งบประมาณปี ๕๓ อนุมัติ ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ ๔ แนวโน้นดี รัฐบาล เร่งใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไขคลิปเสียง พรบ. ความมั่นคง & ผู้ชุมนุม(๓๐ ส.ค.๕๒)

- เทคโนโลยี: พรบ.ความผิดคอมฯ คลิปเสียงอภิสิทธิ์
- เทคโนโลยี: ดาบ ๒ คม ความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรมจริยธรรม
- เดินหน้ารุก "ไทยสร้าง ไทยเข้มแข็ง"
- เศรษฐกิจไทยไตรมาส ๔ แนวโน้มเติบโตเป็นบวก
- งบประมาณ ๕๓ ควบคู่ไทยเข้มแข็ง ลดค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกร : โฉนดที่ดิน ประกันราคาพืชผล
- พรบ. ความมั่นคง & กลุ่มผู้ชุมนุม
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - เทคโนโลยี: พรบ.ความผิดคอมฯ คลิปเสียงอภิสิทธิ์

... การตัดต่อคลิปเสียง ใช้โปรแกรม  Audio Editor  ที่ปรับ ตัดต่อ ตกแต่งเสียง ให้มีความหมายผิดไปจากเดิม หากเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กรณี forward ส่งต่อทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ของจริง เท่ากับทำผิด พรบ.ความผิดคอมพิวเตอร์

ผู้ดำเนินรายการ:  สวัสดีครับท่านผู้ชมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  ผมหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์  วันนี้ได้รับหน้าที่ที่มีความภูมิใจสูงสุดเลยทีเดียวนะครับในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” แต่พวกมาจากรายการ “แบไต๋ hitech X ๒” จากเนชั่นชาแนล  ได้รับเกียรติอย่างสูงมาอยู่กับท่านผู้ชมที่นี้  และอยู่กับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย  สวัสดีครับ

อภิสิทธิ์:  "สวัสดีครับ"

พงศ์สุข:  ผมต้องแนะนำท่านนายกฯ และท่านผู้ชมด้วยนะครับ  วันนี้เราเจอกันครั้งแรกทาง NBT ผม พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์  อ.ศุภเดช  สุทธิพงศ์คณาสัย  จิ๊กโก๋ พี่หลาม (ที่รัก  บุญปรีชา)  และคุณพีระพล ฉัตรอนันทเวช

พงศ์สุข:  วันนี้เราทั้ง ๔ คนรับอาสามาพูดคุยประเด็นคลิปเสียงโดยเฉพาะเลยทีเดียว  ก่อนอื่นต้องบอกว่าเราเองในฐานะประชาชนชาวไทย  เราทราบกันดีเลยว่าเทคโนโลยียุคสมัยปัจจุบันสร้างความลำบากให้กับท่านนายกฯ หลายระลอกเลย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวีดิโอลิ้งค์  โฟนอินหรือว่าจะมีทวิตเตอร์  แย่งชิงตำแหน่งมิสเตอร์ทวิตเตอร์  นี่ล่าสุดมีคลิปการตัดต่อเสียงอีกแล้ว  แต่ที่เห็นใจสูงสุดไม่ใช่เรื่องเหล่านี้  ผมเห็นใจท่านนายกฯ มาก ๆ เลย  เพราะทราบว่าการอภิปรายงบประมาณ ๒๕ ชั่วโมงต่อเนื่อง  ท่านนอนหรือยังครับตอนนี้ 

อภิสิทธิ์: "ยังครับ เดี๋ยวหลังจากรายการนี้"

พงศ์สุข:  วันนี้มีหลายประเด็นนะครับที่เราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี  เพราะทราบดีว่า  เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคลิปเสียงที่ท่านได้ฟังจากข่าวก่อนหน้านี้   ว่ามีการพูดกันเป็นวงกว้างเลยทีเดียว  ก็เป็นการตัดต่อขึ้นมา คือเป็นการเนรมิต
ขึ้นมาด้วยซอฟต์แวร์   ที่มีความก้าวหน้าในทุกวันนี้  ถามท่านนายกฯ ก่อนเลยว่า  ครั้งแรกที่ท่านได้ยินคลิปเสียงที่เป็นเสียงของท่านเอง  แต่ท่านไม่ได้พูดประโยคนั้นไป  ท่านรู้สึกอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์: "คือตอนแรกมีนักข่าวบอกกับผมว่า มีการพูดถึงว่ามีคลิปลับ  แต่เสร็จแล้วบอกว่าเป็นเสียง  ก็ตัดเรื่องภาพออกไปก่อน  มีคลิปเสียงเป็นเสียงผม  สั่งให้คล้าย ๆ กับทหาร ตำรวจ ไปใช้ความรุนแรงกับประชาชน  ผมก็เราไม่เคยพูดนะ  มันจะเป็นอย่างไร  จนกระทั่งเขาก็ให้คนส่งมาให้ฟัง ๑ ชุด เราก็เปิด ความยาวสัก ๓ นาที  สิ่งแรกเลยคือแน่นอน เราจำเสียงตัวเองได้  เรียกว่าสิ่งแรกไม่ต้องเถียงกันเลย คือไม่ต้องไปเถียงเลยว่าไม่ใช่เสียงเรา  เป็นเสียงเราแน่นอน แต่ว่าผมก็ฟังไป  พอฟังไปสัก ๒-๓ ประโยค  ก็ผิดสังเกต แน่นอนคือพอเรารู้ว่าสิ่งนี้เราไม่เคยพูด  มันก็ผิดมันกับความรู้สึกอยู่แล้ว  แต่ว่าสิ่งที่เรารู้ด้วย คือว่ามันเป็นการเอาสิ่งที่เราพูดจริงในโอกาสอาจจะต่าง ๆ อาจจะไม่ได้เยอะ อาจจะเพียง ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง  แต่ว่ามายำ  อาจจะถอดคำตรงนี้ออก  เอาประโยคอีกอันหนึ่งมาใส่  และต่อไปให้เป็นสิ่งที่เขาบอกว่าอยากให้เราพูด  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ที่อันตรายคือว่าความเสียหายไม่ได้เกิดกับผม  มันจะเกิดขึ้นว่าถ้าคนเชื่อจริง  มันจะสร้างความโกรธแค้น  ความเกลียดชัง และยิ่งตอนนั้นบอกว่าจะมีการมาชุมนุม  ถือได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงได้เลย  เพราะผมนึกภาพว่าถ้าสมมติคนมาชุมนุมเยอะ ๆ  ยังไม่มีเรื่องนี้ออกมา  มีสักคนหนึ่งขึ้นไปเปิดกลางเวทีนั้น  และคนอยู่เป็นหมื่น  สมมตินะครับ  ผมก็คิดว่าสงสัยมามีเรื่องกับผมแน่เลย 
 
ทีนี้ผมฟัง ก็รู้ว่าเป็นเสียงเรา และเอามายำอย่างที่ว่า และที่สังเกตอีกอย่างคือว่า ความสม่ำเสมอของเสียง  โดยเฉพาะ background มันไม่เท่ากัน  เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นตัวหนึ่งซึ่งพอรู้  และเราก็ลองเอาไปเล่นในคอมพิวเตอร์  โปรแกรมอะไรก็ตามให้มันมีตัวกราฟ ตัวคลื่น ให้เห็นด้วย  ก็พอเห็นความผิดปกติ  แต่ว่าที่สุดแล้วนี่ดีที่สุดคือให้ผู้เชี่ยวชาญเขาทำ  ปรากฏว่าภายใน ๑ วัน  มีทั้งพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ  เขาก็สรุป คล้าย ๆ กับที่ผมพูดว่าความไม่สม่ำเสมอของเสียงอะไร มีร่องรอยการตัดต่อ มีมิติวิทยาศาสตร์  ก็เอาคลื่นมาวิเคราะห์ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ก็บอกตัดต่อไปหลายสิบแห่งใน ๓ นาทีนี้   มีคนที่เขาแสดงให้เห็นว่า เสียงที่ฟังอาจจะดูปกติ   แต่จริง ๆ มนุษย์พูดอย่างนั้นไม่ได้  เพราะว่าเขาเทียบให้ดูว่าพอไปเป็นคลื่นแล้ว  เหมือนคนพูดแล้วไม่หายใจเลย  ต่อกันไปเรื่อย ๆ  คือปกติสภาพการพูด  พอเริ่มพูดไป  มันจะต้องเริ่มต้นและไต่ขึ้นไป ลดลงมา  แต่อันนี้เรียกว่ามาแบบเป็นชุดเลย  ไม่หายใจ  และมีคนไปวิเคราะห์ได้ถึงขนาดว่าบางคำเราพูดคำ ๆ เดียวกัน ๒ ครั้ง มันไม่เหมือนกันนะครับ  มันยากที่จะให้เหมือนกันเป๊ะเลย  เขาไปดูว่ารู้สึกจะเป็นคำว่า “ชุมนุม” หรืออะไร”

พงศ์สุข:  มีคำว่า “ซึ่ง”

อภิสิทธิ์: "คือซ้ำแบบแสดงว่าพูดครั้งเดียว  แต่ว่าเอามาใช้หลาย ๆ  รอบ  อันนี้ก็เป็นการวิเคราะห์  และนอกนั้นก็มีคนที่เขาไปดู  เอาคำพูดผมจากรายการนี้แหละครับ ๒ สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ๒ รายการนั้นได้ทำเกือบครบเลย  มาเติมเล็กน้อยเท่านั้นเอง”

พงศ์สุข: มีคำว่า “พัทยาเนี่ย” ซึ่งเป็นคำที่เคยออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ไป  คือต้องบอกว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้สามารถเกิดปรากฏการฤาษีแปลงสารได้  แต่ต้องบอกว่าหน้าตาของอุปกรณ์ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือใหญ่โต ไม่ได้เหมือนกับการเข้าไปในห้องแล็บเหมือนหนังวิทยาศาสตร์สมัยก่อนว่าต้องเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร  วันนี้พวกเราชาวแบไต๋ hitech  ทำหน้าที่แบไต๋เทคโนโลยีให้ท่านผู้ชมได้ชมกันเป็นประจำอยู่แล้ว เราก็เลยจะขออนุญาตมาโชว์นิดหนึ่งว่า สิ่งที่ท่านพูดไปเมื่อสักครู่  คลื่นเสียงหน้าตาเป็นอย่างไร จิ๊กโก๋ พี่หลาม เชิญเลยครับ

ที่รัก:  อันนี้โปรแกรมตัดต่อเสียงหรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า โปรแกรมประเภท  Audio Editor มีมานานแล้ว  จริง ๆ แล้วคือคนทางบ้านใช้ตัดต่อเพลง  เอาไว้ทำเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์  อย่างที่ทำในธุรกิจในกิจการเสียง  อย่างเช่นวิทยุ โทรทัศน์  เขาก็ใช้ตัดต่อเสียงกันอยู่  ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้มีทั้งฟรีแวร์ ที่ประเภทแจกฟรี  แต่บ้านเราเหมือนได้ฟรี  คนทั่วไปสามารถใช้ได้ง่าย ๆ  ลักษณะของหน้าตาโปรแกรม  เดี๋ยวจะให้ดูในภาพที่ปรากฏ

