการ

อภิสิทธิ์:
   "เขาจะทำเต็มที่ครับ  แต่ว่าสิ่งที่เขาคิดว่ามันเป็นอุปสรรคอยู่  ซึ่งอาจจะเป็นความหวาดกลัวของลูกน้องเขาหรืออะไรต่าง ๆ บัดนี้เขายืนยันว่าปัญหานี้ได้แก้ไขแล้วครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  และทำไม ผบ.ตร. ท่านนายกฯ ทำไมไม่ปลดมานานแล้ว  เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ผบ.ตร.ก็มีปัญหามามาก  ตั้งแต่ ๗ ตุลา เราฟังจาก ป.ป.ช. ก็เห็น  ท่านเห็น เดือนเมษาก็ใช่  เดือนเมษาก็เหมือนกับไม่ทำอะไร

อภิสิทธิ์:   "ผมเรียนอย่างนี้นะครับ  ผมให้ความเป็นธรรมกับทุกคน  เรื่องที่มีการร้องเรียน ตอนแรกอย่างกรณี ๗ ตุลา  ผมเป็นคนร้องเองนะครับ  กรรมการสิทธิฯ เขาสรุปมา  ผมก็สอบถามไปยังกรรมการสิทธิฯ เขาก็บอกว่ากรรมการสิทธิฯ ชี้เพียงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบคืออะไร  ส่วนว่าเจ้าตัวได้ทำอะไรผิดหรือไม่  เขาส่งให้ป.ป.ช.  ป.ป.ช.ถึงวันนี้ยังไม่ได้ชี้มูล มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแล้วแต่  แต่ผมก็สอบถามไป บอกว่าตกลงชี้หรือยัง  เพราะถ้าชี้ก็จบ  ทีนี้ยังไม่ชี้  ส่วนเรื่องเดือนเมษา  ผมนั่งอยู่ ทำงานอยู่ด้วยกัน  ถามว่าไม่มีใครอยากให้เกิดอย่างที่เกิดหรอกครับ ที่พัทยาหรืออะไรต่าง ๆ แต่นั่งอยู่ด้วยกัน คุยกันอย่างตรงไปตรงมารู้ว่ามีข้อจำกัดอะไร  และผมก็ให้โอกาสคนทำงาน  และอย่างเที่ยวนี้การปลดล็อกคดีที่มีข้อห่วงใย ข้อครหา อะไร  ท่านก็เป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง  ผมก็คิดว่าขณะนี้ทำงานด้วยกันได้  ไม่มีปัญหาอะไร"

ผู้ดำเนินรายการ:  มีคนบอกว่าท่านนายกฯ พยายามเลี่ยงที่ปลดหรือที่จะย้าย  แล้วจะอาศัยจังหวะเวลาให้ ป.ป.ช.ชี้มูล และก็จบกันไป  เพราะฉะนั้น ในช่วงนี้ก็ไปตกลงกันแบบไทย ๆ ผมเคยเป็นบอร์ดท่าอากาศยาน  คนที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่เห็นมีปัญหา  แทนที่จะปลดออก ไล่ออก  ก็กลัวเสียประวัติ เสียน้ำใจ   ก็คุยกันซะให้ลาออกเอง หรือให้ทำอะไรต่ออะไร  ก็เป็นแบบไทย  ๆ   อันนี้ท่านนายกฯ ทำแบบไทย ๆ หรือเปล่า  

อภิสิทธิ์:   "คือผมไม่รู้  เป็นแบบไทย ๆ หรือไม่ไทย ๆ  ผมทำงาน  ผมให้เกียรติทุกคน และให้ความเป็นธรรมทุกคน  ถ้าผมจะปลดใครก็คงต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน  เพราะผมจะบอกว่าปลดตามใจชอบ  เพราะความรู้สึกก็ไม่ได้  เพราะฉะนั้น ผมตั้งไว้ ๓ เรื่อง ๑. คดีเดินได้ ๒. ทุกคนได้รับความเป็นธรรม ๓. การบริหารองค์กรไม่เสียหาย  แนวทางที่ออกมาตรงตามวัตถุประสงค์ผม ๓ ข้อ  จะไทยหรือฝรั่งผมไม่ทราบ แต่อันนี้คือแนวทางที่ผมคิดว่าทุกฝ่าย และวันนี้ผมก็พบกับคนทำคดี  เมื่อวานผมก็คุยกับท่าน ผบ.ตร. และผมก็คุยกับคนที่คุมนโยบาย  ทุกฝ่ายพอใจตามแนวทางนี้งานเดินได้" 

