... ยืนยันสถานการณ์เศรษฐกิจ การหมุนเวียนภายใน ตัวเลขการส่งออกดีขึ้น แต่ไม่ประมาท เกษตรกรต้องมีรายได้ที่มั่นคง การต่างประเทศ FTAสอดคล้องเป้าหมาย เสริมจุดแข็ง ไม่กระทบไทย ความร่วมมืออาเซียนเติบโตเศรษฐกิจ ลดประชานิยม ประชาชนร่วมสร้างสวัสดิการ [ออกอากาศ ๒๐.๔๐ น. ของวันเดียวกัน]
... สถานการณ์เศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าว : "ผ่านมา ๑ ปีกว่า ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีมองภาพรวมผลงานรัฐบาลอย่างไรบ้าง และผลงานเศรษฐกิจหลังจากผ่านมา ๑ ปี สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไปแค่ไหน นโยบายที่เคยใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดบ้างหรือเปล่า เหมือนที่มีการพูดถึงในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ"
อภิสิทธิ์ : "เรื่องเศรษฐกิจผมยืนยันนะครับว่าสถานการณ์ ณ ขณะนี้ต่างกับปีที่แล้วมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจาก
-นโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
-อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นประกอบกันไป
ถ้าจะให้เห็นภาพคร่าว ๆ ผมก็คิดว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแรงมากก็จากเศรษฐกิจโลกก็เรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว และเริ่มส่งผลเข้ามาที่เศรษฐกิจภายใน ทีนี้พอเรามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- รอบแรกประมาณมีนาคม เมษายนปีที่แล้ว ก็มีโครงการหลายโครงการซึ่งมุ่งในเรื่องของการพูดง่าย ๆ คือเติมเงินให้คน จะเป็นการลดรายจ่าย เช่น เรียนฟรี หรือจะเป็นการเพิ่มรายได้ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เช็ค ๒,๐๐๐ บาท
- เราก็พบข้อเท็จจริงว่าเศรษฐกิจภายในประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ถ้าเทียบเดือนต่อเดือนก็จะกระเตื้องขึ้นโดยลำดับ
- ผมเองไปพบกับผู้ประกอบการ เขาก็ยอมรับว่าหลังจากที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในก็ดีขึ้น
- แต่ว่าเนื่องจากเศรษฐกิจเราพึ่งการส่งออกเยอะ พึ่งการท่องเที่ยวเยอะ ก็ยังทำให้เศรษฐกิจก็ยังติดลบอยู่ แต่ว่าในอัตราที่ต่ำกว่าตอนช่วงต้นปีที่แล้ว
- จนกระทั่งมาถึงประมาณ ๓ เดือนสุดท้าย เราก็เห็นว่าพอเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น ตัวเลขเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว แม้กระทั่งการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ก็ต้องถือว่ากระโดดขึ้นมามาก
- ตอนนี้เราก็มีตัวเลขการส่งออกซึ่งโตขึ้นประมาณ คือร้อยละเป็นเลขสองหลักขึ้นไป และทั้งปีเราก็ตั้งว่าน่าจะได้ร้อยละ ๑๔
- นักท่องเที่ยวเดือนธันวาคมเข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนเดียวเข้ามา ๑ ล้าน ๖ แสนคน และก็เป็นภาพที่ค่อนข้างจะต่างจากครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว และก็ปิดท้ายตอนช่วงปลายปี
- การเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษ ซึ่งหมดอายุปลายปีที่แล้วก็ทำให้นักลงทุนรีบเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนมาก
- จนกระทั่งในที่สุดปีที่แล้วเทียบกับปีก่อนก็จะเพิ่มขึ้นถึงเกือบประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อัตราการขยายตัวกลับมาเป็นบวกไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว บวกมากบวกน้อยตัวเลขทางการยังรออยู่ แต่เฉลี่ยแล้วทั้งปีในที่สุดจะติดลบอยู่ประมาณ ๒.๘
ผมยังพยายามใช้ตัวเลขนี้ อาจจะสูงหรือต่ำกว่านั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง และก็ปีนี้จากเดิมซึ่งคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะโตสัก ๓ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง ๓.๕ ตอนนี้เราก็มั่นใจว่าน่าจะเกิน ๔ และจริง ๆ บางสำนักก็ไปไกลถึงเลข ๕ เข้ามาแล้วนะครับ แต่เราก็ยังไม่ประมาท เพราะฉะนั้นในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจผมคิดว่าดีขึ้นมามาก"
