๔ ตัวเลขชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นบวก เน้นการบริหารจัดการ แก้หนี้นอกระบบ ขึ้นทะเบียนคนพิการ ปรับโครงการอีลิคการ์ด โครงการประกันรายได้ ฉลองสุโขทัย๗๗๗ปี (๒๒ พ.ย. ๕๒)

- เศรษฐกิจฟื้นแล้ว ทั้งภาพรวม และ ๔ ตัวชี้วัด
- หนี้นอกระบบ : โอนหนี้เข้าระบบ แก้ไขอย่างครบวงจร
- ประกันรายได้: ได้จริง เห็นผลจริง ถึงมือเกษตรกร
- กระตุ้นการท่องเที่ยว: ฉลองกรุงสุโขทัยครบ ๗๗๗ ปี
- การต่างประเทศ: การประชุมเอเปค เยือนกาตาร์
- ตามข่าว: เบี้ยคนพิการ อีลิทคาร์ด ผ่านกฎหมายฯชายแดนใต้ หวังเชียงใหม่สมานฉันท์แบบเลย
*ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - เศรษฐกิจฟื้นแล้ว ทั้งภาพรวม และ ๔ ตัวชี้วัด

...รัฐบาลมั่นใจเศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวกในไตรมาสสุดท้าย หลายฝ่ายคาดการเติบโตปีหน้าอยู่ที่ ๓ - ๓.๕ % ตัวเลข ๔ ตัวที่บ่งชี้ว่าวิกฤตได้คลี่คลายแล้ว คือการว่างงานลดลง กำลังการผลิต การท่องเที่ยว และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น  เนื่องจากสถานการณ์ยังเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพื่อส่งต่อให้ภาคเอกชนมาลงทุน และต้องช่วยเหลือเศรษฐกิจในระดับของประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

อภิสิทธิ์: "...ก็เลยถือโอกาสนี้เรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า ในวันพรุ่งนี้ [๒๓ พฤศจิกายน ๕๒] ทางสภาพัฒน์ฯ (สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) จะได้แถลงตัวเลขทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ ๓ อย่างเป็นทางการ ถ้าจำได้ว่าเศรษฐกิจไทยนั้นเราติดลบมาก คือในช่วงต้นปีติดลบถึงร้อยละ ๗.๑ และ ๓ เดือนถัดมาจากนั้นเราก็ติดลบอยู่ที่ร้อยละ ๔.๘ ก็เป็นที่คาดหมายว่าในไตรมาสที่ ๓ นี้เศรษฐกิจยังติดลบ นั่นคือช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน แต่ว่าก็มั่นใจกันตามสมควรว่าตัวเลขติดลบนี้น่าจะเป็นตัวเลขที่ติดลบน้อยลงกว่าในไตรมาสที่ ๒ ไตรมาสที่ ๑ และถ้าเทียบระหว่างไตรมาสกับไตรมาสก็จะเป็นบวก ผมดูจากตัวเลขที่เป็นตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน และตัวเลขที่มาถึงเดือนตุลาคมในขณะนี้ ขอยืนยันเลยครับว่ารัฐบาลมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างแน่นอนในไตรมาสสุดท้าย และขณะนี้หลายฝ่ายก็มีการคาดคะเนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า ก็คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ ๓ ถึงร้อยละ ๓.๕ เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน

เพื่อให้เห็นถึงการคลี่คลายในเรื่องของปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ มีตัวเลขอย่างน้อย ๔ ตัวที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก

  • ตัวเลขตัวแรกก็คือปัญหาการว่างงาน เมื่อต้นปีนี้การว่างงานนั้นอยู่ที่ร้อยละ ๒.๔ คือมีตัวเลขคนว่างงานถึงประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน และตอนนั้นก็มีความวิตกกังวลกันมากว่าจะพุ่งสูงเกิน ๑ ล้านคนหรือไม่ บางคนก็บอกว่าจะไปถึง ๒ ล้านคน ตัวเลขล่าสุดที่เป็นตัวเลขการว่างงานขณะนี้ลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ ๑.๒ คือประมาณ ๔๕๐,๐๐๐-๔๖๐,๐๐๐ คน อันนี้แสดงให้เห็นถึงการคลี่คลายปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจว่าเราได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และสิ่งที่ผมดีใจคือว่าทำให้ปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากการว่างงานนั้น ไม่รุนแรงอย่างที่เราเคยกลัวกัน อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีข้อแรก
  • ข้อที่ ๒ คือการใช้กำลังการผลิต การใช้กำลังการผลิตนั้นก็ได้รับผลกระทบการผลิตเศรษฐกิจมาโดยตลอด และลดต่ำลงมาก แต่ว่าในตัวเลขสุดท้ายที่เรามีจะดีขึ้นมาจากเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดโดยลำดับ ปัจจุบันนั้นตัวเลขของการใช้อัตรากำลังการผลิตจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๖๕ ซึ่งถือว่าสูงขึ้นมาพอสมควร และถ้าหากว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวฟื้นตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง ภาวการณ์ใช้กำลังการผลิตก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แล้วก็น่าจะนำไปสู่การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ต่อไปในอนาคตด้วย
  • ตัวเลขที่ ๓ คือตัวเลขการท่องเที่ยว ซึ่งติดลบมาในช่วงประมาณ ๘ เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งในช่วงต้นปีนั้นก็ติดลบมากทีเดียวร้อยละ ๒๐ หรือมากกว่านั้น น่ายินดีคือว่าในเดือนกันยายนและในเดือนตุลาคมขณะนี้ ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๑๗ หรือเกือบร้อยละ ๒๐ ใน ๒ เดือน และคาดหมายว่าในเดือนพฤศจิกายน และในเดือนธันวาคมนี้ จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเป้าหมายซึ่งเคยตั้งเอาไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยปีนี้ ๑๔ ล้านคน ยังเป็นตัวเลขเป้าหมายที่ยังสามารถที่จะเป็นไปได้อยู่ อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี
  • และสุดท้ายคือเรื่องของการส่งออก เช่นเดียวกันนะครับติดลบมาโดยตลอด แต่ว่าก็เริ่มที่จะติดลบน้อยลงในเดือนตุลาคมนี้ติดลบเพียงแค่ร้อยละ ๓ และในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เชื่อว่าจะกลับมาเป็นบวกได้เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ตัวเลขเหล่านี้น่าจะทำให้เรามองเห็นว่าเศรษฐกิจขณะนี้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่ายังมีความเปราะบางอยู่ในแง่ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ยังมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องของราคาน้ำมัน และรวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมากระทบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ สิ่งที่สำคัญในแง่ของการบริหารจัดการต่อไปนั้น
  • ข้อแรกคือการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะต้องนำไปสู่การส่งต่อให้ภาคเอกชนนั้นกลับมาลงทุนมากขึ้น เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการลงทุนขณะนี้ก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
    • ในวันพรุ่งนี้ผมจะเปิดศูนย์บริการนักลงทุน ซึ่งเป็นศูนย์บริการจุดเดียวซึ่งผมเชื่อว่าจะมาอำนวยความสะดวกแก้ไขปัญหาหรือคลี่คลายปัญหาของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็ร้องกันมามาก ในแง่ของปัญหาการติดต่อกับหน่วยราชการต่าง ๆ
    • นอกจากนั้นการที่จะกระตุ้นการลงทุนต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ เช่น
      กรณีปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องของปัญหาที่มาบตาพุด และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญ
      สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นก็ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ผมทราบจากท่านประธาน คือท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ว่าการประชุมนั้นเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี แล้วก็เชื่อว่าการที่กำหนดเป้าหมายเอาไว้ในการที่จะสะสางปัญหาทั้ง ๗๖ โครงการที่มาบตาพุด ทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ดังกล่าวไปจนถึงเรื่องของการที่จะมาช่วยให้ข้อคิดเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมายที่จะต้องมีการทำออกมา และบังคับใช้ในอนาคตนั้นน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายได้ ซึ่งผมถือว่าอันนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะช่วยผลักดันให้การลงทุนของภาคเอกชนนั้นกลับฟื้นขึ้นมาได้"
  • ขณะเดียวกันครับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง  สิ่งสำคัญในขณะนี้ที่เป็นนโยบายที่เพิ่งเริ่มต้นประกาศออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะเริ่มต้นขั้นตอนการทำงานกันในเดือนหน้า ก็คือการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ...  

(กลับไปด้านบน)

- หนี้นอกระบบ : โอนหนี้เข้าระบบ แก้ไขอย่างครบวงจร

... เปิดโอกาสให้ประชาชนโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบ  ตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยเริ่มด้วยการขึ้นทะเบียนกับออมสินหรือ ธ.ก.ส.  แล้วจะมีการเจรจารหว่างลูกหนี้เจ้าหนี้และธนาคาร โดยจะมีหน่วยงานต่างๆคอยช่วย รวมทั้งฝ่ายตำรวจ  เมื่อหนี้เข้ามาในระบบแล้วเงื่อนไขก็จะเปลี่ยนไป ดอกเบี้ยถูกลง ยืดเวลาการชำระหนี้ และจะมีการส่งเสริมอาชีพให้สามารถหารายได้มาใช้หนี้ จะเป็นครั้งแรกที่มีการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างครบวงจร

อภิสิทธิ์:
"สิ่งสำคัญในขณะนี้ที่เป็นนโยบายที่เพิ่งเริ่มต้นประกาศออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  และจะเริ่มต้นขั้นตอนการทำงานกันในเดือนหน้า ก็คือการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมทราบดีว่าเป็นความทุกข์ของพี่น้องคนไทยจำนวนมาก อาจจะเรียกได้ว่านับล้านคนครับ ที่ชีวิตที่ต้องมีปัญหา มีความทุกข์ มีความเดือดร้อน อยู่กับการไปเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งมีเงื่อนไขการกู้ที่ต้องใช้คำว่าโหดมากนะครับ อาจจะดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ ต่อเดือน การทวงหนี้ก็อยู่ในรูปแบบซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับมีการคุกคามกันด้วย

สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการคือเปิดโอกาสให้โอนหนี้นอกระบบทั้งหมดเข้ามาสู่ในระบบ  เราก็ใช้คำว่า “โอนหนี้เข้าระบบ เพื่อพบชีวิตใหม่” ขณะนี้สิ่งที่จะเริ่มต้นคือว่าในเดือนธันวาคม

  • ใครที่เป็นหนี้นอกระบบถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาทที่เป็นเงินต้น เป็นหนี้มาก่อนเมื่อวันพฤหัสบดี[๑๖ พ.ย.]ที่ผ่านมานั้น  สามารถที่จะมาขึ้นทะเบียนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน  ๒ ธนาคารนี้จะเอาข้อมูลทั้งหลายมาดูในช่วงเดือนประมาณมกราคม ประมวลให้เรียบร้อยและนำไปสู่การเจรจา
  • ในขั้นตอนการเจรจาได้รับความร่วมมืออย่างดี   ก็คือจากทางกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และธนาคารที่จะรับเงิน รับโอนหนี้เข้าระบบสามารถที่จะมาตกลงกันได้ ธนาคารที่จะเข้ามานอกจาก ธ.ก.ส.และออมสินแล้ว  ก็จะมีทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  ก็จะเข้ามาช่วยในการรับหนี้ตรงนี้เข้ามา

