๓ แนวทางแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ตอบข้อซักถามเยาวชนเกี่ยวกับการเมือง เข้าร่วมประชุมสมัชชาประชาชาติ + G20 สัญญาณ BOI เศรษฐกิจฟื้นตัว พร้อมเชิญร่วมโครงการ (๒๐ ก.ย.๕๒)

- วันเยาวชนแห่งชาติ: นายกฯ ตอบข้อซักถามเด็กและเยาวชน
- การบ้านนายกฯ ประชานิยมในมุมมองอภิสิทธิ์
- การเมืองเล่นคน? ประชาธิปไตยในมุมมองอภิสิทธิ์
- การศึกษา : เรียนรู้ให้เป็น คิดให้เป็น เคล็บลับการเรียนเก่ง
- เลื่อนแต่งตั้งผบ.ตร. ลดความขัดแย้ง
- ๓ แนวทางแก้ไขเพิ่มเติม รธน.
- คลี่คลายการปะทะที่เขาพระวิหาร รักษาอธิปไตยด้วยสันติวิธี
- ``ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง`` ทำอย่างไรแตกต่างโดยไม่แตกแยก
- ตามข่าว: ร่วมประชุมสมัชชาฯ และ G-20 + สัญญาน BOI เศรษฐกิจดีขึ้น
* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - วันเยาวชนแห่งชาติ: นายกฯ ตอบข้อซักถามเด็กและเยาวชน
...เนื่องจากวันที่ ๒๐ กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ นายกฯ "อภิสิทธิ์" ได้ร่วมพูดคุยและตอบคำถามเยาวชน ในเรื่องต่างๆ เช่น การศึกษา การเมือง ประชาธิปไตย และนโยบายประชานิยม เป็นต้น

อ่านประเด็นต่อเนื่องที่อภิสิทธิ์ตอบข้อซักถามจากตัวแทนเยาวชน

- การศึกษายุคใหม่ เด็กคิดได้ คิดเป็น 

- ประชาธิปไตยเด็กไทยเข้าใจได้ง่าย

- ปัญหาความขัดแย้ง: ทำไมผู้ใหญ่ทำกันอย่างนี้?

- การบ้านของอามาร์ค

พิธีกร : "ก่อนอื่นนะวันนี้เนื่องจากเป็นวันเยาวชนแห่งชาติครับ  จะขอเริ่มด้วยคำถามที่เกี่ยวกับเยาวชนก่อน"

พิธีกร :"ใช่  แล้ววันนี้เห็นน้อง ๆ เด็ก ๆ วัยรุ่นเต็มอาคารเลย  ก็เลยสงสัยขึ้นมาค่ะท่านนายกฯ วันนี้เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ  ทางรัฐบาลมีจัดกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษที่ส่งเสริมเยาวชนไหมคะ"

อภิสิทธิ์ :
  "มีครับ  คือโดยปกติแล้วกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็จะมีการจัดงาน แต่ว่าจริง ๆ สำคัญกว่านั้นก็คือช่วงนี้เป็นช่วงที่เราพยายามที่จะเร่งงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนด้วย โดยจะมีการเตรียมการเรื่องของการที่จะมีการจัดเป็นสมัชชา เพราะว่าตอนนี้เรามีเรื่องของสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ เพราะฉะนั้น ก็จะมีกิจกรรมต่อเนื่อง แต่ว่าเรื่องของเด็ก เยาวชน ก็มีประเด็นเยอะไปหมดเลย วันนี้อาจจะต้องคุยกันยาว" ...

พิธีกร : "ถ้าพูดถึงเรื่องที่ไม่ดี จริง ๆ น้อง ๆ เด็ก ๆ และตัวผมด้วยนะครับ คือได้ยินอะไรที่มันไม่ดีมาเหมือนกันว่า เดี๋ยวนายกฯ จะไปเมืองนอกใช่ไหมครับ คือมันมีอะไรที่ไม่ดี อย่างที่บอกมาว่านายกฯ อาจจะไม่ได้กลับมาหรืออะไรเนี่ยครับ"

อภิสิทธิ์ :  "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ดีครับ"

พิธีกร : "คือเด็ก ๆ อยากรู้ว่าทำไมล่ะ ทำไมนายกฯ ถึงไม่กลับมา นายกฯ คิดอะไรกับเรื่องนี้ครับ"

อภิสิทธิ์ :
"มันก็สะท้อนให้เห็นว่าบ้านเมืองก็ยังมีปัญหาอยู่ ก็หมายความว่าเมื่อกี้คุยกันเรื่องความขัดแย้ง ก็แสดงให้เห็นว่าคนยังวิตกกังวลอยู่ว่า พอขัดแย้งแล้วจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ ใช่ไหมครับ ก็เป็นความวิตกกังวล และบังเอิญ 3 ปีที่แล้วอย่างที่ว่า อดีตนายกฯ เดินทางไปเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ก็เลยมาเทียบเคียง เดี๋ยวไปแล้วเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่ว่าผมไม่มีตังค์อยู่ต่างประเทศอยู่แล้วครับ ผมต้องหาทางกลับมาอยู่แล้วครับ"

พิธีกร : "แล้วอย่างนี้ท่านนายกฯ มีหลักประกันอะไรที่บอกกับเด็ก ๆ ไหมว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวนายกฯ กลับมาแน่นอน"

อภิสิทธิ์ :
"ผมก็ยืนยันนะครับว่าผมกลับมาแน่ครับ"

พิธีกร : "กลับมาแน่นอนครับ จะต้องได้เจอนายกฯ แน่นอน"...

พิธีกร  : "เดี๋ยวเราถามน้องเดียวดูว่าน้องเดียวเรียนอะไรบ้าง"

น้องเดียว :  "ผมชอบอ่านหนังสือครับ ก็เลยค้นหาจากหนังสือ"

อภิสิทธิ์ :
  "อย่างนี้ใช่เลย ชอบอ่านหนังสือเริ่มต้นถูกแล้ว"

พิธีกร : "ได้ข่าวว่าดูข่าวเป็นประจำทุกวันเลยใช่ไหมครับ"

น้องเดียว :  "ก็ติดตามข่าวครับ ฟังแล้วแบบ ผมรู้สึกว่ามีความรู้ขึ้นเรื่องประชาธิปไตยอะไรประมาณนี้ครับ"


อภิสิทธิ์ :
  "ครับ ถ้าเรากระตุ้นให้เป็นแบบนี้ทุกคนนะสบาย"

พิธีกร : "ได้ข่าวว่าปลื้มท่านนายกฯ ด้วยค่ะ"

น้องเดียว :  "ครับ ก็ท่านนายกฯ เป็นคนที่มีความสามารถมากครับ ปลื้มมากเลยครับ อยากเป็นเหมือนท่านนายกฯ มากเลยครับ"


อภิสิทธิ์ :
   "ตอนผมเท่านี้ผมไม่เก่งเท่านี้หรอก ไม่กล้าพูด ไม่กล้าอะไรเลย" ...

พิธีกร : "คุยกันมาเยอะพอสมควรครับ ผมคิดว่าน้อง ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าท่านนายกฯ เป็นต้นแบบหรือเป็นไอดอลของเขาเลยนะครับ อยากให้ท่านนายกฯ บอกน้อง ๆ หน่อยว่าส่วนไหนของนายกฯ ที่น่าเอาเป็นต้นแบบและถ้ามีส่วนไหนที่แบบเราไม่ควรจะยึดตรงนี้เป็นต้นแบบในฐานะทั้งนายกรัฐมนตรีและทั้งการเมืองด้วยครับ"

อภิสิทธิ์ :
"ผมว่าของแบบนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้เราเห็นตรงกัน ถามว่าเขาดีไหม เขาก็ตอบใช้ได้ จริง ๆ แล้วคงต้องให้คนอื่นเป็นคนพูดมากกว่า แต่ว่าเอาสิ่งที่คงเป็นข้อเท็จจริง คนจะชอบไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผม แต่ยอมรับก็คือว่าเห็นว่าผมทุ่มเททำงานหนัก เอาว่าชอบไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ว่าแม้แต่คนไม่ชอบแต่ยอมรับได้ว่าผมทำงานหนัก ตรงนั้นก็อาจจะให้แบบอย่างว่าทำอะไรขอให้ทำจริง อย่าทำเล่น ๆ ทำผ่าน ๆ ไป แต่บอกได้เลยที่ไม่น่าทำตามก็คือผมไม่ค่อยดูแลสุขภาพตัวเอง"

พิธีกร : "ทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง"

อภิสิทธิ์ :
"มันก็ไม่ใช่ทำงานอย่างเดียวอาจจะเป็นนิสัย จุดอ่อนอยู่ ไม่มีวินัยในตัวเอง เช่นว่าพอมีเวลาว่างบ้างก็ไม่ออกกำลัง นอนอ่านหนังสือ นอนฟังเพลงนอนอ่านหนังสือแทน หรือว่ารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา"...

เยาวชน : "อยากถามว่าท่านจะมีการจัดการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดที่ระบาดอยู่ในประเทศ เพราะว่ามีผลต่อการศึกษาของเด็กและเยาวชนค่ะ"

อภิสิทธิ์ :
"ตอนนี้ก็มีนโยบายที่เราเรียกว่า ๕ รั้วป้องกัน นะครับ ไม่ให้ยาเสพติดเข้ามา ให้ครอบครัว ชุมชน โรงเรียนต่าง ๆ มาช่วยกันทำงาน ก็อยากจะบอกว่ายังน่าเป็นห่วงอยู่ แต่ระยะยาวจริง ๆ นี้อยู่ที่เด็ก ๆ ถ้าพวกเราทุกคนโตขึ้น ไม่มีใครสนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย ไม่มียาเสพติด พ่อค้ายาเสพติดไม่รู้จะไปขายใคร"

พิธีกร : "เพราะเขาก็ขายไม่ได้เหมือนกัน"

อภิสิทธิ์ :
"เพราะฉะนั้นอยู่ที่ทุกคนตรงนี้ ถ้าบอกว่าไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับยาเสพติด ยาเสพติดหมดไปเอง"...

