| |
- เทคโนโลยี: พรบ.ความผิดคอมฯ คลิปเสียงอภิสิทธิ์
... การตัดต่อคลิปเสียง ใช้โปรแกรม Audio Editor ที่ปรับ ตัดต่อ ตกแต่งเสียง ให้มีความหมายผิดไปจากเดิม หากเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กรณี forward ส่งต่อทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ของจริง เท่ากับทำผิด พรบ.ความผิดคอมพิวเตอร์
ผู้ดำเนินรายการ: สวัสดีครับท่านผู้ชมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ผมหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ วันนี้ได้รับหน้าที่ที่มีความภูมิใจสูงสุดเลยทีเดียวนะครับในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยฯ แต่พวกมาจากรายการ แบไต๋ hitech X ๒ จากเนชั่นชาแนล ได้รับเกียรติอย่างสูงมาอยู่กับท่านผู้ชมที่นี้ และอยู่กับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย สวัสดีครับ
อภิสิทธิ์: "สวัสดีครับ"
พงศ์สุข: ผมต้องแนะนำท่านนายกฯ และท่านผู้ชมด้วยนะครับ วันนี้เราเจอกันครั้งแรกทาง NBT ผม พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ อ.ศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย จิ๊กโก๋ พี่หลาม (ที่รัก บุญปรีชา) และคุณพีระพล ฉัตรอนันทเวช
พงศ์สุข: วันนี้เราทั้ง ๔ คนรับอาสามาพูดคุยประเด็นคลิปเสียงโดยเฉพาะเลยทีเดียว ก่อนอื่นต้องบอกว่าเราเองในฐานะประชาชนชาวไทย เราทราบกันดีเลยว่าเทคโนโลยียุคสมัยปัจจุบันสร้างความลำบากให้กับท่านนายกฯ หลายระลอกเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวีดิโอลิ้งค์ โฟนอินหรือว่าจะมีทวิตเตอร์ แย่งชิงตำแหน่งมิสเตอร์ทวิตเตอร์ นี่ล่าสุดมีคลิปการตัดต่อเสียงอีกแล้ว แต่ที่เห็นใจสูงสุดไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ ผมเห็นใจท่านนายกฯ มาก ๆ เลย เพราะทราบว่าการอภิปรายงบประมาณ ๒๕ ชั่วโมงต่อเนื่อง ท่านนอนหรือยังครับตอนนี้
อภิสิทธิ์: "ยังครับ เดี๋ยวหลังจากรายการนี้"
พงศ์สุข: วันนี้มีหลายประเด็นนะครับที่เราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี เพราะทราบดีว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคลิปเสียงที่ท่านได้ฟังจากข่าวก่อนหน้านี้ ว่ามีการพูดกันเป็นวงกว้างเลยทีเดียว ก็เป็นการตัดต่อขึ้นมา คือเป็นการเนรมิต ขึ้นมาด้วยซอฟต์แวร์ ที่มีความก้าวหน้าในทุกวันนี้ ถามท่านนายกฯ ก่อนเลยว่า ครั้งแรกที่ท่านได้ยินคลิปเสียงที่เป็นเสียงของท่านเอง แต่ท่านไม่ได้พูดประโยคนั้นไป ท่านรู้สึกอย่างไรครับ
อภิสิทธิ์: "คือตอนแรกมีนักข่าวบอกกับผมว่า มีการพูดถึงว่ามีคลิปลับ แต่เสร็จแล้วบอกว่าเป็นเสียง ก็ตัดเรื่องภาพออกไปก่อน มีคลิปเสียงเป็นเสียงผม สั่งให้คล้าย ๆ กับทหาร ตำรวจ ไปใช้ความรุนแรงกับประชาชน ผมก็เราไม่เคยพูดนะ มันจะเป็นอย่างไร จนกระทั่งเขาก็ให้คนส่งมาให้ฟัง ๑ ชุด เราก็เปิด ความยาวสัก ๓ นาที สิ่งแรกเลยคือแน่นอน เราจำเสียงตัวเองได้ เรียกว่าสิ่งแรกไม่ต้องเถียงกันเลย คือไม่ต้องไปเถียงเลยว่าไม่ใช่เสียงเรา เป็นเสียงเราแน่นอน แต่ว่าผมก็ฟังไป พอฟังไปสัก ๒-๓ ประโยค ก็ผิดสังเกต แน่นอนคือพอเรารู้ว่าสิ่งนี้เราไม่เคยพูด มันก็ผิดมันกับความรู้สึกอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เรารู้ด้วย คือว่ามันเป็นการเอาสิ่งที่เราพูดจริงในโอกาสอาจจะต่าง ๆ อาจจะไม่ได้เยอะ อาจจะเพียง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง แต่ว่ามายำ อาจจะถอดคำตรงนี้ออก เอาประโยคอีกอันหนึ่งมาใส่ และต่อไปให้เป็นสิ่งที่เขาบอกว่าอยากให้เราพูด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ที่อันตรายคือว่าความเสียหายไม่ได้เกิดกับผม มันจะเกิดขึ้นว่าถ้าคนเชื่อจริง มันจะสร้างความโกรธแค้น ความเกลียดชัง และยิ่งตอนนั้นบอกว่าจะมีการมาชุมนุม ถือได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงได้เลย เพราะผมนึกภาพว่าถ้าสมมติคนมาชุมนุมเยอะ ๆ ยังไม่มีเรื่องนี้ออกมา มีสักคนหนึ่งขึ้นไปเปิดกลางเวทีนั้น และคนอยู่เป็นหมื่น สมมตินะครับ ผมก็คิดว่าสงสัยมามีเรื่องกับผมแน่เลย ทีนี้ผมฟัง ก็รู้ว่าเป็นเสียงเรา และเอามายำอย่างที่ว่า และที่สังเกตอีกอย่างคือว่า ความสม่ำเสมอของเสียง โดยเฉพาะ background มันไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นตัวหนึ่งซึ่งพอรู้ และเราก็ลองเอาไปเล่นในคอมพิวเตอร์ โปรแกรมอะไรก็ตามให้มันมีตัวกราฟ ตัวคลื่น ให้เห็นด้วย ก็พอเห็นความผิดปกติ แต่ว่าที่สุดแล้วนี่ดีที่สุดคือให้ผู้เชี่ยวชาญเขาทำ ปรากฏว่าภายใน ๑ วัน มีทั้งพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ เขาก็สรุป คล้าย ๆ กับที่ผมพูดว่าความไม่สม่ำเสมอของเสียงอะไร มีร่องรอยการตัดต่อ มีมิติวิทยาศาสตร์ ก็เอาคลื่นมาวิเคราะห์ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ก็บอกตัดต่อไปหลายสิบแห่งใน ๓ นาทีนี้ มีคนที่เขาแสดงให้เห็นว่า เสียงที่ฟังอาจจะดูปกติ แต่จริง ๆ มนุษย์พูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเขาเทียบให้ดูว่าพอไปเป็นคลื่นแล้ว เหมือนคนพูดแล้วไม่หายใจเลย ต่อกันไปเรื่อย ๆ คือปกติสภาพการพูด พอเริ่มพูดไป มันจะต้องเริ่มต้นและไต่ขึ้นไป ลดลงมา แต่อันนี้เรียกว่ามาแบบเป็นชุดเลย ไม่หายใจ และมีคนไปวิเคราะห์ได้ถึงขนาดว่าบางคำเราพูดคำ ๆ เดียวกัน ๒ ครั้ง มันไม่เหมือนกันนะครับ มันยากที่จะให้เหมือนกันเป๊ะเลย เขาไปดูว่ารู้สึกจะเป็นคำว่า ชุมนุม หรืออะไร
พงศ์สุข: มีคำว่า ซึ่ง
อภิสิทธิ์: "คือซ้ำแบบแสดงว่าพูดครั้งเดียว แต่ว่าเอามาใช้หลาย ๆ รอบ อันนี้ก็เป็นการวิเคราะห์ และนอกนั้นก็มีคนที่เขาไปดู เอาคำพูดผมจากรายการนี้แหละครับ ๒ สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ๒ รายการนั้นได้ทำเกือบครบเลย มาเติมเล็กน้อยเท่านั้นเอง
พงศ์สุข: มีคำว่า พัทยาเนี่ย ซึ่งเป็นคำที่เคยออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ไป คือต้องบอกว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้สามารถเกิดปรากฏการฤาษีแปลงสารได้ แต่ต้องบอกว่าหน้าตาของอุปกรณ์ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือใหญ่โต ไม่ได้เหมือนกับการเข้าไปในห้องแล็บเหมือนหนังวิทยาศาสตร์สมัยก่อนว่าต้องเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร วันนี้พวกเราชาวแบไต๋ hitech ทำหน้าที่แบไต๋เทคโนโลยีให้ท่านผู้ชมได้ชมกันเป็นประจำอยู่แล้ว เราก็เลยจะขออนุญาตมาโชว์นิดหนึ่งว่า สิ่งที่ท่านพูดไปเมื่อสักครู่ คลื่นเสียงหน้าตาเป็นอย่างไร จิ๊กโก๋ พี่หลาม เชิญเลยครับ
ที่รัก: อันนี้โปรแกรมตัดต่อเสียงหรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า โปรแกรมประเภท Audio Editor มีมานานแล้ว จริง ๆ แล้วคือคนทางบ้านใช้ตัดต่อเพลง เอาไว้ทำเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ อย่างที่ทำในธุรกิจในกิจการเสียง อย่างเช่นวิทยุ โทรทัศน์ เขาก็ใช้ตัดต่อเสียงกันอยู่ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้มีทั้งฟรีแวร์ ที่ประเภทแจกฟรี แต่บ้านเราเหมือนได้ฟรี คนทั่วไปสามารถใช้ได้ง่าย ๆ ลักษณะของหน้าตาโปรแกรม เดี๋ยวจะให้ดูในภาพที่ปรากฏ
พงศ์สุข: มันจะเห็นเป็นเหมือนกับคลื่นเสียง พอเราอัดบันทึกเสียงลงไป คลื่นเสียงที่ได้จะเป็นลักษณะของคลื่นที่มีขึ้น ๆ ลง ๆ คือคลื่นเสียงเหมือนคลื่นที่อยู่ในทะเล คือมีหัวคลื่น มียอดคลื่น และมีหางคลื่น ผมจะให้ดู wave ตัวหนึ่งที่เห็นชัดเจนมาก สมมติเราพูด ๓ คำว่า Youve got mail ๓ คลื่นนี้จะเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน ทีนี้ลักษณะของการตัดต่อเสียงง่าย ๆ เราเพียงแค่เลือกบริเวณที่เราจะตัด แล้วตัด
อภิสิทธิ์: "แล้วเอาไปใส่"
ที่รัก: ใช่ ย้ายไปวางตรงไหนก็ได้สลับไปมาได้หมด
อภิสิทธิ์: "รวมทั้งปรับระดับคลื่นได้ด้วย"
ที่รัก: ปรับได้ครับ จะเรื่องดังเบา เปลี่ยนโน้ต เปลี่ยนเสียงให้แหลมขึ้น ต่ำลง ทำได้หมด ผู้ดำเนินรายการ เรียกง่าย ๆ คือว่าเสียงคนเราที่ได้ยินผ่านหู ทันทีที่ไปผ่านไมโครโฟน ตัวเล็ก ๆ แบบนี้ก็ได้ พอเข้าไปในคอมพิวเตอร์ปั๊บ คอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นภาพออกมาแบบนี้ ซึ่งภาพเหล่านี้โดยธรรมชาติสามารถที่จะเอาไปตัดต่อ ย้ายที่ สลับตำแหน่งได้หมดเลย
ที่รัก: รวมถึงตกแต่งตัวเสียงได้ด้วย จะให้สั้นให้ยาว จะให้เสียงสูงเสียงต่ำ ทำได้หมด สมมติอันนี้เป็นสิ่งที่เราบันทึกไว้ ลองฟังดูนะครับ ขอให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน
ผู้ดำเนินรายการ: เมื่อกี้ผมอวยพรท่านนายกฯ ไป ทำไมครับ
ที่รัก: เราก็ทำการเป็นฤาษีแปลงสาร โดยการที่จะเปลี่ยนความหมายของคำนี้ให้เปลี่ยนไป ผมจะเริ่มจากคำว่า ขอให้ร่างกายแข็งแรง ผมจะเอาคำว่า แรง ไปอยู่ติดกับคำว่า ไม่มี อันดับแรกผมย้ายคำว่า แรง ไปแล้ว ไปอยู่ตรงคำว่า ไม่มี เสร็จแล้วผมก็เอาคำว่า โรคภัยเบียดเบียน ไปอยู่อีกที่หนึ่ง
ผู้ดำเนินรายการ: เร็วมากเลยครับ
ที่รัก: จากนั้นลองฟังดูนะครับว่าความหมายของคำเปลี่ยนไปไหม ขอให้ร่างกายแข็ง ไม่มี...