สำหรับรายละเอียดหลักเกณฑ์อยากจะเรียนครับว่า

    • การโอนหนี้เข้ามาสำหรับเกษตรกรใน ธ.ก.ส.นั้น ถ้าเป็นหนี้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท  จะอาศัยผู้ค้ำประกัน ๒ คน  ถ้าเป็นระหว่าง  ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเป็นอย่างน้อย ๕ คน
    • ส่วนกรณีของธนาคารอื่น ๆ นั้น หลักประกันที่จะใช้นั้นคือว่า มีผู้ค้ำประกัน ๑ คนสำหรับหนี้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และสำหรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะใช้ผู้ค้ำประกัน ๒ คน  ซึ่งผู้ค้ำประกันนั้นต้องมีรายได้รวมกันแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของวงเงินกู้ 
อันนี้คือการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบให้เข้ามาสู่ในระบบ ให้ครบวงจรเป็นครั้งแรก
  • ผมเรียนครับแน่นอนครับว่า เมื่อโอนหนี้เข้ามาแล้ว การผ่อนคลายเงื่อนไขเกี่ยวกับการกู้ก็จะเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดอกเบี้ย  ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่าจะไม่เกินร้อยละ ๑๒ ใน ๓ ปีแรกต่อปี  แล้วขณะเดียวกันนั้นจะมีการทำสัญญาเงินกู้ที่มีระยะเวลายาวถึง ๘ ปี ยกเว้นทางลูกหนี้ต้องการที่จะหรือสมัครใจที่จะทำสัญญาสั้นกว่า ๘ ปีเอง
  • นอกจากนั้นจะมีโครงการที่จะไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องของการฝึกอบรมฟื้นฟูในเรื่องของอาชีพ ในเรื่องของการทำรายได้ด้วย เพื่อที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าเราไม่ได้เพียงแต่ว่าเลื่อนปัญหาออกไป  เพราะว่าในที่สุดแล้วถ้าหากว่าผู้ที่เป็นหนี้นั้น ไม่สามารถที่จะมีรายได้ ไม่สามารถที่จะมีโอกาส ไม่มีอาชีพ  ก็คงไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้  แม้ว่าเงื่อนไขการชำระหนี้จะมีผ่อนคลายหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

...[ที่สุโขทัย]
อภิสิทธิ์:
  " มาตรการที่รัฐบาลได้ทำในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เราช่วยกันประคับประคองให้เศรษฐกิจไทยไปได้ แต่ว่าพอถึงขณะนี้ถามว่ารัฐบาลมองว่าที่ทำไปนี้เพียงพอหรือยังกับการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ยังครับ เรารู้ว่ายังมีปัญหาที่พี่น้องยังต้องเผชิญอีกมาก ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในเรื่องของหนี้สิน ไหนใครมีหนี้บ้างครับ ยกมือหน่อยสิครับ ใครมีหนี้นอกระบบ นอกระบบนะครับไม่ได้กู้จากธนาคารมีไหมครับ ยกมือหน่อยนะครับ ยกมือหน่อย ใครเป็นเจ้าหนี้นอกระบบบ้าง ยกมือสิครับ

-      ตั้งแต่เดือนธันวาคมนะครับ ทั้งเดือนนี้ครับใครเป็นหนี้นอกระบบ เป็นหนี้มาก่อนเมื่อวันพฤหัสฯ[๑๖ พ.ย.] ที่ผ่านมานะครับ วงเงินต้นเราให้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้ไปขึ้นทะเบียนกับออมสินหรือ ธ.ก.ส. แล้วเสร็จแล้วเมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จ เราจะเอาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ มาเจรจา ทั้งธนาคารช่วยเจรจา ธนาคารเจรจาไม่เป็นผล ..เราจะให้ทั้งตำรวจ ทั้งใครต่อใครมาช่วยเจรจาด้วย แล้วก็เปลี่ยนหนี้ตรงนี้เข้ามาสู่ระบบครับ เงื่อนไขก็จะเปลี่ยนไป ดอกเบี้ยถูกลง ยืดเวลาการชำระหนี้ เพื่อที่จะให้พี่น้องเริ่มต้นชีวิตใหม่

-      ส่วนพี่น้องที่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านอยู่ ก็จะให้มีการยืดว่าเดิมปีหนึ่งต้องส่งคืน

    • ก็จะอนุญาตให้กรรมการกองทุนเปลี่ยนเป็น ๒ ปีได้ แล้วก็รู้ด้วยว่าพอยืดเป็น ๒ ปี เดี๋ยวพี่น้องก็จะบ่นว่า คนที่รอกู้อยู่จะต้องรอนาน
    • ก็กำลังจะเพิ่มเงินมาให้ทุกกองทุนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเรียบร้อยแล้ว
    • กองทุนขนาดใหญ่ก็ได้เงินมากหน่อย ใหญ่นี่คือมีสมาชิกเยอะก็จะให้เงินมากหน่อย ที่ขนาดลดหลั่นลงมาก็ให้เงินลดลงมา

แต่จะมีเงินเพิ่มให้กองทุนหมู่บ้านทั้งประเทศ ๑๙,๐๐๐ ล้าน กำลังรอให้วุฒิสภารับทราบเรื่องวงเงินนะครับ ต้องลุ้นให้องค์ประชุมครบหน่อยนะครับ ถ้าวงเงิน ถ้าวุฒิสภารับทราบเรียบร้อยอาทิตย์หน้า เงินก็จะเริ่มโอนมาได้เลย นี่คือสิ่งที่เราทำนะครับ เรื่องหนี้ เรื่องของกองทุนหมู่บ้าน

...ผู้ดำเนินรายการ:  " แต่ว่ามาคราวนี้  ท่านนายกฯ มาที่สุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก  เชื่อมโยงประเด็นที่ท่านนายกฯ ประกาศกับชาวบ้านก็คือ จะมีการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วย  และเชื่อมโยงจากการมีรายได้เพิ่มจากนโยบายประกันรายได้และขยายเวลาของการชำระหนี้ของกองทุนหมู่บ้านไปด้วย  อันนี้เชื่อมร้อยกับนโยบายประกันรายได้ด้วยไหมครับ"

อภิสิทธิ์:   " ใช่ครับ คือจริง ๆ แล้ว เราพยายามที่จะให้เกษตรกรตั้งหลักได้ มีหลักประกันมากขึ้น  แต่ว่าอีกหลาย ๆ เรื่องต้องทำควบคู่กันไป  อย่างที่เราแก้หนี้นอกระบบก็ดี  เรื่องกองทุนหมู่บ้านก็ดี  จริง ๆ ต้องมีหน่วยที่เข้าไปช่วยดูแลว่าเขามีอาชีพ มีรายได้ เพราะว่าถึงดอกต่ำลง ยืดหนี้ยาวขึ้น  แต่ว่าถ้ายังไม่สามารถมีรายได้ได้มันก็ไม่พ้นนะครับ  สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่วงจรนี้อีก  เพราะฉะนั้นการที่เรายืดเวลากับให้เขาตั้งหลักได้ เราต้องเข้าไปทำเพิ่มเติม รุกเพิ่มเติม เพื่อให้เขามีอาชีพมีรายได้ด้วย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ประกันรายได้: ได้จริง เห็นผลจริง ถึงมือเกษตรกร

..."อภิสิทธิ์" เป็นสักขียพยานในการทำสัญญาร่วมกันระหว่างเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการประกันรายได้กับทาง ธ.ก.ส. ๓ จังหวัด พิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร โครงการประกันรายได้เป็นโครงการที่ทุกคนได้ประโยชน์ ถึงมือเกษตรกรจริง ๆ และยังเป็นการทำแบบเป็นระบบ เมื่อระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะดีสำหรับประเทศไทย  และสินค้าเกษตรไทย 

ผู้ดำเนินรายการ(นายประพจน์ ภู่ทองคำ):
" สวัสดีครับคุณผู้ชมครับ ขอต้อนรับเข้าสู่อีกช่วงหนึ่งของรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ นะครับ ซึ่งวันนี้ผมประพจน์ ภู่ทองคำ รับหน้าที่มาดำเนินรายการครับ มาติดตามภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีภารกิจราชการใน ๓ จังหวัดนะครับ ก็คือพิษณุโลก สุโขทัย และจังหวัดพิจิตร ซึ่งในขณะนี้นะครับท่านนายกรัฐมนตรีมาที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยครับ ภารกิจสำคัญที่จะมาติดตามโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร และโครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง เดี๋ยววันนี้เราจะได้พูดคุยกับพี่น้องชาวไร่ชาวนะครับ ถึงผลดี ถึงภาพรวมของนโยบายการประกันรายได้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวด้วยนะครับ เราไปติดตามภารกิจของท่านนายกฯ กันเลยครับ

ภารกิจแรกของท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้นะครับ หลังจากมาถึงจังหวัดสุโขทัย ได้เข้ามาในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อันดับแรกก็ไปกราบสักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงนะครับ ก่อนจะเดินมาที่ภาคประชาชน ที่หน่วยงานราชการ และก็ต้อนรับอย่างอบอุ่นนะครับ ด้วยดนตรีมังคละและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวสุโขทัย การต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีจากชาวบ้านสุโขทัยนั้นเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นครับ บ้างก็โอบล้อม บางคนหอม บางคนกอด บางคนจูบ เรียกว่าชาวบ้านชื่นใจ และก็มั่นใจครับในสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ และก็ทำอย่างสิ่งที่ประกาศไว้ บางส่วนนะครับเกษตรกรพี่น้องก็ได้รับความชื่นชมจากนโยบาย และก็ได้รับผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายประกันรายได้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด หรือว่ามันสำปะหลังครับ รวมทั้งภารกิจในวันนี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยนะครับ ซึ่งภารกิจนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พบปะกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ได้มีการพูดคุยถึงแนวนโยบายสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องที่วันนี้มาต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีอย่างอบอุ่นอยู่ในขณะนี้ครับ

อภิสิทธิ์: " พี่น้องชาวสุโขทัยที่เคารพรักครับ ขออนุญาตมายืนและก็เดิน ๆ หน่อยนะครับ เดี๋ยวไม่เห็นหน้ากัน วันนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวสุโขทัย และต้องขอขอบคุณข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทุกส่วน ที่ได้จัดรายการให้ผมและคณะมาพบปะกับพี่น้อง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น อยากจะบอกกับพี่น้องนะครับว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานจนถึงวันนี้ก็ประมาณ ๑๑ เดือน เกือบจะ ๑ ปี นอกเหนือจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง นอกเหนือจากเรื่องของโครงการประกันรายได้ที่มีการดำเนินการ มีอีกหลายเรื่องซึ่งผมก็อยากจะมาพูดคุยกับพี่น้องด้วย

