รับมือการชุมนุม การเมืองในสภาฯ ระบบศาล ทิศทางเศรษฐกิจ คมนาคม ไทย-กัมพูชา สื่อในมุมมองนายกฯ วาเลนไทน์ ภาษีพัฒนาพรรคฯ สิทธิมนุษยชน ปัญหาสังคม ฟุตบอลไทย (๑๔ ก.พ. ๕๓)

- รัฐบาลเข้มแข็ง: ทุกฝ่ายพร้อมรับมือ ไม่เสียสมาธิดูแลประชาชน
- รอยต่อกุมภามีนา: สมานฉันท์ vs ความรุนแรง
- เคารพกระบวนการศาล ชี้แจงสองมาตรฐาน
- นายกฯ วิพากษ์สื่อ: ต้องครบมุมมอง ไม่ชี้นำ กำกับกันเอง
. . . . . . . . . . . . . . เบื่อคำถามอะไร สนุกที่จะตอบอะไร
- เศรษฐกิจ: ยืนยันสถานการณ์ดีขึ้น แน้วโน้มเศรษฐกิจ เสริมมาตรการ ร่วมสร้างสวัสดิการ
- คมนาคม: ปีนี้ รัฐฯ ผลักดันชัดเจน ระบบขนส่งมวลชน
- วาเลนไทน์: เยาวชนกับรักอย่างไรให้ถูกวิธี
. . . . . . . . . : นายกฯ ทำอะไร ?
- ตามข่าว: เพลี้ยกระโดด บ้านมั่งคง ปฏิรูปการศึกษาเชื่อมโยงวิทย์ ตาม ๔ คดีดัง ตรวจสอบซื้อขายตำแหน่งตร.
. . . . . . . : ไทยกัมพูชา เยาวชนกับความรุนแรง การทุจริตในสังคม ภาษีพัฒนาพรรคการเมือง ผลักดันฟุตบอลไทย สิทธิมนุษย์ชน
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที)

  - รัฐบาลเข้มแข็ง: ทุกฝ่ายพร้อมรับมือ ไม่เสียสมาธิดูแลประชาชน

... รัฐบาลเข้มแข็ง มีมาตรการชัดเจน ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ พร้อมรับมือการชุมนุม ยันไม่เสียสมาธิแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชน รัฐฯ ไม่เป็นคู่แข่งใคร ทำหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมือง

...รัฐบาลเข้มแข็งพร้อมรับมือการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่ม
ผู้สื่อข่าว (มนัส ตั้งสุข ททบ.๕): "ไหน ๆ ก็ทางการเมืองแล้วก็ถามการเมือง...คือวันนี้รัฐบาลมีโครงการไทยเข้มแข็ง ประเทศชาติแข็งแรงมาก เราในฐานะที่เป็นสื่ออยู่ในจอนี้ เราเวลาที่ออกไปข้างนอกเราก็ทำหน้าที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันจะมีเสียงสะท้อนฝากมาถาม คนที่เป็นข่าวอยู่ในจอตลอดว่า วันนี้รัฐบาลมีโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วตัวของรัฐบาลเองมีความเข้มแข็งแค่ไหน ที่จะจัดการกับปัญหาที่มันเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มก้อนการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะช่วงนี้วิกฤตมาก หลายคนก็กังวลใจก่อนจะถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คนที่หมดสิทธิทางการเมืองไปแล้วด้วยก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ ยังเป็นปัญหาอยู่ ชาวบ้านก็จะถามมาตรง ๆว่ารัฐบาลเข้มแข็งแค่ไหนในการจัดการกับปัญหาพวกนี้ แล้วจะได้มีเวลาหันมาดูแลเรื่องปากท้อง เงินในกระเป๋าจะได้มีมากขึ้นครับ"

...ไม่เสียสมาธิกับการแก้ปัญหาปากท้อง
อภิสิทธิ์:
"หนึ่งนะครับ ผมยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เสียสมาธิกับการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาพื้นฐานของประชาชน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
ทีนี้อะไรก็ตามซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายนี้ มันก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ความหมายก็คือว่าบางเรื่องต้องให้ทางตำรวจ อัยการ และศาลเป็นผู้ชี้นะครับ ไม่ใช่รัฐบาลไปชี้เอง
อันนี้เป็นสิ่งซึ่งบางครั้งผมเข้าใจ บางคนมีความรู้สึกว่ามันผิดชัด ๆ นี่ ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้เลย ข้อเท็จจริงก็คือมันต้องไปมีกระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น
                   -
ก็ต้องไปขอหมายศาล 
                   -
ก็ต้องไปขอให้ศาลตัดสิน
เช่น การถอนประกันหรืออะไรก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่ทำ มีการทำนะครับแต่หลายกรณีศาลท่านก็ตัดสินว่า ไม่อนุญาตหรือ ไม่ให้ตามขอเราก็ต้องเคารพการตัดสินของศาลเช่นเดียวกัน
แต่ว่ามาตรการที่เราจะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้ ยืนยันว่ารัฐบาลมี ผมอยากจะคุยเพื่อบอกให้ชัดนะครับว่า

...รัฐบาลไม่เป็นคู่แข่งกับใคร มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย
เป้าหมาย
ของรัฐบาล รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่แข่งกับใครที่เคลื่อนไหวทางการเมือง รัฐบาลไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อสีอะไร ถ้าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย เป็นสิทธิที่จะทำได้ รัฐบาลต้องเคารพสิทธิตรงนั้น แต่ว่าถ้าเคลื่อนไหวแล้วมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลก็ต้องดำเนินการ การดำเนินการของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหานี้ รัฐบาลเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลไม่พึงใช้อำนาจที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย"

ผู้สื่อข่าว: "(รัชนีวรรณ ดวงแก้ว สทท. ๑๑)เรียนถามนะคะ เพราะว่าช่วงนี้อาทิตย์นี้หรือว่า ๒ อาทิตย์นี้ถูกประเมินว่าจะเป็นวิกฤตวิการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างที่จะรุนแรง ทางรัฐบาลเองหรือวาท่านนายกฯ เองมองว่ามันถูกจับตามองว่ามันจะมีความรุนแรง หรือว่ามันจะเริ่มก่อตัวอย่างไรขึ้นบ้างคะ แล้วก็จริง ๆ แล้วมันเข้ากับปีเสือดุบ้างหรือเปล่าคะ ในสายตาที่ท่านนายกฯ มองตอนนี้ค่ะ"

...สมช. ตำรวจ ทหาร ซักซ้อมพร้อมหมด
อภิสิทธิ์: "เอาเป็นรูปธรรมเลยนะครับว่า มีความกังวลและโยงไปถึงเรื่องของคดีที่จะตัดสินวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ นะครับ
ผมประชุม สมช. ไปแล้วนะครับ ซักซ้อมกันหมดแล้ว ถึงขั้นที่บอกว่าไม่ต้องมาประชุมด้วยกันอีกแล้ว ทุกคนรู้แล้วว่าต้องทำอะไร ถ้าจำเป็นต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษเมื่อไรก็จะต้องทำ รู้ขั้นตอนซักซ้อมว่าตำรวจ ทหาร ฝ่ายต่าง ๆ จะทำหน้าที่ตรงไหนอย่างไร..."

 <<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- รอยต่อกุมภามีนา: สมานฉันท์ vs ความรุนแรง
... รัฐฯไม่คิดใช้ความรุนแรง นายกฯ แนะสังคมประชาธิปไตยหลากหลายความคิด ทุกคนมีสิทธิแสดงออกแต่ต้องถูก กม. รัฐฯ ไม่แบ่งแยกสี กม. ความมั่นคงมีเพื่อดูแลความปลอดภัย กระแสข่าวท่อน้ำเลี้ยง ไม่ได้ลดเครดิตใคร แต่เป็นเบาะแสที่แจ้งเข้ามา บ้านเมืองกับปัญหาเป็นของคู่กัน เชื่อมั่นคนส่วนใหญ่พาฝ่าวิกฤติ

... ผู้สื่อข่าว (สมโภช โตรักษา):
 "ในช่วงรอยต่อของเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ไม่ใช่เป็นช่วงที่สังคมไทยเท่านั้น สังคมโลกก็เฝ้าติดตามก็เป็นที่รับรู้กันว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนไทยไม่ตอบรับกับการใช้ความรุนแรง  ใครก็ตามที่ใช้ความรุนแรงก่อนต้องเป็นผู้พ่ายแพ้  สถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลเองอาจจะมีบางช่วงที่รัฐบาลอาจจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง  ท่านนายกฯ จะบอกกับสังคมไทยอย่างไรว่า ถ้าจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงแล้ว รัฐบาลจะไม่ตกเป็นผู้พ่ายแพ้"

อภิสิทธิ์: "ผมยืนยันนะครับว่ารัฐบาลไม่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
  • ผมยกตัวอย่างเดือนเมษายนที่ผ่านมา  ที่มีการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มีการใช้กำลังทหารเข้ามาก็ได้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลจะใช้กำลังต่าง ๆ ตามวิธีการที่เป็นที่ยอมรับได้  คือไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคน และคราวที่แล้วที่ปฏิบัติการนำบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  ไม่มีใครเสียชีวิตเลยจากการปฏิบัติการของรัฐ 
  • และคลิปที่ไปตัดต่อเสียงผม  ก็ขอความกรุณาว่าเลิกใช้ได้แล้ว  เพราะมันก็พิสูจน์กันไปแล้วว่าเป็นคลิปที่ตัดต่อ และก็ไม่เป็นความจริง  มีถ้อยคำที่ผมบอกได้หมดว่าหยิบมาจากการพูดเมื่อไหร่ และเอามาต่อกับคำพูดเวลาไหนอย่างไร 

