ร่วมถวายพระพร สู่จุดสมดุลมาบตาพุด ยกเครื่องกองทุนหมู่บ้าน รถเมล์NGVแบบโปร่งใส ไทยแข็งสนองการตรวจสอบประชาชน รับมือน้ำท่วม สะสาง รธน. ด้วยกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ (๔ ต.ค.๕๒)

- มาบตาพุด : สู่จุดสมดุล พัฒนา vs คุณภาพชีวิต
- รถเมล์ NGV : ผ่านโครงการ แต่เปลี่ยนให้โปร่งใส
- กองทุนหมู่บ้าน : แก้จุดอ่อน พร้อมเพิ่มวงเงิน
- ไทยเข้มแข็ง : ปรับจุดเน้น + สนองการตรวจสอบประชาชน
- สถานการณ์น้ำท่วม : ติดตามใกล้ชิด เร่งระดมช่วยเหลือ
- แก้ปม รธน.: ด้วยกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ
- แก้ปม รธน.: เขตใหญ่เขตเล็ก มีผลต่อการสมานฉันท์
- แก้ปม รธน.: ไม่ควรยุบพรรค แต่ กก.บริหาร ต้องรับผิดชอบ
- แก้ปม รธน.: ทำไม ๙เดือน? เมื่อไรยุบสภาฯ ?
- เจรจาทักษิณ : แลกกับผลประโยชน์ประชาชน?
- “ สื่อ “ สร้างภาพรัฐบาล “อภิสิทธ์ “?
- หน้าที่หลักของตำรวจ vs การตั้งผบ.ตร.
- ตามข่าว : คนไทยสามัคคีร่วมถวายพระพร ลงอุบลฯ เยี่ยมยายไฮ ประชุมอาเชียน
ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - มาบตาพุด : สู่จุดสมดุล พัฒนา vs คุณภาพชีวิต

... การแก้ปัญหามาบตาพุด  รัฐบาลต้องปฏิบัติตามรธน.มาตรา ๖๗ การพัฒนาเดินได้  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ในการเดินหน้าทางเศรษฐกิจ แต่ต้องสอดคล้องกับความต้องการประชาชน  ไม่กระทบคุณภาพชีวิตในเรื่องสุขภาพ แม้ว่าโครงการที่อนุญาตไปแล้ว  ถ้ามีข้อมูลว่าเป็นปัญหาอุปสรรค รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไข   
 
อภิสิทธิ์:
"แต่มีเรื่องสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ๒ เรื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่คงจะต้องพูดคุยกับพี่น้องประชาชนครับ  เรื่องแรกก็คือเรื่องของมาบตาพุดครับ  เรื่องของมาบตาพุด  ผมขอเรียนในเบื้องต้นก่อนว่ารัฐบาลพยายามที่จะหาจุดสมดุลในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือหาความสมดุลระหว่างการพัฒนากับการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน 

  • จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผมเข้ามาก็มีการประกาศเขตพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ  หลังจากก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการประกาศ  และผมได้ยืนยันครับว่ารัฐบาลนั้นต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ ปัญหามีอยู่ข้อเดียวครับว่าการตีความว่าวิธีการในการนำมาตรา ๖๗ ไปใช้จะทำกันอย่างไร  สรุปง่าย ๆ อย่างนี้ครับ มาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญบอกว่าโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง จะต้องทำการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ผลกระทบต่อสุขภาพ  และเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็น ปัจจุบันรัฐบาลได้เดินหน้าในการที่จะวางกติกาว่าเงื่อนไข ๓ ข้อนี้จะปฏิบัติอย่างไร  จริง ๆ แล้วผมได้ให้เร่งรัดเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาหลายเดือน  แต่ก็มีความเห็นที่แตกต่าง  ยกตัวอย่างเช่น องค์กรอิสระควรจะเป็นองค์เดียวหรือขึ้นบัญชีองค์กรต่าง ๆ ไว้ อย่างนี้เป็นต้น 

แต่จะอย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ถือแนวทางปฏิบัติว่า  ไม่ว่าจะมีความพร้อมไม่พร้อมตรงนี้  ต้องปฏิบัติการตามมาตรา ๖๗ ทีนี้เมื่อจะปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ ก็ต้องมีคนชี้ครับว่าโครงการไหนที่จะมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 

  • สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือเอารายงานผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเรื่องของสุขภาพอยู่ด้วยเข้ามาเป็นเกณฑ์  โครงการที่ได้มีการเดินหน้าในการอนุญาตไป  คือโครงการที่ได้รับการยืนยันจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่า ไม่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน  ก็จึงเดินหน้าไป  แต่ถ้าโครงการไหนมีลักษณะเช่นนั้นก็ต้องหยุดครับ  จนกว่าเราจะสามารถปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ ได้  อย่างไรก็ดีครับ  ศาลปกครองได้วินิจฉัยเป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ว่าควรจะหยุดทุกอย่างไว้หมดเลย
  • ซึ่งเหตุผลที่รัฐบาลต้องอุทธรณ์เพราะว่า ในบางโครงการแท้ที่จริงแล้ว เมื่อลงทุนไปแล้วจะเป็นการลดมลพิษ  เพราะเมื่อปี ๒๕๕๐ ได้มีมติที่บังคับไว้ โดยเฉพาะในพื้นที่ของมาบตาพุดว่า โครงการที่จะขยายได้  มาขออนุญาตในการขยายได้จะขยายได้ต่อเมื่อมีเงื่อนไขในการไปลงทุนในการลดมลพิษด้วย  เพราะฉะนั้น จริง ๆ ในระหว่างนี้ก็จะอุทธรณ์  ถ้าอุทธรณ์แล้วโครงการที่จะอนุญาตเพิ่มเติมก็จะหยุดไว้ก่อนครับ  แต่โครงการที่ได้อนุญาตไปแล้วก็จะดูว่าศาลจะมีแนวทางให้รัฐบาลปฏิบัติอย่างไร

ผมเรียนกับพี่น้องประชาชนนะครับว่า ผมก็ห่วงใยในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  และทราบดีครับว่าพี่น้องโดยเฉพาะที่มาบตาพุดได้ประสบกับปัญหาซึ่งต้องยอมรับว่าในอดีตปัญหาที่ไม่ดูแลกันในเรื่องของผังเมืองก็ดี  ปัญหาในเรื่องที่บางทีมีการประเมินเป็นโครงการ ๆ แต่ลืมภาพรวมของความสามารถในการรองรับทางอุตสาหกรรม  ผมตระหนักในเรื่องเหล่านี้ดี  และยินดีนะครับอย่างที่เคยได้พบปะกับทางผู้ที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนส่งตัวแทนมา  ว่าสามารถมาดูเป็นโครงการ ๆ ได้ครับ 

  • แม้แต่โครงการที่อนุญาตไปแล้ว  ถ้ามีข้อมูลว่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ  รัฐบาลก็ต้องดำเนินการ [แก้ไข]  เหมือนอีกเรื่องหนึ่งซึ่งค้างคากันมาอย่างที่สระบุรี   ขณะนี้เมื่อกระทรวงสาธารณสุขสรุปผลมา  ผมก็ได้ส่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการในทางกฎหมายว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป   เพราะฉะนั้น ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแล้วจะดูแลความเดือดร้อนของประชาชน  เพียงแต่ว่าขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องดูแลว่าในส่วนของนักลงทุนซึ่งเข้ามาลงทุนภายใต้ความเข้าใจของเขาว่า ปฏิบัติตามกติกาของบ้านเมืองทุกอย่าง  ก็ควรจะมีความแน่นอน ความมั่นใจตามสมควร 

ขอเรียนว่ารัฐบาลจะทำเรื่องนี้อย่างรอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบรอบด้าน  มีความสมดุลคือว่าการพัฒนาเดินได้  แต่เป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน  และไม่กระทบคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในลักษณะที่ทำให้เกิดความเสียหายเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องอื่น ๆ แล้วก็เรื่องนี้ผมได้ตัดสินใจว่าจะต้องทำเป็นภาพใหญ่ของทั้งประเทศเลย  จึงได้มีการปรับปรุงครับ เดิมมีคณะกรรมการดูแลการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้และอื่น ๆ ขณะนี้ก็จะเปลี่ยนใหม่ให้สภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

  • เสนอมาเลยว่ามีอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่เราคิดว่าประเทศไทยอาจไม่ต้องการเลย  เช่น อุตสาหกรรมหนัก หรืออะไรต่าง ๆ  แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  รายได้  การจ้างงาน  เป็นอย่างไร  เราสามารถเอาเรื่องการท่องเที่ยว  เอาเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาทดแทนได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ซึ่งสภาพัฒน์จะกลับไปศึกษาและรายงานเรื่องนี้กลับเข้ามา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- รถเมล์ NGV : ผ่านโครงการ แต่เปลี่ยนให้โปร่งใส

...การปฏิรูปรถเมล์เป็นเรื่องจำเป็น  การจัดหารถใหม่ที่ใช้ NGV พลังงานสะอาด และระบบทันสมัยใช้ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชน ให้เกิดประสิทธิภาพ และโปร่งใสมากที่สุด สภาพัฒน์ชี้การเช่ารถเมล์น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

โครงการรถเมล์ NGV ต้องมีความประสิทธิภาพและโปร่งใสเพื่อบริการที่ดีขึ้น
อภิสิทธิ์:
"อีกเรื่องหนึ่งครับซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกสอบถามมาก  คือเรื่องโครงการรถเมล์  ที่ถูกสอบถามมากหลายคนก็สงสัยว่าก่อนหน้านี้มีเสียงท้วงติง  มีการอะไรต่าง ๆ ทำไมถึงได้มีการอนุมัติ  ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ครับ  เริ่มต้นทีเดียวต้องยอมรับนะครับว่าเรื่องของการปฏิรูปรถเมล์เป็นเรื่องจำเป็น  เราต้องการเห็นบริการรถเมล์ในกรุงเทพมหานครที่ดีขึ้น นั่นก็คือที่มาของความคิดว่าจะต้องจัดหารถใหม่  เป็นรถที่ใช้ NGV เพื่อเป็นพลังงานที่สะอาด และมีระบบที่ทันสมัยในเรื่องของการใช้ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเพื่อบริการพี่น้องประชาชน แต่ว่าเดิมโครงการเริ่มต้นจาก ๖,๐๐๐ คัน แสนกว่าล้าน ปรับมาเป็น ๔,๐๐๐ คัน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้าน เสนอเข้ามาเพื่อให้รัฐบาลอนุมัติเลย ตอนนั้นก็ถกเถียงกันมากว่าการเช่ารถในราคาคำนวณออกมาจากวงเงินอย่างนี้แล้ว มันน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหรือเปล่า ก็ได้ส่งให้ทางสภาพัฒน์ไปศึกษา จริง ๆ แล้วเดิมให้ ๓๐ วัน แต่ว่ามีปัญหาเรื่องข้อมูลสอบทานกัน สุดท้ายก็รายงานกลับเข้ามา 
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ครับ

(๑.) เมื่อสภาพัฒน์ไปศึกษาได้มีการไปปรับข้อมูลในเรื่องของเส้นทางการวิ่งรถ สมมติฐานเรื่องของจำนวนผู้โดยสาร ราคาค่าโดยสาร ก็สรุปออกมาครับว่า  โครงการนี้จะสามารถทำให้ ขสมก. มีกำไรได้ และจะเป็นบริการที่ดีขึ้น แต่มีเงื่อนไขครับ เงื่อนไขแรกคือว่าโครงการนี้ที่จะประสบความสำเร็จมีกำไรได้นั้น หมายความว่าจะต้องมีการให้พนักงานจำนวนหนึ่งเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะว่าพนักงานเหล่านี้ก็จะถูกทดแทนโดยระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ทีนี้จำนวนคนที่เกี่ยวข้องตรงนี้น่าจะประมาณ ๖-๗,๐๐๐ คน ซึ่งขณะนี้โครงการที่จะไปให้เขาเกษียณอายุก่อนกำหนดด้วยความสมัครใจ  ตัวเลขยังไม่ถึงจำนวนนั้น  เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีก็บอกว่าเรื่องนี้ทางกระทรวงคมนาคมต้องไปทำแผนมา และในการทำเรื่องนี้ก็แน่นอนครับต้องมาของบประมาณจากรัฐบาลในการที่จะเป็นเงินจูงใจ ในเรื่องของโครงการที่จะมีการเกษียณอายุก่อน  เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อนุมัติไปคือสภาพัฒน์บอกว่าขณะนี้ได้ข้อยุติว่าเช่าน่าจะดีกว่าซื้อ  แต่ว่าที่จะทำให้โครงการนี้โปร่งใสเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อแรกคือต้องมีแผนที่ชัดเจนในเรื่องของพนักงาน