พงศ์สุข: คำว่า แรง ไม่มี และโรคภัยเบียดเบียนด้วย อภิสิทธิ์: "ยังไม่เนียน"
พงศ์สุข: ขอเนียน ๆ หน่อยครับ
ที่รัก: ขอให้ร่างกายแข็ง แรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน
ผู้ดำเนินรายการ: อาจจะยังไม่ค่อยเนียน รีบทำ อันนี้ทำแบบคร่าว ๆ ให้ดู
อภิสิทธิ์: "ไปแต่งทีหลังได้"
พงศ์สุข: ทีนี้โดยธรรมดา เราเวลารับสารมาถ้าเราได้ยินกับหู เขาบอกว่าสิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น ใช่ไหมครับ บางทีเราได้ยิบปั๊บ เราเกิดความเชื่อขึ้นมา ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์พูดอย่างไรเหรอ มันมีวิธีจะสังเกตอย่างไรไหมครับ
ที่รัก: ดูที่ภาพนี้ครับ ผมจะแนะนำจุดสังเกตว่า เสียงที่โดนตัดต่อ ลักษณะของคลื่นเสียงจะมีลักษณะที่เปลี่ยนไป ดูตรงนี้นะครับ ถ้าสมมติว่าผมเลือกคำตรงกลางนี้ แล้วตัดออก เราจะเห็นได้ว่า คลื่นของเสียงจะเป็นลักษณะชัน อย่างสมมติตรงนี้ผมลบให้เห็น ชัน ๆ รอยต่อของมันจะชันมาก ทำให้เรารู้สึกได้ว่า มันกลายเป็นคลิปที่โดนตัดต่อ เห็นไหมครับตรงนี้จะชันมาก
พงศ์สุข: เนื่องจากวันนี้เราไม่สามารถซูมได้ ถ้าท่านผู้ชมอยากเห็น ๆ เอาหน้ามาใกล้ทีวีครับ จะเห็นความชันชัดเจนเลย
ที่รัก: รวมถึงเสียง background หรือที่ท่านนายกฯ บอกว่าเสียงบรรยากาศ เสียงบรรยากาศจะเป็นคลื่นเสียงที่อยู่ตรงเส้นตรงกลาง ถ้าหากเราอยู่ในห้องที่เงียบมาก ๆ เส้นนี้จะเป็นเส้นที่บางมาก ๆ ถ้าเราอยู่ในที่ ๆ มีเสียงรบกวนมาก ๆ ก็จะเป็นที่ดูเส้นหนา ๆ และมีขะหยุย ๆ หน่อย ถ้าเอา ๒ บรรยากาศมาอยู่ใกล้กัน จะเห็นเลยว่าเดี๋ยวเส้นก็บาง เดี๋ยวเส้นก็หนา แค่ดูด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่าคลิปเสียงนี้ถูกตัดต่อ คนธรรมดาก็ดูได้ ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ดูได้
พงศ์สุข: ต้องบอกว่า ณ วันนี้เทคโนโลยีการตัดต่อไม่ได้หยุดแค่บนคอมพิวเตอร์ จริง ๆ ทั้ง MAC และ PC ถ้าพูดถึงโปรแกรมการตัดต่ออยู่บนเครื่อง MAC มาก่อน พอวันหนึ่ง PC ก้าวหน้า คนใช้เยอะขึ้น ก็มีคนทำโปรแกรมลักษณะนี้บนเครื่อง PC ด้วย แต่ล่าสุดปีเตอร์ กวง บอกว่า มันไปอยู่โทรศัพท์มือถือเลย
พีระพล: เดี๋ยวนี้มือถือก็มีขีดความสามารถเยอะ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอะไรที่กำลังฮิตกันอยู่ ก็ทำได้หมดครับ อันที่ ๑ คือมือถือสามารถอัดเสียงได้อย่างคอม คมชัดมาก บางทีเราไปอยู่ใกล้ชิด เราคุยกันอยู่ ผมก็แอบอัดเสียงคุณหนุ่ย สมมติคุณหนุ่ยกำลังนินทาใครอยู่ ผมก็แอบอัดไป และไปให้คนอื่นฟัง โอ้โหอันนี้เสร็จล่ะ
พงศ์สุข: อัดเสียงผมไม่เท่าไหร่ อัดเสียงท่านนายกฯ
อภิสิทธิ์: "อันนี้เลยเป็นจุดที่ทำให้คนบอกว่าตอนคลิปออกมา มีความพยายามพูดว่าไปแอบอัดระหว่างการประชุมลับหรืออะไรอย่างนี้ แต่จริง ๆ พอผมฟังครั้งแรก ผมรู้มันไม่ใช่ประชุม มันชัดเกินไป"
ที่รัก: เพราะว่าเสียงเป็นเสียงท่านเองใช่ไหมครับ ท่านทราบว่าท่านพูดคำนี้ที่ไหน และไม่ใช่ลักษณะเหมือนกับว่าไปแอบอัด สมมติเวลาเราประชุมหรือเราคุยกันอยู่ มันจะมีเสียงบรรยากาศ แต่เสียงที่ผมฟังในคลิป เหมือนกับเวลาเราออกอากาศ มันเงียบมาก พงศ์สุข: เหมือนกำลังพูดออกอยู่ในสตูดิโอแล้วพูดออกมา อย่างเช่นคำว่า พัทยาเนี่ย คำนี้ชัดเจนมากเลย ท่านพูดที่ไหนครับ พัทยาเนี่ย
อภิสิทธิ์: "ก็พูดรายการนี้แหละครับ"
พีระพล: นอกจากโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ ลักษณะเขาเรียกว่า Smart Phone สามารถที่จะลงโปรแกรมเสริมได้ โปรแกรมนี่ล่ะครับก็จะเป็นลักษณะที่โปรแกรมหลากหลาย เช่น บางคนจะบอกเล่นเกม หรือเป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์ โปรแกรมอรรถประโยชน์นี่ก็มีหลายแบบมาก ซึ่งบางท่านก็เอาไปใช้ในทางที่ถูกก็ดีไป บางท่านก็ไปใช้ในทางที่ผิด ก็ไม่แนะนำเลย อย่างเช่น มีโปรแกรมตัวหนึ่ง เขาเรียกว่าเป็น Record ๒ เอาไว้สำหรับอัดเสียง ผมสาธิตนิดหนึ่งว่าผมได้อัดเสียงวิธีการนับไว้ นับเป็น ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ นับง่าย ๆ เลย นับเรียงกันเลย ผมก็บอกอย่างนั้นผมตัดต่อล่ะ ผมขออนุญาตไปเปิดไฟล์อีกตัวหนึ่ง โหลดปุ๊บ
พงศ์สุข: คือซอฟต์แวร์บน i-Phone เขาบอกตอนนี้ i-Phone โหลดโปรแกรมเพิ่มอีก ๖๕,๐๐๐ กว่าซอฟต์แวร์ เยอะมาก
พีระพล: ตัดต่อเรียบร้อยครับ กลายเป็นอย่างนี้ครับ ๒, ๕, ๖, ๔, ๓, ๙ เรียงใหม่หมดเลย สลับที่หมด
พงศ์สุข: แต่เสียงเดิมนะ
พีระพล: เสียงเดิมครับ นี่แบบ basic ก็สามารถทำได้แล้ว อย่างนี้เราก็อาจจะมีประโยค ๆ หนึ่ง เพื่อนพูดว่าอย่างนี้ เราก็ไปตัดเอาคำ ๆ หนึ่งออก ความหมายก็เปลี่ยนแล้ว และก็ส่งไปให้คนอื่นฟังกลายเป็นทะเลาะกันอีก อย่างนี้เป็นต้น เท่ากับว่าเป็นการเอาเทคโนโลยีไปใช้อย่างผิด ๆ
อภิสิทธิ์: "ถือโอกาสเตือนเลยว่าพอมีเรื่องแบบนี้ขึ้น เราก็มีกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้น อย่างที่ผม ยกตัวอย่างเช่น เอาเสียงผมไป และไปทำให้เป็นสิ่งที่ผมไม่พูด แล้วก็ไปส่งอีเมล์ หรือไปขึ้นเว็บไว้ ขั้นตอนที่ตัดต่อทำของเท็จขึ้นมา ก็ผิดแล้วขั้นตอนหนึ่ง เอาขึ้นไปอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ก็ผิดอีกข้อหนึ่งแล้ว และตรงนี้ที่คงต้องบอก ต้องระวังนิดหนึ่งคือว่า เวลาคนส่งมาให้ก็ส่งต่อให้เพื่อน forward ต่อให้เพื่อน ก็มีความผิดเช่นเดียวกัน แต่ว่าแน่นอนก็คงต้องดูเจตนา สมมติว่าไม่รู้จริงๆ ไม่ได้นึกว่าเป็นของปลอมส่งไป ก็คงไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าเกิดข่าวคราวออกไปหมดแล้ว และยังส่งต่อไปใช้ในลักษณะที่เหมือนกับเป็นของจริง ผมว่าอันนี้ต้องถือว่าเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย และเฉพาะคลิปของผม มันคงไม่ใช่ความเสียหายแก่ตัวผม อย่างที่ผมบอกคือถ้าคนเชื่อจริง ๆ มันเกิดความรุนแรงได้ เกิดความเกลียดชังอะไรต่าง ๆ ก็กระทบ
พงศ์สุข: ทำให้แตกแยก
ที่รัก: สร้างความตื่นตระหนกต่อประชาชน
พงศ์สุข: นอกจากผิดกฎหมายแล้วท่านยังโกรธไหมครับ
อภิสิทธิ์: "ธรรมดาของมนุษย์น่ะครับ"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>
(กลับไปด้านบน)
- เทคโนโลยี: ดาบ ๒ คม ความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรมจริยธรรม
...อินเตอร์เน็ททุกเครื่องเชื่อมศูนย์กลาง "ผู้ให้บริการ" มีการบันทึก ตรวจสอบย้อมดูได้ว่าใครส่งให้ใคร ต้นตอมาจากไหน รัฐบาลได้อนุมัติงบการศึกษาแล้วและต้องมีกองทุนเกี่ยวเทคโนโลยีการศึกษา ให้มีการกระจาย เทคโนโลยีก็เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจ ให้มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กันไป
พงศ์สุข: มีอีกเรื่องหนึ่งคือการ forward เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกฯ พูดแล้วว่า forward ส่งต่อ ผิดกฎหมาย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า forward ไปจากใคร ใครเป็นคนส่งมา ตามกระบวนการแล้วมีการสืบได้ไหม
พีระพล: บางทีคนส่งอาจจะไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่มีใครมารู้หรอกว่าเราเป็นใคร
ศุภเดช: อินเตอร์เน็ตเวลาที่คนเราเล่นอยู่ที่บ้าน เราจะนึกว่าเราเล่นอยู่คนเดียว เราส่งหาเพื่อนไม่มีใครรู้หรอกว่าเราทำอะไรอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วอินเตอร์เน็ตทุกเครื่องมันเชื่อมอยู่กับศูนย์กลาง คือผู้ให้บริการ
อภิสิทธิ์: "บันทึกไว้หมด"
ศุภเดช: บันทึกไว้หมดแล้วว่า ใครส่งอะไรไปยังไง เพียงแต่ว่ามันเยอะมากซะจนไม่มีใครดู แต่ถ้าจะดูก็ดูได้
พงศ์สุข: คือถ้าเกิดว่า ในขณะที่ทำความผิดอาจจะไม่มีคนมาจ้องรอจับ เหมือนตำรวจดักอยู่หน้าไฟแดง แต่ถ้าเกิดผิดปั๊บ ย้อนกลับไปดู ๆ ได้เลย ยังไงบ้างปกติที่เขาทำ
ศุภเดช: ใช้ซอฟต์แวร์ครับ กรณีนี้มีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า E-mail Tracker pro ใส่ตัว header คืออีเมล์ทุกฉบับจะมีถึง header อยู่ header ข้างในจะมีรายละเอียดว่าผู้ส่งคือใคร ส่งจาก server ไหน ใช้เวลาอะไร แล้วอีเมล์ ID คือ อีเมล์ ID อะไร กรอกเรียงกันไปให้ครบ เขาจะ track กลับไปว่าต้นทางคือที่ไหน