พงศ์สุข:  มันจะเห็นเป็นเหมือนกับคลื่นเสียง  พอเราอัดบันทึกเสียงลงไป  คลื่นเสียงที่ได้จะเป็นลักษณะของคลื่นที่มีขึ้น ๆ ลง ๆ  คือคลื่นเสียงเหมือนคลื่นที่อยู่ในทะเล  คือมีหัวคลื่น  มียอดคลื่น  และมีหางคลื่น  ผมจะให้ดู wave ตัวหนึ่งที่เห็นชัดเจนมาก  สมมติเราพูด ๓ คำว่า You’ve  got  mail  ๓ คลื่นนี้จะเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน  ทีนี้ลักษณะของการตัดต่อเสียงง่าย ๆ เราเพียงแค่เลือกบริเวณที่เราจะตัด  แล้วตัด  

อภิสิทธิ์: "แล้วเอาไปใส่"

ที่รัก:  ใช่  ย้ายไปวางตรงไหนก็ได้สลับไปมาได้หมด 

อภิสิทธิ์: "รวมทั้งปรับระดับคลื่นได้ด้วย"

ที่รัก:  ปรับได้ครับ จะเรื่องดังเบา เปลี่ยนโน้ต เปลี่ยนเสียงให้แหลมขึ้น ต่ำลง ทำได้หมด
ผู้ดำเนินรายการ  เรียกง่าย ๆ คือว่าเสียงคนเราที่ได้ยินผ่านหู ทันทีที่ไปผ่านไมโครโฟน ตัวเล็ก ๆ แบบนี้ก็ได้  พอเข้าไปในคอมพิวเตอร์ปั๊บ  คอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นภาพออกมาแบบนี้  ซึ่งภาพเหล่านี้โดยธรรมชาติสามารถที่จะเอาไปตัดต่อ ย้ายที่ สลับตำแหน่งได้หมดเลย

ที่รัก:  รวมถึงตกแต่งตัวเสียงได้ด้วย  จะให้สั้นให้ยาว จะให้เสียงสูงเสียงต่ำ ทำได้หมด  สมมติอันนี้เป็นสิ่งที่เราบันทึกไว้  ลองฟังดูนะครับ  “ขอให้ร่างกายแข็งแรง  ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน”

ผู้ดำเนินรายการ:  เมื่อกี้ผมอวยพรท่านนายกฯ ไป  ทำไมครับ

ที่รัก:  เราก็ทำการเป็นฤาษีแปลงสาร  โดยการที่จะเปลี่ยนความหมายของคำนี้ให้เปลี่ยนไป  ผมจะเริ่มจากคำว่า “ขอให้ร่างกายแข็งแรง”  ผมจะเอาคำว่า “แรง” ไปอยู่ติดกับคำว่า “ไม่มี”  อันดับแรกผมย้ายคำว่า “แรง” ไปแล้ว  ไปอยู่ตรงคำว่า “ไม่มี” เสร็จแล้วผมก็เอาคำว่า “โรคภัยเบียดเบียน” ไปอยู่อีกที่หนึ่ง 

ผู้ดำเนินรายการ:  เร็วมากเลยครับ

ที่รัก:  จากนั้นลองฟังดูนะครับว่าความหมายของคำเปลี่ยนไปไหม  “ขอให้ร่างกายแข็ง  ไม่มี...”

พงศ์สุข:  คำว่า “แรง” ไม่มี  และโรคภัยเบียดเบียนด้วย
 
อภิสิทธิ์: "ยังไม่เนียน"

พงศ์สุข: ขอเนียน ๆ หน่อยครับ

ที่รัก:  “ขอให้ร่างกายแข็ง  แรง  ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน”

ผู้ดำเนินรายการ:  อาจจะยังไม่ค่อยเนียน  รีบทำ อันนี้ทำแบบคร่าว ๆ ให้ดู

อภิสิทธิ์: "ไปแต่งทีหลังได้"

พงศ์สุข: ทีนี้โดยธรรมดา  เราเวลารับสารมาถ้าเราได้ยินกับหู  เขาบอกว่าสิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น  ใช่ไหมครับ  บางทีเราได้ยิบปั๊บ  เราเกิดความเชื่อขึ้นมา ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์พูดอย่างไรเหรอ  มันมีวิธีจะสังเกตอย่างไรไหมครับ

ที่รัก: ดูที่ภาพนี้ครับ  ผมจะแนะนำจุดสังเกตว่า เสียงที่โดนตัดต่อ ลักษณะของคลื่นเสียงจะมีลักษณะที่เปลี่ยนไป ดูตรงนี้นะครับ  ถ้าสมมติว่าผมเลือกคำตรงกลางนี้  แล้วตัดออก เราจะเห็นได้ว่า คลื่นของเสียงจะเป็นลักษณะชัน  อย่างสมมติตรงนี้ผมลบให้เห็น ชัน ๆ รอยต่อของมันจะชันมาก ทำให้เรารู้สึกได้ว่า มันกลายเป็นคลิปที่โดนตัดต่อ  เห็นไหมครับตรงนี้จะชันมาก

พงศ์สุข: เนื่องจากวันนี้เราไม่สามารถซูมได้  ถ้าท่านผู้ชมอยากเห็น ๆ  เอาหน้ามาใกล้ทีวีครับ  จะเห็นความชันชัดเจนเลย 

ที่รัก: รวมถึงเสียง background หรือที่ท่านนายกฯ บอกว่าเสียงบรรยากาศ  เสียงบรรยากาศจะเป็นคลื่นเสียงที่อยู่ตรงเส้นตรงกลาง  ถ้าหากเราอยู่ในห้องที่เงียบมาก ๆ  เส้นนี้จะเป็นเส้นที่บางมาก ๆ ถ้าเราอยู่ในที่ ๆ มีเสียงรบกวนมาก ๆ  ก็จะเป็นที่ดูเส้นหนา ๆ  และมีขะหยุย ๆ หน่อย  ถ้าเอา ๒ บรรยากาศมาอยู่ใกล้กัน  จะเห็นเลยว่าเดี๋ยวเส้นก็บาง เดี๋ยวเส้นก็หนา  แค่ดูด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่าคลิปเสียงนี้ถูกตัดต่อ  คนธรรมดาก็ดูได้ ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ดูได้

พงศ์สุข: ต้องบอกว่า ณ วันนี้เทคโนโลยีการตัดต่อไม่ได้หยุดแค่บนคอมพิวเตอร์  จริง ๆ ทั้ง MAC และ PC ถ้าพูดถึงโปรแกรมการตัดต่ออยู่บนเครื่อง  MAC มาก่อน  พอวันหนึ่ง PC ก้าวหน้า คนใช้เยอะขึ้น  ก็มีคนทำโปรแกรมลักษณะนี้บนเครื่อง PC ด้วย แต่ล่าสุดปีเตอร์ กวง  บอกว่า มันไปอยู่โทรศัพท์มือถือเลย 

พีระพล: เดี๋ยวนี้มือถือก็มีขีดความสามารถเยอะ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอะไรที่กำลังฮิตกันอยู่  ก็ทำได้หมดครับ อันที่ ๑ คือมือถือสามารถอัดเสียงได้อย่างคอม คมชัดมาก  บางทีเราไปอยู่ใกล้ชิด  เราคุยกันอยู่  ผมก็แอบอัดเสียงคุณหนุ่ย  สมมติคุณหนุ่ยกำลังนินทาใครอยู่  ผมก็แอบอัดไป  และไปให้คนอื่นฟัง โอ้โหอันนี้เสร็จล่ะ

พงศ์สุข: อัดเสียงผมไม่เท่าไหร่ อัดเสียงท่านนายกฯ

อภิสิทธิ์: "อันนี้เลยเป็นจุดที่ทำให้คนบอกว่าตอนคลิปออกมา มีความพยายามพูดว่าไปแอบอัดระหว่างการประชุมลับหรืออะไรอย่างนี้  แต่จริง ๆ พอผมฟังครั้งแรก  ผมรู้มันไม่ใช่ประชุม  มันชัดเกินไป"

ที่รัก: เพราะว่าเสียงเป็นเสียงท่านเองใช่ไหมครับ  ท่านทราบว่าท่านพูดคำนี้ที่ไหน  และไม่ใช่ลักษณะเหมือนกับว่าไปแอบอัด  สมมติเวลาเราประชุมหรือเราคุยกันอยู่  มันจะมีเสียงบรรยากาศ  แต่เสียงที่ผมฟังในคลิป  เหมือนกับเวลาเราออกอากาศ  มันเงียบมาก
พงศ์สุข:  เหมือนกำลังพูดออกอยู่ในสตูดิโอแล้วพูดออกมา อย่างเช่นคำว่า “พัทยาเนี่ย” คำนี้ชัดเจนมากเลย ท่านพูดที่ไหนครับ พัทยาเนี่ย  

อภิสิทธิ์: "ก็พูดรายการนี้แหละครับ"

พีระพล:  นอกจากโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ  ลักษณะเขาเรียกว่า Smart Phone สามารถที่จะลงโปรแกรมเสริมได้  โปรแกรมนี่ล่ะครับก็จะเป็นลักษณะที่โปรแกรมหลากหลาย  เช่น บางคนจะบอกเล่นเกม  หรือเป็นโปรแกรมอรรถประโยชน์  โปรแกรมอรรถประโยชน์นี่ก็มีหลายแบบมาก ซึ่งบางท่านก็เอาไปใช้ในทางที่ถูกก็ดีไป  บางท่านก็ไปใช้ในทางที่ผิด  ก็ไม่แนะนำเลย  อย่างเช่น  มีโปรแกรมตัวหนึ่ง เขาเรียกว่าเป็น Record ๒ เอาไว้สำหรับอัดเสียง  ผมสาธิตนิดหนึ่งว่าผมได้อัดเสียงวิธีการนับไว้  นับเป็น ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ นับง่าย ๆ เลย  นับเรียงกันเลย  ผมก็บอกอย่างนั้นผมตัดต่อล่ะ  ผมขออนุญาตไปเปิดไฟล์อีกตัวหนึ่ง  โหลดปุ๊บ

พงศ์สุข: คือซอฟต์แวร์บน i-Phone เขาบอกตอนนี้ i-Phone โหลดโปรแกรมเพิ่มอีก ๖๕,๐๐๐ กว่าซอฟต์แวร์ เยอะมาก

พีระพล:  ตัดต่อเรียบร้อยครับ  กลายเป็นอย่างนี้ครับ  ๒, ๕, ๖, ๔, ๓, ๙ เรียงใหม่หมดเลย  สลับที่หมด

พงศ์สุข:  แต่เสียงเดิมนะ

พีระพล: เสียงเดิมครับ  นี่แบบ basic ก็สามารถทำได้แล้ว  อย่างนี้เราก็อาจจะมีประโยค ๆ หนึ่ง เพื่อนพูดว่าอย่างนี้  เราก็ไปตัดเอาคำ ๆ หนึ่งออก ความหมายก็เปลี่ยนแล้ว  และก็ส่งไปให้คนอื่นฟังกลายเป็นทะเลาะกันอีก อย่างนี้เป็นต้น  เท่ากับว่าเป็นการเอาเทคโนโลยีไปใช้อย่างผิด ๆ