ผู้ดำเนินรายการ: ตกลงภายใน ๓๐ กันยายน เราคงได้เห็น

อภิสิทธิ์:  "ผมหวังจะเห็นอย่างนั้นนะครับ  แต่ว่าอันนี้พนักงานสอบสวนเขาจะต้องเดินหน้าเต็มที่  แต่เมื่อกี้คุยกับเขา  เขาค่อนข้างมั่นใจ"  

ผู้ดำเนินรายการ: ขอบพระคุณที่เชิญผมมาถามวันนี้  ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

อภิสิทธิ์:   "ด้วยความยินดีครับ  สวัสดีครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- ตลาดนัดคุณธรรม: ธรรมาภิบาลภูมิคุ้มกันธุรกิจ

การประกอบธุรกิจต้องมีธรรมาภิบาลเป็นภูมิคุ้มกัน

อภิสิทธิ์:
"นอกเหนือจากงานทางด้านเศรษฐกิจนะครับ  อีกเรื่องสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือได้มีการจัดงานที่เรียกว่าสมัชชาคุณธรรม  ตลาดนัดคุณธรรม อันนี้ก็เป็นงานนโยบายทางด้านสังคมที่มีความสำคัญ  ปัจจุบันเรามีหน่วยงานองค์กรที่เรียกว่าศูนย์คุณธรรม  ที่จะทำการเผยแพร่ในเรื่องของค่านิยมที่ดี  และในการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าธรรมาภิบาล คุณธรรม จริยธรรม  ในองค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วนของสังคม  ปีนี้ก็มีการตั้งหัวข้อของการจัดประชุมสัมมนาไว้ว่า  “ฝ่าวิกฤตด้วยธุรกิจคุณธรรม”  อันนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ชี้ให้เห็นครับว่า  ความยั่งยืนการทำงานของภาคธุรกิจ ภาคเอกชนนั้นจะต้องมีธรรมาภิบาลเข้าไปประกอบ  ไปกำกับอยู่ด้วย และเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้จากวิกฤตทุกครั้งครับว่า  ที่จริงแล้วถ้าหากว่าการประกอบธุรกิจนั้นสามารถที่จะมีธรรมาภิบาลได้ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดี
  
ในสัปดาห์นี้ผมเองยังมีโอกาสได้พบกับกลุ่มเยาวชนครับ  ซึ่งน่าประทับใจมากก็คือกลุ่มเด็ก ๆ เยาวชนของเราซึ่งตอนหลังนี้ก็มักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของสังคม  กลับปรากฏว่ามีกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศนะครับ  ที่ไปทำงานทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ไปรวมกลุ่มกันออกค่ายบ้าง  เพื่อเผยแพร่ในเรื่องของหลักธรรมคำสอนก็มี  ไปรณรงค์ในเรื่องของการไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ รักนวลสงวนตัว  ไปทำงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักสัตว์ อนุรักษ์สัตว์ก็มี รวมไปจนถึงการที่ใช้เวลาว่างในการที่จะไปเยี่ยมเยียนดูแลผู้สูงอายุในชุมชน  ซึ่งอาจจะไม่มีลูกหลานดูแลอยู่  อย่างนี้เป็นต้น  ผมก็เปิดโอกาสให้มาพบที่ทำเนียบฯ และให้กำลังใจ  และก็คิดว่าจะมีการขยายผลงานเหล่านี้ไปได้อีกนะครับ  ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่มาแสดงในตลาดนัดคุณธรรมเช่นเดียวกัน 
   