พงศ์สุข: พูดแบบเริ่มฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ศัพท์เยอะมาก header คล้าย ๆ แชมพูสระผมหรือเปล่าครับ
ศุภเดช: ไม่ใช่ครับ หัวจดหมายครับ แต่บนคอมพิวเตอร์จะมีรายละเอียดเยอะกว่านั้น ทุกทีเราเขียนแค่ที่อยู่ปลายทาง บ้านเลขที่เท่าไหร่
อภิสิทธิ์: "แต่ว่าจริง ๆ ขณะนี้อีเมล์ที่ส่งต่อ ๆ กันไป มันก็มองเห็นอยู่แล้วว่าคนนี้มาจากคนนี้ ๆ ไล่ย้อนกลับไปเรื่อย ๆ อย่างกรณีคลิปเสียงนี่ก็เหมือนกัน พวกเราบางคนที่ได้ ก็จะเห็นว่ามาจากใคร และคนนั้นได้มาจากใครอีกที ก็สามารถที่จะไล่ย้อนกลับไปได้"
พงศ์สุข: ตอนนี้เห็นว่าทางกฎหมายเริ่มสืบได้แล้วว่ามาจากบริษัทไหน
ที่รัก: ยังต้องรอพิสูจน์ก่อน
พงศ์สุข: แต่ยังไงวันนี้หายข้องใจแล้วนะครับ คลิปเสียงของท่านนายกฯ ตัดต่อแน่นอน
ที่รัก: คุณหนุ่ยพอมีคำแนะนำท่านนายกฯ ไหมครับว่าวิธีจะไม่ให้คนไปตัดต่อเสียงได้
พงศ์สุข: จะให้ผมแนะนำท่านนายกฯเลยเหรอครับ ก็เรียนแนะนำตรง ๆ เลยจะให้ท่านนายกฯ ไม่พูดเลยก็คงไม่ได้ ต้องสื่อสารใช่ไหมครับ ถามว่าวิธีการพูดของท่าน ถ้าเราสังเกตดูจากซอฟต์แวร์ คือปกติ ท่านอาจจะพูด พี่น้องครับ วันนี้นะครับ ผมก็มองว่า เราจะต้อง ท่านอาจจะต้องเปลี่ยนสไตล์การพูดนิดหนึ่ง
ที่รัก: มีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ คือคำไหนเป็นคำที่สำคัญ อยากให้ท่านนายกฯ พูดติด ๆ กันเข้าไว้ หรือพูดผิด แล้วพูดใหม่ เขาจะได้เอาไปตัดต่อไม่ได้ไง
พงศ์สุข: คือจริง ๆ แล้วอันนี้ต้องอยู่ที่เจตนาคนทำแล้วนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าโดยธรรมชาติเสียง มันพูดติดกันเยอะ ๆ อย่างในอดีต อย่างคุณสมัคร ตัดต่อยากครับ วันนี้ครับก่อนจากกันไป ผมมีคำถามทราบว่าท่านนายกฯ ชื่นชอบการใช้ทวิตเตอร์มากเลย
อภิสิทธิ์: "ที่จริงไม่เท่าไหร่ล่ะครับ แต่ว่าติดตามคนที่ชอบใช้"
พงศ์สุข: แต่มีคนตามท่านนายกฯ นะครับเวลาท่านเขียนข้อความต่าง ๆ มา ๑๒,๐๐๐ กว่าคนแล้วนะครับตอนนี้ สุดยอดเลย และ account หรือบัญชีชื่อของ pm_abhisit ของท่านนายกฯ เป็น account แรกในประเทศไทยที่มี verify account กล่าวคือ มีการยืนยันจากบริษัทของผู้ให้บริการทวิตเตอร์แล้วว่า ตัวจริงเสียงจริงเลย แล้วท่านปกติ code อีเมล์
อภิสิทธิ์: "ผมให้ทีมงานเขาเป็นคนคอยพูดแค่ความเคลื่อนไหว"
พงศ์สุข: บารัค โอบามา เขาติด blackberry มากเลย ท่านมีอุปกรณ์ไอทีอะไรที่ชื่นชอบใช้เป็นประจำ
อภิสิทธิ์: "ผมใช้โทรศัพท์ก็เป็น SCC ใช้ได้ครับ ก็ติดตามข่าวสาร ดูนิวส์ ดูเน็ตได้ ส่งอีเมล์ได้อะไรต่าง ๆ ก็พอแล้วครับ"
พงศ์สุข: แล้วปกติ สมมติว่ามีคนเข้า mention หรือเขียนกลับไปหาท่านทางทวิตเตอร์ ทีมงานเขา print ให้ท่านอ่าน
อภิสิทธิ์: "ผมตอนนี้ก็มีทั้ง hi-๕ facebook ทวิตเตอร์ และผมมีเว็บไซต์ทางการของ abhisit ๑ และเว็บไซต์ของรัฐบาล ๒ เว็บไซต์ของนายกฯ ๓ มันก็เยอะ เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วก็มีทีมงานติดตาม แต่ถ้าอีเมล์ผมจะตอบเอง"
พงศ์สุข: แปลว่าถ้าอยากติดต่อท่านโดยตรงใช้อีเมล์
อภิสิทธิ์: "บางทีก็หลายวันเหมือนกัน"
ที่รัก: รวบรวมแล้วตอบทีเดียวใช่ไหมครับ
อภิสิทธิ์: "แต่ว่าทิ้งไว้หลายวัน บางทีก็ไม่อยากเปิดเยอะ ๆ เปิดมาก็ภาวนาให้เป็นจดหมายขยะให้หมด ไม่มีแรงตอบบางที มันเยอะ"
พงศ์สุข: เอาไว้โอกาสหน้ารายการแบไต๋ hitech ขอไปแอบถ่ายท่านที่กำลังตอบอีเมล์ อาจจะเห็นมือเป็นระวิง
อภิสิทธิ์: "บางทีต้องใช้วิธี print ออกมา และเขียน เพราะเราเขียนในรถก็ได้ เขียนในอะไรก็ได้ แล้วก็ให้ทีมงาน"
พงศ์สุข: มีคำถามอีกหลายคำถามเลย เวลาพอมีอยู่ อันนี้เกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เมื่อคืนนี้คุณสุทธิชัย หยุ่น เขาเปิดประเด็นในทวิตเตอร์ว่าใครอยากจะฝากผู้ดำเนินรายการแบไต๋ hitech มาสัมภาษณ์ท่านนายกฯ เชิญได้เลย และตัวท่านเองท่านก็ฝากคำถามมาด้วย เดี๋ยวผมอ่านจากหน้าจอเลย ผมอยากทราบว่าทำไมเหตุผลอะไร ท่านนายกฯ ถึงเอาพวกแบไต๋ hitech มาสัมภาษณ์ท่าน
อภิสิทธิ์: "เมื่อเช้าผมดูไม่เห็นมี"
พงศ์สุข: มีเยอะนะครับเช่นปัญหาเกี่ยวกับ digital gap ความห่างทางเทคโนโลยี
อภิสิทธิ์: "ที่จริงมีเรื่อง ๓ เรื่องใหญ่
- เรื่องแรกคือว่าการมีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด ตอนนี้ความคาดหวังของผู้คนก็ 3G Wi-max ซึ่งก็ต้องเร่งรัด เราก็ต้องบอกว่าบังเอิญอาจจะโชคไม่ค่อยดี ในอดีตที่ผ่านมาการพัฒนาโทรคมนาคมของเรา มีความยุ่งยากพอสมควร เพราะว่ามีรัฐวิสาหกิจ และไปให้สัมปทาน มีสัญญา มีอะไรต่าง ๆ ตอนนี้ก็มีกติกาที่จะต้องมี กทช. ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็น กสทช. แต่เราก็พยายามตั้งเป้าเอาไว้ว่า ยังไงในเรื่องของ 3G ต้องผลักดันให้เริ่มต้นกระบวนการให้ได้ จริง ๆ ก็อยากให้ได้ภายในปีนี้ ที่จะเริ่มต้นกระบวนการ เพราะว่าเป็นการลงทุนที่จะมีขนาดใหญ่พอสมควร เพียงแต่ว่าที่จะต้องตกลงคือว่ากติกาจะเปิดแข่งขันกันอย่างไร จริง ๆ แล้วแน่นอนรัฐวิสาหกิจเขาก็อยากทำ แต่เราก็อยากจะดูว่ามันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นเรื่องแรกนะครับว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องลงทุน
- เรื่องที่ ๒ คือว่าถึงมีความพร้อมแล้ว การเข้าถึงและความเป็นธรรมที่พูด ช่องว่างก็ยังมีมาก เราจะเห็นชัดว่าคนในเมืองการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ค่อนข้างง่าย ยกเว้นกรณีที่ไร้สาย ซึ่งเป็นเครื่องก็อาจจะเหลือแต่พื้นที่บางพื้นที่ที่สัญญาณไปไม่ถึง เสียเปรียบ แต่ถ้าในแง่ของความเร็วสูง ก็ยังกระจุกอยู่ ตรงนี้ก็เป็นจุดสำคัญที่ต้องกระจาย แล้วในนโยบายในทุกเรื่อง เช่น เรื่องการศึกษา อย่างสัปดาห์ที่แล้ว ก็อนุมัติไปว่าจะต้องมีกองทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา ใจผมความจริงธุรกิจนี้ก็ทำเงินเยอะ ควรจะเก็บเงินเข้ามา และเอาเงินตรงนี้คืนไป ความจริงปัจจุบันก็มีกลไกอยู่ คือเอาเงินตรงนี้คืนไปสู่การลงทุนสำหรับที่ห่างไกลเหมือนสมัยก่อน นึกออกไหมครับ สมัยก่อนก็บังคับว่าต้องไปทำโทรศัพท์สาธารณะในที่ไหน อันนี้ก็ต้องแบบเดียวกัน ทำอย่างไรเราจะให้คนในชนบทสามารถเข้าถึงได้ด้วย ถ้าไปลงทุนแล้วไม่คุ้มก็ต้องเอาส่วนเกิน กำไรจากที่อื่นมา และหมุนกลับมาตรงนี้ นั่นก็เรื่องที่ ๒
- เรื่องที่ ๓ ก็พูดกันไปบ้างแล้วคือว่าเทคโนโลยีก็เป็นดาบ ๒ คม คุณธรรม กฎกติกามารยาท พื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีก็เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจ เหมือนกับคนเล่นเน็ต ผมก็เห็นเวลาเขามีห้องสนทนา กระดานสนทนา บางทีก็เจอคนที่ไม่เคารพกติกาก็เป็นที่รำคาญของคนอื่น จะไปบอกตัดออกไปยังไงก็ไม่ง่าย เดี๋ยวมีเส้นแบ่งที่บางมากว่าตรงไหนคือเรื่องสิทธิเสรีภาพ ตรงไหนคือเรื่องความเหมาะสมว่าทำได้ทำไม่ได้"
พงศ์สุข: ที่จริงแล้วปัญหาเรื่องจริยธรรมกับคนใช้เทคโนโลยีมันควรจะมีรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเรื่องไอทีดี ๆ ในฟรีทีวีไหมครับ
อภิสิทธิ์: "เข้าใจว่ามีอยู่นะครับ คือการเผยแพร่ข้อมูลทางด้านนี้ก็ต้องทำกันมากขึ้น และวันข้างหน้าแน่นอนครับเวลาเด็กเติบโตขึ้นมา เหมือนกับว่าพูดภาษาได้ไหม คำนวณได้ไหม ก็คงจะต้องมีเรื่องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ไหม อันนี้แน่นอนในวันข้างหน้า"
พงศ์สุข: เทคโนโลยี 3G เห็นบอกว่ารออยู่นานแล้ว
พีระพล: ผมก็ทำงานอยู่วงการมือถือมาตั้ง ๑๐ กว่าปีก็รอว่าเมื่อไหร่ที่พวกเราทุกคนจะได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนคนอื่นเขา