(กลับไปด้านบน)

- การบ้านนายกฯ ประชานิยมในมุมมองอภิสิทธิ์

...อภิสิทธิ์ตอบปัญหาเยาวชน"การบ้าน"ที่อยากทำ  ๓ เรื่องของนายกฯ เล่าถึงสังคมในอุดมคติและการสร้างจิตสาธารณะให้กับเยาวชน ในมุมมองของอภิสิทธิ์ "นโยบายประชานิยม" ส่วนใหญ่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรจะได้รับ โดยรัฐบาลควรมีงบประมาณรองรับ และต้องไม่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ ไม่สิ้นเปลือง ไม่มีการทุจริต

เยาวชน:  "คืออยากจะถามท่านนายกฯ ค่ะ เนื่องจากทราบมาว่าท่านนายกฯ จบการศึกษาจากเมืองนอก คือจบทางด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ และปรัชญา  เลยอยากจะถามคำถามนี้ว่า นโยบายของรัฐบาลที่ออกมามีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยม  เลยอยากจะถามว่ามันสวนทางกับสิ่งที่ท่านเรียนมาหรือเปล่า และอยากจะถามว่าถ้าประเทศไทยใช้นโยบายประชานิยมต่อไป   ประเทศไทยจะประสบปัญหาเหมือนประเทศแถบลาตินอเมริกาหรือเปล่าคะ"

อภิสิทธิ์:
 "ผมจะนิยามประชานิยม  คือคนจะนิยามประชานิยมไม่ค่อยเหมือนกัน คือบางคนเขาบอกอะไรถูกใจประชาชน  แบบว่าประชานิยม  ถ้าอย่างนั้นก็ยอมรับล่ะครับว่า หลายนโยบายก็คงจะต้องประชานิยม  เพราะว่าถ้าทำแล้วประชาชนไม่นิยม ก็คงจะลำบาก  แต่ที่ประชานิยมในความหมายที่น้องพูดถึงประสบการณ์ของบางประเทศ  ก็คือ

๑.  ปรากฏว่าทำไปแล้ว  ต่อไปรัฐบาลไม่มีสตางค์ที่จะทำ  ก็เกิดปัญหาว่าหนี้สินท่วม  ระบบเศรษฐกิจล้ม  ก็ขอยืนยันว่าทุกนโยบายที่รัฐบาลทำอยู่  จะมีการคำนวณตัวเองไปล่วงหน้า  จะเรียนฟรี  ผู้สูงอายุ อะไรต่าง ๆ ว่าเงินจะต้องใช้ในอนาคตเท่าไหร่  และมีการประเมินว่ากำลังของรัฐบาล  เศรษฐกิจโตเท่านี้จะเก็บภาษีได้เท่านี้  มีปัญหาไหม  ก็ยืนยันเลยว่าขณะนี้เนื่องจากเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ  หนี้สินรัฐบาลจะพุ่งสูงขึ้น  แต่เท่าที่ดูขณะนี้ยังเชื่อว่าสัดส่วนไม่มีต่อรายได้ของประเทศ  จะไม่สูงเท่ากับเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนที่เจอวิกฤต ที่เขาเรียก “ต้มย้ำกุ้ง” นะครับ  เพราะฉะนั้น ไม่มีปัญหา

๒.  ประชานิยมคือเขาบอกว่าลด แลก แจก แถม  แต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลให้ในขณะนี้ เช่น เรื่องเรียนฟรี  ผู้สูงอายุ    ผมไม่ถือว่าเป็นลด แลก แจก แถม  ผมถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นสวัสดิการที่คนเหล่านี้ควรจะได้  แต่ถ้าไปให้อย่างอื่นก็คงไม่เหมาะ  เช่น  ให้แล้วก็ทำให้คนอ่อนแอลง  ทีนี้มันก็ลำบากนะครับ  เพราะว่าบางเรื่องเราก็พยายามทำ อย่างเรื่องชุมชนพอเพียง  ถามว่าที่มา ๆ ยังไง  คือสมัยก่อนเขาก็มีโครงการ จะเรียน SML บ้าง อยู่ดีมีสุข  อะไรต่าง ๆ  เอาเงินลงไป  แล้วชาวบ้านก็ไปคิดกันว่าจะใช้ทำอะไร  ก็พบความจริงว่าหลายโครงการก็ค่อนข้างที่จะสิ้นเปลือง  และหลายโครงการก็อาจจะมีทุจริตด้วย  แต่พอเราเข้ามา  เราก็บอกว่าทำไมเราไม่เอาแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาจับ  ก็ไปทำเรื่องชุมชนพอเพียง  ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้ผลดี  แต่ก็น่าเสียใจว่าก็เกิดทุจริตอีก   ก็ยังเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขกันไป  เพราะฉะนั้น  เราระมัดระวังอยู่แล้วในเรื่องว่าประชานิยม  ไม่ประชานิยม   เพราะต้องการให้โครงการทุกอย่างมีความยั่งยืน  และจริงๆ แล้วช่วงต่อไปนี้  ๓ ปีข้างหน้าที่พูดถึงไทยเข้มแข็ง  เงินของรัฐบาลที่ลงไปจะย้อนกลับมาเป็นแหล่งน้ำ เป็นถนน เป็นโรงเรียนที่ดีขึ้น  เป็นสถานีอนามัยที่ยกระดับเป็นโรงพยาบาลสุขภาพตำบล  มันจะทำให้ประเทศ เศรษฐกิจ สังคม มีความเข้มแข็งมากขึ้น  และจะมีผลตอบแทนกลับมา" 

เยาวชน:  "หนูชื่อน้องฟ้านะคะ เป็นนายอำเภอน้อยเหมือนกัน อยากจะทราบว่าหนูไปโรงเรียนคุณครูก็จะให้การบ้านค่ะ อภิสิทธิ์มีการบ้านอะไรที่อยากทำมากที่สุด ให้แก่ประชาชนคะ"

อภิสิทธิ์:
  "การบ้านเพียบเลยครับ  สำหรับผมระยะนี้  การบ้านใหญ่ ๆ ก็มีอยู่ ๒-๓ ข้อเท่านั้นเอง

  • ข้อแรก ก็คือว่าเศรษฐกิจ  ตอนนี้โลกเจอเศรษฐกิจวิกฤตปัญหารุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี  เอาให้ประเทศไทยผ่านพ้นตรงนี้ไป  โดยคนเดือดร้อนน้อยที่สุด  และก็พร้อม ๆ กันไปก็ทำยังไงให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา และคนทำมาค้าขาย  มีงานทำ  ก็ทำมา ๙ เดือน ก็เริ่มดีขึ้นพอสมควรเลยแหละ แต่ยังไม่ดีพอ ก็ต้องทำต่อ  อันนี้ก็การบ้านข้อ ๑  การบ้าน
  • ข้อที่ ๒ เมื่อกี้ก็พูดกันแล้ว  สังคมแตกแยก  สังคมขัดแย้งจะทำกันอย่างไร 
  • และการบ้านใหญ่ที่สุดก็คือคุณภาพชีวิตคน  ซึ่งปัญหาก็จะแตกต่างกัน  เพราะว่าบางพื้นที่ก็บอกว่าอยากได้แหล่งน้ำ  อยากได้ถนนหนทาง ตอนนี้ก็ทำเรื่องไทยเข้มแข็ง  ก็ว่าไป  ผู้สูงอายุเดี๋ยวนี้มีเบี้ยยังชีพ เมื่อก่อนก็จะบ่นว่าอยากมีหลักประกัน อยากมีรายได้ตามชรา แต่เราก็จะเสริมจากเบี้ยยังชีพต่อไปเนี่ย  เราอยากจะให้ทุกคนเหมือนกับมีประกันสังคมของตัวเอง  เก็บเงินรัฐบาลสมทบเงิน  พอถึงเวลาเกษียณไม่ทำงานแล้วก็เอาเงินตัวนี้ออกมา  ก็อยากจะทำของแบบนี้  และก็ปัญหาสังคมก็เยอะ  ยาเสพติดหลายพื้นที่ยังเป็นการบ้านข้อใหญ่  ใช่ไหมครับ  ถ้าเพื่อน ๆ  เราอยู่ ๓ จังหวัดภาคใต้  ก็ต้องบอกการบ้านข้อใหญ่คือความสงบใน ๓ จังหวัด เยอะไปหมดเลยครับ  ถ้ามาช่วยผมทำได้ก็ดี" 

พิธีกร :   "อันนี้มีคนต่อคิวแล้วค่ะ"

พิธีกร :  "คราวนี้สุดท้ายจริง ๆ แล้วครับ อยากจะถามท่านนายกฯ ว่า ถ้าเกิดปัญหาทุกอย่างมันเยอะมาก อยากรู้ตอนจบแบบ Happy ending ของท่านนายกฯ ว่าสังคมไทยจะเป็นในรูปแบบไหน เอาแบบทุกคนมีความสุขเลย"

อภิสิทธิ์: "ผมคิดว่าสุดท้ายเลยต้องการเห็นก็คือว่า ทุกคนอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็มีความสุขในการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำนะครับ หรือมีส่วนร่วมในการช่วยกำหนดอนาคตของบ้านเมือง แล้วก็บางคนหรือว่าจริง ๆ ทุกคนก็คงได้บางเรื่องที่ตัวเองอยากเห็นเกิดขึ้นได้แล้วและก็จะต้องอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้ แต่ว่ายอมรับได้ ถ้าการตัดสินนี้มันเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย แล้วจริง ๆ ถ้าทุกคนยอมรับกติกาได้ ความสุขมันเกิดขึ้นเอง เพราะเรารู้แล้วนี่ว่าเราได้ทำหน้าที่บทบาทของเรา เราได้พยายามผลักดันสิ่งที่เราอยากจะทำแล้ว มันได้มาเพราะส่วนรวมต้องการอย่างนี้ มันไม่ตรงใจเราทีเดียว แต่เราได้ทำแล้วมันก็มีความสุขได้"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- การเมืองเล่นคน? ประชาธิปไตยในมุมมองอภิสิทธิ์