อภิสิทธิ์: "ถือโอกาสเตือนเลยว่าพอมีเรื่องแบบนี้ขึ้น เราก็มีกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  เพราะฉะนั้น อย่างที่ผม  ยกตัวอย่างเช่น เอาเสียงผมไป  และไปทำให้เป็นสิ่งที่ผมไม่พูด แล้วก็ไปส่งอีเมล์  หรือไปขึ้นเว็บไว้  ขั้นตอนที่ตัดต่อทำของเท็จขึ้นมา  ก็ผิดแล้วขั้นตอนหนึ่ง   เอาขึ้นไปอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ก็ผิดอีกข้อหนึ่งแล้ว  และตรงนี้ที่คงต้องบอก ต้องระวังนิดหนึ่งคือว่า เวลาคนส่งมาให้ก็ส่งต่อให้เพื่อน forward ต่อให้เพื่อน ก็มีความผิดเช่นเดียวกัน  แต่ว่าแน่นอนก็คงต้องดูเจตนา  สมมติว่าไม่รู้จริงๆ ไม่ได้นึกว่าเป็นของปลอมส่งไป  ก็คงไม่เป็นไร  แต่ว่าถ้าเกิดข่าวคราวออกไปหมดแล้ว  และยังส่งต่อไปใช้ในลักษณะที่เหมือนกับเป็นของจริง  ผมว่าอันนี้ต้องถือว่าเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย  และเฉพาะคลิปของผม  มันคงไม่ใช่ความเสียหายแก่ตัวผม  อย่างที่ผมบอกคือถ้าคนเชื่อจริง ๆ มันเกิดความรุนแรงได้ เกิดความเกลียดชังอะไรต่าง ๆ ก็กระทบ”

พงศ์สุข: ทำให้แตกแยก

ที่รัก:  สร้างความตื่นตระหนกต่อประชาชน

พงศ์สุข:  นอกจากผิดกฎหมายแล้วท่านยังโกรธไหมครับ

อภิสิทธิ์: "ธรรมดาของมนุษย์น่ะครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เทคโนโลยี: ดาบ ๒ คม ความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรมจริยธรรม

...อินเตอร์เน็ททุกเครื่องเชื่อมศูนย์กลาง "ผู้ให้บริการ" มีการบันทึก ตรวจสอบย้อมดูได้ว่าใครส่งให้ใคร ต้นตอมาจากไหน รัฐบาลได้อนุมัติงบการศึกษาแล้วและต้องมีกองทุนเกี่ยวเทคโนโลยีการศึกษา ให้มีการกระจาย เทคโนโลยีก็เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจ ให้มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กันไป

พงศ์สุข: มีอีกเรื่องหนึ่งคือการ forward เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกฯ พูดแล้วว่า forward ส่งต่อ  ผิดกฎหมาย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า forward ไปจากใคร  ใครเป็นคนส่งมา ตามกระบวนการแล้วมีการสืบได้ไหม

พีระพล: บางทีคนส่งอาจจะไม่ได้คิดอะไร  เพราะไม่มีใครมารู้หรอกว่าเราเป็นใคร 

ศุภเดช: อินเตอร์เน็ตเวลาที่คนเราเล่นอยู่ที่บ้าน  เราจะนึกว่าเราเล่นอยู่คนเดียว  เราส่งหาเพื่อนไม่มีใครรู้หรอกว่าเราทำอะไรอยู่  แต่ในความเป็นจริงแล้วอินเตอร์เน็ตทุกเครื่องมันเชื่อมอยู่กับศูนย์กลาง คือผู้ให้บริการ 

อภิสิทธิ์: "บันทึกไว้หมด"

ศุภเดช: บันทึกไว้หมดแล้วว่า ใครส่งอะไรไปยังไง  เพียงแต่ว่ามันเยอะมากซะจนไม่มีใครดู  แต่ถ้าจะดูก็ดูได้ 

พงศ์สุข: 
คือถ้าเกิดว่า ในขณะที่ทำความผิดอาจจะไม่มีคนมาจ้องรอจับ เหมือนตำรวจดักอยู่หน้าไฟแดง  แต่ถ้าเกิดผิดปั๊บ  ย้อนกลับไปดู ๆ ได้เลย   ยังไงบ้างปกติที่เขาทำ

ศุภเดช: ใช้ซอฟต์แวร์ครับ  กรณีนี้มีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า E-mail Tracker pro ใส่ตัว header คืออีเมล์ทุกฉบับจะมีถึง  header อยู่  header ข้างในจะมีรายละเอียดว่าผู้ส่งคือใคร  ส่งจาก server ไหน ใช้เวลาอะไร  แล้วอีเมล์ ID คือ อีเมล์ ID อะไร  กรอกเรียงกันไปให้ครบ  เขาจะ track กลับไปว่าต้นทางคือที่ไหน

พงศ์สุข: พูดแบบเริ่มฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ศัพท์เยอะมาก header คล้าย ๆ แชมพูสระผมหรือเปล่าครับ

ศุภเดช: ไม่ใช่ครับ หัวจดหมายครับ  แต่บนคอมพิวเตอร์จะมีรายละเอียดเยอะกว่านั้น  ทุกทีเราเขียนแค่ที่อยู่ปลายทาง  บ้านเลขที่เท่าไหร่   

อภิสิทธิ์:
"แต่ว่าจริง ๆ ขณะนี้อีเมล์ที่ส่งต่อ ๆ กันไป มันก็มองเห็นอยู่แล้วว่าคนนี้มาจากคนนี้ ๆ ไล่ย้อนกลับไปเรื่อย ๆ อย่างกรณีคลิปเสียงนี่ก็เหมือนกัน พวกเราบางคนที่ได้ ก็จะเห็นว่ามาจากใคร และคนนั้นได้มาจากใครอีกที ก็สามารถที่จะไล่ย้อนกลับไปได้"

พงศ์สุข: ตอนนี้เห็นว่าทางกฎหมายเริ่มสืบได้แล้วว่ามาจากบริษัทไหน 

ที่รัก: ยังต้องรอพิสูจน์ก่อน

พงศ์สุข: แต่ยังไงวันนี้หายข้องใจแล้วนะครับ คลิปเสียงของท่านนายกฯ ตัดต่อแน่นอน

ที่รัก: 
คุณหนุ่ยพอมีคำแนะนำท่านนายกฯ ไหมครับว่าวิธีจะไม่ให้คนไปตัดต่อเสียงได้

พงศ์สุข: จะให้ผมแนะนำท่านนายกฯเลยเหรอครับ  ก็เรียนแนะนำตรง ๆ เลยจะให้ท่านนายกฯ ไม่พูดเลยก็คงไม่ได้  ต้องสื่อสารใช่ไหมครับ  ถามว่าวิธีการพูดของท่าน ถ้าเราสังเกตดูจากซอฟต์แวร์  คือปกติ  ท่านอาจจะพูด พี่น้องครับ วันนี้นะครับ  ผมก็มองว่า  เราจะต้อง  ท่านอาจจะต้องเปลี่ยนสไตล์การพูดนิดหนึ่ง

ที่รัก: มีคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ คือคำไหนเป็นคำที่สำคัญ อยากให้ท่านนายกฯ พูดติด ๆ กันเข้าไว้ หรือพูดผิด แล้วพูดใหม่  เขาจะได้เอาไปตัดต่อไม่ได้ไง

พงศ์สุข: คือจริง ๆ แล้วอันนี้ต้องอยู่ที่เจตนาคนทำแล้วนะครับ  เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าโดยธรรมชาติเสียง  มันพูดติดกันเยอะ ๆ  อย่างในอดีต  อย่างคุณสมัคร ตัดต่อยากครับ  วันนี้ครับก่อนจากกันไป  ผมมีคำถามทราบว่าท่านนายกฯ ชื่นชอบการใช้ทวิตเตอร์มากเลย 

อภิสิทธิ์:
"ที่จริงไม่เท่าไหร่ล่ะครับ แต่ว่าติดตามคนที่ชอบใช้"

พงศ์สุข: แต่มีคนตามท่านนายกฯ นะครับเวลาท่านเขียนข้อความต่าง ๆ มา ๑๒,๐๐๐ กว่าคนแล้วนะครับตอนนี้  สุดยอดเลย  และ account  หรือบัญชีชื่อของ  pm_abhisit  ของท่านนายกฯ เป็น account  แรกในประเทศไทยที่มี  verify  account  กล่าวคือ มีการยืนยันจากบริษัทของผู้ให้บริการทวิตเตอร์แล้วว่า ตัวจริงเสียงจริงเลย  แล้วท่านปกติ code อีเมล์

อภิสิทธิ์: "ผมให้ทีมงานเขาเป็นคนคอยพูดแค่ความเคลื่อนไหว" 

พงศ์สุข: บารัค โอบามา เขาติด  blackberry มากเลย ท่านมีอุปกรณ์ไอทีอะไรที่ชื่นชอบใช้เป็นประจำ

อภิสิทธิ์:
"ผมใช้โทรศัพท์ก็เป็น SCC ใช้ได้ครับ ก็ติดตามข่าวสาร ดูนิวส์ ดูเน็ตได้ ส่งอีเมล์ได้อะไรต่าง ๆ ก็พอแล้วครับ"

พงศ์สุข: แล้วปกติ สมมติว่ามีคนเข้า mention หรือเขียนกลับไปหาท่านทางทวิตเตอร์  ทีมงานเขา print ให้ท่านอ่าน

อภิสิทธิ์: "
ผมตอนนี้ก็มีทั้ง hi-๕ facebook ทวิตเตอร์ และผมมีเว็บไซต์ทางการของ abhisit ๑ และเว็บไซต์ของรัฐบาล ๒ เว็บไซต์ของนายกฯ ๓ มันก็เยอะ เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วก็มีทีมงานติดตาม แต่ถ้าอีเมล์ผมจะตอบเอง"

พงศ์สุข: แปลว่าถ้าอยากติดต่อท่านโดยตรงใช้อีเมล์ 

อภิสิทธิ์:
"บางทีก็หลายวันเหมือนกัน"

ที่รัก: รวบรวมแล้วตอบทีเดียวใช่ไหมครับ

อภิสิทธิ์:
"แต่ว่าทิ้งไว้หลายวัน บางทีก็ไม่อยากเปิดเยอะ ๆ เปิดมาก็ภาวนาให้เป็นจดหมายขยะให้หมด ไม่มีแรงตอบบางที มันเยอะ"  

พงศ์สุข: เอาไว้โอกาสหน้ารายการแบไต๋ hitech ขอไปแอบถ่ายท่านที่กำลังตอบอีเมล์  อาจจะเห็นมือเป็นระวิง

อภิสิทธิ์:
"บางทีต้องใช้วิธี print ออกมา และเขียน  เพราะเราเขียนในรถก็ได้  เขียนในอะไรก็ได้  แล้วก็ให้ทีมงาน"

