มาตราการป้องกันทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ปรับการใช้ กม.ให้โปร่งใสในชายแดนใต้ นำร่องกม.มั่นคง มาบตาพุด กระบวนการ ๒ ระยะ ๒ รูปแบบ ยืดหยุ่นประกันรายได้ แก้ไขอุปสรรคต่างๆ (๑๘ ต.ค.๕๒)

- ไทยเข้มแข็ง: มาตรการป้องกัน แก้ปัญหาการทุจริต
- ชายแดนใต้: ปรับใช้กฎหมายให้โปร่งใส รมต.ตามเรื่องร้องเรียน
- แก้ปัญหามาบตาพุด: กระบวนการ ๒ ระยะ ๒ รูปแบบ
- รัฐบาลยืดหยุ่นประกันรายได้
- ไขข้อข้องใจ “ประกันรายได้” ทำไมต้องตรวจสอบ?
- ค่าตอบแทน อสม. ๖๐๐ VS ๑,๐๐๐?
- ทบทวนผลงานรัฐบาลกับชาวนครสวรรค์
- ตามข่าว : ผลักดันงานวิจัย ข่าวลือความมั่นคงตลาดหุ้น สหภาพรถไฟฯ เร่งคลี่คลายปัญหาสังคม
*ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - ไทยเข้มแข็ง: มาตรการป้องกัน แก้ปัญหาการทุจริต
...ที่ประชาชนเห็นว่าจะมีการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้เพิ่มมาตราการป้องกัน ตั่งแต่การกลั่นกรองโครงการ ติดตามการใช้เงิน ด้วยมาตรฐานเดียวกับการใช้จ่ายงบประมาณปกติ และมีการกระจายอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการรวบจัดซื้อในส่วนกลาง ที่สำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนทราบและมีส่วนร่วมตรวจสอบ ในกรณีของกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งมีการร้องเรียนมาแล้ว ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนำโดยหมอบรรลุ ศิริพานิช ผู้จับทุจริตยาเมื่อ ๑๐ ปีก่อนเป็นประธาน และมี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพด้วย

เชิญชวนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

อภิสิทธิ์:
"การทำงานในเรื่องของไทยเข้มแข็งนี้ในขณะนี้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนที่มีการจัดซื้อจัดจ้างลงนามในสัญญา และมีการจ่ายเงิน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นข้อห่วงใยของพี่น้องประชาชนนั้นผมทราบดีครับก็คือปัญหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์นั้นก็เป็นเงินที่ในที่สุดแล้วเป็นภาระของพวกเราทุกคนในฐานะผู้เสียภาษีอากร เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ความมั่นใจนะครับว่าในเรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้น กระบวนการในการคัดเลือกโครงการจึงได้มี
  • คณะกรรมการทั้งกลั่นกรอง
  • คณะกรรมการที่จะมาติดตามการดำเนินการ ซึ่งไม่ได้มีนักการเมืองนะครับ แต่จะประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และในส่วนของข้าราชการหน่วยงานต่างๆ และการติดตามการใช้จ่ายเงินจะใช้มาตรฐานเดียวกัน เทียบเคียงกันได้กับการใช้จ่ายงบประมาณตามปกติ
  • ยิ่งไปกว่านั้นแนวทางที่เราพยายามทำก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างลงไปตามพื้นที่ต่างๆ หลีกเลี่ยงการที่จะมีการมารวบจัดซื้อจัดจ้างในส่วนกลาง
  • และที่สำคัญที่สุดก็คือพยายามเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดในเว็บไซต์ต่างๆ และก็เชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ยกตัวอย่างเช่น ของกรมทางหลวงชนบทนั้น ในแต่ละขั้นตอนของการทำงานจะมีการลงไปในพื้นที่จริง และก็เชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบในทุกขั้นตอน อย่างนี้เป็นต้น
อย่างไรก็ตามครับ อย่างที่ผมเคยบอกกับพี่น้องประชาชนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ก็มีเบาะแสมีข้อมูลว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจุดยืนและท่าทีของรัฐบาลที่ชัดเจนคือว่า เมื่อใดก็ตามที่มีข้อมูลในลักษณะนี้ เราเอาจริงเอาจัง กรณีที่เกิดขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรณีที่มีการพูดถึงปัญหาจากเรื่องของการพบว่ามีครุภัณฑ์ หรือมีอุปกรณ์การแพทย์บางส่วน ซึ่งบอกว่าจะมีการจัดซื้อจัดจ้างโดยที่หน่วยปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้เสนอขอ นอกจากนั้นจะมีปัญหาในเรื่องของราคากลางของสิ่งก่อสร้างหรือโครงการหลายโครงการ ซึ่งได้มีการตรวจสอบมาโดยลำดับ อย่างที่หลายท่านจะทราบจากการติดตามข่าวสารต่างๆ"

ตั้ง นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานตรวจสอบการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของ สธ.

อภิสิทธิ์:
"ล่าสุดเมื่อเกิดความไม่มั่นใจว่าการตรวจสอบภายในกระทรวงสาธารณสุขเองจะเพียงพอ จะเข้มข้นหรือไม่ ก็มีการเสนอว่าน่าจะได้นำเอาบุคคลภายนอก ซึ่งมีประสบการณ์ มีบารมี และที่สำคัญก็คือว่าเข้ามาตรวจสอบอยู่ในกรอบของรัฐบาล ไม่ใช่ของกระทรวง เพราะฉะนั้น หลังจากที่ได้ปรึกษาหารือกับหลายๆ ฝ่าย ผมก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยมีคุณหมอบรรลุ ศิริพานิช ซึ่งเป็นนายแพทย์อาวุโส และเคยทำงานทางด้านการตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะหลายท่านก็คงจะจำได้นะครับ ก็คือการทุจริตยาเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว ก็มาเป็นประธานในการตรวจสอบครั้งนี้ มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เข้ามาเป็นรองประธาน ผมได้คุยกับตัวท่านประธานเอง และบอกว่าขอให้เดินหน้าเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจใครครับ ขอให้เอาข้อเท็จจริงทั้งหลายออกมา และรัฐบาลก็จะดำเนินการเพราะว่าเรื่องนี้จะต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าหากว่ามีการตรวจพบว่ามีความไม่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการไล่ดูครับ โครงการใดที่เห็นว่ามี
  • รายการซึ่งไม่เหมาะสมจะมีการถอดออกไป
  • โครงการใดที่บอกว่าราคากลางสูง ก็จะดู และมีการปรับลดมา แล้วจะไปเปิดโอกาสให้มีการสอบอย่างเต็มที่ว่าใครเป็นคนเอารายการเหล่านี้เข้ามา หรือใครเป็นคนไปทำให้ราคากลางนั้นสูงเกินความเป็นจริง
  • นอกจากนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันกับโครงการในกระทรวงอื่นๆ ผมได้ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกรณ์ จาติกวนิช ได้จัดให้มีการประชุมหน่วยงานต่างๆ ที่มีการใช้เงินในปฏิบัติไทยเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะซักซ้อมและก็ให้มอบแนวทางให้ชัดเจนว่าจะต้องมีการลงไปตรวจสอบโดยละเอียด และถ้าหากว่ามีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น หัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ จะต้องรับผิดชอบ ถ้าหากว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น
อยากจะเรียนครับว่าในข้อเท็จจริงแล้ว เงินไทยเข้มแข็งที่ออกไปยังมีค่อนข้างน้อยนะครับ เพราะว่าเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการที่มีการใช้เงินลงไป จริงๆ แล้วโครงการที่เสร็จสิ้นแล้วจะมีเพียงกรณีของกระทรวงการคลัง ซึ่งก็เป็นการเพิ่มทุนสถาบันการเงินต่างๆ ที่จะสามารถมาปล่อยสินเชื่อให้พี่น้องประชาชนได้มากขึ้น ส่วนอีกส่วนหนึ่งนั้นก็จะเป็นในส่วนของกรมทางหลวงชนบทในกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้เริ่มต้นไปแล้วบ้าง ใครมีเบาะแสและผมก็อยากให้พี่น้องประชาชนติดตามทุกโครงการครับ และขอให้แจ้งเข้ามา ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนครับว่า จะไม่ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านไป ทุกกรณีนั้นจะต้องมีการตรวจสอบ และถ้าหากว่าพบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ก็จะต้องมีการรับผิดชอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกๆ ฝ่าย อันนี้เพื่อความมั่นใจของพี่น้องประชาชน และขณะเดียวกันขอเรียนย้ำครับว่า โครงการดีๆ ที่เป็นโครงการที่พี่น้องประชาชนรอคอยในพื้นที่ที่ไม่ได้มีปัญหานั้น ก็จะเร่งเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่นะครับ"

(กลับไปด้านบน)

- ชายแดนใต้: ปรับใช้กฎหมายให้โปร่งใส รมต.ตามเรื่องร้องเรียน
...รัฐบาลได้อนุมัติให้ต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในภาคใต้ไปอีก ๓ เดือน แต่มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการให้โปร่งใส ติดตามเรื่องร้องเรียนต่างๆ โดย รมต. ให้รองนายกฯ กับแม่ทัพติดตามโครงการการพัฒนาอย่างใกล้ชิด และนำร่องการผ่อนคลายอำนาจพิเศษในจังหวัดสงขลา