นี่ก็ยกให้เห็นเป็นตัวอย่าง  น่าจะยืนยันได้อย่างหนึ่งว่ารัฐบาลที่ผมเป็นหัวหน้าอยู่  ไม่มีความคิดเรื่องการใช้ความรุนแรง แต่ว่าถ้าจะเข้าไปควบคุมการจลาจล มีการใช้กำลัง ก็จะใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด   แต่ผมหวังว่าไม่ถึงจุดนั้น  เพราะว่าแนวที่เราพยายามทำในขณะนี้ก็คือป้องกัน และป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ก่อน 

ผมยังอยากจะบอกด้วยว่าเวลาที่เราใช้กฎหมายความมั่นคง  ผมไม่อยากให้ผู้ที่เคลื่อนไหวชุมนุมมองว่าอันนี้เป็นปฏิปักษ์กับเขา  ในทางตรงกันข้ามการที่เราประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง  จะช่วยไม่ให้มีใครเป็นมือแทรกซ้อน มือที่ ๓ หรือกลุ่มที่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ  ที่อยากจะใช้ความรุนแรงเข้ามา  เพราะผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่มาเคลื่อนไหวชุมนุม เขาก็ไม่ได้ต้องการความรุนแรง  เพราะฉะนั้น เขาไม่ควรจะเป็นเหยื่อ  เช่นเดียวกัน การที่เราประกาศใช้กฎหมายหรือมีอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่  เพื่อที่จะดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น"

ผู้สื่อข่าว: "ท่านนายกฯ คะปกติเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง แต่ละกลุ่มก็จะตีความและเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดไม่เหมือนกัน  ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาอธิบายแล้วก็ตาม  พวกเขาก็ยังคงเชื่อในแบบที่พวกเขาเชื่ออยู่  ฉะนั้น  รัฐบาลมีวิธีการที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้างคะที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงในท้ายที่สุด"

อภิสิทธิ์: "คือ 

[๑.] เราบังคับให้คนเชื่ออะไรไม่ได้ อันนี้ต้องยอมรับ 

[๒.] สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำอย่างไรให้ข้อเท็จจริงปรากฏให้
        มากที่สุด
  เพื่อที่จะนำไปสู่ความเชื่อที่ถูกต้อง  และ 

[๓.] คือว่าอะไรที่ล่อแหลมต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง 
      รัฐบาลก็ต้องเข้าไปดำเนินการ  แต่อย่างที่ผมย้ำคือว่าการ
      ดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย 

บังเอิญผมยกตัวอย่างว่ามันไม่มีใครออกมาพูดชัด ๆ หรอกว่าเขาจะใช้ความรุนแรง  แต่เขาพูดและคนตีความได้ว่าเขากำลังขู่หรือเปล่า เราก็พยายามทีจะดูตัวนี้ว่าเข้ากรอบของกฎหมายไหม  แต่ว่าก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่จะตัดสิน" 

ผู้สื่อข่าว: "อยากถามเรื่องการให้ข้อมูลของรัฐบาลว่าหลาย ๆ ครั้งที่เราเห็นว่าเวลาไม่ว่าจะกลุ่มไหนออกมาเคลื่อนไหว  เราก็จะเห็นว่ามีข้อมูลจากรัฐบาลที่ออกมาเหมือนเป็นการลดเครดิตกลุ่มนั้น ๆ ออกมา  ทำให้คนที่รับข่าวหลาย ๆ คนสงสัยว่าข้อมูลนั้น ๆ เป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง ๆ อยู่แล้วตั้งนานแล้ว หรือว่าเพิ่งจะมีในช่วงที่กลุ่มนั้นเคลื่อนไหวจริงๆ  ค่ะ"

อภิสิทธิ์: "อย่างเช่นอะไรครับ"

ผู้สื่อข่าว: " อย่างเรื่องท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งให้คนเสื้อแดง  หลายคนก็สงสัยว่าทำไมถึงมามีข้อมูลในช่วงที่กำลังจะอยู่ ในช่วงที่จับตามองมาตั้งนานตัดสินคดี"

อภิสิทธิ์: "ก็มีเบาะแสรายงานข่าวเข้ามา การพูดถึงเรื่องนี้ก็พูดตามข่าวสารและเบาะแสที่ได้รับมา ไม่ก่อนไม่หลัง และก็เป็นเรื่องที่กำลังมีการตรวจสอบกันอยู่"

ผู้สื่อข่าว: "ขออนุญาตนะคะ นอกจากพวกเราจะเป็นคนที่นำเสนอข่าวแล้ว  พวกเราเองก็ยังเป็นคนรับสื่อรับข่าวด้วย เพราะฉะนั้นขออนุญาตถามแทนพี่น้องประชาชนว่า ทราบดีว่าเวลาท่านตอบคำถามท่านก็คงเครียด และพี่น้องประชาชนเองเวลาติดตามข่าวตอนนี้ก็เกิดภาวะความเครียดด้วย  ในการทำงานทุก ๆ ด้านที่ผ่านมาท่านนายกฯ คิดว่าเราจะใช้เวลาอีกนานไหมคะกว่าที่เราจะติดตามสื่อโดยที่เราไม่มีความรู้สึกว่าเครียด  เราจะยิ้มได้เราจะมีความสุขกับการที่เราจะติดตามข่าวค่ะ"

อภิสิทธิ์: "ผมก็พยายามยิ้มตลอดนะครับ  ผมอยากจะบอกกับประชาชนนะครับว่า

ความห่วงใยต่อบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ดี  แต่ไม่ต้องเครียดครับ  บ้านเมืองทุกบ้านเมือง สังคมทุกสังคม มีปัญหาทั้งนั้น 

แม้แต่ประเทศที่เราชอบบอกว่าเขาเจริญแล้ว เขาสุดยอด เขามหาอำนาจ  เขาเศรษฐกิจโต เขาดีทุกอย่าง ไปดูเถอะครับ  ข่าวสารในบ้านเขาก็มีเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  มันเป็นของคู่กัน  บ้านเมืองกับปัญหาเป็นของคู่กัน 

อยากให้สบายใจอย่างหนึ่งว่าผมเชื่อมั่นว่ามีคนในประเทศส่วนใหญ่ที่ปรารถนาจะเห็นสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับบ้านเมือง 
ขอให้มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ส่วนนั้นจะสามารถนำพาบ้านเมืองไปได้ จะได้ไม่เครียดครับ"

... รัฐบาลไม่ร่วมเล่นกีฬาสีทางการเมือง ทุกคนมีสิทธิแสดงออก แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

ผู้สื่อข่าว (สุวิช สุทธิประภา โมเดิร์นไนน์ทีวี): "ท่านนายกฯ ครับ ตอนนี้แบบว่าคนในสังคมไทยเล่นกีฬ่าสีกันอยู่ทั้งประเทศ ตอนนี้นะครับ วิธีการจบนะครับ เหมือนกับเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน หรือไม่ก็ต้องหากรรมการมาคนหนึ่งที่มันสอดคล้องนะครับ อย่างเช่นอาจารย์หมอประเวศฯ ก็พูดมาบ่อยเหมือนกัน ต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน ไม่รู้ใครก็แล้วแต่ เจ้าตัวคุยก็ได้ ยกตัวอย่างนะครับ ท่านนายกฯ ปัจจุบันนี้คุยกันไม่ได้กับอดีตท่านนายกฯ คือจะหาคนใกล้ชิดใกล้แวดล้อม เพื่อจะได้ตั้งวงเสวนาคุยกัน ปัญหามันจะได้จบ อันนี้ท่านนายกฯ มีแนวคิดหรือมีแนวทางไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "คืออันที่หนึ่งนะครับ รัฐบาลไม่เล่นกีฬาสีด้วย รัฐบาลมีหน้าที่ว่าใครจะเล่นกีฬาสี เล่นแล้วอยู่ในกติกา แข่งขันแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ แต่รัฐบาลอย่าไปเล่นกีฬาสีด้วยนะครับ อันที่หนึ่ง

แล้วก็การแข่งขันนี้หรือว่าการที่แต่ละคนจะประกาศว่าฉันอยู่กลุ่มนี้หรือสีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าจะสีไหนไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย

อันนี้ถ้าเกิดเราทำความเข้าใจอย่างนี้ เราจะได้เข้าใจว่าสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายและบางครั้งมีการแบ่งกันอย่างชัดเจนนี้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้กติกา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

เพราะฉะนั้นตรงนี้สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำต่อก็คือว่า บรรดาคดีความที่ค้างอยู่  ต้องสะสางให้เสร็จ ผมยอมรับว่าอันนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งซึ่งทำให้แต่ละฝ่ายก็หยิบยกขึ้นมา แต่ผมก็ขอยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ และผมก็เร่งรัดหมดนะครับทุกคดี เร่งรัดโดยไม่ได้บอกว่าคนนั้นผิดหรือไม่ผิด แต่บอกว่าเรื่องนี้มันค้างคาใจของคนจำนวนหนึ่ง ขอให้สะสางออกมาให้ชัดว่าตกลงมันผิดหรือไม่ผิด หรือมันผิดแค่ไหนอย่างไร แล้วทุกคนยอมรับตามกติกานี้"

... ผู้สื่อข่าว (วารุณี ซื่อสัตย์สกุลชัย ช่อง 3): "อย่างพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน  ดูเหมือนท่านจะถูกรุกล้ำสิทธิ์   โดยเฉพาะที่บ้านท่าน  ที่มีการปาสิ่งปฏิกูลเข้าไป  ตรงนี้ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจไหมคะ  การทำงานเป็นนายกรัฐมนตรีในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา"

อภิสิทธิ์: "ก็โดนหลายเรื่องแล้วครับ 1 ปี  ผมก็ถือว่าบ้านเมืองก็มีกฎหมาย  ทุกอย่างก็ดำเนินการไป กรณีที่พูดถึงเห็นเขามีการดำเนินคดีไป   จริง ๆ พูดตรง ๆ  ผมก็ไม่ได้ไปติดตามอะไรใกล้ชิด  

