แก้วิกฤติภัยแล้ง ด้วยระบบบริหารจัดการ เศรษฐกิจฟื้นเร็วช่วยปรับลดแผนกู้ ไร้เงื่อนไขเกิดรัฐประหาร เสนอให้ก่อสร้างเพื่อเดินหน้ามาบตาพุด ก.วิทย์ฯ ทดสอบ GT200 (๗ ก.พ. ๕๓)

- การเมือง: เศรษฐกิจดี กลไกรัฐสภาใช้ได้ ไม่มีเหตุรัฐประหาร
- เศรษฐกิจ : ฟื้นเร็วเกินคาด สามารถวางแผนลดการกู้ได้
- มาบตาพุด : อัยการขออนุญาตให้ก่อสร้าง เพื่อเดินหน้า
- GT 200 : กระทรวงวิทย์ฯ จะทดสอบ พิสูจน์ปัญหา
- ภัยแล้ง: บริหารจัดการเป็นระบบ เกษตรกรมีส่วนร่วม
- ภัยแล้ง : รัฐต้องมีวินัย จูงใจให้ร่วมมือ ระบบจะเกิดผล
- ภัยแล้ง : ไทยเข้มแข็งระดมเพิ่มแหล่งน้ำระยะยาว
- ตามข่าว: ส่งเงิน ข้าวล็อตแรกช่วยเฮติ แก้ปัญหาที่ทำกิน
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - การเมือง: เศรษฐกิจดี กลไกรัฐสภาใช้ได้ ไม่มีเหตุรัฐประหาร

... นายกฯ วอนช่วยกลั่นกรองข่าวสารก่อนเชื่อ ไร้เงื่อนไขเกิดรัฐประหารทั้งเศรษฐกิจและการเมือง พร้อมเตรียมแผนรองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ย้ำชัดไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ไม่ประสงค์เห็นความรุนแรง เพียงปฏิบัติตามกฎหมายและยึดหลักสิทธิมนุษยชนโดยเคร่งครัด  พร้อมฝากข้อคิดให้เห็นแก่ส่วนรวม ประชาชนทุกคนต้องหนักแน่น

... ใช้กลไกระบบรัฐสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อภิสิทธิ์: "สุดท้ายครับในระยะนี้ก็มีปัญหาความห่วงใยของพี่น้องประชาชนกับข่าวสารที่เกิดขึ้นในเรื่องของปัญหาในความขัดแย้งทางการเมือง  ผมได้มีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงกลางสัปดาห์

อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วอยากให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเอง  ช่วยกันกลั่นกรองข่าวสาร  คือมีความพยายามของคนบางกลุ่มเหมือนกันที่อยากจะให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจ เกิดความหวาดกลัว และวาดภาพเสมือนกับว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง  พูดกันไปถึงขั้นที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร 

ที่จริงแล้วอยากจะเรียนว่าเงื่อนไขสภาพความเป็นจริงพื้นฐานของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยในขณะนี้  มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยครับที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น ในทาง"

  • เศรษฐกิจก็ได้เห็นว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
  • ในทางการเมืองเราก็มีกลไกของระบบรัฐสภา  ซึ่งมีการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นในการตั้งกระทู้ถามสดทุกสัปดาห์  ซึ่งเราก็จัดให้มีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ ไปจนถึงการที่ฝ่ายค้านเองก็กำลังจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล  ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการตรวจสอบตามวิถีทางของระบบรัฐสภา  

ผมมองไม่เห็นว่าความรุนแรงก็ดี  การปฏิวัติรัฐประหารก็ดีจะไปแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหาใด ๆ ได้เลยนะครับสำหรับส่วนรวม  มีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ 

... รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ประชุมกันในสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น  ก็เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น  อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมเคลื่อนไหว  และเกิดอุบัติเหตุหรือไม่อย่างไร  ก็ขอเรียนครับว่าทุกหน่วยมีความพร้อม  มีแผนพร้อมแล้ว  ผมและฝ่ายนโยบาย รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติที่เกี่ยวข้องได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกัน  เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความอุ่นใจว่าเรามีความพร้อมสำหรับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญที่สุดก็คือการซักซ้อมทำความเข้าใจกันถึงหลักคิด  แนวทางของรัฐบาล

ผมขอยืนยันว่าไม่ว่าข่าวสารที่ปรากฏอยู่นี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม  รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร  รัฐบาลมีหน้าที่เพียงแค่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและรักษากฎหมาย  นั่นคือภารกิจที่สำคัญที่สุด  และนี่คือแนวทางของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่  ซึ่งจะไปยึดถือการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักการที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดในทุกกรณี 
 
เพราะฉะนั้น ผมเรียนเพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง  แม้กระทั่งผู้ที่มีความคิดในการที่จะชุมนุมเคลื่อนไหวว่ารัฐบาลนั้นไม่ประสงค์จะเห็นความรุนแรงในบ้านเมือง และจะทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

... เราอย่าทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตามครับ อยากจะฝากเป็นข้อคิดสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนว่า ผมมั่นใจว่าขณะนี้ทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า  ต้องการเห็นเศรษฐกิจ สังคม มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชน

 เราอย่าทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้งซึ่งทำให้คนไทยต้องมาใช้ความรุนแรง หรือมามีปัญหากันเอง  มีปัญหาอะไร เรามีช่องทางตามวิถีทางประชาธิปไตยซึ่งสามารถนำเสนอได้ตามระบบอยู่แล้ว

ขอให้ทุกคนยึดประโยชน์ส่วนรวม  ขอให้ทุกคนนั้นมีความหนักแน่น  และขอให้ทุกคนนั้นทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะพลเมืองที่ดีครับ ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถฟันฝ่าปัญหาต่าง ๆ  ไปในช่วงที่อาจจะมีความสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เศรษฐกิจ : ฟื้นเร็วเกินคาด สามารถวางแผนลดการกู้ได้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้รายได้รัฐเกินเป้า เปิดโอกาสให้รัฐบาลปรับลดการกู้ยืม เป็นการเพิ่มเสถียรภาพให้เศรษฐกิจในระยะยาว  

อภิสิทธิ์:"นอกจากเรื่องนี้แล้วในส่วนของเศรษฐกิจ สัปดาห์ที่ผ่านมาในเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจ  ก็ยังเป็นข่าวดีอย่างต่อเนื่อง  ผมมีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในวงเล็ก

     -กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 
     -ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจ
     -รวมไปถึงหน่วยงานสำคัญ ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย 
     -สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
     -และสำนักงบประมาณ 

  • ทำให้ขณะนี้เรามีความมั่นใจในเรื่องของกระบวนการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  พร้อม ๆ กันไปการที่รัฐบาลกำลังจะสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้า ในปีงบประมาณนี้อาจจะสูงถึงเกือบ ๒ แสนล้านล้าน  ทำให้เราต้องมาเริ่มต้นทบทวนครับ 
  • คงจะจำได้นะครับว่าผมได้บอกว่าแผนที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการกู้เงิน  เราทำเอาไว้เพื่อให้เกิดความมั่นใจและให้เกิดการฟื้นตัว 
  • แต่ว่าถ้าหากว่าภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป และโดยเฉพาะอย่าง ก็คือขยายตัวได้ดีกว่าที่คิด เราก็จะไม่ไปกู้ยืมถ้าไม่จำเป็น 

เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถมีการปรับแผนในเรื่องของการกู้เงินลงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ ยังยืนหลักว่า ในขณะนี้โครงการตามปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่มีการดำเนินการอยู่ จะต้องดำเนินการต่อไป  เพราะว่าเรายังต้องประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    • โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ไปจนถึงประมาณปลายปี  เพื่อรอดูว่าการลงทุนทางภาคเอกชนนั้น จะมีการฟื้นตัวขึ้นมารวดเร็วมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถเป็นตัวจักร ขับเคลื่อนในเรื่องของการขยายตัวเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน  
    • แต่ว่าสำหรับในระยะต่อไป คือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าตั้งแต่ปีงบประมาณหน้า และต่อเนื่องไปอีก ๒-๓ ปี ผมมองว่าเรา และจะทำให้เราสามารถที่จะลดจำนวนเงินที่เราจะต้องกู้ทั้งหมดลงมา 

อันนี้ก็หมายความว่าจะทำให้สิ่งที่หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเราจะกู้เงินมากเกินไปหรือเปล่า สัดส่วนหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นไปหรือเปล่า ถ้าเราปรับแผนตรงนี้แล้ว ก็ยิ่งมีความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นว่า แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว

และผมก็เรียนครับว่า อันนี้เป็นไปตามแนวคิดของเราตั้งแต่ต้นว่า ถ้าเราไม่ได้ทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก  และเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว  เราอาจจะกลับมีปัญหาในเรื่องของหนี้สินที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ  และย้อนกลับมาเป็นปัญหาภาระของงบประมาณของรัฐบาลมากกว่า  เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นข่าวดี" 

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- มาบตาพุด : อัยการขออนุญาตให้ก่อสร้าง เพื่อเดินหน้า

ครม.เห็นชอบ ให้อัยการยื่นขอศาลปกครองให้โครงการต่าง ๆ ดำเนินการก่อสร้างได้โดยเอกชนยินดีรับความเสี่ยง พร้อมเดินหน้าการเยียวยาและจัดการเขตควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง     

อภิสิทธิ์:"ขณะเดียวกันนะครับปัญหาที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในกรณีของมาบตาพุด  สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบทั้งผู้แทนของนักลงทุนจากในส่วนของญี่ปุ่น  ทั้งตัวบริษัท ทั้งเจโทร ซึ่งเป็นองค์กรของญี่ปุ่นที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ  ไปจนถึงบริษัทอื่น ๆ ก็สามารถทำความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นถึงขั้นตอนต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ  พร้อมๆ  กันนั้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

  • คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบที่จะให้ทางอัยการเป็นผู้ยื่นขอความกรุณาจากศาลปกครองว่า ให้โครงการต่าง ๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างไปได้ 
    • ถ้าการก่อสร้างนั้นไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง 
    • และภาคเอกชนนั้นพร้อมที่จะรับความเสี่ยงว่าก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว จะได้ใบอนุญาตหรือไม่ 
    • ยอมรับและเคารพในกระบวนการที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งรัฐบาลได้ออกระเบียบประกาศต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการได้อยู่ โดยจะรับความเสี่ยงทั้งหมด 
  • ซึ่งหลายบริษัท และรวมทั้งตัวแทนของบริษัทญี่ปุ่นก็มีความเข้าใจและมีความพึงพอใจระดับหนึ่ง 

ขณะเดียวกันนะครับการแก้ปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

  • ก็จะมีการดำเนินการและยังดูในเรื่องของโครงการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเยียวยาด้วย
  • และในส่วนที่เป็นแผนปฏิบัติของการจัดการเขตควบคุมมลพิษ  ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศไปในกรณีของมาบตาพุดพร้อม ๆ กันไป ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหาซึ่งเราก็ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างต่อเนื่อง 

แต่คิดว่าขณะนี้มีความลงตัว มีความชัดเจน และคงจะมีความต่อเนื่อง และคงจะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น สามารถที่จะมองเห็นครับว่าจะวางแผนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องการค้าการลงทุน และพร้อม ๆ กันไปดูแลความสมดุลให้เกิดความถูกต้องในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- GT 200 : กระทรวงวิทย์ฯ จะทดสอบ พิสูจน์ปัญหา