... การแก้เศรษฐกิจภายในประเทศ
... อภิสิทธิ์ : "มีปัญหาไหม มีปัญหาที่ติดค้างอยู่ก็เช่น
[๑.] เรื่องของโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งยังมีที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินได้ตามแผน เช่น กระทรวงสาธารณสุขก็เกิดปัญหาการทุจริต การร้องเรียน ขึ้น และก็มีการหยุดชะงักอยู่ หรือกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแบบเดียวกัน
ประการที่ [๒.] ที่มีผลกระทบก็คือ คำวินิจฉัยของศาลปกครอง เรื่องมาบตาพุด ที่ทำให้มีการระงับโครงการต่าง ๆ เพราะว่าใจของเราก็อยากจะเห็นการลงทุนของเอกชนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้นพอตัวนี้ได้รับผลกระทบมันก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้ช้าลงไปบ้าง แต่ตรงนี้เราก็ต้องแก้ไข
แต่ในภาพรวมพอเราดูตัวเลขว่า ขณะนี้อัตราการว่างงานต่ำ กว่าร้อยละ ๑ เราดูว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตเกินร้อยละ ๗๐ เข้าไปแตะร้อยละ ๘๐ เราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าไปในทางที่ดี เพราะฉะนั้นก็จะมาสู่ประเด็นที่ว่าและเราต้องปรับนโยบายอะไรบ้าง ขณะนี้เราก็ยังยืนยันว่าเรายังต้องใช้ภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ เพราะฉะนั้นที่มีโครงการไทยเข้มแข็งตามพระราชกำหนดก็ต้องเดินหน้าเร่งต่อไป"
ผู้สื่อข่าว : "ผู้สื่อข่าว (อรชุน รินทรวิฑูรย์ ทีวีไทย) ขออนุญาตถามเศรษฐกิจชาวบ้านนิดหนึ่งนะครับ ชีวิตของคนเดินดินกินข้าวแกง กินเงินเดือน ถ้าเราพูดถึงเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ก็น่าจะหมายถึงการมีเงินใช้มากขึ้น แต่ว่าผลการสำรวจจากโพลต่าง ๆ ก็ปรากฏว่าประชาชนเขาเรียกร้องรัฐบาลควรจะรีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าการเมืองด้วยซ้ำ แต่ว่ารัฐบาล ก็ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยดูเหมือนตัวเลขจะดีขึ้น มันสวนทางกันไหมครับระหว่างเสียงสะท้อนจากประชาชน และก็ความเห็นของรัฐบาล"
อภิสิทธิ์ : "ผมคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน การที่บอกว่าเศรษฐกิจเราดีขึ้นแล้ว ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหาเศรษฐกิจที่จะต้องแก้ไข อันนี้ต้องเข้าใจตรงกันก่อน แต่ถ้าถามว่าเทียบสถานการณ์ขณะนี้กับปีที่แล้ว ผมว่ามันแตกต่างค่อนข้างชัด
- ขณะนี้ผมยกตัวอย่างว่าเศรษฐกิจในชนบทยังค่อนข้างที่จะคึกคักจากนโยบายประกันรายได้ ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
- และตัวเลขที่เป็นภาพรวมมันก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าในการที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าโดยทั่ว ๆ ไปคนไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ อันนี้เราก็ต้องทำต่อเนื่องในการที่จะสร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้ให้กับคนของเรา ผมไม่ได้มองว่าขัดกัน แต่ผมยืนยันว่าสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้เทียบกับปีที่แล้วได้คลี่คลายลงไปมาก และในหลาย ๆ ส่วนขณะนี้ก็มีความคึกคักชัดเจนมากขึ้น"
ผู้สื่อข่าว : "หลายคนอย่างชาวบ้านเองก็มองว่านโยบายรัฐบาล จะมีนโยบายอย่างไรที่จะทำให้ชาวบ้านมีเงินในกระเป๋าสตางค์มากขึ้น"
อภิสิทธิ์ : "จริง ๆ แล้วการที่จะทำให้ชาวบ้านมีเงินมากขึ้นได้ ถ้าแยกแยะไปเลยจะเป็น
- ภาคเกษตร ก็คือมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งนอกจากเรื่องของการประกันรายได้ ปีนี้ที่ผมจะเอาเข้ามาคือเรื่องของประกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด อย่างนี้เป็นต้น
- ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ การกระตุ้นให้เกิดภาคเศรษฐกิจที่เติบโตใหม่ ๆ ขึ้นมา อย่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งไปเริ่มต้นเรื่องดิจิตอลมีเดียในการที่จะกระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิตอล คอนเทนท์ อย่างนี้เป็นต้น คือเราก็จะมีการกระตุ้นในลักษณะนี้พร้อม ๆ กับการที่เอื้ออำนวยให้เกิดการลงทุนในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา เช่น
-อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
-รวมไปถึงอุตสาหกรรมบริการทางด้านต่าง ๆ
ตัวนี้จะเป็นตัวที่ยั่งยืนที่สุด การที่จะให้ประชาชนมีรายได้ที่ดีที่สุดก็คือเศรษฐกิจและการลงทุนและการค้ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จะไปบอกว่าประชาชนจะมีรายได้จากการที่รัฐบาลเอารายได้ไปให้คงไม่ใช่"
... ลดประชานิยม ร่วมสร้างสวัสดิการ
...อภิสิทธิ์ : "แต่ว่าตัวการกระตุ้นไทยเข้มแข็งที่เดิมจะอยู่ในการกู้เงินในพระราชบัญญัติซึ่งสภาฯ ยังพิจารณาอยู่ ก็มีประเด็นที่น่าคิด
- เพราะว่าขณะนี้เราคาดว่าปีงบประมาณนี้จะเก็บรายได้เกินเป้าเกือบ ๒ แสนล้าน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็มีความเห็นว่า รัฐบาลก็ควรจะลดการกู้เงิน
- เพราะว่าที่เราประกาศกู้ ก็เพราะว่าต้องการที่จะให้มีความมั่นใจว่าเรามีพลัง กำลังในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ
- แต่เมื่อเรามีกำลังจากระบบงบประมาณปกติ เราไม่จำเป็นจะต้องกู้มากขนาดนั้น เราก็ลดเงินกู้ได้ แต่ว่าไม่ได้หมายความโครงการไม่ทำ โครงการก็โยกเข้ามาจากที่จะใช้เงินกู้ มาเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณปกติ อย่างนี้เป็นต้น
มาตรการบางมาตรการเราก็ปรับมาโดยลำดับ เช่น
- มาตรการที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลก่อน ๖ เดือน ๖ มาตรการ ปรับมาเป็น ๖ เดือน ๕ มาตรการ ตอนหลังเหลือ ๓ เดือน และก็มีการลดปริมาณที่ให้ใช้ฟรีอะไรต่าง ๆ
- ล่าสุดผมก็คิดว่ามาตรการเรื่องน้ำอาจจะหยุด เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องน้ำก็พบความเป็นจริงเหมือนกันว่า ที่ผ่านมาคนมีรายได้ คนมีกำลังก็ไม่ได้จ่ายค่าน้ำ ซึ่งเราคงไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นบริการฟรีตลอดไป
- เรื่องไฟยังลำบากอยู่นิดหน่อย เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งประชาชนจำนวนมาก ซึ่งมีรายได้น้อยได้ประโยชน์ แต่จะไปลดให้ใช้ต่ำกว่านี้ก็คงจะยากแล้วนะครับ เพราะคำนวณหมดแล้วว่าตอนนี้ก็หลอดไฟ ตู้เย็น ทีวี ๒ ชั่วโมง อะไรอย่างนี้ คือน้อยกว่านี้คงจะยาก แต่ว่าผมก็ได้ให้นโยบายกระทรวงพลังงานไปว่า วันข้างหน้าถ้าเราสามารถนำระบบมิเตอร์ ที่เรียกว่า Smart Meter เข้ามาได้ ต่อไปเราก็จะสามารถกำหนดราคา เช่น
-คนที่ไฟบางช่วงเราอาจจะให้ใช้ในราคาถูกได้ อย่างนี้เป็นต้น
-หรือว่าแยกแยะได้มากขึ้นสำหรับผู้มีรายได้น้อย
-กับผู้มีรายได้ปกติ
ก็จะเอาระบบค่าไฟที่เข้ามาใช้แล้วไม่กระเทือนภาระของประชาชนที่เราอยากจะช่วย ขณะเดียวกันคนที่สามารถจ่ายหรือควรจะจ่ายก็จะได้จ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือเต็มที่"
ผู้สื่อข่าว : "มีนักวิชาการได้ประเมินผลงานรัฐบาลเอาไว้ เขาบอกว่ารอบ ๑ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะลดนโยบายประชานิยม แต่ก็ยังลดไม่ได้ ขณะเดียวกันก็พยายามจะเดินไปเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ก็ยังเดินไปไม่ถึงอีก ท่านจะชี้แจงอย่างไร หรือว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางเอาไว้"
อภิสิทธิ์ : "ผมคงเห็นต่างนะครับ ถามว่าลดประชานิยมได้ไหม มาตรการยกตัวอย่างเช่น
- มาตรการฟรีทั้งหลาย มีการปรับลดลงมาต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของเกณฑ์
-เรื่องน้ำ
-เรื่องไฟ
-และที่เรากำลังจะยกเลิกต่อไป ๖ มาตรการก็มาเหลือ ๕ มาตรการ