พงศ์สุข: มีคำถามอีกหลายคำถามเลย  เวลาพอมีอยู่  อันนี้เกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เมื่อคืนนี้คุณสุทธิชัย หยุ่น  เขาเปิดประเด็นในทวิตเตอร์ว่าใครอยากจะฝากผู้ดำเนินรายการแบไต๋ hitech มาสัมภาษณ์ท่านนายกฯ เชิญได้เลย  และตัวท่านเองท่านก็ฝากคำถามมาด้วย  เดี๋ยวผมอ่านจากหน้าจอเลย  ผมอยากทราบว่าทำไมเหตุผลอะไร ท่านนายกฯ ถึงเอาพวกแบไต๋ hitech มาสัมภาษณ์ท่าน

อภิสิทธิ์:
"เมื่อเช้าผมดูไม่เห็นมี"

พงศ์สุข: มีเยอะนะครับเช่นปัญหาเกี่ยวกับ  digital gap  ความห่างทางเทคโนโลยี

อภิสิทธิ์:
"ที่จริงมีเรื่อง ๓  เรื่องใหญ่

  • เรื่องแรกคือว่าการมีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด ตอนนี้ความคาดหวังของผู้คนก็ 3G  Wi-max ซึ่งก็ต้องเร่งรัด  เราก็ต้องบอกว่าบังเอิญอาจจะโชคไม่ค่อยดี ในอดีตที่ผ่านมาการพัฒนาโทรคมนาคมของเรา มีความยุ่งยากพอสมควร เพราะว่ามีรัฐวิสาหกิจ  และไปให้สัมปทาน มีสัญญา มีอะไรต่าง ๆ ตอนนี้ก็มีกติกาที่จะต้องมี กทช.  ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็น กสทช.  แต่เราก็พยายามตั้งเป้าเอาไว้ว่า ยังไงในเรื่องของ 3G ต้องผลักดันให้เริ่มต้นกระบวนการให้ได้  จริง ๆ ก็อยากให้ได้ภายในปีนี้  ที่จะเริ่มต้นกระบวนการ เพราะว่าเป็นการลงทุนที่จะมีขนาดใหญ่พอสมควร  เพียงแต่ว่าที่จะต้องตกลงคือว่ากติกาจะเปิดแข่งขันกันอย่างไร  จริง ๆ แล้วแน่นอนรัฐวิสาหกิจเขาก็อยากทำ  แต่เราก็อยากจะดูว่ามันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือเปล่า  อันนี้ก็เป็นเรื่องแรกนะครับว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องลงทุน
  • เรื่องที่ ๒ คือว่าถึงมีความพร้อมแล้ว  การเข้าถึงและความเป็นธรรมที่พูด  ช่องว่างก็ยังมีมาก เราจะเห็นชัดว่าคนในเมืองการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ค่อนข้างง่าย  ยกเว้นกรณีที่ไร้สาย  ซึ่งเป็นเครื่องก็อาจจะเหลือแต่พื้นที่บางพื้นที่ที่สัญญาณไปไม่ถึง  เสียเปรียบ  แต่ถ้าในแง่ของความเร็วสูง  ก็ยังกระจุกอยู่   ตรงนี้ก็เป็นจุดสำคัญที่ต้องกระจาย  แล้วในนโยบายในทุกเรื่อง  เช่น เรื่องการศึกษา อย่างสัปดาห์ที่แล้ว   ก็อนุมัติไปว่าจะต้องมีกองทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา  ใจผมความจริงธุรกิจนี้ก็ทำเงินเยอะ ควรจะเก็บเงินเข้ามา และเอาเงินตรงนี้คืนไป  ความจริงปัจจุบันก็มีกลไกอยู่  คือเอาเงินตรงนี้คืนไปสู่การลงทุนสำหรับที่ห่างไกลเหมือนสมัยก่อน  นึกออกไหมครับ  สมัยก่อนก็บังคับว่าต้องไปทำโทรศัพท์สาธารณะในที่ไหน  อันนี้ก็ต้องแบบเดียวกัน  ทำอย่างไรเราจะให้คนในชนบทสามารถเข้าถึงได้ด้วย  ถ้าไปลงทุนแล้วไม่คุ้มก็ต้องเอาส่วนเกิน กำไรจากที่อื่นมา และหมุนกลับมาตรงนี้  นั่นก็เรื่องที่ ๒
  • เรื่องที่  ๓ ก็พูดกันไปบ้างแล้วคือว่าเทคโนโลยีก็เป็นดาบ ๒ คม คุณธรรม กฎกติกามารยาท พื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีก็เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจ  เหมือนกับคนเล่นเน็ต  ผมก็เห็นเวลาเขามีห้องสนทนา กระดานสนทนา บางทีก็เจอคนที่ไม่เคารพกติกาก็เป็นที่รำคาญของคนอื่น  จะไปบอกตัดออกไปยังไงก็ไม่ง่าย  เดี๋ยวมีเส้นแบ่งที่บางมากว่าตรงไหนคือเรื่องสิทธิเสรีภาพ  ตรงไหนคือเรื่องความเหมาะสมว่าทำได้ทำไม่ได้" 

พงศ์สุข: ที่จริงแล้วปัญหาเรื่องจริยธรรมกับคนใช้เทคโนโลยีมันควรจะมีรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเรื่องไอทีดี ๆ ในฟรีทีวีไหมครับ

อภิสิทธิ์:
"เข้าใจว่ามีอยู่นะครับ คือการเผยแพร่ข้อมูลทางด้านนี้ก็ต้องทำกันมากขึ้น และวันข้างหน้าแน่นอนครับเวลาเด็กเติบโตขึ้นมา เหมือนกับว่าพูดภาษาได้ไหม คำนวณได้ไหม ก็คงจะต้องมีเรื่องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ไหม อันนี้แน่นอนในวันข้างหน้า"

พงศ์สุข: เทคโนโลยี 3G เห็นบอกว่ารออยู่นานแล้ว

พีระพล: ผมก็ทำงานอยู่วงการมือถือมาตั้ง ๑๐ กว่าปีก็รอว่าเมื่อไหร่ที่พวกเราทุกคนจะได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนคนอื่นเขา

พงศ์สุข:
จริง ๆ ต้องบอกว่าการที่ ๓G มาช้าบางคนที่ไม่ได้ใช้อาจจะบอกแล้วยังไงเหรอ  ต้องบอกว่าโทรศัพท์ที่เราซื้อกันอยู่ทุกวันนี้  มีฟังก์ชั่น ๓G มาแล้ว ทีนี้พอมันยังไม่มีเครือข่ายก็เหมือนกับเราจ่ายเงินซื้อเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็นและไม่ได้ใช้  ณ  วันนี้สินค้าเหล่านี้บ้านเรายังไม่ได้ผลิตได้เอง มีบางยี่ห้อออกแบบจากที่นี่ และเขาไปสร้างโรงงานที่จีนผลิต  แต่ดุลการค้าต้องแลกกับสินค้าเกษตรกรรมเป็นข้าวไม่รู้กี่พันล้านเกวียน ขณะที่เราบริโภคไอทีอยู่ทุกวันนี้  อีกหลายเรื่องหลายประเด็นนะครับ  แต่ผมจะขอรวบ ๆ แล้วกันนะครับเรื่องความกังวลที่เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตด้วย  จริง ๆ แล้ววิสัยทัศน์ของท่านผมได้ทราบผ่านท่านคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช  ว่าท่านเน้นมากเรื่อง Creative Economy เศรษฐกิจต่อไปจะต้องใช้ Creative หรือความคิดสร้างสรรค์เข้ามา มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับนโยบายบ้าง

อภิสิทธิ์: "ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยได้เยอะในการที่จะเพิ่มมูลค่าสิ่งต่าง ๆ  โดยการประยุกต์เทคโนโลยีในการหยิบความคิดหรือใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่ความคิดหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาที่มีประโยชน์คือ

(๑.) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ทรัพยากรมากหรือน้อย ความคิดก็ไม่ได้ไปรบกวนป่าไม้  พลังงานอาจจะมากนะครับ  แต่ว่าไม่มาก 

(๒.) โดยข้อเท็จจริงเราจะเห็นว่าพัฒนาการของสังคมของเศรษฐกิจของมนุษย์ เรียกง่าย ๆ ว่าการบริโภคตอนหลัง  บางทีไม่ใช่ตัวสิ่งของ อาจจะเป็นบางสิ่งบางอย่างจับต้องไม่ได้ด้วยซ้ำ  เสื้อที่แพงไม่แพง เดี๋ยวนี้อาจจะไม่ใช่อยู่ที่ว่าผ้าดีกว่ากันหรือเปล่า  แต่อาจจะอยู่ที่แบบ อาจจะอยู่ที่ว่ามาจากใคร  ได้รับความนิยมไหม อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ตัวนี้จะเป็นตัวที่ชี้ความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ  และเราก็ต้องกระตุ้น  ทีนี้ถามว่า กระตุ้นอย่างไร 
๑. คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เราจะต้องช่วย
๒. เรื่องกฎกติกา เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญหาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ 
๓. ต้องมีการส่งเสริมสนับสนุน
เหมือนช่วงแรกของรายการ  ผมก็พูดนะครับว่าบางประเทศเอาผสมผสานกันวัฒนธรรม บันเทิง อย่างเกาหลี  เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นคลอง ตลาดของเอเชีย"

พงศ์สุข: ต้องบอกว่าวงการเพลง pop เลย อย่างนั้นเลยนะครับ

อภิสิทธิ์:
"เรื่องละครบอกว่าอ้างอิงประวัติศาสตร์  ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าแม่นยำแค่ไหน  ใช่ไหมครับ  ก็ได้รับความนิยม  ซึ่งประเทศไทยเราความจริงมีของพวกนี้เยอะ ทั้งในระดับที่เรียกว่าระดับชาติก็มี  ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นก็มี   เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องดึงออกมาให้ได้  ก็มีทั้งธุรกิจบันเทิง ทั้งธุรกิจในเรื่องของวัฒนธรรม ศิลปะ แล้วก็ในเรื่องของความคิดในเรื่องของการออกแบบ  การวิจัย  การเพิ่มมูลค่าก็เป็นสิ่งสำคัญ  ซึ่งเราก็จะมีการสนับสนุน วันจันทร์นี้ผมจะมีการเปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในเรื่องของ Creative Economy ด้วย"

พงศ์สุข: การใช้เทคโนโลยีก็เป็นเรื่องจริยธรรมด้วย  เรามีเครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัยแล้ว  อย่าให้จิตใจเราต่ำลง  ยังไงก็แล้วแต่วันนี้เรายังไม่รู้ว่าคนที่เป็นต้นตอการตัดคลิปเสียงเป็นใคร  แต่เราก็คงได้ทราบแล้วว่าเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยเหล่านี้  ถ้าเรามองในประโยชน์เชิงบวก  ทำอะไรได้อีกเยอะเลย  และวิสัยทัศน์และนโยบายของท่านนายกฯ ทำให้เราได้ใจชื้น และดีใจด้วยนะครับว่า  Creative Economy ก็ดีหรือว่าแนวความคิดในเรื่องของไอทีมาพัฒนาประเทศ ท่านทำอย่างแน่นอน วันนี้ขอบพระคุณท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  เป็นอย่างสูงเลยนะครับที่ให้โอกาสรายการแบไต๋ hitech X ๒ ช่วงต่อไปพบกับพี่สุวิช  สุทธิประภา นะครับ 