อภิสิทธ์:
"ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ก็ครบกำหนดที่จะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของการต่ออายุพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตัดสินใจอนุมัติให้ต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ไปอีก ๓ เดือน ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ ๒๐ ตุลาคม และต่อเนื่องไปอีก ๓ เดือน แต่ว่าการต่อครั้งนี้ครับ มีประเด็นซึ่งรัฐบาลและโดยคณะรัฐมนตรีได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือว่ามีการปรับปรุง

          [๑] ข้อแรกนะครับ คือมีการไปทบทวนในเรื่องของขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กฎอัยการศึก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ พ.ร.ก.ให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใดก็ตามที่มีการใช้อำนาจตามกฎหมายเหล่านี้ในการเรียก หรือเชิญตัว หรือออกหมาย ก็จะต้องมีบันทึกอย่างชัดเจนว่า ใคร เจ้าหน้าที่ผู้ใดเป็นผู้ออก เมื่อไหร่ อย่างไร เพื่อจะได้มีการตรวจสอบได้

          [๒] ประการที่ ๒ ครับการใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งมีความจำเป็นและได้ผลในการทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้คล่องตัวขึ้น มีข้อเสียในเรื่องของข้อครหาว่ามีการใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ในอดีตก็มีกระบวนการที่เราเปิดโอกาสให้หลายๆ ฝ่ายสามารถร้องเรียนกรณีที่คิดว่าถูกละเมิดสิทธิ์ แต่ว่าปัญหาก็คือการร้องเรียนนั้นจะกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ และบางครั้งประชาชนก็ไม่มั่นใจว่าการร้องเรียนเนี่ย ร้องเรียนไปแล้วจะสามารถได้รับการติดตามมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าเรื่องอยู่ในหน่วยซึ่งมีการปฏิบัติงานเสียเอง บางทีก็มีความไม่มั่นใจ ผมก็อยากจะเรียนครับว่า คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบว่าต่อไปนี้จะมีคณะกรรมการระดับที่เป็นรัฐมนตรี คือรัฐมนตรี ๒ ท่านที่ผมมอบหมายคือรัฐมนตรีสาทิตย์กับรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ก็จะเข้ามาเป็นผู้ดูในภาพรวม และก็ติดตามในเรื่องราวเหล่านี้

          [๓] ขณะเดียวกันท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ผู้นำเหล่าทัพ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็ได้เข้าไปติดตามในเรื่องของโครงการการพัฒนาอย่างใกล้ชิด และก็พร้อมที่จะติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้อยู่ในแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 

          [๔] และที่สำคัญที่สุดครับก็คือว่า รัฐบาลมีแนวคิดครับว่าจะเริ่มต้นในการที่จะผ่อนคลายการใช้อำนาจพิเศษ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเริ่มทำก่อนก็คือว่าในพื้นที่ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมมีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ ไม่ได้มีการประกาศ พ.ร.ก. ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ก็จะมีการปรับเปลี่ยนโดยการยกเลิกกฎอัยการศึก และเอากฎหมายความมั่นคงเข้าไปใช้แทน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่นำร่องของการใช้กฎหมายความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้ ซึ่งถ้าหากว่าได้ผลดี ต่อไปเราก็จะสามารถนำเอากฎหมายความมั่นคงไปใช้แทน อาจจะเป็นกฎอัยการศึก หรือจะเป็น พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯได้ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป"

(กลับไปด้านบน)

- แก้ปัญหามาบตาพุด: กระบวนการ ๒ ระยะ ๒ รูปแบบ
...การลงทุนในภาคเอกชนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับ รธน.มาตรา ๖๗ วรรคสอง รัฐบาลจะจัดกระบวนการเป็น ๒ ระยะ ระยะแรกให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมออกเป็นระเบียบ ระยะต่อไปจะใช้วิธีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสิ่งแวดล้อมซึ่งจะต้องนำเสนอต่อสภาฯ  ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศเขตพื้นที่ในมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษมาระยะหนึ่งแล้ว

อภิสิทธิ์:
"สำหรับในเรื่องของเศรษฐกิจนอกจากเรื่องของการลงทุนในไทยเข้มแข็งแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งข่าวคราวที่เป็นความห่วงใยในขณะนี้ หรือเป็นการถกเถียงในขณะนี้ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับกรณีของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจหรือการตีความซึ่งไม่ตรงกันนะครับในขณะนี้ระหว่างหลายๆ ฝ่าย สิ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือว่า ผมได้ทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอเมริกา กลุ่มนักลงทุนจากมาเลเซีย และกับการที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้แทนการค้าได้ไปชี้แจงในโอกาสต่างๆ ขอยืนยันครับว่ารัฐบาลก็มีจุดยืนที่ชัดเจนว่านักลงทุนหรือภาคธุรกิจนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของพี่น้องประชาชนในชุมชนต่างๆ

สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เดิมได้ใช้การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์ว่าโครงการไหนเข้าหรือไม่เข้าข่ายมาตรา ๖๗ วรรคสอง ถ้าเข้าก็มีการกำลังเร่งดำเนินการจัดทำกระบวนการให้เป็นไปตามนั้น โดยทำเป็น ๒ ระยะ หรือ ๒ รูปแบบ

          [๑] ในระยะแรกขณะที่ยังไม่ได้ตราเป็นกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมาย ก็จะให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมออกเป็นระเบียบ จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญก็จะปรับในเรื่องของการมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในส่วนของการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ และจะไปเชื่อมโยงกับการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และส่วนสุดท้ายที่สำคัญก็คือการเปิดโอกาสให้องค์การอิสระ ซึ่งมีผู้แทนขององค์กรทางด้านสิ่งแวดล้อมกับนักวิชาการเข้ามาให้ความเห็นต่อโครงการต่างๆ 

          [๒] ส่วนในระยะต่อไปก็จะใช้วิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะได้มีการนำเสนอต่อสภาฯ

ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าสำหรับพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใย โดยเฉพาะพี่น้องในพื้นที่จะเป็นที่มาบตาพุดหรือที่ใดก็ตาม อยากให้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนนะครับ ผมก็ได้ขอให้ทางกรรมการประสานงาน และท่านรัฐมนตรีสาทิตย์มีการประสานไประหว่างที่เราจัดทำกฎหมายนี้ ว่ากติกาที่เราจะใช้ในเรื่องนี้ทำอย่างไรจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วจากที่ผมได้เคยสนทนากับกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้เขาก็ไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่เขาก็ต้องการให้การพัฒนานั้นได้มีความรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน ซึ่งอยากจะย้ำครับว่ารัฐบาลเองก็ห่วงใยเช่นเดียวกันนะครับ จึงได้ประกาศเขตพื้นที่ในมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ และขณะนี้ก็กำลังเร่งในโครงการที่จะช่วยเหลือในเรื่องของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน มีการเร่งรัดในเรื่องของโรงพยาบาล มีการเร่งรัดในเรื่องของสถาบันการศึกษา อย่างนี้เป็นต้น แล้วขอยืนยันครับว่าทุกโครงการไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร รัฐบาลจะให้ความสำคัญและติดตามในเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องประชาชน อันนี้ก็คือเรื่องที่อยากจะมาพูดคุยในเรื่องของเศรษฐกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมา"

(กลับไปด้านบน)

- รัฐบาลยืดหยุ่นประกันรายได้

... อภิสิทธิ์ รับ “ประกันรายได้” พบเจอปัญหา เช่น น้ำท่วม ยังไม่ทำสัญญาแต่ต้องขาย ราคาอ้างอิงรัฐบาลสูงเกินไป เป็นต้น อาจจะสะดุดแต่ไม่ล้ม รัฐบาลจะยืดหยุ่นช่วยเกษตรกรในกรณีที่จดทะเบียนและทำประชาคมแล้ว ให้ทำสัญญาย้อนหลังได้ การประกันรายได้เป็นระบบช่วยเกษตรกรที่โปร่งใส ทั่งถึง และไม่มรผลเสียต่อกลไกตลาด

ผู้ดำเนินรายการ (นาย ณ กาฬ เลาหะวิไล): "สวัสดีครับ กลับมาพบกับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกครั้งหนึ่งครับ วันนี้ผม ณ กาฬ เลาหะวิไล บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้รับเกียรติเป็นพิธีกรรับเชิญในหัวข้อ เดินหน้าประกันรายได้เกษตรกรครับ วันนี้ครับนอกจากท่านนายกฯ อภิสิทธิ์แล้วนะครับเรายังมีแขกรับเชิญอีก ๒ ท่านครับ ท่านแรกเป็นนายกฯ เหมือนกันครับแต่เป็นนายกสมาคมโรงสีข้าวไทยครับ คุณชายชัย ลักขณานนท์ ครับ อีกท่านหนึ่งครับ ท่านเป็นรองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรครับ คุณปราโมทย์ นนทโคตร ครับ สวัสดีครับท่านนายกฯ ก่อนครับ"