พงศ์สุข: จริง ๆ ต้องบอกว่าการที่ ๓G มาช้าบางคนที่ไม่ได้ใช้อาจจะบอกแล้วยังไงเหรอ ต้องบอกว่าโทรศัพท์ที่เราซื้อกันอยู่ทุกวันนี้ มีฟังก์ชั่น ๓G มาแล้ว ทีนี้พอมันยังไม่มีเครือข่ายก็เหมือนกับเราจ่ายเงินซื้อเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็นและไม่ได้ใช้ ณ วันนี้สินค้าเหล่านี้บ้านเรายังไม่ได้ผลิตได้เอง มีบางยี่ห้อออกแบบจากที่นี่ และเขาไปสร้างโรงงานที่จีนผลิต แต่ดุลการค้าต้องแลกกับสินค้าเกษตรกรรมเป็นข้าวไม่รู้กี่พันล้านเกวียน ขณะที่เราบริโภคไอทีอยู่ทุกวันนี้ อีกหลายเรื่องหลายประเด็นนะครับ แต่ผมจะขอรวบ ๆ แล้วกันนะครับเรื่องความกังวลที่เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตด้วย จริง ๆ แล้ววิสัยทัศน์ของท่านผมได้ทราบผ่านท่านคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช ว่าท่านเน้นมากเรื่อง Creative Economy เศรษฐกิจต่อไปจะต้องใช้ Creative หรือความคิดสร้างสรรค์เข้ามา มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับนโยบายบ้าง
อภิสิทธิ์: "ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยได้เยอะในการที่จะเพิ่มมูลค่าสิ่งต่าง ๆ โดยการประยุกต์เทคโนโลยีในการหยิบความคิดหรือใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่ความคิดหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาที่มีประโยชน์คือ
(๑.) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ทรัพยากรมากหรือน้อย ความคิดก็ไม่ได้ไปรบกวนป่าไม้ พลังงานอาจจะมากนะครับ แต่ว่าไม่มาก
(๒.) โดยข้อเท็จจริงเราจะเห็นว่าพัฒนาการของสังคมของเศรษฐกิจของมนุษย์ เรียกง่าย ๆ ว่าการบริโภคตอนหลัง บางทีไม่ใช่ตัวสิ่งของ อาจจะเป็นบางสิ่งบางอย่างจับต้องไม่ได้ด้วยซ้ำ เสื้อที่แพงไม่แพง เดี๋ยวนี้อาจจะไม่ใช่อยู่ที่ว่าผ้าดีกว่ากันหรือเปล่า แต่อาจจะอยู่ที่แบบ อาจจะอยู่ที่ว่ามาจากใคร ได้รับความนิยมไหม อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ตัวนี้จะเป็นตัวที่ชี้ความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ และเราก็ต้องกระตุ้น ทีนี้ถามว่า กระตุ้นอย่างไร ๑. คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เราจะต้องช่วย ๒. เรื่องกฎกติกา เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญหาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ๓. ต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนเหมือนช่วงแรกของรายการ ผมก็พูดนะครับว่าบางประเทศเอาผสมผสานกันวัฒนธรรม บันเทิง อย่างเกาหลี เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นคลอง ตลาดของเอเชีย"
พงศ์สุข: ต้องบอกว่าวงการเพลง pop เลย อย่างนั้นเลยนะครับ
อภิสิทธิ์: "เรื่องละครบอกว่าอ้างอิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าแม่นยำแค่ไหน ใช่ไหมครับ ก็ได้รับความนิยม ซึ่งประเทศไทยเราความจริงมีของพวกนี้เยอะ ทั้งในระดับที่เรียกว่าระดับชาติก็มี ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นก็มี เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องดึงออกมาให้ได้ ก็มีทั้งธุรกิจบันเทิง ทั้งธุรกิจในเรื่องของวัฒนธรรม ศิลปะ แล้วก็ในเรื่องของความคิดในเรื่องของการออกแบบ การวิจัย การเพิ่มมูลค่าก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเราก็จะมีการสนับสนุน วันจันทร์นี้ผมจะมีการเปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในเรื่องของ Creative Economy ด้วย"
พงศ์สุข: การใช้เทคโนโลยีก็เป็นเรื่องจริยธรรมด้วย เรามีเครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัยแล้ว อย่าให้จิตใจเราต่ำลง ยังไงก็แล้วแต่วันนี้เรายังไม่รู้ว่าคนที่เป็นต้นตอการตัดคลิปเสียงเป็นใคร แต่เราก็คงได้ทราบแล้วว่าเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยเหล่านี้ ถ้าเรามองในประโยชน์เชิงบวก ทำอะไรได้อีกเยอะเลย และวิสัยทัศน์และนโยบายของท่านนายกฯ ทำให้เราได้ใจชื้น และดีใจด้วยนะครับว่า Creative Economy ก็ดีหรือว่าแนวความคิดในเรื่องของไอทีมาพัฒนาประเทศ ท่านทำอย่างแน่นอน วันนี้ขอบพระคุณท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอย่างสูงเลยนะครับที่ให้โอกาสรายการแบไต๋ hitech X ๒ ช่วงต่อไปพบกับพี่สุวิช สุทธิประภา นะครับ
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>
(กลับไปด้านบน)
- เดินหน้ารุก "ไทยสร้าง ไทยเข้มแข็ง"
... เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ใช้ความคิดสร้างมูลค่า วางรากฐานที่เข้มแข็งและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อภิสิทธิ์: "สำหรับสัปดาห์หน้าอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะมีการเปิดตัวก็คือ การสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เรียกว่า Creative Economy รัฐบาลจะมีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการชัดเจน จะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ และ Creative Economy จะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของอุตสาหกรรม บันเทิง ไปจนถึงเรื่องของการนำเอาวัฒนธรรม หรือประเพณี ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มาใช้ในการเพิ่มมูลค่าหรือคุณค่าที่นำไปสู่การผลิตสินค้าและบริการ แล้วรวมไปถึงเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงแบบหรือทำเป็นยี่ห้อให้กับสินค้าและบริการที่เพิ่มมูลค่ามากขึ้น อันนี้เป็นหัวใจสำคัญของอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะว่าถ้าเราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของเราได้ นั่นคือการสร้างโอกาส สร้างรายได้ โดยไม่ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น ก็เป็นการสอดคล้องกับการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย นี่คืองานสำคัญ ๆ ทางด้านเศรษฐกิจรวมทั้งการทำงานกับฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>
(กลับไปด้านบน)
- เศรษฐกิจไทยไตรมาส ๔ แนวโน้มเติบโตเป็นบวก
...แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส ๔ เริ่มมีการขยายตัวและมีการประเมินตัวเลขกลับมาเป็นบวกได้อีก เห็นจากอัตราการว่างงานชะลอตัวลง
อภิสิทธิ์: "ผมเลยถือโอกาสเรียนต่อไปเลยว่าในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ ทางสภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ หลังจากที่ตัวเลขจริงของไตรมาสที่ ๒ คือช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนออกมา ปรากฏว่าเศรษฐกิจนั้นติดลบร้อยละ ๔.๙ เทียบกับใน ๓ เดือนแรกที่ติดลบไปร้อยละ -๗.๑ ขณะเดียวกันถ้าเทียบไตรมาสที่ ๒ กับไตรมาสแรกนั้นเศรษฐกิจจะโตขึ้นมาประมาณร้อยละ ๒.๓ โดยสรุปแล้วแนวโน้มเห็นชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด และเริ่มมีการขยายตัวขึ้นจนเรามั่นใจว่าในไตรมาสที่ ๔ คือ ๓ เดือนสุดท้ายของปีนี้อัตราการเติบโตปีต่อปี น่าที่จะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง ตัวเลขล่าสุดที่เป็นการประมาณการณ์ของสภาพัฒน์ฯ คือตลอดทั้งปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณลบร้อยละ ๓-๓.๕ ถือว่าเป็นตัวเลขซึ่งแน่นอนครับไม่มีใครอยากจะเห็นเพราะเป็นตัวเลขที่ติดลบ แต่ก็ดีกว่าที่ได้มีการคาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างมากในช่วงต้นปี และสิ่งที่สำคัญคือว่าตัวชี้วัดอื่น ๆ ในทางเศรษฐกิจเริ่มสะท้อนออกมาในทางที่ดี ทั้งในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศเราเอง แล้วก็เศรษฐกิจโลก และตัวเลขที่สำคัญที่สุดเรื่องของการจ้างงานก็เช่นเดียวกันนะครับ ขณะนี้เห็นได้ชัดว่า อัตราการเพิ่มของการว่างงานชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในบางอุตสาหกรรมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่จะต้องจ้างงานคนเพิ่มแล้วด้วย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี แต่ในเชิงนโยบายนั้นมีเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเร่งและระมัดระวัง ที่ต้องเร่งคือในส่วนของการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นงบประมาณคือไทยเข้มแข็ง จะต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพราะว่าปัจจัยหนึ่งที่ประคับประคองเศรษฐกิจในไตรมาสที่ ๒ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันได้คือการใช้จ่ายของรัฐบาลเอง นั่นคือเป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วที่ได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อประคับประคองตรงนี้ เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนการปฏิบัติ เวลาที่เร่งรัดการให้มีเม็ดเงินงบประมาณลงไปสู่เศรษฐกิจจริง ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป"
ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน ๓๐ บาท อภิสิทธิ์: "ปัจจัยที่ต้องระมัดระวังแน่นอนที่สุดนะครับ
- ประการแรกมีเรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก แต่ว่าเมื่อรัฐบาลได้เก็บภาษีและมีการเก็บเงินเข้ากองทุนอยู่ส่วนหนึ่ง ผมก็ยืนยันเหมือนเดิมว่าจะยันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน ๓๐ บาท และก็พร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นพุ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็น่าจะทำให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจและมั่นใจได้ว่ารัฐบาลยังมีกำลังในการที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนตรงนี้ ซึ่งก็เป็นเจตนาที่เราได้บริหารในเรื่องของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา พร้อม ๆ กันนั้นการที่เราจะยันราคาน้ำมันไว้ตรงนี้ เพื่อที่จะไม่ให้มีการไปเพิ่มราคาในเรื่องของการขนส่ง ในเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อัตราการเสียชีวิตไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ เริ่มลดลง
- ประการที่ ๒ เรื่องของ ไข้หวัด ๒๐๐๙ ยังคงเป็นปัจจัยที่ยังมีความห่วงใยอยู่ ทั้งในส่วนของการดูแลคนของเรากันเอง แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตในสัปดาห์ล่าสุดที่มีการประกาศตัวเลขเริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน แต่ว่าในประเทศอื่น ๆ หลายประเทศขณะนี้พุ่งสูงขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว และเราต้องระมัดระวังไม่ให้กลับมา และโดยเฉพาะในพื้นที่ใหม่ ๆ ซึ่งเชื้อไข้หวัด ๒๐๐๙ เข้าไปในชนบทในบางพื้นที่ ก็ต้องจับตาดูอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าตัวนี้ถ้าหากว่าไม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชาวต่างชาติ และเรื่องของการท่องเที่ยว
- สุดท้ายที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษแน่นอนที่สุดคือเรื่องของการเมือง เพราะว่าในบรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ หรือคนที่มีการติดตามในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าถ้าการเมืองนั้นมีความแน่นอน มีเสถียรภาพระดับหนึ่งนั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ถ้าหากว่ามีเหตุการณ์ความวุ่นวายแล้ว เศรษฐกิจของไทยคงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยากลำบากมากขึ้น และแน่นอนครับคนที่เดือดร้อนมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่เป็นคนยากคนจน"
(กลับไปด้านบน)
- งบประมาณ ๕๓ ควบคู่ไทยเข้มแข็ง ลดค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
...รัฐบาลใช้ปฎิบัติการไทยเข้มแข็งควบคู่กับงบปี ๕๓ ที่มีค่าใช้จ่ายลดน้อยลง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญ ๆ ที่ได้ผลักดันในช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมาถูกบรรจุไว้ในงบประมาณอย่างครบถ้วน โครงการเหล่านี้ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
อภิสิทธิ์: "ผมถือโอกาสนี้เรียนนะครับย้ำว่างบประมาณปี ๕๓ เป็นงบประมาณซึ่งอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ เพราะว่าการจัดเก็บรายได้หลังจากที่เกิดปัญหาในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นก็ต่ำกว่าเป้าหมาย เมื่อต่ำกว่าเป้าหมายก็หมายความว่า เราไม่สามารถที่จะจัดงบประมาณในปริมาณหรือในจำนวนที่เท่ากับปีที่แล้วด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น จะเป็นลักษณะของงบประมาณที่มีค่าใช้จ่ายลดน้อยลง แต่ว่าเราจะมีปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะเดินควบคู่กันไป ซึ่งจะมาชดเชย และเพิ่มในเรื่องของการลงทุนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในงบประมาณฉบับนี้ก็ขอยืนยันครับว่า นโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลที่ได้ผลักดันมาในช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนฟรี เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องค่าตอบแทน อสม. และที่พูดเอาไว้เรื่องค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมไปถึงการมีเบี้ยให้กับทางคนพิการ ถูกบรรจุไว้ในงบประมาณอย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าโครงการเหล่านี้ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในหลายกลุ่ม ซึ่งคิดว่าควรจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มีเงินงบประมาณที่เตรียมไว้พร้อม และจะทำให้โครงการเหล่านี้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นลักษณะที่เป็นการถาวรต่อด้วย"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>
(กลับไปด้านบน)
- รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกร : โฉนดที่ดิน ประกันราคาพืชผล
...รัฐเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชน เรื่องโฉนดที่ดิน การออกเอกสารสิทธ์ ให้มีที่อยู่อาศัย ทำมาหากินได้ รวมถึงการประกันราคาข้าวพืชผลของเกษตรกร
ออกโฉนดชุมชนเพื่อแก้ปัญหาที่ทำกินของเกษตรกร อภิสิทธิ์: "มีการเร่งรัดนโยบายที่สำคัญวันนี้ขออนุญาตพูด ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของเกษตรกร
(๑.) เรื่องแรกคือการแก้ปัญหาที่ทำกิน อย่างที่เคยพูดเอาไว้ว่า รัฐบาลจะนำแนวทางใหม่ในเรื่องของโฉนดชุมชนเข้ามา คือว่าเราจะสามารถออกเอกสารสิทธิ์แทนที่จะออกให้บุคคล และมักจะไปพบว่ามีการเปลี่ยนมือทีหลัง ที่กลับไปตกอยู่ในมือของนายทุน ไม่ได้แก้ปัญหาที่ทำกินของเกษตรกรอย่างแท้จริง เราก็จะใช้โฉนดที่ให้กับชุมชนหรือองค์กร ซึ่งไปบริหารจัดการเพื่อดูแลว่าการใช้ที่ดินตรงนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์คือเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัย และการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ทำกิน ล่าสุดนั้นระเบียบที่จะออกมาเพื่อสามารถที่จะบริหารโฉนดชุมชนได้ร่างเสร็จแล้ว แล้วไม่เกิน ๒ สัปดาห์ครับคงจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ และจะทำให้เราสามารถที่จะใช้แนวทางนี้ในการแก้ไขปัญหาได้กับหลายพื้นที่ ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกับกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เรียกตัวเองว่าเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งถ้าตรงนี้เดินหน้าได้ก็จะเป็นการช่องทางใหม่ในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ทำกิน ส่วนช่องทางอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ทำ ก็เดินหน้าต่อ ในสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน ผมก็จะมีการไปติดตามในเรื่องของการที่ได้รวบรวมที่ของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือที่ของกรมธนารักษ์ และมีการจัดสรรเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ต้องการจะทำกินสามารถมาเช่าได้ ก็จะเดินทางไปที่ปทุมธานีเพื่อไปดูการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่ทำกินในส่วนนี้ ใช้ระบบประกันราคาพืชผลทางการเกษตร
สำหรับนโยบายอีกเรื่องที่มีความสำคัญมากคือ