... อภิสิทธิ์:" ที่นี้มี ๒ เรื่องครับที่ผมอยากจะพูดเป็นพิเศษกับพี่น้องที่เรากำลังทำด้วย เรื่องแรกก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งช่วงแรกก็จะใช้งบประมาณของไทยเข้มแข็งเช่นเดียวกัน ผมทราบครับว่าในอดีตมีการจำนำพืชผล แต่จำนำพืชผลแล้วมีปัญหาทุกครั้ง ปัญหาแรกคือว่าไม่ทั่วถึง พี่น้องเกษตรกรหลายจังหวัดเกือบทุกจังหวัดละครับ คือจำนำนี้รอให้สินค้าออกมาสู่ตลาดแล้วเกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลก็รีบมาทำโครงการจำนำ กว่าจะทำโครงการจำนำปรากฏว่า พืชผลไปอยู่ในมือ หลุดจากมือพี่น้องเกษตรกรไปแล้วก็มี แล้วก็พอกำหนดเป็นโควตาไม่เคยพอครับ มันพอไม่ได้หรอกครับ เพราะกำหนดราคาสูง รัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะมารับจำนำหรือรับซื้อไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นปีนี้เราเปลี่ยนวิธีการในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

สิ่งแรกที่เราทำก็คือเราบอกว่าเกษตรกรทุกครัวเรือนต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ คำนวณเลยว่าพืชผลแต่ละตัวต้นทุนเท่าไร บวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กำไรให้ กำหนดเอาไว้เป็นราคาที่ประกันรายได้เกษตรกร เสร็จแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนขึ้นทะเบียนว่าแต่ละคนปลูกอะไร ที่ไหน เท่าไร แล้วเราก็กำหนดไว้เลยว่า เราจะช่วยพี่น้องอย่างน้อยนะครับเท่ากับที่ปลูกจริงหรือไม่เกินเท่าไร คือให้ได้ครบสำหรับเกษตรกรประมาณ ๗๐ - ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มี ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นรายใหญ่ที่เราไม่ได้ช่วยทั้งหมด เพราะถือว่าต้องช่วยกันเฉลี่ยให้สามารถได้ครบทั้งประเทศ แล้วเราก็จะดูว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดเป็นอย่างไร ก็ประกาศเป็นราคาอ้างอิง แล้วส่วนต่างระหว่างราคาอ้างอิงกับราคาประกัน เราก็ชดเชยเป็นเงินสดเลยครับให้กับพี่น้องประชาชน ตอนนี้ข้าวโพด มันสำปะหลัง แม้แต่ข้าว เริ่มมีการจ่ายเงินแล้วครับ อาทิตย์ก่อนผมก็อยู่ที่ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ครับ กดปุ่มโอนเงินสำหรับกรณีของข้าวโพด วันนั้นรู้สึกจะไปที่ลพบุรีเป็นหลัก แนวทางนี้ผมเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่พี่น้องเกษตรกรได้รับการช่วยเหลืออย่างเสมอภาค เท่าเทียม และจะเป็นแนวทางที่ทุกอย่างมีความชัดเจน โปร่งใส การขึ้นทะเบียนเราให้ใครรับรอง เราให้พี่น้องประชาชนด้วยกันในประชาคมรับรอง เพราะว่าเราเชื่อในความสุจริตของพี่น้องประชาชนที่จะมาช่วยกันทำระบบตรงนี้ให้ชัดเจน

ผมยืนครับว่าจะทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้นมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้พี่น้องเกษตรกรเก่งมากเลยครับ ผมดูอย่างมันสำปะหลังนี้ครับเร่งมากเลย บอกว่าอยากทำสัญญาแล้วก็ขอชดเชยเลย เพราะว่าราคายังมีส่วนต่างอยู่ รัฐบาลต้องจ่ายเงินสดให้ แต่พอมารับเงินเสร็จ ยังไม่ขุดมันนะครับ รู้ว่ามันกำลังราคาขึ้น ได้สองต่อ รัฐบาลไม่ว่าหรอกครับประชาชนได้นี้ยินดี วิธีการที่เรากำลังมาช่วยให้กลไกของตลาด ของเกษตรกรทุกอย่างไปได้ดีนะครับ กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องบริหารจัดการการขายมัน ขายข้าวโพด ขายข้าว ไม่ให้กระทบกระเทือน แต่เวลามีความกระทบกระเทือน เช่น ข้าวราคาตก เราก็ใช้วิธีเอากระทรวงพาณิชย์มาลุยตั้งโต๊ะรับซื้อในราคาที่รัฐบาลบอกต้องขายได้ ตอนนี้มีโรงสีเข้าร่วมเรียบร้อยแล้ว ๒๐๑ โรง ๓๕ จุดทั่วประเทศ ก็เป็นตัวพยุงและทำให้เกิดความเป็นธรรมกับพี่น้องเกษตรกร

...ผู้ดำเนินรายการ: " ขณะนี้ผมมาอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกแล้วนะครับ ภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีที่ไร่ดินทองแห่งนี้นะครับ มามอบเรื่องของเรื่องประกันรายได้นะครับ ตามโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งขณะนี้นะครับมีผู้คนชาวจังหวัดพิษณุโลกมาต้อนรับท่านนายกฯ จำนวนมากครับ พี่วันนี้มาทำอะไรครับ"

เกษตรกร: " มาประกันรายได้เกษตรกรครับ"

เกษตรกร: " เป็นโชคดีของเกษตรกรครับ"

เกษตรกร: " นายกฯ เขาเปิดโอกาสให้กับเกษตรกรค่ะ"

เกษตรกร: " อยากให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่านี้"

เกษตรกร: " อยากได้รับการแก้ปัญหาจริง ๆ"

ผู้ดำเนินรายการ: " วันนี้ได้อะไรนอกจากสตางค์แล้ว"

เกษตรกร: " ก็ได้ความภูมิใจด้วยครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ภูมิใจอะไรที่สุด"

เกษตรกร: " ที่นายกฯ มอบให้ครับ"

เกษตรกร: " อยากได้สตางค์ถึงมานี้"

ผู้ดำเนินรายการ: " คุณลุงได้เงินหรือยัง"

เกษตรกร: " ยังครับ กำลังจะเบิกต่อหน้านายกฯ นี้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " กำลังจะเบิกต่อหน้านายกฯ เลย"

เกษตรกร: " เชื่อมั่นในนายกฯ อภิสิทธิ์ค่ะ โครงการเขาดี"

ผู้ดำเนินรายการ: " มีรอยยิ้มบ้างหรือยังคุณลุง"

เกษตรกร: " พอมีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไหนลองยิ้มให้ดูสิ"

เกษตรกร: " เต็มใจมาค่ะ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไงคะ เพื่อความโปร่งใสของทุกขั้นตอนที่กระทำ"

ผู้ดำเนินรายการ: " โปร่งใสนี่กลัวอะไรอยู่"

เกษตรกร: " ก็กลัวแบบว่าเกษตรกรที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรมาแอบอ้างไงคะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วนี่ตัวจริงไหมนี่"

เกษตรกร: " ตัวจริงค่ะ เสียงจริงด้วยค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถ้าเสียงจริงต้องยิ้มสวย ๆ"

ผู้ดำเนินรายการ: " และนี่คือเกษตรกรของชาวจังหวัดพิษณุโลกครับ ที่กำลังรอมาทำสัญญาด้วยความเชื่อมั่นในนโยบายโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ถ้าไม่เชื่อลองฟังเสียงเขาครับว่าเขาตอบรับกับโครงการนี้ว่าอย่างไร เสียงการตอบรับท่านนายกรัฐมนตรีที่กำลังมาพบปะกับพี่น้องประชาชนนะครับดังอื้ออึงไปหมดเลยครับ ทั้งนายกฯ สู้ ๆ ทั้งบอกว่ายินดีกับนายกฯ ด้วย แล้วเดี๋ยวภารกิจสำคัญต่อมานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้มาสู่เต็นท์ของ ธ.ก.ส. นะครับ ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับการทำสัญญาโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรนะครับ ซึ่งวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นสักขียพยานในการทำสัญญาร่วมกันระหว่างเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรนะครับกับทาง ธ.ก.ส.

รวมถึงหลังจากนั้นนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้มีโอกาสสื่อสารกับพี่น้องทั่วประเทศนะครับ ผ่านการถ่ายทอดสดตามจุดต่าง ๆ ที่จะตอบทุกคำถามกับพี่น้องเกษตรกรที่มีความคลางแคลงใจกับนโยบายเรื่องของการประกันรายได้ครับ หลังจากที่ท่านนายกฯ ได้พูดคุยสื่อสารกับพี่น้องหลายภูมิภาคในทั่วประเทศแล้วนะครับ หลังจากนั้นท่านนายกฯ จะมาเป็นสักขีพยานในการมอบเงินประกันรายได้ที่มีชาวบ้านเกษตรกรนะครับ ขอใช้สิทธิ์ประกันรายได้ที่บริเวณธนาคาร ธ.ก.ส. เคลื่อนที่อยู่ในขณะนี้นะครับ มารับเงินสด ๆ ตรง ๆ มาดูรอยยิ้มของเกษตรกร มาสัมผัสความรู้สึกของเกษตรกรจริง ๆ นะครับว่าทำโครงการนี้แล้วเกษตรกรได้ประโยชน์ได้มรรคผลอะไรจากการดำเนินโครงการเหล่านี้ครับ เดี๋ยวเราไปติดตามท่านนายกฯ ต่อเลยครับ

ผู้ดำเนินรายการ: " สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ"

อภิสิทธิ์: " สวัสดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " นี่เป็นภาพเหตุการณ์สำคัญนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นสักขีพยานในการมอบเงินประกันครับ ที่เกษตรกรเขาจะได้ใช้สิทธิ์ตามโครงการประกันรายได้นะครับ ซึ่งวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นสักขีพยานที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเคลื่อนที่ หรือรถ ธ.ก.ส.เคลื่อนที่ในขณะนี้ครับ ปรากฏว่าผู้คนห้อมล้อมกันมากเลยครับ เพราะว่าตื่นเต้นที่ได้รับเงินสด ๆ จากโครงการประกันรายได้นี้ละครับ เป็นภาพแห่งความสุขนะครับ มีทั้งรอยยิ้มทั้งผู้คิดค้นนโยบายและผู้ดำเนินนโยบายนะครับ รวมทั้งผู้รับผลจากนโยบายดังกล่าวนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เงินมาจากไหนนี่"