...บ้านเมืองเป็นของเราทุก  ทุกคนมีทั้งสิทธิและหน้าที่  ต้องช่วยกันดูแลบ้านเมืองในทางที่ถูกต้อง  มีอะไรไม่ถูกต้อง  ต้องร่วมหาทางแก้ไข  นี่คือ “ประชาธิปไตย” ในส่วนการเมือง “การเมืองคือเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนรวม” เยาวชนคืออนาคตของชาติ เราควรปลูกฝังจิตสาธารณะและการมีส่วนร่วมให้แก่เยาวชนตั้งแต่เล็ก

เยาวชน:   "ท่านนายกฯ คะเห็นพูดถึงเรื่องของประชาธิปไตย  หนูอยากจะถามท่านนายกฯ ว่าทำอย่างไรให้พูดถึงเรื่องของประชาธิปไตย  เยาวชนอย่างพวกหนูจะได้เข้าใจได้ง่าย ๆ เพราะว่าหลาย ๆ คนยังงง" 

อภิสิทธิ์:  "ถ้าง่ายที่สุดก็ต้องบอกว่าบ้านเมืองนี้ต้องเป็นของพวกเราทุกเรา  เมื่อเป็นของพวกเราทุกคน มันก็มีทั้งสิทธิและหน้าที่   สิทธิก็คือถ้าเป็นพวกเรา  เราก็ต้องบอกได้สิว่าอยากจะให้เป็นอย่างไร  ใช่ไหมครับ คนกรุงเทพฯ อยากจะมีรถไฟฟ้า  คนในชนบทอยากได้ราคาข้าวดี  อะไรอย่างนี้นะครับ  ก็ต้องมีสิทธิ์มีส่วนร่วม  ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ใช่ไหมครับว่า ถ้าเราบอกว่าเราเป็นเจ้าของอะไร  เราก็มีหน้าที่ดูแลรักษา  เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมาช่วยกันดูแลด้วยว่า บ้านเมืองไปในทางที่ถูกต้องนะ  มีอะไรไม่ถูกต้อง  เราก็ต้องหาทางในการที่จะแก้ไข   นี่คือประชาธิปไตย  ทั้งนี้ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน  เพียงแต่มันเยอะ  ก็ ๖๐ กว่าล้านคนหลายกลุ่ม   เราก็ต้องมาวางกติกากันว่า เวลาที่เราบอกว่าเราจะมีสิทธิ์   จะมีสิทธิ์อะไรบ้าง ใช่ไหมครับ  ก็มีสิทธิเลือกตั้ง  เดี๋ยวนี้มีสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  ใครทำอะไรไม่ถูกต้องก็มีสิทธิ์เข้าชื่อกันบอกว่าถอดถอน ใช่ไหมครับ  และใครอายุ ๒๕ คุณสมบัติครบก็มีสิทธิ์ไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนคนอื่น  นี่คือประชาธิปไตย" 

เยาวชน:  "อย่างนี้ต้องถามนายกฯ ว่าบางทีการที่ผู้ใหญ่ขัดแย้งกันหรือพอกัน  มันก็คงมีผลกระทบต่อเด็กใช่ไหมครับ  อย่างเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมาเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว เกิดรัฐประหารใช่ไหมครับ  อย่างแชมป์ตอนนี้เรียนมัธยมปลายอยู่  คือแบบว่าจนจะสอบอยู่น่ะครับ  สอบ Final จะได้ไปสอบหรือเปล่า นั่งลุ้นกันถึงตี ๔ อยากรู้ว่าแชมป์เป็นเยาวชนจะได้ผลกระทบไหมครับ"

อภิสิทธิ์:  "จริง ๆ แล้วมีคนเขาก็บอกว่า คนจะเล่นการเมืองหรือเปล่าไม่รู้ล่ะ  แต่การเมืองเนี่ยเล่นคนอยู่เรื่อย  คือเราต้องยอมรับนะครับ  คือการเมืองอย่างที่ว่าครับ  มันเป็นเรื่องของส่วนรวม เรื่องของประเทศ  พอเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหนีไม่พ้นหรอก  ใช่ไหมครับ  เดินออกไป  การจราจรดีไหม  อากาศมีมลพิษไหม มันมาจากการเมืองทั้งสิ้น  เพราะว่าเราอยู่ในสังคม  ถ้าเราต่างคนต่างอยู่  มันก็ไม่มีการเมืองมากระทบเรา แต่ว่าเมื่อเราอยู่บนสังคม  ร่วมกันเป็นสังคมอะไรที่เกี่ยวกับส่วนรวม  อะไรที่เป็นเรื่องของสังคม  ก็มีเรื่องการเมืองน่ะแหละ  เพราะฉะนั้น ต้องบอกต่อว่าอย่าไปบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องเลวร้าย  การเมืองเป็นเรื่องสกปรก  ไม่ใช่  การเมืองก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนรวม  ถามว่ามีเรื่องเลวร้าย มีเรื่องสกปรก ไหม  มี แต่เรื่องดีๆ ก็มี  เราก็ต้องมาช่วยกันว่าทำอย่างไรให้เรื่องดี ๆ มันมีมากกว่าเรื่องไม่ดี   และเราค่อยขจัดเรื่องที่มันไม่ดีออกไป"

เยาวชน:  "เมื่อกี้ท่านนายกฯ พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย  และการมีส่วนร่วม อยากถามว่าทุกวันนี้มีปัญหาที่ว่าเยาวชนไทยไม่สนใจปัญหาบ้านเมือง สังคม การเมือง  จะมีวิธีการอย่างไรซึ่งปลุกจิตสำนึกให้เขาสนใจสังคม และส่วนรวม   และการมีส่วนร่วมเป็นไปได้ไหม  เวลามีการออกกฎหมาย หรือว่าออกนโยบายอะไร เค้าคงคิดว่าเยาวชนเป็นคนได้รับผลกระทบต่อนโยบายนั้น"

อภิสิทธิ์: "ข้อแรกก็คงต้องถามพวกเรากันเองว่า ทำไมความสนใจมันน้อยลงจริงหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมว่าส่วนหนึ่งก็คงต้องยอมรับว่าพวกเราก็โตขึ้นในยุคซึ่งการแข่งขัน การดิ้นรนหลาย ๆ เรื่องมันมากขึ้น ก็เลยอาจจะทำให้มีเวลา มีพื้นที่สำหรับเรื่องพวกนี้น้อยลง อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ว่าผมก็เห็นนะครับ ว่าไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน ผมได้เห็นกลุ่มเยาวชนหลายกลุ่มที่เขามีความริเริ่มดี ๆ โครงการเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็มี เกี่ยวกับเศรษฐกิจก็มี เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมก็มี แล้วผมก็เปิดโอกาสให้มาพบผมหลาย ๆ กลุ่ม  อยู่ที่ว่าเราจะกระตุ้นอย่างไร ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือว่าปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ ครับ ให้เกิดความมีจิตสาธารณะ เพราะเรื่องของส่วนรวมสำคัญครับ และจะได้มีส่วนร่วม ส่วนการมีส่วนร่วมนี้คงไม่ต้องเข้าไปนั่งในนั้นหรอกครับ จริง ๆ ปัจจุบันจะมีหลายช่องทางอยู่แล้วนะครับ และสภาเด็กเยาวชนก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทางเด็กเยาวชนจะสามารถเสนอข้อเสนอต่าง ๆ เข้ามาได้"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- การศึกษา : เรียนรู้ให้เป็น คิดให้เป็น เคล็บลับการเรียนเก่ง

...ทุกวันนี้เด็กของเราเรียนเยอะเกินไป ที่สำคัญต้องเรียนสิ่งที่จะได้ใช้ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สามารถคิดได้ คิดเป็น จะเรียนเก่งได้ต้องรู้จักตัวเองและมองเห็นภาพใหญ่ เชื่อว่าโครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพจะไม่ถูกล้มเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล

พิธีกร:  "เรื่องการศึกษาค่ะท่านนายกฯ พูดถึงตอนนี้เด็กๆ น้อง ๆ หรือสมัยมัธยม หนูเรียนเขาบอกการเรียนนี้หนักมากเลยนะคะ  เราเรียน ๑๐๐ กว่าหน่วย  มันถือว่าหนัก  ถามว่าตอนนี้หมายถึงว่าเราจบออกมา  เราจะต้องใช้ในการเรียนของเรามากน้อยแค่ไหน"

อภิสิทธิ์: "ผมก็พยายาม เหมือนกับว่าอะไรดี  ต่อสู้มาตลอดว่า ผมรู้ สึกว่าเด็กของเราเรียนเยอะเกิน  เพราะว่าผมมีความคิดว่าในยุคสมัยนี้  ที่จริงอยากจะรู้อะไร  มันไม่มีวันสิ้นสุดหรอก  ถ้ามาบอกว่าเด็กต้องรู้ทุกอย่างนะครับ  จนตายก็เรียนไม่จบ  ต้องเรียนไปเรื่อย ๆ  มันมีอะไรเยอะแยะไปหมด ใช่ไหมครับ แต่สิ่งสำคัญจริง ๆ คือว่าที่เราเรียนและเราจะได้ใช้  มันไม่ได้เยอะขนาดนั้นนะ  ใช่ไหมครับ  ถ้าเริ่มจากเด็กๆ  ก็ ๑. ต้องคำนวณได้  ใช้ภาษาได้  แต่รู้จักที่จะอยู่กับเพื่อน  เล่นกับเพื่อน  และเริ่มมีความรู้เกี่ยวกับตัวเรา ประเทศเรา สังคมเรา ประวัติศาสตร์ ใช่ไหมครับ  และก็วิทยาศาสตร์  ว่าสภาพความเป็นจริง  ธรรมชาติเป็นอย่างไร  และเติบโตขึ้นมา ก็ค่อยไปดูในเรื่องของการที่ว่าจะไปประกอบอาชีพอะไร  ก็ต้องมีความรู้ มีทักษะ มีสิ่งที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ  แต่ว่าจริง ๆ  มันไม่ได้เยอะขนาดนั้น   ผมก็พยายามบอกยุคนี้ก็มีเรื่องคอมพิวเตอร์อีกเรื่องหนึ่ง อาจจะแถมไปนอกจากคำนวณกับภาษา  มันก็เป็นเรื่องแปลกว่า  คือผมว่าบางทีผู้ใหญ่หวังดี  ใช่ไหมครับ  จะทำหลักสูตร  เรื่องนี้ก็น่ารู้นะ  เรื่องนี้ก็น่าจะใส่ ๆ  เข้าไป  เพราะผมก็พูดมาตลอดว่ามันน่าสงสารน่ะ สมัยผมเป็นเด็กตัวเล็กมากเลยนะ ผมก็ถือกระเป๋า  เมื่อก่อนก็ถือกระเป๋าอย่างนี้ กระเป๋ามันก็อ้วนมากเลยนะครับ  และวันไหนเรียนมาก ๆ  เดินไปโรงเรียนตัวเอียงอย่างนี้   ทีนี้ตอนหลังเขาก็เปลี่ยนมาเป็นเป้"