ครม.ให้กระทรวงวิทย์ฯ ออกแบบทดลองและการทดสอบจีที ๒๐๐ ภายใต้คณะกรรมการจากทุกฝ่าย หากผลปรากฏว่าใช้ไม่ได้  จะไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป

อภิสิทธิ์:"สิ่งที่อยู่ในความสนใจในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ  ก็อยากจะเรียนในบางเรื่อง เช่น เรื่องของเครื่องจีที ๒๐๐ ซึ่งเป็นเครื่องที่มีการนำมาใช้ในหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน
     -ทั้งที่ไปใช้ในการตรวจวัตถุระเบิด เช่น  ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  
     -และในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งไปตรวจสอบเรื่องของสารเสพติด
 
เรื่องนี้เป็นปัญหาขึ้นมาเพราะว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเป็นบริษัทของอังกฤษนั้น  ทางประเทศอังกฤษมีการดำเนินการหลังจากที่ค้นพบทางวิชาการ มีการทดสอบในห้องแล็ป และเห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง  และได้มีการดำเนินการ  คือบังเอิญอังกฤษไม่ได้ใช้เครื่องตัวนี้ แต่ว่ามีพื้นที่ในบางประเทศ เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน ที่มีกองกำลังของทางอังกฤษอยู่ ก็มีการห้ามใช้ในพื้นที่เหล่านั้น  แล้วขณะนี้ก็มีการตรวจสอบในเรื่องของตัวบริษัท 

ทีนี้ในส่วนของเรานั้น เครื่องมือตัวนี้มีการซื้อมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบัน หลายหน่วยงานมีการใช้อยู่  ผมเคยสอบถามผู้ใช้งานไปเหมือนกันเพราะว่ามีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเครื่องตัวนี้มาระยะหนึ่ง ก็ได้รับการชี้แจงมาโดยตลอดจากหน่วยงานว่า 

  • แม้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ว่าผู้ปฏิบัติหรือผู้ใช้เครื่องมือเหล่านี้บอกว่าใช้งานได้  มีความพึงพอใจ 
  • ซึ่งจะดูค้านกับข้อมูลที่ปรากฏออกมาในระยะหลัง โดยเฉพาะในต่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในประเทศอังกฤษ  
  • เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีก็เห็นว่าเพื่อให้มีข้อยุติที่ชัดเจนในเรื่องนี้  ก็ได้มอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นผู้ดำเนินการออกแบบการทดลองและการทดสอบ 
    • เพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกันว่าตกลงแล้วเครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้จริงหรือไม่
    • และทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา  ซึ่งประกอบไปด้วยหลายฝ่าย   รวมทั้งนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ  ที่จะมาออกแบบการทดลอง  การตั้งคณะกรรมการเข้าใจว่าเรียบร้อยแล้ว  และคาดว่าไม่น่าจะเกิน ๑-๒ สัปดาห์ก็จะได้ข้อยุติมา 
    • ซึ่งถ้าหากว่าในข้อยุตินั้นปรากฏว่าเครื่องมือนี้ใช้ไม่ได้  แน่นอนที่สุดก็จะต้องไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือเหล่านี้ต่อไป และคงจะต้องมีการหาข้อเท็จจริงว่าที่มา ที่ไป ของการจัดซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนั้นมีที่มา ที่ไป อย่างไร และเหตุใดจึงขาดความรัดกุม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงจะรอผลของการทดสอบ ซึ่งขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังจะไปดำเนินการต่อไป"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ภัยแล้ง: บริหารจัดการเป็นระบบ เกษตรกรมีส่วนร่วม

... สถานการณ์ภัยแล้งควบคุมได้ หากมีวินัยน้ำสำรองเพียงพอ เอลนิโญ่กระทบน้อย รัฐฯบริหารจัดการเป็นระบบ มีวอร์รูมติดตามปัญหา ประชาสัมพันธ์ให้รู้ล่วงหน้าปลูกพืชตามแผนฯกรมชลฯ ใช้หลักประกันรายได้จูงใจทำนาปีละ ๒ ครั้ง รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำติดตั้งครื่องสูบน้ำ ทำฝนหลวง และส่งรถบรรทุกน้ำช่วยเหลือ หัวใจสำคัญท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมและประสานงานกับภาครัฐฯ

... ผู้ดำเนินรายการ: " สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ เดี๋ยวเราจะพูดถึงปัญหาเรื่องของภัยแล้งเลยนะครับ ตอนนี้เราอยู่ในห้องวอร์รูมของกรมชลประทาน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำ เรียนเชิญทางนี้เลยครับ

อภิสิทธิ์: " เมื่อวันอังคารผมก็เพิ่งปรารภกับคณะรัฐมนตรี เพราะว่าได้คุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นห่วงว่าปีนี้อิทธิพลเอลนิโญ และปัญหาความแล้งจะมีผลกระทบในเรื่องน้ำ การจัดสรรน้ำ วันนี้ก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีมาดูการปฏิบัติการจริงของทางกรม

ผู้ดำเนินรายการ: "เดี๋ยวเราคงต้องไขนะครับว่า ตกลงแล้ว แล้งนี่แล้งขนาดไหน แล้งจริงแค่ไหน เอลนิโญฟังยาก ๆ และจะมาโยงอะไรเกี่ยวกับเรื่องของความแห้งแล้ง เดี๋ยวเรามาคุยให้พี่น้องเกษตรกรและคนไทยทั้งประเทศฟังทั้งหมดเลยนะครับ ท่านอธิบดีกรมชลประทานครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน: (นายชลิต ดำรงศักดิ์) :  " สภาวะการณ์น้ำนะครับ ก็เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมานี้ปริมาณฝนตกลงตามพื้นที่ค่อนข้างน้อยเหลือเกิน ขณะเดียวกันในช่วงปลายฤดู...และฝนทิ้งช่วง ทำให้สภาพโดยทั่วไปขณะนี้นะครับจากอ่างเก็บน้ำขณะนี้ ถ้าเราดูจากที่ผ่านมานะครับ อ่างที่มีน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึง

  • เกณฑ์ดีนี้นะครับมีอยู่ประมาณ ๓๑ อ่าง
  • ถ้านับอ่างที่มีน้ำน้อยก็จะมีอยู่ ๒ อ่างด้วยกันก็คือ
       - ที่อ่างแม่กวง
       - และอ่างทับเสลา
    ในส่วนนี้ภาพรวมทั่วไป ถ้าดูถึงโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
    • เรามีน้ำอยู่ปัจจุบันนี้ ๒๔,๗๙๖ ลูกบาศก์เมตรนะครับ
    • ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่และโครงการขนาดกลางนี้ทั้งหมดที่เรามีอยู่ประมาณ ๔๙๙ อ่าง
    • น้ำใช้งานที่เรามีอยู่ปัจจุบันนี้ ๒๗,๙๒๗ ล้านลูกบาศก์เมตรในส่วนนี้  

นอกจากนั้นแล้วในภาพรวม ถ้ารวมทั้งประเทศ ขนาดกลางด้วยนะครับก็จะมีปริมาณน้ำอีกยอดหนึ่ง ทีนี้เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมานี้ปริมาณน้ำน้อยกว่า ถ้าเทียบกับปริมาณน้ำหลังฤดูฝนปีที่ผ่านมา จะมีน้อยกว่าประมาณ ๙๕๙ ล้านลูกบาศก์เมตรปีแล้ว"

อภิสิทธิ์:   " ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์"

อธิบดีกรมชลประมาณ: " ถูกต้องครับท่านนายกฯ ครับ เราก็ต้องมีการจัดสรรน้ำค่อนข้างต้องระวังครับ จากปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดนี้นะครับหลังฤดูฝน  ๕๘,๗๒๖ ล้าน เป็นน้ำใช้การได้ ๓๔,๙๓๔ ลูกบากศ์เมตรนะครับ น้ำใช้การได้มาแบ่งเป็น ๒ส่วน

  • ส่วนที่เราจะจัดสรรไว้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในฤดูแล้งปีนี้ ก็เป็นจำนวนประมาณเกือบ ๒๙,๗๒๙ ล้าน
  • และอีกส่วนหนึ่งก็ประมาณ ๑๔,๒๑๔ ล้าน เราต้องสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า เพราะไม่อย่างนั้นแล้วพอเข้าฤดูฝนปีหน้า ฝนตกน้อย หรือฝนตกคลาดเคลื่อนออกไป เราจะไม่มีน้ำใช้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เราต้องมีวินัย"

อธิบดีกรมชลประทาน: " ถูกต้องครับ"

อภิสิทธิ์: " ผมกับท่านรัฐมนตรีเกษตรกำลังคุยกัน และเมื่อสักครู่กี้ตอนช่วงต้นรายการเราได้ดูสารคดีสั้น คือนาปีต้องเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการมีน้ำสำรองไว้เพื่อที่จะรองรับกับสถานการณ์ในช่วงนาปีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

- ส่วนนาปรังก็จะต้องขอความร่วมมือกัน  คงไม่ใช่ว่าทำไม่ได้  แต่ว่าต้องมีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ต่าง ๆ และที่สำคัญ ทำกี่รอบ

- ซึ่งเราก็ใช้นโยบายประกันรายได้เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งด้วย  เพราะว่าเราได้พูดชัดเจนว่าการประกันรายได้เกษตรกร  เราให้ปีละ ๒ ครั้งเท่านั้น  คือนาปีครั้งหนึ่ง  แล้วก็นาปรังครั้งหนึ่ง 

เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยจูงใจให้เกษตรกร  แล้วเมื่อสักครู่นี้เราก็มีสารคดีที่บอกว่าการทำนาแบบมีคุณภาพ  คือนาปี ๑ ครั้งนาปรัง ๑ ครั้งนี้มีผลกำไรดีกว่าทำหลาย ๆ รอบแล้วมีปัญหาเรื่องคุณภาพ หรือปัญหาเรื่องการขาดแคลน  และปัญหาเรื่องการขาดทุน  อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทางท่านรัฐมนตรีก็ติดตามค่อนข้างใกล้ชิด  ท่านก็รายงานอยู่ว่านาปรังรู้สึกทำไปเกินเป้าที่กำหนดไว้เล็กน้อย"

... รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: (นายธีระ  วงศ์สมุทร):  " อยากจะเสริมที่ท่านนายกฯ พูดเมื่อสักครู่นี้สักนิดครับว่า ๑๔,๙๙๙ ที่เราเตรียมไว้นะครับ  ถ้าเราไปใช้ตรงนี้สมมติท่านขยายพื้นที่นาปรังมาก ๑๔,๙๙๙ ที่เราเตรียมไว้ใช้ต้นฤดูกับสำรองเอาไว้ตอนฝนทิ้งช่วง  ตรงนั้นจะเป็นอันตรายก็จะกระทบกับภาพใหญ่"

ผู้ดำเนินรายการ: " คือต่อไปนี้เราเลิกเข้าใจได้แล้วว่าเราจะทำนาเพื่อรอฝนอย่างเดียว  ไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ  เพราะมีน้ำต้นทุน  มีการจัดการ"

อธิบดีกรมชลประทาน: " ขณะนี้จากภาพที่เห็นนะครับ  ที่เราบริหารจัดการนี้นะครับ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ หลังฤดูฝนเรามีน้ำอยู่ประมาณ ๘,๗๒๙ ล้าน 