ผมรู้ว่าผมมาทำงานในช่วงที่ภาวะความขัดแย้งมันสูง  ผมก็หวังว่าทุกคนจะเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน  แต่ว่าผมรู้ว่าอยู่ตรงนี้ในภาวะความขัดแย้งสูง  มันก็ต้องโดนบ้าง  ผมต้องไม่หวั่นไหว และต้องมีความอดทน อดกลั้นพอที่จะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไป 

และก็อยากจะเรียนย้ำนะครับ  ผมก็ทราบว่าคนที่บางทีมีความคิดจะทำอะไร  บางทีท่านก็รับข้อมูลมา  ผมรู้เพราะว่าทุกวันผมกลับบ้าน  มีจดหมายที่เขียนด่าผมส่งทางไปรษณีย์  ผมก็เปิดอ่าน และผมก็รู้ว่าที่เขาเกลียดชังผมเพราะอะไร 
บางคนเกลียดชังผมเพราะว่าบอกว่าผมสั่งฆ่าคน  ผมก็ขอยืนยันว่า ผมไม่เคยสั่งฆ่าใคร และก็อยากให้เราช่วยกันกลั่นกรองข้อมูล 
บางคนบอกว่าอยากจะมาทำร้ายผมเพราะว่าผมไปกลั่นแกล้งคนนั้นคนนี้  ผมก็ยืนยันว่าผมไม่เคยกลั่นแกล้งใคร
 
กระบวนการสงสัยเรื่องไหน  ผมเป็นคนที่เปิดกว้าง  รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ถ่ายทอดสด  กระทู้ถามสด  รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ผม และรัฐมนตรี ไปตอบกระทู้ด้วยตัวเอง เพราะว่าต้องการที่จะให้ทุกอย่างโปร่งใส
 
เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ทราบว่าคนที่คิดจะทำอะไร  ดูรายการหรือเปล่า  ถ้าดูผมยืนยันเลยครับ ทุกเรื่องสงสัยคลางแคลงใจ  ผมทำให้โปร่งใสได้  เปิดเผยได้ สงสัยเรื่องอะไร  ผมไปกลั่นแกล้งใคร  ผมไปทำร้ายใคร  ผมไปเลือกปฏิบัติกับใคร  บอกมาเถอะครับ  ผมจะชี้แจง  และก็หวังว่าจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้น"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เคารพกระบวนการศาล ชี้แจงสองมาตรฐาน

...สังคมไทยพร้อมให้อภัยแต่ต้องมีการยอมรับผิด เคารพกระบวนการยุติธรรมเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ รัฐบาลไม่ยุ่งเรื่องการตัดสินคดี แต่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยผู้พิพากษา สร้างความเข้าใจสองมาตรฐาน เผยแพร่เหตุผลของศาลให้สังคมรับรู้

...ตัดสินด้วยระบบสภา ตัดสินด้วยระบบศาล
อภิสิทธิ์: "ทีนี้ในสังคมที่จะเดินต่อไปข้างหน้านี้ ถ้าใครยังฝันว่าจะมีสังคมที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เห็นดีเห็นงามด้วยกันทุกเรื่องนี้ มันจะไม่ได้สังคมนั้นหรอกครับ แต่สังคมไทยที่ต้องเติบโต แล้วก็ก้าวพ้นภาวะตรงนี้ไปได้ก็คือว่า เมื่อคิดไม่เหมือนกันแล้ว เราจะหาข้อยุติอย่างไรและไม่สับสน ข้อยุติว่านโยบายทิศทางประเทศจะเป็นอย่างไร เราก็มีกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการการเลือกตั้ง กระบวนการของรัฐสภา ใช่ไหมครับ เช่น รัฐบาลนี้มีนโยบายอย่างนี้ ถ้าสภาฯ ถึงวันหนึ่งบอกว่าไม่ได้ต้องการทิศทางนี้แล้ว เสียงข้างมากสภาฯ ก็ต้องตัดสินใจเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าเสียงข้างมากของสภาฯ ยืนยันว่านี่เป็นทิศทางอย่างนี้ เราก็ยอมรับอันนี้แล้วก็ที่สุดสภาฯ ก็มีอายุของมัน ไม่ได้มีตลอดไป แล้วก็อาจจะมีการเลือกตั้งเร็วกว่ากำหนดก็เป็นไปได้ ก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ว่าถ้าขัดแย้งเถียงกันว่าถูกหรือผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเถียงกันว่าถูกหรือผิดกฎหมาย อันนี้ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมาก ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมากที่จะมาบอกว่าเอาเสียงข้างมากแล้วบอกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเสียงข้างมากแปลว่าไม่ผิด ไม่ใช่ ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

ผมถึงบอกว่าถ้าเราแยกได้ว่าประเด็นไหนตัดสินโดยกระบวนการทางการเมือง ระบบสภาฯ การเลือกตั้ง ประเด็นไหนเราตัดสินกันด้วยกฎหมาย ระบบศาล แล้วเราเคารพกระบวนการอย่างนี้ บ้านเมืองก็จะเข้าสู่ภาวะที่เป็นปกติ พูดอย่างนี้แล้วถามว่าผมสนใจในการที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือไม่ ผมบอกว่าผมสนใจ แล้วก็ที่พิสูจน์ก็คือว่าปีที่แล้ว ในภาวะหลังจากเดือนเมษายน ผมเป็นฝ่ายที่บอกว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ผมเห็นว่ามีเสียงเรียกร้องเรื่องนี้ ผมก็บอกสภาฯ ไปตกลงกันได้ไหมว่าอยากจะเอาอย่างไร ที่สุดเขาก็บอกว่ามี ๖ ประเด็น ผมนี่ถ้าถามผมส่วนตัวใน ๖ ประเด็นนี้ว่าเห็นด้วยกี่ประเด็น เห็นน้อยนะครับเห็นด้วยน้อยนะครับ ไม่เห็นด้วยนี่มากกว่า แต่บอกว่าถ้าอย่างนี้ สภาฯ บอกว่า ๖ ประเด็นนี้สำคัญนะ ให้ประชาชนไปลงประชามติ เอาอันไหนไม่เอาอันไหน แล้วเราเอาตามนั้น ผมยินดี แต่ปรากฏว่าพรรคการเมืองบางพรรคบางฝ่ายเขาบอก เขาไม่สนใจแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็จะต้องไปหาวิธีการอื่น แต่ว่าถ้าจะพูดคุยแล้วก็เริ่มต้นจากการที่บอกว่าขอไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับคำพิพากษา ผมว่ามันคุยกันไม่ได้ หรือว่าถ้าจะบอกว่าต้องคุยนะ ไม่อย่างนั้นผมจะใช้ความรุนแรง ผมว่าอย่างนั้นผมก็คุยไม่ได้

...ผลเสียไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม
ผมนี่สบายนะครับถ้าอยากจะปัดเรื่องให้พ้นตัวให้มันสงบ ๆ ผ่านไปนี้ เอา มาสิ แต่ถ้าผมทำอย่างนั้น
๑. วันข้างหน้าระบบกฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ กระบวนการสถาบันหลักต่าง ๆ นี้จะถูกสั่นคลอน และ
๒. ก็จะเป็นตัวอย่างในวันข้างหน้าต่อไปว่า พวกมากหรือมีความรุนแรงแล้วสามารถเรียกร้องอะไรก็ได้

เพราะฉะนั้นผมยินดี ขอให้ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ยอมรับกฎหมายแล้วพูดคุยกัน ผมมาคุยได้ แล้วผมคิดว่าสังคมไทยก็พร้อมในการที่จะเปิดใจ พูดคุยให้อภัย แต่การให้อภัยนี้ครับมันต้องมีการยอมรับผิดก่อน ไม่มีที่ไหนครับให้อภัยคนที่บอกว่าไม่ผิดหรอก แล้วมาเรียกร้องบอกว่าต้องไม่ผิด และไม่ใช่เรื่องการให้อภัย"

ผู้สื่อข่าว: ขออนุญาตสอบถามถึงเรื่องการเมืองในสภาฯ บ้างดีกว่าค่ะ  คือเรื่องการเมืองในสภาฯ ตอนนี้มีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าหลังจากที่ผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ  คือมองข้ามชอตไป  ถ้าเกิดว่าผ่านพ้นไปแล้ว ท่านนายกฯ อาจจะตัดสินใจเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย  ในท้ายที่สุดการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ณ เวลานั้น อาจจะมีการขอโบนัสคืนจากพรรคร่วม  นั่นก็คือบรรดากระทรวงเกรดเอคืน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ มาอยู่ในการดูแลของพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งก็รวมถึงกระทรวงมหาดไทย  ที่มีปัญหาตอนนี้อยู่ด้วย  ท่านนายกฯ จะมีคำตอบคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่สื่อมวลชนวิเคราะห์แบบนี้ว่าอย่างไรคะ

อภิสิทธิ์: "ถึงต้องจัดเวทีอย่างนี้มาคุยครับ  ผมเคยได้ยินนะครับว่าผมจะไปมีความคิดทำอะไรทั้งหมด ที่ลำดับมา ไม่มีหรอกครับ คือ
ผมกับพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจมาทำงานร่วมกัน  เราก็พูดกันชัดเจนว่าเป้าหมายที่เราจะมาทำคืออะไร 
๑. ฟื้นเศรษฐกิจ
๒. พาการเมืองให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ 
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไปมีความคิดบอกว่าฉวยโอกาสในการที่จะเอาเขาออกจากรัฐบาลหรืออะไร ไม่มี  ไม่มีเด็ดขาด  สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คือ เราคงต้องมานั่งประเมินกันดูว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านเขานำเสนอในสภาฯ รวมทั้งกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลต่าง ๆ เราจะมาปรับในส่วนของรัฐบาลให้ดีขึ้นได้อย่างไร มีเท่านั้น  ผมยืนยันได้ว่าที่พูดมาเมื่อสักครู่นี้ไม่มีอยู่ในแนวความคิด"

... รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีได้อย่างเที่ยงธรรม

อภิสิทธิ์: "...ทีนี้บางส่วนที่มันรุนแรงในขณะนี้ ที่ผมเองก็เห็นว่าจะต้องเข้าไปดู เช่น มีข่าวเรื่องการคุกคามผู้พิพากษา อันนี้เราก็เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้ท่าน มีการประสานงานตลอดเวลา
ประเด็นก็คือว่าเราจะปล่อยให้คนที่เป็นผู้พิพากษา หรือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี้ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาไม่ได้ อันนี้เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหาร
เมื่อวานพบท่านประธานศาลฎีกา บังเอิญมาประชุมเรื่องการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ครับ ก็ได้เรียนกับท่านว่า

...รัฐบาลไม่ยุ่งเรื่องการตัดสินคดี แต่มีหน้าที่ดูแลให้ตัดสินคดีได้
รัฐบาลไม่ยุ่งแน่นอนเรื่องการตัดสินคดี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้ท่านตัดสินคดี โดยเที่ยงธรรมได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีความกังวลว่าผู้พิพากษา ตุลาการ อยู่ในภาวะอันตราย ถูกคุกคามให้แจ้งมา

ขณะเดียวกันพฤติกรรมซึ่งคาบลูกคาบดอก ผิดกฎหมายหรือเปล่าไม่รู้ ประเภทที่พูดว่าคนนั้นคนนี้จะตาย ผมทายแม่นอะไรอย่างนี้นะครับ ผมก็บอกว่าเราก็ให้ทางเจ้าหน้าที่เสนอไปที่อัยการ เสนอไปที่ศาล เพื่อดูว่าคำพูดในลักษณะเข้าข่ายหรือไม่ แต่เราไปวินิจฉัยเองไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าศาล อัยการ หรือศาลเห็นว่าผิดมีโทษ ก็ดำเนินการตามนั้น แต่ว่าถ้าอัยการ ศาล ท่านบอกว่าไม่ผิด เราก็ทำเท่าที่เราทำได้นะครับ ก็คือเสนอเรื่องขึ้นไปครับ"

... สร้างความเข้าใจสองมาตรฐาน เผยแพร่เหตุผลของศาลให้สังคมรับรู้

ผู้สื่อข่าว (วรวีร์ วูวนิช สทท.๑๑):
"ผลคำพิพากษาออกมาก็จะมีทั้งที่ยึดทรัพย์ทั้งหมด ไม่ยึดเลย หรือว่ายึดหลังรับตำแหน่ง รัฐบาลประเมินอย่างไรคะ ในการที่ถ้ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกมา ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร ก็จะมีคนที่ไม่พอใจ แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ถูกมองว่าสองมาตรฐานน่ะค่ะ"

อภิสิทธิ์: "คือผู้ตัดสินคือศาล รัฐบาลนี้ยืนยันนะครับ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยในเนื้อหาของคดีและกระบวนการการพิจารณาคดี ยกเว้นอย่างที่ผมเรียนคือว่ามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ผู้พิพากษาทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเต็มที่เที่ยงธรรม

ทุกคดีครับมันมีคนไม่พอใจแน่ ตัดสินออกมา สิ่งที่เราต้องเรียกร้องกันในสังคมก็คือว่า เราต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมจริง เช่น ศาลไปรับสินบน มันก็มีกลไกในการที่จะเล่นงานผู้พิพากษาที่เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะนั้น กฎหมายมันมีอยู่

ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะบอกว่าตัดสินมาแล้วไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม มันสองมาตรฐานหรือเปล่าหรือไม่อย่างไรนี้ ใจผมก็คือช่วยกันเผยแพร่เหตุผลของศาล นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้

ก็คือว่าศาลท่านตัดสิน ท่านต้องมีเหตุผล เหตุผลของท่านก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ถ้าเราเผยแพร่ตรงนี้ ผมคิดว่ามันก็จะช่วยทำให้คนเข้าใจ ว่าเหตุผลที่ตัดสินคืออะไร
เวลานี้เราใช้คำว่าสองมาตรฐานกันไปเรื่อยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางทีก็บอกว่าถ้าคนนี้ผิดแล้วคนนี้ไม่ผิดแปลว่าสองมาตรฐาน ไม่ใช่นะครับ

สองมาตรฐานนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนนี้ผิดคนนี้ไม่ผิดแล้วทำเรื่องเดียวกันหรือเหมือนกัน แต่ว่าในการตัดสินที่ผ่านมาทำไมบางกรณีผิดบางกรณีไม่ผิดนี้
ผมอยากจะเรียนว่าศาลมีเหตุผลของท่าน คนที่พูดสองมาตรฐานไม่เคยเอาเหตุผลของศาลมาหักล้างจริง ๆ มาอธิบายนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือในฐานะที่พวกเราทุกคนก็มีหน้าที่ในการสื่อสารกับประชาชน ก็คือเอาข้อเท็จจริงตรงนี้ออกมานะครับ ผมคิดว่านั่นคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่จะมี ในแง่ของการยอมรับคำตัดสินของศาล"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- นายกฯ วิพากษ์สื่อ: ต้องครบมุมมอง ไม่ชี้นำ กำกับกันเอง

... สื่อ คือการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องได้รับรู้ข้อเท็จจริง ทุกๆมุมมองการทำงานของรัฐบาล สื่อกำกับดูแลตัวเองดีที่สุด โดยหาความพอดีมีเสรีภาพมีความรับผิดชอบ ไม่ชี้นำประเด็นความคิดและอยู่ภายใต้กฎหมาย

ผู้ดำเนินรายการ (นายปณิธาน วัฒนานยากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) เราอยู่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล หลังในนะครับ กับผู้สื่อข่าว นักจัดรายการ คนคุยข่าว ที่มากที่สุดครั้งหนึ่งของเรานะครับ มารวมตัวกัน ณ วันนี้เพื่อที่จะมาพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีของเราในเรื่องเกี่ยวกับทิศทางการบริหารประเทศของประเทศในปีนี้ พร้อมกับที่จะตอบคำถามทุกคำถามนะครับ ท่านนายกรัฐามนตรีจะตอบคำถามในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ และการเมืองนะครับ ขออนุญาตรบกวนท่านนายกรัฐมนตรีครับ

...เชิญสื่อ: แลกเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลกับคนทำงานสื่อ
อภิสิทธิ์: "ความจริงวันนี้ก็อยากจะเป็นโอกาสที่เชิญชวนทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้นะครับซึ่งก็มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องประชาชน ที่เชิญมานี้ผมคิดว่าก็คงมีเหตุผลหลายเหตุผลด้วยกันในจังหวะเวลาในขณะนี้

  • ข้อแรก[๑]คือรัฐบาลก็ทำงานมาประมาณ ๑ ปีเศษ ๆ นะครับ และเป็นโอกาสดีในการที่จะมา
    -ทบทวนถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตลอดระยะเวลา ๑ ปีก่อนหน้า และก็อยู่ในช่วงที่ผมเองกำลังซักซ้อม
    -ทำความเข้าใจกับเพื่อนรัฐมนตรี เกี่ยวกับการทำงานในปีนี้ด้วยนะครับ
  • ประเด็นที่ ๒ ผมก็เห็นว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากสภาพซึ่งเราบอกว่าเราเผชิญกับวิกฤตที่มาจากวิกฤตที่มาจากวิกฤตโลกเมื่อปีที่แล้ว แต่ขณะนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้น
    -การปรับเปลี่ยนนโยบายการปรับน้ำหนักของมาตรการต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องมีขึ้น ก็จะเป็นโอกาสดีในการที่จะมาพูดคุยถึงแนวทางของรัฐบาลนะครับ และ
    -ตอบข้อซักถามหรือสิ่งที่ยืนอยู่ในใจของประชาชน เพราะผมก็มั่นใจว่าทุกท่านที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารถึงประชาชนก็ย่อมทราบนะครับว่า คำถามข้อสงสัยต่าง ๆ นี้อยู่ที่ไหนอย่างไร และ
  • ประเด็นสุดท้าย[๓]ก็คือในสถานการณ์ในช่วงประมาณ ๑ เดือนที่ผ่านมา และที่ประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลอยู่ ก็จะเป็นเรื่องของสถานการณ์การเมืองนะครับ ก็หมายความว่าเป็นช่วงที่ข่าวสารเยอะไปหมดที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้เกิดความสับสนบ้าง ความตื่นตระหนกบ้าง เป็นโอกาสดีนะครับที่จะ
    -มาแลกเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลกับคนทำงานสื่อ ว่าสถานการณ์จริง ๆ เป็นอย่างไร จุดยืนท่าทีของรัฐบาลนการที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นอย่างไรเพื่อความเข้าใจที่ดี ตอนแรกที่เชิญก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่าในสมาคมคนคุยข่าวนี้มีสมาชิกกี่คนนะครับ แต่ว่าทราบว่าวันนี้ประมาณ ๓๐ นะครับ คงไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ในการเกริ่นนำ เพราะว่าเชื่อว่าคงจะมีคำถาม และเราคงจะได้สนทนากันไปตามธรรมชาตินะครับ จะเริ่มที่คุณสุวิช ใช่ไหมครับ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานชมรม"