(๒.) ข้อที่ ๒ การที่จะให้รถ ๔,๐๐๐ คันใช้  NGV ทั้งหมด จะต้องมีอู่ซึ่งสามารถที่จะเติม NGV ได้  ขณะนี้อู่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอครับ  เพราะฉะนั้น ทางกระทรวงคมนาคม  ขสมก. เช่นเดียวกันครับ  จะต้องไปบริหารจัดการให้ได้ข้อยุติว่า อู่รถที่จะต้องเพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ไหนอย่างไร สอดคล้องกับเส้นทางที่จะวิ่งรถอะไรต่าง ๆ  นะครับ  ซึ่งตรงนี้ก็ต้องทำเป็นโครงการมาเช่นเดียวกัน  และก็เชื่อได้ครับว่าการที่จะมีความพร้อมในเรื่องอู่ที่จะทำ NGV ถึง ๔,๐๐๐ คัน ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ครับในขณะนี้  เพราะฉะนั้น การอนุมัติที่จะมีการดำเนินการ เมื่อไปถึงขั้นที่จะต้องไปจัดหารถอะไรต่าง ๆ เข้ามา  ก็จะต้องให้สอดคล้องกับเรื่องของอู่ที่เพียงพอที่จะบริการรถเหล่านี้ได้

(๓.) ข้อที่ ๓ ในการอนุมัติครั้งนี้แม้ว่าจะมีวงเงินที่เคยศึกษากันมา ๖๐,๐๐๐ กว่าล้าน ซึ่งต้องไปเกินนั้น แต่คณะรัฐมนตรีบอกว่าจะต้องไปตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางใหม่  เพราะว่าจริง ๆ ขณะนี้จะไม่เป็นการอนุมัติโครงการแบบเป็นก้อนในภาพรวมแล้ว  เพราะว่าเรื่องอู่ก็อาจจะต้องแยกออกไป เรื่องรถ เรื่องตั๋ว จะแยกกันหรือไม่ คณะรัฐมนตรีบอกว่า

  • ๑.ให้มีคณะกรรมการไปกำหนดราคากลาง กับ
  • ๒. ในทุกกรณีต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการประมูลในการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้ของในประเทศ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าการอนุมัติในวันอังคารที่ผ่านมาเป็นการอนุมัติซึ่งเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากลักษณะเดิมค่อนข้างมาก  และก็มีหลักประกันเป็นขั้นเป็นตอนในเรื่องของความโปร่งใส  ที่สำคัญในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้  เพราะว่ากระทรวงจะต้องทำเป็นกรอบเวลาปฏิทินมาในเรื่องของอู่รถ  เรื่องพนักงาน  และเรื่องของการจัดหารถให้สอดคล้องกัน  และหลายเรื่องซึ่งจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณ  ก็ต้องกลับมาขอคณะรัฐมนตรีให้มีการอนุมัติโครงการนี้  ถึงจะเดินหน้าได้  เพราะฉะนั้น ผมให้ความมั่นใจว่าเราจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบรถเมล์ เพื่อบริการพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้น  แล้วก็จะดูแลว่าโครงการนี้มีทั้งประสิทธิภาพ และความโปร่งใสสอดคล้องกับหลักวิชาที่มีการศึกษาเป็นขั้นเป็นตอนทุกประการนะครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- กองทุนหมู่บ้าน : แก้จุดอ่อน พร้อมเพิ่มวงเงิน

... แก้ไขปัญหากองทุนหมู่บ้าน ๓ ประเด็น ๑. ยืดเงื่อนไขชำระหนี้ ๒. เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านที่บริหารจัดการดี และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ๓. คนที่อบรมต้นกล้าอาชีพสำรวจปัญหากองทุน เพื่อปรับปรุงบริหารจัดการ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างแท้จริง

แก้ปัญหาการกู้ยืมเงินของกองทุนหมู่บ้าน 
อภิสิทธิ์: "โครงการหลัก ๆ ก็จะมีก็คือเรื่องการแก้ไขปัญหาของกองทุนหมู่บ้าน  เพราะว่ากองทุนหมู่บ้านนั้นมีลักษณะซึ่งหลังจากที่เงินออกไปในรอบแรกแล้ว  พบว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่กู้ยืมเงินไปก็อยู่ในสภาพที่เรียกว่าต้องไปกู้เงินนอกระบบมาคืน   จากนั้นก็มาขอกู้ยืมในงวดต่อไป  ซึ่งทำให้เงินไม่สามารถที่จะกระจายหรือหมุนเวียนไปยังรายใหม่ได้  เพราะฉะนั้น  สิ่งที่รัฐบาลวางเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะมี ๓ ประเด็นด้วยกัน

  • ประเด็นแรกคือว่า จะเปิดโอกาสให้กองทุนหมู่บ้านต่าง ๆ พิจารณาในการที่จะยืดเงื่อนไขการชำระหนี้จากเดิมซึ่งจะต้องชำระภายใน ๑ ปี ก็สามารถนะครับ  ถ้าหากคณะกรรมการเห็นสมควรให้เป็น ๒ ปีได้  อันนี้ก็จะเป็นโอกาสที่จะทำให้ประชาชนที่กู้ยืมเงินไปนั้นสามารถที่จะมีเวลาในการบริหารจัดการต่าง ๆ    และหวังว่าจะทำให้พึ่งเรื่องของการกู้ยืมเงินนอกระบบน้อยลง
     
  • ประเด็นที่ ๒ คือว่าเมื่อมีการปล่อยกู้ยาวขึ้น  รัฐบาลก็จะมีการเพิ่มเงินลงไปให้กับกองทุนหมู่บ้านต่าง ๆ  แต่ว่าการเพิ่มให้กองทุนหมู่บ้านต่าง ๆ นั้น จะดูจากกองทุนที่บริหารจัดการได้ดี มีความพร้อมคือได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว  นั่นข้อที่ ๑  ข้อที่ ๒ คือว่าจะพิจารณาจากจำนวนสมาชิกของกองทุนหมู่บ้าน คือไม่ได้ให้เท่ากันทุกกองทุน  กองทุนไหนมีสมาชิกมากก็จะได้มาก  ก็จะมีตั้งแต่ให้เพิ่มไป ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้เพิ่มไป ๔๐๐,๐๐๐ บาท ให้เพิ่มไป ๖๐๐,๐๐๐ บาท
     
  • ประเด็นที่ ๓ ที่จะดำเนินการก็คือว่าเราได้ใช้คนที่เข้าอบรมในโครงการต้นกล้าอาชีพ ออกไปสำรวจสภาพปัญหาของกองทุนต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการ และดูแลว่าการปล่อยกู้เป็นการปล่อยกู้ไปแล้ว  เป็นการไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้คงจะใช้เงินประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท  ก็จะเป็นหนึ่งในโครงการที่จะได้มีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี  เพื่อเข้ามาสู่ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 

นอกจากนั้นจะมีเรื่องของโครงการประกันรายได้เกษตรกร  ซึ่งได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนไปหลายครั้งแล้ว  ก็จะมีการเอาเงินงบประมาณจากไทยเข้มแข็งตรงนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการดำเนินการประกันรายได้ของเกษตรกรในฤดูกาลแรก"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ไทยเข้มแข็ง : ปรับจุดเน้น + สนองการตรวจสอบประชาชน

... เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐได้งบเพิ่ม ๑๕๐,๐๐๐ ล้าน  ครม.เร่งพิจารณาโครงการต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีการปรับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งช่วงที่ ๒ ปรับจุดเน้นโครงการเชิงยุทธศาสตร์สำหรับระยะกลาง ระยะยาวมากขึ้น  รัฐบาลเร่งตรวจสอบปัญหาจัดซื้อจัดจ้างกระทรวงสาธารณสุข เน้น “โปร่งใส” ไม่บั่นทอนประสิทธิภาพปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

ภาพรวมตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น 
อภิสิทธิ์: "สำหรับในเรื่องของการบริหารงานโดยทั่วไป สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีเรื่องที่อยากจะพูดคุยที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและโครงการใหญ่ ๆ อยู่  ในแง่ของภาพรวมของเศรษฐกิจก็ขอย้ำอีกครั้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันพุธนั้น  ปรากฏว่าตัวเลขการรายงานโดยเฉพาะในเรื่องของการจ้างงานก็ดี  ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีก็ดี  แม้กระทั่งตัวเลขอื่น ๆ ที่ผมได้เรียกมาดู  เช่นรายละเอียดของการส่งออก นำเข้า รวมทั้งการท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคมครับ  แนวโน้มต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น  และจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา สถานการณ์นั้นก็ดีขึ้นโดยลำดับ แต่ว่ายังไม่เป็นที่น่าวางใจ  เพราะฉะนั้น การเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระดมการลงทุน ขยายโอกาสทางการค้า การสร้างงาน  จ้างงาน นั้นจะทำอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ผมเรียนว่านอกจากโครงการ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านที่ได้มีการอนุมัติไปแล้ว ขณะนี้เมื่อสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ดีขึ้น  เงินซึ่งรัฐบาลได้ขออำนาจจากพระราชกำหนดในการไประดมทุนมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้าน จากเดิมจะเป็นการไปชดเชยการขาดดุลทางการคลังค่อนข้างมาก  บัดนี้ความต้องการจะเหลือเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้าน  เพราะฉะนั้นจะมีเงินอีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้าน  ซึ่งสามารถที่จะเข้ามาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ในวันที่ ๑๓ ตุลาคมครับ  คณะรัฐมนตรีจะได้เร่งพิจารณาโครงการต่าง ๆ เพื่อที่จะมาสนับสนุนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป" 

ตรวจสอบปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงสาธารณสุข
อภิสิทธิ์: "อันนี้ก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจในส่วนของการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  แต่จะมีการปรับแผนเล็กน้อยครับสำหรับปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในช่วงที่ ๒ ก็คือเงินที่จะมีการระดมทุนจากพระราชบัญญัติซึ่งขณะนี้วุฒิสภาเพิ่งพิจารณาเสร็จ  ก็ส่งกลับไปที่สภาผู้แทนราษฎร  เพราะมีการแก้ไข  ตรงนี้เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น  เราก็จะปรับจุดเน้นจากโครงการซึ่งบอกว่ามีความพร้อมในการใช้จ่ายเร็วมาเป็นโครงการในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับระยะกลาง ระยะยาวมากขึ้น  และจะมีเวลาทำรายละเอียดตรงนี้อีกประมาณ ๒-๓ เดือน  ผมทราบดีนะครับว่าขณะนี้เรื่องของปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น  พี่น้องประชาชนก็มีความคาดหวังมาก  และหลายคนผมดูจากการสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน  ก็ทราบอยู่ว่ามีโครงการอะไรอย่างไรบ้าง  แต่ที่ห่วงใยคือความโปร่งใส  ก็ขอยืนยันนะครับว่าการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้จะทำอย่างเข้มข้น  และเมื่อมีข่าวคราวใด ๆ เบาะแสใด ๆ เราจะดำเนินการทันที  อย่างเช่นกรณีของกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งผมได้รับข้อมูลเบาะแสและได้สั่งการไปยังกระทรวงสาธารณสุขมาก่อนหน้านี้แล้ว  และขณะนี้ก็ได้มีการให้ทางท่านรัฐมนตรีซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้  ขอเรียนนะครับว่ารายการที่เป็นปัญหาต่าง ๆ  ยังไม่ได้มีการอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้าง  และคำขอต่างๆ ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความไม่ชอบมาพากล  จะได้รับการสะสางไม่ให้เข้ามาเพื่อที่จะมาบั่นทอนประสิทธิภาพ และความโปร่งใสของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  อันนี้ก็เป็นภาพรวมของเศรษฐกิจและตัวนโยบาย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- สถานการณ์น้ำท่วม : ติดตามใกล้ชิด เร่งระดมช่วยเหลือ

...อภิสิทธิ์ห่วงใยประชาชน ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศ/น้ำท่วม  พร้อมลงพื้นที่ และจัดสรรงบเพิ่มเติม กำชับทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เร่งระดมความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย  