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนนะครับว่า  งานทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รัฐบาลเดินหน้าอย่างต่อเนื่องนะครับ  และผมเองนั้นทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่  เพื่อที่จะให้ภาวะต่าง ๆ กลับคืนสู่ความเป็นปกติ  ในแง่ของเศรษฐกิจก็คือกลับมาขยายตัวเป็นบวก  แล้วก็เร่งแก้ไขปัญหาทางด้านสังคม  ซึ่งยืดเยื้อเรื้อรังมา  รวมไปถึงปัญหาที่เป็นข้อกังวลใจของประชาชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง นะครับ  เรื่องยาเสพติด เรื่องเกม เรื่องอะไรต่าง ๆ นั้น ก็จะมีการเดินหน้า  ทั้งรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดมากขึ้น  และหาเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาจัดการกับปัญหานี้อย่างต่อเนื่องต่อไปนะครับ  เดี๋ยวพักกันสักครู่นะครับ  วันนี้มีพิธีกรพิเศษมาพูดคุยในเรื่องของสวัสดิการชุมชนด้วย  ตลอดจนอาจจะได้พูดคุยกันถึงในเรื่องของประเด็นปัญหาซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมค่อนข้างมาก  จะเป็นเรื่องของปัญหาเกี่ยวข้องกับการทำงานของตำรวจในคดีความต่าง ๆ รวมไปจนถึงเรื่องของการถวายฎีกาด้วยครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- จดทะเบียนเกษตรกร สานต่อโอท็อป โปร่งใส่ได้มาตฐาน

...ลำไย ยาง ราคาเริ่มกระเตื้องขึ้น จะเริ่มจดทะเบียนเกษตรกรปลูกข้าว เป็นครั้งแรกที่ให้เกษตรกรทุกคนได้ประโยชน์จากการแทรงแซงเรื่องราคาพืชผลเกษตรของรัฐซึ่งข้าวโพดกับมันสำปะหลังทำไปแล้ว โอท็อปทำให้เป็นระบบมากขึ้นมีหลักเกณฑ์มาตรฐานชัดเจนโปร่งใสปรับปรุงเว็ปไซต์เพิ่มช่องทางตลาดเพื่อเป็นการต่อยอดออกไป

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร 
อภิสิทธิ์:
"ในส่วนของภาคการเกษตรนะครับ  การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลำไย  ก็ได้มีการอนุมัติงบประมาณไป  อนุมัติสินเชื่อไป  และเท่าที่ตรวจสอบดูขณะนี้  แนวโน้มราคาก็เริ่มกระเตื้องขึ้นมา  อย่างนี้เป็นต้นนะครับ  แล้วก็ในส่วนของการเดินหน้าต่อไปในอนาคต  ระบบการประกันราคาข้าว  คณะกรรมการข้าวก็ได้มีการประชุมกันแล้วนะครับ  ราคาประกันสำหรับข้าวขาวก็จะอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท  และในขั้นตอนจากนี้ไปก็จะเริ่มเป็นการไปจดทะเบียนเกษตรกร  ว่าเกษตรกรทั้งหลายอยู่ที่ไหน  ปลูกข้าวในข้าวนาปีปริมาณเท่าไร  และสำหรับรายละเอียดราคาของข้าวประเภทอื่น ๆ ก็ดี  ร่วมทั้งปริมาณก็จะมีการเร่งรัดให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว  แต่ว่าโครงการนี้อย่างที่เคยพูดมาหลายครั้งนะครับ จะเป็นครั้งแรกที่ทำให้เกษตรกรทุกคนได้ประโยชน์จากการแทรกแซงในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาล  แล้วก็ได้ดำเนินการไปแล้วในส่วนของข้าวโพด  และมันสำปะหลังนะครับ  และต่อจากนี้ไปในเรื่องของข้าวก็จะดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันนะครับ  นี่คืองานสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปรับปรุงเว็บไซต์เพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าโอท็อป
อภิสิทธิ์: "ผมก็เลยถือโอกาสเรียนเพิ่มเติมครับว่า  มาตรการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชุมชน  ก็ยังมีเรื่องที่มีความวิตกกังวลกันอยู่หลายเรื่อง  โครงการชุมชนพอเพียงนะครับผมก็เรียนว่าเมื่อมีการร้องเรียนมาว่ามีความไม่โปร่งใส  ก็ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในการตรวจสอบให้โครงการต่าง ๆ นั้นอยู่บนเจตนารมณ์ของโครงการอย่างแท้จริง  และมีความโปร่งใส  ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมแล้วก็ทำให้มีความคืบหน้ามากขึ้นนะครับ  ก็คือโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป  ซึ่งหลายคนก็มีความวิตกกังวลกันว่าโครงการนี้เมื่อเริ่มต้นขึ้นมา  ซึ่งก็ทำให้เกิดอุตสาหกรรมหรือวิสาหกิจชุมชนขึ้นในหลายพื้นที่ทีเดียว ก็ไปได้ดี  แต่ว่าหลายแห่งยังประสบกับปัญหา
  
สัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดสมัชชาโอท็อปหรือ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อมาทบทวนประมวลดู และดูว่ามีอะไรบ้างที่จะสามารถทำงานเดินต่อไปได้  เพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ  ก็ได้มีโอกาสพบกับผู้ประกอบการจากทุกภาค  มีการสรุปปัญหามา  งานที่จะต้องทำต่อไปนี้ครับคือการทำให้เป็นระบบมากขึ้นครับ  เริ่มตั้งแต่ว่าผลิตภัณฑ์ใดจะมาใช้ชื่อโอท็อปก็ควรจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน  ที่เป็นตัวบ่งบอกว่าสามารถจะมาอยู่ร่วมในโครงการนี้เพราะว่าเป็นเรื่องของเอกลักษณ์  ของชุมชนนั้น ๆ หรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ นะครับที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการนี้  ไปจนถึงเรื่องของการจัดให้ดาว จัดคุณภาพอะไรต่าง ๆ ก็ต้องเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส  ที่สำคัญก็คือว่าการต่อยอดจากนี้ไปจะเป็นเรื่องของ ๑. การคุ้มครองสิทธิทางปัญญา ๒. คือการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ผ่านโครงการที่จะให้ความรู้เพิ่มเติม  หรือที่เรียกว่า Knowledge base  ก็จะทำตรงนี้ต่อไป และที่สำคัญที่สุดครับคือเรื่องการตลาด ซึ่งรัฐบาลก็จะมีการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในเรื่องของการตลาดของสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ 

และที่เขาขอผมเป็นพิเศษคือว่าในรายการทุกอาทิตย์เป็นไปได้ไหมว่าเอาผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อปมาให้ท่านผู้ชม ผู้ฟังที่ติดตามรายการอยู่นี้  ได้มีโอกาสติดตามด้วยนะครับ
  ก็เลยถือโอกาสครับวันนี้จะเห็นนะครับว่ามีผลิตภัณฑ์ของโอท็อปที่เอามาให้ดูกัน  จากกรุงเทพฯ ครับก็มีหุ่นกระบอกไทย  มีผ้าไหมจากสุรินทร์ มีขนมต่าง ๆ จากสระบุรี มีผลิตภัณฑ์สปาจากลำพูน  อันนี้ก็มีทั้งแฟ้มจากกลุ่มจักสานที่มาจากจังหวัดนครปฐม  ถ้าผมจำไม่ผิด ขอโทษครับจากสุราษฎร์ธานีนะครับ  อันนี้ครบทุกภาคเลยนะครับ  ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน  และทุกสัปดาห์นะครับผมจะเปิดโอกาสให้มีการนำเอาสินค้าโอท็อปหรือหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ มาแสดงอยู่ในรายการนี้นะครับ  ซึ่งก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งนะครับที่จะช่วยเผยแพร่ และเราจะอาศัยโอกาสของการประชุมระหว่างประเทศด้วยครับ  ก็เรียกร้องกันมากว่าในส่วนของอาเซียนที่ภูเก็ตที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม  ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการที่จะมาเผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชน  ซึ่งจะเป็นช่องทางในการที่จะเดินหน้าในโครงการนี้  

นอกจากนั้นครับมีการสอบถามมาด้วยครับว่า  โครงการของกองทุนหมู่บ้านซึ่งต้องยอมรับว่าระยะหลังก็มีข้อจำกัดมากขึ้น  เพราะว่าในหลายพื้นที่คือเงินทุนไม่พอบ้าง  กู้ไปแล้วยังมีปัญหาว่าเป็นการกู้ระยะเวลาสั้น ๆ ๑ ปีบ้าง  ขณะนี้ผมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประเมินเรื่องราวต่าง ๆ มาแล้วนะครับ  และจะมีการปรับและเพิ่มเติมเพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้ด้วยนะครับ  เพราะฉะนั้น ในแง่ของเศรษฐกิจชุมชนก็เป็นเรื่องที่จะมีการเดินหน้าต่อไป  และจะไปสอดรับกับอีกหลายงานที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำในระดับชุมชน  รวมทั้งสวัสดิการชุมชน  ซึ่งจะได้คุยกันในช่วงหลังของรายการด้วย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: ส่งเสริมสถานะสตรี ระบบกระจายยาหวัด