เกษตรกร: " เงินที่เบิกมานี่แหละ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เบิกมาเลย ได้กี่หมื่นนี้"

เกษตรกร: " ๒๓,๐๐๐ บาท"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไหนยิ้มให้ดูหน่อยสิ ดูให้เห็นเป็นขวัญตาหน่อยสิ"

เกษตรกร: " ได้ครับ นี่ไงครับ ได้เงินจริง ๆ ครับ[โครงการประกันรายได้เกษตรกร]"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถ้าอย่างนั้นถ้าเกษตรกรหลายคนที่เขายังไม่ค่อยเชื่อมั่น ยังรู้สึกว่าลังเลกับโครงการนี้จะบอกเขาอย่างไร"

เกษตรกร: " ก็ให้เขาดูจากทีวีได้เลยครับวันนี้"

...ผู้ดำเนินรายการ: " ภารกิจสุดท้ายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นะครับ ตอนนี้มาที่อำเภอเมืองจังหวัดพิจิตรนะครับ มามอบนโยบายเรื่องของการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรนะครับที่จังหวัดพิจิตร สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรได้เห็นว่า เรื่องของการประกันรายได้นั้นเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรจริง ๆ ครับ เดี๋ยวไปตามดูท่านนายกฯ กันเลยครับ"

อภิสิทธิ์: " กลัวว่าพี่น้องประชาชนจะตกงานกันเป็นจำนวนมาก แล้วก็กลัวว่าความวุ่นวายในทางการเมืองผสมกับวิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้บ้านเมืองของเรานั้นไม่สามารถที่จะเดินไปในทางไหนได้ และพี่น้องประชาชนก็จะได้รับความเดือดร้อน .... (เสียงเพลง)"

ผู้ดำเนินรายการ: " คุณผู้ชมครับ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีนะครับได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องที่จังหวัดพิจิตรแล้วนะครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะขอโอกาสที่จะได้พูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ หลังจากที่เมื่อเดือนกันยายนได้มีโอกาสคุยกับท่านนายกฯ ถึงแนวนโยบายประกันรายได้ครับ ท่านนายกฯ สวัสดีครับ"

อภิสิทธิ์: " สวัสดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ท่านนายกฯ ครับวันนี้มาภารกิจที่สุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก นี้สร้างความมั่นใจให้ท่านนายกฯ มากขึ้นไหมครับสำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกร"

อภิสิทธิ์: " ผมคิดว่าดีมากนะครับเพราะว่าได้มีโอกาสมาพบกับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเราทราบปัญหาที่สะท้อนมาเกี่ยวกับโครงการนะครับ แต่ว่าวันนี้พอถึงจุดที่เริ่มมีการมาใช้สิทธิ์ตามสัญญานะครับก็เห็นได้ชัดว่าพี่น้องเกษตรกรคลายความกังวลไปมาก แม้ว่าอาจจะมีบางเรื่องที่ยังมีประเด็นที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่ แต่ว่าส่วนใหญ่นี้มองเห็นแล้วว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ทุกคนได้ประโยชน์นะครับ ทุกคนได้ประโยชน์และมาถึงมือพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ ที่สำคัญก็คือเป็นครั้งแรกครับที่เขามองเห็นว่ามันมีการทำแบบเป็นระบบ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วท่านนายกฯ ไปเห็นชาวบ้านนี้เขารับเงินสด ๆ นับแบงก์ มีรอยยิ้มด้วย ผมเห็นที่พิษณุโลก รู้สึกอย่างไรในฐานะคนกำหนดนโยบาย" 

อภิสิทธิ์: " ผมรู้สึกดีใจมากและก็โดยเฉพาะมีรายหนึ่งซึ่งเจอปัญหาว่าผลผลิตไม่ดี และก็ความจริงคือแทบจะไม่มีขายนี้ แต่พอมีเงินสดตัวนี้ไปช่วยนะครับ ก็เป็นการช่วยในเรื่องหลักประกัน ในเรื่องรายได้ ก็ดีใจมากครับที่โครงการนี้เข้ามาดำเนินการแล้วก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการจะเห็น"

ผู้ดำเนินรายการ: " ครับ ขออนุญาตเชิญท่านนายกฯ คุยกับชาวบ้านที่นี่หน่อยนะครับ เปิดเวทีชาวบ้าน ท่านนายกฯ เชิญครับ ถามท่านนายกฯ นิดหนึ่งครับ การดำเนินการโครงการประกันรายได้นี้ มันเป็นไปตามคาดหรือว่าเกินคาดจากที่ท่านนายกฯ ตั้งความหวังไว้"

อภิสิทธิ์: " ถ้าถามว่าตามคาดหรือเกินคาด เอาว่าตามคาดดีกว่านะครับ คือผมก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่าโครงการนี้ต้องทำให้เกษตรกรทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบที่รัฐบาลรู้ว่าจะต้องช่วยเหลือเขาอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่เราเคยคาดคะเนว่าจะมีคนมาขึ้นทะเบียนเท่าไร กี่ครัวเรือนนี้ก็ดูแล้วใกล้เคียง แล้วก็ตามคาดก็คือว่าเรารู้ว่าเจ้าหน้าที่ทำงานแข่งขันกับเวลามาก อาจจะมีหลุดเป้าหมายบางช่วงบ้าง ทำสัญญายังได้ไม่เต็มที่ แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือว่าเราแก้ไขตลอดเวลา อย่างเช่นกรณีข้าวโพด มันสำปะหลัง พอเราทำสัญญาช้าไป เกษตรกรต่อว่าบอกเราไปทำสัญญาให้ช้าเอง จะต้องให้เขารอใช้สิทธิ์นี้เราก็ยกเว้นเลย ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ทำสัญญาปั๊บใช้สิทธิ์ได้เลย อย่างนี้เป็นต้นนะครับ แล้วก็ยังมีอย่างกรณีที่มาที่นี่ที่พิจิตรนี้ เรื่องข้าวอายุสั้น"

ผู้ดำเนินรายการ: " เขาบอกว่าปลูกเป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกไว้สำหรับจำนำโดยเฉพาะเลย สั้นมาก ๖๐ - ๗๐ วันนี้"

อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ ซึ่งเราก็ไม่ส่งเสริมสนับสนุนนะครับ แต่บังเอิญว่าปีนี้พอปรับตัวไม่ทันเราก็ให้เข้ามาอิงเรื่องของการได้รับค่าชดเชย ก็จะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาให้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ซึ่งข้าวอายุสั้นนี้หมายถึงคุณภาพข้าวก็จะต่ำกว่าข้าวที่มีอายุพอเหมาะพอสมควร"

อภิสิทธิ์: " ครับ แต่ว่าเขาจะได้แค่ราคาชดเชยอ้างอิงไปนะครับ ส่วนการไปขายได้ราคาเท่าไรก็ว่าไปตามกลไกตลาดนะครับ อันนี้ก็ถือว่าพบกันครึ่งทาง คือเข้ามาร่วมโครงการแต่ว่าอาจจะไม่ถึงกับว่าเต็มรูปแบบ เพราะว่าไม่ได้กำหนดเรื่องราคาประกันกับอ้างอิงไว้เป็นการเฉพาะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ครับ มาถามเกษตรกรคนพิจิตรหน่อยได้ไหม เป็นชาวนาพิจิตรเป็นอย่างไรครับ พอเข้าโครงการประกันรายได้ มันได้ความสุขอะไรกลับมา"

เกษตรกร: " โครงการประกันรายได้นี้ครับ อย่างน้อยมันเหมือนเราทำประกันชีวิต พอเราปลูกข้าวไปปุ๊บ เหมือนคนทำประกันชีวิตไว้นี้ อย่างไรก็ต้องได้ต้นทุนกลับคืนมาแน่นอน เพราะฉะนั้นประกันรายได้นี้อย่างน้อยก็ถึงข้าวจะเสีย น้ำจะท่วม เพลี้ยจะลง เราได้ต้นทุนคืนครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไม่คิดอยากกลับไปจำนำแบบเดิมอีกแล้วหรือ"

เกษตรกร: " จริง ๆ ถามผมว่าโครงการจำนำดีไหม มันก็ดีครับ แต่มันแตกต่างกัน โครงการจำนำนี้เกษตรกรส่วนน้อยที่ได้ประโยชน์ เพราะว่าบางคนเข้าไม่ถึง  แล้วก็จุดรับจำนำนี้บางทีอยู่ไกลมาก อย่างผมอยู่อำเภอสามง่าม จุดรับจำนำแถวนั้นไม่มีเลย ต้องขนมาโพธิ์ประทับช้าง ไปบางมูลนาก ซึ่งบางทีขนไปแล้วนี้ ขนไปแล้วไปโรงสี โรงสีบอกว่าโควตาเต็มไปแล้ว อันนี้ก็ต้องขาย ก็เหมือนเวลา ขออนุญาตนะครับ หามผีเข้าป่าช้าละครับ ยังไงก็ต้องขายครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วที่ผ่านมานี้ได้เคยปรึกษาแม่บ้านไหมว่าจะเข้าโครงการนี้"

เกษตรกร: " จริง ๆ แล้วเราได้รับการประชาสัมพันธ์จาก ธ.ก.ส. จากทีวีมาตลอดว่าโครงการประกันราคานี้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาเราเริ่มปลูกนี้ เกษตรอำเภอจะเข้ามาอธิบายให้เราฟัง อย่างผมอำเภอสามง่าม ท่านนายอำเภอพิเศษ ธีระการุณวงศ์นี้ท่านดูแลพวกเราเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เวลาประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็บอกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปให้ประชาสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นเวลาถึงเวลาจริง ๆ แล้วพวกเราอย่างไรก็ต้องจำนำครับ เพราะว่าก็อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกมันเหมือนการประกันชีวิต"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่นิสัยของเกษตรกรก็เปลี่ยนไปด้วยไหม เพราะต้องคอยติดตามข่าวสารว่าราคาอ้างอิงตลาดตอนนี้เป็นเท่าไร จะตัดสินใจขายเมื่อไร อันนี้ทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนด้วยไหม"
 
เกษตรกร: " มันเหมือนเครื่องกระตุ้นครับ เหมือนกระทิงแดงนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " อย่าไปโฆษณาเขาเลย มันเหมือนเครื่องช่วยทำให้เราตื่นเต้น"

เกษตรกร: " วันที่ ๑๖ นะ วันที่ ๑ นะ เราต้องคอยเอียงหูฟังนะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ฟังอะไร ฟังหวยหรือว่าฟังนโยบายรัฐบาล"

เกษตรกร: " ฟังนโยบายครับ ออกเมื่อไร แต่ไม่เป็นไรครับ ของผมมี ธ.ก.ส. ใกล้ตัวอยู่แล้ว จะมาท้องถิ่นบ่อย ก็ต้องถามเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ประจำครับ เพราะว่า ธ.ก.ส. จะรู้เรื่องนี้ดีครับ อันนี้เป็นความตั้งใจด้วยหรือเปล่าครับท่านนายกฯ ที่จะทำให้เกษตรกรก้าวทัน รู้ทันข่าวสาร ติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องของราคา"