กำชับทุกหน่วยงานรับมือสถานการณ์น้ำท่วม
อภิสิทธิ์ :
"ในระยะเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมา  สิ่งที่เป็นความห่วงใยมากที่สุดของพี่น้องประชาชน และของรัฐบาลคงหนีไม่พ้นเรื่องของภัยธรรมชาติครับ  เราทราบกันนะครับว่ามีพายุใต้ฝุ่น  ซึ่งได้พัดผ่านเข้ามา  ซึ่งในประเทศเพื่อนบ้านนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง  ผมเรียนว่ารัฐบาลได้ให้ความสนใจและใส่ใจ ห่วงใยเรื่องนี้เป็นพิเศษ  ตั้งแต่วันอังคารนะครับในคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ผมได้กำชับให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งใน ส่วนกลาง ก็คือกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงสาธารณสุข  และในจังหวัด  โดยขอให้ทางกระทรวงนั้นได้ไปซักซ้อมทำความเข้าใจเพื่อรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยหรือปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้น  ทุกวันนี้ผมจะมีรายงานนี่ครับส่งมาให้ผม  ก็เรียกว่าหลายชั่วโมงครั้ง  จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอธิบดีอนุชา โมกขะเวส  ก็เป็นผู้ที่รายงาน  คือจะรายงานทั้งสภาพอากาศ  จะรายงานข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา  ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ สถานการณ์ที่เป็นสาธารณภัย  ไปจนถึงการช่วยเหลือของส่วนราชการ  ทำกันก็เรียกว่าเมื่อวานนี้ก็หลายรอบ 
ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ข้อแรกช่วงนี้อยากจะให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องใส่ใจในเรื่องของพยากรณ์อากาศ  เพราะว่าสถานการณ์ยังไม่เป็นที่น่าวางใจเสียทั้งหมด  อย่างวันนี้รายงานตอนเช้ามาเจ็ดโมงเช้าก็บอกว่าภาคใต้น่าจะมีฝนมากกว่าภาคอื่น ๆ ในระยะนี้  และใครที่จะเดินทางไปฟิลิปปินส์  ไปไต้หวัน  ก็ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อน  ก็ยังมีพายุโซนร้อนอีกลูกหนึ่งเข้ามาอยู่ในบริเวณนี้  สำหรับเรื่องของสถานการณ์น้ำท่วมหรืออุทกภัย  ขณะนี้มีน้ำท่วมอยู่ ๑๒ จังหวัด  ในบางจังหวัดจะหนักหนาสาหัสกว่า  ยกตัวอย่างเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคอีสานนั้น  ในชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ ในจังหวัดอุบลราชธานี  รายงานล่าสุด ณ เจ็ดโมงเช้ายังบอกว่าปริมาณน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  ส่วนที่ภาคเหนือนั้นที่แม่พริก ลำปาง ที่อำเภอลี้ ที่จังหวัดลำพูน  เมื่อวานก็ถือว่าประสบความเสียหายพอสมควร  เช่น มีสะพานขาด มีถนนขาด 
ก็อยากจะเรียนว่ามีการติดตามข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วน  และขณะนี้ก็ระดมความช่วยเหลือเพื่อที่จะไปช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบกับปัญหาต่าง ๆ ผมเองถ้าสถานการณ์ในบางพื้นที่ไม่ดีขึ้น  ก็จะเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนต่อไป  ไม่ใช่แต่เพียงจังหวัดที่ผมเอ่ยมาแล้วนะครับ  จริง ๆ แล้วทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกหลายจังหวัด ภาคเหนือตอนล่วง ภาคกลางบางจังหวัด เช่น ที่ชัยนาท ที่เพชรบูรณ์ ไปจนถึงในภาคใต้ด้วย  ก็ยังมีสถานการณ์ซึ่งเรายังติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่  สำหรับวันอังคารนี้ผมก็จะให้ประมวลความเสียหายมา  และจะได้ดูว่าความจำเป็นในการที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อจะไปช่วยเหลือปัญหาน้ำท่วมนั้น  จะมีความต้องการมากน้อยแค่ไหนอย่างไร  และจะได้มีการดำเนินการเพื่อให้การช่วยเหลือ การบรรเทาความเดือดร้อนต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างทันท่วงที"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- แก้ปม รธน.: ด้วยกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ

...การแก้รธน. ต้องแก้ด้วยกระบวนการประชาธิปไตย นักการเมืองต้องสมานฉันท์ มีร่างรธน.ให้พี่น้องได้แสดงความคิดเห็นด้วยการทำประชามติ ซึ่งต้องอิงกับกฎหมายการทำประชามติอันเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มสมานฉันท์ลดความขัดแย้ง

วิป ๓ ฝ่ายเห็นพ้องแก้รัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นและทำประชามติ


อภิสิทธิ์: "...คงจะมีอีกเรื่องหนึ่งสั้น ๆ ที่อยากจะพูดก็คือว่าเรื่องความคืบหน้าในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่งครับว่า ในที่สุดแล้วหลังจากที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ของสภาฯ เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็น  ผมได้เสนอความคิดว่าการแก้ไขถ้าจะมีความสมานฉันท์จริง  ก็คือ

  • ๑. ต้องสมานฉันท์กันในหมู่นักการเมือง อย่าเถียงกันว่าพรรคนั้นจะเสนอกี่ประเด็น  พรรคนี้จะเสนอกี่ประเด็น  ขอให้มาทำด้วยกัน กับ
  • ๒. ต้องมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนเอาด้วย  ก็เสนอเป็นความคิดว่าให้มีการจัดทำประชามติ  เมื่อวันศุกร์ทางคณะกรรมการประสานงานของฝ่ายรัฐบาล ของฝ่ายค้าน ของวุฒิสภา ก็ได้มีโอกาสมาหารือกับผม  และผมก็จะได้นำกราบเรียนท่านประธานสภาฯ ต่อไปด้วย  ก็คือว่าเห็นพ้องต้องกันครับว่าเอาล่ะ ๖ ประเด็นนี้ตอนนี้พูดง่าย ๆ มอบฝ่ายเทคนิคของสภาฯ ไปยกร่างให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการเสนอ  ขณะเดียวกันก็เห็นพ้องต้องกันว่า จะให้มีประชามติ  เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นสามารถที่จะตัดสินได้ว่า ประเด็นไหนควรแก้ ไม่ควรแก้  ซึ่งในขั้นตอนของการทำประชามตินั้นก็จะต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมีโอกาสแสดงความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชนเพื่อการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน  ส่วนในทางเทคนิคว่าการทำประชามตินั้นจะทำในขั้นตอนไหน  ยกร่างเสร็จแล้วทำ  รับหลักการแล้วทำ หรืออย่างไร ก็เป็นเรื่องซึ่งกำลังไปดูทางเลือกต่าง ๆ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 

ก็ขอเรียนนะครับว่าจริง ๆ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น โดยปกติมาตรา ๒๙๑ ก็ให้อำนาจทาง ส.ส. ส.ว. หรือครม.ในการเสนอ และก็พิจารณาแก้ไขได้  แต่ผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีครับว่า ทุกฝ่ายยอมรับว่าให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วม  มาร่วมตัดสินใจด้วยการทำประชามตินะครับ  เพราะฉะนั้น  เรื่องนี้ผมก็หวังว่าจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนนะครับว่า รัฐบาลเดินหน้าในเรื่องของความสมานฉันท์  เพราะว่าเรื่องของเงื่อนไขการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งหนึ่ง  ซึ่งได้สร้างปัญหามาตลอดระยะเวลา ๒ ปี ก็ว่าได้  ก่อนที่จะไปพบกับพิธีกรรรับเชิญนะครับ 

ผู้ดำเนินรายการ: (นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา) "สวัสดีครับ นี่คือรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ "

อภิสิทธิ์:
"สวัสดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ขอบคุณที่ให้เกียรติผมมาเป็นพิธีกรรับเชิญ"

อภิสิทธิ์:
"ยินดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ก็เรื่องรัฐธรรมนูญท่านนายกฯ ตอนท้ายเอาไว้นี้ถามท่านเลยว่าทำไมท่านถึงเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญประชามติ ๖ ประเด็นจะนำมาซึ่งการสมานฉันท์ของคนในบ้านในเมือง"

อภิสิทธิ์: "ต้องบอกก่อนนะครับว่าเรื่องความสมานฉันท์คงไม่ได้มีเรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องเดียว ข้อเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องคดีความ การบริหารราชการแผ่นดินที่ให้เกิดความมั่นใจอันนี้ก็ต้องเดินต่อ แต่ว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นจุดขัดแย้ง"

ความเป็นจุดขัดแย้งของรัฐธรรมนูญนี้ก็คงมีสองลักษณะนะครับ

  • ลักษณะหนึ่งก็คืออาจจะมีบทบัญญัติบางมาตรา ซึ่งหลายคนมีความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม กับ
  • สอง ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญที่มาในปี ๕๐ แม้จะผ่านการประชามติก็ยังมีลักษณะของการเป็นสัญลักษณ์ของการรัฐประหารอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงไม่แปลกว่าทำไมจึงมีความคิดบางฝ่ายว่า จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ

ทีนี้ปัญหาก็คือปีที่แล้วพอขยับแก้ไขก็มี อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเห็นว่าไม่ควรแก้ไข แล้วก็เผชิญหน้ากันนะครับ ผมก็จึงบอกว่าเรื่องนี้มันคงไม่จบถ้าไม่มีกระบวนการ คงจำได้นะครับ ถ้าไม่มีกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับ เพราะสาระนี้อย่างไรก็เห็นไม่ตรงกันอยู่แล้ว ถามใจผม ๖ ประเด็นนี้ผมไม่ได้เห็นด้วยหลายประเด็นนะครับ แต่ว่าเนื่องจากกระบวนการที่เราทำมา คือสภาฯ เขาตั้งกรรมการมีทุกฝ่าย เขาเสนอมาไว้ให้แก้ ๖ นะครับ ๖ เราก็บอกว่าถ้าเขาเสนอมาอย่างนี้ ถ้าเรายังยึดตามความคิดของแต่ละคนอยู่ มันก็ไม่จบ ถูกไหมครับ พอกลับไปบางพรรคก็อาจจะบอก ใน ๖ นี้ผมเอาแค่ ๑ เอาแค่ ๒ เอา ๔ หรือจะเอาทั้งหมด ก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องมาตกลงกันนะว่าเราตั้ง คือ

(๑) สภาฯ ตั้งกรรมการอย่างนี้แล้วเราก็เอาอย่างนี้เป็นตัวตั้ง กับสอง

(๒) ก็ต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสินนะครับ จะได้ไม่มีการมาถกเถียงว่าแก้นี้ตกลงแก้แล้วดีขึ้น แย่ลง แก้แล้วนักการเมืองชอบกันเอง สนุกกันเอง ไม่ได้มีประโยชน์กับประชาชนหรือเปล่า ก็ให้ประชาชนเป็นคนลงคะแนนตัดสินใจลักษณะของการทำประชามติ"

ผู้ดำเนินรายการ: "คือทุกฝ่ายต้องมาเห็นชอบ"

อภิสิทธิ์: "เมื่อวิปเขามาเห็นชอบกระบวนการนี้ผมก็มีความสบายใจนะครับ แล้วผมก็อยากจะให้มันเดินไปอย่างนี้ได้ พอเดินไปอย่างนี้ได้ผมคิดว่าปมในเรื่องของรัฐธรรมนูญก็จะได้รับการสะสางไปด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการที่จะแก้ปัญหาความสมานฉันท์ แต่คงไม่ได้บอกว่าทำอันนี้แล้วแปลว่าเรื่องอื่นไม่มีความสำคัญ หรือเรื่องอื่นไม่ต้องทำ หรือทำแล้วมันก็จะเกิดความปรองดองสมานฉันท์กันหมด คงไม่ใช่อย่างนั้น"

ผู้ดำเนินรายการ: "จะไม่กลับกลายเป็นเงื่อนไขหรือครับ ให้เผชิญหน้ากันใหม่"

อภิสิทธิ์: "ผมคิดว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นนะครับ เพราะว่าสิ่งที่เรากำลังจะให้ทำก็คือว่าแต่ละฝ่ายสามารถที่จะนำเสนอข้อมูลความเห็นของตัวเองต่อประชาชนทั้งประเทศ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ก็ต้องเปิดอย่างกว้างขวาง"

อภิสิทธิ์: "ถูกต้องครับ คือตามกฎหมายประชามติซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบนะครับจะทำในขั้นตอนไหน เพราะว่ากำลังดูทางเลือกต่าง ๆ อยู่ แต่เอาหลักง่าย ๆ ว่าจะทำนี้ต้องอิงกับกฎหมายการทำประชามติ กฎหมายการทำประชามติมีหลักการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือว่า ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ไปทำเลย มีเวลา ประมาณอาจจะสัก ๙๐ วัน ใน ๙๐ วันเขาให้ทำอะไร เขาบอกเลยว่า ก.ก.ต. ซึ่งดูแลการประชามติเหมือนการเลือกตั้ง ต้องสามารถดูแลว่าฝ่ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แสดงความคิดเห็นได้...