เพราะฉะนั้นตรงนั้นก็มีการปรับลด
- ส่วนนโยบายบางนโยบายผมไม่เคยยอมรับว่าเป็นประชานิยม เช่น
-การเรียนฟรี
เพราะอันนี้เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศว่าจะต้องทำ
- ส่วนระบบสวัสดิการ ถามว่าไปถึงหรือยัง ยังไม่ถึงละครับ
- และใครที่คิดว่าจะสามารถสร้างระบบสวัสดิการได้ภายในปี ๒ ปี ผมว่าก็คงไม่อยู่กับความเป็นจริง
- ระบบสวัสดิการที่เรากำลังจะทำ เราทำบนความระมัดระวังว่าไม่ให้ไปซ้ำรอยกับหลายประเทศ ซึ่งในที่สุดต้องเป็นสวัสดิการบนฐานของภาษีที่สูง เรา ไม่มีแผนในการที่จะไปขึ้นภาษีเพื่อเอามาทำระบบสวัสดิการ
- เพราะฉะนั้นระบบสวัสดิการที่เราทำจึงต้องเป็นระบบซึ่งไปอิงกับการสมทบการมีส่วนร่วมของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น
- เราอาจจะทำขยายจำนวนคนที่มารับเบี้ยยังชีพ แต่ว่าเรากำลังจะทำกองทุนเงินออมแห่งชาติ เพื่อที่จะบอกว่าเงินสำหรับยามชรา
-ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นรัฐบาลให้ฝ่ายเดียว
-หรือเก็บจากภาษี
-แต่เป็นการสมทบออมเงินของคน ตั้งแต่อายุ ๒๐ ขึ้นมาโดยรัฐบาลสมทบเข้าไปตรงนั้น อย่างนี้เป็นต้น
- แล้วก็ยังมีระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งรัฐบาลก็อนุมัติเงินสมทบเป็นครั้งแรกไป ๗๐๐ กว่าล้าน ในเครือข่ายสวัสดิการชุมชน
-ซึ่งมาเติมในเรื่องของการรักษาพยาบาลบ้าง
-มาเติมในเรื่องอื่น ๆ บ้าง
เพราะฉะนั้นระบบสวัสดิการจะพัฒนาลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
แต่ว่าสิ่งที่เราเน้นย้ำและลดประชานิยมคือว่า เราพยายามที่จะแยกแยะว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องของสิทธิ ผมพูดเรื่องของการศึกษาไปแล้ว ผู้สูงอายุไปแล้ว เมษายนนี้เป็นต้นไป
- เราบอกคนพิการก็ต้องมีเบี้ย ๕๐๐ บาททุกเดือนเช่นเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องของสิทธิ์
- แต่ว่าผมพยายามจะลดนโยบายที่ประชานิยมในความหมายที่ว่ารัฐบาลใจดีนะ เอาเงินมาสงเคราะห์ให้
- และรัฐบาลก็จะใช้ดุลพินิจอยู่ตลอดเวลาว่าจะให้คนนั้นดี หรือให้คนนี้ดี จะไม่มี ผมพยายามจะลดเพื่อให้เป็นว่าเรื่องใดเป็นสิทธิ์ทุกคนได้
และสวัสดิการก็จะเป็นระบบซึ่งไม่ใช่ได้อย่างเดียว แต่ว่ามีส่วนร่วมในการสมทบด้วยตามกำลังที่แต่ละคนมี"
... ผลกระทบเศรษฐกิจจากต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าว : "ขอถามต่อยอด เข้าใจว่าเศรษฐกิจตอนนี้เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้นการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ Exit Strategy ก็เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังทำ ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งหัวลง เนื่องในเหตุผลดังกล่าว กลัวกันว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน อยากจะถามท่านนายกฯ ว่า Exit Strategy ของบ้านเรา จะออกมาในรูปแบบไหน เรื่องของการยกเลิกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นอีกหนึ่ง Exit Strategy ของเราหรือเปล่า ที่สำคัญที่สุดเลยครับคนธรรมดาอย่างพวกผม ไม่ได้มีธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร จะได้รับผลกระทบอย่างไรกับ Exit Strategy ที่กำลังจะมา และเราต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร"
อภิสิทธิ์ : "ผมว่าเราต้องแยกสถานการณ์ในประเทศกับในหลาย ๆ ประเทศที่กำลังพูดถึง Exit Strategy ในขณะนี้
- ข้อแรกเลยหลายประเทศ โดยเฉพาะทางตะวันตกยังมีปัญหาเรื่องการว่างงานมาก เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถเร่งในเรื่องของ Exit Strategy หรือการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
- ตรงกันข้ามผมเข้าใจว่าบางประเทศกำลังจะต้องคิดถึงการเปลี่ยนวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าว่าทำอย่างไรจะลงไปสู่การสร้างงานได้