อภิสิทธิ์:
" สวัสดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " วันนี้นะครับเรามาอยู่บรรยากาศท้องทุ่งครับ ข้าวกำลังออกรวงครับ ก็เลยอยากเรียนถามท่านนายกฯ ครับ รัฐบาลไม่รู้กี่รัฐบาลครับ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานะครับ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วยการรับจำนำ แต่รัฐบาลท่านนายกฯ นี่ละครับไม่เอาแล้ว เปลี่ยนแปลงใหม่นะครับ เป็นการประกันรายได้แทน อยากถามความเชื่อมั่นครับว่าท่านเชื่อมั่นไหมครับนโยบายนี้เดินมาถูกต้อง ไม่พากันตกคันนาก่อนครับ "

อภิสิทธิ์: " ผมบอกอย่างนี้นะครับว่า อย่าไปเรียกว่าจำนำ ประกัน เอาว่าหลายรัฐบาลตั้งใจช่วยเกษตรกร และการตั้งใจช่วยนี้ก็คือพยายามเข้าไปแทรกแซงตลาด และเราก็หนีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งไม่พ้นนะครับว่า ที่สุดแล้วราคาพืชผลมันถูกกำหนดโดยตลาดเป็นหลัก ถ้าตลาดมันดีของมันอยู่แล้วนี้ ไม่ต้องจำนำ ไม่ต้องประกัน ไม่ต้องแทรกแซง มันก็ดี ราคามันไม่ดีนี้เราไปแทรกแซงมันก็จะมีผลข้างเคียงที่ตามมานะครับ ตอนที่เราเริ่มจำนำข้าวสมัยก่อน ความคิดก็คือว่าอย่าให้ข้าวเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ดึงออกมา "

ผู้ดำเนินรายการ: " ช่วงต้นฤดูกาลผลิต " 

อภิสิทธิ์: " ครับ จะได้ไม่ขายพร้อมกัน พอขายพร้อมกันตามหลักเศรษฐศาสตร์ใช่ไหมครับ ของมากราคาก็ตก ก็ดึงออกไป แต่การดึงออกไปนี้เขาก็รับจำนำในราคาซึ่งต่ำกว่าตลาด เกษตรกรก็เลือกเอา พูดง่าย ๆ เอามาพักไว้ก่อนนะครับ ถ้าเห็นว่าราคาดี คืนไปแล้วก็ไปขายก็ได้ ถ้าราคามันไม่ดีในที่สุดจะทิ้งไว้ก็ว่าไปนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำกันมา แต่ระยะหลังนี้ก็ต้องยอมรับละครับว่าคงเป็นการเมือง ก็มีแรงกดดันว่าราคาจำนำทำให้สูงขึ้น ๆ ๆ ปรากฏว่าถึงจุดหนึ่งตอนหลังมาทำสูงกว่าตลาด พอสูงกว่าตลาดปั๊บมันไม่ใช่เรื่องดึงข้าวออกจากตลาดแล้วครับ มันเป็นเรื่องว่าเหมือนกับเราตั้งโต๊ะรับซื้อราคา " 

ผู้ดำเนินรายการ: " ราคาแพง"

อภิสิทธิ์: " ที่เหลือก็ไปขายตามยถากรรมเอา ถูกไหมครับ แต่ว่ารัฐบาลไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อของทุกคน ก็พอประกาศปั๊บก็มีโควต้า จะกี่ตันกี่ล้านตันก็แล้วแต่ในทั้งประเทศ และบางทีก็ไปซอยย่อยว่าจังหวัดนี้ได้เท่าไร จังหวัดนี้ได้เท่าไร ก็ถามว่าช่วยพี่น้องเกษตรกรได้ไหม ได้ แต่ได้อยู่ประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรทั้งหมด ถ้าโชคดีภาวะตลาดเอื้ออำนวยหน่อย คนอื่นก็อาจจะได้ราคาที่ยังพอไปได้ ที่เรามาทำเป็นเรื่องประกันนี้หลายเหตุผล

  • เหตุผลแรกก็คือว่าเราอยากช่วยทุกคนก่อน อยากจะเปลี่ยนหลักว่าไม่ใช่ว่ารัฐบาลประกาศแล้วก็ต้องไปลุ้นกันเอาเอง"

ผู้ดำเนินรายการ: "ฝนตกทั่วฟ้า  ทุกคันนาต้องประกันรายได้ "

อภิสิทธิ์: " ถูกต้องครับ นั่นหลักการแรก

  • หลักการที่ ๒ ก็คือว่า เราไม่ต้องการให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ไปเลย เก็บทุกอย่างเข้ามาอยู่ แล้วก็มีปัญหาในการที่จะไปขาย แถมเวลาขายนี้ขาดทุนแน่ ๆ เพราะไปรับซื้อไว้ราคาถูกกว่าตลาด จะขายก็ลังเลครับ ขายขาดทุนก็ถูกตรวจสอบอีกว่าทำไม่เสียหาย ขายไม่ขาดทุนก็ขายไม่ออก อันนี้ก็เป็นปัญหา แล้วพอมันอยู่ในสต็อคนานยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะว่าพอฤดูกาลต่อไปมาถึง ข้าวก็ล้นตลาด ของเก่าก็ยังอยู่ ของใหม่ก็จะมา เพราะฉะนั้นเราทำแนวทางเดิมต่อไปไม่ได้ เราก็เลยมาบอกว่าถ้าอย่างนั้นตั้งหลักกันใหม่ แทนที่รัฐบาลจะเข้าไปซื้อขายอะไรกันเอง เรามาคำนวณดีกว่า เกษตรกรคนหนึ่งหรือครัวเรือนหนึ่ง ถ้าเขาปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกมัน ต้นทุนเขาเท่าไร บวกกำไร ผลตอบแทนให้เขาไปอีก ๓๐ - ๔๐ เปอร์เซ็นต์แล้วแต่คำนวณเข้าไปนะครับ แล้วก็บอกว่านั่นน่ะคือสิ่งที่เขาพึงจะได้ แล้วก็ช่วยเกษตรกรเรียกว่าทุกครัวเรือน เพียงแต่ว่าบางรายไม่ได้เต็มจำนวน คือถ้าเกิดเป็นรายใหญ่มากหน่อยเราก็บอกว่าเราคงจะจำกัดเอาไว้ ก็มีการประกาศยกตัวอย่างเช่น ๒๕ ตันสำหรับข้าวขาว ๑๖ ตันสำหรับข้าวเหนียว ข้าวหอมอะไรอย่างนี้นะครับ เราก็แยกกันไป แต่ว่าพอทำอย่างนี้ เราก็คิดว่า ๑. ทุกคนได้ประโยชน์ ๒. เป็นระบบที่ค่อนข้างจะโปร่งใส ๓. ก็เป็นเรื่องที่จะไม่ไปกวนเรื่องของกลไกตลาด"

ผู้ดำเนินรายการ: " การส่งออกอะไรก็ไม่มีปัญหา"

อภิสิทธิ์: " จะไม่มีปัญหา"

ผู้ดำเนินรายการ: " คนไทยก็ไม่ต้องทานข้าวที่แพงหน่อย"

อภิสิทธิ์: " แต่ว่าจะอย่างไรก็ตามนะครับเป็นเรื่องใหม่ แล้วก็เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากมายเลย เพราะฉะนั้นยอมรับครับว่า ครั้งแรกที่ทำต้องมีขลุกขลักมีอะไรบ้าง"

ผู้ดำเนินรายการ: " เดินหน้าอาจจะมีสะดุดไหมครับ "

อภิสิทธิ์: " มีสะดุดได้ครับแต่ไม่ล้ม สะดุดได้แต่ไม่ล้ม สะดุดแล้วก็เดินต่อนะครับ ปรับปรุงแก้ไขเดินต่อ แล้วเราก็จะดูแลว่าบางทีมาตรการนี้มาตรการเดียวอาจจะไม่พอ คือเล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่าพอเราประกาศใช่ไหมครับ คำนวณว่าเกษตรกรควรจะได้สักเท่าไร เราก็ทอนมาเป็นราคา ยกตัวอย่างเช่น ข้าวขาวเราก็บอกว่าควรจะได้สัก ๑๐,๐๐๐ นี่คือความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๑๐,๐๐๐ สมมติราคาในตลาดขายกันจริง ๘,๐๐๐ เราก็บอกว่าชดเชยให้ตันละ ๒,๐๐๐ นะครับ แล้วเราก็ไม่ได้ไปต้องเอาข้าวมาส่งมอบให้เห็นอะไรนะครับ ตอนจดทะเบียนนี้เราก็คำนวณไปเลยว่ารายนี้ควรจะมีข้าวในมือเท่าไร ก็มารับไปตามจำนวนที่ลงในสัญญากับ ธ.ก.ส. นะครับ ทีนี้บางทีถ้าเกิดตลาดมันไม่ดี แล้วรัฐบาลปล่อยให้มันดิ่งลงไป สมมติ ๗,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ รัฐบาลก็จะเดือดร้อนเอง เพราะต้องชดเชย ๔,๐๐๐ ใช่ไหมครับ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการเสริม เช่น อาจจะไปซื้อเองบ้าง อาจจะมีการรับจำนำแต่ไม่ใช่จำนำเกินราคาตลาดบ้าง เพื่อดึงข้าวออกจากตลาดอย่างนี้เป็นต้น ก็ผสมผสานกันไป"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่นี่ละครับมีประเด็นครับ มีเสียงจากชาวนาร้องเรียนมาครับว่า โอ้โฮรัฐบาลที่ผ่านมา อย่างข้าวเปลือกเจ้านาปีเขาได้เกวียนละ ๑๒,๐๐๐ ของท่านนายกฯ ๑๐,๐๐๐ เดียว จะอธิบายอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์: " คือต้องบอกอย่างนี้ก่อนนะครับ