  • เราเอาส่วนหนึ่งก็คือประมาณ ๖,๙๙๙ มาใช้สำหรับจัดสรรในฤดูแล้งปีนี้ฉะนั้น เมื่อเราใช้ไป ๖,๙๙๙
  • เราจะเหลือน้ำสำรองประมาณ ๒,๗๒๙ ล้าน 

สำรองเพื่ออะไรครับ  สำรองเพื่อว่าในช่วงต้นฤดูฝน  ถ้าเกิดฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาลนี้  เราต้องใช้น้ำสำหรับไว้ไปเพื่อการอุปโภคบริโภครักษาระบบนิเวศ คือประมาณ ๑,๙๙๙ ล้านลูกบาศก์เมตร"

อภิสิทธิ์: " ซึ่งที่เรากำหนดตัวเลขสำรอง เรามีสถิติที่เก็บไว้นานพอสมควร ทำให้เรามั่นใจว่า ถ้าทิ้งช่วงเราพอ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " พอครับ  เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราก็สำรองไว้ เพื่อต้นฤดูฝนก็ไม่เดือดร้อน  ทั้งการอุปโภคหรือบริโภค  และสำรองไว้บางส่วนสำหรับการปลูกพืชตอนต้นฤดูฝนด้วย"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " ก็ไม่อยากให้ที่สำรอง ๒,๗๙๙ ตรงนี้ต้องถูกใช้ไปอีก ถ้าสมมติว่าพี่น้องเกษตรกรทำนากันไม่หยุด"

อภิสิทธิ์:  " ตรงนี้ก็จะพร่องลงไปอีก"
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกณ์:  " ตรงนี้อาจจะต้องพร่องลงไปอีก"
 
อภิสิทธิ์:  " ถ้าพร่องลงไปอีก"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " ถ้าไม่ส่งให้ก็เดี๋ยวมีปัญหาอีกก็เลยไม่อยากให้ใช้ตรงนี้"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ช่วงนี้จะเห็นชัดเจนนะครับว่า ถ้าสมมติว่าเกษตรกรในลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าว  เหมือนการปลูกข้าวในฤดูปี ๕๑/๕๒ ที่ผ่านมาแล้ว ทำใน ๗,๙๙๙ กว่าราย ก็จะเหลือน้ำ สำรองแค่ ๗๕๕ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเองในเขื่อนสิริกิติ์กับภูมิพล"


อภิสิทธิ์:  " ซึ่งถ้าทำอย่างนี้"
 
อธิบดีกรมชลประทาน:  " ทำอย่างนี้ ถ้าเกิดฝนทิ้งช่วง เราต้องปล่อย ๗,๙๙๙ ล้าน เพราะฉะนั้นน้ำ แค่อ่างเราใช้ไม่ได้เลย  ก็ส่งผลกระทบต้นฤดูฝนถ้าฝนทิ้งช่วง  เพราะอ่างจะไม่มีน้ำเสริมไว้สำหรับ การเกษตร  เกิดปัญหากับการผลิตไฟฟ้า"

... ผลกระทบจากเอลนิโญ่

อภิสิทธิ์:  " ก็มีกรมอุตุฯ ด้วยใช่ไหมครับ  เพราะว่าปีนี้มีพูดถึงปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ปกติแล้วลักษณะของฝนที่มาหรือการทิ้งช่วงหรืออะไรนี่  ปริมาณนี่เราได้คำนวณและมีการประสานงานกับทางกรมชลฯ ไหมครับว่าน้ำสำรองอะไรต่าง ๆ ควรจะกำหนดไว้อย่างไร"

ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา:  " ปกตินี้เรามีประชุมทุกวันจันทร์อยู่แล้ว  พอเข้าฤดูฝนเราจะประชุมเกือบทุกอาทิตย์อยู่แล้ว เพื่อวางแผนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ 
สำหรับสภาพภูมิอากาศในปีนี้  ซึ่งทุกคนเป็นกังวลอยู่เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์เอลนิโญ 
ซึ่งปรากฏการณ์เอลนิโญมีต่อเนื่องตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว  จนกระทั่งถึงกลางปีนี้ 
ผลกระทบก็จะมีบ้าง แต่จะมีเฉพาะในช่วงของฤดูร้อนปีนี้เท่านั้นเอง  คือจะทำให้อุณหภูมิสูงสุดสูงกว่าค่าปกติสักประมาณ ๑ องศา  ไม่เกิน ๑ องศา ก็จะเห็นบางจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคกลางนี้สูงถึง ๔๒ องศา เป็นปกติอยู่แล้ว 
และปรากฏการณ์เอลนิโญนี้จะมีผลกระทบเล็กน้อยก็คือ 

    • ฤดูร้อนปีนี้ซึ่งปกติฤดูร้อนบ้านเรามีฝนอยู่แล้ว  ฝนก็จะน้อยกว่าค่าปกตินิดหน่อย  ประมาณ ๑๙ – ๒๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ 
    • แต่ว่าพอเข้าสู่ฤดูฝนกลางเดือนพฤษภาคมแล้วสภาวะฝนก็จะเป็นปกติ  ปริมาณฝนก็จะใกล้เคียงกับค่าปกติ  ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาก็มองว่าเรื่องสภาวะของปริมาณน้ำฝนหรือสภาพน้ำปีนี้จะไม่ค่อยเป็นปัญหา  ขึ้นอยู่กับในช่วงของฤดูร้อนตรงนี้ 

 กรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำ อย่างไร  เพื่อแก้ไขตรงนี้ "

... แผนการเพาะปลูก

... ผู้ดำเนินรายการ: " ทีนี้เรามาดูตอนนี้สถานการณ์จริง ๆ ณ ขณะนี้ครับเพิ่งจะเข้าสู่เดือนที่ ๒ ของปีสัปดาห์แรก ตอนนี้เรื่องการเพาะปลูกเป็นอย่างไรบ้างแล้วครับ  กลัวกันขนาดไหนว่าเราจะน้ำพอ ไม่พออย่างไรครับ"
 
อธิบดีกรมชลประทาน:  " ก็ถ้าดูตามแผนที่ทางกรมชลประทานร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ วางแผนการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งไว้นะครับ
 

  • ก็คือในพื้นที่ที่เรากำหนดในเขตชลประทาน 
  • กับพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำของตัวเองนะครับ

ถ้าเกษตรกรปลูกตามแผนที่คณะกรรมการ กำหนด  ตรงนี้ก็คิดว่าไม่มีปัญหาใน การปลูกพืชนะครับ  ยกเว้นพื้นที่ที่นอกเหนือจากนี้ต้องระวัง  พื้นที่นอกเหนือจากนี้ต้องระวังคืออะไร  ก็คือพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำของตัวเอง  กับพื้นที่ที่ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา  ที่ฝนตกค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่ว ๆ ไปตรงนั้นจะต้องระวัง"
 
อภิสิทธิ์:  " เรามีวิธีแก้ไหมครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " จะเป็นฝนตกต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย" 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " คือฝนในรอบปีที่แล้วนะครับ  จะเห็นว่าสีแดงฝนจะต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยก็จะอยู่บริเวณภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคตะวันออก  เพชรบุรี ประจวบฯ แล้วลงไปแถวสุราษฎร์ ชุมพร ที่น้อยเมื่อฝนน้อยก็ไม่สัมพันธ์กับน้ำในเขตนะครับ"
 
ผู้ดำเนินรายการ:  " ซึ่งตอนนี้ที่เราเห็นชัด ๆ อย่างที่เราดูรายงานพิเศษไป  ข้างบนก็จะเป็นเขื่อนแม่กวงนะครับ ตรงกลางจะเป็นเขื่อนทับเสลา  พื้นที่สีแดงชัดเจน  แล้วอย่างนี้เราจะทำอย่างไรดีครับในเมื่อมันเห็นภาพ"

อภิสิทธิ์:  " ขณะนี้แผนการจัดสรรน้ำก็อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้คุยไปเมื่อสักครู่นี้ก็มีการ ดำเนินการกันอยู่  แล้วก็ต้องมีการเฝ้าระวังใช่ไหมครับ การเฝ้าระวังการติดตามข้อมูลนี่เราทำอย่างไรครับ  มีอะไรที่"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ขณะนี้การเฝ้าระวังติดตามข้อมูลก็คือในพื้นที่ที่เรากำหนดไว้นะครับเราจะมีเก็บข้อมูลตลอดว่า  การปลูกพืชขณะนี้เป็นอย่างไรนะครับ  แต่เราไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างเดียวนะครับ 
เราทำการประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรรู้ล่วงหน้าตั้งแต่การเข้าช่วงฤดูแล้งนะครับ และเริ่มแผนการเพาะปลูกเลยว่ามีปริมาณเราน้ำมีน้อยนะปีนี้   และควรจะเพาะปลูกได้ขนาดไหนที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำ"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " อยากจะเสริมนิดหนึ่งท่านนายกฯ ครับ  จะเห็นว่าแผนที่เราวางไว้นะครับ 
ซึ่งขณะนี้ผมเรียนว่าในทั้งหมดนาปรังประมาณ ๙.๕ ล้านไร่  ถ้าเรามาดูในภาพรวมนี้  ในภาพรวมนี้เราคิดว่า

  • เรามีน้ำที่จะจัดสรรในฤดูแล้งนี้ประมาณ ๒๙,๙๙๙ เศษ ๆ
  • ปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณ ๑๙,๙๙๙ กว่า ๆ หรือประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์  ยังมีใช้อยู่"

อภิสิทธิ์:  " ประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว"
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: " ครึ่งหนึ่งแล้ว  แต่ยังพอไปได้  ซึ่งขณะนี้เราระบายน้ำมาประมาณ ๑๒๙ ล้านต่อวันในขณะนี้  ทั้งประเทศโดยเฉลี่ยแล้วลองคำนวณดูแล้วว่าช่วงที่เหลือนี้  กุมภาพันธ์เข้ามาหน่อยหนึ่งแล้ว มีนาคม เมษายน  ก็หมดฤดูแล้ง  ถ้ายังอยู่ในเป้าในลักษณะอย่างนี้  ผมมั่นใจนะครับว่า"

อภิสิทธิ์: " บริหารจัดการได้"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: " จัดการน้ำได้  เว้นแต่พี่น้องเกษตรกรไปปลูก นอกเหนือจาก เป้าหมายที่เราวางไว้ตรงนี้"

ผู้ดำเนินรายการ:  " นี่คือประเด็นครับ  เราจะทำอย่างไรให้เป็นไปตามเป้า  ข้าวก็ราคาดี

อภิสิทธิ์ :
"คือจริง ๆ แล้วก็พื้นที่สำคัญนะครับ เพราะว่าจะให้ส่วนกลางกำหนดทุกอย่างแล้วก็ไปสามารถประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ  และบริหารจัดการทั้งหมดคงไม่ได้  เพราะฉะนั้นในส่วนพื้นที่เองก็เป็นหัวใจในการที่จะต้องเข้าไปประสานงาน"
 
อธิบดีกรมชลประทาน:  " ตรงนี้การมีส่วนร่วมอย่างที่ท่านนายกฯ ว่านะครับ 
พื้นที่อาจจะเป็นทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด  ท่านนายอำเภอนะครับ  กลุ่มผู้ใช้น้ำ  รวมทั้งหน่วยราชการต่าง ๆ กรม ชลประทาน  กับกรมส่งเสริมการเกษตร  ตัวอย่างเช่น