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เดินหน้ารุก "ไทยสร้าง ไทยเข้มแข็ง"

... เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ใช้ความคิดสร้างมูลค่า วางรากฐานที่เข้มแข็งและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อภิสิทธิ์: "สำหรับสัปดาห์หน้าอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะมีการเปิดตัวก็คือ การสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เรียกว่า Creative  Economy รัฐบาลจะมีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการชัดเจน  จะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้  และ Creative  Economy จะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของอุตสาหกรรม บันเทิง ไปจนถึงเรื่องของการนำเอาวัฒนธรรม หรือประเพณี ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มาใช้ในการเพิ่มมูลค่าหรือคุณค่าที่นำไปสู่การผลิตสินค้าและบริการ แล้วรวมไปถึงเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงแบบหรือทำเป็นยี่ห้อให้กับสินค้าและบริการที่เพิ่มมูลค่ามากขึ้น  อันนี้เป็นหัวใจสำคัญของอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจ  เพราะว่าถ้าเราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของเราได้ นั่นคือการสร้างโอกาส สร้างรายได้ โดยไม่ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น  ก็เป็นการสอดคล้องกับการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย  นี่คืองานสำคัญ ๆ  ทางด้านเศรษฐกิจรวมทั้งการทำงานกับฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ  และวางรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เศรษฐกิจไทยไตรมาส ๔ แนวโน้มเติบโตเป็นบวก

...แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส ๔ เริ่มมีการขยายตัวและมีการประเมินตัวเลขกลับมาเป็นบวกได้อีก เห็นจากอัตราการว่างงานชะลอตัวลง

อภิสิทธิ์: "ผมเลยถือโอกาสเรียนต่อไปเลยว่าในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมานี้  ทางสภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้มีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ  หลังจากที่ตัวเลขจริงของไตรมาสที่ ๒ คือช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนออกมา  ปรากฏว่าเศรษฐกิจนั้นติดลบร้อยละ ๔.๙ เทียบกับใน ๓ เดือนแรกที่ติดลบไปร้อยละ -๗.๑ ขณะเดียวกันถ้าเทียบไตรมาสที่ ๒ กับไตรมาสแรกนั้นเศรษฐกิจจะโตขึ้นมาประมาณร้อยละ ๒.๓ โดยสรุปแล้วแนวโน้มเห็นชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด  และเริ่มมีการขยายตัวขึ้นจนเรามั่นใจว่าในไตรมาสที่ ๔ คือ ๓ เดือนสุดท้ายของปีนี้อัตราการเติบโตปีต่อปี  น่าที่จะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง  ตัวเลขล่าสุดที่เป็นการประมาณการณ์ของสภาพัฒน์ฯ คือตลอดทั้งปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณลบร้อยละ ๓-๓.๕  ถือว่าเป็นตัวเลขซึ่งแน่นอนครับไม่มีใครอยากจะเห็นเพราะเป็นตัวเลขที่ติดลบ แต่ก็ดีกว่าที่ได้มีการคาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างมากในช่วงต้นปี  และสิ่งที่สำคัญคือว่าตัวชี้วัดอื่น ๆ ในทางเศรษฐกิจเริ่มสะท้อนออกมาในทางที่ดี  ทั้งในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศเราเอง  แล้วก็เศรษฐกิจโลก  และตัวเลขที่สำคัญที่สุดเรื่องของการจ้างงานก็เช่นเดียวกันนะครับ  ขณะนี้เห็นได้ชัดว่า อัตราการเพิ่มของการว่างงานชะลอตัวลงอย่างชัดเจน  ขณะเดียวกันในบางอุตสาหกรรมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่จะต้องจ้างงานคนเพิ่มแล้วด้วย  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี  
แต่ในเชิงนโยบายนั้นมีเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเร่งและระมัดระวัง  ที่ต้องเร่งคือในส่วนของการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นงบประมาณคือไทยเข้มแข็ง  จะต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  เพราะว่าปัจจัยหนึ่งที่ประคับประคองเศรษฐกิจในไตรมาสที่ ๒ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันได้คือการใช้จ่ายของรัฐบาลเอง  นั่นคือเป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วที่ได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อประคับประคองตรงนี้  เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนการปฏิบัติ  เวลาที่เร่งรัดการให้มีเม็ดเงินงบประมาณลงไปสู่เศรษฐกิจจริง  ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป"

ดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน ๓๐ บาท
อภิสิทธิ์: "ปัจจัยที่ต้องระมัดระวังแน่นอนที่สุดนะครับ

  • ประการแรกมีเรื่องของราคาน้ำมัน  ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก  แต่ว่าเมื่อรัฐบาลได้เก็บภาษีและมีการเก็บเงินเข้ากองทุนอยู่ส่วนหนึ่ง  ผมก็ยืนยันเหมือนเดิมว่าจะยันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน ๓๐ บาท  และก็พร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นพุ่งสูงขึ้นไปอีก  เพราะฉะนั้น  ตรงนี้ก็น่าจะทำให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจและมั่นใจได้ว่ารัฐบาลยังมีกำลังในการที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนตรงนี้   ซึ่งก็เป็นเจตนาที่เราได้บริหารในเรื่องของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา  พร้อม ๆ กันนั้นการที่เราจะยันราคาน้ำมันไว้ตรงนี้  เพื่อที่จะไม่ให้มีการไปเพิ่มราคาในเรื่องของการขนส่ง ในเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด  

 อัตราการเสียชีวิตไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ เริ่มลดลง

  • ประการที่  ๒ เรื่องของ ไข้หวัด ๒๐๐๙ ยังคงเป็นปัจจัยที่ยังมีความห่วงใยอยู่ ทั้งในส่วนของการดูแลคนของเรากันเอง  แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตในสัปดาห์ล่าสุดที่มีการประกาศตัวเลขเริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน  แต่ว่าในประเทศอื่น ๆ  หลายประเทศขณะนี้พุ่งสูงขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว  และเราต้องระมัดระวังไม่ให้กลับมา  และโดยเฉพาะในพื้นที่ใหม่ ๆ  ซึ่งเชื้อไข้หวัด ๒๐๐๙  เข้าไปในชนบทในบางพื้นที่  ก็ต้องจับตาดูอย่างต่อเนื่อง  เพราะว่าตัวนี้ถ้าหากว่าไม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง  ก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชาวต่างชาติ  และเรื่องของการท่องเที่ยว 
  • สุดท้ายที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษแน่นอนที่สุดคือเรื่องของการเมือง  เพราะว่าในบรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ หรือคนที่มีการติดตามในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด  ยืนยันว่าถ้าการเมืองนั้นมีความแน่นอน  มีเสถียรภาพระดับหนึ่งนั้น  ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  แต่ถ้าหากว่ามีเหตุการณ์ความวุ่นวายแล้ว  เศรษฐกิจของไทยคงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยากลำบากมากขึ้น  และแน่นอนครับคนที่เดือดร้อนมากที่สุด  คงจะหนีไม่พ้นพี่น้องประชาชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่เป็นคนยากคนจน"

(กลับไปด้านบน)

- งบประมาณ ๕๓ ควบคู่ไทยเข้มแข็ง ลดค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

...รัฐบาลใช้ปฎิบัติการไทยเข้มแข็งควบคู่กับงบปี ๕๓ ที่มีค่าใช้จ่ายลดน้อยลง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญ ๆ ที่ได้ผลักดันในช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมาถูกบรรจุไว้ในงบประมาณอย่างครบถ้วน  โครงการเหล่านี้ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

อภิสิทธิ์: "ผมถือโอกาสนี้เรียนนะครับย้ำว่างบประมาณปี ๕๓ เป็นงบประมาณซึ่งอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ  เพราะว่าการจัดเก็บรายได้หลังจากที่เกิดปัญหาในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นก็ต่ำกว่าเป้าหมาย  เมื่อต่ำกว่าเป้าหมายก็หมายความว่า เราไม่สามารถที่จะจัดงบประมาณในปริมาณหรือในจำนวนที่เท่ากับปีที่แล้วด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้น จะเป็นลักษณะของงบประมาณที่มีค่าใช้จ่ายลดน้อยลง  แต่ว่าเราจะมีปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  ซึ่งจะเดินควบคู่กันไป  ซึ่งจะมาชดเชย  และเพิ่มในเรื่องของการลงทุนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ในงบประมาณฉบับนี้ก็ขอยืนยันครับว่า นโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลที่ได้ผลักดันมาในช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนฟรี  เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ  เรื่องค่าตอบแทน อสม.  และที่พูดเอาไว้เรื่องค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  รวมไปถึงการมีเบี้ยให้กับทางคนพิการ  ถูกบรรจุไว้ในงบประมาณอย่างครบถ้วน  เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าโครงการเหล่านี้ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในหลายกลุ่ม  ซึ่งคิดว่าควรจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  มีเงินงบประมาณที่เตรียมไว้พร้อม  และจะทำให้โครงการเหล่านี้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง   ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นลักษณะที่เป็นการถาวรต่อด้วย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกร : โฉนดที่ดิน ประกันราคาพืชผล

...รัฐเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชน เรื่องโฉนดที่ดิน การออกเอกสารสิทธ์ ให้มีที่อยู่อาศัย ทำมาหากินได้ รวมถึงการประกันราคาข้าวพืชผลของเกษตรกร

ออกโฉนดชุมชนเพื่อแก้ปัญหาที่ทำกินของเกษตรกร
อภิสิทธิ์: "มีการเร่งรัดนโยบายที่สำคัญวันนี้ขออนุญาตพูด ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของเกษตรกร

(๑.) เรื่องแรกคือการแก้ปัญหาที่ทำกิน อย่างที่เคยพูดเอาไว้ว่า รัฐบาลจะนำแนวทางใหม่ในเรื่องของโฉนดชุมชนเข้ามา  คือว่าเราจะสามารถออกเอกสารสิทธิ์แทนที่จะออกให้บุคคล  และมักจะไปพบว่ามีการเปลี่ยนมือทีหลัง  ที่กลับไปตกอยู่ในมือของนายทุน ไม่ได้แก้ปัญหาที่ทำกินของเกษตรกรอย่างแท้จริง  เราก็จะใช้โฉนดที่ให้กับชุมชนหรือองค์กร  ซึ่งไปบริหารจัดการเพื่อดูแลว่าการใช้ที่ดินตรงนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์คือเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัย และการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ทำกิน  ล่าสุดนั้นระเบียบที่จะออกมาเพื่อสามารถที่จะบริหารโฉนดชุมชนได้ร่างเสร็จแล้ว  แล้วไม่เกิน ๒ สัปดาห์ครับคงจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้  และจะทำให้เราสามารถที่จะใช้แนวทางนี้ในการแก้ไขปัญหาได้กับหลายพื้นที่  ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกับกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เรียกตัวเองว่าเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน  ซึ่งถ้าตรงนี้เดินหน้าได้ก็จะเป็นการช่องทางใหม่ในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ทำกิน  ส่วนช่องทางอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ทำ  ก็เดินหน้าต่อ  ในสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน  ผมก็จะมีการไปติดตามในเรื่องของการที่ได้รวบรวมที่ของภาครัฐ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือที่ของกรมธนารักษ์  และมีการจัดสรรเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ต้องการจะทำกินสามารถมาเช่าได้  ก็จะเดินทางไปที่ปทุมธานีเพื่อไปดูการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่ทำกินในส่วนนี้ ใช้ระบบประกันราคาพืชผลทางการเกษตร