  • ข้อแรกบางทีเอาราคาจำนำ แต่ต้องไปถามพี่น้องเกษตรกรเหมือนกันว่าตอนจำนำราคาจริงราคาที่ได้ได้เท่าไร เขาก็ถูกทอนมาเรื่องความชื้นเรื่องอะไรด้วยนะครับ
  • ข้อที่สองนี้ต้องไปสำรวจเลยครับ อย่างที่ว่า ๑๐๐ คนเข้าโครงการได้กี่คนใช่ไหมครับ ซึ่งธรรมชาตินะครับ คนไม่เคยได้ตอนนี้ได้ก็ไม่มีเสียงบ่น ก็เงียบอยู่ แต่คนเคยได้เยอะ ๆ พอครั้งนี้อาจจะได้น้อยหน่อยเสียงดังละ อันนี้ก็ธรรมดานะครับ เราก็พยายามอธิบาย แต่ว่าปัญหาในการบริหารโครงการตอนนี้ก็มีอยู่นะครับ อย่างสัปดาห์ที่แล้วผมก็ต้องตอบกระทู้ในสภาฯ แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ตอนนี้ปัญหาก็จะมีมากหน่อยในส่วนของภาคกลางตอนบน ภาคเหนือตอนล่างนะครับ ก็จะมีประเด็นเช่น ๑. น้ำท่วม ๒. ยังไม่ทันทำสัญญาแต่ว่าต้องขายแล้ว เกี่ยวแล้วหรือรูดแล้วขายแล้วนะครับ ๓. ก็จะมีโต้แย้ง บอกที่ไปคำนวณให้ว่าไร่หนึ่งได้ ๕ ถัง ๖ ถัง จริง ๆ แล้วต้องได้ ๗ ถัง ๘ ถังนะครับ แล้วก็มีเสียงบ่นว่าราคาอ้างอิงรัฐบาลประกาศสูงเกินไปหรือเปล่า ที่บอกซื้อขายกันได้เท่านี้ จริง ๆ แล้วไปขายจริงมันได้ต่ำกว่า ทั้งหมดนี้ก็มีการปรับมีการแก้อยู่ ซึ่งถ้าเดี๋ยวคุยกันก็คงจะได้อธิบายต่อไปในทางปฏิบัติ"

อภิสิทธิ์:  " ขอเรียนนิดหนึ่งครับ  เพราะว่ามันจะมีบางพื้นที่ ตอนนี้เขาเป็นห่วง อย่างที่บอกคือว่าเขาเก็บเกี่ยวหรือว่าเอาข้าวไปขายโดยขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำสัญญา กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับข้าวโพด และครม.ก็มีหลักว่าถ้าขึ้นทะเบียนตรวจสอบแล้ว  แม้ยังไม่ทำสัญญา  เราก็จะให้ย้อนหลังกลับไป  อันนี้จะได้สบายใจ  เพราะบางพื้นที่หนักกว่านั้นคือน้ำท่วมไปด้วย  เราก็บอกว่าไม่เป็นไร  ไม่ต้องกลัว  ถ้าหากว่าขึ้นทะเบียนแล้ว  ทำประชาคมแล้ว  มาทำสัญญาและก็ย้อนหลังมาได้รับการชดเชยได้"

ผู้ดำเนินรายการ:  " มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกนะครับว่า เงินที่ใช้ในการประกันรายได้ ส่วนหนึ่งมาจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง   อันนี้มันเป็นเงินกู้สิครับ  จะอธิบายอย่างไรครับว่าเงินกู้เอามาใช้ในโครงการอย่างนี้ถูกต้องแล้ว  ดีกับเศรษฐกิจไทย"

อภิสิทธิ์:  " ผมก็ต้องบอกนะครับว่าตอนจำนำก็ต้องกู้มาแสนกว่าล้าน  แสนกว่าล้านนะครับ  และก็ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ด้วยว่าในที่สุดขาดทุนเท่าไหร่  เพราะยังต้องมานั่งระบายสินค้าที่อยู่ในสต็อก  และมานั่งคำนวณว่าลอตนี้ต้นทุนเท่าไหร่  ส่วนใหญ่ก็อย่างที่บอกครับก็ต้องขายขาดทุน"

ผู้ดำเนินรายการ: " คุณชาญชัยมีอะไรจะพูดครับ"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย:  " จำเป็นต้องดูแลเกษตรกร  ถ้าเกษตรกรไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล  เขาไม่มีอำนาจต่อรอง  เกษตรกรประมาณ ๔ ล้านครัวเรือน  ถ้าไล่ไปถึงโรงสีไม่ถึง ๓,๐๐๐ ไปถึงผู้ส่งออกไม่เกิน ๑๐๐ เพราะฉะนั้น ตลาดจะเป็นของผู้ซื้อ  เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ใครแข็งแรงคนนั้นก็จะกิน"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " ใช่  ระบบการค้าเสรีนี่เหมาะสำหรับนายทุน  เกษตรกรถ้าไม่มีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ เมื่อไหร่ก็จน ปีหนึ่งเขาทำนามาเลี้ยงคนในประเทศไทยทั้งประเทศ แล้วยังส่งข้าวออกนอกประเทศอีกแสนกว่าล้าน ๒ แสนล้าน เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะคืนให้เขาสัก ๕๐,๐๐๐ ล้าน ไม่ใช่เรื่องใหญ่  และไม่ใช่เป็นเงินภาษีของใครด้วย  เป็นเงินที่เขามาได้  และขายอีก  เอาสินค้าขายออกเมืองนอกไป  ตรงนี้รัฐบาลต้องช่วย และก็ดีใจแทนเกษตรกรว่า ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม มาถึงวันนี้ คนที่ยังไม่ได้ทำสัญญา จะได้รับการชดเชยย้อนหลัง ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ก็ย้ำไปแล้วว่าจะได้รับการชดเชยย้อนหลัง  ทีนี้คนที่ลงทะเบียนแล้ว  มันเหมือนกับซื้อรถมาแล้ว  ได้ป้ายทะเบียนแล้ว  แต่ยังไม่ซื้อประกัน  รถไปชนไม่ได้รับการชดเชย  ต้องรีบ ช่วงแรกอนุโลม  แต่ช่วงนี้ต้องรีบทำนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ชัดเจนนะครับ  วันนี้รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เดินหน้าประกันรายได้เกษตรกรนะครับ  ถอยไม่ได้ครับ  แต่ว่ามีปัญหาก็ค่อย ๆ แก้กันไป   ต้องขอบคุณท่านนายกฯ  และแขกผู้มีเกียรติทั้ง ๒ ท่านครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ไขข้อข้องใจ “ประกันรายได้” ทำไมต้องตรวจสอบ?

... เกษตรกรบ่น “ประกันรายได้” ตรวจสอบละเอียด อภิสิทธิ์ เน้นการตรวจสอบคือ การทำประชาคม มีการรับรอง ประมวลข้อมูล ป้องกันตัวเลขซ้ำซ้อน เพื่อความมั่นคงทางเสถียรภาพ  และการทำงานอย่างโปร่งใส

ผู้ดำเนินรายการ: " คราวนี้ละครับอีกประเด็นหนึ่งครับที่มีคนร้องเรียน ชาวนาละครับ บอกว่ากำหนดบางอย่างขายได้ ๒๕ ตัน ๒๕ เกวียนบ้างนะครับ อยากให้ท่านรองผู้จัดการ ธ.ก.ส. อธิบายว่าตัวเลขนี้มาอย่างไร แล้วลูกค้า ธ.ก.ส. นี้จริง ๆ แล้วพอไม่พอครับ"

รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.: " ก็อยากที่กราบเรียนท่านผู้ฟังและผู้ชม อย่างที่ท่านนายกฯ ได้กราบเรียนไป เพราะว่าโครงการนี้ให้ได้ทุกคน เพราะฉะนั้นคนที่มีโอกาสที่จะผลิตมาก ก็เทียบเปอร์เซ็นต์แล้วอย่างที่ท่านนายกฯ ได้กราบเรียนไปว่าโครงการนี้ได้ทุกคนสำหรับผู้ปลูกข้าว ผู้ปลูกข้าวโพด และผู้ปลูกมัน เพราะฉะนั้นจำนวนคนที่จะได้ทั้งหมดมันมีมากแน่นอนครับ ที่ผ่านมานั้นโครงการรับจำนำที่ผ่านมาของรัฐบาลได้เพียงประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นภาระและเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลให้ทั่วถึงนั้น แน่นอนครับว่าจำนวนปริมาณซึ่งก็คาดการณ์ดูแล้ว คนส่วนใหญ่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้เพิ่มขึ้นถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์"

ผู้ดำเนินรายการ: " กลับกันนะครับที่ผ่านมานี้ ๓๐ ได้ ๗๐ ไม่ได้ แต่วันนี้ ๗๐ ได้ ๓๐ อาจจะได้แต่ได้ไม่ครบ"

รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.: " ครับผม ใช่ เพราะฉะนั้นก็ทั่วถึง ลักษณะที่ในการกำหนดนี้ก็มีคณะกรรมการที่พิจารณา และแน่นอนครับส่วนนี้ไม่ได้เสียประโยชน์จากโครงการก่อน ๆ ที่ผ่านมาเป็นหลักเลยครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เอาละครับ ก็ฟังชัดเจนนะครับ คราวนี้มาคนที่ใกล้ชาวนาที่สุดครับ ลิ้นกับฟันก็ได้ครับ โรงสี มีข่าวนะครับทำนองว่ามันต้องไปขึ้นทะเบียนใช่ไหมครับ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียน และปรากฏว่ามีข้อมูลจำพวกว่าตัวเลขชักจะโป่งขึ้นมานี้จริงไม่จริงอย่างไรครับ"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " พื้นที่ ๔๘ ล้านไร่ใน ๕๗ ล้านไร่ ยอดออกมา ๒๕ ล้านตัน ถ้าออกมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์คาดว่าต้องถึง ๓๔ ล้านตัน"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่รัฐบาลบอกจะเอาแค่ ๒๓ ล้านตันเศษ ๆ"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " ไม่ใช่รัฐบาลเอา ๒๓ คือข้อเท็จจริงมันมี ๒๓ ล้านตัน แต่ว่าการสำรวจมามี ๓๐ กว่าล้านตัน มันโป่งไปประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์"

ผู้ดำเนินรายการ: " เป็นผลงานรัฐบาลหรือเปล่า ทำไมให้ผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " ไม่น่าจะใช่"

ผู้ดำเนินรายการ: " มันเป็นเพราะอะไร"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " การสำรวจข้อมูลของเรายังไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร ยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร ข้อมูลของทางเศรษฐกิจกับทางเกษตร ทางกรมการข้าวมันไม่ค่อยตรงกัน ปัจจัยการเหลื่อมของปริมาณนี้มันไม่สามารถจะเอาโฉนดทุกใบมาจดทะเบียนได้ เนื่องจากติดข้อกฎหมายหลาย ๆ อย่าง กฎหมายพวกนี้ เจ้าของที่ดินไม่ยอมโฉนดมาจด ก็เลยได้ตัวเลขที่ไม่แม่นยำ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถ้ามา ๓๐ ล้านตันครับท่านนายกฯ ครับ จะทำอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์: " เท่าที่ประเมินนี้ความจริงตัวเลขนี้คือเราพยายามให้เป็นตามความเป็นจริง ทีนี้แน่นอนครับเวลาในการทำงานนี้ถูกจำกัดโดยตัวฤดูกาลเพาะปลูก ไปสำรวจแล้วเราก็พยายามที่จะตรวจสอบ ตรวจสอบก็คือให้ทำประชาคม มีการรับรองกัน หน่วยงานไหนมีข้อมูลอยู่แล้ว เช่น ธ.ก.ส. เกษตร ก็ให้ช่วยลองสอบทานดู เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็เป็นตัวที่เราทำให้ดีที่สุด ในการที่จะป้องกันไม่ให้ตัวเลขนับซ้ำหรือโป่งขึ้นมา แต่ว่าขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่กำลังที่จะประมวลข้อมูล เพราะหลายพื้นที่ข้อมูลเสร็จแล้วก็ยังไม่ได้ทำสัญญา ก็จะมีการไปตรวจสอบ ผมคิดว่าเราก็คงจะต้องสอบทานกัน ความจริงเสียงบ่นจากพี่น้องเกษตรกรมาอีกทางหนึ่ง ว่าตรวจสอบเยอะจัง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ละเอียดไป"

อภิสิทธิ์: " ละเอียด แล้วก็หลายรอบนะครับ จนกระทั่ง ธ.ก.ส. ก็ถูกต่อว่า บอกก็ตรวจสอบตอนขึ้นทะเบียนมาแล้วพอจะทำสัญญา จะมาตรวจสอบอีกแล้ว เราพยายามหาความพอดี แต่ว่าในที่สุดแล้ว พอฤดูกาลต่อ ๆ ไป ผมคิดว่าจะง่ายขึ้นเพราะเรามีฐานข้อมูลแล้ว และครั้งนี้ก็ต้องจะเรียกว่าขู่นิด ๆ ก็ได้นะครับว่าถ้าแจ้งข้อมูลเท็จก็เป็นเรื่องได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ"

ผู้ดำเนินรายการ: " นี่ละครับก็มีเสียงนะครับ บอกว่าเดิมทีรัฐบาลบอกว่าจะประกันรายได้แค่บางจุด ๘ จังหวัดเท่านั้นเอง แต่ท่านนายกฯ บอกเอาหมดเลย อย่างนี้เป็นมาอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์: " คือมันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเร่งทำนะครับ

  • เรื่องหนึ่งก็อย่างที่บอกแล้วครับว่าตลาดข้าวเราเริ่มเสียหายมากขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศปรากฏว่าราคาข้าวเราห่างจากเวียดนามไปเป็นร้อยเหรียญแล้วนะครับตอนหลังนี้ เนื่องจากว่าต้นทุนของเราภายในประเทศนี้จากการรับจำนำมันสูงขึ้น ๆ
  • เรื่องสองนี้ผมก็ห่วงเรื่องพันธุ์ข้าว นี้ก็เป็นข้อร้องเรียนอีกข้อหนึ่งนะครับว่าข้าวไม่ถึง ๙๐ วัน ซึ่งเราไม่อยากจะส่งเสริมแล้ว ปรากฏว่ามีพี่น้องเกษตรกรบางพื้นที่ก็ยังปลูกอยู่ เดี๋ยวจะต้องไปช่วยดูว่าจะแก้ไขปัญหาให้เขาได้อย่างไร
  • แต่ว่าสำคัญที่สุดคืออันนี้ครับ ต้นปี ๕๓ นี้ตามข้อตกลงอาเซียน เขตการค้าเสรีอาเซียนเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ข้าวของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาได้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ๐ เปอร์เซ็นต์"

อภิสิทธิ์: " ถ้าเรายังใช้ระบบที่เรียกว่าจำนำแล้วคนเอามา เราไม่รู้ครับ ข้าวไม่มีพาสปอร์ต ตรวจไม่ได้ว่าเป็นสัญชาติอะไร"

ผู้ดำเนินรายการ: " ดูเครื่องแต่งกายได้ไหมครับ"

อภิสิทธิ์: " ไม่ได้นุ่งอะไรมาเป็นพิเศษครับที่จะบอกได้ แล้วเรามีบทเรียน บทเรียนที่ชัดเจนก็

  • คือกรณีข้าวโพดครับ ข้าวโพดในช่วงที่จำนำมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนี้ครับ ทุกปี ๆ ปกติเราจะต้องนำเข้าข้าวโพดมาใช้นี้ไม่พอ ปรากฏว่าพอเจอโครงการจำนำทีเดียว ไม่ต้องนำเข้าเลยแถมยังมีเหลือ เหลือใช้อีก ก็แสดงว่าเราไปรับจำนำข้าวโพดที่ขนกันมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่าเราอันตรายมากนะครับ ถ้าเราปล่อยอย่างนั้นต่อไป เราก็จะไม่มีวิธีในการที่จะจัดการปัญหานี้ เราก็ต้องใช้โครงการที่ดูอย่างแน่ชัดว่าเป็นข้าวไทย มันไทย ข้าวโพดไทย โดยมีการขึ้นทะเบียนเชื่อมโยงกับตัวที่ดินทำกิน แล้วก็ตัวประชาคม"

ผู้ดำเนินรายการ: " ทุกอย่างทำมีเหตุมีผลอธิบายได้"

อภิสิทธิ์: " ใช่"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไม่ใช่เป็นเพราะว่าท่านนายกฯ หนุ่มที่สุดแล้วแบบทำอะไรรวดเร็ว หรือว่าเท่"

อภิสิทธิ์: " คงไม่ละครับ ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรครับ ก็ช้าก็ว่าเร็วก็ว่า แต่ว่าเราดูตามเหตุตามผลนะครับ ตามเหตุตามผลแล้วก็ตัดสินใจกันว่าไม่น่าที่จะสามารถทำโครงการจำนำได้อีก โดยเฉพาะมีเรื่องเขตการค้าเสรีเข้ามา"

ผู้ดำเนินรายการ: " คนใกล้ชิดทำการค้านะครับ คุณชาญชัยครับ เชื่อมั่นไหมครับ การประกันรายได้นี้จะสำเร็จ และมีอะไรครับที่น่าจะปรับปรุงหรือเพิ่มเข้าไปครับ"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " ผมเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่าสำเร็จแน่นอน"

ผู้ดำเนินรายการ: " เชื่อมั่นนายกฯ หรือเชื่อมั่นโครงการ"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " เชื่อมั่นโครงการและเชื่อมั่นนายกฯ ด้วยครับ วันนี้เกษตรกรเราต้องดีใจแทนเกษตรกรเพราะว่า เขาจะได้รับผลประโยชน์ทุกคน ตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ทีนี้เราจะต้องทำนโยบายเสริมขึ้นมาอีกก็คือต้องรักษาเสถียรภาพราคาขึ้นมาด้วย ควบคู่กันไปแล้วต้องทำทันทีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ทำอย่างไรครับ"

นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย: " ก็จะวิธีซื้อแทรกแซงก็ได้เป็นบางขณะ อย่างช่วงนี้ราคาอ้างอิงออกมารู้สึกว่าข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ต้องชดเชย ๑,๕๓๔ บาท ข้าวเหนียวต้อง ๒,๐๐๐ - ๒,๑๐๐ ถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไป อย่างท่านนายกฯ บอก ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ต้องไป เราต้องรักษาเสถียรภาพราคาด้วย เราประกันรายได้เกษตรกรแล้ว เราต้องประกันรายได้ประเทศชาติด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ประกันรายได้ของรัฐบาล คือถ้ามันตกมาก ๆ รัฐบาลก็ไปแน่ ท่านนายกฯ พยักหน้านี้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยครับ"

อภิสิทธิ์: " เห็นด้วยครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยนะครับ และก็มันมีหลายเรื่องแม้กระทั่งกับทางโรงสีเองนะครับ ซึ่งก็จะต้องเข้าไปช่วยดูแลเรื่องของสภาพคล่องนะครับ ในการที่จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาเสถียรภาพได้ด้วย ทีนี้ผมก็บอกเลยนะครับว่าวันพรุ่งนี้ วันจันทร์นี้ เราจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ นโยบายข้าวแห่งชาติก็จะพิจารณาเรื่องสำคัญก็คือ ๑. มาตรการเรื่องเสถียรภาพ อย่างที่เมื่อสักครู่นี้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ก็คือการทำให้ราคาตลาดไม่ห่างจากอ้างอิงมากนัก"

อภิสิทธิ์: " คือจะพยุงประคับประคองไม่ให้ราคาอ้างอิงกับราคาตลาดมันต้องราคาเดียวกัน อย่าให้อ้างอิงรูดลงไปอีกนะครับ แต่ว่าเราประกาศทุก ๑๕ วัน เพราะฉะนั้น อันนี้อาจจะเป็นการไปช่วยเรื่องของสภาพคล่อง อาจจะเป็นเรื่องของการรับซื้อจำนำ หรืออะไรในบางพื้นที่ก็จะทำกันไป

  • ประการที่สอง ต้องแก้ปัญหาความสับสนนิดหน่อย เพราะว่าราคาอ้างอิงก็คือราคาสำหรับข้าวความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บางทีพี่น้องเกษตรกรมีคนไปบอก ไหนรัฐบาลบอกขายได้ ๘,๐๐๐ กว่า พอจริง ๆ ทำไมเหลือ ๗,๐๐๐ นะครับ ก็ต้องไปดูเรื่องความชื้น ผมก็บอกว่าต่อไปนี้ ผมเป็นคนเซ็นประกาศราคาอ้างอิง เพิ่งเซ็นไปเมื่อวันศุกร์ ก็เลยบอกกระทรวงพาณิชย์ว่า ถึงเวลาไปถึงพี่น้องประชาชนจริง ๆ นี้อย่าไปบอกแค่ราคา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ทอนให้เขาเห็นเลย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ๑๖ เปอร์เซ็นต์เท่าไร"

อภิสิทธิ์: " เพียงแต่ว่าราคาชดเชยมันเหมือนเดิม จะเป็น ๑,๕๐๐ ก็คือ ๑,๕๐๐ ไม่ว่าจะความชื้นเท่าไร แต่ว่าพี่น้องจะได้อิงได้ แล้วก็ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ พูดกันง่าย ๆ นะครับ ดูกันเห็น ๆ

  • ประการถัดมานี้ พี่น้องที่ร้องว่าเขาทำได้มากกว่าที่เกษตรคำนวณให้เขา ผมก็ขอให้ทบทวน"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่ไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้"

อภิสิทธิ์: " ครับคือไม่เกินเพดานแต่จะช่วยรายย่อย เพราะรายย่อยเขาอาจจะไม่ถึงเพดานอยู่แล้ว เขาบอกว่าที่เขามี ๓ ไร่ ๔ ไร่ ๑๐ ไร่อะไรก็แล้วแต่นี้ ไปบอกเขาว่าเขาได้เท่านี้ จริง ๆ เขาทำได้มากกว่านั้น อันนี้ได้รับร้องเรียนมากจากพิษณุโลก สุโขทัย แถวนั้น ผมก็บอกว่าขอให้ทบทวนให้ด้วยนะครับ อันนี้ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะต้องทำในวันจันทร์"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ก็มีการมองกันว่าข้าวเราถึงแม้จะปลูกในบ้านเรา  ชาวนาเก็บไว้ทำพันธุ์ส่วนหนึ่ง  เราทานกันส่วนหนึ่ง  แต่ราคามันอิงกับราคาส่งออก  คราวนี้ถ้าเราเกิดปัญหา มีการกดราคามาจากต่างประเทศ  เราจะดันหรือเราจะสู้ยังไงครับ"

อภิสิทธิ์: " ในเรื่องของต่างประเทศสินค้าอย่างนี้  บางครั้งบางช่วงก็เป็นตลาดของผู้ซื้อ  บางครั้งก็เป็นตลาดของผู้ขาย  แต่ว่าที่เรียกว่าจะมารวมหัวในระดับโลก  ในที่จะกดอะไร  ไม่ค่อยปรากฏหรอกครับ  จริง ๆ ราคาขึ้นลงของมันก็จะมีคำอธิบาย  อย่างก่อนหน้านี้จะค่อนข้างผูกพันกับเรื่องราคาน้ำมัน  เรื่องอะไรกัน  น้ำมันขึ้นก็ขึ้น น้ำมันลงก็ลง อย่างนี้เป็นต้น  แต่เราก็จะดูแล  และในแง่ของความร่วมมือกับประเทศที่ส่งออกข้าวด้วยกัน  ก็มีการพูดคุยและพยายามระมัดระวัง  ไม่ให้มีการแข่งขันตัดราคากัน"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ทีนี้มาถาม ธ.ก.ส.เงินมีไหม และพอไหมที่จะจ่าย"

รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.:  " ถามว่าเงินมีไหม มีแน่นอน เพราะเราเป็นสถาบันการเงิน  และธ.ก.ส.ได้รับความไว้วางใจจากผู้ฝาก  เพราะฉะนั้น ธ.ก.ส.พร้อม และพร้อมที่จะจ่ายทันทีขณะนี้  ซึ่งครม.ก็ให้ความอนุเคราะห์ว่าให้ ธ.ก.ส. จ่ายไปก่อนได้เลย  เราก็พร้อมที่จะดำเนินการ  เมื่อกี้เสริมกับท่านนายกสมาคมโรงสีฯ นิดหนึ่งว่า ในส่วน ธ.ก.ส. ก็มีมาตรการเสริมอย่างที่ท่านอภิสิทธิ์พูดถึงก็คือ โดยบริบทของ ธ.ก.ส. ก็สามารถจะทำได้ เมื่อราคาเกินอ้างอิงจะต่ำลง  ธ.ก.ส. ก็จะไปแทรกแซงโดยบทบาท ธ.ก.ส. เป็นรายคนเราก็ตั้งไว้พอสมควร  อย่างโรงสีเราก็จะไปเสริมสภาพคล่องให้  หรือเป็นสหกรณ์การเกษตร  เราก็จะไปเสริมให้  ซึ่งเราตั้งงบตรงนี้ไว้ประมาณเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านมาเสริมตรงนี้อีก  เพราะฉะนั้น ก็ฝากกับพี่น้องเลยว่าอย่าได้วิตกว่า มาตรการประกันรายได้ครั้งนี้ท่านได้กำไรแน่นอน และ ธ.ก.ส.ก็พร้อมที่จะไปดูแล โดยบทบาท ธ.ก.ส.นะครับตรงนี้  เข้าไปเสริมสภาพตรงนี้เพื่อจะแทรกแซงรักษาเสถียรภาพราคา อย่างที่ท่านนายกฯ ว่า  ตรงนี้ ธ.ก.ส. พร้อมครับ ทั้งคนและเงินครับ  ซึ่งข้าว กับ มัน  จะต้องทำให้เสร็จใน ๓๐ พฤศจิกายน  เพราะฉะนั้น เราพร้อมอยู่แล้วขณะนี้ในพื้นที่"

ผู้ดำเนินรายการ: " ในเรื่องการลงทะเบียนล่ะครับจะอธิบายว่านี่ไปลง ๆ  ที่ไหนอย่างไร  แล้ว ธ.ก.ส. เวลาขึ้นทะเบียนมีอะไร"

รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.:  " ก็ยอมรับครับว่าอย่างที่ท่านนายกฯ พูด  แต่เราไม่ล้มล่ะครับ  อาจจะสะดุดบ้าง  แต่ไม่ล้ม  เราก็จะเดินไปพร้อมกับกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์  เราจะทำทุกขั้นตอนให้เร็วที่สุด  ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ทาง ธ.ก.ส. ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ หรือกรมส่งเสริมการเกษตร ลงไปทำพร้อมกันเพื่อไม่ให้เกษตรกรเสียเวลา  เพราะฉะนั้น  หนึ่งจุดสามารถดูแลได้ทั้งหมด และที่ครม.เองได้มีมติให้ความสะดวก ธ.ก.ส.หรือคณะกรรมการทำไมมองดูว่าต้องตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น  ก็อย่างที่ท่านนายกฯ ว่าก็ต้องดูกันหน่อย แต่เพื่อความมั่นคงทางเสถียรภาพ  และการทำงานอย่างโปร่งใส"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ค่าตอบแทน อสม. ๖๐๐ VS ๑,๐๐๐?