- สถานการณ์นี้ไม่ได้มีปัญหากับประเทศไทย เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ค่อนข้างชัดว่าไม่น่าจะมีความเสี่ยง
- และอย่างที่ผมบอกขณะนี้เราก็ยังไม่ได้ถอน เราเพียงแต่พูดถึงปรับลดการกู้เงิน ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษที่เราจะขอจากสภาฯ เราก็ลดลงเสียเพื่อที่จะได้สามารถทำให้การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้เร็วขึ้น
คือที่ต้องพูดถึง Exit Strategy ก็คือเขากลัวว่าถ้ากระตุ้นไปเรื่อย ๆ ก็หมายความว่าหนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้คือตัวหลัก เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มเพียงแต่การปรับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณปกติ ไม่ได้กู้เงินเพิ่ม เพียงเท่านี้ก็เป็นการเท่ากับเหมือนกับแก้ปัญหาในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กลัวว่าจะนำไปสู่การเพิ่มหนี้ได้
แต่ผมก็อยากจะเรียนว่า ในแง่ของตลาดทุนก็เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง แต่ผมก็มีมุมมองว่าที่ตอนนี้บอกว่าตลาดหุ้นตกเพราะว่า
-กลัวเรื่องสหรัฐฯ เข้มงวดกวดขันเรื่องธนาคาร
-จีนเข้มงวดกวดขันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป
- ในมุมมองของผมสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่พูดถึงตลาดหุ้น ผมว่าสิ่งที่รัฐบาลเหล่านี้กำลังทำเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราไม่อยากจะย้อนกลับไปสถานการณ์เดิมคือมีฟองสบู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าในประเทศตะวันตกจำเป็นจะต้องเข้มงวดกวดขันกับระบบธนาคารมากขึ้น จริงอยู่อาจจะทำให้การเติบโตซึ่งเราเคยหวังว่ามันจะสูงเท่านี้ อาจจะต้องลดลงมาบ้าง แต่มันน่าจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนกว่า ผมว่าอันนี้ก็ไม่เป็นปัญหา
- หรือกรณีของจีน พยายามไม่ให้เศรษฐกิจตัวเองร้อนแรงเกินไป ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นผมไม่ค่อยห่วงตรงนี้มากนัก
แต่ว่าในตลาดทุนนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเขาอาจจะดูจากเรื่องของอัตราการเติบโตเป็นหลัก สำหรับของเราเอง ผมก็จะย้ำนะครับว่าจะไม่มีมาตรการในลักษณะที่จะทำให้ประชาชน เดือดร้อน เรากำลังพูดถึงการถอนการใส่ยากระตุ้นเข้าไป แต่เราไม่ได้ไปทำให้เกิดความอ่อนแอ คือเราจะถอนก็ต่อเมื่อเราเห็นว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแรง และก็เดินโดยตัวของมันได้"
ผู้สื่อข่าว : "มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์"
อภิสิทธิ์ : "คือจริง ๆ แล้วมาตรการเหล่านั้นว่าตามจริงไม่ใช่ตัวหลักที่เราต้องกังวลเรื่อง Exit Strategy ตัวหลักที่เราต้องกังวลก็คือเรื่องการกู้เงิน กู้เงินเพิ่มขึ้นมา ซึ่งความจริงแม้จะกู้เต็มจำนวนก็ไม่ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพ เพียงแต่ว่าถ้าไม่ต้องกู้เต็มจำนวน ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี"
ผู้สื่อข่าว : "ขอถามเรื่องการลดค่าเงินดองของเวียดนามที่ ๒ ปีที่ผ่านมาก็ลดไปแล้วประมาณ ๑๓ เปอร์เซนต์ ตรงนี้มีการประเมินอย่างไรบ้างคะว่าจะส่งผลกระทบต่อยอด ออร์เดอร์การส่งออกสินค้าของไทยระยะยาวหรือเปล่าคะ"
อภิสิทธิ์ : "ก็มีการประเมินกันในครม.เศรษฐกิจกันไว้ คือจะบอกว่าไม่มีผลกระทบเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าถ้าว่าผลกระทบมากแค่ไหน ต้องดูตัวนี้ด้วยนะครับ คือเราจะดูเฉพาะตัวอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ เราต้องดูเงินเฟ้อด้วย
- เพราะว่าถ้าสมมติว่าค่าเงินลด แต่ว่าเงินเฟ้อในประเทศสูง สินค้าก็จะมีราคาสูง เพราะฉะนั้นถ้าเราดูจากการลดค่าเงินบวกกับภาวะเงินเฟ้อแล้ว ความได้เปรียบเสียเปรียบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้มากหรือไม่ได้น่าตกใจ ถ้าหากว่าเราดูเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนเราอาจจะตกใจ นั่นประการที่ [๑]