รัฐบาลพร้อมส่งเสริมโอกาสและสถานภาพของสตรี 

อภิสิทธิ์:
"สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ  สัปดาห์นี้เป็นรายการที่บันทึกไว้นะครับ  ในวันที่ ๑ สิงหาคมครับ  ผมก็ใส่เสื้อของวันสตรีไทย  ซึ่งเป็นวันที่ ๑ สิงหาคมของทุกปี  และสัญลักษณ์ที่อยู่บนหน้าอกเสื้อนี้ก็เป็นดอกคัทลียาควีนสิริกิติ์  นะครับ ซึ่งได้รับพระราชทานให้เป็นสัญลักษณ์ของวันสตรีไทย  ก็เมื่อวานนี้ในวันสตรีไทยวันที่ ๑ สิงหาคม  ผมก็ได้มีโอกาสไปพบกับทางสภาสตรีฯ และองค์กรที่ทำงานทางด้านสตรีทั้งหมด  ก็ได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องของการที่จะส่งเสริมในเรื่องของโอกาสและสถานภาพของสตรี  และสิ่งที่ผมได้เน้นย้ำคือว่าที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหาขณะนี้  หนีไม่พ้นข้อเท็จจริงครับว่า บทบาทของสตรีนั้นผูกพันใกล้ชิดกับเรื่องของสถาบันครอบครัว  โดยเฉพาะโอกาสในการทำงาน  ก็จะขึ้นอยู่กับการที่มีภาระในเรื่องของครอบครัวด้วย  ภาระในเรื่องของหน้าที่การงานด้วยในยุคสมัยใหม่  ซึ่งผมก็ได้เน้นย้ำครับว่าการมีสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นนั้น  ความจริงก็ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของทั้งหญิงและชาย  ทั้งคุณพ่อคุณแม่  แต่ว่าแน่นอนที่สุดนะครับ  บทบาทของความเป็นแม่มีความสำคัญมาก  แล้วเราก็ต้องการที่จะให้หญิงไทยในยุคปัจจุบันสามารถที่จะมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานต่าง ๆ ได้  พร้อม ๆ กับการที่ยังสามารถทำหน้าที่แม่ได้เป็นอย่างดี  ซึ่งตรงนี้ทางรัฐบาลเองก็มีแนวทางในการที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็น  เช่น  เรื่องของศูนย์เด็กเล็กนะครับ  จะเป็นในสถานประกอบการก็ดี  หรือว่าในชุมชนก็ดี  รวมไปถึงการเดินหน้าในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติ  หรือปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน  ก็คือความรุนแรงในครอบครัวนะครับ  โดยขณะนี้เราก็มีกฎหมายที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือดีอยู่พอสมควรนะครับ  แต่การที่จะต้องมีหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ  เป็นงานที่จะต้องทำร่วมกันต่อไป  และผมก็ได้ฝากเอาไว้ครับว่า  ในแง่ของการส่งเสริมสถานภาพของสตรีนั้น  สำคัญที่สุดในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของการที่จะต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎระเบียบอะไร  แต่เป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้อง  โดยเฉพาะผู้ชายเองก็ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อสตรี  ในแง่ของบทบาทและสถานภาพในสังคม  และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันสตรีไทยจะมีตลอดทั้งสัปดาห์  คือสัปดาห์ถัดไปด้วย  

วันนี้คงจะขอใช้เวลาในช่วงต้นคุยในเรื่องของงานของรัฐบาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจนะครับ  แต่ว่าในช่วงที่ ๒ นั้นจะมีพิธีกรรับเชิญมาคุยส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของงานสวัสดิการชุมชน  ซึ่งผมได้เคยเกริ่นเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว  และเหตุผลที่วันนี้ต้องบันทึกรายการเป็นเทปก็เพราะว่า  ในวันอาทิตย์คือวันนี้ที่ออกอากาศอยู่  ผมเดินทางไปที่จังหวัดสงขลานะครับ  เพื่อไปดูงานของกลุ่มสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีความเข้มแข็งอยู่พอสมควร  แต่เดี๋ยวในช่วงหลังจากที่พักกัน  จะมาคุยในเรื่องนี้"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>