(๒.) เรื่องการแทรกแซงในเรื่องของพืชผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องข้าว เคยคุยกันไว้หลายครั้งว่ารัฐบาลจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการในการแทรกแซงจากเดิมที่มีการไปจำนำในราคาที่สูง และมีปัญหาหลายปัญหาตามมา ตั้งแต่ว่าเป็นการทำลายกลไกตลาด ทำให้ข้าวไทยในตลาดโลกไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะมีราคาสูง ขณะเดียวกันมาตรการจำนำก็มีโควตาจำกัดมาก จนกระทั่งในที่สุดคนที่ได้ประโยชน์เป็นเพียงคนส่วนน้อย แล้วขณะเดียวกันพอรัฐบาลจำนำในราคาสูง ในที่สุดก็เหมือนกับซื้อเข้ามา ก็มีปัญหาในเรื่องของการบริหารสต็อค ประกาศขายทีราคาก็ตก ครั้นจะเก็บเอาไว้ก็มีปัญหาเรื่องของการเสื่อมคุณภาพ โดยเฉพาะในปีหน้าเมื่อเราเปิดเขตการค้าเสรีกับอาเซียน นั่นหมายถึงว่าพืชผลทางการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน จะสามารถเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ด้วย เพราะฉะนั้น แนวทางการจำนำคงไม่สามารถที่จะทำต่อได้ เราก็ใช้รูปแบบของการที่เข้ามาใช้ระบบประกัน จริง ๆ แล้วก็เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องของราคากับรายได้ ขณะนี้ก็อธิบายขั้นตอนให้ฟังว่าสำหรับข้าวนาปี ก็จะมีการไปดำเนินการจดทะเบียน ซึ่งขณะนี้ได้ทำไปแล้ว ผมฟังล่าสุดคือประมาณครึ่งหนึ่งของพี่น้องเกษตรกรหลายล้านครัวเรือน ประมาณ ๒ ล้านกว่าครัวเรือน ได้มีการมาขึ้นทะเบียนเอาไว้ การขึ้นทะเบียนเอาไว้ก็จะทำให้เราทราบว่า เกษตรกรแต่ละครัวเรือนปลูกอะไร อะไรในที่นี้ก็หมายถึงว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวนี่เป็นข้าวประเภทไหน ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมจังหวัด หรือว่าข้าวขาว ในที่ดินที่ถือครองอยู่เท่าไหร่ ซึ่งที่ดินตรงนี้สำหรับปีนี้ก็อนุโลมในเรื่องของที่ดินที่ไม่เอกสารสิทธิ์ตราบเท่าที่ไม่ใช่เป็นการไปบุกรุกใหม่ ก็จะมีการขึ้นทะเบียนเอาไว้ เมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จแล้ว เราก็จะมาคำนวณผลผลิต หมายความว่าในแต่ละจังหวัด เราจะมีตัวเลขอยู่แล้วว่าผลผลิตต่อไร่ ถ้าเป็นพื้นที่ในเขตชลประทานเท่าไหร่ นอกเขตเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น พอเรามีทะเบียนอยู่ว่า นาย ก มาขึ้นทะเบียนเอาไว้ มีการปลูกข้าวพันธุ์นี้ มีพื้นที่กี่ไร่แล้ว เราก็จะคำนวณออกมาว่าจะมีผลผลิตเท่าไหร่ เมื่อได้ตัวเลขโครงการผลผลิตทั้งหมดแล้ว เราก็จะประกาศต่อไปว่าที่รัฐบาลจะประกันให้ในปริมาณเท่าไหร่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ เดิมทีมีข้อเสนอว่าอาจจะเป็น ๒๐ ตัน ตอนนี้ก็มีการพูดถึงว่าจะขยายไปถึง ๓๐ หรือไม่อย่างไร ก็จะไปดูจากโครงสร้างก่อน ทีนี้ถามว่าระบบนี้ทำอย่างไร เราก็มีการประชุมกำหนดราคาไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นข้าวหอม ราคาที่เราเรียกว่าราคาประกัน ถ้าเป็นหอมมะลิจะอยู่ที่ ๑๕,๓๐๐ บาท ถ้าเป็นข้าวขาวก็ ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้เมื่อถึงเวลาหมายครับ หมายความว่าเมื่อมีการเพาะปลูกไปแล้ว เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว รัฐบาลก็จะประกาศราคาที่เรียกว่าราคาอ้างอิง ซึ่งจะประเมินจากราคาที่สามารถเอาข้าวไปขายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออิงกับตลาดโลกด้วย แล้วก็เกษตรกรจะสามารถมาใช้สิทธิ์ตามที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้ เช่น สมมติว่าเป็นข้าวขาว ราคาประกันอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ วันนั้นมีการประกาศราคาอ้างอิง ๘,๐๐๐ เกษตรกรจะสามารถมารับส่วนต่างได้ ๒,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น โดยที่ไม่ต้องมีการมาส่งมอบข้าว ทีนี้ก็มีคนกังวลว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีช่องโหว่ช่องว่างไปสู่การทุจริตหรือไม่ ก็ขอเรียนอย่างนี้นะครับมันไม่ได้เป็นปัญหาเลยครับ เพราะว่าเกษตรกรเมื่อเขาใช้สิทธิ์ไปในฤดูเพาะปลูกนั้นแล้วก็จบกันไป ส่วนข้าวเขาจะปลูกแล้วรับประทานเอง ปลูกแล้วจะไปขายหรือไม่ ในราคาเท่าไหร่ ก็ว่าไปตามกลไกตลาด มีคนไปกังวลตอนแรกว่าถ้าสมมติเขาไปสมคบกันอ้างว่าขายในราคาถูก มารับส่วนต่างมาก ๆ ไม่ได้นะครับ เพราะว่าส่วนต่างที่เราชดเชยให้เป็นส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาที่รัฐบาลประกาศที่เรียกว่าราคาอ้างอิง แต่ว่าถ้าหากว่าราคาที่ซื้อขายกันจริงมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง รัฐบาลจะมีมาตรการแทรกแซงอื่น เพื่อช่วยที่จะพยุงราคาด้วยพร้อมๆ กันไป ไม่ได้หมายความจะไม่มีมาตรการอื่นเลย แนวทางนี้ที่เป็นผลดีแน่ชัดที่เห็นได้
- ประการแรกคือว่าเรากำลังจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรทุกครัวเรือนเป็นครั้งแรก เพราะว่าก่อนหน้านี้ทุกครั้งมีการจำนำมีโควตา และผมไปดูแล้วตัวเลขของครัวเรือนที่สามารถได้ประโยชน์จากโครงการการจำนำ อย่างเก่งที่สุดก็เฉียด ๆ คือไม่ถึงครึ่งดีสำหรับกรณีข้าวนาปรัง ถ้าเป็นกรณีอื่น ๆ นั้นเพียงร้อยละ ๒๐ บ้าง ร้อยละ ๓๐ บ้าง เพราะฉะนั้น เกษตรกรทุกรายครั้งนี้ได้ประโยชน์ แม้กระทั่งเกษตรกรซึ่งปกติไม่ได้ปลูกข้าวและขายด้วยซ้ำ
- ประการที่ ๒ สิ่งที่เกษตรกรจะได้จากระบบการชดเชยคือ เงินสดในมือเลย ในส่วนของความแตกต่างของส่วนต่างราคาอย่างที่ได้เล่าไปเมื่อสักครู่ แล้วก็คูณด้วยกับปริมาณที่เราใช้จากสูตรคำนวณ อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังในช่วงแรก ประการถัดมารัฐบาลจะไม่ค่อยมีภาระในเรื่องของการที่จะต้องมาบริหารจัดการสต็อคข้าว และทำให้กลไกลการซื้อขายข้าวกลับมาดำเนินการอย่างปกติ ซึ่งเราคิดว่าพอเราทำมาตรการนี้ ที่เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันข้าวไปให้กับประเทศคู่แข่ง อย่างเช่นเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันราคาข้าวถูกกว่าเรามาก เพราะว่าต้นทุนข้าวในประเทศเราสูงจากระบบจำนำ ตรงนี้ก็จะลดช่องว่างลงมา ข้าวไทยก็จะแข่งขันได้มากขึ้น และถ้าเราทำระบบประกัน และมีความชัดเจน ขณะนี้คิดว่ามากที่สุดคือให้ปีละ ๒ รอบ ก็จะเป็นการค่อย ๆ จูงใจให้เกษตรกรมาเลือกปลูกข้าวที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป็นพันธุ์ที่ดี มากกว่าที่จะเน้นความรวดเร็วของรอบของการปลูก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความคืบหน้าไปมาก และจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็เป็นนโยบายสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีความก้าวหน้าไปในการทำงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา"
(กลับไปด้านบน)
- พรบ. ความมั่นคง & กลุ่มผู้ชุมนุม
...เนื่องจากมีการประกาศว่าจะมีการชุมนุมในวันอาทิตย์ รัฐบาลจึงประกาศใช้ พรบ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ส.ค. จนถึงวันที่ ๑ ก.ย. เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุฯ ส่วนการประกาศยกเลิกก่อนกำหนดนั้นต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ จึงจะประกาศยกเลิกได้ ส่วนการแก้ปัญหาการชุมนุมจะใช้วิธีการบูรณาการเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และไม่เกิดความรุนแรง
ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงดูแลการชุมนุม
อภิสิทธิ์: "...หน้าที่ของรัฐบาลอีกประการหนึ่งก็คือการดูแลความสงบเรียบร้อยในส่วนของบ้านเมือง ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร จึงได้ต้องประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง เนื่องจากว่ามีการประกาศว่าจะมีการชุมนุมในวันอาทิตย์ และมีการพูดไปถึงขั้นว่าอาจจะมีการมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลก็ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคมเป็นต้นมา และจะต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ ๑ กันยายน ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายเพื่อป้องปรามหรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น และมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยมาก สิ่งที่ผมต้องการจะกำหนดเป็นแนวทางคือ การที่การชุมนุมทางการเมืองนั้นสามารถจัดได้ แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย และไม่นำไปสู่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และไม่นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งจะไปกระทบต่อเรื่องของเศรษฐกิจอย่างที่ได้กล่าวมา"