- ประการที่ [๒] สินค้าที่แข่งขันกันโดยตรงไม่ได้มีมากนัก เพราะฉะนั้นมีผลกระทบมาก
- แต่ว่าสิ่งที่ผมต้องยืนยันก็คือว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่เวียดนาม ไม่มีผลต่อการที่จะให้ประเทศไทยมาทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเรา ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นนโยบายที่มุ่งในเรื่องของเสถียรภาพเป็นหลัก แต่ว่าระดับของอัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริง
แม้ว่าผู้ส่งออกอาจจะมีเสียงบ่นว่าอยากจะเห็นค่าเงินอ่อนลง แต่ข้อเท็จจริงคือว่าประเทศไทยก็ยังเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่อง จริง ๆ แล้วปีที่แล้วขนาดที่มีวิกฤตก็ปรากฏว่าเกินดุลมากกว่าเดิม เพราะว่าการนำเข้าลดลงมากกว่าการส่งออก เพราะฉะนั้นโดยธรรมชาติแรงกดดันให้เงินบาทแข็งขึ้นยังมีอยู่ แต่หน้าที่ที่เราย้ำกับ และก็ตรงกับที่ทางธนาคารแห่งประเทศทำก็คือว่า เขาจะดูแลไม่ให้มันผันผวนเร็วเกินไป"
ผู้สื่อข่าว : "ยังอยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจนะคะ ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็ยังแย่อยู่ ว่างงานก็ยังเยอะ ญี่ปุ่นก็แย่นะคะ เกิดภาวะเงินฝืด แต่ว่าเศรษฐกิจของจีนกับเศรษฐกิจของอินเดียหอมหวล และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในฐานะที่เราเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเอเชีย กับจีนและอินเดีย เราควรที่จะฉกฉวยผลประโยชน์ ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ดิฉันมองว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในเวทีโลกได้เยอะแยะเลย เรื่องของเกษตรกรรมเราสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกได้ ถ้าเราไม่มัวแต่ทะเลาะกันในประเทศ และก็ตั้งใจพัฒนา หรือว่าแม้แต่เรื่องของพลังงานทดแทนที่ตอนนี้กำลังบูม และทุกคนต้องการประหยัดพลังงานโลก ต้องการแก้ปัญหาโลกร้อนต่าง ๆ เรามีทรัพยากร เรามีต้นปาล์ม มีอะไรเยอะแยะที่จะสร้างพลังงานทดแทน ดิฉันมองว่าเรื่องของเกษตรกรรม เรื่องของพลังงานทดแทน เราเป็นที่หนึ่งได้ของเอเชียหรือแม้แต่ของโลก ท่านนายกฯ คิดว่าเราจะฉกฉวยผลประโยชน์อะไรที่จะไปทำประโยชน์กับจีนและอินเดีย เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศเราค่ะ"
อภิสิทธิ์ : "โดยข้อเท็จจริงนะครับ นโยบายที่เราเดินอยู่ก็ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงตรงนี้
-พราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเราในลำดับของอาเซียน ปีที่แล้วเราเดินหน้าเต็มที่เรื่องของ FTA กับจีน กับอินเดีย
-และกับจีนก็จะมีผลตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา
ในส่วนของประเทศไทยเอง
- ยุทธศาสตร์ที่เราทำในเรื่องของการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวด้วย กับจีนกับอินเดียก็เดินอย่างต่อเนื่อง
- กรณีของจีนเมื่อปีที่แล้วผมก็เดินทางไป และหลังจากนั้นมาเราจะทำงานลึกลงไปมากขึ้น
- คือเริ่มทำงานระหว่างประเทศไทยกับแต่ละมณฑลคือบางทีเราก็พูดถึงจีนเป็นประเทศเดียว บางทีเราลืมไปว่ามณฑลเขา มณฑลหนึ่งคนมากกว่าเราทั้งประเทศ
- เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงกันในระดับมณฑลมากขึ้น จะเห็นว่าเริ่มมีผู้บริหารของมณฑลทั้งที่เป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งที่เป็นของรัฐบาลท้องถิ่น เดินทางเข้ามาในระดับสูง และก็มีการนำเอาคณะนักธุรกิจเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยน ตรงนี้ก็ทำอยู่
อินเดียนั้น เมื่อปีที่แล้วผมก็ส่งไปอีก ๒ คณะ ประธานผู้แทนการค้าไทย ๑ คณะ และท่านรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ในขณะนั้นอีก ๑ คณะ