ผู้สื่อข่าว (สุวิช สุทธิประภา โมเดิร์นไนน์ทีวี) น้อง ๆ เขาเห็นว่าผมอายุมากที่สุด อาวุโสมากที่สุด ท่านนายกฯ ครับ ปกติแล้วที่สัมภาษณ์ท่านนายกฯ นะครับ หลายคนก็ได้ไปสัมภาษณ์มาแล้ว ผมก็เคยได้ไปสัมภาษณ์มา แต่ก็เป็นห่วงเล็ก ๆ นะครับคราวนี้ วงใหญ่เลย ๓๐ กว่าคนนะครับ นายกฯ

อภิสิทธิ์ ๓๐ รุม ๑
ผู้สื่อข่าว ครับ ๓๐ รุม ๑ นะครับมันก็มากนะครับ ซึ่งไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเจตนาความต้องการจริง ๆ ของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯ นั้นต้องการให้บทบาทสื่อสารมวลชนไปอย่างไรนะครับ

...คุยข่าว สื่อแนวใหม่
อภิสิทธิ์: "ต้องยอมรับว่าระยะหลังนี้การเสนอข่าวสารของสื่อ ใช้รูปแบบการคุยข่าวมากขึ้นนะครับ ข่าวที่แบบสมัยก่อนมานั่งอ่านนั่งประกาศก็ลดลงไปโดยลำดับ

  • ข้อดีของมันผมเข้าใจว่าก็คง
    -ทำให้คนสนใจดูข่าวมากขึ้น เพราะว่าบรรยากาศก็สบาย ๆ เหมือนได้ฟังคนคุยมากกว่าที่จะมาฟังการประกาศหรืออะไรทำนองนั้น

แต่ว่าในอีกด้านหนึ่งที่ผมเคยเตือนไว้ก็คือว่า คนคุยข่าวเอง ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ก็จะบอกมีใครเป็นกลาง ถอดความคิดของตัวเองออกไปในช่วงการสนทนานี้ผมไม่เชื่อว่ามีนะครับ ก็เป็นธรรมดา นี้ก็ยอมรับได้ ก็เคยตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกันว่า รายการคุยข่าวก็มี

  • จุดอ่อนอย่างหนึ่ง ว่าบางที
    -คนนำการสนทนา คนคุยนี้อาจจะชี้นำได้ อาจจะเลือกประเด็นได้ ผมก็มองอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าน่าจะมาลองคุยเหมือนกัน เพราะว่าต้องยอมรับสารภาพ ผมแทบไม่ได้มีเวลาดูข่าวนะครับ แต่ว่าเวลามีข่าวอะไรซึ่งคนชอบไม่ชอบ ก็จะบอกผมมา
  • ...แนวทางปรับ
    -เลยคิดว่าบางทีบางเรื่องนี้ บางประเด็นที่ยังมีการนำเสนอ อาจจะยังเข้าใจไม่ตรงกันก็มาพูดคุยกันเสีย จะได้ทราบรัฐบาลคิดอย่างไร ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะต้องถูกเสมอไป แต่อย่างน้อย
    -ได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับมุมมองและการทำงานของรัฐบาล"

ผู้สื่อข่าว จริง ๆ แล้วท่านนายกฯ นะครับ ไหน ๆ พูดตรงนี้แล้วผมอยากจะให้ท่านนายกฯ มองสะท้อนกลับมานิดหนึ่งนะครับ คนทำสื่อบางครั้งก็มีความตั้งใจเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าทุกช่องต้องการที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเหมือนกัน แต่ไม่รู้ปัจจุบันนี้การทำงาน มันก็อย่างที่เห็นนะครับ ผลงานสื่ออย่างที่เห็นนะครับ ท่านนายกฯ คิดว่าสื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้ทำงานเพื่อสาธารณะ และคิดว่าได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนบ้างหรือเปล่าครับ

...สื่อ: ช่องทางสื่อสารจากรัฐฯสู่ประชาชน
อภิสิทธิ์:
"รู้สึกว่าอยากจะให้วิจารณ์ ผมต้องบอกอย่างนี้ก่อนนะครับว่า จะอย่างไรก็ตามนี้

การทำงานของสื่อมีบทบาทสำคัญมากกับสังคม ประเทศชาติบ้านเมือง ในมุมของคนทำงานเป็นรัฐบาล

  • ถ้าไม่มีสื่อสารมวลชน รัฐบาลก็ไม่มีช่องทางที่แท้จริงในการที่จะสื่อสารถึงประชาชน และมันก็หมดยุคแล้วที่คิดว่ารัฐบาลสามารถที่จะจัดรายการ รายการใดรายการหนึ่ง แม้แต่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ นี้ แล้วแปลว่าทุกคนเขาจะดูทุกคนเขาจะเชื่อ เพราะฉะนั้น
  • การรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ๆ ซึ่งจำนวนไม่น้อยก็เป็นงานของรัฐบาล ก็เป็นหน้าที่สำคัญและเป็นประโยชน์สำคัญที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันผมก็เป็นฝ่ายค้านมานานครับก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลนี้
  • การเสนอข่าวสารในลักษณะของการตรวจสอบหรือการเสนอมุมมองที่มันแตกต่าง ก็เป็นบทบาทสำคัญในสังคม เพราะว่าไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่เป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการจะเสนอข่าวนี้ ผมก็คิดว่าให้ครบถ้วนทุกแง่มุมทุกด้านนี้เป็นประโยชน์กับสังคม แต่ว่าแค่ไหนอย่างไรอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจจะต้องมาถกเถียงกันพอสมควร และ

สิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นจุดที่สื่อก็คงจะต้องทบทวนในแง่ของการทำงานก็คือว่า จะสามารถที่จะ

  • คือวิเคราะห์มากกว่าเอาข่าวมาเรียงกันเฉย ๆ นี้ ในลักษณะที่ทำให้คนเห็นแง่มุมต่าง ๆ แล้วก็สามารถใช้ดุลพินิจนี้ ได้อย่างไรนะครับ โดยไม่ใช่มีลักษณะที่เหมือนกับว่าชี้นำไปในทางหนึ่งทางใดเหมือนกัน

...สื่อในประเทศประชาธิปไตย
...อันนี้ก็เป็น บอกจริง ๆ ก็เป็นศิลปะและเป็นวิชาชีพของท่านมากกว่าไม่ใช่ของผม แต่ว่าผมก็คิดว่าเราเห็นบทบาทของสื่อ โดยเฉพาะในประเทศประชาธิปไตย ประเทศที่พัฒนาแล้วนี้ เขาก็ค่อนข้างที่จะมีความเชี่ยวชาญในการทำตรงนี้นะครับ ทีวีอาจจะไม่ชัดเท่ากับหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์นี่ผมเห็นชัดเลยก็คือว่าในต่างประเทศนี้เราไม่ค่อยเห็นลักษณะของการเอาข่าวมาเรียงกันหน้า ๑ ต่อหน้า ๑๖ ต่อหน้า ๑๗ แล้วก็เริ่มตั้งแต่เช้าว่าใครพูดอะไร เสร็จแล้วก็ไปถามว่าคนนี้พูดอย่างนี้ อีกคนพูดอย่าไร แล้วก็เรียงกัน เราไม่ค่อยเห็น ถ้าเราดูหนังสือพิมพ์ที่เป็นสากลจริง ๆ ก็คือเขาเสนอเรื่องนั้นแล้วก็มีการ พูดง่าย ๆ คือการเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาสังเคราะห์แล้วก็นำเสนอให้มันครบถ้วนทุกด้าน แต่ว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจะเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์มากกว่าโทรทัศน์ แต่ว่าโทรทัศน์ก็อาจจะไม่ต่างกันในแง่ที่ว่ามันสามารถที่จะนำเสนออย่างไร ให้ประเด็นของเรื่องมันมีความชัดเจน เพราะบางทีก็ต้องบอกว่าการทำงานกับสื่อทุกวัน ๆ นี้ การสื่อสารแล้วก็คลาดเคลื่อนกันก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ใช่โดยเจตนานะครับ บางทีคนถามคำถามหนึ่ง คนตอบเข้าใจคำถามอีกแบบหนึ่ง ตอบไปแล้วคนถามก็เข้าใจคำตอบไม่ตรงกับคนที่ตอบ อย่างนี้เป็นต้น ก็เกิดขึ้นได้ แต่ว่าผมถือว่าหน้าที่ที่ทำอยู่นี้สำคัญนะครับ ธรรมดาครับการทำหน้าที่ก็มีดีบ้าง มีประสิทธิภาพบ้าง มีบกพร่องบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ครับ"

ผู้สื่อข่าว (โมไนย เย็นบุตร Nation TV) แต่ท่านครับ ท่านเลือกที่จะคุยกับพวกเราในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาล เขาอาจจะมองได้ว่าท่านต้องการจะใช้สื่อเป็นเครื่องมือในช่วงหรือเปล่า หรือว่าต้องการจะแทรกแซงสื่อในช่วงนี้หรือเปล่าครับ จะชี้แจงกับพวกเราอย่างไร

...อภิสิทธิ์ ไม่มีใบสั่งให้สื่อถาม
อภิสิทธิ์: "ถ้าผมจะทำอย่างนั้น ผมคงไม่เลือกใช้รูปแบบที่ให้ทางนี้มาถามนะครับ นี่ก็ต้องยืนยันกันก่อนนะครับว่าไม่ได้มีใบสั่งเลยว่าให้มาถามเรื่องอะไร หรือไม่ให้ถามเรื่องอะไร ผมกำลังเปิดโอกาส เพราะว่าผมเห็นว่าขณะนี้ข้อมูลจะมีแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา ผมตอบคำถามเช่น จะมีปฏิวัติไหม จะเกิดสงครามกลางเมืองอะไรอย่างนี้ คือผมก็มีความเป็นห่วงว่า อยากจะรู้ว่าในใจและสำหรับคนที่สัมผัสอยู่กับข้อมูลและแหล่งข่าวซึ่งหลากหลายกว่าผมนะครับ มีอะไรที่อยากจะรู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง แล้วผมก็จะชี้แจงนะครับ และพวกเราก็มีสิทธิที่จะถามเพิ่มเติมได้ถ้าเห็นว่าคำตอบของผมมันไม่ใช่หรือมันคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมว่าคงไม่มีใครสามารถใช้ใครได้นะครับ วันนี้เป็นการเปิดโอกาสเปิดเวทีให้คนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในแง่ของผู้เสนอข่าวสาร ได้มาถามกันโดยตรงอย่างใกล้ชิดมากกว่านะครับ จริง ๆ แล้วอยากจะบอกว่าถ้าเป็นรูปแบบของการใช้สื่ออย่างที่มักจะวิพากษ์วิจารณ์กันนะครับ ว่าคนมีอำนาจครอบงำใช้สื่อเขาไม่มีใครมาใช้รูปแบบนี้หรอกครับ ยืนยันได้ครับ"