พิธีกร:  "จริง ๆแล้วก็สูง ๑๘๕ แล้วท่านนายกฯ ครับ"

อภิสิทธิ์:  "เป้แล้วก็หนัก ๆ มากเลยรู้ไหม เริ่มหงายหลัง  เดี๋ยวนี้ผมเห็นเด็ก ๆ  ลากกระเป๋าอย่างกับไปสุวรรณภูมิ  กระเป๋าเดินทาง  ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก  เราปล่อยอย่างนี้ไม่ได้  อันนี้ผมก็ขอให้ทางกระทรวงศึกษาธิการเขากำลังทบทวนดูที่บอกมีการปฏิรูปการศึกษารอบ ๒  ว่าจริง ๆ จะต้องลด  เพราะสิ่งสำคัญอย่างที่บอกคือ นอกจากสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้  และต่อไปก็มองในแง่ของการประกอบอาชีพแล้ว  สิ่งที่การศึกษาควรจะให้เด็กมากกว่าก็คือ  ทำอย่างไรเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ใช่ไหมครับ  เหมือนพวกเราตอนนี้ถามจริง ๆ เถอะ เวลาอยากจะรู้อะไรทำอะไร"

เยาวชน:  เข้าเน็ต

อภิสิทธิ์: "เข้าเว็บ เข้าเน็ต และต้องดูว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม  ต้องคิดเองได้  ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถทำให้เด็กคิดได้  คิดเป็น  ผมว่านั่นสำคัญที่สุด  คนที่รู้เยอะตอนนี้แต่คิดไม่เป็น กับคนที่อาจจะเริ่มจากแทบไม่รู้อะไรเลยนะ  แต่คิดเป็น   ผมให้ว่าไม่เกิน ๒-๓ ปี  คนที่คิดเป็นไปได้   คนที่รู้ทุกอย่างแต่คิดไม่เป็น  มันก็คือของเดิม  แล้วก็ลืมไปเรื่อย  และก็มีความรู้คือใช้ไม่ได้แล้ว  ก็ลดลงไปเรื่อย  ลดลงไปเรื่อย ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลว่า จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร  ผมก็ยังยืนยันด้วยว่าหลายเรื่องมันเรียนจากหนังสือไม่ได้  ประชาธิปไตยเนี่ย  เรียนจากการอ่าน  การอะไรก็ยาก  ผมสมัยเรียนหนังสือ จำได้อย่างเดียว สมัยที่เขาสอนเรื่องประชาธิปไตย  เขาก็บอกอำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น ๓ ฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ  แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราเข้าใจจริง ๆ ว่า ประชาธิปไตยคืออะไร  ใช่ไหมครับ  แล้วก็ต่อมาตอนหลังก็มีทำกิจกรรมบ้าง  ให้เด็กเลือกตั้ง  อะไรต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ถึงแก่นของมันจริง ๆ  หลายเรื่องผมยืนยันว่าต้องเรียนจากกิจกรรม"

เยาวชน: "ท่านนายกฯ ขอถามต่อค่ะ เรื่องการศึกษา เรื่องคุณภาพการศึกษาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง"

อภิสิทธิ์:  "มีหลายเรื่องน่าเป็นห่วง เพราะว่าเขาจะมีการทดสอบความรู้พื้นฐานเด็ก วิชาที่เรียกว่าเป็นวิชาพื้นฐาน  เราก็จะพบว่าเด็กของเราคะแนนเรื่องคณิตศาสตร์  คะแนนเรื่องวิทยาศาสตร์ค่อนข้างจะแย่ ค่อนข้างจะต่ำ  เป็นตัวที่สะท้อนว่าระบบของเราต้องปรับปรุง  เราก็จะพยายามใช้เรื่องของการเข้ามาประเมินคุณภาพและดูว่าจุดอ่อนอยู่ที่ไหน ใช่ไหมครับ  อาจจะเป็นเพราะว่าครูไม่พอ  จริง ๆ ถามว่าครูไม่พอเนี่ย ชัดเลย อย่างระดับมัธยม  ครูวิทยาศาสตร์มีปัญหาความขาดแคลน  เราก็จะได้แก้ให้ตรงจุด  แต่ว่าของอย่างนี้ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน  พอใช้เวลาปั๊บ  แปลว่าต้องรีบทำ  เพราะทำวันนี้อาจจะอีกนานเลยกว่าจะเห็นผล"

พิธีกร:  "มีน้อง ๆ คนไหนอีก ยกมือเลยครับ  อยากถาม ๆ  เลยครับ"

เยาวชน:  "ท่านมีเคล็ดลับยังไงที่ให้ผู้อื่นเรียนหนังสือเก่งขึ้นคะ"


อภิสิทธิ์: "ทำยังไงจะเรียนหนังสือเก่ง  อันนี้ตอบยากจริง ๆ นะครับ  เพราะว่าผมก็สังเกตว่าแต่ละคนมีเคล็ดลับไม่เหมือนกัน ผมเอาง่าย ๆ นะบางคนอ่านหนังสือต้องอยู่คนเดียวเงียบ ๆ  บางคนไม่ได้อ่านไปต้องมีขนมกินไปด้วย  ถึงจะจำได้ บางคนอ่านไปฟังเพลงไป  บางคนขี้เหงาอ่านคนเดียวไม่ได้  ต้องมีเพื่อนอ่านด้วย  คือบางทีต้องหาจุดของตัวเองก่อน ว่าแบบไหนที่ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจ  สามารถที่จะจดจำเรื่องต่าง ๆ ได้  อันนี้ก็อันหนึ่ง อันที่ ๒ สำหรับผมเวลาเรียนหนังสือ  คือผมใช้คำว่า พยายามเข้าใจก่อน  ว่าเรื่องใหญ่มันเป็นยังไง  ให้เข้าใจก่อน  อ๋อเรื่องนี้เป็นแบบนี้  แล้วค่อยไปดูรายละเอียด  ผมสังเกตว่าหลายคนไปกังวลว่ารายละเอียดยังไม่เข้าใจ  และเสียเวลากับมันมาก  เสร็จแล้วเหมือนกับภาพต่อที่มันต่อไม่เสร็จ เราต้องเห็นภาพที่มันต่อเสร็จก่อน  แล้วค่อยมาดูว่ารอยหยักที่มาต่อตรงนี้กับตรงนี้มันต่อกันยังไง"

พิธีกร:  "คำถามต่อไปมาจากนายอำเภอน้อยของเรา"

เยาวชน:  "หนู ....กรุณา จากโรงเรียนบดินทร์เดช (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการค่ะ อยากจะถามท่านนายกฯ ว่า โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ  จะ
ดำเนินต่อไปไหมคะ เมื่อท่านนายกฯ หมดวาระแล้ว"

อภิสิทธิ์:  "ที่จริงถ้าเป็นนโยบายทั่ว ๆ ไปก็ต้องตอบว่ามันต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า ใครมาเป็นผู้นำเขาตัดสินใจยังไง  แต่กรณีนี้ผมคิดว่ายังไงก็ต้องเดินต่อ

๑. เพราะว่าจริง ๆ ตามรัฐธรรมนูญมันเป็นสิทธิ์ของคนไทยทุกคนที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย  อย่างน้อย ๑๒  เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดใครไม่อยากทำจริง ๆ   อย่างมากก็ลดมา ๓ ปี  คือ ๑๕ เหลือ ๑๒ สมมตินะครับถ้ามี แต่

๒. ผมยังค่อนข้างมั่นใจนะครับว่าไม่น่าจะมีใครนั้นถ้ามาเป็นนายกฯ ในอนาคต  แล้วมาคิดว่าไม่เอาแล้ว  ไม่ให้เด็กเรียนฟรี  โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยซึ่งต้องแข่งขันกันอยู่แล้ว  ผมก็ยังนึกภาพไม่ออกว่ามีพรรคไหนจะขึ้นหาเสียงบอกว่า ถ้าให้เป็นนายกฯ  แล้ว  เรียนฟรีจะไม่ให้แล้ว"

เยาวชน: "ค่ะเพียงแต่กังวล" 

อภิสิทธิ์:  "แต่ว่าก็ดีครับ เพราะว่ามีหลายโครงการซึ่งผมรู้ว่าในอดีตคนมีความรู้สึกว่า พอเปลี่ยนรัฐบาลทีหนึ่ง โครงการก็ล้ม  แต่ว่าสำหรับผมเวลาเข้ามา  โครงการไหนถ้ามีอยู่ก็ทำต่อ  อะไรที่ไม่ดีแก้ไข  อะไรที่แย่ก็เลิก ก็ธรรมชาติ  แต่ว่าต้องอธิบาย"