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- แก้ปม รธน.: เขตใหญ่เขตเล็ก มีผลต่อการสมานฉันท์

... มองวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทย เขตละหนึ่งคนทำให้เกิดความแตกแยก   ผู้แทนฯให้ความสำคัญกับงานท้องถิ่นมากกว่างานระดับชาติ ถ้ามีผู้แทนฯ ๓ คนขึ้นไป ก่อให้เกิดการร่วมมือทำงาน แข่งขันกันบ้าง ประชาชนมีทางเลือก และสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่า

ผู้ดำเนินรายการ:
 "๖ ประเด็นท่านนายกฯ บอกความจริงก็ไม่ได้เห็นด้วยในทุกประเด็น ประเด็นไหน เช่น"

อภิสิทธิ์: "ก็ผมเขียนหนังสือเอาไว้แล้ว จุดยืนผมก็เหมือนเดิม ผมยกตัวอย่างเช่นเขตเลือกตั้งนี้ ผมเองเข้าใจว่าหนึ่งเขตละคนเหมือนเป็นรูปแบบสากล แต่ว่าในวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทยผมก็ดูว่า เขตละคนทำให้เกิดความแตกแยกค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็เป็นเขตเล็กก็ทำให้ ผมสังเกตเองนะครับว่าผู้แทนราษฎรซึ่งมานี้ จะให้ความสำคัญกับงานท้องถิ่นมากกว่างานระดับชาติ อย่างนี้เป็นต้น แล้วนอกจากนั้นก็มันก็เป็นวิธีการประสบการณ์ของผมเองในการทำงาน ว่าเวลามีผู้แทนฯ ๓ คนมันก็มีความดีของมันอยู่นะครับ ในการทำงานร่วมมือกันบ้าง แข่งขันกันบ้าง ประชาชนมีทางเลือก และบางครั้งมันทำให้สามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่า"

ผู้ดำเนินรายการ: "คือท่านนายกฯ เริ่มต้นลงเลือกตั้งจากระบบปัจจุบัน คือ ๓ คน"

อภิสิทธิ์: "ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "แล้วตอนหลังมาเปลี่ยนเป็น one man one vote"

อภิสิทธิ์: "ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ซึ่งจุดอ่อนคือ ส.ส. ไปมุ่งมั่นกับพื้นที่เกินไป"

อภิสิทธิ์: "คือพอมาจากเขตเล็กนี้โดยสภาพการแข่งขัน จะไปแข่งขันกันที่งานพื้นที่ค่อนข้างมาก ซึ่งความจริงงานพื้นที่ขณะนี้เราต้องพยายามกระจายไปให้ทางท้องถิ่นเขานะครับ และผมสังเกตว่าพอหลายคนไปงานท้องถิ่นมาก งานนิติบัญญัติซึ่งเป็นงานหลัก งานทำกฎหมาย งานพูดจาในเชิงทำความเข้าใจในเชิงนโยบายการตรวจสอบนี้ก็ลดลง"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >> 


(กลับไปด้านบน)

- แก้ปม รธน.: ไม่ควรยุบพรรค แต่ กก.บริหาร ต้องรับผิดชอบ

...การแก้รธน. มาตรา๒๓๗ ปัจจุบันนี้คือสันนิษฐานว่าถ้าเป็นกรรมการบริหารพรรคแปลว่าเป็นเรื่องของพรรค เพื่อความเป็นธรรมกับคนในพรรคต้องเอาข้อเท็จจริง ต้องพิสูจน์ได้ ดูข้อเท็จจริง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เห็นร่างว่ากำลังลงมติอะไร ภายใต้กฎหมาย           

อภิสิทธิ์: " ... ยกตัวอย่าง ๑ ใน ๖ ประเด็น เช่น เปลี่ยนระบบเลือกตั้งเปลี่ยนเขตเลือกตั้ง "

ผู้ดำเนินรายการ: ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ดีกว่าท่านนายกฯ ๒๓๗ เป็นอย่างไร อาจจะเป็นประเด็นที่หวือหวาที่สุด ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร

อภิสิทธิ์: " สรุปง่ายก็คือว่าสภาฯ ก็ไปยกร่างมา ว่าที่จะแก้ ๒๓๗ นี้จะแก้อย่างไร แก้เสร็จก็เอามาวาง พอวางปั๊บ พอไปทำประชามติ ใครเห็นด้วยใครไม่เห็นด้วยก็เอาร่างนี้ไปวิเคราะห์ให้ประชาชนเห็นว่า แก้แล้วเป็นอย่างนี้ ไม่แก้เป็นอย่างนี้ ผลดีผลเสียเป็นอย่างไร ประชาชนก็ไปลงคะแนนว่าจะเอาหรือไม่เอา และผมเชื่อเมื่อประชาชนแม้ว่าในทางกฎหมายอาจจะไม่ได้ผูกมัดสมาชิกสภาฯ แต่ผมเชื่อว่าผู้แทนปวงชนชาวไทย คงจะเคารพการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน "

ผู้ดำเนินรายการ: คือท่านนายกฯ พยายามที่จะให้ยอมรับในกระบวนการก่อน 

อภิสิทธิ์: "ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: ก็คือทุกฝ่ายต้องเห็นกันนะ ณ ตรงนี้ ๖ ประเด็นนะ

อภิสิทธิ์: "ซึ่งขณะนี้ไปด้วยดี และผมขอบคุณทางวิปฝ่ายค้าน ทางวุฒิสมาชิก และวิปรัฐบาลนะครับ ซึ่งมีหลายพรรคที่มีความคิดแตกต่างกัน แต่กระบวนการเมื่อวันศุกร์บรรยากาศที่คุยกันดีมาก ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ มั้งครับ ก็เรียบร้อย"

ผู้ดำเนินรายการ:ประชามติต้องการให้นอกสภาฯ ยอมรับ ๒ กระบวนการด้วยกัน ผมจับประเด็นอย่างนั้น

อภิสิทธิ์: "ใช่ครับ"

...มุมมองอภิสิทธิ์ ในการยุบพรรค
ผู้ดำเนินรายการ: ๒๓๗ ลูกพรรค มุมมองจริง ๆ ท่านนายกฯ ถึงเวลาเขาก็ต้องเปิดกันว่าใครเห็นอย่างไร แล้วประชาชนลงประชามติ

อภิสิทธิ์: " มุมมองผมก็ชัดเจนตั้งแต่ต้นนะครับ
๑. ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคในประเด็นนี้ พรรคนี้มันไม่ใช่ของกรรมการบริหารพรรค พรรคเป็นของสมาชิก ผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เป็นกรรมการบริหารพรรค ผมไปทำอะไรผิด ลงโทษผมหรือกรรมการบริหารพรรคให้แรงไปเถอะ แต่สมาชิกที่เป็นล้านนี้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
๒. เขาควรจะยังมีสถาบันของเขาอยู่ คุณสรยุทธ์ฯ จำได้นะครับตอนที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ แล้วก็จะมีการตั้งพรรคใหม่ ผมยังเป็นคนยืนยันเลยว่าเขาควรจะสามารถใช้ชื่อเดิมได้ เพราะผมเห็นว่าสมาชิกพรรคไทยรักไทยเขาควรจะมีสิทธิ์มีพรรคไทยรักไทยอยู่"

ผู้ดำเนินรายการ:  คือให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกพรรค

อภิสิทธิ์: " แต่ว่าคนที่ไปทำพรรคไทยรักไทยเสียหาย คือ
(๑) ไปทำผิดรัฐธรรมนูญหรืออะไรถูกลงโทษไปก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ อันนี้ประเด็นแรก แต่ประเด็นที่
(๒) นี้ผมยังไม่สนิทใจกับการที่บอกว่า เพราะฉะนั้นถ้ายกเลิกหลักคิดที่บอกว่าไม่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน"

ผู้ดำเนินรายการ: คือร่างที่กรรมการสมานฉันท์เสนอนี้คือกลับไปเหมือนเดิมเลยนะ

อภิสิทธิ์: " กลับไปเหมือนเดิมเลย "

ผู้ดำเนินรายการ: เฉพาะคนที่ทำผิด คนอื่นไม่เกี่ยวเลย

อภิสิทธิ์: "ซึ่งผมเห็นว่าอันนี้ผมยังไม่สนิทใจ เพราะว่าผมมีความเห็นสองอย่าง
(๑) อย่างแรกนี้คนเป็นกรรมการบริหารพรรคควรจะมีความรับผิดชอบสูงกว่า
(๒) ประการที่สองผมเห็นว่าการทำผิดของพรรคการเมือง คือพรรคทำผิดด้วยตัวเองไม่ได้ มันต้องเป็นบุคคลอยู่แล้ว บุคคลที่ทำในนามพรรคคือกรรมการบริหารพรรค แต่ว่าพรรคการเมืองหรือองค์กรไหนนี้ครับคุณสรยุทธ์ฯ ครับ เวลาทำผิดเขาไม่มาประชุมเป็นมติที่ผิดกฎหมายหรอก "

ผู้ดำเนินรายการ: แน่นอน

อภิสิทธิ์: "มันจะมีบอร์ดของบริษัทหรือจะมีกรรมการขององค์กรไหนครับมานั่งประชุมกันบอกเราจะมีมติทำผิดกฎหมาย มันไม่มี แต่เวลาเขาทำผิดกฎหมายนี้ก็คือให้คนไปทำ เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าถ้าพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของบุคคลนั้นแท้ที่จริงแล้วนี้มันคือการกระทำของพรรค ผมก็ยังเห็นว่ากรรมการบริหารพรรคควรจะถูกลงโทษทั้งหมด"

ผู้ดำเนินรายการ:  คือไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค แต่เห็นด้วยกับการที่ถูกลงโทษทั้งหมด ตัดสิทธิ์ ๕ ปีกรรมการบริหาร

อภิสิทธิ์: " ครับ ถ้าเป็นการกระทำของพรรค ซึ่งต้องพิสูจน์กัน คือ ๒๓๗ เดิมนี้ ปัจจุบันนี้ผมก็คิดว่าเกินไปคือสันนิษฐานไปเลย ว่าถ้าเป็นกรรมการบริหารพรรคแปลว่าเป็นเรื่องของพรรค ซึ่งผมว่าอันนี้ก็สุดโต่งเกินไป "

ผู้ดำเนินรายการ: กว้างไป

อภิสิทธิ์: "แต่ต้องพิสูจน์กันครับ คือผมคิดว่าจะไปสันนิษฐานทางหนึ่งทางใดไม่เหมาะ เช่น สันนิษฐานว่าไม่ใช่เรื่องของพรรคหรือเป็นเรื่องของพรรค ไม่ได้ ต้องเอาตามข้อเท็จจริงว่ามีส่วนรู้เห็นกันไหม หรือไม่ได้ตัดสินใจร่วมกัน ทำไมกรรมการบริหารพรรคเริ่มรู้แล้ว มีเบาะแสแล้วว่ามีข่าวนี้ และไม่ทำอะไรที่ระงับยับยั้ง ใช่ไหมครับ อย่างนี้มันก็จะเป็นตัวที่ยังทำให้กรรมการบริหารพรคค และพรรคต้องมีความระมัดระวังในเรื่องการไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งก็จะช่วยในการแก้ปัญหาการซื้อเสียง ถ้าไปโยนกลับไปเป็นแบบเดิมว่าเป็นเรื่องของแต่ละคนไป ใครทำผิดก็รับไป ผมว่ามันก็ไม่ได้ยาตัวนี้ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการซื้อเสียง"

ผู้ดำเนินรายการ:  อันนี้คือความเห็นส่วนตัว

อภิสิทธิ์: " นี่ความเป็นส่วนตัวผม แต่ว่าเมื่อกรรมการเขาสรุปมาอย่างนี้ก็ให้ประชาชนตัดสิน เอาหรือไม่เอา"

ผู้ดำเนินรายการ:  จะเป็น ๖ ประเด็น ๖ ร่าง หรือร่างเดียว ๖ ฟังอย่างนี้น่าจะเป็น ๖ ประเด็น ๖ ร่าง

อภิสิทธิ์: " คือสภาฯ ก็ไม่ติดใจนะครับว่าจะทำเป็นแบบไหน แต่เวลาถามประชาชนนี้จะให้ถามแยก ๖ เรื่อง

ผู้ดำเนินรายการ: มันก็จะมาโยงว่าจะต้องถามประชาชนก่อน คือประชามติก่อน แล้วก็ยกร่างแก้เสนอ หรือจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วถามประชาชนระหว่างทาง

อภิสิทธิ์: " คือที่เราตกลงกันนี้ ๒ หลัก ๒ จุด
(๑) จุดแรกก็คือประชาชนต้องชัดเจนว่ากำลังลงมติเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นความเห็นก็คือควรจะมีร่างให้ประชาชนเห็น ส่วนร่างนี้เสนอหรือยังอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ต้องมีร่างให้ประชาชนเห็น เหตุผลเพราะว่าเดี๋ยวประชาชนลงมติด้วยความเข้าใจอย่างหนึ่ง ถึงเวลาจริงไปแก้คนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้น เอาร่างให้ประชาชนเห็นนะครับอันนั้นข้อแรก
(๒) ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะทำขั้นไหนนี้ก็ต้องไปดูให้ดี เพราะว่าประชามติก็มีหลายแบบ แบบที่เคยทำในรัฐธรรมนูญปี ๕๐ นั้น

ผู้ดำเนินรายการ: ทั้งร่าง

อภิสิทธิ์: "มันมีกฎหมายที่บังคับให้ทำอยู่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีนะครับ อีกแบบหนึ่งก็จะเป็นที่เป็นข้อยุติ แต่บังเอิญข้อยุตินั้นผูกมัดเฉพาะ ครม. ไม่ได้ผูกมัดคนอื่น แบบที่สามเรียกว่าให้คำปรึกษา คือไปขอคำปรึกษาจากประชาชน แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมคิดว่าจะแบบไหนก็ตามสุดท้ายคือประชาชนได้เห็นร่าง แล้วก็สามารถไปกาได้ว่าเอาหรือไม่เอา และผมมั่นใจว่าเสียงของประชาชนออกมาอย่างไร สภาฯ จะเอาตามนั้น"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- แก้ปม รธน.: ทำไม ๙เดือน? เมื่อไรยุบสภาฯ ?