ผู้ดำเนินรายการ ...เมื่อสักครู่นั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรีตลอดเลย เรื่องของการบ้านการเมือง ท่านบอกว่าต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะดูแลความสงบ แต่เรื่องของผู้ชุมนุมได้ประกาศยกเลิกการชุมนุม คือเลื่อนไปอีกแล้ว เรื่องของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ท่านนายกฯ ประกาศเลิกก่อนกำหนดวันที่ ๑ กันยายนนี้ได้หรือไม่
อภิสิทธิ์: "คงจะดูเหตุการณ์นะครับ คือกฎหมายฉบับนี้ไม่เหมือนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายนั้นหมายความว่าเกิดเหตุรุนแรงแล้วเป็นภาวะฉุกเฉิน ประกาศ พอหมดภาวะฉุกเฉินก็เลิก แต่กฎหมายฉบับนี้จริง ๆ คือการประกาศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ทีนี้ผมคิดว่าเดิมจะชุมนุมกันวันที่ ๓๐ ณ ที่เราคุยกันขณะนี้ บอกว่าจะไม่มี แต่เราก็อยากจะรอดูสถานการณ์ไปอีกระยะหนึ่ง เพราะว่าตัวกฎหมายฉบับนี้ ณ ที่ปฏิบัติอยู่ก็ไม่ได้ไปกระทบกระเทือนสิทธิเท่าไหร่ แต่เป็นการบูรณาการคือหมายความว่าสามารถที่จะเอาเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ มาร่วมกันทำงานได้ ถ้าไม่ประกาศตัวนี้ความรับผิดชอบอาจจะแยกส่วนกันอยู่"
ผู้ดำเนินรายการ อำนาจในการยกเลิกก่อนกำหนดได้ไหม เป็นอำนาจของนายกฯ โดยตรง หรือจะต้องนำกลับเข้าไปสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
อภิสิทธิ์: "ที่จริงเมื่อหมดเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ ก็สามารถที่จะประกาศยกเลิกได้ ผมคิดว่าพรุ่งนี้คงจะชัดเจน"
ผู้ดำเนินรายการ ขณะเดียวกันทางผู้ชุมนุมบอกว่าวันนี้ไม่มีการชุมนุม แต่ขอเลื่อนเป็นวันที่ ๕ กันยายน ถ้าดูอีก วันที่ ๕ ถ้ารัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.อีก ก็จะเลื่อนไปอีก ก็เหมือนกับทฤษฎีไม่รู้จบ รัฐบาลจะทำอย่างไร
อภิสิทธิ์: "จริง ๆ แล้วผมพยายามให้ทางเจ้าหน้าที่ไปคุยในช่วงที่ผ่านมา ให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปคุย ที่คุยเพราะว่าผมไม่ได้ขัดข้องกับการที่จะมีการชุมนุมทางการเมือง ผมพูดมาตลอดถ้าชุมนุมทางการเมือง อยากจะตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์ผมอะไรต่าง ๆ ตราบเท่าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายก็ทำได้ แต่คงไม่มีใครอยากจะเห็นเหมือนเดือนเมษายนอีก และถ้าเกิดอีก ผมคิดว่าตอนนี้เศรษฐกิจแทนที่จะฟื้นก็จะมีปัญหามากเลย ซึ่งผมคิดว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนทั่วไป เพราะฉะนั้น ที่ผมพยายามทำคือว่าชุมนุมได้ แต่ว่าจะทำอย่างไรให้การชุมนุมอยู่ในขอบเขตที่ไม่ไปกระทบกระเทือนทั้งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทั้งในแง่ของการไปกระเทือนกับเศรษฐกิจในภาพรวม"
ผู้ดำเนินรายการ ถ้าสมมติว่ามีการนัดกันอีกที่บอกว่าวันที่ ๕
อภิสิทธิ์: "จริง ๆ ผมก็อยากจะคุยว่าให้ไปคุยกัน อย่างเช่นที่ผ่านมา เขาก็จัดกิจกรรมมาหลายครั้ง ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหา จัดที่สนามหลวงบ้าง จัดที่นั่นที่นี่บ้าง แต่ถ้าบอกว่าจะต้องมาปิดล้อมทำเนียบฯ ไม่ให้คนเข้าทำงานได้ อันนี้ความจริงศาลเคยมีคำสั่งเอาไว้ ว่าทำไม่ได้ มันไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญที่จะทำอย่างนั้น เราก็จะขอว่าถ้าคุยกันด้วยดี อยากจะตั้งเวทีตรงไหน อยากจะเข้ามายื่นหนังสือ อยากจะปราศรัยตรงไหน ก็ว่ากันไป แต่อย่าไปสร้างเงื่อนไข สร้างความเสี่ยง เกิดการปะทะกันขึ้นมาเลือดตกยางออก บางทีของพวกนี้มันไม่ได้มีใครตั้งใจก็มี แม้กระทั่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หลายครั้ง อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ ความเข้าใจผิด ความสื่อสารกันผิด อาจจะไม่ได้เกิดจาก ๒ ฝ่าย เขาถึงเรียกว่ามีมือที่ ๓ แต่ว่าดีที่สุดคือป้องกันไว้ก่อน"
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ พอเปิดเผยได้ไหมครับว่าที่มอบให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปพูดคุยกับแกนนำ แกนนำระดับไหน เขาสามารถที่จะตัดสินใจได้ไหม และแกนนำอื่น ๆ ที่มองไม่เห็น คุยกันบ้างหรือเปล่า
อภิสิทธิ์: "ท่านผู้บัญชาการ เป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว คงจำได้เดือนเมษายนช่วงสุดท้าย ท่านเป็นคนเข้าไปเพื่อเจรจาว่าตกลงเขาจะเลิกสลายการชุมนุม นึกออกไหมครับ และก็พาแกนนำออกมา"
ผู้ดำเนินรายการ นึกออกที่พัทยา
อภิสิทธิ์: "ที่กรุงเทพฯ ตรงทำเนียบฯ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายอะไรกันเยอะแยะไปหมด พอเข้าไปก็ไม่ได้มีการไปสลายการชุมนุม แต่มีการไปเจรจา และสุดท้ายผู้ชุมนุมบอกโอเค เลิก เพราะฉะนั้น ก็มีความคุ้นเคยอยู่กับแกนนำ ผมก็อยากให้ได้พยายามคุยให้เห็นว่า เอาล่ะอยากจะแสดงจุดยืนทางการเมืองกัน ก็ทำ แต่ถ้าหากว่ามันเกินเลยไปจากนั้น กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย และอย่าลืมว่าความจริงหลายคนก็ยังมีคดีอยู่ในระหว่างการประกันตัวด้วยซ้ำจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน มันก็จะเป็นการไปผิดเงื่อนไขของศาล สิ่งเดียวที่เราอยากจะทำคือขอให้ทุกคนเคารพกฎหมายรักษากฎหมายเป็นใช้ได้"
ผู้ดำเนินรายการ แต่ขณะเดียวกันเรื่องของการชุมนุม เอาล่ะมันจะต้องมีการไปเรื่อย ๆ ว่าอย่างนั้น ฟังแกนนำบอก ถ้าสมมติว่ารัฐบาลประกาศเมื่อไหร่ เราก็จะเลื่อนไปเรื่อย ๆ ผมเลยดูไปเดือนตุลาคม เราก็จะเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ตรงนี้ภาพพจน์และความรู้สึก ผลกระทบต่อคนที่อื่นเขามองเราอยู่ รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร
อภิสิทธิ์: "ในส่วนของอาเซียนก็มีการทบทวน ขณะนี้คือจะไปจัดการประชุมที่หัวหิน ซึ่งคิดว่าจะสามารถดูแลในเรื่องของความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่าตอนเกิดเหตุการณ์ที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายน จนถึงวันนี้ต้องถือว่าเราได้รับความเสียหายอยู่พอสมควร ภาพกว้างก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าไปเกี่ยวข้องกับผู้นำที่เป็นมิตรประเทศกับเราก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ก็ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงจะอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น เกิดไปแล้วใครได้อะไร ผมกล้ายืนยันเลยนะครับ ใครที่คิดว่าเกิดความวุ่นวายแล้ว และจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ล่ะครับ เกิดความวุ่นวายแล้ว คนไทยทุกคนสูญเสียหมด เศรษฐกิจอย่างที่เราเคยกลัวว่าปีนี้คนอาจจะว่างงานเป็น ๒ ล้าน ตอนนี้มันกำลังจะดีขึ้นมาแล้ว แต่ว่าถ้าเกิดเจอเหตุการณ์อย่างนี้อีก ท่องเที่ยวหายอีก นักลงทุนหายอีก ประชาชนเองก็กังวลว่ามันจะเป็นอย่างไรกันแน่ เดี๋ยวก็ไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยอีก ก็จะเป็นปัญหาเป็นลูกโซ่ไป"
ผู้ดำเนินรายการ เพราะฉะนั้น คนที่เหนื่อยที่สุดคงจะเป็นรัฐบาล
อภิสิทธิ์: "คนที่เหนื่อยที่สุดคือประชาชนครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วประชาชนได้รับผลกระทบ ถ้าหากว่าบ้านเมืองยังไม่เรียบร้อย รัฐบาลรับผิดชอบอยู่แล้วจะต้องเหนื่อย มีหน้าที่ที่จะต้องเหนื่อย ที่จะต้องแก้ปัญหา แต่ว่าเวลามันเกิดปัญหาจริง ๆ สิ่งที่ผมอยากจะบอกมันไม่กระเทือนรัฐบาล เท่ากับกระเทือนประชาชนหรอก"
ผู้ดำเนินรายการ ความอดทนของพี่น้องประชาชนบอกว่าทนมา ๓ ปีแล้ว ทำอย่างไร จับเข่ากันคุยไม่ดีเหรอ เอามานั่งต่างมุมคุยให้จบเลย