พิธีกร: "คุยกันมาเยอะพอสมควรครับ ผมคิดว่าน้อง ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าท่านนายกฯ เป็นต้นแบบหรือเป็นไอดอลของเขาเลยนะครับ อยากให้ท่านนายกฯ บอกน้อง ๆ หน่อยว่าส่วนไหนของนายกฯ ที่น่าเอาเป็นต้นแบบและถ้ามีส่วนไหนที่แบบเราไม่ควรจะยึดตรงนี้เป็นต้นแบบในฐานะทั้งอภิสิทธิ์และทั้งการเมืองด้วยครับ"

อภิสิทธิ์: "ผมว่าของแบบนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้เราเห็นตรงกัน ถามว่าเขาดีไหม เขาก็ตอบใช้ได้ จริง ๆ แล้วคงต้องให้คนอื่นเป็นคนพูดมากกว่า แต่ว่าเอาสิ่งที่คงเป็นข้อเท็จจริง คนจะชอบไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผม แต่ยอมรับก็คือว่าเห็นว่าผมทุ่มเททำงานหนัก เอาว่าชอบไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ว่าแม้แต่คนไม่ชอบแต่ยอมรับได้ว่าผมทำงานหนัก ตรงนั้นก็อาจจะให้แบบอย่างว่าทำอะไรขอให้ทำจริง อย่าทำเล่น ๆ ทำผ่าน ๆ ไป แต่บอกได้เลยที่ไม่น่าทำตามก็คือผมไม่ค่อยดูแลสุขภาพตัวเอง"

พิธีกร: "ทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง"

อภิสิทธิ์: "มันก็ไม่ใช่ทำงานอย่างเดียวอาจจะเป็นนิสัย จุดอ่อนอยู่ ไม่มีวินัยในตัวเอง เช่นว่าพอมีเวลาว่างบ้างก็ไม่ออกกำลัง นอนอ่านหนังสือ นอนฟังเพลงนอนอ่านหนังสือแทน หรือว่ารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา"

เยาวชน:  "อยากถามว่าท่านจะมีการจัดการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดที่ระบาดอยู่ในประเทศ เพราะว่ามีผลต่อการศึกษาของเด็กและเยาวชนค่ะ"

อภิสิทธิ์:
"ตอนนี้ก็มีนโยบายที่เราเรียกว่า ๕ รั้วป้องกัน นะครับ ไม่ให้ยาเสพติดเข้ามา ให้ครอบครัว ชุมชน โรงเรียนต่าง ๆ มาช่วยกันทำงาน ก็อยากจะบอกว่ายังน่าเป็นห่วงอยู่ แต่ระยะยาวจริง ๆ นี้อยู่ที่เด็ก ๆ ถ้าพวกเราทุกคนโตขึ้น ไม่มีใครสนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลย ไม่มียาเสพติด พ่อค้ายาเสพติดไม่รู้จะไปขายใคร"

พิธีกร: "เพราะเขาก็ขายไม่ได้เหมือนกัน"

อภิสิทธิ์: "เพราะฉะนั้นอยู่ที่ทุกคนตรงนี้ ถ้าบอกว่าไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับยาเสพติด ยาเสพติดหมดไปเอง"

พิธีกร: เพราะฉะนั้นน้อง ๆ ทุกคน สู้ ๆ นะคะ

พิธีกร: คำถามสุดท้าย พี่ให้คำถามสุดท้าย

เยาวชน:  ท่านนายกฯ มีวิธีอย่างไรค่ะให้ประเทศไทย
ให้เด็กในประเทศไทยอ่านหนังสือให้มากขึ้นค่ะ

อภิสิทธิ์: "เมื่อกี้คุยกันไว้นิดหนึ่งแล้วนะครับ เดี๋ยวเติมหน่อยว่าเราจะทำทั้งเรื่อง เมื่อกี้ตอนแรกพูดถึงว่าโครงการหนังสือเล่มแรก และจะมีเรื่องการเพิ่มห้องสมุดแหล่งเรียนรู้ และตอนนี้กำลังหาทางว่าทำอย่างไรหนังสือถูกลงด้วย เพราะตอนหลังกระดาษหนังสือ รู้สึกว่าแพงขึ้น โดยเฉพาะหนังสือเด็กแพงมาก เพราะว่าต้องรูปเล่มเยอะหน่อย"

พิธีกร: วันนี้นายกฯ ก็ได้มาให้คำตอบ แง่คิดดี ๆ พวกเราขอบคุณนายกฯ มาก

อภิสิทธิ์: "คนสุดท้าย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เลื่อนแต่งตั้งผบ.ตร. ลดความขัดแย้ง

...กรณีแต่งตั้ง ผบ.ตร. ได้ถูกขยายไปเป็นความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย จึงเลื่อนการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ออกไปก่อนโดยให้มีการรักษาการแทน ซึ่งอาจจะเกิน ๓๐ กันยายนก็ได้

พิธีกร: ....ขอย้อนกลับมาเรื่องซีเรียสนิดหนึ่ง  เมื่อกี้เห็นน้องถามเรื่องภาวะผู้นำ  ท่านนายกมนตรีหนูอยากจะถามว่าทำไมตอนนี้การเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผบ.ตร.) ทำให้นายกฯ ดูขัดกับความเป็นผู้นำ" 

อภิสิทธิ์:  "คืออย่างนี้ธรรมดาครับ  คือเรามีกฎหมาย เรามีระบบ  เขาก็บอกว่าเลือก ผบ.ตร. ไม่ใช่ว่านายกฯ อาจได้คนนี้  ก็เซ็นซะ กฎหมายเขาบอกว่าไม่ได้  มีกรรมการอยู่  กรรมการก็มีอยู่ ๑๑ คน  เขาก็บอกให้เป็นเสนอชื่อ  และให้ทางกรรมการเขาพิจารณาว่า เอาหรือไม่เอา  เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย  ใช่ไหมครับ  ทีนี้ถ้าเราบอกว่านายกฯ จะเอาใครก็ต้องได้   ก็ไม่ต้องมีกรรมการสิครับ  ใช่ไหมครับ  เสียเวลาอีก ๑๐ ท่านก็บังเอิญว่า ครั้งแรกเข้าไปแล้ว ข้อมูลไม่ตรงกัน  และบังเอิญผมก็มาทราบทีหลังว่า บางท่านได้ข้อมูลเรียกว่าแทบจะในห้องประชุม หรือกำลังเดินเข้าห้องประชุม ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเข้าใจตรงกันพอสมควร 

  • ความจริงถามว่าจะให้ผ่านรอบแรก  ผมก็ทำได้นะ  เพราะว่าจริงๆ คะแนน  ผมแพ้ไป ๕ ต่อ ๔  แต่จริง ๆ ถ้าผมลงคะแนนเองมันเป็น ๕ เท่า  และพอเป็น ๕ ท่านปั๊บ  เขาให้สิทธิ์ประธาน  แต่ผมไม่อยากทำ  ต้องมีจิตใจเป็นประชาธิปไตย   ผมคิดว่าวันหนึ่งคงดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
     
  • พอมารอบ ๒ หลังจากที่มันผ่านไปสัก ๑-๒ อาทิตย์ก็ปรากฏว่าพยายามที่จะหาข้อมูล  ผมเองผมพูดตรง ๆ ผมก็คิดว่าเที่ยวนี้ถ้าลงคะแนน โอกาสที่จะชนะก็สูง แต่ชนะก็คงชนะ ๕-๔  แล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันถูกขยายไปเป็นความขัดแย้งที่จะใหญ่โตออกไป  ผมเลยตัดสินใจบอกกับที่ประชุมว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า
     
  • ถ้าเราตัดสินใจกันวันนี้ ...แต่มันเกิดความขัดแย้ง มันคุ้มไหน  ก็ถามดู  และในที่สุดที่ประชุมก็บอกว่า  ความจริงถ้ารอไปอีกหน่อยก็ไม่เป็นไร  แม้กระทั่งเกิน ๓o กันยายนไปก็ช่องทางในการที่จะให้มีการรักษาการตามกฎหมาย  เขาก็บอกไม่เป็นไร ดีกว่าที่จะมีความขัดแย้ง ผมบอกถ้าคิดตรงกันอย่างนี้ก็ดี  ก็เลื่อนไปก่อน"

(กลับไปด้านบน)

- ๓ แนวทางแก้ไขเพิ่มเติม รธน.
... คณะกรรมการสมานฉันท์ที่ประธานรัฐสภาฯ ตั้งขึ้นหลังจากเหตุการณ์เดือนเมษายน ได้เสนอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็น ซึ่งมีการอภิปรายในสัปดาห์ที่แล้ว  วิป ๓ ฝ่ายจะได้หารือกันต่อไป โดยขณะนี้ได้มีข้อเสนอ ๓ แบบ เพื่อหาแนวทางให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และท้ายที่สุดเจ้าของประเทศ คือ ประชาชน จะเป็นผู้ตัดสินว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ โดยผ่านการลงประชามติ

รัฐบาลขอเปิดอภิปรายทั่วไปรับฟังความเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อภิสิทธิ์ :
"แล้วก็ขอถือโอกาสนี้เรียนว่าในเรื่องปัญหาทางการเมืองนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลได้ขอให้เปิดให้มีการอภิปรายทั่วไป ในกรณีที่จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่รัฐสภาได้ตั้งขึ้น เท้าความนิดหนึ่งครับว่า เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรื่องของปัญหาการปฏิรูปการเมืองนี้ก็ถกเถียงกันมาโดยตลอด แล้วก็จะดูจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งครับ ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน หลังจากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในเดือนเมษายนนั้น ผมได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในสภาฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ได้ตัดสินใจในวันนั้นว่า จะให้สภาฯ นั้นได้ช่วยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ คณะ คณะหนึ่งมาดูเรื่องของการตรวจสอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงนั้น แล้วอีกคณะหนึ่งก็มาดูในเรื่องของการหาทางออกในทางการเมือง ในเรื่องของความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และรวมไปถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ซึ่งต่อมาท่านประธานรัฐสภาก็ได้กรุณาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด และก็ได้ทำงาน คณะกรรมการที่ทำงานในเรื่องของการไปศึกษาเกี่ยวกับประเด็นความสมานฉันท์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปการเมือง ก็ได้ทำรายงานเสร็จสิ้นนะครับ แต่บังเอิญช่วงที่ทำรายงานเสร็จนั้น เป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการปิดสมัยประชุม ก็ไม่มีโอกาสที่จะเอารายงานนั้นเข้ามา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็น ความจริงพอเปิดมาเมื่อเดือนสิงหาคมก็มีปัญหาอีก เพราะว่าสมัยประชุมที่เปิดขึ้นมาเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วก็ไม่สามารถที่จะพิจารณาเรื่องอื่นได้ รัฐบาลก็เลยใช้วิธีการในการเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไปเมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดี เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและประเด็นอื่น ๆ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดก็จะทราบนะครับว่า แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายอยู่ ผมก็ได้เสนอทางออกหรือว่าทางเดินต่อไปในเรื่องนี้