สำหรับนโยบายอีกเรื่องที่มีความสำคัญมากคือ

(๒.) เรื่องการแทรกแซงในเรื่องของพืชผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องข้าว เคยคุยกันไว้หลายครั้งว่ารัฐบาลจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการในการแทรกแซงจากเดิมที่มีการไปจำนำในราคาที่สูง  และมีปัญหาหลายปัญหาตามมา   ตั้งแต่ว่าเป็นการทำลายกลไกตลาด  ทำให้ข้าวไทยในตลาดโลกไม่สามารถแข่งขันได้  เพราะมีราคาสูง  ขณะเดียวกันมาตรการจำนำก็มีโควตาจำกัดมาก  จนกระทั่งในที่สุดคนที่ได้ประโยชน์เป็นเพียงคนส่วนน้อย  แล้วขณะเดียวกันพอรัฐบาลจำนำในราคาสูง  ในที่สุดก็เหมือนกับซื้อเข้ามา ก็มีปัญหาในเรื่องของการบริหารสต็อค  ประกาศขายทีราคาก็ตก  ครั้นจะเก็บเอาไว้ก็มีปัญหาเรื่องของการเสื่อมคุณภาพ  โดยเฉพาะในปีหน้าเมื่อเราเปิดเขตการค้าเสรีกับอาเซียน  นั่นหมายถึงว่าพืชผลทางการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน  จะสามารถเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ด้วย  เพราะฉะนั้น แนวทางการจำนำคงไม่สามารถที่จะทำต่อได้  เราก็ใช้รูปแบบของการที่เข้ามาใช้ระบบประกัน  จริง ๆ แล้วก็เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องของราคากับรายได้
  
      ขณะนี้ก็อธิบายขั้นตอนให้ฟังว่าสำหรับข้าวนาปี  ก็จะมีการไปดำเนินการจดทะเบียน  ซึ่งขณะนี้ได้ทำไปแล้ว  ผมฟังล่าสุดคือประมาณครึ่งหนึ่งของพี่น้องเกษตรกรหลายล้านครัวเรือน  ประมาณ ๒ ล้านกว่าครัวเรือน ได้มีการมาขึ้นทะเบียนเอาไว้  การขึ้นทะเบียนเอาไว้ก็จะทำให้เราทราบว่า เกษตรกรแต่ละครัวเรือนปลูกอะไร  อะไรในที่นี้ก็หมายถึงว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง  ข้าวนี่เป็นข้าวประเภทไหน  ข้าวหอมมะลิ  ข้าวหอมจังหวัด  หรือว่าข้าวขาว  ในที่ดินที่ถือครองอยู่เท่าไหร่  ซึ่งที่ดินตรงนี้สำหรับปีนี้ก็อนุโลมในเรื่องของที่ดินที่ไม่เอกสารสิทธิ์ตราบเท่าที่ไม่ใช่เป็นการไปบุกรุกใหม่  ก็จะมีการขึ้นทะเบียนเอาไว้  เมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จแล้ว  เราก็จะมาคำนวณผลผลิต  หมายความว่าในแต่ละจังหวัด  เราจะมีตัวเลขอยู่แล้วว่าผลผลิตต่อไร่  ถ้าเป็นพื้นที่ในเขตชลประทานเท่าไหร่  นอกเขตเท่าไหร่  เพราะฉะนั้น พอเรามีทะเบียนอยู่ว่า  นาย ก  มาขึ้นทะเบียนเอาไว้  มีการปลูกข้าวพันธุ์นี้  มีพื้นที่กี่ไร่แล้ว  เราก็จะคำนวณออกมาว่าจะมีผลผลิตเท่าไหร่  เมื่อได้ตัวเลขโครงการผลผลิตทั้งหมดแล้ว  เราก็จะประกาศต่อไปว่าที่รัฐบาลจะประกันให้ในปริมาณเท่าไหร่   ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ  เดิมทีมีข้อเสนอว่าอาจจะเป็น ๒๐ ตัน  ตอนนี้ก็มีการพูดถึงว่าจะขยายไปถึง ๓๐ หรือไม่อย่างไร  ก็จะไปดูจากโครงสร้างก่อน 
 
      ทีนี้ถามว่าระบบนี้ทำอย่างไร  เราก็มีการประชุมกำหนดราคาไปเรียบร้อยแล้ว  ถ้าเป็นข้าวหอม  ราคาที่เราเรียกว่าราคาประกัน  ถ้าเป็นหอมมะลิจะอยู่ที่  ๑๕,๓๐๐ บาท  ถ้าเป็นข้าวขาวก็ ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น  ทีนี้เมื่อถึงเวลาหมายครับ  หมายความว่าเมื่อมีการเพาะปลูกไปแล้ว  เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว  รัฐบาลก็จะประกาศราคาที่เรียกว่าราคาอ้างอิง  ซึ่งจะประเมินจากราคาที่สามารถเอาข้าวไปขายได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออิงกับตลาดโลกด้วย  แล้วก็เกษตรกรจะสามารถมาใช้สิทธิ์ตามที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้  เช่น สมมติว่าเป็นข้าวขาว ราคาประกันอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐  วันนั้นมีการประกาศราคาอ้างอิง ๘,๐๐๐ เกษตรกรจะสามารถมารับส่วนต่างได้ ๒,๐๐๐ บาท  อย่างนี้เป็นต้น  โดยที่ไม่ต้องมีการมาส่งมอบข้าว  ทีนี้ก็มีคนกังวลว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีช่องโหว่ช่องว่างไปสู่การทุจริตหรือไม่  ก็ขอเรียนอย่างนี้นะครับมันไม่ได้เป็นปัญหาเลยครับ  เพราะว่าเกษตรกรเมื่อเขาใช้สิทธิ์ไปในฤดูเพาะปลูกนั้นแล้วก็จบกันไป  ส่วนข้าวเขาจะปลูกแล้วรับประทานเอง ปลูกแล้วจะไปขายหรือไม่ ในราคาเท่าไหร่  ก็ว่าไปตามกลไกตลาด  มีคนไปกังวลตอนแรกว่าถ้าสมมติเขาไปสมคบกันอ้างว่าขายในราคาถูก  มารับส่วนต่างมาก ๆ ไม่ได้นะครับ  เพราะว่าส่วนต่างที่เราชดเชยให้เป็นส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาที่รัฐบาลประกาศที่เรียกว่าราคาอ้างอิง  แต่ว่าถ้าหากว่าราคาที่ซื้อขายกันจริงมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง  รัฐบาลจะมีมาตรการแทรกแซงอื่น  เพื่อช่วยที่จะพยุงราคาด้วยพร้อมๆ กันไป  ไม่ได้หมายความจะไม่มีมาตรการอื่นเลย 
แนวทางนี้ที่เป็นผลดีแน่ชัดที่เห็นได้

  • ประการแรกคือว่าเรากำลังจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรทุกครัวเรือนเป็นครั้งแรก  เพราะว่าก่อนหน้านี้ทุกครั้งมีการจำนำมีโควตา  และผมไปดูแล้วตัวเลขของครัวเรือนที่สามารถได้ประโยชน์จากโครงการการจำนำ  อย่างเก่งที่สุดก็เฉียด ๆ คือไม่ถึงครึ่งดีสำหรับกรณีข้าวนาปรัง  ถ้าเป็นกรณีอื่น ๆ นั้นเพียงร้อยละ ๒๐ บ้าง ร้อยละ ๓๐ บ้าง  เพราะฉะนั้น เกษตรกรทุกรายครั้งนี้ได้ประโยชน์  แม้กระทั่งเกษตรกรซึ่งปกติไม่ได้ปลูกข้าวและขายด้วยซ้ำ  
  • ประการที่  ๒ สิ่งที่เกษตรกรจะได้จากระบบการชดเชยคือ เงินสดในมือเลย  ในส่วนของความแตกต่างของส่วนต่างราคาอย่างที่ได้เล่าไปเมื่อสักครู่   แล้วก็คูณด้วยกับปริมาณที่เราใช้จากสูตรคำนวณ  อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังในช่วงแรก  ประการถัดมารัฐบาลจะไม่ค่อยมีภาระในเรื่องของการที่จะต้องมาบริหารจัดการสต็อคข้าว และทำให้กลไกลการซื้อขายข้าวกลับมาดำเนินการอย่างปกติ  ซึ่งเราคิดว่าพอเราทำมาตรการนี้  ที่เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันข้าวไปให้กับประเทศคู่แข่ง อย่างเช่นเวียดนาม  ซึ่งปัจจุบันราคาข้าวถูกกว่าเรามาก เพราะว่าต้นทุนข้าวในประเทศเราสูงจากระบบจำนำ  ตรงนี้ก็จะลดช่องว่างลงมา  ข้าวไทยก็จะแข่งขันได้มากขึ้น  และถ้าเราทำระบบประกัน  และมีความชัดเจน  ขณะนี้คิดว่ามากที่สุดคือให้ปีละ ๒ รอบ  ก็จะเป็นการค่อย ๆ จูงใจให้เกษตรกรมาเลือกปลูกข้าวที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป็นพันธุ์ที่ดี มากกว่าที่จะเน้นความรวดเร็วของรอบของการปลูก  อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความคืบหน้าไปมาก  และจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการต่อไป  เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้  ก็เป็นนโยบายสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีความก้าวหน้าไปในการทำงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา"

(กลับไปด้านบน)

- พรบ. ความมั่นคง & กลุ่มผู้ชุมนุม

...เนื่องจากมีการประกาศว่าจะมีการชุมนุมในวันอาทิตย์  รัฐบาลจึงประกาศใช้ พรบ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่  ๒๙ ส.ค. จนถึงวันที่  ๑ ก.ย.  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุฯ ส่วนการประกาศยกเลิกก่อนกำหนดนั้นต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ จึงจะประกาศยกเลิกได้ ส่วนการแก้ปัญหาการชุมนุมจะใช้วิธีการบูรณาการเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และไม่เกิดความรุนแรง

ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงดูแลการชุมนุม 

อภิสิทธิ์: "...หน้าที่ของรัฐบาลอีกประการหนึ่งก็คือการดูแลความสงบเรียบร้อยในส่วนของบ้านเมือง  ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร  จึงได้ต้องประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง  เนื่องจากว่ามีการประกาศว่าจะมีการชุมนุมในวันอาทิตย์  และมีการพูดไปถึงขั้นว่าอาจจะมีการมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล  รัฐบาลก็ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่  ๒๙ สิงหาคมเป็นต้นมา  และจะต่อเนื่องไปจนถึงวันที่  ๑ กันยายน  ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายเพื่อป้องปรามหรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น  และมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยมาก  สิ่งที่ผมต้องการจะกำหนดเป็นแนวทางคือ การที่การชุมนุมทางการเมืองนั้นสามารถจัดได้  แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย  และไม่นำไปสู่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และไม่นำไปสู่ความรุนแรง  ซึ่งจะไปกระทบต่อเรื่องของเศรษฐกิจอย่างที่ได้กล่าวมา"

ผู้ดำเนินรายการ  ...เมื่อสักครู่นั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรีตลอดเลย เรื่องของการบ้านการเมือง ท่านบอกว่าต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะดูแลความสงบ  แต่เรื่องของผู้ชุมนุมได้ประกาศยกเลิกการชุมนุม  คือเลื่อนไปอีกแล้ว เรื่องของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ท่านนายกฯ ประกาศเลิกก่อนกำหนดวันที่ ๑ กันยายนนี้ได้หรือไม่

อภิสิทธิ์: "คงจะดูเหตุการณ์นะครับ  คือกฎหมายฉบับนี้ไม่เหมือนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  กฎหมายนั้นหมายความว่าเกิดเหตุรุนแรงแล้วเป็นภาวะฉุกเฉิน ประกาศ  พอหมดภาวะฉุกเฉินก็เลิก  แต่กฎหมายฉบับนี้จริง ๆ คือการประกาศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ   ทีนี้ผมคิดว่าเดิมจะชุมนุมกันวันที่ ๓๐ ณ ที่เราคุยกันขณะนี้  บอกว่าจะไม่มี  แต่เราก็อยากจะรอดูสถานการณ์ไปอีกระยะหนึ่ง  เพราะว่าตัวกฎหมายฉบับนี้ ณ ที่ปฏิบัติอยู่ก็ไม่ได้ไปกระทบกระเทือนสิทธิเท่าไหร่  แต่เป็นการบูรณาการคือหมายความว่าสามารถที่จะเอาเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ มาร่วมกันทำงานได้  ถ้าไม่ประกาศตัวนี้ความรับผิดชอบอาจจะแยกส่วนกันอยู่"

ผู้ดำเนินรายการ  อำนาจในการยกเลิกก่อนกำหนดได้ไหม  เป็นอำนาจของนายกฯ โดยตรง หรือจะต้องนำกลับเข้าไปสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

อภิสิทธิ์: "ที่จริงเมื่อหมดเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ ก็สามารถที่จะประกาศยกเลิกได้  ผมคิดว่าพรุ่งนี้คงจะชัดเจน" 

ผู้ดำเนินรายการ  ขณะเดียวกันทางผู้ชุมนุมบอกว่าวันนี้ไม่มีการชุมนุม แต่ขอเลื่อนเป็นวันที่ ๕ กันยายน  ถ้าดูอีก วันที่ ๕  ถ้ารัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.อีก ก็จะเลื่อนไปอีก  ก็เหมือนกับทฤษฎีไม่รู้จบ  รัฐบาลจะทำอย่างไร

อภิสิทธิ์: "จริง ๆ แล้วผมพยายามให้ทางเจ้าหน้าที่ไปคุยในช่วงที่ผ่านมา ให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปคุย ที่คุยเพราะว่าผมไม่ได้ขัดข้องกับการที่จะมีการชุมนุมทางการเมือง  ผมพูดมาตลอดถ้าชุมนุมทางการเมือง  อยากจะตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์ผมอะไรต่าง ๆ ตราบเท่าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายก็ทำได้  แต่คงไม่มีใครอยากจะเห็นเหมือนเดือนเมษายนอีก  และถ้าเกิดอีก  ผมคิดว่าตอนนี้เศรษฐกิจแทนที่จะฟื้นก็จะมีปัญหามากเลย  ซึ่งผมคิดว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนทั่วไป  เพราะฉะนั้น ที่ผมพยายามทำคือว่าชุมนุมได้  แต่ว่าจะทำอย่างไรให้การชุมนุมอยู่ในขอบเขตที่ไม่ไปกระทบกระเทือนทั้งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน  ทั้งในแง่ของการไปกระเทือนกับเศรษฐกิจในภาพรวม"

ผู้ดำเนินรายการ  ถ้าสมมติว่ามีการนัดกันอีกที่บอกว่าวันที่ ๕

อภิสิทธิ์:
"จริง ๆ ผมก็อยากจะคุยว่าให้ไปคุยกัน อย่างเช่นที่ผ่านมา  เขาก็จัดกิจกรรมมาหลายครั้ง  ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหา จัดที่สนามหลวงบ้าง  จัดที่นั่นที่นี่บ้าง  แต่ถ้าบอกว่าจะต้องมาปิดล้อมทำเนียบฯ ไม่ให้คนเข้าทำงานได้ อันนี้ความจริงศาลเคยมีคำสั่งเอาไว้  ว่าทำไม่ได้  มันไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญที่จะทำอย่างนั้น  เราก็จะขอว่าถ้าคุยกันด้วยดี  อยากจะตั้งเวทีตรงไหน  อยากจะเข้ามายื่นหนังสือ  อยากจะปราศรัยตรงไหน  ก็ว่ากันไป  แต่อย่าไปสร้างเงื่อนไข  สร้างความเสี่ยง เกิดการปะทะกันขึ้นมาเลือดตกยางออก  บางทีของพวกนี้มันไม่ได้มีใครตั้งใจก็มี  แม้กระทั่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หลายครั้ง อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ  ความเข้าใจผิด  ความสื่อสารกันผิด  อาจจะไม่ได้เกิดจาก ๒ ฝ่าย  เขาถึงเรียกว่ามีมือที่ ๓  แต่ว่าดีที่สุดคือป้องกันไว้ก่อน"

ผู้ดำเนินรายการ  ท่านนายกฯ พอเปิดเผยได้ไหมครับว่าที่มอบให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปพูดคุยกับแกนนำ  แกนนำระดับไหน  เขาสามารถที่จะตัดสินใจได้ไหม  และแกนนำอื่น ๆ ที่มองไม่เห็น คุยกันบ้างหรือเปล่า

อภิสิทธิ์:
"ท่านผู้บัญชาการ เป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว  คงจำได้เดือนเมษายนช่วงสุดท้าย  ท่านเป็นคนเข้าไปเพื่อเจรจาว่าตกลงเขาจะเลิกสลายการชุมนุม  นึกออกไหมครับ  และก็พาแกนนำออกมา"

ผู้ดำเนินรายการ   นึกออกที่พัทยา 

อภิสิทธิ์:
"ที่กรุงเทพฯ ตรงทำเนียบฯ  หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายอะไรกันเยอะแยะไปหมด  พอเข้าไปก็ไม่ได้มีการไปสลายการชุมนุม  แต่มีการไปเจรจา  และสุดท้ายผู้ชุมนุมบอกโอเค  เลิก  เพราะฉะนั้น ก็มีความคุ้นเคยอยู่กับแกนนำ   ผมก็อยากให้ได้พยายามคุยให้เห็นว่า เอาล่ะอยากจะแสดงจุดยืนทางการเมืองกัน  ก็ทำ แต่ถ้าหากว่ามันเกินเลยไปจากนั้น  กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย  และอย่าลืมว่าความจริงหลายคนก็ยังมีคดีอยู่ในระหว่างการประกันตัวด้วยซ้ำจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน  มันก็จะเป็นการไปผิดเงื่อนไขของศาล  สิ่งเดียวที่เราอยากจะทำคือขอให้ทุกคนเคารพกฎหมายรักษากฎหมายเป็นใช้ได้"

ผู้ดำเนินรายการ แต่ขณะเดียวกันเรื่องของการชุมนุม เอาล่ะมันจะต้องมีการไปเรื่อย ๆ ว่าอย่างนั้น ฟังแกนนำบอก  ถ้าสมมติว่ารัฐบาลประกาศเมื่อไหร่  เราก็จะเลื่อนไปเรื่อย ๆ  ผมเลยดูไปเดือนตุลาคม  เราก็จะเป็นเจ้าภาพในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  ตรงนี้ภาพพจน์และความรู้สึก ผลกระทบต่อคนที่อื่นเขามองเราอยู่  รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร

อภิสิทธิ์:
"ในส่วนของอาเซียนก็มีการทบทวน  ขณะนี้คือจะไปจัดการประชุมที่หัวหิน  ซึ่งคิดว่าจะสามารถดูแลในเรื่องของความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น  ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่าตอนเกิดเหตุการณ์ที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายน  จนถึงวันนี้ต้องถือว่าเราได้รับความเสียหายอยู่พอสมควร  ภาพกว้างก็ส่วนหนึ่ง  แต่ว่าไปเกี่ยวข้องกับผู้นำที่เป็นมิตรประเทศกับเราก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง  ก็ต้องตั้งคำถามว่า  ทำไมเราถึงจะอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น  เกิดไปแล้วใครได้อะไร  ผมกล้ายืนยันเลยนะครับ  ใครที่คิดว่าเกิดความวุ่นวายแล้ว  และจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้  ไม่ใช่ล่ะครับ  เกิดความวุ่นวายแล้ว  คนไทยทุกคนสูญเสียหมด  เศรษฐกิจอย่างที่เราเคยกลัวว่าปีนี้คนอาจจะว่างงานเป็น ๒ ล้าน  ตอนนี้มันกำลังจะดีขึ้นมาแล้ว  แต่ว่าถ้าเกิดเจอเหตุการณ์อย่างนี้อีก  ท่องเที่ยวหายอีก นักลงทุนหายอีก  ประชาชนเองก็กังวลว่ามันจะเป็นอย่างไรกันแน่  เดี๋ยวก็ไม่กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยอีก  ก็จะเป็นปัญหาเป็นลูกโซ่ไป" 

ผู้ดำเนินรายการ  เพราะฉะนั้น คนที่เหนื่อยที่สุดคงจะเป็นรัฐบาล

อภิสิทธิ์:
"คนที่เหนื่อยที่สุดคือประชาชนครับ  เพราะว่าจริง ๆ แล้วประชาชนได้รับผลกระทบ  ถ้าหากว่าบ้านเมืองยังไม่เรียบร้อย  รัฐบาลรับผิดชอบอยู่แล้วจะต้องเหนื่อย  มีหน้าที่ที่จะต้องเหนื่อย  ที่จะต้องแก้ปัญหา  แต่ว่าเวลามันเกิดปัญหาจริง ๆ สิ่งที่ผมอยากจะบอกมันไม่กระเทือนรัฐบาล  เท่ากับกระเทือนประชาชนหรอก" 