- และผมก็ตั้งใจว่าปีนี้จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน จริง ๆ เชิญท่านนายกฯอินเดียแล้ว
- และผมก็มีแผน ที่จะไปด้วย ก็จะเป็นอีกด้านหนึ่ง
- และก็ผู้ประกอบการของไทยส่วนหนึ่งขณะนี้ที่เราวางเป้าหมายด้วย ก็คือกลุ่มก่อสร้างที่มีความหวังที่จะไป พูดง่าย ๆ คือ
-ไปได้งานการก่อสร้างถนน
-โครงสร้างพื้นฐานที่อินเดีย มีการแลกเปลี่ยน
- มีรัฐมนตรีคมนาคมของอินเดียมาคุยกับเราในเรื่องนี้ช่วงปลายปี
- และผมก็ไปเจอเขาอีกทีหนึ่งที่ดาวอส
ก็ตอกย้ำเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในแง่ของตลาดของจีน ของอินเดีย เราทำเต็มที่ เพราะเรามองเห็นเป็นโอกาส
ส่วนเรื่องของสินค้าเกษตร ทั้งอาหารและพลังงานก็เช่นเดียวกัน
- ความจริงแล้วขณะนี้ต่างประเทศและตลาดโลก มองเห็นศักยภาพตรงนี้ของเรามากขึ้น ตอนที่ผมเดินทางไปดาวอส เขารู้ว่าเราจะช่วยเฮติเป็นข้าว เขาก็มองเห็นชัดว่านี่คือจุดแข็งของเราในเรื่องของอาหาร
- ส่วนพลังงานนั้น ทั้งเรื่องของแก๊สโซฮอล์ ทั้งเรื่องของไบโอดีเซล ผมก็ตั้งใจว่า ปีนี้จะเร่งเป้าหมายให้เร็วขึ้น
- เพราะว่าจริง ๆ ภาพรวมพลังงานทดแทนก็คือที่เราให้แรงจูงใจขณะนี้ มีคนสนใจจะลงทุนมากกว่าเป้าที่กำหนดไว้ในแผนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะขยายได้
- อันที่ ๒ ก็คือ โครงการผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน กำลังเป็นโครงการซึ่งมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนมาต่อเนื่องหลายปี กำลังจะมาเริ่มต้น และก็มีความสนใจของอีกหลายค่ายที่อยากจะย้ายฐานการผลิตบวกกับมาผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราจะฉกฉวยโอกาสจากตรงนี้"
ผู้สื่อข่าว : "ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้เองทั่วโลกกำลังจับตามองผลการประชุม EU Summit ที่จะออกมาในวันอังคารนี้ว่าจะให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มประเทศในยุโรปอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นกรีซ สเปน หรือโปรตุเกส ก็ตาม ถ้าสมมติว่าเขาช่วยเหลือไม่ได้ แล้วเกิดวิกฤตที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่งต่อจากสหรัฐอเมริกา ต่อจากตะวันออกกลาง ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อบ้านเราอย่างไร ในเมื่อวันนี้เราก็เริ่มที่จะมีการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเหมือนกัน"
อภิสิทธิ์ : "ย้ำอีกครั้งนะครับในเชิงการกระตุ้นเรายังไม่ได้ลด จำนวนโครงการ การลงทุน การกระตุ้นเท่าเดิม
- เรากำลังจะเริ่มคิดจากการเปลี่ยนวิธีการหาเงินมาเป็นการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้นเอง จะได้ชัดเจนว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการถอนการกระตุ้น แต่ว่าลดความจำเป็นในการที่จะต้องกู้เงินมาเพื่อกระตุ้น
- ผมคิดว่าการประเมินก็คงจะดูจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรีซ และผลกระทบกว้างขวางแค่ไหน แน่นอนถ้ามันกระเทือนมาถึงระดับซึ่งทำให้อัตราการเติบโตของเรา หรือตัวจักรที่เคลื่อนเศรษฐกิจเราได้รับผลกระทบ รัฐบาลก็ต้องปรับนโยบายมารองรับตรงนั้น
แต่ผมคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นตอนที่เราบอกเวียดนามลดค่าเงินก็ดี หรือปัญหาที่เกิดขึ้นที่ดูไบก็ดี ในที่สุดตรงนั้นก็ชัดเจนว่าไม่ได้ส่งผลกระทบย้อนกลับมาถึงเศรษฐกิจไทย ถึงขั้นที่ว่าเราจะต้องแนวนโยบาย ก็ต้องรอดูอีกระยะหนึ่ง"
... ความมั่นใจ และภาพลักษณ์อาเซียน
ผู้สื่อข่าว : "ถามประเด็นของอาเซียน ปีที่แล้วที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ก็จะมีข่าวของอาเซียนออกมาต่อเนื่อง แต่พอเรายกตำแหน่งนี้ให้กับเวียดนามในปีนี้ ดูเหมือนกับว่ากระแสของอาเซียนจะแผ่วลงไป ทั้ง ๆ ที่เขตการค้าเสรีอาเซียนก็เริ่มมีผล 1 มกราคมที่ผ่านมา ตอนที่ส่งมอบการเป็นประธานอาเซียนให้กับเวียดนาม ท่านนายกฯ ได้ฝากเรื่องอะไรเป็นพิเศษบ้าง และปีนี้สำหรับอาเซียนที่เราต้องติดตามจะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ"