... ๙ เดือนเป็นเวลาที่คาดการณ์ไว้ เริ่มตั้งแต่สภาฯยกร่าง ศาลรธน. วินิจฉัย ทำประชามติ เข้าสภา และแก้ไขระบบเลือกตั้ง ทั้งหมดต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย รัฐบาลพร้อมยุบสภาฯ และคืนอำนาจให้ประชาชน ต้องขึ้นอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญ ความเหมาะสมของสถานการณ์บ้านเมือง

...เหตุผลของทำไมต้อง ๙ เดือน
ผู้ดำเนินรายการ: ทำไมต้องเป็น ๙ เดือนด้วย

อภิสิทธิ์: "ไม่ได้ต้องเป็น ๙ เดือนหรอกครับ อันนี้คำนวณกันเองนะครับ เพราะว่าส่วนใหญ่ถูกถามว่ามันนานเท่าไร ก็มีการประมาณกันว่าช่วงนี้ก็จะไปยกร่าง

  • ยกร่างนี้ฝ่ายสภาฯ เขาไปทำ ก็อาจจะ ๒ อาทิตย์ แต่ว่ากฎหมายประชามติปัจจุบันอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาเห็นชอบแล้ว ก็จะมีประเด็นว่าเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
  • ศาลรัฐธรรมนูญต้องไปวินิจฉัยว่ามีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คาดว่าอาจจะสักไม่เกิน ๑ เดือน เครื่องมือก็พร้อม
  • ทีนี้การทำประชามติอย่างที่บอก ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ เขาให้เวลา ๙๐ - ๑๒๐ วัน คือไม่ใช่เร็วเกินไป เพราะต้องให้ประชาชนรู้ประเด็นก่อน ผมก็ตั้งใจว่าจะพยายามให้เร็วที่สุดนะครับ ก็มีคนเสนอว่า ๙๐ วัน ๑๐๐ วันอะไรทำนองนี้นะครับ ฉะนั้นก็อีก ๓ เดือน พอเสร็จแล้วก็ต้องกลับมา
  • คือประชามติกับที่พิจารณาในสภาฯ มันไม่พร้อมกัน ถูกไหมครับ เพราะสภาฯ นี้ช่วงใดช่วงหนึ่งก็ต้องรอตรงนี้อยู่ ส่วนของสภาฯ เองก็ประมาณ ๓ อาทิตย์ - ๑ เดือน ตอนนี้ก็เป็น ๕ เดือนแล้ว ๖ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน
  • แล้วก็ถ้ามีการแก้ไขประเด็นเรื่อง ๒๓๗ เรื่องระบบเลือกตั้งนะครับ ก็จะต้องไปแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย ก.ก.ต. ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งก็คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ ๓ เดือน ตีคร่าว ๆ ก็คิดกันคำนวณว่า ๙ เดือนก็จากอันนี้ครับ "

ผู้ดำเนินรายการ:ไม่ได้ซื้อเวลา ไม่ได้ยื้อเวลา
 
อภิสิทธิ์: "ผมจะไปซื้อเวลาทำไมครับ จริง ๆ รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็มีสิทธิอยู่อีกตั้ง ๒ ปีครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องซื้อเวลา เป็นเรื่องของการที่จะต้องทำ คือถามว่าถ้าทำเร็วแล้วก็ขัดแย้งวุ่นวายเหมือนปีที่แล้วนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับใคร ทางนี้เป็นทางที่ผมคิดว่าไม่ได้มีเวลาอะไรที่ยาวนานพิสดาร เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายหมด ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้"

...ยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชนขึ้นอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญ และความเหมาะสม ๓ เงื่อนไข
ผู้ดำเนินรายการ: ผมย้อยกลับมาเรื่องยุบสภาฯ เมื่อสักครู่พูดถึง ๙ เดือนกรอบเวลากว้าง ๆ ซึ่งก็คงจะคำนวณว่าทำอะไร ๆ นี้นะครับถึงตอนนั้นชัดเจนไหมครับจะยุบสภาฯ

อภิสิทธิ์: "ก็ขึ้นอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญนะครับ แล้วก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์บ้านเมือง ผมเคยพูดเอาไว้นะครับว่าผมคิดว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะเป็นเรื่องที่ดีเมื่อมีความเหมาะสม
ความเหมาะสมที่ผมเคยดูไว้นี้ก็เคยพูดไว้ ๓ เงื่อนไขก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

  • ๑. เศรษฐกิจมีความมั่นคงพอสมควร ผมไม่อยากให้เข้าไปสู่การเลือกตั้งในขณะที่การฟื้นฟูยังไม่แข็งแรงนะครับ แล้วก็แผนของเศรษฐกิจนี้มันจะไปสร้างความหวั่นไหวให้กับนักลงทุนในความมั่นใจต่าง ๆ ผมยังเชื่อว่าขณะนี้ดีขึ้นโดยลำดับ และพอถึงปีหน้า น่าจะอยู่ในภาวะที่ผมพูดได้ว่าไม่ห่วงแล้วเรื่องเศรษฐกิจถ้าหากว่าจะมีการยุบสภาฯ "

ผู้ดำเนินรายการ: นี่เชื่อมั่นเลยใช่ไหมครับ

อภิสิทธิ์: " ผมเชื่ออย่างนั้น ยกเว้นมีวิกฤตจากข้างนอกหรืออะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หรือสมมติว่าวิกฤตข้างในเอง เกิดเป็นวิกฤตขึ้นมา แต่ว่าถ้าเดินไปตามแนวขณะนี้นะครับ ตามแนวโน้มของเศรษฐกิจขณะนี้ผมค่อนข้างมั่นใจ ว่าพอถึงปีหน้าผมพูดได้ว่าแข็งแรงพอ

  • ข้อที่ ๒. ก็คือกติกาน่าจะเป็นที่ยอมรับ เพราะว่าถ้าไปเลือกตั้งแล้วเดี๋ยวกลับมาก็ยังเถียงกันอีก ว่ากติกาไม่เป็นธรรม เกิดไปเลือกตั้งแล้วซื้อเสียง ยุบพรรค อะไรกันอีก ใช่ไหมครับ ทำอย่างไร ก็กลับมาอยู่ที่เดิม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
  • กับเรื่องที่ ๓. ก็คือผมบอกว่าในประเทศประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง ภาพลักษณ์ที่ดี ความแข็งแกร่งของประชาธิปไตยก็อยู่ที่การทำงานทางการเมืองที่อยู่ในบรรยากาศของความสงบ ถ้ามีความรุนแรงในการเลือกตั้งนี้ ไม่เป็นผลดีกับประชาธิปไตยไทยแน่

ฉะนั้นผมก็บอกว่าวันนี้ถ้าทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ก็เป็นสัญญาณที่ดี ก็น่าเสียใจนะครับได้ข่าวว่าที่ผมบอกจะไปอุบลราชธานีก็ยังประกาศจะไปต่อต้าน คือสภาพอย่างนี้ไม่ใช่สภาพที่จะไปเลือกตั้ง ถ้าตรงนี้สงบลงก็ไปเลือกตั้งกันได้ เพราะว่าเราจะได้แสดงออกให้เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศประชาธิปไตย แต่ว่าถ้าไปเลือกตั้งแล้วปรากฏว่ามาขัดขวางการหาเสียงกัน ซึ่งความจริงผิดหลักประชาธิปไตยที่สุดนะครับ ขัดขวางการหาเสียงเลือกตั้ง ผมว่าอย่างนี้ก็คงยาก"

ผู้ดำเนินรายการ: เป็นไปได้ไหมครับ หรือท่านนายกฯ จะบอกว่า roadmap มันจะชัดเจนเลยว่ารัฐธรรมนูญเสร็จ เศรษฐกิจแข็งแรงพอ จากนี้ไปหยุดความเคลื่อนไหวในแง่ที่ว่าใครไปไม่ได้

อภิสิทธิ์: " ก็ผมก็พูดอย่างนั้นอยู่แล้ว "

ผู้ดำเนินรายการ: รัฐธรรมนูญแล้วยุบสภาฯ ให้ แล้วให้ประชาชนตัดสินเอง

อภิสิทธิ์: "ไม่มีปัญหาครับ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: คือถ้ากำหนดประกาศชัดเจนอย่างนั้นอาจจะลดแรงเสียดทานไหมครับ

อภิสิทธิ์: " ผมไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องแรงเสียดทาน ลดแรงเสียดทานอะไร คือข้อเท็จจริงนี้ผมพูดไปแล้ว เป็นดุลพินิจของแต่ละฝ่ายเองว่าเขาคิดอย่างไร"


(กลับไปด้านบน)

- เจรจาทักษิณ : แลกกับผลประโยชน์ประชาชน?

...รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การนิรโทษกรรมคดีความต่าง ๆ ต้องดูตามข้อเท็จจริง เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ กฎหมายคือหลักของบ้านเมือง ต้องเป็นไปตามกระบวนการ

ผู้ดำเนินรายการ: "มันจะไปโยงกับอดีตนายกฯ ทักษิณฯ อย่างปฏิเสธไม่ได้"

อภิสิทธิ์: ผมไม่ทราบเพราะว่าผมยังไม่ทราบว่าที่บอกจะมาเจรจรา เจรจาเรื่องอะไร แต่ว่าจุดยืนของผมนี้นะครับก็คือว่าเราก็ต้องยึดกฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ และหลักของการบริหารจัดการที่ดี เรื่องเจรจานี้มาบอกเจรจากับผม ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องนะครับ ผมถ้าเป็นเรื่องที่ว่าเกี่ยวข้องกับตัวผม อย่างนี้พูดคุยเจรจาได้ แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องหลักของบ้านเมือง เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของประชาชน ผมเอาอะไรไปแลกก็ไม่ได้ทั้งนั้นครับ

...กระบวนการกฎหมาย กับการนิรโทษกรรม
ผู้ดำเนินรายการ: "ผมยังไม่ทราบนะครับ แต่ดูเหมือนว่าจะให้อดีตนายกฯ ทักษิณฯ กลับมา เพราะฉะนั้นมันมีประตูเดียวก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม"

อภิสิทธิ์: “เวลานี้ขอทำความเข้าใจก่อนนะครับ ที่บอกให้กลับมานี้ จริง ๆ แล้วท่านเป็นฝ่ายที่ออกไปนะครับ ไม่ใช่บางทีพูดกันจนไปเข้าใจว่าใครไปบังคับให้ท่านออกไป ไม่ใช่ ท่านออกไปเอง เนื่องจากศาลตัดสินว่าท่านผิด แล้วท่านก็ออกไป ทีนี้คำถามก็คือว่ากระบวนการตรงนี้ มันก็ต้องเป็นกระบวนการของกฎหมาย ผมก็ได้เรียนไปแล้วนะครับ เมื่อศาลตัดสินไปแล้ว ก็ต้องมาปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลนะครับ ส่วนจะมีกระบวนการในการขออภัยโทษอะไรต่าง ๆ ก็ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ก็มีเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีเป็นเรื่องว่าจะต้องไปเจรจาว่ากลับได้ไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลให้กลับหรือไม่ให้กลับ”