ไข้หวัด: ระบบการกระจายยา ตามสถานการณ์ใกล้ชิด

อภิสิทธิ์:
 "...แต่ว่าเรื่องของไข้หวัดใหญ่ก็เหมือนกัน  ก็เป็นเรื่องซึ่งเวลานี้อยากจะบอกว่าทั่วโลกก็กังวลกันมาก  รัฐบาลไทยเอง  ผมยังยืนยันนะครับว่าเราติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด  ตอนนี้จุดหลักจะอยู่ที่เรื่องระบบการกระจายยา  และติดตามว่าเชื้อตัวนี้ไปมีผลกระทบ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่  สำหรับที่จะต้องป้องกันไว้  เผื่อมันมีระลอก ๒ ระลอก ๓  เท่าที่ผมตามขณะนี้  สถานการณ์ในกรุงเทพฯ  น่าจะเริ่มเบาลง  ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น  แต่อย่างน้อยไม่ใช่ขาขึ้น  แต่ในหลายพื้นที่ในต่างจังหวัดจะเริ่มออกไป  เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากเรื่องยาแล้ว  ระบบ อสม. ต้องช่วยดูในส่วนของภาคชนบท  ส่วนภาคในเมือง ถ้าระบบการกระจายยาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็คงจะลดความเสียหายได้  

ผมเรียนอย่างนี้นิดหนึ่งนะครับ  ผมไม่ค่อยสบายใจ  มีคนชอบไปพูดว่าเรามีปัญหามากที่สุดในโลกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้  ที่จริงไม่ใช่ล่ะครับ  จริงๆ อันหนึ่งก็ลำบาก  เพราะว่าระบบการเปรียบเทียบตัวเลข องค์การอนามัยโลก (WHO) เขาเลิกให้รายงานไปแล้ว  เพราะว่าหลายประเทศขณะนี้เขาถือว่าเหมือนกับโรคปกติธรรมดา  และตัวเลขจะไปขึ้นอยู่กับระบบการรายงาน  บางประเทศก็รายงานถี่  รายงานบ่อย  ตัวเลขก็จะขึ้นอยู่ตลอดเวลา บางประเทศผมสังเกตดูว่าถึงจุดหนึ่ง  มีตัวเลขก็หยุดนิ่งอยู่เฉย ๆ  ซึ่งคงไม่ใช่ว่าปัญหาไม่มี  แต่ว่าตอนนี้การติดเชื้อและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาก  ที่ผมเห็นชัดคือชิลี บราซิล ออสเตรเลีย แคนาดา และอังกฤษเอง  ถึงขั้นบอกว่าบางวันอาจจะต้องเสียชีวิตกันเป็นร้อยคน  ซึ่งผมหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น  และยังไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่"

ผู้ดำเนินรายการ:  เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  ถ้าเราให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลุกขึ้นมา ชุมชนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น  และอาจจะมี อสม. ของชุมชนก็ดี หรือสถาบันการศึกษาลุกขึ้นมามากขึ้นจะดีไหมครับ

อภิสิทธิ์:  "ดีครับ  จริง ๆ แล้วเราส่งเสริมทุกองค์กร  และความรับผิดชอบขององค์กรจะเป็นโรงเรียน สถานประกอบการ ถ้าจัดรณรงค์ในเรื่องของการล้างมือ  และถ้าไปในที่เสี่ยง  ก็ใส่หน้ากากอนามัย ทำความสะอาด กินร้อน ช้อนกลาง  ล้างมือ  ก็เป็นเรื่องที่เราอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำอยู่แล้ว" 

ผู้ดำเนินรายการ: ที่เราชอบกินส้มตำจานเดียวกัน  คนละช้อน คนละอัน และนั่งกินกันไปกินกันมา

อภิสิทธิ์:  "คืออยากจะส่งเสริมนะครับ  เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะไข้หวัดใหญ่  ต่อไปถ้าเราฝึกฝนให้เป็นนิสัย  เรื่องกินร้อน ช้อนกลาง  ล้างมือ และที่สำคัญคือว่าเวลาตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม  คือไม่ใช่ว่าป่วยแล้วก็ยังไปโรงเรียน ป่วยแล้วก็ยังไปทำงาน  อันนี้เป็นตัวปัญหา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง  >>


(กลับไปด้านบน)

* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.

ผู้ดำเนินรายการ คือ  คุณเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม


(กลับไปด้านบน)