ผู้สื่อข่าว (ธีระ ธัญญอนันต์ผล สทท.๑๑) เมื่อกี้ทีท่านเล่าให้ฟังเรื่องจดหมายขู่ทำร้าย หรือว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่มันคลาดเคลื่อนนี้ คือมันเป็นปัญหาว่า คนที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับนายกฯ หรือรัฐบาลเพราะว่าได้ข้อมูลอีกแบบหนึ่ง ถ้า ณ วันนี้ท่านมีโอกาสพูดสื่อสารกับเขาตรง ๆ อยากจะบอกอะไรคนที่ไม่เข้าใจท่านครับ

...ทำงานให้ทุกคน แสดงออกให้เหมาะสม
อภิสิทธิ์:
"ก็อยากจะบอกว่าผมให้ความมั่นใจนะครับว่าวันแรกที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง ผมบอกว่าผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานให้กับคนทุกคน ผมตั้งใจอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบผม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผมนี้ผมมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ แต่ว่ามีเรื่องใดที่คับข้องใจไม่เห็นด้วย ขอให้แสดงออกมาในรูปแบบที่เหมาะสมนะครับ แล้วเราจะพยายามสื่อสารทำความเข้าใจกัน อย่างมากที่สุดเราก็ควรจะตกลงกันว่าบางเรื่องเราเห็นไม่ตรงกัน แต่ไม่ควรที่จะมีการใช้ความรุนแรงและทำอะไรนอกเหนือจากกฎหมายครับ"

ผู้สื่อข่าว (กรสุมา เจียมสระน้อย ททบ.๕) ค่ะท่านนายกฯ คะขอต่อเนื่องเรื่องของสื่อที่เยาวชนใช้เวลามาก ๆ ก็คือทีวีนะคะ อย่างตอนนี้ที่เคเบิลทีวีมีเกิดขึ้นมาเยอะมาก และทุกบ้านเรียกว่าติดจานดาวเทียมกันหมดเลยนะคะ แต่ว่าไม่สามารถที่จะควบคุมเนื้อหาได้หรือว่าเนื้อหารายการ ภาพบางอย่างไม่สมควรที่จะออกอากาศแบบนี้ค่ะ เห็นทางรัฐบาลบอกว่าจะมีมาตรการหรือจะมีเรื่องของกฎหมายออกมา ตอนนี้ดำเนินไปถึงไหนอย่างไรแล้วคะ

...สื่อกำกับดูแลตัวเอง: มีเสรีภาพ หาความพอดี มีความรับผิดชอบ
อภิสิทธิ์:
"คือเราต้องแสวงหาความพอดีนะครับ เราต้องการให้สื่อมีเสรีภาพแต่เราก็ต้องการเห็นสื่อที่มีความรับผิดชอบ แนวที่รัฐบาลพยายามทำนี้ก็คือว่าถ้าหากว่า

สื่อกำกับดูแลกันเองได้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะว่า
-เมื่อใดก็ตามที่เริ่มให้รัฐบาลเข้าไปควบคุม ถ้าใช้คำว่ากำกับก็อาจจะไม่เป็นไร แต่ว่าเริ่มเข้าไปชื่อแล้วว่าตรงนี้ได้ตรงนั้นไม่ได้นี้ เราจะอันตรายมากนะครับ เพราะว่ามันก็มีความเสี่ยงที่คนในรัฐบาลจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์อื่นแล้ว ไม่ใช่เรื่องการคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม ขณะเดียวกัน
-เทคโนโลยีใหม่ก็เป็นปัญหาจริง ๆ นะครับว่าใครมีอำนาจในการควบคุม เรียนตรง ๆ ตอนนี้ก็คือภาระหน้าที่หลักจะต้องอยู่ที่ กทช. ซึ่งกำลังจะต้องเปลี่ยนไปเป็น กสทช. ต่อไป เขาเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระ แต่ผมก็ได้ และท่านรัฐมนตรีฯ สาทิตย์ก็ได้หารือไปแล้วนะครับว่า เขาจะต้องช่วยดูแลด้วย คืออะไรที่มันผิดกฎหมาย และมันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเขา เขาจะต้องดำเนินการ และถ้าเขาดำเนินการจะเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องรัฐบาลก็จะมีการถกเถียงกันอีกว่าเป็นการเข้าไปทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร และผมยืนยันนะครับว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งที่แตกต่างจากรัฐบาลนี้ ควรจะมีเสรีภาพที่ทำได้ แต่การแสดงความคิดเห็นที่ผิดกฎหมาย เช่น ชักชวนคนให้ไปก่อเหตุรุนแรง หรือเป็นการละเมิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง อย่างนี้ต้องไม่ให้ทำ อันนี้คือสิ่งที่ได้คุยกับทาง กสทช. หรือ กทช. อยู่เหมือนกันนะครับ แต่ว่าอำนาจในการกำกับโดยเฉพาะกรณีวิทยุชุมชน กรณีของโทรทัศน์บอกรับสมาชิก โทรทัศน์ดาวเทียม เขาคงจะต้องเป็นตัวหลักในการทำเรื่องนี้ครับ"

...อภิสิทธิ์คิดยังไง ถูกสื่อวิจารณ์
อภิสิทธิ์:
"ทีนี้เรื่องของการเมืองบ้านเมือง โดยเฉพาะวิเคราะห์เจาะลึกอะไรต่าง ๆ ผมก็เรียนอย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ  ทุกคนก็มีสิทธิ์คิด  ทุกคนมีสิทธิ์วิเคราะห์ 

แต่บางทีผมก็แปลกใจเพราะว่าสื่อวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างนั้นอย่างนี้เสร็จ และ
-แถมวิพากษ์วิจารณ์ผมต่ออีกว่า  ผมสนใจแต่เรื่องการเมือง  ผมยืนยันเลยว่าเรื่องทุกเรื่องผมดำเนินการตามเนื้อผ้า 
-ถ้าเป็นเรื่องการร้องเรียนทุจริตกล่าวหาอะไรต่าง ๆ  ก็ดูตามข้อเท็จจริงและดูว่ากลไกไหนมีความเหมาะสมที่จะเข้าไปดำเนินการสอบสวน 
-เรื่องไหนเป็นเรื่องนโยบาย ผมมุ่งเรื่องงาน  ซึ่งเวลาตัดสินใจแต่ละครั้งก็มีทั้งคนพอใจไม่พอใจ  พอใจไม่พอใจอาจจะอยู่พรรคเดียวกันก็มี  พออยู่พรรคเดียวกันก็บอกพรรคแตก  พออยู่คนละพรรคก็บอกว่าต่อรองระหว่างพรรค

ผมก็อยากจะบอกอย่างนี้ว่าดีที่สุดอยากจะวิเคราะห์วิจารณ์ผมในเรื่องใดก็ตาม ทำได้อยู่แล้วนะครับเป็นเสรีภาพ เอาอย่างนี้ดีกว่า[ดู]การตัดสินใจของผมเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองหรือเปล่า  ผมอยากฟังตรงนั้นละครับ  ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร  ผมก็จะได้รับฟัง  ถ้าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง  แล้วมันไปมีเรื่องว่ามันไปกระทบคนนั้นคนนี้ ก็อยากไปคิดมันมากเลยครับ  ช่วยสนับสนุนหน่อยว่าถ้ามันเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ทำเลย  ถ้าเห็นว่ามันไม่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองวิจารณ์มา  ผมก็จะได้รับฟังและได้มาปรับมาแก้  อันนี้อยากให้เป็นอย่างนี้ครับ"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

. . . . . . . . . . . . . . เบื่อคำถามอะไร สนุกที่จะตอบอะไร

...เบื่อคำตอบไหน...ชอบคำถามไหนมากที่สุด
ผู้สื่อข่าว
  ท่านนายกฯ ต้องตอบคำถามวันหนึ่งผมเข้าใจว่าเยอะมากนะครับ  เรื่องไหนที่เบื่อกับการต้องตอบคำถามมากที่สุด  และเรื่องไหนที่คิดว่าสนุกกับการต้องตอบคำถามมากที่สุดครับ

...คำถามไม่ชอบ
อภิสิทธิ์:  "คำถามที่ไม่ชอบตอบก็คือ คำถามที่อยู่บนข้อมูลที่คลาดเคลื่อน  และเลยมีความรู้สึกว่ามันเป็นการเสียเวลาของทั้งผู้ถามและผู้ตอบ  แต่ว่าผมพยายามที่จะบอกว่าเราต้องตอบทุกคำถามให้ได้  ถ้าเขาไม่เข้าใจและถามก็ต้องพยายามทำให้เกิดความเข้าใจที่ดี เป็นหน้าที่ของเรา 