ผู้ดำเนินรายการ: "มันคงจะหมายถึงเรื่องนิรโทษกรรม เท่าที่ผมดูนะครับ"

อภิสิทธิ์: “ก็นิรโทษกรรมนี้มันเป็นเรื่องซึ่งต้องถามนะครับ ว่าเป็นกฎหมายที่จะเขียนขึ้นมาในลักษณะที่ คือเขียนแบบไหน นิรโทษกรรมใคร เรื่องอะไร เพราะว่ากรณีของท่านอดีตนายกฯ ไม่ได้มีคดีเดียวนะครับ มีอีกหลายคดี ซึ่งถ้ากลับมาก็จะต้องมาพิจารณาต่อ อย่างเมื่อสัปดาห์นี้มี”

ผู้ดำเนินรายการ: "หวยบนดิน"

อภิสิทธิ์: “คดีที่ท่านร่วมเป็นจำเลยอยู่ แต่ว่าท่านไม่อยู่ก็จำหน่ายคดีไป แต่ถ้าท่านกลับมาก็ต้องกลับมานี้อีก”

ผู้ดำเนินรายการ: "คือฟังดูเหมือนกับว่า อันนี้ทางฝ่ายโน้นนะครับ เขาก็ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน แต่เหมือนกับว่าต้องการให้เกิดยกเลิกกระบวนการที่แล้วมา ตั้งแต่รัฐประหารแล้วกลับมาตั้งต้นใหม่ ผมฟังดูคล้าย ๆ เขาต้องการอย่างนั้น"

อภิสิทธิ์: “คือผมเรียนอย่างนี้ครับ ฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ก็หลายปีที่ผ่านมานี้ก็มีสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่พอใจเยอะ ก็มีทั้งที่ผมเห็นว่ามีเหตุผลเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ บางเรื่องก็อาจจะไม่เห็นด้วย มันไปขีดเส้นกันก็ไม่จบไม่สิ้นครับ คือบางฝ่ายก็บอกว่าให้ขีดเส้นที่รัฐประหาร บางฝ่ายเขาบอกไม่ใช่ก่อนรัฐประหารมีเรื่องผิดตั้งเยอะแยะ ยังไม่ได้สะสาง คือมันไม่จบ เราก็ต้องยึดตามกระบวนการที่เป็นอยู่ในขณะนี้”

ผู้ดำเนินรายการ : "คือเดินตามกระบวนการก่อน"

อภิสิทธิ์: “เดินตามกระบวนการก่อนนะครับ แล้วสิ่งที่ผมอยากจะย้ำอีกครั้งก็คือว่า ถ้าเรายังให้สังคมหมกมุ่นอยู่กับตรงนี้ แล้วเมื่อไรเราจะเดินหน้า วันนี้ผมก็พยายามเดินหน้าในเรื่องของการแก้ปัญหา ทุกข์ของประชาชนจริง ๆ วันนี้ น้ำท่วม ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากเศรษฐกิจ ก็กำลังเดินหน้าไป ถ้าเกิดไปเขย่าให้เกิดเงื่อนไข ให้เกิดความขัดแย้งกันอีก เพื่ออะไร”

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ท่านนายกฯ ก็จะเห็นว่าก็จะมีการชุมนุมเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ"

อภิสิทธิ์: “ส่วนการชุมนุมของฝ่ายเสื้อแดงผมก็ได้บอกแล้วนะครับว่า ข้อเรียกร้องเรื่องรัฐธรรมนูญเราก็ให้ความสำคัญ ไม่อย่างนั้นจะไปตั้งคณะกรรมการของสภาฯ มาหาข้อยุติกันทำไม ใช่ไหมครับ เพราะฝ่ายประชาธิปัตย์นี้บอกตั้งแต่ต้นว่าจริงอยู่จะแก้ไข แต่ว่าบางประเด็นจะไม่ยุ่งเลยอย่าง ๒๓๗ ใช่ไหมครับ เพราะว่าเห็นว่าจะเป็นปัญหา วันนี้ก็หาทางออกกันแล้วไง ใช่ไหมครับ คือถ้าจะไปบอกว่าฝ่ายนี้ชุมนุม แล้วก็ต้องตามฝ่ายนี้ พอตามฝ่ายนี้อีกฝ่ายก็ชุมนุมบ้าง แล้วจะทำอย่างไร ใช่ไหมครับ ก็มาหาตรงกลาง ก็เดินหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเขายังมีประเด็นที่อยากจะชุมนุมเรียกร้อง เขาก็ทำได้ แล้วผมก็บอกแล้วว่าให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ก็เท่านั้นเอง รัฐบาลก็เคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ว่าวันนี้เศรษฐกิจเดินหน้า เริ่มฟื้นตัว แต่ว่ายังมีความเปราะบาง ต้องช่วยกันแก้ไขนะครับ การเมืองผมก็พยายามหาคำตอบอยู่ คดีความต่าง ๆ ผมก็ย้ำอีกครั้ง ผมสั่งการทุกครั้งว่าให้ดูตามข้อเท็จจริงตามความเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ .และเรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกันครับ มันก็เป็นเรื่องที่ประชาชนเองยังทุกข์อยู่ พูดเสียก่อนเลย..."

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ก็สามารถที่จะรวมผู้คนมาเป็นจำนวนมาก แล้วก็มีความเคลื่อนไหว ซึ่งก็ไม่รู้นะครับ ท่านนายกฯ ก็อาจจะบอกว่าคือถ้าไปทำอะไร อีกด้านหนึ่งก็พร้อมจะออกมา"

อภิสิทธิ์: “ถูกต้อง” 

ผู้ดำเนินรายการ: "คือสังคมเป็นอย่างนี้มา ๒ -๓ ปี"

อภิสิทธิ์:“ก็ใช่ไงครับ เพราะฉะนั้นผมก็กำลังบอกว่าเราก็ให้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเคลื่อนไหว ผมก็เป็นรัฐบาลที่ฟังเสียง คุณสรยุทธ์ฯ ก็เป็นพยานได้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการอภิปรายตั้งกระทู้ถามของฝ่ายค้านอย่างมากนะครับ กระทู้ถามผมมานี้ผมตอบทุกครั้งนะครับ นั่งตอบทุกครั้งนะครับ ถ่ายทอดสดด้วยนะครับเดี๋ยวนี้ เมื่อก่อนนี้ไม่เคยนะครับ เดี๋ยวนี้ถ่ายทอดสดเพื่อให้ฝ่ายค้านเองได้มีช่องทางแสดงให้พี่น้องประชาชนเห็นว่ากำลังตรวจสอบรัฐบาลในเรื่องอะไร แล้วผมก็ให้ความสำคัญไปตอบด้วยตัวเอง ประชาชนชุมนุมไม่ได้มีอยู่เฉพาะเรื่องเสื้อแดงนะครับ ระยองผมก็ให้ส่งตัวแทนมาคุยกัน สระบุรีก็ให้ส่งตัวแทนมา แรงงานมีปัญหา นักธุรกิจมีปัญหา ปัญหาคนไม่มีสัญชาติ มีปัญหาผมก็ให้มาคุย ผู้บริโภคมีปัญหา หมอมีปัญหา มาคุยหมด นี่คือแนวทางที่ผมทำอยู่ ในการที่บอกว่าขณะนี้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่จะฟังเสียงของประชาชน”

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ว่าความเคลื่อนไหวอย่างนี้มันก็ไม่มีวันที่เราจะเห็นความสงบ เหมือนย้อนกลับไปเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว"

อภิสิทธิ์: “ผมคิดว่ามันก็ไม่แน่หรอกครับ ขณะนี้เราก็ต้องค่อย ๆ ทำไป จะไปคาดหวังว่ามันหายไปเลยทันทีทันใดคงไม่ได้ แต่ว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ปลดไป อย่างเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ผมคิดว่าขณะนี้น่าจะเป็นทางออกทางหนึ่ง ประเด็นอื่นก็เดี๋ยวจะตามมา”

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ จริง ๆ แล้วอยากจะคุยกับพลเอก ชวลิตฯ หรืออยากจะคุยกับคุณทักษิณฯ ไหมว่า คือเหมือนกับ อันนี้นอกกรอบนะครับ ต้องการอะไรอย่างไร เพื่อให้มันสงบลงระดับหนึ่งหรือไม่"

อภิสิทธิ์:“ คือจริง ๆ ผมคิดว่าความต้องการของใครมันก็แสดงออกกันอยู่แล้ว ส่วนท่านพลเอก ชวลิตฯ ถ้าท่านเข้ามาเป็น รู้สึกจะประธานที่ปรึกษาหรืออะไร”

ผู้ดำเนินรายการ: "ประธานพรรค"

อภิสิทธิ์: “ประธานพรรคใช่ไหมครับ ถ้าท่านคิดว่าอยากจะพูดคุยสนทนากับผม ผมก็ยินดีไม่มีปัญหาละครับ”

ผู้ดำเนินรายการ: "ทำไมท่านนายกฯ เมื่อวานนี้ทันทีทันใดเลยนะครับ บอกว่าไม่มีมันหรอกที่เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะจับมือกัน"

อภิสิทธิ์: “ในขณะนี้เราต้องเคารพกระบวนการของประชาธิปไตยเหมือนกันนะครับ การที่การแข่งขันในการหาเสียงเลือกตั้งกันมา ประชาธิปัตย์กับพลังประชาชนในขณะนั้นก็บอกกันว่าไม่มีการ คือเสนอตัวแข่งขันกัน ก็ฝ่ายหนึ่งเป็นอีกฝ่ายหนึ่งก็ตรวจสอบ อยู่ที่เสียงข้างมากของสภาฯ จะเป็นคนกำหนดว่าฝ่ายใดเป็นรัฐบาล ฝ่ายใดเป็นฝ่ายค้าน เราก็ทำงานอย่างนี้ ทีนี้วันข้างหน้าการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองจะเป็นอย่างไร การหาเสียงจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ในระหว่างนี้ถามว่า จะให้เป็นรัฐบาลกันทุกพรรคไม่มีฝ่ายค้าน ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นคำตอบ มีแต่ประชาชนจะมองว่าเป็นเรื่องฮั้วกันของนักการเมืองอีกหรือเปล่า แล้วใครจะตรวจสอบในเรื่องปัญหาต่าง ๆ ความโปร่งใสการทุจริต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดิน”

ผู้ดำเนินรายการ: "จากนี้ไปการบริหารจัดการ อย่างคนเสื้อแดงเขาก็บอกว่าเดือนตุลานี้จะเป็น อย่างเมื่อคืนนี้คุณทักษิณฯ โฟนอินอีกนะครับ ท่านนายกฯ ก็จะเห็นว่าจะเห็นความเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นเดือนแตกหักหรือไม่ประการใด"

อภิสิทธิ์: “ผมก็เห็นเคลื่อนไหวอย่างนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
ผู้ดำเนินรายการ บริหารจัดการได้”

อภิสิทธิ์: “เป็นหน้าที่รัฐบาลดูแลความสงบเรียบร้อยนะครับ และผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องการให้ประเทศเดินหน้า” 

  << แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- “ สื่อ “ สร้างภาพรัฐบาล “อภิสิทธ์ “?