ผู้ดำเนินรายการ  ความอดทนของพี่น้องประชาชนบอกว่าทนมา ๓ ปีแล้ว  ทำอย่างไร  จับเข่ากันคุยไม่ดีเหรอ  เอามานั่งต่างมุมคุยให้จบเลย

อภิสิทธิ์:
"เราก็มีความพยายามในการที่จะเคลื่อนบางอย่างไปข้างหน้า  และวันจันทร์นี้ในการประชุมร่วมของรัฐสภา ท่านประธานเองท่านก็ไปตั้งกรรมการไว้  จำได้ไหมครับ  หลังจากเหตุการณ์เดือนเมษายน  ผมขอท่านบอกว่าช่วยตั้งกรรมการของสภาฯ หน่อย จะได้มีทุกพรรคเข้ามา  จะได้มีคนนอกเข้ามา  เขาก็จะรายงานในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ  ในเรื่องของเหตุการณ์เท่าที่จะรายงานได้  ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นโอกาสในการเดินหน้าต่อ  และผมคิดว่าประเด็นที่อยู่ในใจ  ในเรื่องรัฐธรรมนูญบางประเด็นน่าจะเดินได้เลย  เช่น  ระบบเลือกตั้งบ้าง  มาตรา ๑๙๐ มาตราอะไรต่าง ๆ  อย่างนี้สามารถที่จะเดินหน้าได้  แต่อันไหนที่ยังมีความละเอียดอ่อนอยู่ก็มาคุยกันว่าอยากจะเดินหน้าอย่างไรที่จะให้ทุกฝ่ายยอมรับ" 

ผู้ดำเนินรายการ  มันจะเดินหน้าไปถึงขนาดไหนไม่รู้ท่านนายกฯนะครับ  วันนั้นเห็นพูด  ท่านประธานชัยบอกว่าเดี๋ยวจะได้ยุบสภาหน่อยว่าอย่างนั้น  ท่านนายกฯ บอกเป็นหน้าที่ผม  ยังไม่มีเงื่อนไข  ตอนนี้ท่านนายกฯ ยังยืนยันอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์:
"ผมเรียนอย่างนี้นะครับ  ถ้าเป็นเรื่องยุบสภา เรื่องอะไร ผมไม่ค่อยกังวล เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ต้องพูดแบบนี้ก่อน  อย่าไปตื่นตระหนกตกใจ  ถ้ายุบสภาหรือถ้าลาออก หรืออะไรแล้ว แปลว่ามันเป็นปัญหา  มันไม่ได้เป็นปัญหา  แต่สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดคือว่า ถ้ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความรุนแรง  เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่นอกกรอบ นอกกติกา ถ้าเป็นอย่างนั้นมันส่งผลกระทบไม่ใช่เฉพาะในส่วนของเราเอง แต่ว่าการจะทำให้ต่างประเทศเข้าใจ ยากมาก"

ผู้ดำเนินรายการ  ท่านนายกฯ บอกไม่กังวล แสดงว่ามั่นใจไหมครับว่าเลือกตั้งคราวหน้า เลือกตั้งจริง  ประชาธิปัตย์จะชนะ

อภิสิทธิ์:
"ผมมั่นใจครับไม่ชนะ ก็แพ้  ก็มีอยู่ ๒ อย่าง ขอให้เป็นกระบวนการที่เป็นการแข่งขันที่เปิดกว้าง  ผมถึงบอกว่าความจริง  ถ้าอยากจะเลือกตั้ง  ผมก็อยากเห็นบรรยากาศบ้านเมืองสงบกว่านี้  ถ้าเลือกตั้งแล้วก็มีลักษณะที่บอกว่า ห้ามพรรคการเมืองมาหาเสียงจังหวัดนี้  ห้ามพรรคการเมืองนี้ไปหาเสียงจังหวัดนั้น  ไม่อย่างนั้นอาจจะมีการปะทะกัน  อะไรกัน  อันนั้นไม่เป็นผลดีเลย  อันนั้นไม่เป็นประชาธิปไตยด้วย  เพราะฉะนั้น ถ้าบรรยากาศมันดี ๆ ผมคิดว่าการเลือกตั้งวันหนึ่งวันใด  มันก็คงจะเกิดขึ้น  ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร" 

ผู้ดำเนินรายการ  โดยเฉพาะบรรยากาศที่เมื่อสักครู่ท่านนายกฯ ก็ย้ำหลังจากพ.ร.บ.งบประมาณไปแล้ว ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว 

อภิสิทธิ์:
"เหลือวุฒิสภาอยู่ คือตัวเลขทางเศรษฐกิจเอง มาตรการของรัฐบาลเอง  มันกำลังเดินไปข้างหน้า  ตัวเลขเศรษฐกิจเราก็ทราบ  เศรษฐกิจโลกก็ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยถ้าวัดเดือนต่อเดือน ไตรมาสต่อไตรมาสก็เริ่มดีขึ้น  มาตรการรัฐบาลชุดแรกลงไปเรียบร้อยแล้ว  และทำต่อเนื่อง เช่น เรื่องเรียนฟรี เรื่องอะไรต่าง ๆ  ชุดที่ ๒ ที่บอกไทยเข้มแข็ง  กำลังจะไปสร้างถนน  กำลังจะไปสร้างแหล่งน้ำ  กำลังจะไปปรับปรุงโรงเรียน  กำลังจะไปปรับปรุงสถานีอนามัย  ก็จะเป็นผลดี  ถ้าตรงนี้มันเดินได้  ผมกำลังมองว่าเรากำลังจะหลุดจาก  อย่างน้อยเงื่อนไขเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ  แต่ว่าเรื่องการเมืองผมเข้าใจ  เดี๋ยวคนบอกคุณเป็นรัฐบาลอยู่  คือผมไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นกันครบเทอมหรืออะไร  เพียงแต่บอกว่าประเด็นทางการเมืองที่จะต้องพูดคุยกันก็มาว่ากันตามระบบ  ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้  แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามีประชาชนอีกจำนวนมากที่เขาไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ  เราก็ต้องอธิบายได้ว่าถ้าจะแก้ประเด็นนี้  ทำไมต้องแก้  มีความเร่งด่วนอย่างไร"

ผู้ดำเนินรายการ  ท่านนายกรัฐมนตรีมั่นใจ  ถ้าพ.ร.บ.ผ่านวุฒิสภาไปแล้ว  ท่านเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงลงพื้นที่ได้ไหมครับในแต่ละภูมิภาค

อภิสิทธิ์:
"จริงๆ การลงพื้นที่  ผมก็ทำอยู่เป็นระยะ ๆ  แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องซึ่งละเอียดอ่อนตรงที่ว่า มันมีกลุ่มคนที่เขาไปประกาศว่าไม่อยากให้ลง  สำหรับผม ๆ  คิดว่ามันไม่ถูกต้อง  ทีนี้ผมไม่อยากเป็นเงื่อนไข  คือผมลงไปก็จะต้องมี  พอมันมีบรรยากาศอย่างนี้  ก็ต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัย  ต้องมีอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด  ๑. มันก็สิ้นเปลือง  ๒. ถ้าไปขึ้นมาเกิดมีอะไรนิดอะไรหน่อย เกิดตีกันอะไรกันขึ้นมา มันก็เสียบรรยากาศบ้านเมือง  แต่ว่าผมก็อยากจะเรียกร้องว่า ถ้าเราเป็นนักประชาธิปไตย  เราต้องเปิดใจกว้าง ปล่อยให้แต่ละคน  แต่ละฝ่ายทำงานไป  ฝ่ายผมก็ทำไป  ฝ่ายค้าน ฝ่ายเสื้อแดงอยากจะทำงานอะไรก็ทำไป  และประชาชนก็ไปตัดสินในช่วงของการเลือกตั้ง แต่ถ้าบอกว่าคุณห้ามมานะ  อย่างนี้มันก็ไม่ใช่" 

ผู้ดำเนินรายการ  ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเปิดโอกาสคุยกันสิครับพร้อมที่จะไปคุยด้วย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บอกว่าเชิญแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครมาคุยกันเท่านั้น  ปัญหาต้นตอจริง ๆ ก็คืออดีตท่านนายกฯ ทักษิณ  คุยกันได้ไหมครับท่านนายกฯ

อภิสิทธิ์:
"คืออดีตนายกฯ มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราไม่รักษากฎหมายมันก็จะเป็นปัญหา  แต่ถ้าคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน  ก็มีสิทธิ์ที่จะร้อง เหมือนอย่างเช่นที่มีการพูดถึงเรื่องการถวายฎีกา ความจริงไม่ต้องใช้คนเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน  ในระบบของเราการจะฎีกาก็สามารถทำได้  ถ้าเจ้าตัว ถ้าครอบครัว ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรง ทำ  แต่เป็นการทำในลักษณะที่ยอมรับกระบวนการในระดับหนึ่ง  ไม่ใช่บอกว่าไม่พอใจกับการตัดสิน แล้วไม่ยอมรับโทษ  ไม่ยอมรับผิด  ถ้าอย่างนี้ต่อไปก็จะลำบาก  เหมือนกับตอนนี้มีการเถียงกันเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมก็เหมือนกัน  คือมองในมุมหนึ่งอาจจะบอกว่ามันดีไหม  ถ้าหากว่าเหมือนกับลืม ๆ กันไป  แต่อย่าลืมว่าพอทำอย่างนี้แล้ว  อาจจะกลายเป็นว่าต่อไปวันข้างหน้า  คนก็คิดว่าก็ทำผิดก็ได้  ผิดเสียแล้วก็ไปเรียกร้องให้เลิกแล้วกันไป  ซึ่งอันนี้ก็อันตราย  เพราะฉะนั้น เราต้องหาความพอดี"  

ผู้ดำเนินรายการ  ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมก็ดี  เรื่องของการถวายฎีกาก็ดี  อันนี้รัฐบาลยืนยันได้ไหมครับว่ากระบวนการทุกอย่างรัฐบาลจะวางเฉย  ไม่ได้ไปแทรกแซง 

อภิสิทธิ์:
"ผมยืนยันเลยครับว่าการปฏิบัติเหมือนทุกกรณี  ความหมายก็คือว่าที่ปัจจุบันโดยปกติมีคนถวายฎีกา สมมติว่าเป็นฎีกาเรื่องการขออภัยโทษ  มีหลักเกณฑ์อย่างไรเราก็จะปฏิบัติอย่างนั้น   ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง  เพราะว่าต้องเป็นมาตรฐานเดียว  ฉะนั้น ต้องไปเทียบเคียงดูกับกรณีซึ่งคล้ายคลึงกัน และจะสามารถที่จะให้ความเห็นของรัฐบาลได้ อย่างนี้เป็นต้น  หรือว่าเรื่องอื่น ๆ ก็ตามการดำเนินคดีก็ดี  นโยบายต่าง ๆ ก็ดี  ผมก็ย้ำเสมอว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องมีคำตอบที่เป็นคำตอบในเชิงหลักการ หลักเกณฑ์ในเชิงระบบ ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคนนี้ต้องทำอย่างนี้  เพราะเป็นอีกคนหนึ่งต้องทำอย่างนั้น"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม

(กลับไปด้านบน)