  • ที่แม่กวง ที่น้ำน้อย  หรือที่ทับเสลาที่ อุทัยธานี  และอ่างอื่น ๆ ที่ต้องบริหารจัดการโดยระมัดระวัง  ก็จะมีการประชุมร่วมกัน  และกำหนดแผน 
  • อย่างเช่นที่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ซึ่งมีน้ำจำนวนจำกัด  ก็จะมีการประชุมกันโดยท่านนายอำเภอเป็นประธาน  ก็กำหนดแผนปลูกพืชนะครับว่าให้เหมาะสมกับน้ำ 

แต่ว่ามีปัญหาเรื่อง การตกลงว่าจะปลูกอย่างไรนะครับ  สุดท้ายก็สรุปว่ามติที่ประชุมให้ หมด   เลย ให้ใช้น้ำสำหรับ อุปโภค บริโภค อย่างนี้เป็นต้นนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " นี่ละครับประเด็นสำคัญก็คือว่าพี่น้องเกษตรกรบางทีจะไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ตรงไหน  เราอยู่ในพื้นที่น้ำน้อยหรือเปล่า หรืออยู่ในพื้นที่น้ำมาก รู้แต่ว่าข้าวราคาดี น้ำกำลังมีตอนนี้  ทีนี้จะทำอย่างไร ครับ  ให้คนรู้ ต่อไปนี้พี่น้องเกษตรกรดูรายการนี้  เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์  เราจะทำอย่างไรว่า  เดี๋ยวออกจากบ้านไปรู้แล้วตรงนี้เราปลูกไม่ได้แล้ว  ปีนี้เราปลูกไปแล้ว ทำอย่างไรครับท่านนายกฯ อยากเห็นเป็นรูปธรรม"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " พื้นที่ที่ปลูกได้นี่นะครับก็คือพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทาน แล้วก็ปลูกตามที่เรากำหนดไว้  ก็คือจำนวนพื้นที่ตามที่กำหนดไว้นะครับ และก็งดปลูกนาปรังครั้งที่ ๒ พื้นที่ที่นอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำของตัวเอง  ตรงนี้ชาวบ้านจะรู้อยู่แล้วนะครับตรงนี้  ถ้าปลูกตามแผนที่ เรากำหนดไว้ตรงนี้"


อภิสิทธิ์:  " ทางนี้เขาสงสัย คำว่าปลูกตามแผน เวลาเราทำจริง ๆ ก็คือเจ้าหน้าที่จะต้องลงพื้นที่"

... รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำจัดระบบให้เกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " คือขณะนี้ที่ได้ผลมากที่สุดคือเราตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ  ซึ่ง กลุ่มผู้ใช้น้ำแต่ละกลุ่มเขาจะหารือกัน"

อภิสิทธิ์:  " คือในแต่ละพื้นที่มีกลุ่ม  เขารวมกลุ่มกัน  เสร็จแล้วก็เข้ามาเชื่อมกับทางหน่วยงานราชการ  ซึ่งเราก็จะมีการบอกว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรใช่ไหมครับ  ตรงนี้เราก็จะมีการติดตามตัวเลขอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ก็คือว่าพี่น้องเกษตรกรตอนนี้เข้าหากลุ่มผู้ใช้น้ำของตัวเอง  แล้วก็มาดูการวางแผน กันว่า ทางราชการว่าอย่างไร  ผู้ใช้น้ำว่าอย่างไร ตรงนี้จะเป็นตัวที่ฝ่าวิกฤตภัยแล้งไปได้ เป็น รูปธรรม"

... มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเบื้องต้น

ผู้ดำเนินรายการ:  " บางพื้นที่เกิดขึ้นแล้วแน่นอนครับ ข้าวยืนต้นตาย ตรงนี้มีการช่วยเหลืออย่างไรไหมครับ"

อภิสิทธิ์:  " ตอนนี้กำลังแยกแยะความจริงวันอังคารที่จะถึง

  • เรื่องของความเสียหายจากเพลี้ย ทางกระทรวงเกษตรฯ กำลังจะเสนอเรื่องเข้าครม.เพื่อมีการแก้ปัญหาทั้งระบบตัดวงจร  ซึ่งจะต้องมีการใช้งบประมาณ  ท่านรัฐมนตรียืนยันกับผมว่าวันอังคารเข้าสู่ครม.แน่นอน  ก็คงพิจารณาให้เรียบร้อย 
  • ส่วนภัยแล้งก็เช่นเดียวกันนะครับ  ผมได้มอบหมายท่านรองนายกฯ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์  ซึ่งเป็นประธานกรรมการที่ดูแลเวลาที่เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ ในการรวบรวมสำรวจความเสียหาย  ดูหลักเกณฑ์การชดเชยและมีการนำเสนอครม.มา เพราะว่าผมพูดไว้แล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว  และท่านรองฯ สนั่นก็ติดตามสถานการณ์"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเฉพาะหน้าในขณะนี้

    • ถ้ามีแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่  ทางกรมชลประทานเองมีเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่อยู่ประมาณ ๑,๒๙๙ เครื่อง ที่จะออกไปช่วยเหลือ 
    • ซึ่งในขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองเรามีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งได้เริ่มเปิดฐานแล้ว ขณะนี้จะเริ่มที่หัวหินก่อน  ในเดือนนี้จะเปิดทั้งหมด ๕ หน่วย โดย ๗ ฐานที่จะดำเนินการทำฝนหลวงเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับบรรยากาศ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " บอกเป็นรูปธรรมได้ไหมครับ  ๑-๒-๓ ง่าย ๆ  พี่น้องเกษตรกรเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปแล้วจะทำอย่างไร  ๑-๒-๓ ต้องไปทำอะไรบ้าง ติดต่อตรงไหนอย่างไรง่าย ๆ"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:   " ง่ายๆ ที่สุดก็

[๑.] คนที่อยู่ใกล้ท่านที่สุดก็คือเกษตรตำบล เพราะต้องไปประสานกับเกษตรตำบล เพื่อเขาจะได้บอกขึ้นมาข้างบนเหนือขึ้นไปที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรได้  และถ้าอยู่เกษตรตำบลก็จะประสานกับชลประทานในพื้นที่  ในเรื่องของเครื่องสูบน้ำ 
สิ่งสำคัญในเรื่องของ ภารกิจ ในเรื่องสูบน้ำนี้เราก็ถ่ายโอนมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วส่วนหนึ่งด้วย  เพราะฉะนั้น องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถดูแลท่านด้วยในเรื่องเหล่านี้"


อภิสิทธิ์:  "ผมเข้าใจว่าเมื่อสักครู่นี้บนจอนี้เขาก็มีให้ดูเรื่องความช่วยเหลือ เรื่องอะไรต่าง ๆ"

... ความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำ

อธิบดีกรมชลประทาน:  " นี่เป็นเรื่องความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำ ที่เราได้ดำเนินการออกไปช่วยเหลือแล้ว

    • ภาคเหนือเราออกไป ๙๓ เครื่อง
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด ๑๙๑ เครื่อง 
    • ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ๙๑ เครื่อง 
    • ส่วนภาคใต้ยังไม่ได้ออกเลย"

ผู้ดำเนินรายการ:  " นี่คือยังอยู่ในแผนของเราด้วยใช่ไหมครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ครับ  ที่ตรงไหนมีความเดือดร้อน เรามี ๑,๒๙๙ เครื่องที่พร้อมช่วย มีรถบรรทุกน้ำด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอ"

ผู้ดำเนินรายการ:  "แต่ย้ำว่าต้องอยู่ในพื้นที่แผนที่ทางกรมชลประทานกำหนดให้มีการปลูกพืชฤดูแล้งถูกต้อง  ไหมครับ หรือนอกพื้นที่ด้วย"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " ทั่วไปครับ  หมายความว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรประสบปัญหา  ถ้าเกิดมี ๒ แหล่ง 

                - ที่กรมชลประทานแหล่งหนึ่ง  
                - ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกแหล่งหนึ่ง"

... สังเกตการณ์ระดับน้ำจากห้องวอร์รูมกรมชลประทาน

... ผู้ดำเนินรายการ:  " ตอนนี้เราจะทำยังไงดีครับ  เราอยู่ในห้องวอร์รูม  อีก ๒-๓ เดือนหรืออาจจะถึง ๔ เดือนกว่าจะไปเจอฝนรอบใหม่  วอร์รูมครั้งหน้าของเรา"


อภิสิทธิ์:  " ห้องนี้เดี๋ยวจะบอกว่าเหมือนกับนาน ๆ เรามาที  มีคนประจำอยู่ตลอดนะ  เรามีข้อมูลอยู่ตลอด  ตามเวลาจริงใช่ไหมครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ทางด้านโน้นจะเป็นระดับน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ  ทางด้านโน้นจะเป็นของลุ่มน้ำเจ้าพระยา   อย่างตรงนี้จะเป็นของตัวประตูที่เราเห็นว่าระดับน้ำด้านเหนือน้ำที่จะผ่านประตูระดับอยุ่เท่าไหร่"

อภิสิทธิ์:  " ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านทั้งหมดเป็นการวัด realtime  เข้ามาตรงนี้"

ผู้ดำเนินรายการ:  " อย่างนี้เราจะมองเห็นเลยใช่ไหมครับว่านี่คือภาพปัจจุบันว่าน้ำ ณ จุดที่มีการติดกล้อง CCTV ระดับน้ำอยู่แค่ไหน"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ถูกต้องครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " อย่างในภาพเราจะเห็นตรงไหนวิกฤตครับ  ถ้าเห็นปุ๊บเราจะรีบบริหารจัดการทันที สั่งการทันที"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ตรงนี้คืออยู่ในระหว่างเกณฑ์ปกติอยู่ใช้ได้"

ผู้ดำเนินรายการ:  " อย่างที่ผมเห็นประตูระบายน้ำอู่ตะเภา  ยังปกติอยู่นะครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ถูกต้องครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ถ้าถึงขั้นวิกฤต  พอเห็นภาพ และเราจะออกไปสู่การจัดการเลย ต้องดูอย่างไรครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " คือตรงระดับนี้จะตัวกรอกว่าระดับน้ำ  อย่างอันนี้เป็นของลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ตัวทางด้านนี้จะเป็นระดับที่บอกว่าแต่ละสถานี  สมมติจากฝายแม่ยมขณะนี้อยู่ระดับเท่าไหร่  ที่อำเภอเมือง จังหวัดแพร่  ที่อำเภอวังชิ้นอยู่ระดับเท่าไหร่  พอเราดูระดับเท่าไหร่มันจะเป็น realtime เข้ามาเลย และเราก็จะดู ทางเจ้าหน้าที่โอเปอร์เรทก็จะรู้ว่าขณะนี้น้ำต่ำกว่าเกณฑ์หรือยัง  จะมีปัญหาหรือยังในลำน้ำต่าง ๆ เหล่านี้"

... ผู้ดำเนินรายการ:  " สรุปอีกนิดหนึ่งครับว่า วอร์รูมของรัฐบาลจะดูแลปัญหาภัยแล้งของพี่น้องเกษตรกรถี่แค่ไหนอย่างไร  จนกว่าจะพ้น"