...สื่อคือภาพสะท้อนความสนใจของพี่น้องมาเป็นคำถามให้ตอบ แต่คำตอบที่ให้สื่อไม่ใช่งานทั้งหมดที่ทำ ประชาชนสามารถรู้สัมผัสผลงานที่รัฐบาลทำได้เอง  ทุกคนมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้เป็นความจริง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคือการแก้ปัญหาความทุกข์ความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ 

...คำถามสื่อ..คำตอบนายกฯ อภิสิทธิ์

ผู้ดำเนินการ: "รัฐบาลของท่านนายกฯ  ท่านบอกว่าความจริงมันไม่ควรจะมาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการเมือง"

อภิสิทธิ์: "ผมขอย้ำคุณสรยุทธอย่างนี้นะครับ คือบังเอิญพี่น้องประชาชนก็เสพข่าว  ข่าวก็มีเรื่องพวกนี้  แต่ว่าผมบอกครับคุณสรยุทธได้เลยนะครับ ที่มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า  ผมมัวแต่หมกมุ่นแต่เรื่องเสื้อแดง เรื่องคุณทักษิณ  ไม่ใช่ล่ะครับ   วัน ๆ หนึ่งผมมายุ่งกับเรื่องพวกนี้ตอนให้สัมภาษณ์เท่านั้นเป็นหลัก

ผู้ดำเนินการ: คือภาพของท่านออกมาอย่างนั้นจริง ๆ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ภาพรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์"

อภิสิทธิ์:
 "ก็สื่อมวลชนถามผมอย่างนั้น  จะให้ผมตอบยังไงครับ  ถ้าตกลงกับผมว่าไม่ถาม  ก็ได้  หรือต่อไปนี้ถ้าเป็นกติกาก็ได้ว่าถามแล้วผมไม่ตอบนะ  ก็ดีนะครับ  ถ้าคิดว่าจะทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนขึ้นว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องไหน  เพราะว่าหนึ่งสัปดาห์ อย่างครั้งชั่วโมงแรกที่ผมเล่า

นี่ยังเล่าไม่ครบนะครับ  ผมไปดูเรื่องปฏิรูปการศึกษา เรื่องแผนการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใตั  ผมติดตามคดีสำคัญ  ซึ่งหลังจากเปลี่ยนผ่านมา  เชิญท่านพล.ต.อ.ธานี  มาคุยว่ามีคดีสำคัญอะไรที่ค้างอยู่  ที่ผมจะต้อง  นี่แหละครับนี่คืองานที่ผมทำ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ จะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนภาพหรือว่าสะท้อนภาพเนื้องานมากกว่าการเมือง"

อภิสิทธิ์:
 "ผมก็อยากขอความร่วมมือสื่อ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ซึ่งสื่อก็คงจะทำหน้าที่ของเขา  แต่รัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่"

อภิสิทธิ์:
 "ก็ได้นะครับ ถ้าไม่ต่อว่าผม ต่อไปนี้ผมไม่ตอบ ถ้าไม่ต่อว่าผมนะ ผมจะได้บอกว่าผมจะคุยเรื่องงานเท่านั้น ผมยินดีครับ เพราะว่าผมทำเรื่องงาน เพียงแต่ผมก็อยากโปร่งใส"

ผู้ดำเนินรายการ: "หรือไม่สามารถผลักดันตัวที่เป็นเนื้องานออกมาให้สื่อสนใจหรือชาวบ้านเข้าใจ"

อภิสิทธิ์: "เนื้องานมันออกอยู่แล้วล่ะครับ  ๙ เดือนเนื้องานเรื่องการเรียนฟรี  เรื่องเบี้ยยังชีพ  กำลังปรับปรุงระบบประกันรายได้  เกษตรกร"

ผู้ดำเนินรายการ: "ทุกเรื่องที่เป็นข่าวหมดนะครับ"

อภิสิทธิ์:
 "ครับ เขาก็สัมผัสได้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ภาพใหญ่มันมากดเรื่องการเมืองอยู่"

อภิสิทธิ์: "ก็ภาพเป็นเรื่องของการนำเสนอ  ไม่เป็นไรล่ะครับ  ประชาชนสัมผัสได้ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้น  แต่ว่าที่ผมให้เกียรติสื่อ หมายความว่าผมเข้าใจว่าประชาชนเขาอยากรู้  สื่อถึงมาถาม แต่ว่าการที่ประชาชนอยากรู้  และผมตอบ  ไม่ได้หมายความว่าใจทำหมกมุ่นคิดอยู่แต่เรื่องนั้น ถ้าพรุ่งนี้คุณสรยุทธจะกรุณาให้ทุกคนถามผมแต่เรื่องเศรษฐกิจ  ยิ่งดีเลยครับ  ผมยิ่งชอบ  แต่ว่าเมื่อถามมาผมก็เข้าใจว่าคุณสงสัย คุณสงสัยผมก็ตอบ แต่ผมตอบแล้วคุณไปสรุปว่าผมคิดแต่เรื่องนี้ก็แปลกอยู่  เพราะผมไม่ได้เป็นคนตั้งคำถาม"
 
ผู้ดำเนินรายการ: "หรืออาจจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลนี้มีมรสุมทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย ที่ทำให้ต้องใช้เวลาแก้"

อภิสิทธิ์:
 "ทุกรัฐบาลจะมี"

ผู้ดำเนินรายการ: "ไม่มากกว่า"

อภิสิทธิ์: "มันก็หนักหน่อย  ก็มรสุมเศรษฐกิจ  มรสุมไข้หวัดใหญ่  อะไรก็มีมาตลอด  มันเป็นธรรมดา  รัฐบาลก็แก้ไขไป   แต่ว่าทุกรัฐบาลก็จะต้องมีเงื่อนไข ปัญหา ก็แก้ไขกันไป  ให้ผมย้ำอีกครั้งก็แล้วกัน  ผมไม่ลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมต้องทำคือการแก้ปัญหาประชาชน  เรื่องต่าง ๆ ที่ไปวิพากษ์วิจารณ์กัน  ท่านมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ใคร  แต่ขอความกรุณาอย่าวิพากษ์วิจารณ์ว่าผมหมกมุ่นเรื่องนั้น  เพราะมันเป็นเท็จ  มันไม่จริง  นี่ขอบอกเลย และก็มีบางฉบับ ซึ่งไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็อ่านทุกเช้า ผมก็รู้อยู่แล้ว  เพราะว่าไม่เขียนถึงผมดีอยู่แล้ว ก็ต้องหยิบเรื่องพวกนี้ขึ้นมาว่า ผมอย่างนั้น ผมอย่างนี้ ซึ่งไม่จริงหรอกครับ แต่ผมถือว่าเป็นสิทธิ์ของสื่อมวลชนก็ปล่อยไป"

ผู้ดำเนินรายการ: "คือมีตั้งแต่เรื่องใหญ่  จนมาถึงเรื่องเล็ก ๆ เรื่องอะไรต่าง ๆ  อย่างล่าสุด  ผมถามได้ไหมครับเรื่องคลิป  หรือหลักฐานว่าท่านนายกฯ ถูกแบล็คเมล์อะไรต่าง ๆ "

อภิสิทธิ์:
 "ไม่มีหรอกครับ ใครมาแบล็คเมล์เนี่ยผมไม่มีอยู่แล้ว ไอ้คลิปนี่ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นคลิปอะไร นอกจากให้คนไปลองสืบ ๆ ดู ก็ยังงงอยู่ว่าคืออะไร บอกว่าผมไปพูดถึงคนซึ่งผมไม่รู้จักเลย ผมงงมาก แต่ว่าก็ไม่เป็นไรล่ะครับ นี่ก็เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมเรายังมีคนที่ทำอะไรแปลกอยู่ ไม่ใช่ผมนะครับ คนที่ทำคลิปนี่  ก็จะเห็นว่าขนาดอยู่ดี ๆ คลิปเสียงผม  ก็อุตส่าห์ไปตัดต่อให้มันเป็นเรื่องเป็นราว  และพยายามจะสร้างเป็นเงื่อนไขได้  ก็สะท้อนตัวคนทำล่ะครับ  ไม่เกี่ยวกับผมครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้ผมกลับมาจังหวะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำลังจะเดินหน้า ซึ่งท่านนายกฯ บอกมันเป็นประตูสำคัญที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ถูกไหมครับ พรรคเพื่อไทยก็ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ไม่ใช่หัวหน้าพรรคครับ สมาชิกพรรคคนใหม่ซึ่งคาดว่าจะเป็นแกนนำสำคัญ ก็คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ฟังดูล่าสุดนี้ด้านหนึ่งเหมือนกับว่าจะมาเจรจา ท่านนายกฯ เห็นอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์: "ผมยังไม่ทราบนะครับเรื่องการเจรจาหรือไม่อย่างไรนะครับ แต่ก็เห็นว่าท่านพลเอก ชวลิตฯ ท่านก็เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี แล้วก็โดยลักษณะของท่านก็มีบุคลิกที่ประนีประนอมอยู่แล้ว ถ้าพูดคุยกันผมก็ว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ พูดคุยกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วนะครับ เหมือนกับที่ผมคุยกับวิปเมื่อวันศุกร์เป็นบรรยากาศที่ดีมาก และปกติผมก็คุยกับทุกฝ่ายนะครับ แม้กระทั่ง ส.ส. ฝ่ายค้านที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม มีปัญหาเรื่องไหน อย่างไร ก็มาพบผม ผมว่าการเมืองก็ต้องมีการพูดคุยกัน"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- หน้าที่หลักของตำรวจ vs การตั้งผบ.ตร.

...ผบ.ตร. ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติครบ  เป็นพล.ต.อ. ที่มาจากนายกฯ เสนอคนที่เหมาะสม  และก.ต.ช.ให้ความเห็นชอบ อันเป็นหลักของกฎหมาย การมีรักษาการแทนหรือการแต่งตั้งระดับรองก่อนเป็นเรื่องปกติ ผบ.ตร.คนใหม่น่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะตั้งและอยู่ในระดับรองอยู่แล้ว แต่ระหว่างนี้ตำรวจต้องไม่ละเลยงานหลักของตำรวจคือการดูแลประชาชน

อภิสิทธิ์: ...พูดเสียก่อนเลย เดี๋ยวจะถามผมเรื่องตำรวจ คือสนใจอยู่ ตำแหน่ง ผบ.ตร. เอาละเป็นเรื่องที่ยังมีปัญหาในการบริหารจัดการ ซึ่งผมก็จะสะสางไป แต่ในใจประชาชนนี้ สิ่งสำคัญกว่าคือตู้ม้ายาเสพติด ซึ่งผมก็สัปดาห์นี้ได้เชิญท่านรักษาการ ผบ.ตร. มา และก็คุยกับท่านรองฯ สุเทพด้วย บอกว่าเอาละเรื่องการบริหารเราก็ต้องเร่งแก้ไขกันไปให้ดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญกว่าคืองานที่จะต้องไปดูและประชาชน งานของตำรวจเอง ทำให้ได้ ซึ่งความจริงท่านพลตำรวจเอก ปทีปฯ ท่านก็บอกกับผมนะครับว่าท่านกำลังเร่งทำเรื่องตู้ม้าอยู่แล้ว และเรื่องยาเสพติด บางพื้นที่ดีขึ้น บางพื้นที่ยังมีการร้องเรียนอยู่ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องสนใจกันนะครับ ผมยังมองว่าเรื่องที่ถามมาเมื่อสักครู่นี้มันเป็นเรื่องระหว่างนักการเมืองกันเอง เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคล แต่ว่าสิ่งสำคัญว่าคือปัญหาของประชาชนที่จะต้องเดินหน้าแก้"

ผู้ดำเนินรายการ: "ผบ.ตร. ผมย้อนกลับมานิดเดียวครับ  ถึงวันนี้ทำอย่างไรครับ  คุณนิพนธ์ก็ลาออกชัดเจนแล้ว" 

อภิสิทธิ์: "พรุ่งนี้ก็จะชัดเจนครับ ผมก็มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการ ทราบดีว่าเวลามีข่าวอย่างนี้ก็กระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล แต่ขอยืนยันว่าผมบริหารจัดการได้ และการแก้ไขปัญหาของประชาชน  ต้องไม่ได้รับผลกระทบ  เพราะฉะนั้น อย่างที่ผมยกตัวอย่าง...เรื่องตำรวจวันนี้  ตู้ม้า  ยาบ้า  ยาเสพติด เดินหน้าแก้ไข  การดูแลความสงบเรียบร้อยจะเป็นการชุมนุม จะเป็นการจัดประชุมนานาชาติ ต้องเรียบร้อยครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้ ผบ.ตร.ตัวจริงไม่มี รักษาราชการแทน"

อภิสิทธิ์:
 "มีรักษาราชการแทน ในอดีตก็เคยมีอย่างนี้มา" 

ผู้ดำเนินรายการ: "โครงสร้างระดับรองลงไปท่านรองนายกฯ สุเทพจะไปประชุม ก.ตร. ถูกไหมครับ  ก็อาจจะรอตัวจริง  มันก็จะยึดยักกันอยู่อย่างนี้"

อภิสิทธิ์: "คือจริง ๆ ท่านอดีตผบ.พัชรวาท  ผมเคยสอบถาม  ท่านยังแนะนำผมเลยบอกว่าจริง ๆ ตั้งรองก่อนตั้ง ผบ.ตร. ดีกว่า  ท่านเคยแนะนำผมอย่างนั้นด้วยซ้ำ  และบอกว่าคนใหม่น่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะตั้ง  คนใหม่ก็ต้องอยู่ในนั้นอยู่แล้วแหละครับ  คนใหม่ยังไงก็ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติครบ  เป็นพล.ต.อ."

ผู้ดำเนินรายการ: "อาวุโสถึง"

อภิสิทธิ์: "อยู่ในกระบวนการขั้นตอนที่จะทำตรงนี้อยู่แล้ว  และแนวขณะนี้ผมเห็นว่าที่มีการพูดกันมากว่ามีความขัดแย้งต่าง ๆ  ถ้าจริง ๆ ทุกฝ่ายร่วมกันจัดดีที่สุด"

ผู้ดำเนินรายการ: "หมายถึงใน ก.ตร."