อภิสิทธิ์ : "สิ่งที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็คือความริเริ่มเชียงใหม่ที่จะต้องมีผล เข้าใจว่าน่าจะเป็นวันที่ ๒๔ มีนาคม อันนี้ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติอาจจะยังไม่มีประเทศไหนต้องการมาใช้
-แต่ว่าการเริ่มต้นมีตัวนี้ก็เป็นการแสดงออกถึงความแน่นแฟ้น และความริเริ่มที่เกิดขึ้นในอา
เซียนกับคู่เจรจาด้วยกัน เขตการค้าเสรีมีผลแล้ว
-เพราะฉะนั้นโดยธรรมชาติการค้าขาย และก็ส่งผลต่อการตัดสินใจการลงทุนก็จะมีอย่างต่อเนื่อง
ผมคิดว่าผมได้พบท่านนายกฯ เวียดนาม เมื่อตอนที่ไปที่สวิสเซอร์แลนด์ ท่านก็ตั้งใจในการที่จะเดินหน้าในวาระต่าง ๆ ต่อเนื่องจากการเป็นประธานของประเทศไทย เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งก็คงจะต้องมีการมาตรวจการบ้านกันเหมือนกันว่า
- เมื่อมีการประกาศใช้ลดภาษีแล้ว มีข้อขัดข้องอะไรที่เป็นอุปสรรคทางด้านการค้าการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ก็คงจะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง
- แต่ว่าการเดินหน้าต่อเพื่อให้การเกิดประชาคมอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านการเมือง ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมมั่นใจว่าทางเวียดนามก็จะผลักดันอย่างต่อเนื่อง
- เพราะว่าที่เดินทางไปที่สวิสเซอร์แลนด์ ท่านนายกฯ เวียดนามก็ยกคณะใหญ่ไป แล้วก็ได้เน้นย้ำถึงเรื่องของอาเซียน
- ที่สำคัญก็คือผมมองว่าตัวคู่เจรจาเราเอง ทั้งญี่ปุ่น ทั้งเกาหลี ทั้งจีน ทั้งอินเดีย แม้กระทั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ด้วย ก็อยากจะเห็นการเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคนี้มากขึ้น อย่างปีที่แล้วตอนปลายปีที่มาประชุมกับเรารอบ 2 ที่ต้องมีการเริ่มถกกันแล้วว่าจะมีประชาคมเอเชียตะวันออกไหม จะมีประชาคมเอเชียแปซิฟิกไหม
ผมว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในใจของประเทศในภูมิภาคนี้ เพราะอยากจะเห็นการใช้ศักยภาพของภูมิภาคในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ"
ผู้สื่อข่าว : "แล้วกลุ่มที่อยู่นอกอาเซียนเขามองอาเซียนศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนครับ ในเมื่อเรายังมีเรื่องของประเด็นเพื่อนบ้านก็ดี เรื่องของประชาธิปไตยในบางประเทศก็ดี เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหนครับ"
อภิสิทธิ์ : "คือประเด็นเหล่านี้ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอาเซียนในสายตาของคนข้างนอก หรือแม้กระทั่งกับในหมู่ประเทศอาเซียนด้วยกันเอง แต่ว่าสิ่งที่เราได้พยายามทำให้เห็นคือว่า
- ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรจะมาเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าในส่วนของการกระชับความร่วมมือในกรอบของอาเซียนเอง
- หรือในการที่อาเซียนจะไปทำข้อตกลงหรือทำความร่วมมือกับประเทศนอกอาเซียน
เพราะฉะนั้นแม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เขาห่วงใย แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นตัวที่ทำให้งานของอาเซียนต้องสะดุดหยุดลง และเราก็พยายามทำมาตลอด จุดยืนของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะก็คือไม่ให้เรื่องที่อาจจะเป็นปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจริง ๆ ทั่วโลกความมีปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านก็มีกระทบกระทั่งกันก็มีเยอะ ต้องไม่ให้ไปกระทบกับภาพใหญ่ของความร่วมมือและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มความร่วมมือ"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>