อภิสิทธิ์: " ระบบนี้ที่ต่างจากระบบจำนำคือผมใช้คำว่าเป็นมิตรกับการมีกลไกตลาดมากขึ้น คือจำนำนี้ ก็ใครมาใช้สิทธิ์ได้ก็ดีไป ใครใช้ไม่ได้ก็อย่างที่ว่านะครับ ทีนี้พอมาประกัน ชาวบ้านเดี๋ยวนี้เก่งมาก ผมยกตัวอย่างเรื่องมันสำปะหลังชัดเจนที่สุดตอนนี้ คือมันสำปะหลังตอนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ คือราคาอ้างอิงกับราคาประกันนะครับ แต่ว่าราคาอ้างอิงเริ่มขยับเข้าใกล้ คือมันนี้มันขาขึ้น เกษตรกรตอนนี้ก็เลยโวย ธ.ก.ส. นะครับ ที่ไหนที่ทำสัญญาช้านี้ บอกไม่ได้รีบทำ จะได้ไปรับส่วนต่าง เพราะรู้ว่าอีก ๑๖ วันนี้ส่วนต่างจะแคบลง ทีนี้ของมันนี้เก่งกว่านั้นอีกครับ คือพอใช้สิทธิ์เสร็จไม่ขุดมัน รอให้ขึ้นก่อนแล้วค่อยไปขาย อันนี้ละครับจะเป็นจุดที่เราเริ่มให้เกษตรกรเริ่มมีการควบคุมและบริหารตลาดได้มากขึ้น

อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี และก็เรามีมาตรการเสริมด้วยนะครับ เพราะว่ามีช่วงแรกนี้ผมก็ถูกต่อว่ามากบอกประกาศราคาอ้างอิงไม่เห็นขายได้จริง ใช่ไหมครับ พอบอกว่าขายไม่ได้จริง เราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้ามาดู เราทำอย่างไรครับ เราก็บอกว่า ก็ถ้ารัฐบาลประกาศ กล้าประกาศว่าอ้างอิง ต้องกล้าซื้อราคานี้ เราก็เอาทางกระทรวงพาณิชย์มาขอความร่วมมือจากโรงสีนะครับ ตอนนี้เข้าโครงการอยู่ ๒๐๐ กว่าโรง ตั้งโต๊ะบอกซื้อในราคาอ้างอิง ปรากฏว่าพอถึงเวลาจริง ๆ ก็ราคาตลาดที่เหมือนกับถูกปลดไปก็ขยับขึ้นมา พอขยับขึ้นมาก็ทำให้ช่วยทั้งเรื่องรัฐบาล ช่วยทั้งเรื่องเกษตรกรด้วยครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่ประเด็นสำคัญของนโยบายนี้ก็คือว่าจะไม่ยุ่งกับกลไกราคา ไม่ยุ่งกับการตลาด ปล่อยให้ตลาดข้าวดำเนินไป ซื้อขายโดยเสรี ถ้าหากเกษตรกรขายได้ราคาต่ำว่าราคาประกัน รัฐจึงชดเชยให้"

อภิสิทธิ์: " ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ทีนี้ในด้านของโรงสีบ้าง ในอดีตนโยบายรัฐบาลในอดีตเขาทำให้กลไกตลาดมันตายไปแล้ว แต่ถามว่าตลาดข้าวตอนนี้ ในการซื้อขายในปัจจุบันหลังจากมีนโยบายนี้ ตลาดข้าวมันฟื้นขึ้นมาได้ไหม"

ตัวแทนโรงสี: " คือในเรื่องของกลไกนะคะ คือตอนนี้โรงสีเหมือนกับเข้าไปอยู่ในกลไกที่แท้จริง คือเป็นราคาจริง ๆ ก็คือว่าเมื่อก่อนนี้ราคามันจะผันผวน มันจะไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ว่าโรงสีใช้มาตรการจำนำใช่ไหมคะ ตอนนี้โรงสี ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก หรือว่าพ่อค้าคนกลาง มีกลยุทธ์อะไรก็คือต้องงัดมาใช้ฝีมือกันในการแข่งขัน เพื่อที่จะต้องปรับปรุงคุณภาพข้าว การผลิตและผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ถ้าเกิดว่าใครมีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งก็จะสามารถสู้กับคู่ต่อสู้ได้ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้า และอย่างในแถวพิจิตรนะคะยกตัวอย่าง พอต้นปีฤดูข้าวออกเยอะ ๆ นี้นะคะ ข้าวจะราคาค่อย ๆ ลง แต่พอปลายปีมันจะค่อย ๆ ขยับสูง

ทีนี้เมื่อก่อนนี้ประเทศคู่ค้าใช่ไหมคะท่านนายกฯ คือเขาจะใช้ปริมาณสต็อกของรัฐ และนโยบายต่าง ๆ มาเป็นเครื่องต่อรองที่จะกดราคารับซื้อจากเรา แต่ว่าหลังจากนี้ไปสต็อกข้าวส่วนใหญ่จะอยู่กับผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการบางครั้งอาจจะขายหรือไม่ขายก็ได้ คือโรงสีมีสภาพคล่องหมุนเวียนได้ทัน ราคาตอนนี้อย่างสมมติ ๕๐๐ เหรียญฯ เขาอาจจะไม่ขาย ถูกไหมคะ เขาอาจจะรออีกหน่อย ซึ่งตรงนี้ส่วนแบ่งตลาดมันก็จะหายไป ถูกไหมคะ ซึ่งตรงนี้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค้าของเราเขาก็ต้องหันไปมอง มองสภาพแวดล้อมอย่างอื่น อย่างเช่นภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างประเทศเวียดนามใช่ไหมคะ เวียดนามตอนนี้ประสบพายุไต้ฝุ่นป้าหม่า ก็ผลผลิตเสียหาย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ฟิลิปปินส์"

ตัวแทนโรงสี: " ใช่ค่ะ ประเทศที่เป็นคู่แข่งของเรา"

ผู้ดำเนินรายการ: " อินเดียเจอปัญหาแล้ง"

ตัวแทนโรงสี: " ใช่ ตรงนี้อาจจะส่งผลดี ซึ่งผู้ซื้ออาจจะเก็งราคาไม่ถูก เพราะว่า ๑. คือว่าโรงสีหรือผู้ประกอบการส่งออก เขาคงจะไม่มาแบบโปรโมตว่าเดือนนี้เราจะต้องการขายข้าวไปกี่ล้านตัน ทำให้เขาเก็งราคาไม่ถูกค่ะ ตรงนี้คือว่ามันเป็นกลไกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่แน่อนาคตอันใกล้เราอาจจะได้ฟังข่าวดีในเรื่องของราคาก็ได้ค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ฟังดูนโยบายนี้ได้แรงหนุนจากการที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ผลิตข้าวเขาประสบปัญหาด้วยนะครับนายกฯ"

อภิสิทธิ์: " ก็มีส่วนครับ  แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเสริมคือว่าเรากำลังทำให้ทุกคนกลับมาค้าขายตามปกติมากขึ้น  และผมคิดว่าอีกหน่อยจะใช้ตลาดล่วงหน้ากันมากขึ้นด้วย  ก็เป็นการกระตุ้นตลาดล่วงหน้า สินค้าเกษตรด้วย  ทีนี้ในส่วนรัฐบาลเองปีนี้ก็ยังลำบากนิดหน่อย  เพราะว่าของเก่าที่อยู่ในสต็อกก็ยังมีพอสมควร  แต่ว่าเราก็พยายามบริหารจัดการให้ดี  และในส่วนของประเทศที่ประสบภัยตอนนี้เราก็จะมีนโยบายว่าเราก็ไปทำการเจรจาเรื่องของรัฐต่อรัฐ  แต่ว่าเราดูแนวโน้มราคาข้าวน่าจะเป็นข่าวดี  แต่เราไม่รีบร้อนในการที่จะระบายเหมือนกัน  และก็ใช้หลักเดียวกันในเรื่องของมันสำปะหลัง ในเรื่องของข้าวโพด  ก็จะช่วยทำให้ได้ดี  แต่ว่าในส่วนโรงสีและในวงการค้าข้าว  ก็คงต้องใช้เวลาอีกนิดหนึ่งในการปรับตัวกลับเข้ามาจากระบบซึ่งมัน  เมื่อสักครู่นี้ใช้คำว่าตายไป  กำลังฟื้นขึ้นมาก็ยังมีปัญหาบ้างเรื่องสภาพคล่องอะไรต่าง ๆ เราจะมีมาตรการเรื่องสินเชื่อ เรื่องอะไรเข้าไป  เพื่อที่จะให้เขากลับมาเพื่อสามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็ง  ตรงนี้อาจจะเถียงกันว่าแล้วให้เขาแข่งขันกันมันยากมันง่าย  มันจะวุ่นวาย มันดีหรือไม่ดีกับใคร  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องย้ำก็คือว่าเมื่อระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มันจะดีสำหรับประเทศไทย  และข้าวไทย และสินค้าเกษตรไทย  เพราะว่าตอนที่เราทำจำนำ  เรารับข้าวเข้ามาต้นทุนสูง  ข้าวไทยต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ หนีราคาของเวียดนามไปเป็นร้อยเหรียญแล้ว  แล้วก็จะเริ่มแข่งขันได้ยาก  และก็มีประเด็นเมื่อสักครู่ที่บอกว่า  เอาข้าวปลูกไวนี่แหละ  เพราะว่าจำนำได้เยอะก็จะเป็นตัวทำให้คุณภาพข้าวของไทยตกลง  ขณะนี้เราจะทำให้มันดีขึ้นจากการคืนกลไกตลาด  รอบหน้าเราจะเพิ่มมาตรการใหม่ ๆ เข้าไปยังไม่อยากพูดเดี๋ยวสับสน  พอเปลี่ยนมาเท่านี้ก็สับสนพอสมควร  แต่เราจะต้องมีวิธีจูงใจว่าทำอย่างไรคนปลูกข้าวคุณภาพดี  ทำอย่างไรคนพยายามเพิ่มผลผลิตต่อไร่อย่างนี้เป็นต้น"

ผู้ดำเนินรายการ:  " หรือลดต้นทุนการผลิตลงเพื่อการแข่งขันมากขึ้น"

อภิสิทธิ์:   " ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ทีนี้บทบาทของธ.ก.ส.เองก็ทำทั้งสองด้าน  ทั้งในส่วนของเกษตรกร และส่วนของผู้ประกอบการโรงสี ที่ผ่านมาบทบาทในการทำให้โครงการนี้มันออกฤทธิ์และมีความสำเร็จไปดำเนินการอย่างไรบ้างครับ"