อภิสิทธิ์:  " ที่คุยกันมาตั้งแต่ต้น 

  • การวางแผน การตกลงเรื่องการใช้น้ำ  ได้ดำเนินการกันล่วงหน้า
  • และที่กรมชลประทานจะมีการติดตามข้อมูลที่เป็นข้อมูลเป็นจริง ณ ขณะเวลานั้น ๆ ตลอดเวลา
  • และถ้าหากว่ามีปัญหาเกิดขึ้น  ปัญหาใดสามารถที่จะแก้ไขได้ในระดับหน่วยงาน  ระดับพื้นที่ ก็จะสามารถดำเนินการได้เลย
  • แต่ถ้าปัญหารุนแรงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความสนับสนุนจากทางรัฐบาล  ก็จะส่งมา และทางกระทรวงเกษตรฯ จะนำเรื่องเข้าไป ครม.ก็จะสามารถที่จะอนุมัติให้มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ภัยแล้ง : รัฐต้องมีวินัย จูงใจให้ร่วมมือ ระบบจะเกิดผล

... การบริหารจัดการจะสัมฤทธิ์ผล ก็ต่อเมื่อเกษตรกรอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือกับราชการ รัฐบาลต้องมีวินัย มีความชัดเจน  และต้องสื่อสาร เพื่อทำความเข้าใจ ประสานงานให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่

... ผู้ดำเนินรายการ: " สวัสดีครับขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่ช่วงที่ ๒ ของเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ครับ ผม ธนินวัฒน์ พัฒนวีรคุณ มาทำหน้าที่พิธีกรรับเชิญครับ ซึ่งวันนี้เราจะคุยกันในเรื่องของปัญหาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ และผมก็อยู่ในห้องวอร์รูมของกรมชลประทานครับ ซึ่งเป็นห้องที่มีการวางแผนในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้งปีนี้ปี ๒๕๕๓ ครับ คุณผู้ชมจะได้ติดตามและได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านอธิบดีกรมชลประทาน และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนะครับ ในทุกมุม ทุกแง่ทุกมุมอย่างอย่าง ๓๖๙ องศาเลยครับ ก่อนอื่นนะครับผมมีพื้นที่ของพื้นที่ปัญหาที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่ในขณะนี้ เขามีการบริหารจัดการที่ดีครับ เราไปดูกันเลยครับว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นที่ไหน แล้วเขามีการแก้ไขปัญหาอย่างไร ชมกันเลยครับ"


ผู้สื่อข่าวสทท.: " อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในลุ่มน้ำแม่กวง และ พื้นที่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน บรรจุปริมาณน้ำได้ ๒๖๓ ล้านลูกบาศก์เมตร หล่อเลี้ยงเกษตรกรทั้ง ๒ จังหวัดบนพื้นที่กว่า ๑๙๙,๙๙๙ ไร่ แต่ขณะนี้ปริมาณน้ำ ในเขื่อนเหลือน้อย เหลือเพียง ๗๙ ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น ๒๖ เปอร์เซ็นต์ของความจุกักเก็บ แม้ปริมาณน้ำในเขื่อนจะเหลือน้อย แต่เกษตรกรยังมี การปลูกข้าวนาปรังและพืชไร่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่จำเป็น ประกอบกับรัฐบาลรับประกันราคาข้าว แม้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำก็ตาม เจ้าหน้าที่เขื่อนแม่กวงจึงหาทางออกโดยการประชุมร่วมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวบ้าน ในการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างประหยัด และพอเพียงต่อการทำเกษตรในฤดูแล้งนี้ ป้องกันการแย่งน้ำเกิดขึ้น"

เกษตรกร: " ทำนาปรังนะครับ ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีรายได้อะไรครับ ทางชลประทานมาแนะนำก็เข้าใจ"

ผู้สื่อข่าวสทท.:   " ซึ่งเขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้วางแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งนี้ โดยกำหนดปลูกข้าวนาปรังไว้ที่ ๑๙,๙๙๙ ไร่ พืชไร่พืชผัก ๔,๙๙๙ ไร่ ไม้ผลกว่า ๒,๙๙๙ ไร่ บ่อปลา ๑,๙๙๙ กว่าไร่ รวมเพาะปลูกทั้งสิ้น ๓๔,๖๙๕ ไร่ โดยส่งน้ำให้กับเกษตรกรเป็นแบบรอบเวร แต่จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่เกินจากที่กำหนดไว้ทั้งพืชผักและข้าวนาปรัง"

เจ้าหน้าที่ชลประทาน: " เรากำหนดไว้ทั้งหมด ๘ รอบนะครับ เปิด ๗ ปิด ๕ นะครับ ๘ รอบเลย ก็เริ่มวันที่ ๔ มกราคม และไปสิ้นสุดเอาวันที่ ๓๙ เมษายน ปรากฏว่าเวลานี้จากการสำรวจเบื้องต้นนี้พืชไร่พืชผักก็เกินไปประมาณ ๑,๙๙๙ ไร่ และข้าวเกินไป ๗๙๙ ไร่"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " เขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้กำหนดไว้ว่าการใช้น้ำในฤดูแล้งในทุกประเภท ต้องใช้ ประมาณ ๔๙ ล้านลูกบาศก์เมตร หากเกินกว่านั้นไปแล้วเขื่อนไม่สามารถส่งน้ำให้กับเกษตรกรปลูก พืชฤดูแล้งได้ เนื่องจากต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้สำหรับเกษตรกรที่ทำนาปี นอกจากนั้นเขื่อนต้องกันน้ำไว้ ๑๔ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรให้ความร่วมมือ ระมัดระวังการใช้น้ำ เชื่อว่าฤดูแล้งนี้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงคงไม่ เกิดขึ้น สุพัฒน์ เหล่ากมล, รุจิกร ใจจ๊ะ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " ขณะนี้ดิฉันอยู่ที่จังหวัดชัยนาทค่ะ และพื้นที่ด้านหลังของดิฉันนี่นะคะเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรได้รับบทเรียนจากการทำนาปรังปีละ ๓ - ๔ ครั้งค่ะ บอกว่าได้คุณภาพน้อยกว่าการทำนาปีละ ๑ - ๒ ครั้งค่ะ เพราะว่าการทำอย่างมีคุณภาพจะได้ผลกำไรมากกว่าค่ะ บนพื้นที่ ๙๖ ไร่ของนายบุญธรรม เดชคุ้ม เกษตรกรหมู่ที่ ๓ ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ที่บอกกับทีมงานว่าเขาทำนาปีละ ๒ ครั้ง นาปี ๑ ครั้งและนาปรัง ๑ ครั้ง ได้ผลผลิตจากการทำนาปี ๑ เกวียนครึ่งต่อเนื้อที่ ๑ ไร่ เป็นผลผลิตในปริมาณมากและมีคุณภาพ ส่งผลให้ได้กำไรมากขึ้น ผิดกับการทำนาปรังที่ทำให้ขาดทุนซึ่งได้เพียงไร่ละ ๖๙ ถังเท่านั้น รวมถึงยังพบกับปัญหาวัชพืช ศัตรูพืชที่คอยกัดกินต้นข้าว และปัญหาขาดแคลนน้ำอีกด้วย"

เกษตรกร: " ปีหนึ่งที่นี่ทำ ๒ ครั้ง  การจัดสรรน้ำก็ง่าย นาปีที่จะได้มากกว่าก็คือแมลงจะน้อยกว่านาปรังหน่อย"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " ในขณะที่ฝ่ายจัดสรรน้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ที่มีหน้าที่ดูแลการ ส่งน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาทและสิงห์บุรี บอกว่าในฤดูฝนจะมีการจัดสรรน้ำอย่างเพียงพอ ต่อการทำนาของเกษตรกร แต่ถ้าเป็นฤดูแล้งในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน ในกรณีที่เกษตรกรทำนาปรังจะมีปัญหาในการส่งน้ำไปถึงที่ปลายคลอง คือที่จังหวัดสิงห์บุรี แต่หากมีปัญหาในเรื่องของการส่งน้ำ ฝ่ายจัดสรรน้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุตุ จะทำการประชุมชี้แจงกับเกษตรกร เพื่อทำการแก้ไขปัญหาต่อไป"

เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน: " เราจะวางแผนในการส่งน้ำ ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูแล้ง กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และทางกรมส่งเสริมการเกษตรจะมีการประชุมร่วมกันก่อนที่จะวางแผนในการส่งน้ำ เพื่อการปลูกพืชฤดูแล้ง"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " อย่างไรก็ตามการทำนาปีละหลายครั้งอาจทำให้เกษตกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คุณภาพของผลผลิตที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และยังส่งผลให้มีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำในระยะยาว ดังนั้นการทำนาน้อยครั้งแต่มีคุณภาพจะทำให้ได้กำไรเป็นทวีคูณน่าจะดีกว่า และทั้งหมดนั้นคือตัวอย่างของการทำนาปีละน้อยครั้งแต่มีคุณภาพและมีผลกำไรมากกว่า สมรรัตน์ รุ่งมณี รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากจังหวัดชัยนาทค่ะ"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " อ่างเก็บน้ำทับเสลา อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานีนะคะ ขณะนี้หยุดส่งน้ำไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เนื่องจากปริมาณน้ำใช้เหลือเพียง ๑๒ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแย่งน้ำใช้ค่ะ อ่างเก็บน้ำทับเสลามีความจุ ๑๖๙ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำใช้การได้ ๑๔๓ ล้านลูกบากศ์เมตร มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในระบบชลประทาน ๑๔๓,๕๙๙ ไร่ นอกเขตชลประทานประมาณ ๒๙๙,๙๙๙ ไร่ ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างมีเพียง ๒๙ ล้านลูกบากศ์เมตร คิดเป็นร้อยละ ๑๘ เป็นน้ำที่ใช้การได้ เพียง  ๑๒ ล้านลูกบากศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ ๘ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลามีคณะกรรมการดูแล จัดสรร น้ำ คณะกรรมการมีมติหยุดส่งน้ำมาตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา"

เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน: " เราจะมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำทับเสลานะครับ ซึ่งประกอบด้วยท่านผู้ว่าฯ จะแต่งตั้งท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และเกษตรกรที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะประชุมบริหารจัดการน้ำ เช่นว่าจะมีการปิด-เปิด มีการปล่อยน้ำ มีการวางแผนเสร็จออกประชาสัมพันธ์ให้เกษตรรับทราบ เมื่อเกษตรกรรับรู้รับทราบแล้วก็ยอมรับในกติกาที่วางไว้"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " นายชะเอม ไวสาริกรรม เกษตกรบ้านพันสี อำเภอหนองขาหย่าง ซึ่งอยู่ห่างจากอ่างเก็บ น้ำทับเสลาประมาณ ๙๙ กิโลเมตร อยู่นอกเขตชลประทาน แต่ก็สามารถใช้น้ำทำนาได้ถึง ๒ ครั้ง ซึ่งก็จะเก็บเกี่ยวข้าวครั้งที่ ๒ ในปลายเดือนนี้ ทำให้ไม่ได้รับกระทบในช่วงแล้งนี้"

เกษตรกร: " ที่บ้านพันสีนี้ทำนาปีละ ๒ ครั้งครับ ได้รับน้ำจากเขื่อนทับเสลาบนก็เขาเปิดมาให้เมื่อ วันที่ ๑๕ มกราคม ก็ดีครับไม่เดือดร้อน ไม่ขาดแคลนน้ำ"

ผู้สื่อข่าวสทท.: " จากการบริหารจัดการน้ำที่ดีของคณะทำงานบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำทับเสลา ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ไปรมา แย้มชู รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากจังหวัดอุทัยธานีค่ะ"


... อภิสิทธิ์:  "  ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์"