อภิสิทธิ์: ...ในส่วนของพี่น้อง อสม.ครับ บอกกันแล้วว่าถึงเวลาที่จะต้องมีค่าตอบแทน บัดนี้ก็ได้มีการจัดค่าตอบแทนมาให้ ๖๐๐ บาททุกเดือนครับ ไม่พอใจใช่ไหมครับ ที่กลัวไม่พอใจเพราะมีป้ายตรงนี้บอกขอเพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ บาท เห็นแล้วนะครับเอาลงได้แล้วนะครับ คือจริง ๆ แล้วอยากให้ทั้งนั้น แต่ว่าต้องดูครับ เรามีคนที่ต้องช่วยเหลือหลายกลุ่มนะครับ เราต้องดูแลว่านโยบายเรียนฟรี แข็งแรง ผู้สูงอายู คนพิการ และ อสม. นี่ครับมีความทั่วถึงก่อน เวลานี้ผมก็มีข้อผูกพันเรื่องของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ก็ขึ้นค่าตอบแทนไปได้เพียงครึ่งเดียวนะครับ จากที่คนอื่นเขาเคยสัญญาไว้แต่ไม่ได้จัดเงินให้ เพราะฉะนั้นเราก็จะประเมินไปครับ คงไม่ ๖๐๐ บาทตลอดไปหรอกครับ แต่ว่าต้องรอดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม ปีหน้าตั้งแต่เมษายนไป เราจะดูแลด้วยว่ากรณีของพิการก็เหมือนกัน ว่าจะต้องมีเงินสงเคราะห์ให้ครบถ้วนทุกรายที่มาขึ้นทะเบียน นี่คือสิ่งที่เราได้เร่งทำและทำให้เกิดขึ้นภายใน ๒ -๓ เดือนแรกของการมาเป็นรัฐบาล

ผมบอกตั้งแต่วันแรกว่าอยู่นานไม่นานไม่ใช่เรื่องหลักหรอกครับ สำคัญว่าระหว่างที่อยู่ทำอะไร แล้วก็บอกตั้งแต่ต้นว่าสิ่งที่ผมต้องการจะเห็น เกิดขึ้นโดยการทำงานของรัฐบาล และได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การทำให้บ้านเมืองของเรากลับมาสงบเรียบร้อย และทำให้บ้านเมืองของเราเดินไปข้างหน้า ประเทศไทยของเรามีภาพลักษณ์ มีชื่อเสียงที่ดี มีศักดิ์ศรี ขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันแล้วว่าเศรษฐกิจของเราอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวแล้ว ๓ เดือนสุดท้ายนี้จะกลับมาขยายตัวเป็นบวก แต่แน่นอนครับ ผมจะทำงานเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสวัสดิการอย่างเดียวไม่ได้ ปัญหาที่อยู่ในใจพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ก็คือปัญหาความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่ ก็บอกกับพี่น้องครับว่า เดี๋ยวผมเดินทางกลับไปกรุงเทพฯ วันนี้ก็มีชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็มีหน้าที่ดูแลว่าการใช้สิทธิ์ในการชุมนุมนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเรารักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาทิตย์หน้า เราจะมีผู้นำมาจาก ๑๕ ประเทศ รวมทั้งประเทศสำคัญ ๆ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศทั้งหมดในอาเซียน ๙ เดือนที่ผ่านมาผมเดินทางไปต่างประเทศก็บ่อยครับ ทุ่มเททำงานเพื่อที่จะกอบกู้ภาพลักษณ์ ฟื้นความเชื่อมั่นที่ชาวโลกมีต่อประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้

ผมจึงอยากจะฝากกับพี่น้องครับว่า ถ้าอยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าต่อไป ช่วยกันดูแลครับ ช่วยกันดูแลให้บ้านเมืองสงบ เราไม่ห้ามคนคิดต่าง เราไม่ห้ามคนไปชุมนุม เราไม่ห้ามคนไปเคลื่อนไหว แต่เราเพียงแต่ขอว่า ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย และอย่าใช้ความรุนแรง และเคารพซึ่งกันและกัน ถ้าพวกเราช่วยกันทำให้ทุกคนในบ้านเมืองคิดอย่างนี้ได้ครับ ปีหน้าเศรษฐกิจก็ฟื้น บ้านเมืองก็สงบ และผมมั่นใจว่าประเทศไทยก็จะมีความเข้มแข็ง และสุดท้ายประโยชน์สุขทั้งหลายก็ตกอยู่กับพี่น้องประชาชน ผมขอขอบคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง เป็นกำลังใจให้พวกเราชาว อสม. ที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยกันดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนต่อไป ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการต้อนรับในวันนี้ และโอกาสหน้าครับก็จะหาโอกาสที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนพี่น้องอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ทบทวนผลงานรัฐบาลกับชาวนครสวรรค์

๑๐ เดือนผ่านไปรัฐบาลอภิสิทธิ์อาจจะได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นรูปธรรม ให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งดูแลเรื่องปากท้อง กระตุ้นเศรษฐกิจ และลงทุนระยะยาวในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยงบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้อนุมัติแหล่งเงินแล้ว ทั้งนี้จะเป็นส่วนของนครสวรรค์กว่า ๒,๖๐๐ ล้านบาท

อภิสิทธิ์: "อยากจะกราบเรียนกับพี่น้องครับว่า ที่เดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อมาติดตามงานตามโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ว่าก่อนอื่นผมอยากจะบอกกับพี่น้องครับว่า ๑๐ เดือนที่ผ่านมา ผมและรัฐบาลได้ทำงานอย่างหนัก ด้วยความทุ่มเท เพื่อที่จะให้บ้านเมืองของเรานั้นสามารถที่จะหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ และทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนให้ได้ ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น เมื่อการส่งออกเมื่อการท่องเที่ยวหดหายไปเพราะว่าต่างประเทศเขามีปัญหา สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำเป็นสิ่งแรกก็คือคิดว่าทำอย่างไรจะให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุดจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลคิดและทำเบื้องต้นเลยก็คือว่าถ้าเราจะแก้ปัญหากระตุ้นเศรษฐกิจ ทำอย่างไรเราลดภาระของพี่น้องประชาชน และสามารถที่จะมีเงินไปช่วยพี่น้องประชาชนที่มีความเดือดร้อนที่มีความต้องการมากที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามา เราไม่ลังเลในการตัดสินใจครับ ต่ออายุมาตรการ เรื่องของค่าน้ำค่าไฟ เรื่องของรถเมล์รถไฟ ที่มีการให้ขึ้นฟรี ที่มีการลดราคา และเราก็ได้เดินหน้าในการจัดงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีเป็นการเฉพาะ เพื่อเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เติมเงินเข้าไปในโครงการของการจำนำพืชผล เมื่อตอนต้นปีครับ พี่น้องประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบในภาคอุตสาหกรรม ตกงาน เราก็จัดงบประมาณมาในโครงการที่เรียกว่าต้นกล้าอาชีพ และวันนี้น่าดีใจว่าต้นกล้าอาชีพนั้นคนเข้าไปร่วมโครงการเป็นแสนคนนะครับ แล้วก็สามารถที่จะกลับเข้าไปมีงานทำได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำก็คือกระจายเงินงบประมาณเพื่อไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามยากลำบากอย่างทั่วถึงจริง ๆ

เช่นเดียวกันวันที่ผมมาพูดจาปราศรัยกับพี่น้องที่นครสวรรค์ คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งต้องการความช่วยเหลือมาโดยตลอดก็คือผู้สูงอายุ วันนี้หลังจากที่เราเข้ามาทำงาน จัดงบประมาณกลางปี ผู้สูงอายุใครอายุเกิน ๖๐ ซึ่งไม่ได้มีบำนาญจากทางราชการ ขณะนี้ได้เบี้ยยังชีพครบทุกคนครับ ผมก็ยังได้ประชุมและมีมติสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องอำนวยความสะดวกให้สิทธิ์กับผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น ไปโรงพยาบาลขณะนี้ ถ้าเป็นโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเขาจะจัดช่องพิเศษไว้ให้ แต่โรงพยาบาลสังกัดอื่น ๆ ยังไม่ได้ทำ ต่อไปนี้ก็จะให้ทำ นี้คือแนวทางที่เราทำแล้วปรากฏว่าพอเราทำตัวนี้ เห็นได้ชัดครับว่าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา เศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้นมา ตั้งแต่เดือนเมษายน พอมาถึงวันนี้ผมมั่นใจครับว่า ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม นี้ เศรษฐกิจของเราจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง แต่เรารู้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังจำเป็นจะต้องมีการประคับประคองกระตุ้นจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง นั่นคือที่มาของมาตรการกระตุ้นรอบสองที่เราเรียกว่าปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