อภิสิทธิ์: "เราก็มีความพยายามในการที่จะเคลื่อนบางอย่างไปข้างหน้า และวันจันทร์นี้ในการประชุมร่วมของรัฐสภา ท่านประธานเองท่านก็ไปตั้งกรรมการไว้ จำได้ไหมครับ หลังจากเหตุการณ์เดือนเมษายน ผมขอท่านบอกว่าช่วยตั้งกรรมการของสภาฯ หน่อย จะได้มีทุกพรรคเข้ามา จะได้มีคนนอกเข้ามา เขาก็จะรายงานในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ในเรื่องของเหตุการณ์เท่าที่จะรายงานได้ ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นโอกาสในการเดินหน้าต่อ และผมคิดว่าประเด็นที่อยู่ในใจ ในเรื่องรัฐธรรมนูญบางประเด็นน่าจะเดินได้เลย เช่น ระบบเลือกตั้งบ้าง มาตรา ๑๙๐ มาตราอะไรต่าง ๆ อย่างนี้สามารถที่จะเดินหน้าได้ แต่อันไหนที่ยังมีความละเอียดอ่อนอยู่ก็มาคุยกันว่าอยากจะเดินหน้าอย่างไรที่จะให้ทุกฝ่ายยอมรับ"
ผู้ดำเนินรายการ มันจะเดินหน้าไปถึงขนาดไหนไม่รู้ท่านนายกฯนะครับ วันนั้นเห็นพูด ท่านประธานชัยบอกว่าเดี๋ยวจะได้ยุบสภาหน่อยว่าอย่างนั้น ท่านนายกฯ บอกเป็นหน้าที่ผม ยังไม่มีเงื่อนไข ตอนนี้ท่านนายกฯ ยังยืนยันอย่างไรครับ
อภิสิทธิ์: "ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ถ้าเป็นเรื่องยุบสภา เรื่องอะไร ผมไม่ค่อยกังวล เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ต้องพูดแบบนี้ก่อน อย่าไปตื่นตระหนกตกใจ ถ้ายุบสภาหรือถ้าลาออก หรืออะไรแล้ว แปลว่ามันเป็นปัญหา มันไม่ได้เป็นปัญหา แต่สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดคือว่า ถ้ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความรุนแรง เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่นอกกรอบ นอกกติกา ถ้าเป็นอย่างนั้นมันส่งผลกระทบไม่ใช่เฉพาะในส่วนของเราเอง แต่ว่าการจะทำให้ต่างประเทศเข้าใจ ยากมาก"
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ บอกไม่กังวล แสดงว่ามั่นใจไหมครับว่าเลือกตั้งคราวหน้า เลือกตั้งจริง ประชาธิปัตย์จะชนะ
อภิสิทธิ์: "ผมมั่นใจครับไม่ชนะ ก็แพ้ ก็มีอยู่ ๒ อย่าง ขอให้เป็นกระบวนการที่เป็นการแข่งขันที่เปิดกว้าง ผมถึงบอกว่าความจริง ถ้าอยากจะเลือกตั้ง ผมก็อยากเห็นบรรยากาศบ้านเมืองสงบกว่านี้ ถ้าเลือกตั้งแล้วก็มีลักษณะที่บอกว่า ห้ามพรรคการเมืองมาหาเสียงจังหวัดนี้ ห้ามพรรคการเมืองนี้ไปหาเสียงจังหวัดนั้น ไม่อย่างนั้นอาจจะมีการปะทะกัน อะไรกัน อันนั้นไม่เป็นผลดีเลย อันนั้นไม่เป็นประชาธิปไตยด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าบรรยากาศมันดี ๆ ผมคิดว่าการเลือกตั้งวันหนึ่งวันใด มันก็คงจะเกิดขึ้น ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร"
ผู้ดำเนินรายการ โดยเฉพาะบรรยากาศที่เมื่อสักครู่ท่านนายกฯ ก็ย้ำหลังจากพ.ร.บ.งบประมาณไปแล้ว ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
อภิสิทธิ์: "เหลือวุฒิสภาอยู่ คือตัวเลขทางเศรษฐกิจเอง มาตรการของรัฐบาลเอง มันกำลังเดินไปข้างหน้า ตัวเลขเศรษฐกิจเราก็ทราบ เศรษฐกิจโลกก็ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยถ้าวัดเดือนต่อเดือน ไตรมาสต่อไตรมาสก็เริ่มดีขึ้น มาตรการรัฐบาลชุดแรกลงไปเรียบร้อยแล้ว และทำต่อเนื่อง เช่น เรื่องเรียนฟรี เรื่องอะไรต่าง ๆ ชุดที่ ๒ ที่บอกไทยเข้มแข็ง กำลังจะไปสร้างถนน กำลังจะไปสร้างแหล่งน้ำ กำลังจะไปปรับปรุงโรงเรียน กำลังจะไปปรับปรุงสถานีอนามัย ก็จะเป็นผลดี ถ้าตรงนี้มันเดินได้ ผมกำลังมองว่าเรากำลังจะหลุดจาก อย่างน้อยเงื่อนไขเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แต่ว่าเรื่องการเมืองผมเข้าใจ เดี๋ยวคนบอกคุณเป็นรัฐบาลอยู่ คือผมไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นกันครบเทอมหรืออะไร เพียงแต่บอกว่าประเด็นทางการเมืองที่จะต้องพูดคุยกันก็มาว่ากันตามระบบ ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามีประชาชนอีกจำนวนมากที่เขาไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ เราก็ต้องอธิบายได้ว่าถ้าจะแก้ประเด็นนี้ ทำไมต้องแก้ มีความเร่งด่วนอย่างไร"
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกรัฐมนตรีมั่นใจ ถ้าพ.ร.บ.ผ่านวุฒิสภาไปแล้ว ท่านเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงลงพื้นที่ได้ไหมครับในแต่ละภูมิภาค
อภิสิทธิ์: "จริงๆ การลงพื้นที่ ผมก็ทำอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องซึ่งละเอียดอ่อนตรงที่ว่า มันมีกลุ่มคนที่เขาไปประกาศว่าไม่อยากให้ลง สำหรับผม ๆ คิดว่ามันไม่ถูกต้อง ทีนี้ผมไม่อยากเป็นเงื่อนไข คือผมลงไปก็จะต้องมี พอมันมีบรรยากาศอย่างนี้ ก็ต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัย ต้องมีอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด ๑. มันก็สิ้นเปลือง ๒. ถ้าไปขึ้นมาเกิดมีอะไรนิดอะไรหน่อย เกิดตีกันอะไรกันขึ้นมา มันก็เสียบรรยากาศบ้านเมือง แต่ว่าผมก็อยากจะเรียกร้องว่า ถ้าเราเป็นนักประชาธิปไตย เราต้องเปิดใจกว้าง ปล่อยให้แต่ละคน แต่ละฝ่ายทำงานไป ฝ่ายผมก็ทำไป ฝ่ายค้าน ฝ่ายเสื้อแดงอยากจะทำงานอะไรก็ทำไป และประชาชนก็ไปตัดสินในช่วงของการเลือกตั้ง แต่ถ้าบอกว่าคุณห้ามมานะ อย่างนี้มันก็ไม่ใช่"
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเปิดโอกาสคุยกันสิครับพร้อมที่จะไปคุยด้วย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บอกว่าเชิญแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครมาคุยกันเท่านั้น ปัญหาต้นตอจริง ๆ ก็คืออดีตท่านนายกฯ ทักษิณ คุยกันได้ไหมครับท่านนายกฯ
อภิสิทธิ์: "คืออดีตนายกฯ มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราไม่รักษากฎหมายมันก็จะเป็นปัญหา แต่ถ้าคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน ก็มีสิทธิ์ที่จะร้อง เหมือนอย่างเช่นที่มีการพูดถึงเรื่องการถวายฎีกา ความจริงไม่ต้องใช้คนเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน ในระบบของเราการจะฎีกาก็สามารถทำได้ ถ้าเจ้าตัว ถ้าครอบครัว ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรง ทำ แต่เป็นการทำในลักษณะที่ยอมรับกระบวนการในระดับหนึ่ง ไม่ใช่บอกว่าไม่พอใจกับการตัดสิน แล้วไม่ยอมรับโทษ ไม่ยอมรับผิด ถ้าอย่างนี้ต่อไปก็จะลำบาก เหมือนกับตอนนี้มีการเถียงกันเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมก็เหมือนกัน คือมองในมุมหนึ่งอาจจะบอกว่ามันดีไหม ถ้าหากว่าเหมือนกับลืม ๆ กันไป แต่อย่าลืมว่าพอทำอย่างนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นว่าต่อไปวันข้างหน้า คนก็คิดว่าก็ทำผิดก็ได้ ผิดเสียแล้วก็ไปเรียกร้องให้เลิกแล้วกันไป ซึ่งอันนี้ก็อันตราย เพราะฉะนั้น เราต้องหาความพอดี"
ผู้ดำเนินรายการ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมก็ดี เรื่องของการถวายฎีกาก็ดี อันนี้รัฐบาลยืนยันได้ไหมครับว่ากระบวนการทุกอย่างรัฐบาลจะวางเฉย ไม่ได้ไปแทรกแซง
อภิสิทธิ์: "ผมยืนยันเลยครับว่าการปฏิบัติเหมือนทุกกรณี ความหมายก็คือว่าที่ปัจจุบันโดยปกติมีคนถวายฎีกา สมมติว่าเป็นฎีกาเรื่องการขออภัยโทษ มีหลักเกณฑ์อย่างไรเราก็จะปฏิบัติอย่างนั้น ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง เพราะว่าต้องเป็นมาตรฐานเดียว ฉะนั้น ต้องไปเทียบเคียงดูกับกรณีซึ่งคล้ายคลึงกัน และจะสามารถที่จะให้ความเห็นของรัฐบาลได้ อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเรื่องอื่น ๆ ก็ตามการดำเนินคดีก็ดี นโยบายต่าง ๆ ก็ดี ผมก็ย้ำเสมอว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องมีคำตอบที่เป็นคำตอบในเชิงหลักการ หลักเกณฑ์ในเชิงระบบ ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคนนี้ต้องทำอย่างนี้ เพราะเป็นอีกคนหนึ่งต้องทำอย่างนั้น"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>
(กลับไปด้านบน)
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.
คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ
คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม
(กลับไปด้านบน)
|
|