อธิบดีกรมชลประมาณ: " ถูกต้องครับท่านนายกฯ ครับ เราก็ต้องมีการจัดสรรน้ำค่อนข้างต้องระวังครับ จากปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดนี้นะครับหลังฤดูฝน  ๕๘,๗๒๖ ล้าน เป็นน้ำใช้การได้ ๓๔,๙๓๔ ลูกบากศ์เมตรนะครับ น้ำ ใช้การได้มาแบ่งเป็น ๒  ส่วน

  • ส่วนที่เราจะจัดสรรไว้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในฤดูแล้งปีนี้ ก็เป็นจำนวนประมาณเกือบ ๒๙,๗๒๙ ล้าน
  • และอีกส่วนหนึ่งก็ประมาณ ๑๔,๒๑๔ ล้าน เราต้องสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า เพราะไม่อย่างนั้นแล้วพอเข้าฤดูฝนปีหน้า ฝนตกน้อย หรือฝนตกคลาดเคลื่อนออกไป เราจะไม่มีน้ำใช้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เราต้องมีวินัย"

อธิบดีกรมชลประทาน: " ถูกต้องครับ"

อภิสิทธิ์: " ผมกับท่านรัฐมนตรีเกษตรกำลังคุยกัน และเมื่อสักครู่กี้ตอนช่วงต้นรายการเราได้ดูสารคดีสั้น คือนาปีต้องเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการมีน้ำสำรองไว้เพื่อที่จะรองรับกับสถานการณ์ในช่วงนาปีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

- ส่วนนาปรังก็จะต้องขอความร่วมมือกัน  คงไม่ใช่ว่าทำไม่ได้  แต่ว่าต้องมีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ต่าง ๆ และที่สำคัญ ทำกี่รอบ

- ซึ่งเราก็ใช้นโยบายประกันรายได้เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งด้วย  เพราะว่าเราได้พูดชัดเจนว่าการประกันรายได้เกษตรกร  เราให้ปีละ ๒ ครั้งเท่านั้น  คือนาปีครั้งหนึ่ง  แล้วก็นาปรังครั้งหนึ่ง 

เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยจูงใจให้เกษตรกร  แล้วเมื่อสักครู่นี้เราก็มีสารคดีที่บอกว่าการทำนาแบบมีคุณภาพ  คือนาปี ๑ ครั้งนาปรัง ๑ ครั้งนี้มีผลกำไรดีกว่าทำหลาย ๆ รอบแล้วมีปัญหาเรื่องคุณภาพ หรือปัญหาเรื่องการขาดแคลน  และปัญหาเรื่องการขาดทุน  อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทางท่านรัฐมนตรีก็ติดตามค่อนข้างใกล้ชิด  ท่านก็รายงานอยู่ว่านาปรังรู้สึกทำไปเกินเป้าที่กำหนดไว้เล็กน้อย"

... ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา:  " ปกตินี้เรามีประชุมทุกวันจันทร์อยู่แล้ว  พอเข้าฤดูฝนเราจะประชุมเกือบทุกอาทิตย์อยู่แล้ว เพื่อวางแผนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ  สำหรับสภาพภูมิอากาศในปีนี้  ซึ่งทุกคนเป็นกังวลอยู่เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์เอลนิโญ  ซึ่งปรากฏการณ์เอลนิโญมีต่อเนื่องตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว  จนกระทั่งถึงกลางปีนี้  ผลกระทบก็จะมีบ้าง แต่จะมีเฉพาะในช่วงของฤดูร้อนปีนี้เท่านั้นเอง  คือจะทำให้อุณหภูมิสูงสุดสูงกว่าค่าปกติสักประมาณ ๑ องศา  ไม่เกิน ๑ องศา ก็จะเห็นบางจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคกลางนี้สูงถึง ๔๒ องศา เป็นปกติอยู่แล้ว  และปรากฏการณ์เอลนิโญนี้จะมีผลกระทบเล็กน้อยก็คือ  ฤดูร้อนปีนี้ซึ่งปกติฤดูร้อนบ้านเรามีฝนอยู่แล้ว  ฝนก็จะน้อยกว่าค่าปกตินิดหน่อย  ประมาณ ๑๙ – ๒๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ  แต่ว่าพอเข้าสู่ฤดูฝนกลางเดือนพฤษภาคมแล้วสภาวะฝนก็จะเป็นปกติ  ปริมาณฝนก็จะใกล้เคียงกับค่าปกติ  ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาก็มองว่าเรื่องสภาวะของปริมาณน้ำฝนหรือสภาพน้ำปีนี้จะไม่ค่อยเป็นปัญหา  ขึ้นอยู่กับในช่วงของฤดูร้อนตรงนี้  กรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำ อย่างไร  เพื่อแก้ไขตรงนี้ "
 
อภิสิทธิ์:  " ซึ่งก็ต้องพูดไปถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ  เดี๋ยวจะบอกว่าทางกรมมาทำอยู่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้  ต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน  และช่วงต้นรายการเราก็ได้เห็นนะครับว่าถ้าทำงานใกล้ชิดกันระหว่างพื้นที่กับพี่น้องประชาชน ไม่มีความเสียหายและไม่มีความขัดแย้ง"

... ผู้ดำเนินรายการ:  " ทีนี้ถ้ากลุ่มผู้ใช้น้ำเมื่อสักครู่นี้เราบอกว่า พี่น้องเกษตรกรไปหากลุ่มผู้ใช้น้ำ  ทีนี้กลุ่มผู้ใช้น้ำบอกว่าผมต้องการน้ำเพิ่ม  แล้วบอกมาที่กรมชลประทาน  กรมชลประทานจะบริหารจัดการอย่างไรครับ  จะ บอก เขาอย่างไร  ได้ไม่ได้อย่างไร"

อภิสิทธิ์:  " ปกติกลุ่มผู้ใช้น้ำเราจะประชุมกันก่อน ก่อนฤดูที่จะส่งน้ำ เขาต้องรู้ว่าน้ำพอปล่อยลงมากว่า จะถึงในส่วนของเขาใช้เวลาเท่าไหร่" 

ผู้ดำเนินรายการ:  " พี่น้องเกษตรกรต้องบริหารจัดการในลักษณะนี้ด้วย  ถ้าเริ่มแล้วเขาตกลงกันก่อน" 

อธิบดีกรมชลประทาน:  " แต่ขณะเดียวกันเวลาใช้ไปแล้วอาจจะมีปัญหาบ้างนิดหน่อยก็มาประชุมปรับแผนกันเพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เราจะกักไว้ให้

ผู้ดำเนินรายการ:  " ถ้าฟังอย่างนี้  แล้งนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา  แต่มันยังอีกหลายเดือนนะครับ  และก็ข่าวที่สื่อสารมวลชนออกมา  เราเจอปัญหาเยอะ"


อภิสิทธิ์:  " การทำงานพวกเราไม่มีความประมาท  เพราะฉะนั้น เราก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด  แต่ว่าการวางแผนล่วงหน้า  ผมคิดว่าถ้าช่วยและการได้รับความร่วมมือก็จะทำให้มันราบรื่นกว่า ถ้าหากว่าไม่มีระบบเหล่านี้เลย  ผมก็ยังยืนยันว่าเมื่อเราทำงานไปอีกระยะหนึ่ง ระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทั้งหมด จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่  เราจะได้ใช้ประโยชน์จากการที่เราจะต้องมาขึ้นทะเบียนในการที่จะทำประกันรายได้  ประกันพืชผล  ทั้งหมดตรงนี้จะช่วยเราได้อย่างมาก  ผมตั้งใจเอาไว้ว่าขณะนี้เรายังต้องพึ่ง  พูดง่าย ๆ คือพึ่งเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. กับเกษตร ไปสำรวจไปทำข้อมูลต่าง ๆ แต่ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ผมคิดว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ  จะเป็นตัวที่ทำให้เรามีข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  และน่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น"

... ผู้ดำเนินรายการ:  " ทีนี้เราพูดถึงในวันนี้  ปัญหาอาจจะยังไม่รุนแรง  ทีนี้เราจะป้องกันอย่างไรครับที่จะไม่ให้พี่น้องเกษตรกรฝ่าฝืนกฎออกมา  เราจะทำอย่างไร"

อภิสิทธิ์: " อย่างน้อยที่ผมบอกคือโครงการประกันรายได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้ชัดเจนนะครับ  นาปี ๑ ครั้ง นาปรัง ๑ ครั้ง  เพราะฉะนั้นเกษตรกรเองก็จะต้องทราบว่าถ้าไม่ทำตามนี้มีความเสี่ยงหลายด้าน 

  • ความเสี่ยงด้านหนึ่งแน่ ๆ ก็คือเรื่องปัญหาราคาที่เกิดขึ้น  กับ
  • สอง ความเสี่ยงในเรื่องว่าถ้าไม่ทำตามที่ราชการ  ราชการไม่สามารถปล่อยน้ำให้ได้ก็เกิดความเสียหายนะครับ 

เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราจะไปเชื่อมโยงเพราะว่าสัปดาห์ก่อนผมกับท่านรัฐมนตรีก็ไปดูเรื่องเพลี้ย  เรากำลังจะมาดูอีกระบบหนึ่งก็คือเรื่องการประกันเกี่ยวกับความเสียหายของพืชผล  ก็คงจะเอาหลักการเดียวมาใช้ละครับว่า  การจะได้รับประโยชน์จากโครงการประกันพืชผลนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือกับราชการด้วยครับ  ถ้าราชการบอกทำเท่านี้  แล้วไม่ทำเท่านี้  แล้วจะให้เราไปประกันด้วย  อย่างนั้นเราก็จะส่งสัญญาณที่ผิด 

เพราะฉะนั้นรัฐบาลผมว่ามีความรับผิดชอบในการกำหนดให้เกิดความชัดเจนในเชิงนโยบายในการใช้ทรัพยากรนะครับ  และถ้าประชาชนร่วมมือเราก็ต้องมีแรงจูงใจให้เขา  ในทางกลับกันถ้าประชาชนไม่ร่วมมือ  เราก็ต้องให้เกิดวินัยขึ้น  ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะทำงานไม่สำเร็จ  หลายเรื่อง ผมว่าท่านรัฐมนตรีแม้ว่าจะเพิ่งมาเป็นรัฐมนตรี  แต่ว่าเป็นข้าราชการมาตลอดอยู่กระทรวงเกษตรฯ ท่านจะทราบนะครับว่าหลายครั้งเอาเข้าจริง ๆ ถ้ารัฐบาลเองไม่มีวินัย  ประชาชนก็มองว่าร่วมมือกับราชการไปก็เท่านั้น  ไม่ร่วมมือสุดท้ายก็สามารถที่จะมาเรียกร้องได้  พอเป็นอย่างนั้นปั๊บในที่สุดมันไม่สำเร็จ  เราก็เห็นปัญหาหลายครั้งที่เกิดขึ้นอย่างนี้  ผมคิดว่าในส่วนนี้รัฐบาลเองก็ต้องมีวินัย  และมีความชัดเจน  ก็ต้องสื่อสาร  ถ้าไม่สื่อสารประชาชนก็มีสิทธิที่จะบอกได้ว่าไม่เห็นรู้เลยว่าราชการต้องการความร่วมมืออย่างนี้  ต้องการให้เขาทำอย่างนี้  เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าขณะนี้เราก็ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ  แล้วก็มีการประสานงานให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่สม่ำเสมอ  ถ้าเป็นแนวทางนี้ผมคิดว่าเราจะบริหารจัดการได้"

... ผู้ดำเนินรายการ:  " ที่สำคัญย้ำว่าต้องมีวินัย ณ ขณะนี้"