ผู้แทนธ.ก.ส.:  " ก็เรียนอย่างนี้นะครับผมอยู่ในเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์  เมื่อเช้านี้ผมตามท่านนายกฯ ไปที่สุโขทัยกับพิษณุโลก  ที่พิษณุโลกมีเกษตรกรมารับเงิน ใบหน้ายิ้มแย้มมาก  บอกกับท่านนายกฯ ว่าแม้ผลผลิตเสียหายแต่ก็ยังได้รับส่วนต่างของราคา  เงินยังมือสั่น ๆ  จำได้ว่าตามท่านนายกฯ ไปเหมือนกันที่ลพบุรี  ตอนนั้นคนยังงง เกษตรกรยังงง"

ผู้ดำเนินรายการ:  " มีคำถามเยอะมากตอนนั้นที่ลพบุรี" 

ผู้แทนธ.ก.ส.:  " แต่ตอนนี้ผมคิดว่า ๔ ล้านราย ที่มาขอขึ้นทะเบียน ธ.ก.ส.กำลังไล่ทำสัญญา  ไม่ต้องพูดถึงเรื่องข้าวโพดกับมัน ตอนนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มีคนได้รับประโยชน์ไปประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ กว่าราย เงินที่โอนเข้าไป ๒,๐๐๐ กว่าล้าน  ขณะนี้กำลังทำเรื่องข้าวอย่างเต็มที่  และบอกกับพี่น้องเกษตรกรว่าจะทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้  และจะเก็บตกให้หมดภายในวันที่ ๑๕ ธันวาคม  อันนี้ก็หมายถึงว่าความมั่นใจของพี่น้องเกษตรขึ้นมาเต็มที่  เราใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ตรง  ผมให้พนักงานผมไปประชุมทั้งเช้าทั้งบ่ายทั้งเย็นเลยตอนนี้  ทำงานถึงสี่ทุ่มห้าทุ่มครับ"

อภิสิทธิ์ : " คือที่ผมดีใจก็คือว่าตอนแรก ๆ ที่เริ่มโครงการไป คำถามจะยังเป็นว่าทำได้หรือเปล่า  สงสัยกลับไปจำนำดีไหม  จะจ่ายหรือเปล่า  สารพัดนะครับ  แต่วันนี้คำถามที่ได้ยินบ่อยขึ้นปีหน้าทำอีกได้ไหม อันนี้ชื่นใจที่สุดครับ  พอบอกปีหน้าทำอีกได้ไหมนี่ก็แสดงว่ายอมรับแล้วว่าอยากจะให้มีโครงการนี้"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ถามในที่นี้ได้ไหมว่าถ้าอยากจะให้โครงการปีหน้าทำอีก ขอเสียงปรบมือหน่อย  แล้วจะทำอีกไหมครับ"

อภิสิทธิ์:  " ทำอีกครับ  ตอนนี้ก็มีเรื่องต่อรองกันนิดหน่อย  ก็คือว่าหลักตอนนี้ที่เราดูก็คือว่าอยากให้เกษตรกรได้ใช้สิทธิ์ปีละ ๒ ครั้ง  ก็ต้องบริหารจัดการนิดหนึ่ง  บางคนก็บอกว่ากำหนดเป็นช่วงเวลาได้ไหม  บางคนก็บอกอย่ากำหนดช่วงเวลาเลย  เพราะว่าบางพื้นที่บางทีเขาก็ต้องทำเร็วหนีน้ำท่วม บางพื้นที่โดยสภาพธรรมชาติเขาทำช้ากว่า  อย่ากำหนดช่วงเวลาได้ไหม  เอาเป็นว่า ๑ คนให้ได้ ๒ ครั้ง และก็เริ่มมีเสียงบอก ๓ ครั้งได้ไหม  เอา ๒ ครั้งก่อนนะครับอันนี้เป็นหลักที่เราจะยืนยันทำ และจะไปดูการบริหารจัดการให้เรียบร้อย 

ผู้ดำเนินรายการ:  " ฟังดูความสำเร็จนี่เกษตรกรอยากเข้าร่วมมากขึ้น ปริมาณการประกันก็อยากจะเพิ่มเพดานเพิ่มขึ้นมาอีก  บางคนบอกมี ๓๐ กว่าตันอยากให้เพิ่มเป็น ๓๐ กว่าตันเลย  ฟังดูเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้เลยนะครับ"
 
อภิสิทธิ์:  " ตรงนี้ก็จะต้องไปดู  เพราะว่าพอปีแรกเราจะเริ่มประเมินได้ว่าเงินต้องใช้เท่าไหร่  รัฐบาลจะมีกำลังเท่าไหร่ในการทำเรื่องเหล่านี้  ทีนี้ถ้าสมมติเรื่องว่าจำกัดไว้กี่ตันกี่ตัน คือขณะนี้เราดูว่าเราช่วยรายย่อยได้หมด  ก็จะมีรายใหญ่ซึ่งยังไม่เต็มที่เท่านั้น  แต่ถ้าขยับได้วันข้างหน้าก็จะขยับ  ส่วนผลผลิตต่อไร่อย่างที่บอกจะดูตามความเป็นจริง  และวันข้างหน้าก็อาจจะมีตัวเล่นที่เราจะเพิ่มเข้ามาในเรื่องการประกัน"
 
ผู้ดำเนินรายการ: " โรงสีดูรู้สึกว่าจะมีความสุขมากสำหรับการดำเนินโครงการนี้"

ผู้แทนโรงสี :  " โรงสีก็ทำเพื่อเกษตรกรอยู่แล้ว  ถ้าเกษตรกรมีความสุขโรงสีก็ยินดี  อยากจะถามท่านนายกฯ นิดหนึ่งพอดีดิฉันดูตัวเลขที่ว่ารัฐบาลคาดการณ์ว่าเกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการรุ่นแรกตอนต้น ๒๓.๕ ล้านตันใช่ไหมค่ะ  แต่ตอนนี้คิดเป็น ๗๖ เปอร์เซ็นต์  ผลผลิตเพิ่มไปถึง ๒๖.๘ ล้านตัน  ตอนนี้ยังไม่เต็มร้อย  ถ้าร้อยคาดว่า ๓๔ ล้านตันเป็นไปได้ไหมคะ ที่ท่านจะพิจารณาเพิ่มโควตาต่อ ๑ ครัวเรือนจาก ๒๕ ตันเพิ่มไปให้เขาอีกสัก ๑๐ ตัน หรือ ๒๐ ตัน  จะเป็นไปได้ไหมคะ"

อภิสิทธิ์:  " ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาทำให้เราต้องมาทบทวนในหลาย ๆ เรื่อง เช่น ผลผลิตต่อไร่บ้าง อะไรบ้าง  และอีกส่วนหนึ่งอย่าลืมว่าประกันที่ต่างจากจำนำอีกเรื่องหนึ่งคือว่า  คนที่ปลูกกินเองเขาเข้าโครงการได้ทั้งหมด  จำนำเราเห็นเฉพาะส่วนเกินของเขาที่เขาเอาออกมาขาย เพราะฉะนั้น ปริมาณตัวนี้ต้องทำให้เราไปทบทวนดู อย่างที่บอกครับยินดีว่าให้โครงการรอบแรกเสร็จจะรีบมาทบทวนเลยว่าตรงไหนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข  คือหลักการขอให้ไปได้ก่อน  และสามารถแก้ปัญหาอย่างที่เราอยากจะเห็นได้ในเบื้องต้น  อาจจะยังไม่จุใจบ้าง  ยังอยากจะได้ตรงนั้นตรงนี้เพิ่มบ้าง  เดี๋ยวมาปรับแก้กัน"

ผู้ดำเนินรายการ:  " เข้าใจว่ามีเกษตรกรชาวไร่ชาวนาอยากจะถามท่านนายกฯ ด้วยนะครับเชิญครับ"

กำนันตำบลย่านยาว:  " กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี  กระผมนายอารมณ์ มีหวัง  กำนันตำบลย่านยาว อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร  เมื่อสักครู่นี้ได้ยินเกษตรกรก็ถาม  ผมในฐานะตัวแทนเกี่ยวกับเรื่องประกันราคาก็ดี  แต่ตอนนี้เรื่องเพลี้ยกระโดดลง เช่น ทำนา ๑๐ ไร่ เก็บเกี่ยวช่วงนี้บางทีได้ ๒ ตัน แล้วการประกันราคาจะช่วยเหลือแนวทางไหน"

อภิสิทธิ์:   " ต้องแยก ๒ เรื่องนะครับ  เอาเรื่องประกันก่อน  สมมติว่าทำสัญญาไว้ ๑๐ ไร่ ผลผลิตคำนวณออกมาเท่าไหร่  ทำไม่ได้จริงไม่สำคัญครับ  เราจ่ายให้ตามที่อยู่ในสัญญา  เพราะฉะนั้น สมมติเสียหายไป  แม้จะเสียหายหมดเลย  ก็มารับชดเชยตามจำนวนที่อยู่ในสัญญา  ๑๐ ไร่ก็คือ ๑๐ ไร่ แล้วในส่วนของเรื่องเพลี้ยที่เป็นการเฉพาะ ทาง ธ.ก.ส.ก็กำลังที่จะรีบสำรวจและหามาตรการมาช่วยเหลือ"

กำนันตำบลย่านยาว:  " สมมติว่าในราคารัฐบาลประกันตรงนี้ก็ ๖๒  ๑๐ ไร่ก็ ๖๐ บ้าง ในอัตรานี้ถึงแม้จะได้เท่าไหร่ก็เพิ่มเต็มอัตรา"

อภิสิทธิ์:  " ใช่ครับ เหมือนกับที่บอกสมมติ ๑๐ ไร่ ผลผลิตออกมาสมมติ ๑๐ ตัน เก็บไว้กินเอง และก็ขาย ที่มาขายนี่ไม่เท่าไหร่  ไม่สำคัญครับ  คือทำสัญญาไว้กี่ตันได้ตามนั้นครับ"

เกษตรกร:  " เรียนท่านนายกฯ ค่ะ ดิฉันธนพร เกษตรกร มี ๔ ข้อที่อยากซักถามและขอความช่วยเหลือ  อยากทราบว่าขายข้าวอายุสั้นกับอายุยาว ราคาที่ช่วยเหลือจากรัฐเท่ากันไหม  ส่วนต่างเราจะได้เท่าไหร่"

อภิสิทธิ์:   " ส่วนต่างตามที่ประกาศข้าวขาว ส่วนต่างเท่ากันครับ"

เกษตรกร:  " อย่างเพลี้ยเยอะ เราฉีดยา ๕ วันฉีดก็เอาไม่อยู่  บางทีต้องไถทิ้ง  แล้วเราจะเอาอะไรไปยื่นกับ ธ.ก.ส.เพื่อรับเงิน"