...คำถามที่ชอบตอบ
...ส่วนคำถามไหนที่ชอบตอบ อะไรที่สามารถทำให้เราได้สื่อสารในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับส่วนรวม ก็จะชอบที่จะตอบที่จะอธิบาย"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เศรษฐกิจ: ยืนยันสถานการณ์ดีขึ้น แน้วโน้มเศรษฐกิจ เสริมมาตรการ ร่วมสร้างสวัสดิการ

... ยืนยันสถานการณ์เศรษฐกิจ การหมุนเวียนภายใน ตัวเลขการส่งออกดีขึ้น แต่ไม่ประมาท เกษตรกรต้องมีรายได้ที่มั่นคง การต่างประเทศ FTAสอดคล้องเป้าหมาย เสริมจุดแข็ง ไม่กระทบไทย ความร่วมมืออาเซียนเติบโตเศรษฐกิจ ลดประชานิยม ประชาชนร่วมสร้างสวัสดิการ [ออกอากาศ ๒๐.๔๐ น. ของวันเดียวกัน]

... สถานการณ์เศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าว : "ผ่านมา ๑ ปีกว่า ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีมองภาพรวมผลงานรัฐบาลอย่างไรบ้าง และผลงานเศรษฐกิจหลังจากผ่านมา ๑ ปี สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไปแค่ไหน นโยบายที่เคยใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดบ้างหรือเปล่า เหมือนที่มีการพูดถึงในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ"

อภิสิทธิ์ : "เรื่องเศรษฐกิจผมยืนยันนะครับว่าสถานการณ์ ณ ขณะนี้ต่างกับปีที่แล้วมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจาก
            -นโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 
            -อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นประกอบกันไป

ถ้าจะให้เห็นภาพคร่าว ๆ ผมก็คิดว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแรงมากก็จากเศรษฐกิจโลกก็เรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว และเริ่มส่งผลเข้ามาที่เศรษฐกิจภายใน ทีนี้พอเรามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • รอบแรกประมาณมีนาคม เมษายนปีที่แล้ว ก็มีโครงการหลายโครงการซึ่งมุ่งในเรื่องของการพูดง่าย ๆ คือเติมเงินให้คน จะเป็นการลดรายจ่าย เช่น เรียนฟรี หรือจะเป็นการเพิ่มรายได้ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เช็ค ๒,๐๐๐ บาท
    • เราก็พบข้อเท็จจริงว่าเศรษฐกิจภายในประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ถ้าเทียบเดือนต่อเดือนก็จะกระเตื้องขึ้นโดยลำดับ 
  • ผมเองไปพบกับผู้ประกอบการ เขาก็ยอมรับว่าหลังจากที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ความเชื่อมั่นและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในก็ดีขึ้น 
    • แต่ว่าเนื่องจากเศรษฐกิจเราพึ่งการส่งออกเยอะ พึ่งการท่องเที่ยวเยอะ ก็ยังทำให้เศรษฐกิจก็ยังติดลบอยู่ แต่ว่าในอัตราที่ต่ำกว่าตอนช่วงต้นปีที่แล้ว 
  • จนกระทั่งมาถึงประมาณ ๓ เดือนสุดท้าย เราก็เห็นว่าพอเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น ตัวเลขเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว แม้กระทั่งการขอรับการส่งเสริมการลงทุน  ก็ต้องถือว่ากระโดดขึ้นมามาก 
    • ตอนนี้เราก็มีตัวเลขการส่งออกซึ่งโตขึ้นประมาณ คือร้อยละเป็นเลขสองหลักขึ้นไป และทั้งปีเราก็ตั้งว่าน่าจะได้ร้อยละ ๑๔
    • นักท่องเที่ยวเดือนธันวาคมเข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนเดียวเข้ามา ๑ ล้าน ๖ แสนคน และก็เป็นภาพที่ค่อนข้างจะต่างจากครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว และก็ปิดท้ายตอนช่วงปลายปี 
  • การเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษ ซึ่งหมดอายุปลายปีที่แล้วก็ทำให้นักลงทุนรีบเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนมาก
    • จนกระทั่งในที่สุดปีที่แล้วเทียบกับปีก่อนก็จะเพิ่มขึ้นถึงเกือบประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อัตราการขยายตัวกลับมาเป็นบวกไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว บวกมากบวกน้อยตัวเลขทางการยังรออยู่ แต่เฉลี่ยแล้วทั้งปีในที่สุดจะติดลบอยู่ประมาณ ๒.๘

ผมยังพยายามใช้ตัวเลขนี้ อาจจะสูงหรือต่ำกว่านั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง และก็ปีนี้จากเดิมซึ่งคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะโตสัก ๓ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง ๓.๕ ตอนนี้เราก็มั่นใจว่าน่าจะเกิน ๔ และจริง ๆ บางสำนักก็ไปไกลถึงเลข ๕ เข้ามาแล้วนะครับ แต่เราก็ยังไม่ประมาท เพราะฉะนั้นในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจผมคิดว่าดีขึ้นมามาก

... การแก้เศรษฐกิจภายในประเทศ

... อภิสิทธิ์ : "มีปัญหาไหม  มีปัญหาที่ติดค้างอยู่ก็เช่น

[๑.] เรื่องของโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งยังมีที่ไม่สามารถใช้จ่ายเงินได้ตามแผน เช่น กระทรวงสาธารณสุขก็เกิดปัญหาการทุจริต การร้องเรียน ขึ้น และก็มีการหยุดชะงักอยู่ หรือกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแบบเดียวกัน 

ประการที่ [๒.] ที่มีผลกระทบก็คือ คำวินิจฉัยของศาลปกครอง เรื่องมาบตาพุด ที่ทำให้มีการระงับโครงการต่าง ๆ เพราะว่าใจของเราก็อยากจะเห็นการลงทุนของเอกชนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้นพอตัวนี้ได้รับผลกระทบมันก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้ช้าลงไปบ้าง แต่ตรงนี้เราก็ต้องแก้ไข 

แต่ในภาพรวมพอเราดูตัวเลขว่า ขณะนี้อัตราการว่างงานต่ำ กว่าร้อยละ ๑ เราดูว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตเกินร้อยละ ๗๐ เข้าไปแตะร้อยละ ๘๐  เราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าไปในทางที่ดี   เพราะฉะนั้นก็จะมาสู่ประเด็นที่ว่าและเราต้องปรับนโยบายอะไรบ้าง ขณะนี้เราก็ยังยืนยันว่าเรายังต้องใช้ภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่  เพราะฉะนั้นที่มีโครงการไทยเข้มแข็งตามพระราชกำหนดก็ต้องเดินหน้าเร่งต่อไป" 

ผู้สื่อข่าว : "ผู้สื่อข่าว  (อรชุน รินทรวิฑูรย์ ทีวีไทย) ขออนุญาตถามเศรษฐกิจชาวบ้านนิดหนึ่งนะครับ  ชีวิตของคนเดินดินกินข้าวแกง กินเงินเดือน ถ้าเราพูดถึงเศรษฐกิจไทยดีขึ้น  ก็น่าจะหมายถึงการมีเงินใช้มากขึ้น แต่ว่าผลการสำรวจจากโพลต่าง ๆ  ก็ปรากฏว่าประชาชนเขาเรียกร้องรัฐบาลควรจะรีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าการเมืองด้วยซ้ำ แต่ว่ารัฐบาล      ก็ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยดูเหมือนตัวเลขจะดีขึ้น  มันสวนทางกันไหมครับระหว่างเสียงสะท้อนจากประชาชน และก็ความเห็นของรัฐบาล"

อภิสิทธิ์ : "ผมคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน การที่บอกว่าเศรษฐกิจเราดีขึ้นแล้ว ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหาเศรษฐกิจที่จะต้องแก้ไข อันนี้ต้องเข้าใจตรงกันก่อน แต่ถ้าถามว่าเทียบสถานการณ์ขณะนี้กับปีที่แล้ว ผมว่ามันแตกต่างค่อนข้างชัด 

    • ขณะนี้ผมยกตัวอย่างว่าเศรษฐกิจในชนบทยังค่อนข้างที่จะคึกคักจากนโยบายประกันรายได้  ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
    • และตัวเลขที่เป็นภาพรวมมันก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าในการที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าโดยทั่ว ๆ ไปคนไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ อันนี้เราก็ต้องทำต่อเนื่องในการที่จะสร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้ให้กับคนของเรา ผมไม่ได้มองว่าขัดกัน แต่ผมยืนยันว่าสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้เทียบกับปีที่แล้วได้คลี่คลายลงไปมาก และในหลาย ๆ ส่วนขณะนี้ก็มีความคึกคักชัดเจนมากขึ้น"

ผู้สื่อข่าว : "หลายคนอย่างชาวบ้านเองก็มองว่านโยบายรัฐบาล  จะมีนโยบายอย่างไรที่จะทำให้ชาวบ้านมีเงินในกระเป๋าสตางค์มากขึ้น"

อภิสิทธิ์ : "จริง ๆ แล้วการที่จะทำให้ชาวบ้านมีเงินมากขึ้นได้  ถ้าแยกแยะไปเลยจะเป็น

  • ภาคเกษตร ก็คือมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งนอกจากเรื่องของการประกันรายได้ ปีนี้ที่ผมจะเอาเข้ามาคือเรื่องของประกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด อย่างนี้เป็นต้น 
  • ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ การกระตุ้นให้เกิดภาคเศรษฐกิจที่เติบโตใหม่ ๆ ขึ้นมา อย่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งไปเริ่มต้นเรื่องดิจิตอลมีเดียในการที่จะกระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิตอล คอนเทนท์ อย่างนี้เป็นต้น คือเราก็จะมีการกระตุ้นในลักษณะนี้พร้อม ๆ กับการที่เอื้ออำนวยให้เกิดการลงทุนในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา เช่น

-อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
-รวมไปถึงอุตสาหกรรมบริการทางด้านต่าง ๆ