อภิสิทธิ์:  " ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนนะครับ  เพราะว่าทั้งหมดไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง  แต่ว่าเพื่อให้ทุกคนสามารถที่จะอยู่ได้  อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนเป็นพิเศษ"
  
ผู้ดำเนินรายการ:  " ตลอดเวลาที่เราได้พูดคุยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ จะเห็นได้ว่าภัยแล้งปีนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ  เพราะว่าเราเห็นแล้วนะครับว่าน้ำจะไม่เพียงพอสำหรับการทำนา ปรังในรอบที่ ๒ ย้ำนะครับต้องมีวินัยในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้เป็นอย่างดีครับ  เพราะว่าน้ำจะไม่เพียงพอแล้ว  และนี่คือรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ในภาคที่เกี่ยวกับเรื่องของการฝ่าวิกฤตภัยแล้ง  คุณผู้ชมต้องมีวินัยเป็นอย่างยิ่งครับ และตอนนี้ผมต้องลาไปก่อนนะครับ  สวัสดีครับ"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ภัยแล้ง : ไทยเข้มแข็งระดมเพิ่มแหล่งน้ำระยะยาว

... โครงการไทยเข้มแข็งจะขยายแหล่งน้ำ เพิ่มสัดส่วนพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน ทั้วนี้ การทำโครงการต่างๆ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ประกันราคาจะช่วยปรับระบบข้อมูลเกษตรครั้งใหญ่

... อภิสิทธิ์:
  " อันนี้ก็คือสถานการณ์เฉพาะหน้า  ทีนี้ก็ต้องมาดูว่ามองไปในอนาคตเราจะแก้ไขกันอย่างไร ก็จะมาเรื่องของไทยเข้มแข็ง  อันนี้จะเริ่มเห็นแล้วว่าที่เราพูดว่าจำเป็นจะต้องมาลงทุนในเรื่องของแหล่งน้ำอะไรเพิ่มเติมนี้เพราะอะไรนะครับ  น้ำจริงๆ ๓ ใน ๔ ใช่ไหมครับใช้เพื่อการเกษตร"
 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:   " ถูกต้องครับ"

อภิสิทธิ์: " ๓ ใน ๔ แล้วเราก็อยากจะเห็นภาคการเกษตรของเราได้รับโอกาส  และผมไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนในอดีต  พื้นที่ไหนไม่มีน้ำสิ่งแรกที่อยากได้ก็คือน้ำ  เพราะว่าสามารถที่จะเพิ่มรายได้  และปฏิบัติกาการไทยเข้มแข็งนี้มีการลงทุนในเรื่องแหล่งน้ำ  เข้าใจว่าถ้าคิดเป็นสัดส่วนน่าจะสูง อันดับ ๒ อาจจะรองจากเรื่องของถนนหนทางการขนส่ง  แต่ว่าไม่มากนะครับห่างกันไม่มาก  ๒ ตัวนี้เป็นตัวใหญ่สุด  และเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าประชาชนคาดหวัง"

... อภิสิทธิ์:  " และเราก็จะเห็นว่าจริง ๆ ไทยเข้มแข็งซึ่งทั้งหมด ๑๗๗,๙๙๙ ล้านที่กำหนดไว้ในแผน ๗,๙๙๙ กว่าโครงการ  ถ้าเราทำได้จะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ประมาณ ๑ ล้านกว่าไร่  ๑ ล้านกว่าไร่เพิ่มเข้ามานะครับ  มีคนได้รับประโยชน์ ๔๙๙,๙๙๙ กว่าครัวเรือน  อันนี้ไม่นับเรื่องการจ้างแรงงาน  ในเรื่องการก่อสร้างเรื่องอะไรด้วยนะครับ  ซึ่งกระจายไปทุกภาค  ภาคเหนือก็มี ๑,๔๙๙ โครงการ  ภาคอีสาน ๒,๓๖๑ โครงการ  และมีของภาคกลาง ภาคใต้นะครับ  แล้วโครงการจะแบ่งเป็นทั้งโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก  ที่เริ่มต้นไปแล้วอยู่ตรงนี้นะครับ  ประมาณ ๒,๙๙๙ กว่าโครงการ ๖๙,๙๙๙ กว่าล้าน  พื้นที่ประมาณ ๕๙๙,๙๙๙ ไร่นะครับ  ต้องถามท่านรัฐมนตรีฯ เกษตรฯ เหมือนกันครับว่าคืบหน้าไปสักกี่เปอร์เซ็นต์แล้วตอนนี้"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่กรมชลประทานครับ  ซึ่งผมคิดว่าประมาณ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับการจัดสรรเงินมาจากสำนักงบประมาณแล้ว  ก็เกินครึ่งแล้วครับที่ขณะนี้เราทำข้อผูกพันเรียบร้อยแล้ว และบางส่วนก็เริ่มดำเนินการก่อสร้าง  ทีนี้ในส่วนของงานทางด้านกรมชลประทานนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน  ฉะนั้นการเบิกจ่ายก็อาจจะล่าช้าบ้าง  ที่ล่าช้านี้ไม่ใช่แปลว่างานล่าช้านะครับ  เพราะว่าผู้รับจ้างจะต้องทำงานให้เสร็จถึงจะเบิกจ่าย" 

อภิสิทธิ์:  " ดูตัวเงินอย่างเดียวไม่ได้  ดูว่างานในพื้นที่ เรามีเป้าหมายอย่าลืมว่ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ้างงานด้วย  และผลของงานที่ออกมา แต่ว่าขั้นตอนการเบิกจ่ายของราชการก็อาจจะมีช่วงเวลาที่อาจจะ  บางทีดูแล้วทำไมเงินยังไม่ออกไป"

ผู้ดำเนินรายการ:  " คือหมายความว่าถ้าดูจากผลประสบความสำเร็จของโครงการไทยเข้มแข็งนี้  หมายความว่าถ้าสิ้นสุดโครงการ ปีต่อ ๆ ไปเราอาจจะไม่ต้องมาพูดถึงปัญหาภัยแล้งแบบนี้หรือเปล่าครับ"

อภิสิทธิ์:  " คืออาจจะเกินไปครับ"

อธิบดีกรมชลประทาน:  " ขณะนี้ผมอยากเรียนเสริมท่านนายกฯ นะครับว่า  ขณะนี้ปริมาณความต้องการใช้น้ำของเรานี่ยังไม่พอ  อยู่อีกประมาณ ๓๙ เปอร์เซ็นต์  ขณะเดียวกันนี้จากการคาดการณ์ล่วงหน้าอีก ๑๙ ปีเราอาจจะต้องการอีกประมาณ ๕๙ เปอร์เซ็นต์จากที่เรามีอยู่ตอนนี้  เพราะฉะนั้นงบไทยเข้มแข็งที่เป็นนโยบายท่านนายกฯ ที่ลงมานี้นะครับ  และก็ลงมาเสริมตรงนี้ได้ให้ไวขึ้น  ถ้างบปกติแล้วเราจะไปได้ช้ามาก ไม่ทันความต้องการของราษฎรในการใช้น้ำตรงนี้"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " คือถ้าผมพูดให้เห็นภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ นะครับ  พื้นที่การเกษตร ๑๓๙ ล้านไร่  ขณะนี้เรามีพื้นที่ชลประทานเพียง ๒๘ ล้านไร่  หรือ ๒๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง  ถ้าสมมติว่าเราใช้งบปกติในการดำเนินการ  ปีหนึ่งได้ประมาณ ๑๕๙,๙๙๙ ทีนี้ ๓ ปีท่านนายกฯ ให้ไทยเข้มแข็งมา  ๓ ปีเราได้พื้นที่ ๑,๑๙๙,๙๙๙ ไร่นะครับ ก็เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ ๓๙๙,๙๙๙ เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปกติ  จึงได้ขับเคลื่อนนะครับ  เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำพัฒนาต่อไปก็คือว่า  พื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาชลประทานมีทั้งหมดประมาณ ๖๙ ล้านไร่  เราขาดอีก ๓๙ กว่าล้านไร่ที่จะไปสู่ตรงนั้น  คือไทยเข้มแข็งเอามาเสริมแล้วมาขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น"


อภิสิทธิ์:  " ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๑๘ ปีนะครับ  ทุกปีหรือสภาฯ ทุกชุดจะต้องตั้งกรรมาธิการมาศึกษาเรื่องน้ำ  และจะมาดูความต้องการมาคำนวณว่าจะต้องทำกันอีกเท่าไรนะครับ ถ้าเทียบบบัญญัติไตรยางค์ว่า แต่ละปีทำได้เป็น สมมติ ๑๙๙,๙๙๙ ไร่คำนวณออกมาแล้วไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าในชีวิตเราจะเสร็จหรือเปล่า  เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกเยอะที่จะต้องทำ 

  • และขณะเดียวกันก็ต้องบอกด้วยว่าการทำโครงการต่าง ๆ เราจะไปหวังว่าทำโครงการแล้วทุกอย่างดีขึ้นมาด้านเดียวก็ไม่ได้  เราจะเห็นเหมือนกันว่าถ้าไม่ศึกษาให้รอบคอบถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ  แล้วถ้าหากมีส่วนไปทำลายสิ่งแวดล้อม  เราคิดว่าเราเติมน้ำ  แต่เราก็ ไป สูญเสียในส่วนอื่นด้วย  นั่น ประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าต้องทำความเข้าใจกันนะครับ
  • ประเด็นที่สองก็คือว่าไม่ว่าเราจะเติมน้ำหรือทำโครงการอย่างไร  การบริหารจัดการก็ยังเป็นเรื่องงสำคัญ  สมมติว่ายกตัวอย่างอย่างที่เรากลับไปเมื่อสักครู่นี้ ว่าเราไปส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาปีละ ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง  ผมว่าถึงจะทำโครงการนี้ก็อาจจะไม่พออีก  เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการสำคัญ  จริง ๆ แล้วมียุคหนึ่งองค์กรระหว่างประเทศเขาจะมาขอร้องว่าต่อไปนี้เราจะต้องเก็บค่าน้ำสำหรับการเกษตร  สำหรับอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมาก  แต่ว่าสิ่งที่เราใช้คือว่าการขอความร่วมมือ  แต่ผมก็ดีใจวันนี้ที่ได้ยินท่านรัฐมนตรีพูดถึงว่าเรามีลักษณะของการรวมกลุ่มการใช้น้ำ  การมีส่วนร่วม  แต่ถ้าเราบริหารจัดการอย่างนี้ได้  เราเติมน้ำเข้าไปเราก็จะมีความหวังว่า  เราจะใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่าให้มีการสร้างให้มีการเพิ่มให้มีการเติม  แต่ว่าเรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างประหยัด ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการ เป็นไปได้"

...ผู้ดำเนินรายการ:  " ทีนี้ปัญหาในระยะยาวที่นอกจากโครงการไทยเข้มแข็ง  บางทีเราพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง  เราก็จะพูดถึงเรื่องของการเอาน้ำไปให้พี่น้องเกษตรกร  ในเรื่องของการจัดการน้ำให้คุ้ม ให้มีระเบียบวินัย  ตรงนี้เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้คนเข้าใจในระยะยาว ว่าเดี๋ยวนี้สภาพธรรมชาติไม่เหมือนเดิมแล้ว  เอลนิโญท่านอธิบดีกรมอุตุฯ ก็ว่าแล้ว  ง่าย ๆ ก็คือทั้งร้อนและแล้งที่เราจะต้องเจอ  เราจะทำอย่างไรดีครับในระยะยาว"