โดยสรุปก็คือว่าคณะกรรมการสมานฉันท์นั้นมีข้อเสนอหลายส่วนครับ

ส่วนแรกคงจะเป็นเรื่องของการที่จะต้องมีกระบวนการในการสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ในรูปแบบต่าง ๆ ตรงนี้ไม่มีปัญหาครับ ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เห็นด้วย และรัฐบาลก็จะทำหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมตามโครงการ หรือด้วยวิธีการต่าง ๆ

ส่วนที่สอง ในแง่ของการมองไประยะยาวไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะมีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อดำเนินการในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่จะมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น ก็เช่นเดียวกันนะครับ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาดูจะเห็นพ้องต้องกัน และก็คงไม่มีปัญหาในการที่จะเดินหน้าต่อไป แต่ว่าเฉพาะหน้านั้นทางคณะกรรมการได้เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นนะครับ และก็อยากจะให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ว่าต้องยอมรับครับว่าเมื่อมีการรายงานเสร็จ ก็มีกลุ่มทั้งสมาชิกรัฐสภา ทั้งกลุ่มมวลชนพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กลุ่มที่เห็นด้วยก็มีนะครับ และก็มีการถกเถียงกันมากว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

หลังจากที่ฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภาแล้ว ผมก็เสนอทางออกครับ โดยมีหลักการว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะกระทำเพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ในวันที่มีการลงคะแนนรับ ในกระบวนการของประชามตินั้นก็มีการพูดกันครับว่า ยังมีบางจุดหรือยังมีบางเรื่องที่สมควรจะได้รับการแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การทำงานของรัฐบาล ของสภาฯ สามารถตอบสนองพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้น แต่ว่าผมก็ได้เสนอครับว่า 

      ๑. ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นต่างคนต่างเสนอ แทนที่จะเป็นเรื่องของความสมานฉันท์ ก็จะกลายเป็นปมความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็บอกว่าทุกพรรคการเมืองและทางวุฒิสภา น่าจะได้หารือกันว่าจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าไปสู่สภาฯ นั้นควรจะเป็นร่างที่ทุกฝ่ายตกลงกันก่อนล่วงหน้านะครับ เพื่อที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ในกระบวนการนี้ 

      ๒. ข้อที่สองก็คือว่า ในขณะที่สมาชิกรัฐสภาอาจจะตกลงกันได้นี้ แต่ว่าคนที่เป็นเจ้าของประเทศคือประชาชน เพราะฉะนั้นการจะไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและอาจจะมีบางกลุ่มบางฝ่ายซึ่งยังไม่เห็นด้วย ก็น่าที่จะมีกระบวนการบางอย่างนะครับที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม และยอมรับการแก้ไขหรือแสดงออกว่าจะไม่ให้มีการแก้ไขที่ทุกฝ่ายน่าจะมองเห็นว่าเป็นทางออกที่ตกลงร่วมกันได้
 
ข้อเสนอของผมในวันนั้นก็คือว่า หลังจากที่ผมเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกาก็จะได้มีการนัดหมายวิปของ ๓ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อมาตกลงกันครับว่า จะเดินหน้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งขณะนี้มีข้อเสนอมา ๓ ข้อนะครับ ที่ผมได้เสนอให้เป็นทางเลือก
  • ข้อแรกก็คือแทนที่จะให้ทางสภาฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญกันเอง ก็อาจจะมีการตั้งองค์กรเฉพาะขึ้นมา ก็นิยมเรียกกันว่า ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) นะครับ แต่ว่าคงไม่ได้หมายความว่าเป็น ส.ส.ร. ที่ต้องใช้เวลาในกระบวนการในการไปคัดเลือกสรรหามา ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ จะเป็นการอาจจะกำหนดไปเลยว่า หนึ่งในสี่มาจากสมาชิกรัฐสภา หนึ่งในสี่มาจาก ส.ส.ร. ปี ๔๐ หนึ่งในสี่มาจาก ส.ส.ร. ปี ๕๐ คัดเลือกกันเองนะครับ และอาจจะมีในส่วนของนักวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นแนวทางที่จะทำให้การแก้ไขนี้มีกระบวนการของการที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม นั่นทางหนึ่ง
  • อีกทางหนึ่งก็มีสมาชิกวุฒิสภาที่บอกว่าควรจะมีตั้งคณะกรรมการอิสระ คือคนนอกสภาฯ มองลองพิจารณาในเรื่องของรัฐธรรมนูญดู เสร็จแล้วก็มาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของกรรมการสมานฉันท์ เอาไปลงประชามติ
  • แต่ว่าข้อเสนอข้อที่สามซึ่งเป็นข้อเสนอที่ผมเสนอเองนะครับหลังจากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกก็คือว่า เมื่อมี ๖ ประเด็นชัดเจนแล้วก็น่าจะให้ทุกพรรคการเมืองกับวุฒิสภายกร่างรัฐธรรมนูญตาม ๖ ประเด็นร่วมกัน โดยแยกออกเป็น ๖ ฉบับ คือทำทีละประเด็น หรือจะทำเป็นฉบับเดียวก็ได้แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่า การแก้ไขเพิ่มเติมนี้จะมีผลได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดทำประชามติ หมายความว่าแต่ละประเด็นนี้ครับสมมติว่าพูดถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับเรื่องของการทำสนธิสัญญานี้ ถ้าสภาฯ เห็นชอบแล้วยังไม่บังคับใช้ เอาประเด็นนี้ไปถามพี่น้องประชาชนให้ลงคะแนนกันทั้งประเทศ ถ้าประชาชนยอมรับก็จึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ยอมรับก็ถือว่าตกไป โดยแยกเป็นประเด็น ๆ ชัดเจนไปเลยนะครับ จะเป็นมาตรา ๑๙๐ จะเป็นเรื่องเขตเลือกตั้ง จะเป็นเรื่องการยุบพรรค จะเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของ ส.ส. ก็จะทำแบบนี้หมดนะครับ ข้อเสนอนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ผมได้ฝากไว้ให้กับ ๓ ฝ่ายพิจารณาช่วงที่ผมเดินทางไปต่างประเทศ กลับมาก็คงจะได้ข้อยุตินะครับ และผมคิดว่าน่าจะเป็นรูปธรรมและมีกรอบเวลาที่ชัดเจนต่อไป ว่าเราจะสามารถคลี่คลายปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างไรนะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของการชุมนุมเมื่อวานนี้ด้วย เพราะว่าที่ชุมนุมกันก็เป็นเพราะครบรอบ ๓ ปีจากการเกิดรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ซึ่งก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่าสมควรจะได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไปนะครับ แนวทางนี้ถ้าผมเสนอและเป็นที่ยอมรับ ผมถือว่าน่าจะเป็นแนวทางที่มีความชอบธรรม คือสภาฯ ก็ทำหน้าที่ ขณะเดียวกันเราแก้รัฐธรรมนูญซึ่งผ่านประชามติมา ก็ให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่นะครับ"

(กลับไปด้านบน)

- คลี่คลายการปะทะที่เขาพระวิหาร รักษาอธิปไตยด้วยสันติวิธี

..."อภิสิทธิ์" เล่าถึงเหตุการณ์และการคลี่คลายของการปะทะกันระหว่างประชาชนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร  ย้ำไม่นิ่งนอนใจ รัฐบาลได้ดำเนินการเชิงกฏหมายระหว่างประเทศครบทุกด้านแล้ว ไม่มีการเสียอธิปไตยแต่อย่างใด ต้องแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

อภิสิทธิ์:
...ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยเลย มีความวิตกกังวลว่า มีการชุมนุมของกลุ่มบุคคลทั้งที่กรุงเทพมหานคร และที่จังหวัดศรีสะเกษนะครับ ซึ่งก็ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลกันมาแทบจะเรียกได้ว่าตลอดทั้งสัปดาห์ แล้วก็มีความเป็นห่วงเป็นใยว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ประการแรกผมก็ต้องขอเรียนว่าในส่วนของการชุมนุมที่กรุงเทพมหานครนั้น ขอขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ ทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งผู้ชุมนุม ที่การชุมนุมใหญ่นั้นก็ผ่านพ้นไป โดยไม่ได้มีปัญหาหรือเหตุการณ์อะไร"

อภิสิทธิ์: "เสียใจที่เกิดเหตุปะทะกันบริเวณพื้นที่ทับซ้อนปราสาทพระวิหาร เมื่อวานนี้เช่นเดียวกันครับก็มีกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปที่จังหวัดศรีสะเกษ  โดยต้องการไปแสดงออกว่า อาจจะเป็นความไม่พอใจนะครับ เป็นมุมมองที่บอกว่ารัฐบาลยังไม่เข้มแข็งเพียงพอในเรื่องของการรักษาสิทธิ อธิปไตย ดินแดนของไทย ในกรณีของปราสาทพระวิหารและบริเวณที่เกี่ยวข้องนะครับ จริง ๆ แล้วผมได้พยายามชี้แจงมาโดยตลอดนะครับว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เลย การดำเนินการในเชิงของกฎหมาย ในเชิงของระหว่างประเทศ ทำทุกด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้มีการแจ้งยกเลิกแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเราคิดว่าเป็นปัญหาเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในส่วนของคณะกรรมการมรดกโลกกับยูเนสโก ว่าเราไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีการขึ้นทะเบียน และมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของกัมพูชาอย่างไรนะครับ