อภิสิทธิ์:  " เอาสัญญาครับ  เราไม่ดูของอยู่แล้ว  ถึงจะเสียหาย  ถึงจะน้ำท่วม ถึงจะเพลี้ย ถึงจะกินเอง ไม่เป็นไรครับ  เราไม่ดูของ ขอให้มีสัญญามาว่ามีเท่านี้เราให้เท่านี้"

ผู้แทนธ.ก.ส.: " ไม่ต้องส่งมอบของ"

เกษตรกร:  " วันไหนก็ไปยื่นได้เลย"

อภิสิทธิ์:  " ได้ครับ  ถ้ามีสัญญาแล้วนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ใครสงสัยไหมครับฟังดูแล้วไม่สนใจเลยว่าข้าวจะได้หรือข้าวจะเสีย
เกษตรกร  ก็มันเสียไปแล้วนี่ค่ะ  เสียไปแล้วตอนน้ำท่วมก็เสีย  ตอนนี้เพลี้ยอีกแล้วค่ะธ.ก.ส. อันนี้เป็นเพราะนำร่องมากเกินไป  ต้องตัดวงจรมันบ้าง  ไม่อย่างนั้นเพลี้ยมันจะเยอะ"

เกษตรกร:  " เราทำ ๓ รอบค่ะ"

อภิสิทธิ์:  " แสดงว่าธ.ก.ส.จะดูเรื่องเพลี้ยให้ด้วยนะ"

ผู้แทนธ.ก.ส.:  " ครับ  จะรวบรวมข้อมูลให้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ฟังดูนโยบายที่จะดำเนินการต่อไปครับท่านนายกฯ  คงต้องมีการปรับในรายละเอียดเล็กน้อย"

อภิสิทธิ์ :  " ใช่ครับ  จะต้องมีการปรับแก้ในบางจุด ก็เป็นบทเรียนนะครับ ตอนนี้ขอให้ตรงนี้เดินไปให้ได้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ฤดูกาลนี้  เสร็จแล้วก็จะมาร่วมประเมิน  ผมเองจะใช้วิธีฟังทั้งเกษตรกร โรงสี พ่อค้า ผู้ส่งออก  ผู้เชี่ยวชาญ ในกรรมการนโยบายข้าวก็จะมาประเมินกันอีกครั้งหนึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ:  " แต่ว่ามาคราวนี้  ท่านนายกฯ มาที่สุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก  เชื่อมโยงประเด็นที่ท่านนายกฯ ประกาศกับชาวบ้านก็คือ จะมีการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วย  และเชื่อมโยงจากการมีรายได้เพิ่มจากนโยบายประกันรายได้และขยายเวลาของการชำระหนี้ของกองทุนหมู่บ้านไปด้วย  อันนี้เชื่อมร้อยกับนโยบายประกันรายได้ด้วยไหมครับ"

อภิสิทธิ์:   " ใช่ครับ คือจริง ๆ แล้ว เราพยายามที่จะให้เกษตรกรตั้งหลักได้ มีหลักประกันมากขึ้น  แต่ว่าอีกหลาย ๆ เรื่องต้องทำควบคู่กันไป  อย่างที่เราแก้หนี้นอกระบบก็ดี  เรื่องกองทุนหมู่บ้านก็ดี  จริง ๆ ต้องมีหน่วยที่เข้าไปช่วยดูแลว่าเขามีอาชีพ มีรายได้ เพราะว่าถึงดอกต่ำลง ยืดหนี้ยาวขึ้น  แต่ว่าถ้ายังไม่สามารถมีรายได้ได้มันก็ไม่พ้นนะครับ  สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่วงจรนี้อีก  เพราะฉะนั้นการที่เรายืดเวลากับให้เขาตั้งหลักได้ เราต้องเข้าไปทำเพิ่มเติม รุกเพิ่มเติม เพื่อให้เขามีอาชีพมีรายได้ด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ทั้งหมดนี้คือความเชื่อมั่นที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบให้กับพี่น้องเกษตรกร และผู้ประกอบการด้วย มั่นใจมากไหม"

เกษตรกร:  " โครงการประกันรายได้เกษตรกร ถ้าถามผมในฐานะเกษตรกรมั่นใจไหม  ผมว่าเกษตรกรได้ประโยชน์แทบทุกราย  มันไม่ได้ไปกระจุกตัวอยู่ตรงใดตรงหนึ่งมันได้ทุกรายจริง ๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุด  ผมมองอนาคตเรื่องสายพันธุ์ข้าว ต่อไปสายพันธุ์ข้าวจะต้องดีขึ้น  ก็ขอให้นโยบายเรื่องรักษาสายพันธุ์ด้วย เพราะว่าลองฟังดูท่านนายกฯ พูดแล้วผมก็มั่นใจว่าสายพันธุ์ข้าวจะดีขึ้น  และมั่นใจไปด้วยก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกรจะอยู่ตลอดไป  ให้เป็นนโยบายตลอดไป "

ผู้ดำเนินรายการ: " อยู่ต่อไปและให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมด้วยหรือเปล่า  อีกหลายคนก็ห่วงใยท่านนายกฯ  หลายคนบอกว่ามีเสียงจากหลายพื้นที่บอกนายกฯ สู้ ๆ นายกฯ สู้ ๆ วันนี้ฝ่าฟันภารกิจหลายด้าน ทั้งศึกในประเทศ และมีนอกประเทศด้วย  ถามหน่อยกำลังใจที่ได้จากชาวบ้านวันนี้เป็นยังไงบ้าง"

อภิสิทธิ์:  " ผมมีกำลังใจดี และต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจมาตลอด และทุกครั้งที่มาลงพื้นที่ก็ประทับใจในน้ำใจไมตรีและโอกาสที่พี่น้องให้กับเรา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- กระตุ้นการท่องเที่ยว: ฉลองกรุงสุโขทัยครบ ๗๗๗ ปี
...นโยบายที่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับจังหวัดสุโขทัยคือ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยจะดำเนินการปรับปรุง บูรณะสิ่งก่อสร้างในอุทยานประวัติศาสตร์ โดยอิงกับประวัติศาสตร์และให้สมกับความเป็นมรดกโลก และจะมีงานเฉลิมฉลองใหญ่เนื่องในวันครบรอบ ๗๗๗ ปี เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และนายกฯ "อภิสิทธิ์" ได้เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมถวายความจงรักภักดีต่อในหลวงเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

อภิสิทธิ์:
"...อยากจะเรียนกับพี่น้องชาวสุโขทัยโดยเฉพาะเลยก็คือว่า วันนี้เราอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ พวกเราทุกคนทราบนะครับ แล้วก็เคยมีกระแสพระราชดำรัสด้วยว่า ถ้าไม่มีกรุงสุโขทัยก็ไม่มีประเทศไทยวันนี้ ประวัติศาสตร์ที่นี่ย้อนกลับไป ๗๐๐ กว่าปี นักประวัติศาสตร์ยังเถียงกันอยู่ครับ กำลังหาคำตอบให้ผมว่ามันใกล้จะครบ ๗๗๗ ปีเร็ว ๆ นี้ครับ ผมคิดว่าน่าจะมีงานฉลองใหญ่ที่สุโขทัยและประเทศไทยสักที ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าผมเคยมาพบกับพี่น้องตอนนั้น มาหาเสียงเลือกตั้งปลายปี ๒๕๕๐ เลือกตั้งเสร็จแอบกลับมาเที่ยวตอนปีใหม่ พี่น้องหลายคนทราบ บางคนไม่ทราบ ผมแอบกลับมาเที่ยว มาชมอุทยานประวัติศาสตร์ ปั่นจักรยานอยู่ สนุกสนานมาก แต่ผมแปลกใจว่าสิ่งงดงาม สิ่งที่ดี ๆ ที่มีอยู่ที่นี่ ประวัติศาสตร์ยาวนานนี้ครับ แต่ว่าเรายังไม่สามารถที่จะดึงหรือทำให้คนรับรู้ สนใจในการที่จะมาท่องเที่ยวที่นี่มากเท่าที่ควร ทั้งที่จริงก็มีทั้งสนามบินแล้วอะไรแล้วนะครับ

เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับจังหวัด เราก็มุ่งในเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทยเข้มแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จังหวัด กลุ่มจังหวัด ก็จะมีทั้งงบปกติ ทั้งงบไทยเข้มแข็ง งบที่เรียกว่างบพัฒนาจังหวัด เข้ามาทำตรงนี้ แต่ประเด็นนี้เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวคนชอบคิดว่าวิธีที่จะไปชวนคนคือไปโฆษณา จริง ๆ แล้วเราต้องทำมากกว่าเรื่องโฆษณา เราต้องมาดูว่าสิ่งที่เรามีอยู่นี้ แล้วแน่นอนนะครับ พอเวลาผ่านไป มีความชำรุดทรุดโทรม จำเป็นจะต้องบูรณะ จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงนี้ หรือจำเป็นที่จะต้องมีการจัดระเบียบ เราต้องทำอย่างไร ประเทศไทยนี้ครับมีของดีอยู่ เรายืนอยู่ข้างหน้านี้เยอะแยะอย่างนี้ ทำไม่เราไม่สามารถทำได้บ้าง ดึงให้คนได้รับรู้ประวัติศาสตร์อะไรต่าง ๆ ซึ่งท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ฯ ท่านอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์นะครับ ท่านที่ปรึกษาฯ กำลังจะไปทำเป็นโครงการให้มันครบ เพื่อเสริมการท่องเที่ยว เราก็จะปรับปรุงบูรณะทำเรื่องของซุ้มประตู ทำเรื่องของกำแพงคูเมืองต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยอิงกับประวัติศาสตร์และก็ให้สมกับความเป็นมรดกโลก

นี่คือสิ่งที่ทำครับ เพราะฉะนั้นอยากจะบอกกับพี่น้องนะครับว่าวันนี้มาก็เป็นโอกาสดี ที่มาพูดคุยถึงการทำงานของรัฐบาลให้กับพี่น้องประชาชน พอดีทราบว่าพรุ่งนี้เป็นคิวของสุโขทัยใช่ไหมครับพรุ่งนี้ ที่จะร้องเพลงชาติ ผมไม่รู้พี่น้องดูทีวีตอน ๘ โมงเช้ากับ ๖ โมงเย็นหรือไม่นะครับ ที่อื่นเขาบางจังหวัดมากันเป็นแสนนะครับ เดี๋ยวจะต้องรอดูพรุ่งนี้ว่าที่นี่จะเท่าไร แต่ผมคิดว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงที่พี่น้องประชาชนควรจะได้มีความสุข นอกจากร้องเพลงชาติวันพรุ่งนี้ที่นี่แล้ว เดือนธันวาคมครับ จะมีการจัดงานเทิดพระเกียรติเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา รัฐบาลก็จะจัดงานใหญ่ทั้งที่สนามหลวงเหมือนกับทุกปี แล้วก็จะมีงานตลอดถนนราชดำเนิน รวมไปถึงที่ลานพระราชวังดุสิตหรือลานพระบรมรูปทรงม้า ก็จะทำตั้งแต่วันที่ ๓ ธันวาคมไปจนถึงวันที่ ๑๓ ก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องนะครับ มีโอกาสก็ไปร่วมกันถวายความจงรักภักดี และผมคิดว่าถ้าเราร่วมกิจกรรมในการที่จะยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเดินหน้า และพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็จะมีความสุขได้เช่นเดียวกัน ซึ่งคือความปรารถนาสูงสุดของผมและคณะรัฐมนตรี และคณะที่เดินทางมาพบกับพี่น้องในวันนี้ครับ..."