อภิสิทธิ์:  " ผมว่าความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมีมากขึ้นโดยลำดับ   สิ่งสำคัญก็คืออย่างที่ผมบอกว่าจริง ๆ แล้วตัวโครงการหรือนโยบายของรัฐบาลเองที่จะส่งสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญ   ผมยังมั่นใจนะครับ  เพราะว่า  กลับไปเรื่องประกันรายได้ ที่บอกว่าต่อไปเรามีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าเราให้ประกันได้กี่รอบ  ผมย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่เราบอกถึงเรื่องของพันธุ์ข้าว ว่าประกันรายได้เราจะไม่ประกันให้กับข้าวพันธุ์ที่คุณภาพต่ำ อายุสั้น  พอประกาศไปครั้งแรกเราต้องมีการ อะลุ้มอล่วยนิดหน่อย  เพราะว่าค่อนข้างกระชั้น ปีที่แล้ว  แต่ว่าเท่าที่สำรวจตรวจสอบปีนี้  ผมว่าพฤติกรรมเปลี่ยน พอประชาชนรับรู้รับทราบว่า ข้าวคุณภาพต่ำที่รัฐพูดว่าไม่ส่งเสริม  นอกจากพูดไม่ส่งเสริมแล้วคือ ยืนยันไปด้วยโครงการเลยว่าไม่ประกันให้  นาปรังรอบนี้ก็รู้สึกว่าลดลงไปเยอะในเรื่องของข้าวอายุสั้น  และผมเชื่อนะครับ  ผมยังเชื่อในแนวทางการทำงานอย่างนี้ว่า ถ้ารัฐบาลมีนโยบายส่งสัญญาณ สื่อสาร มีเหตุมีผล รับฟังความคิดเห็นของประชาชน  ผมมั่นใจประชาชนให้ความร่วมมือ "

ผู้ดำเนินรายการ:  " คือเรื่องของภัยแล้งถ้าฟังแล้วก็คือเรื่องของการปรับตัวแล้ว  ตอนนี้รัฐบาลเหมือนกับวางกรอบให้พี่น้องเกษตรกรปรับตัว   ทีนี้ถ้าใครปรับตัวไม่ได้ ต่อไปอาจจะลำบากถูกต้องไหมครับ"

อภิสิทธิ์:  " แต่ว่าเราก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้น  อย่าไปบอกว่าใครไม่  คือเราต้องพยายามไปดูว่าเหตุผลอะไรด้วย  แต่ผมคิดว่าทุกคนต้องตระหนักถึงส่วนรวมมากขึ้น  ตระหนักถึงจริง ๆ แล้วถ้าจะพูดกลับไปจริง ๆ ก็ตระหนักถึงปรัชญาความพอเพียง  ถ้าหากว่าเรายังคิดว่าอยากจะทำอะไรโดยไม่มีขอบเขต ไม่จำกัด  มันไม่ใช่  ธรรมชาติก็มีข้อจำกัด  และการบริหารจัดการของเรา พฤติกรรมของเราเป็นสำคัญในการที่จะทำให้ทุกอย่างมีความพอเพียง และสามารถเดินไปได้

... ผู้ดำเนินรายการ: " ทีนี้ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว  ในอนาคตอาจจะเกิดการแย่งน้ำกันขึ้น  เพราะว่าเชื่อ ว่าวินัยที่ท่านนายกฯ พูดถึงอาจจะครอบคลุมไม่หมด  จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้  เราจะอาจจะเดือนถัดไป เราจะทำอย่างไรครับ  อาจจะมีการแย่งน้ำ  กักตุนน้ำ  ตอนนี้บางสายน้ำก็มีการกั้นลำน้ำกันแล้วด้วย  ทำอย่างไรครับตอนนี้  ทำได้มากน้อยแค่ไหนครับ"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:
  " คือขณะนี้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังทำอยู่ก็คือเราจะจัดระบบการปลูกข้าวใหม่เลย ว่าต่อไปจากที่ท่านนายกฯ ได้พูดเมื่อสักครู่นี้นะครับ  ก็ประเมินกันว่าเราทำนากันไม่มีระบบนี้  ศัตรูพืชก็ตามเข้ามา  อะไรต่าง ๆ มาหมด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังจัดทำระบบการปลูกข้าวใหม่ทั้งหมดเพื่อจะวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน 
สำหรับประเด็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ว่าอาจจะมีการแย่งน้ำที่เกิดขึ้นในขณะนี้น  ผมคิดว่าอาจจะเป็นเฉพาะกรณีเล็ก ๆ ในบางพื้นที่เท่านั้นเอง  ถ้าโดยภาพรวมทั้งหมดก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่านะครับ เพราะว่าบางครั้งพี่น้องเกษตรกรเห็นน้ำในลำธารมีน้ำในลำคลอง   หรือห้วยหนอง คลอง บึงมี  มากน้อยแค่ไหนฉันไม่สนใจหรอก  เห็นมีน้ำฉันก็สูบมาทำ  พอสูบมาทำเสร็จแล้วมันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้น้ำ  ซึ่งก็เป็นอันตราย  ซึ่งผมก็เคยเรียน"

ผู้ดำเนินรายการ: " เขาจะมีความผิดไหมครับ"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:  " คงไม่มีหรอกครับ  อย่างที่เคยบอกให้พี่น้องเกษตรกรพูดให้ฟังอยู่เสมอว่า  คือมันไม่คุ้มต่อการลงทุน  ถ้าท่านปลูกเพื่อหวังเงินชดเชย  อย่างในฤดูแล้งนี้ก็ไม่ได้สตางค์ ได้ไป ๖๙๙ บาทมันไม่คุ้มต่อการลงทุนนะครับ  ถ้าคิดว่าปลูกเพื่อหวังโครงการประกันรายได้ของเรา  ก็ขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรก็ดี  ส่วนต่างไม่มี  พี่น้องก็ไม่ได้อีก"


อภิสิทธิ์:   " ๓๙๙ บาท สำหรับนาปีภาคใต้นะครับ"
  
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์:   " เพราะนารอบ ๒ นี้ไม่มีนะครับ"
 
อภิสิทธิ์:  " อย่างไรก็ไม่คุ้มครับ  ถ้าหวังแค่เงินชดเชย  หวังแค่เงินช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่คุ้ม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: "ขอให้ทำตามที่เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรหรือกรมชลประทานออกไปให้คำแนะนำ"

 <<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: ส่งเงิน ข้าวล็อตแรกช่วยเฮติ แก้ปัญหาที่ทำกิน

... ยอดเงินร่วมบริจาค ๙๕ ล้าน ส่งข้าวล็อตแรกช่วยเฮติแล้ว
อภิสิทธิ์: "แต่สำหรับช่วงแรกครับขอถือโอกาสรายงานการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมและคณะรัฐมนตรี  เริ่มต้นจากเรื่องของเฮติ  ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้เล่าให้ฟังว่ารัฐบาลนั้นได้ดำเนินการทั้งในเรื่องของการช่วยเหลือเงินไปแล้ว  การระดมการช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชนผ่านการบริจาคเข้ามาสู่กองทุน และเรื่องของข้าว  ก็ปรากฏว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา 

  • ในส่วนของพี่น้องประชาชนเองที่มาร่วมบริจาคเข้าสู่กองทุนนั้น  ณ วันที่เราได้ปิดโครงการไปก็มีพี่น้องได้กรุณามาบริจาคเงินรวมกันแล้วกว่า ๕๙ ล้านบาท  ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ได้แสดงออกถึงความมีน้ำใจของพี่น้องประชาชนคนไทยในส่วนรวม  แล้วจจะได้มีการนำส่งเงินนี้ไปให้พี่น้องประชาชนในเฮติต่อไป
  • ส่วนในเรื่องของข้าว  ซึ่งเราได้มีเป้าหมายในการที่จะส่งไปทั้งสิ้น ๒๙,๙๙๙ ตันนั้น  เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๑ ก.พ.) ผมได้ไปทำพิธีมอบข้าวให้กับทางผู้อำนวยการในภูมิภาคนี้ ที่ทำงานในเรื่องของโครงการอาหารโลก  ซึ่งจะด้มีการจัดส่งข้าว ๑๙๙ ตันไปโดยเครื่องบิน  ที่เราทำอย่างนี้เพราะว่าความต้องการที่จะเป็นความเร่งด่วนในส่วนของเฮติยังมีอยู่  และผู้ที่เป็นผู้อำนวยการและผู้ประสานงานทางด้านนี้  ก็บอกว่าในเรื่องของอาหารนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่มีความขาดแคลน  เพราะฉะนั้น
    • เราก็จัดส่งทางเครื่องบินไป ๑๙๙ ตัน เป็นข้าว ๕
    • แต่ว่าสำหรับข้าวที่เหลืออีก ๑๙,๙๙๙ ตันนั้น จะมีการดำเนินการจัดส่งทางเรือต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานในการที่จะได้ระวางเรือ  และดูต้นทุนที่เหมาะสม  และจะมีการผสมผสานครับ  

            - ข้าวส่วนหนึ่งจะเป็นข้าว ๕ % 
            - และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นข้าว ๒๕% ออกมาจากสต็อก  
              ของรัฐบาล

ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มีการดำเนินการพิจารณาค่อนข้างที่จะเรียบร้อยแล้ว  เพราะฉะนั้น การส่งความช่วยเหลือในระยะต่อไป ก็ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 

ความจริงพี่น้องประชาชนซึ่งเคยประสบภัยที่เกิดขึ้นในช่วงสึนามิก็จะทราบดีนะครับว่า ปัญหาในเรื่องของการฟื้นฟู ปัญหาในเรื่องของการช่วยเหลือนั้น มันมีความจำเป็นต่อเนื่องไปอีกระยะเวลายาวพอสมควร  ไม่ใช่ว่าหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไป  มีการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงสัปดาห์ในช่วงเดือนแรกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  เพราะฉะนั้น การช่วยเหลือที่เป็นรูปของข้าวที่จะได้ส่งไปทางเรือนั้น  มีความหมายแน่นอนสำหรับชาวเฮติ
และผมก็ได้ย้ำไปแล้วในการจัดรายการมาจาก สวิตเซอร์แลนด์คราวที่แล้วว่า ทั่วโลกได้รับรู้ ในเรื่องนี้  และในวันที่ผมไปส่งมอบข้าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ก็มีทูตานุทูตและมีผู้อำนวยการ หรือผู้แทนขององค์กรระหว่างประเทศ  ซึ่งได้แสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง  และมองเห็นว่าประเทศไทยของเรานั้นมีศักยภาพจริง ๆ ในการมีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหารของโลกต่อไป

 <<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... สะสางปัญหาที่ทำกินปมคลี่คลาย เร่งรัดแก้ไขปรับระบบการทำงาน
เมื่อพูดถึงปัญหาของพี่น้องประชาชนยังมีปัญหาเรื่องที่ทำกิน  ที่สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน เพื่อที่จะสะสางปัญหาต่าง ๆ  ซึ่งเรากำลังเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ  บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดี หลายเรื่องก็คลี่คลายไปได้  และคิดว่ามีบางเรื่องครับคงจะต้องมีการปรับปรุงระบบการทำงาน และจะมีการนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีได้  คาดว่าไม่เกินในช่วง ๒-๓  สัปดาห์ข้างหน้า

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.


คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม GT200,ภัยแล้ง, ไม่ใช้ความรุนแรงVDO รายการเต็ม

(กลับไปด้านบน)