พร้อม ๆ กันนั้นนะครับในพื้นที่เองเมื่อปีที่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะว่ามีการปะทะกัน แล้วต่อมาก็มีการเจรจา โดยได้กลับไปยึดในเรื่องของข้อตกลงเมื่อปี ๒๕๔๓ ที่บอกว่าเรื่องของเขตแดนซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ไม่ตรงกันนี้ เราถือสันปันน้ำ เขาถือแผนที่ ก็จะมีคณะกรรมการขึ้นมา และระหว่างที่คณะกรรมการกำลังทำงานในเรื่องการจัดทำหลักเขตแดน ก็จะไม่ให้มีการไปปรับสภาพพื้นที่ใด ๆ นะครับ ฉะนั้นการเจรจาตรงนั้นก็เริ่มต้นมาเพื่อจะนำไปสู่การถอนกองกำลังซึ่งมีอยู่ทั้งสองฝ่าย แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของชุมชน ที่มีอยู่ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาได้ ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาครับ เพียงแต่ว่าพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปเมื่อวานนี้ อยากจะให้มีการดำเนินการที่เด็ดขาดนะครับ แต่ว่าผมก็ได้พยายามชี้แจงครับว่าที่จริงแล้วสิ่งที่ทำอยู่นี้ ยืนยันได้เลยว่าไม่มีการเสียดินแดน ไม่มีการเสียอธิปไตยแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของสันติวิธี ข้อตกลงต่าง ๆ

ในทางตรงกันข้ามครับถ้าหากว่ามีเหตุการณ์การปะทะกันขึ้นมา จะโดยเริ่มต้นจากอะไรก็แล้วแต่นี้ มันก็มีโอกาสสูงครับว่าเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกระดับขึ้นไป ซึ่งก็จะเป็นผลเสียกับประเทศไทย เป็นผลเสียกับทางความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นผลเสียกับอาเซียนเอง เพราะฉะนั้นเราได้ทำอย่างเต็มที่ แต่เมื่อพี่น้องจะไปนะครับ บังเอิญก็ไปเจอปัญหาว่ามีพี่น้องประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาไม่เห็นด้วยนะครับ เมื่อวานนี้ผมก็พยายามครับ ได้ขอร้องว่าทำอย่างไรเจ้าหน้าที่อยู่ตรงระหว่างกลางนะครับ ไม่ให้พี่น้องปะทะกันเผชิญหน้ากัน แต่ปรากฏว่าในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็ไม่สามารถที่จะยันกับจำนวนคน ซึ่งมีจำนวนมากนะครับทั้งสองฝ่าย ก็เป็นเรื่องที่หน้าเสียใจครับว่าทำให้เกิดการปะทะกันแล้วก็มีการบาดเจ็บ แต่ว่าผมกับฝ่ายความมั่นคงก็ได้เร่งในการที่จะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะของความสงบเรียบร้อย แล้วก็ได้มีการเจรจากัน ที่สุดก็ได้มีการขอกันนะครับว่ากลุ่มที่มาคัดค้านก็ควรจะเปิดทาง และกลุ่มที่จะเข้าไปนี้ขอให้เข้าไปโดยได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในเรื่องของการที่จะกำหนดจำนวนและกิจกรรมที่จะไปทำนะครับ สุดท้ายกว่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องก็มืดค่ำพอดี เพราะฉะนั้นข้อตกลงอันนี้ก็คือว่า ทางผู้ที่เดินไปก็จะส่งตัวแทนขึ้นไป โดยทางเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้ แต่ว่าจะให้มีตัวแทนจำกัดนะครับ เพื่อจะได้ควบคุมสภาพพื้นที่และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ และหลังจากนั้นจะขึ้นไปอ่านแถลงการณ์หรืออะไร เสร็จแล้วก็เป็นอันจบสิ้นกิจกรรม

ผมก็อยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหานี้นะครับ ส่วนปัญหาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกรณีอย่างนี้ครับ ผมอยากจะเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า การแสดงออกของแต่ละฝ่าย คนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันนี้ ทำได้ แต่ว่าขอความกรุณาว่าเราคนไทยด้วยกันนี้นะครับอย่าทำร้ายกันเอง อย่าทำร้ายกันเอง และก็ขอให้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ เพราะว่าในส่วนของรัฐบาลนั้นเจ้าหน้าที่ได้รับนโยบายอย่างชัดเจนนะครับ ต่อกรณีการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่าง ๆ ทุกกลุ่มนะครับว่า สิ่งที่เราต้องการเห็นมากที่สุดก็คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการปะทะกันเลย และไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ``ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง`` ทำอย่างไรแตกต่างโดยไม่แตกแยก

...เชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมร้องเพลงชาติผ่านโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” เพื่อหลอมรวมใจไทยให้เป็นหนึ่งเดียว ตอบโจทย์สังคมไทยแตกต่างแต่ไม่แตกแยก ไม่ใช้ความรุนแรง เคารพกฏกติกา ใจกว้างกับทุกความคิดที่แตกต่าง ทุกคนควรมีอิสระในการใส่เสื้อสี

อภิสิทธิ์:
 "เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยขอถือโอกาสพูดต่อนะครับว่า สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลก็จึงได้เริ่มต้นโครงการอีกโครงการหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของ "ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" เหตุผลก็เพราะว่า จากสภาพปัญหาความขัดแย้งหลายเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ครับ ที่จริงแล้วพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองสงบ ต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองเดินหน้า เราก็อยากที่จะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ซึ่งคำว่า "เรา" ในที่นี้ก็คือคนไทยด้วยกันเอง รัฐบาลก็มีความคิดว่าเราน่าจะหาจุดหลอมรวมทำกิจกรรมที่ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศคิดถึงความสามัคคี คิดถึงประเทศชาติ และได้อาศัยเรื่องของสื่อก็คือเพลงชาติ ซึ่งเราก็เปิดและฟังกันทุกวัน ๘ โมงเช้ากับ ๖ โมงเย็นอยู่แล้ว แต่ว่าที่จะทำกิจกรรมเริ่มต้น ความจริงก็คือผมเปิดโครงไปเมื่อวันศุกร์ แต่วันนี้ก็คือจะเริ่มต้นเวียนไปตามจังหวัดต่าง ๆ นะครับ หมายความว่าจะเรียงจากจังหวัดที่ขึ้นต้นด้วยตัว ก. นะครับ ไล่ไปเรื่อย ๆ ครับจนถึงจังหวัดสุดท้ายซึ่งลงท้ายด้วยตัว อ. ก็จะไปจบลงวันที่ ๔ ธันวาคม พอดีนะครับ แล้วพอถึงวันที่ ๕ ธันวาคมจะมีการจัดกิจกรรมในกรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง ง่าย ๆ ครับก็คือ ๖ โมงเย็นจังหวัดที่อยู่ในคิวก็จะไปจัดกิจกรรมรวบรวมพี่น้องประชาชน เชิญชวนมวลชนต่าง ๆ เข้ามา แล้วก็ร้องเพลงชาติร่วมกัน ผมก็หวังว่าทุกจังหวัดจะให้ความร่วมมือ ผมทราบว่าหลายจังหวัดก็ตื่นเต้นนะครับ วันนี้เริ่มต้นที่จังหวัดกระบี่ เขาก็บอกว่ามีคนอยากจะไปร่วมกิจกรรมจำนวนมากนะครับ แล้วก็ยังมีจังหวัดต่อ ๆ ไปนะครับ เช่น กาญจนบุรี ขอนแก่น ก็ได้เตรียมเลือกสถานที่ที่จะเป็นสัญลักษณ์ด้วย ที่เป็นความภาคภูมิใจของจังหวัด ที่เป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชนคนไทย แล้วก็จะได้มาร่วมกันแสดงออกถึงความรักชาติ และรู้รักสามัคคี อันนี้เป็นกิจกรรมที่ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในการที่จะแสดงออกถึงการรวมพลังกัน เพื่อให้บ้านเมืองของเรานั้นสามารถเดินไปข้างหน้าได้"

พิธีกร :  "สวัสดีค่ะ  สวัสดีครับ"

พิธีกร : 
  "ตอนนี้น้อง ๆ กำลังรอท่านนายกฯ อยู่เลยครับ  เดี๋ยวเชิญท่านนายกฯ  นั่งเลยครับ"

น้องเดียว (ด.ช.พันธดนย์ เกลี้ยงจันทร์):  "สวัสดีครับ"

พิธีกร :   "ท่านนายกฯ สบายดีไหมคะ"


อภิสิทธิ์:  "สบายดีครับ"

พิธีกร :  "วันนี้ใส่เสื้อสีแดงเลยค่ะ แดงเหลืองเลย" 

พิธีกร :   "เสื้อธรรมศาสตร์ใช่ไหมคะ"

อภิสิทธิ์:   "ผมเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์อยู่ก่อน"

พิธีกร :  "ไม่ได้มีนัยอะไรแอบแฝงใช่ไหมคะ"

อภิสิทธิ์:  "ผมว่าคนไทยใครอยากใส่เสื้อสีอะไรก็ต้องใส่ได้"  

พิธีกร :   "ผมอยากได้ยินคำพูดนี้มานานมากแล้วครับ  ใส่เสื้อลำบากมากครับตอนนี้จริง ๆ"

พิธีกร :  "หลายคนพูดอย่างนั้นคะ" 

พิธีกร :  "ท่านคิดว่าตอนนี้เรื่องปัญหาความขัดแย้งนะคะ  เด็ก ๆ ก็คิดว่าทำไมผู้ใหญ่ทำกันอย่างนี้  ปวดหัวเหมือนกัน  แล้วท่านนายกฯ คิดว่าจะมีทางแก้อย่างไรบ้าง"