(กลับไปด้านบน)

- การต่างประเทศ: การประชุมเอเปค เยือนกาตาร์
...การประชุมเอเปคสหรัฐฯ ให้ความสนใจที่จะมามีความสัมพันธ์ และสนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียน ในการประชุมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การประสานนโยบายทางด้านเศรษฐกิจต้องทำอย่างต่อเนื่อง และช่วยกันสร้างความเติบโตอย่างสมดุลและเป็นธรรม และนายกฯ "อภิสิทธิ์" จะเดินทางเยือนกาต้าร์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ และเพื่อเพิ่มการค้าการลงทุนกับประเทศกลุ่มตะวันออก

อภิสิทธิ์:
"...สัปดาห์ที่แล้วตอนช่วงที่รายการออกอากาศนั้น ผมยังอยู่ในระหว่างการประชุมผู้นำของกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือที่เรียกกันว่า เอเปค และในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่แล้วผมก็อยู่ในระหว่างการประชุม ซึ่งถือว่าเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ คือเป็นการประชุมครั้งแรกระหว่างผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียนกับผู้นำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งการประชุมครั้งนั้นผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากสำหรับความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นการประชุมครั้งแรกระดับผู้นำ และได้ตกลงกันว่าต่อจากนี้ไปก็จะมีการประชุมระหว่างผู้นำของอาเซียนกับสหรัฐอเมริกานั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นประจำ เป็นการยืนยันว่าสหรัฐอเมริกานั้นได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการที่จะเข้ามามีความสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้ และในการประชุมท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้แสดงออกชัดเจนถึงความต้องการที่จะสนับสนุนกระบวนการของการสร้างประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญใน ๖ ปีข้างหน้า พร้อม ๆ กันนั้นครับอาเซียนได้ยืนยันการเป็นหุ้นส่วน และการเป็นมิตรที่ดีในการที่จะร่วมกันผลักดันการแก้ปัญหาทั้งในภูมิภาคและปัญหาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือความมั่นคง

สำหรับการประชุมเอเปคนั้น ได้มีการพูดกันมากในเรื่องของการฟื้นตัวหรือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าขณะนี้ภาวะของเศรษฐกิจโลกนั้นเริ่มที่จะคลี่คลายลง แต่ว่าประเทศหลายประเทศนั้นยังมีปัญหาอยู่ บางประเทศยังมีความวิตกกังวลในเรื่องของระบบการเงิน บางประเทศยังมีความวิตกกังวลในเรื่องของปัญหาการว่างงาน ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปในหลายประเทศเช่นเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญคือว่าการประสานนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเพื่อให้การฟื้นตัวครั้งนี้เดินไปได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือมีการแลกเปลี่ยนกันว่าเราต้องช่วยกันสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตที่เป็นการเติบโตที่มีทั้งความสมดุล มีทั้งความยั่งยืน และมีทั้งความเป็นธรรมคือสามารถที่จะกระจายไปให้พี่น้องประชาชนทั่วกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศเอง หรือไม่ว่าจะเป็นในระดับของระหว่างประเทศ...

สำหรับสัปดาห์หน้าผมมีกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือนกาตาร์ ซึ่งเป็นการเปิดความสัมพันธ์ตั้งแต่ผมเข้ามา คือเป็นการเดินทางครั้งแรกไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเพิ่มพูนในเรื่องของการค้าการลงทุน เพราะว่าในส่วนของตะวันออกนั้นก็มีศักยภาพที่สูงมาก และจะเป็นความร่วมมือไม่เพียงเฉพาะในส่วนระหว่างไทยกับกาตาร์ แต่ว่าในระหว่างอาเซียนกับประเทศในภูมิภาคนั้นด้วย..."

(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: เบี้ยคนพิการ อีลิทคาร์ด ผ่านกฎหมายฯชายแดนใต้ หวังเชียงใหม่สมานฉันท์แบบเลย
เปิดให้คนพิการลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพ
อภิสิทธิ์: "...ถือโอกาสเรียนอีกกลุ่มหนึ่งครับที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าเข้าไปที่จะช่วยเหลือก็คือในเดือนธันวาคมเช่นเดียวกันครับ จะมีการเปิดการลงทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนคนพิการ ซึ่งมีเป้าหมายว่าเราจะสามารถจ่ายเบี้ยคนพิการให้กับคนพิการทุกคนครบถ้วนได้ในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไป นี่ก็เป็นงานสำคัญในแง่ของเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนที่เป็นภาพรวมของเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนที่เป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเฉพาะกลุ่มที่ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง...
เปิดให้เอกชนที่สนใจซื้อโครงการอีลิทคาร์ด

ในสัปดาห์นี้รัฐบาลได้มีการพิจารณาโครงการ ๆ หนึ่งครับซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด คือโครงการที่เรียกว่า อีลิทคาร์ด คือรัฐบาลในอดีตไปขายบัตรที่ให้สิทธิพิเศษกับคนที่มาซื้อบัตรนี้ในราคา ๑ ล้านบาท แล้วก็โฆษณาว่าเขาสามารถมาท่องเที่ยวใช้สิทธิพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจลงตราเข้าเมือง ไปจนถึงเรื่องของการใช้สนามกอล์ฟ สปา ต่าง ๆ ความจริงก็คือว่าบริษัทที่ทำเรื่องนี้สามารถที่จะระดมสมาชิกเข้ามาได้ ประมาณ ๒,๕๐๐ คนโดยประมาณ ก็มีเงินเข้ามาประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท แต่ว่าถึงวันนี้เงินตรงนั้นเกือบหมดแล้ว ในขณะที่คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสามารถใช้สิทธิ์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เพราะฉะนั้น โครงการนี้ก็จะเป็นโครงการที่ขาดทุนค่อนข้างมากเกือบทุกปี รัฐบาลก็ต้องเข้ามาพิจารณาในเรื่องนี้ ครั้นจะไปเลิกโครงการเสียทีเดียวทันที ก็อาจจะเกิดปัญหาทางกฎหมายถูกฟ้องร้องขึ้นมา ที่สำคัญที่สุดคือว่าประเทศไทยอาจจะเสียชื่อเสียงไปด้วย เพราะว่าเป็นโครงการซึ่งเคยมีรัฐบาลไทยไปรับรองเอาไว้ถึงสิทธิต่าง ๆ ถึงเวลาแล้วถ้าไปเลิกเสียแล้วคนเหล่านี้ไม่สิทธิ์ต่อไป ก็คงจะเป็นปัญหาทั้งเรื่องชื่อเสียง ทั้งทางกฎหมายแน่นอน

เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นขณะนี้แนวทางที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาก็คือว่าเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่สนใจจะมาทำธุรกิจแบบนี้ซื้อโครงการออกไป โดยจะกำหนดเป็นเงื่อนไขว่าคงต้องรับในเรื่องของทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบทางกฎหมายไปทั้งหมด ภาครัฐจะยังคงสนับสนุนก็คือในส่วนที่เป็นสิทธิที่จำเป็นต้องใช้อำนาจของรัฐ เช่น สิทธิพิเศษในเรื่องของการตรวจลงตรา หรือว่าในเรื่องของการเข้าเมืองอย่างนี้เป็นต้น ส่วนเงื่อนไขสมาชิกใหม่ภาคเอกชนที่สนใจจะไปกำหนดอย่างไร ก็สามารถที่จะทำได้ เบื้องต้นจะให้ทางกระทรวงการคลังกับสภาพัฒน์ฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปเขียนเงื่อนไขมาเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามารับซื้อโครงการนี้ เงื่อนไขก็คงจะเสร็จภายใน ๓๐ วัน และหลังจากนั้นประมาณ ๖๐ วันไม่น่าจะเกินนั้น คงจะมีความชัดเจนว่ามีภาคเอกชนที่สนใจจะเข้ามารับตรงนี้ไปหรือไม่นะครับ นี่ก็คืองานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งในการมาสะสางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตครับ
จังหวัดเลยจะเป็นแบบอย่างของการสมานฉันท์

นอกจากนั้นในสัปดาห์หน้านั้นจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมนี้ รัฐบาลก็ตั้งใจที่จะผ่านกฎหมายสำคัญอีก ๑ ฉบับ คือกฎหมายที่จะจัดตั้งกลไกการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป ซึ่งจะถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล แล้วสัปดาห์หน้าสุดสัปดาห์ผมก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปที่เชียงใหม่ เพื่อที่จะไปร่วมประชุมประจำปีในส่วนของสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น บังเอิญก็มีข่าวคราวในเรื่องของการเดินทางไปเชียงใหม่ ผมก็อยากจะเรียนว่ามีตัวอย่างของจังหวัดซึ่งขณะนี้ได้ทำงานกันอย่างดี ประสานงานกันระหว่างนักการเมืองทุกฝ่าย รวมทั้งท้องถิ่นด้วย คือที่จังหวัดเลยครับ คือเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเป็นแบบอย่างของการสมานฉันท์ และก็เปิดโอกาสให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีไปทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะเขาเห็นว่าอันนี้ก็จะเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพของจังหวัด และช่วยการพัฒนาประเทศ ส่วนความแตกต่างในทางการเมืองก็แสดงออกอยู่ในกรอบของระบบรัฐสภาในกรอบของกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร

เพราะฉะนั้น เช่นเดียวกันนะครับที่ทางภาคเอกชนไปจัดงานที่เชียงใหม่ ก็หวังจะเห็นการสมานฉันท์ลักษณะนี้เกิดขึ้น ผมก็ตั้งใจที่จะไปร่วมงานนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะผมมั่นใจครับว่าพี่น้องชาวเชียงใหม่เกือบทั้งหมด ก็ต้องการที่จะลบภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ ที่มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากปัญหาในทางการเมือง เพราะฉะนั้น อยากจะให้ช่วยกันนะครับในการที่จะบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราจะต้องเดินหน้าไป เพราะว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวขึ้นมาอย่างที่ผมได้เล่าให้ฟัง และยังมีปัญหาหลายปัญหาของพี่น้องประชาชนอีกมากที่รอคอยการแก้ไข..."

(กลับไปด้านบน)

*ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.

ผู้ดำเนินรายการ คือ "คุณประพจน์ ภู่ทองคำ"

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO รายการเต็ม

(กลับไปด้านบน)