วันนี้เราก็มาดูในเรื่องของการลงทุน เพื่อประโยชน์ของพี่น้องในระยะกลาง ระยะยาว ต่อไป ทุกพื้นที่ครับมีโครงการที่รอคอยปีแล้วปีเล่า ทุกชุมชน ทุกตำบลลุ้นว่าเรื่องแหล่งน้ำจะเป็นอย่างไร เรื่องถนนหนทางจะเป็นอย่างไร โรงเรียนจะมีการปรับปรุงไหม สถานีอนามัยจะมีการปรับปรุงหรือไม่ เวลานี้จำเป็นที่จะต้องมาลงทุนกันครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นทั่วประเทศขณะนี้ เราอนุมัติโครงการที่จะสามารถดำเนินการได้เพราะว่าสภาฯ อนุมัติเรื่องของแหล่งเงินแล้ว เราก็จะเดินหน้าลงทุนได้ประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะนครสวรรค์นะครับ ตรวจสอบแล้วจะได้เงินอยู่ ๒,๖๐๐ กว่าล้านในยอดแรก และใน ๒,๖๐๐ กว่าล้านนั้นประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาททำเรื่องที่พี่น้องที่นี่ต้องการมากที่สุดก็คือเรื่องน้ำครับ ดูในเรื่องของการจัดระบบลงทุนในการกระจายน้ำ เพราะมีปัญหาทั้งที่ต้องการน้ำไปทำการเกษตร และทั้งที่จะต้องป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอีกหลายพื้นที่ นอกจากเรื่องแหล่งน้ำซึ่งเดี๋ยวผมก็จะดูในโครงการของสถานีสูบน้ำแล้วก็จะมีเรื่องของถนนหนทาง มีเรื่องของการปรับปรุงโรงเรียน มีเรื่องของการยกระดับสถานีอนามัย และปรับปรุงโรงพยาบาลที่ขาดแคลนในเรื่องของเตียง เสร็จจากนี่ผมก็จะเดินทางไปที่โรงพยาบาลเพื่อติดตามโครงการของไทยเข้มแข็งอีก วันนี้ก็เลยถือโอกาสมาพูดคุยกับพี่น้อง และกราบขอบพระคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้เดินทางมาร่วมในกิจกรรมนี้ ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่งครับ..."

อำเภอชุมแสง
อภิสิทธิ์:
"ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ที่ได้มาทำพิธีเปิดป้ายการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุโรงพยาบาลชุมแสงในวันนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่มีความมุ่งหมายในการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้บริการด้านสุขภาพ และสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ผมอยากจะถือโอกาสเรียนกับทุก ๆ ท่านถึงเรื่องสุขภาพของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนี่คือปัจจัยที่จะกำหนดในเรื่องของคุณภาพของคน และจะเป็นสิ่งที่สนับสนุนความเข้มแข็ง ความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศในที่สุด"


<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว : ผลักดันงานวิจัย ข่าวลือความมั่นคงตลาดหุ้น สหภาพรถไฟฯ เร่งคลี่คลายปัญหาสังคม

ผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยวิจัย ๑๐ แห่ง

อภิสิทธิ์:
"งานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีอีกหลายเรื่องนะครับ เช่น ผมได้มีโอกาสไปเปิดงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย  ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญทางด้านการศึกษา  ก็ขอเน้นย้ำนะครับเพราะว่าเวลามีจำกัด  คงต้องใช้โอกาสอื่นในการมาพูดคุยในเรื่องนี้  แต่อยากจะย้ำครับว่าโดยที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเรื่องของงานวิจัยที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่า ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ และการนำเอาภูมิปัญญาต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาสังคมของเรานั้นมีความยั่งยืนและเป็นสังคมฐานความรู้อย่างแท้จริง  การผลักดันในเรื่องของงานวิจัยนั้นจะต้องเพิ่มสัดส่วนของการลงทุนทางด้านวิจัยต่อรายได้ประชาชาติให้เพิ่มขึ้นให้ได้  และในปฏิบัติการไทยเข้มแข็งก็จะมีการใช้เงินตรงนี้ถึง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะผลักดัน ๙,๐๐๐ ล้านไปผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยวิจัยอย่างแท้จริง ๑๐ แห่ง  และอีก ๓,๐๐๐ ล้านจะเป็นการเพิ่มพูนศักยภาพของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย  พร้อมกันนั้นครับก็จะมีความพยายามในการที่จะปรับปรุงกลไกระบบของการกำกับดูแลจัดสรรงานวิจัย เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>



การปล่อยข่าวลือในตลาดหุ้นกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อภิสิทธิ์:
"ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ ๒ ที่ ๓ ของรายการนั้น  ผมอยากจะเรียนครับว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือในตลาดหุ้น  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปัญหาของการเดินรถไฟ  และแน่นอนที่สุดครับเมื่อคืนที่ผ่านมา ก็มีการชุมนุมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง  ผมอยากจะเรียนครับว่าทุกเรื่องเราจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด  ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์นั้น ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ดี ทางตำรวจก็ดี  ก็จะต้องทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้นครับ  และกำลังจะไปดำเนินการว่าถ้าหากว่ามีการปล่อยข่าว  โดยเฉพาะถ้าปล่อยข่าวโดยหวังผลให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดหลักทรัพย์  อันนี้ผิดกฎหมาย  เพราะฉะนั้น  ขณะนี้ก็มีการดำเนินการอยู่ว่า ต้นตอของข่าวที่ว่านั้นมาจากไหนอย่างไร เพราะเรื่องนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


เร่งทำความเข้าใจกับสหภาพรถไฟฯ

อภิสิทธิ์:
"เช่นเดียวกันนะครับในเรื่องของปัญหาการเดินรถไฟ  ผมได้ประสานงานกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โสภณ ซารัมย์ อยู่ตลอดเวลา ขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีพนักงานบางส่วนได้ลางานพร้อมกัน  แต่ว่าท่านรัฐมนตรีได้กำชับ  และขณะนี้ให้บริหารไม่ให้กระทบกับการเดินรถสำหรับผู้โดยสารครับ  แต่ว่ารถขนส่งสินค้านั้นขณะนี้อาจจะมีความล่าช้าอยู่บ้าง  และขณะเดียวกันก็ต้องการให้ฝ่ายบริหารเข้าไปทำความเข้าใจกับพนักงานว่า การใช้สิทธิ์ต่าง ๆ ต้องพยายามให้อยู่ในขอบเขตและไม่กระทบกับความเดือดร้อนหรือการให้บริการพี่น้องประชาชน  เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ  ก็มีการดำเนินการอยู่เช่นเดียวกัน"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

เร่งแก้ปัญหาสังคมในหลายเรื่อง

อภิสิทธิ์:
และสุดท้ายครับอยากจะเรียนว่าในแง่ของการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยทั่ว ๆ ไป  การชุมนุมคืนที่ผ่านมาก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย  ผมก็อยากจะขอบคุณทั้งทางเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม  ที่รักษาบรรยากาศของบ้านเมือง เพราะว่าสัปดาห์หน้าเรามีงานใหญ่ก็คือการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  และการประชุมที่เกี่ยวข้อง  มีผู้นำถึง ๑๕ ประเทศที่จะเดินทางมาร่วมประชุม  ขณะเดียวกันครับในส่วนของงานของทางเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้ก็มีการกวดขันเข้มงวดในอีกหลายต่อหลายเรื่องครับ  ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่ยืดเยื้อเรื้อรัง  ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ตู้ม้า บ่อนการพนัน  มีเบาะแสอะไรแจ้งเข้ามานะครับ  ขณะนี้ทางท่านรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะได้มีการเข้มงวด กวดขันลงไปในระดับพื้นที่  เพื่อที่จะกวดล้างสิ่งเหล่านี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน  และในช่วงประมาณครึ่งเดือนที่ผ่านมา  ก็มีการจับกุม มีการกวาดล้างประสบผลสำเร็จไปในหลายต่อหลายพื้นที่ด้วยกัน
สัปดาห์นี้เวลาในช่วงนี้คงจะหมดแล้วนะครับ  เดี๋ยวไปดูบรรยากาศของการไปตรวจราชการในเรื่องของไทยเข้มแข็งที่จังหวัดนครสวรรค์  และช่วงสุดท้ายครับเป็นเรื่องที่เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล  ก็คือเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร  สัปดาห์นี้ผมได้ไปสนทนาทั้งกับทางผู้บริหารของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  และทางนายกสมาคมโรงสีฯ  เราไปกันที่จังหวัดสระแก้ว กรมทหารราบที่ ๑๒ รักษาพระองค์  ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ได้เอื้ออำนวยในเรื่องของสถานที่  และการอำนวยความสะดวกในการไปถ่ายทำครั้งนี้  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ  จุดที่เราไปก็เป็นฟาร์มตัวอย่าง  ซึ่งเป็นฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  พักกันสักครู่ครับ  ไปที่นครสวรรค์ และไปที่สระแก้ว  สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ" 

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

*ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ส่งสัญญาณออกอากาศไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม


(กลับไปด้านบน)