อภิสิทธิ์:
  "ผมมองอย่างนี้นะครับว่า  เรื่องคนเห็นไม่ตรงกันน่าจะปกติ  คือไม่ต้องเรื่องการเมืองหรอก  พวกเราเวลาคุยกันมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันอยู่เรื่อย บางทีก็ทะเลาะกันจริงหรือเปล่า"  

พิธีกร :   "แตกต่างแต่ไม่แตกแยก"

อภิสิทธิ์:  "ทีนี้ถึงจะคิดไม่เหมือนกันทะเลาะกันบ้าง  ผมว่ามันไม่เป็นไร  เพราะว่ามันธรรมชาติของมนุษย์  แต่ในสังคมสิ่งที่ไม่ต้องให้ทำคือว่า

  • ๑. ไปถึงขั้นความรุนแรง  เถียงกันได้  แต่ถ้าลงไม้ลงมือกัน ไม่ถูกต้องแล้ว  และยิ่งถ้าหากว่าถึงขั้นใช้อาวุธ  ใช้อะไรกันอย่างนี้  อันนี้ไม่ได้เลย  อันนี้เป็นเรื่องแรกนะครับว่าเราอย่าไปกังวลว่าทุกคนต้องเห็นตรงกัน  รักกันให้หมด  มันธรรมชาติของสังคม  มันไม่ใช่อย่างนั้น  เห็นแตกต่างกันได้  อาจจะมีการแสดงความคิดเห็นไม่เหมือนกันได้ครับ  แม้กระทั่งบอกทะเลาะ บางทีอาจตะโกนเสียงดังอะไรกัน   ก็ถือว่าไม่เป็นไร  ตราบเท่าที่ไม่มีการใช้ความรุนแรง 
  • ๒. ถึงที่สุดเวลาที่เห็นไม่ตรงกัน  มันต้องมีกติกาว่าจะจบอย่างไร  สมมติบอกว่าเป็นเรื่องนโยบาย เรื่องการเมือง  เราก็ต้องไปจบที่การเลือกตั้ง ประชาชนก็ตัดสิน  แต่สมมติเป็นเรื่องว่าคนนั้นทำผิด ผิดกฎหมายหรือเปล่า  จบที่ไหนครับ จบที่ศาล  ใช่ไหมครับ  ถ้าทุกคนยอมรับอย่างนี้  สังคมก็อยู่ได้ แม้ว่าคนยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง 
  • และเราต้องมีใจกว้าง  มีใจกว้างก็หมายความว่า  ผมคิดอย่างนี้  คุณคิดอีกอย่าง  ผมก็เปิดโอกาสให้คุณพูดนะ  หรือโดยเฉพาะถ้าเป็นการเมือง  ก็ต้องแข่งขันกัน  ใช่ไหมครับ  ไปพูดคุย ไปพบปะประชาชน  ก็ต่างฝ่ายต่างก็พบกันไปสิ  ใช่ไหมครับ  และประชาชนเขาก็จะตัดสินเองว่าคนนี้มาแล้วเป็นอย่างนี้   คนนี้มาแล้วเป็นอย่างนั้น  คนไหนดีกว่ากัน  เขาก็จะเป็นคนตัดสิน  แต่ถ้าบอกไม่ได้  คุณห้ามมาที่นี่  คุณห้ามไปที่นั่น  อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย 

สิ่งที่ผมพยายามทำผมก็พยายามจะบอกว่า ถ้าใครมาคาดหวังว่าสังคมทั้งสังคมจะเห็นเหมือนกันหมด ผมบอกไม่มีทางทำได้  ผมรับรองไม่มีใครทำได้   แต่สิ่งที่พยายามทำให้ได้คือว่า ๑. ขอบเขตเห็นไม่ตรงกันแสดงออกอย่างไร  กับ ๒. มันมีที่สิ้นสุดที่ทุกตนยอมรับเรื่องนี้จบที่นี่  เรื่องนี้จบที่นี่  แล้วเราก็เคารพกระบวนการตรงนั้น"

เยาวชน:  "ขอถามเรื่องผู้ใหญ่หน่อยนะคะ ทำไมในรัฐสภาเวลาประชุมกันถึงได้แจกกล้วย แจกวรนุสกันคะ ท่านไม่ทราบว่ากำลังถ่ายทอดสดอยู่หรือคะ และเด็ก ๆ อย่างหนูควรเอาเยี่ยงอย่างหรือเปล่าคะ แล้วรายการนี้ควรจัดอยู่ในเรตอะไรคะ"

อภิสิทธิ์: "หนึ่งนี้ผมไม่เคยทำนะครับ สองก็คือว่าคนเราคงเกิดอารมณ์นะครับ แต่ทีนี้ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม มันไม่เหมาะสมอยู่แล้วละ ไม่เหมาะสมก็คงต้องอยู่ที่ประชาชนครับว่าอยากจะได้ผู้แทนฯ แบบนี้ไหม ก็ต้องจดใส่บัญชีไว้ ผู้แทนฯ คนนี้พูดดีทำดีก็สนับสนุน ผู้แทนฯ คนนี้ไม่ควรจะเอาเป็นตัวอย่าง คราวหลังก็อย่าให้เป็นผู้แทนฯ เอาอย่างนี้ละกัน ง่ายที่สุดนะครับ ส่วนจัดเรตติ้งมันถ่ายทอดสดนะครับ มันจัดไม่ทัน ถ้าเป็นบันทึกเทปก็คงไม่เอาออกอยู่แล้วครับ" 

พิธีกร :  "ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม"

พิธีกร : "วันนี้ท่านนายกฯ ก็ตอบทุกคำถามแล้ว แต่ว่าจนถึงคำถามแบบสุดท้ายของสุดท้ายจริง ๆ แล้ว อย่างไรก็หวังว่าโอกาสหน้าจะมีโอกาสได้ถามกับนายกฯ อีก ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารประเทศกับเยาวชนอีกครั้งหนึ่ง"

พิธีกร : "วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกฯ มาก ๆ เลยนะคะ ขอบคุณค่ะ / ขอบคุณครับ"

อภิสิทธิ์: "ขอบคุณพวกเราทุกคนครับ"

พิธีกร : "ขอให้ความคิดเล็ก ๆ ของพวกเรากลายเป็นนโยบายเพื่อเด็กและเยาวชนในอนาคตต่อไป ความหวังของพวกเราค่ะตอนนี้"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: ร่วมประชุมสมัชชาฯ และ G-20 + สัญญาน BOI เศรษฐกิจดีขึ้น
...นายกฯ "อภิสิทธิ์" เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อจะไปแถลงต่อที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ตลอดทั้งสัปดาห์จะได้มีการทำกิจกรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและพบปะกับนักธุรกิจ นักลงทุน และเป็นตัวแทนอาเซียนเข้าร่วมการประชุม G-20 ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติ ด้านการลงทุนมีความสนใจจะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้นและตัวเลขการจ้างงานมีมากขึ้นด้วยเมื่อเทียบกับต้นปี คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

อภิสิทธิ์ :
"...ผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในช่วงคืนวันนี้ จะไปถึงสหรัฐอเมริกาในวันพรุ่งนี้เช้าตามเวลาที่นิวยอร์ก แล้วก็จะเริ่มทำกิจกรรมเลยนะครับจนกระทั่งค่ำ กิจกรรมในวันแรกก็จะเป็นเรื่องของการทำกิจกรรมของกระทรวงต่าง ๆ ที่ไปสร้างความเชื่อมั่นทั้งของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ โดยการไปพบปะกับนักลงทุน นักธุรกิจต่าง ๆ แล้วพอเริ่มต้นในช่วงของวันอังคารก็จะไปประชุมสหประชาชาติ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนหรือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยก็กำลังจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสัปดาห์หน้าที่กรุงเทพมหานครด้วย แล้วในช่วงของวันพฤหัส วันศุกร์ก็จะเดินทางไปที่เมือง Pittsburgh เพื่อไปประชุม จี ๒๐ คือกลุ่มประเทศที่เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด ๒๐ แห่งของโลก แต่ผมไปในฐานะของประธานของอาเซียน ก็เป็นการประชุมต่อเนื่องจากที่ประชุมที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนเมษายน สาระสำคัญก็จะเป็นการติดตามเรื่องของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกนะครับ เสร็จแล้วก็เดินทางกลับมานิวยอร์กเพื่อที่จะแถลงต่อที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ ก่อนที่จะเดินทางกลับมา ก็จะมาถึงกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ตอนช่วงประมาณ ๓ - ๔ ทุ่ม

ระหว่างที่ไม่อยู่ ๑ สัปดาห์นั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรักษาราชการแทนนะครับ ...ผมเรียนสั้นๆ นะครับว่ากิจกรรมทั้งหมดมีความสำคัญมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลก ซึ่งความจริงแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาผมได้มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ก็พบว่าขณะนี้ความสนใจในการที่จะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน เทียบกับเมื่อช่วงต้นปีเพิ่มขึ้นมาก และมีการไปสำรวจบริษัทต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนถึงแผนงานในเรื่องของการจ้างงาน ในเรื่องของการเลิกจ้างนะครับ เป็นตัวเลขที่แตกต่างจากช่วงต้นปีค่อนข้างมากอย่างชัดเจนทีเดียวนะครับ ก็คือว่าแนวโน้มทุกอย่างดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพวกเราทุกคนช่วยกันในการที่จะทำให้บ้านเมืองนั้นสามารถเดินไปข้างหน้าได้ ผมมั่นใจครับว่าเศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น พี่น้องประชาชนจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้น และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวโลกก็จะดีขึ้นนะครับ รัฐบาลก็จะมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และจะเป็นผู้ที่จะพยายามระดมกำลังของทุกฝ่ายให้เป็นกำลังที่มาสู่พลังที่สร้างสรรค์ต่อไป"

(กลับไปด้านบน)

* ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม

(กลับไปด้านบน)