อภิสิทธิ์:
 "ถูกต้องครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "จัดโผนี่น่ะครับ  ทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นผบ.ตร.อยู่แล้ว หนึ่งในนั้น

อภิสิทธิ์:
 "ถูกต้อง และก็มีส่วนร่วมกัน มาดูกัน  ไม่ให้เกิดความขัดแย้งนั่นแหละดีที่สุดสำหรับตำรวจในขณะนี้  เพราะฉะนั้น ก็ทำได้"

ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้ท่านนายกฯ จะตั้งรักษาการ  หรือจะให้รักษาการไปนานขนาดไหนครับ  มักจะถูกเข้ามา คนจำนวนหนึ่งก็ไม่เข้าใจ"

อภิสิทธิ์:
 "ตั้งใจให้สั้นที่สุด"

ผู้ดำเนินรายการ: "ถ้าท่านจะต้องอธิบายว่าทำไมท่านถึงตั้งไม่ได้  ท่านจะอธิบายว่า"

อภิสิทธิ์:
  "ก.ต.ช.ยังไม่ให้ความเห็นชอบ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านก็ยืนยันว่าจะต้องเป็นคนที่ท่านเห็น เสนอ"

อภิสิทธิ์:
 "ก็มันเป็นอำนาจของผมตามกฎหมายที่จะเสนอ  เพราะหลักของกฎหมายที่เขียนไว้อย่างนี้คือต้องการให้นายกรัฐมนตรีเสนอคนที่เห็นว่ามีความเหมาะสม  และก.ต.ช.ให้ความเห็นชอบ  ที่จริงที่ผ่านมาที่ไม่ได้ให้ความเห็นชอบก็ไม่มีท่านใดบอกว่าไม่เหมาะ  แต่อาจจะเป็นเหตุผลอื่น  ก็ต้องแก้ไขกันไป"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว : คนไทยสามัคคีร่วมถวายพระพร ลงอุบลฯ เยี่ยมยายไฮ ประชุมอาเชียน

...ประชาชนยังหลั่งไหลไปร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กันอย่างเนืองแน่น

พสกนิกรชาวไทยร่วมลงนามถวายพระพร

อภิสิทธิ์: "สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ สัปดาห์นี้ผมมาจัดรายการอยู่ที่ช่อง ๓ นะครับ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วนั้นอยู่ในช่วงของการเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา แต่วันนี้ที่มาที่ช่อง ๓ เพราะว่าเดี๋ยวในช่วงที่ ๒ จะมีการเชิญพิธีกรรับเชิญมาพูดคุยสัมภาษณ์กัน ซึ่งก็คือคุณสรยุทธ ซึ่งอยู่ที่ช่อง ๓ แต่ว่าในช่วงแรกนี้คงจะรอรายงานถึงการทำงานในช่วง ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา 
ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ผมอยากจะทำก็คือ อยากจะขอขอบคุณ พี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้แสดงออกถึงความสามัคคี  ความจงรักภักดีและในการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติในช่วงตลอดระยะเวลา ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างเช่น จะเห็นได้ว่าพสกนิกรก็ยังหลั่งไหลมาลงนามถวายพระพรด้วยความห่วงใยพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจากแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังฉบับล่าสุด พระอาการก็ดีขึ้นโดยลำดับ  ผมคิดว่าการที่พี่น้องประชาชนพสกนิกรชาวไทยได้สมัครสมานสามัคคี แสดงความห่วงใย และแสดงออกด้วยการมาลงนามถวายพระพร  และก็สังเกตจากการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นั้นก็เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งเป็นสถาบันที่หลอมรวมจิตใจของพี่น้องประชาชนคนไทยนั้น เป็นสถาบันที่ทำให้บ้านเมืองของเรามีความสงบเรียบร้อย  มีความสมัครสมานสามัคคี"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

เชิญชมนิทรรศการพระประวัติสมเด็จพระสังฆราช
อภิสิทธิ์: "สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เช่นเดียวกันเป็นโอกาสที่ได้มีการจัดงานฉลองพระชันษา ๙๖ ปีของสมเด็จพระสังฆราช  ซึ่งได้มีการจัดงานทั้งในส่วนของพิธีการทางศาสนา  และที่สำคัญก็มีกิจกรรมทั้งในเรื่องของวิชาการและนิทรรศการ เช่นเดียวกันครับผมได้มีโอกาสพบกับพุทธศาสนิกชนที่มากันหลากหลายจากหลายพื้นที่มาร่วมงาน ซึ่งได้มีการจัดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดบวรนิเวศวิหาร   และผมอยากจะเรียนถือโอกาสเชิญชวนครับว่าในโอกาสนี้ได้มีการจัดทำนิทรรศการพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช  และมีการจัดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ซึ่งทำได้ดีมากครับ  เป็นนิทรรศการซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา  รวมทั้งมีกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ที่จะไปเรียนรู้ในเรื่องของพระพุทธศาสนา  หลักธรรมคำสอนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ก็เป็นช่วงออกพรรษาด้วยนะครับ  หลายคนคงจะได้ไปทำบุญอยู่แล้ว  ที่วัดบวรจะมีนิทรรศการซึ่งผมคิดว่าจะเป็นโอกาสดีมากสำหรับพุทธศาสนิกชน  และโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่จะได้ไปเยี่ยมชมในโอกาสนี้"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

เชิญประเทศคู่เจรจากับอาเซียนเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน
อภิสิทธิ์: "อีกสักครู่ก็จะมีการให้ดูบรรยากาศของการไปสหรัฐอเมริกาของผมทั้งที่นิวยอร์กและ Pittsburgh นะครับ  ผมเพียงแต่จะเรียนสั้น ๆ ในช่วงสุดท้ายว่า ผมได้รายงานภารกิจของการเดินทางไป  โดยเฉพาะในงานต่าง ๆ แต่ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งผมคงจะเพิ่มเติมนิดหน่อยคือว่า การไปร่วมประชุมในครั้งนี้ที่เป็นประโยชน์มากก็คือได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำประเทศที่สำคัญ ๆ  ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อย่างที่เห็นในภาพมีประธานาธิบดีอินโดนีเซียนั้นหารือเป็นทางการ  แต่มีการพบกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย  นายรัฐมนตรีอินเดีย  นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่  ซึ่งจะทำให้ได้มีการพูดคุยในประเด็นที่เป็นความสัมพันธ์ในเชิงทวิภาคีด้วย

ในส่วนของคู่สมรสเองก็มีกำหนดการต่างหากเช่นเดียวกัน และได้มีการพบปะกับทางคู่สมรสของผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าประเทศใดที่เป็นคู่เจรจากับทางอาเซียน  ทั้งผมและภรรยาได้ถือโอกาสนี้ไปเชิญให้มาร่วมในการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ ตุลาคมนี้ที่หัวหิน ชะอำ  ซึ่งขณะนี้การเตรียมการต่าง ๆ ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  และกำลังที่จะมีการประกาศเขตพื้นที่ความมั่นคง เพื่อให้ดูแลเรื่องของความปลอดภัยซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำ  เพราะว่าผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ไปประชุมที่  Pittsburgh ก็เห็นนะครับว่ามาตรการในการรักษาความปลอดภัยนั้นต้องเข้มข้น  และเป็นเรื่องที่ยอมรับกันในระดับสากล  ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย  เพราะฉะนั้น งานนี้ก็เป็นงานสำคัญอีกงานหนึ่ง  ผมก็ขอถือโอกาสล่วงหน้าอีกครั้งหนึ่งนะครับ  คงจะได้คุยเรื่องนี้อีก  แต่ว่าถือโอกาสเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีอีกครั้งหนึ่ง พักกันสักครู่ครับ  เดี๋ยวกลับมาพบกับพิธีกรรับเชิญครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

ท่านนายกฯ เดินทางไปอุบลราชธานี เยี่ยมยายไฮ
ผู้ดำเนินรายการ: สัปดาห์หน้าท่านนายกฯ จะไปอุบลราชธานี ใช่ไหมครับ จะไปมอบเงินที่ครม.มีมติตอนที่ท่านนายกฯ ไม่อยู่

อภิสิทธิ์: "ก็มีหลายเรื่องนะครับ คือจะไปพื้นที่อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ เข้าใจว่าจะมีผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย แต่ว่าก็มีกรณีของยายไฮ  ซึ่งคุณยายก็เป็นคนที่ต่อสู้มานาน  ตั้งแต่สมัยผมเป็นฝ่ายค้านอะไรก็เคยพบกัน"

ผู้ดำเนินรายการ: "ผมมียายไฮสดจากอุบลราชธานีนะครับท่านนายกฯ ครับ  และมีโอกาสได้เห็นอย่างนี้  เพราะว่าคุณยายไฮเวลามาคุยกับผมก็จะถามทุกครั้งว่า ช่วยบอกนายกฯหน่อยมาเมื่อไหร่ อย่างไร  ท่านนายกฯอยู่ตรงนี้ครับ สวัสดีครับยายไฮครับ"

ยายไฮ: (นางไฮ ขันจันทา)  สวัสดีจ๊ะ

อภิสิทธิ์:
  "สวัสดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  "ท่านนายกฯ อยู่ตรงนี้ครับ คุณยายมีอะไรจะพูดกับท่านนายกฯ เชิญเลยครับ"

ยายไฮ: "ก็คือจะพูดกับนายกฯ  วันที่เท่าไหร่ที่ท่านจะมาที่นี่"

อภิสิทธิ์:
 "วันที่ ๑๐ ครับ  วันเสาร์หน้าที่จะถึงนี้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "วันเสาร์หน้าครับคุณยายครับ

ยายไฮ:  "ฟังสรยุทธ 
แม่ว่าอยากบายศรีให้นายกฯ อยู่ภูมิปัญญา

ญาติยายไฮ: "คืออยากจะเรียนเชิญท่านนายก ฯ ถ้ามาที่จังหวัดอุบลฯ ก็อยากเชิญท่านไปที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทยบ้านที่อำเภอโขงเจียม ปากมูล  เพราะมีพี่น้องของสมัชชาคนจนที่อยากจะเป็นสักขีพยานให้ท่านนายกฯ และแม่ไฮว่าจะมอบเงินให้แม่ไฮ"

ผู้ดำเนินรายการ: อยากให้ไปที่ศูนย์ภูมิปัญญาครับ


อภิสิทธิ์: "ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำลังจัดกำหนดการทั้งหมดอยู่  เดี๋ยวจะถ่ายทอดไปให้ครับ  ไว้สัปดาห์หน้าพบกันครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: แม่ได้ยินชัดเจนนะครับ  ท่านนายกฯ บอกสัปดาห์หน้าวันเสาร์พบกันครับแม่

ยายไฮ: "จ๊ะ ๆ ขอบคุณมาก ๆ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ ติดตามเรื่องของยายไฮมาพอสมควร "

อภิสิทธิ์:
 "ครับ เพราะว่าก็เป็นคนซึ่งยืนหยัดต่อสู้ในเรื่องสิทธิของท่านนะครับ แต่ทำมาหลายปีแล้ว"

ผู้ดำเนินรายการ: "ก็มีคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าอย่าไปอุบลฯ เดี๋ยวจะต้องเอากำลังเป็นหมื่น ๆ  คนไปคุ้มกันหรืออาจจะมีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเขาต่อต้าน"

อภิสิทธิ์:
"ผมก็จะบอกว่าทำให้บ้านเมืองปกติเถอะครับ  ผมไปทำงานของผม  ส่วนท่านอยากจะแสดงออกอะไร ท่านก็มีโอกาสของท่านอยู่แล้ว  ต่างคนต่างทำงานกันไปดีกว่าครับ  ถามว่าทำไมจะต้องขัดขวาง  ผมเดินทางไปก็ไปดีครับ  และไปดูช่วยแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน  ถ้าไม่อยากให้ต้องมีตำรวจ ทหารมากมาย ก็ต่างคนก็ต่างเคลื่อนไหวทางการเมืองไป  อย่ามายุ่งเกี่ยวกันก็ได้ครับ  มันก็จะดีที่สุด"

ผู้ดำเนินรายการ:  "ครับ ขอบพระคุณครับท่านนายกฯ ครับ  นี่คือเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์นะครับ  วันนี้ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนายกรัฐมนตรีให้เกียรติช่อง ๓ และผม มาดำเนินรายการในช่วงท้าย ขอบพระคุณครับท่านนายกฯ ครับ"

อภิสิทธิ์:
  "ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  และลาตรงนี้ครับ "สวัสดีครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

ผู้ดำเนินรายการ คือ  นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม


(กลับไปด้านบน)