ตัวนี้จะเป็นตัวที่ยั่งยืนที่สุด การที่จะให้ประชาชนมีรายได้ที่ดีที่สุดก็คือเศรษฐกิจและการลงทุนและการค้ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จะไปบอกว่าประชาชนจะมีรายได้จากการที่รัฐบาลเอารายได้ไปให้คงไม่ใช่" 

... ลดประชานิยม ร่วมสร้างสวัสดิการ

...อภิสิทธิ์ : "แต่ว่าตัวการกระตุ้นไทยเข้มแข็งที่เดิมจะอยู่ในการกู้เงินในพระราชบัญญัติซึ่งสภาฯ ยังพิจารณาอยู่  ก็มีประเด็นที่น่าคิด 

  • เพราะว่าขณะนี้เราคาดว่าปีงบประมาณนี้จะเก็บรายได้เกินเป้าเกือบ ๒ แสนล้าน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็มีความเห็นว่า รัฐบาลก็ควรจะลดการกู้เงิน
  • เพราะว่าที่เราประกาศกู้ ก็เพราะว่าต้องการที่จะให้มีความมั่นใจว่าเรามีพลัง กำลังในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • แต่เมื่อเรามีกำลังจากระบบงบประมาณปกติ เราไม่จำเป็นจะต้องกู้มากขนาดนั้น เราก็ลดเงินกู้ได้ แต่ว่าไม่ได้หมายความโครงการไม่ทำ โครงการก็โยกเข้ามาจากที่จะใช้เงินกู้ มาเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณปกติ อย่างนี้เป็นต้น

มาตรการบางมาตรการเราก็ปรับมาโดยลำดับ เช่น

  • มาตรการที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลก่อน ๖ เดือน ๖ มาตรการ ปรับมาเป็น ๖ เดือน ๕ มาตรการ ตอนหลังเหลือ ๓ เดือน และก็มีการลดปริมาณที่ให้ใช้ฟรีอะไรต่าง ๆ
  • ล่าสุดผมก็คิดว่ามาตรการเรื่องน้ำอาจจะหยุด เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องน้ำก็พบความเป็นจริงเหมือนกันว่า ที่ผ่านมาคนมีรายได้ คนมีกำลังก็ไม่ได้จ่ายค่าน้ำ ซึ่งเราคงไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นบริการฟรีตลอดไป
  • เรื่องไฟยังลำบากอยู่นิดหน่อย เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งประชาชนจำนวนมาก ซึ่งมีรายได้น้อยได้ประโยชน์  แต่จะไปลดให้ใช้ต่ำกว่านี้ก็คงจะยากแล้วนะครับ เพราะคำนวณหมดแล้วว่าตอนนี้ก็หลอดไฟ ตู้เย็น ทีวี ๒ ชั่วโมง อะไรอย่างนี้ คือน้อยกว่านี้คงจะยาก แต่ว่าผมก็ได้ให้นโยบายกระทรวงพลังงานไปว่า วันข้างหน้าถ้าเราสามารถนำระบบมิเตอร์ ที่เรียกว่า Smart Meter เข้ามาได้ ต่อไปเราก็จะสามารถกำหนดราคา เช่น

-คนที่ไฟบางช่วงเราอาจจะให้ใช้ในราคาถูกได้ อย่างนี้เป็นต้น
-หรือว่าแยกแยะได้มากขึ้นสำหรับผู้มีรายได้น้อย
-กับผู้มีรายได้ปกติ

ก็จะเอาระบบค่าไฟที่เข้ามาใช้แล้วไม่กระเทือนภาระของประชาชนที่เราอยากจะช่วย ขณะเดียวกันคนที่สามารถจ่ายหรือควรจะจ่ายก็จะได้จ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือเต็มที่" 

ผู้สื่อข่าว : "มีนักวิชาการได้ประเมินผลงานรัฐบาลเอาไว้  เขาบอกว่ารอบ ๑ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะลดนโยบายประชานิยม  แต่ก็ยังลดไม่ได้ ขณะเดียวกันก็พยายามจะเดินไปเป็นรัฐสวัสดิการ  แต่ก็ยังเดินไปไม่ถึงอีก ท่านจะชี้แจงอย่างไร หรือว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางเอาไว้"

อภิสิทธิ์ : "ผมคงเห็นต่างนะครับ ถามว่าลดประชานิยมได้ไหม มาตรการยกตัวอย่างเช่น

  • มาตรการฟรีทั้งหลาย มีการปรับลดลงมาต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของเกณฑ์
    -เรื่องน้ำ
    -เรื่องไฟ
    -และที่เรากำลังจะยกเลิกต่อไป ๖ มาตรการก็มาเหลือ ๕ มาตรการ
    เพราะฉะนั้นตรงนั้นก็มีการปรับลด
  • ส่วนนโยบายบางนโยบายผมไม่เคยยอมรับว่าเป็นประชานิยม เช่น
    -การเรียนฟรี
    เพราะอันนี้เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศว่าจะต้องทำ
  • ส่วนระบบสวัสดิการ ถามว่าไปถึงหรือยัง ยังไม่ถึงละครับ
    • และใครที่คิดว่าจะสามารถสร้างระบบสวัสดิการได้ภายในปี ๒ ปี  ผมว่าก็คงไม่อยู่กับความเป็นจริง
    • ระบบสวัสดิการที่เรากำลังจะทำ เราทำบนความระมัดระวังว่าไม่ให้ไปซ้ำรอยกับหลายประเทศ ซึ่งในที่สุดต้องเป็นสวัสดิการบนฐานของภาษีที่สูง เรา ไม่มีแผนในการที่จะไปขึ้นภาษีเพื่อเอามาทำระบบสวัสดิการ 
    • เพราะฉะนั้นระบบสวัสดิการที่เราทำจึงต้องเป็นระบบซึ่งไปอิงกับการสมทบการมีส่วนร่วมของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น
      • เราอาจจะทำขยายจำนวนคนที่มารับเบี้ยยังชีพ แต่ว่าเรากำลังจะทำกองทุนเงินออมแห่งชาติ เพื่อที่จะบอกว่าเงินสำหรับยามชรา
        -ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นรัฐบาลให้ฝ่ายเดียว
        -หรือเก็บจากภาษี 
        -แต่เป็นการสมทบออมเงินของคน ตั้งแต่อายุ ๒๐ ขึ้นมาโดยรัฐบาลสมทบเข้าไปตรงนั้น อย่างนี้เป็นต้น 
      • แล้วก็ยังมีระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งรัฐบาลก็อนุมัติเงินสมทบเป็นครั้งแรกไป ๗๐๐ กว่าล้าน ในเครือข่ายสวัสดิการชุมชน
        -ซึ่งมาเติมในเรื่องของการรักษาพยาบาลบ้าง
        -มาเติมในเรื่องอื่น ๆ บ้าง
        เพราะฉะนั้นระบบสวัสดิการจะพัฒนาลักษณะค่อยเป็นค่อยไป 

แต่ว่าสิ่งที่เราเน้นย้ำและลดประชานิยมคือว่า เราพยายามที่จะแยกแยะว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องของสิทธิ ผมพูดเรื่องของการศึกษาไปแล้ว ผู้สูงอายุไปแล้ว เมษายนนี้เป็นต้นไป

  • เราบอกคนพิการก็ต้องมีเบี้ย ๕๐๐ บาททุกเดือนเช่นเดียวกัน อันนี้เป็นเรื่องของสิทธิ์
  • แต่ว่าผมพยายามจะลดนโยบายที่ประชานิยมในความหมายที่ว่ารัฐบาลใจดีนะ เอาเงินมาสงเคราะห์ให้
  • และรัฐบาลก็จะใช้ดุลพินิจอยู่ตลอดเวลาว่าจะให้คนนั้นดี หรือให้คนนี้ดี จะไม่มี ผมพยายามจะลดเพื่อให้เป็นว่าเรื่องใดเป็นสิทธิ์ทุกคนได้

และสวัสดิการก็จะเป็นระบบซึ่งไม่ใช่ได้อย่างเดียว แต่ว่ามีส่วนร่วมในการสมทบด้วยตามกำลังที่แต่ละคนมี

... ผลกระทบเศรษฐกิจจากต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าว : "ขอถามต่อยอด เข้าใจว่าเศรษฐกิจตอนนี้เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้นการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ Exit Strategy ก็เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังทำ  ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งหัวลง เนื่องในเหตุผลดังกล่าว กลัวกันว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน อยากจะถามท่านนายกฯ ว่า Exit Strategy ของบ้านเรา จะออกมาในรูปแบบไหน เรื่องของการยกเลิกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นอีกหนึ่ง Exit Strategy ของเราหรือเปล่า ที่สำคัญที่สุดเลยครับคนธรรมดาอย่างพวกผม ไม่ได้มีธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร จะได้รับผลกระทบอย่างไรกับ Exit Strategy ที่กำลังจะมา  และเราต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร"

อภิสิทธิ์ : "ผมว่าเราต้องแยกสถานการณ์ในประเทศกับในหลาย ๆ ประเทศที่กำลังพูดถึง Exit Strategy ในขณะนี้ 

  • ข้อแรกเลยหลายประเทศ โดยเฉพาะทางตะวันตกยังมีปัญหาเรื่องการว่างงานมาก เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถเร่งในเรื่องของ Exit Strategy หรือการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
    • ตรงกันข้ามผมเข้าใจว่าบางประเทศกำลังจะต้องคิดถึงการเปลี่ยนวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าว่าทำอย่างไรจะลงไปสู่การสร้างงานได้
  • สถานการณ์นี้ไม่ได้มีปัญหากับประเทศไทย เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ค่อนข้างชัดว่าไม่น่าจะมีความเสี่ยง
  • และอย่างที่ผมบอกขณะนี้เราก็ยังไม่ได้ถอน เราเพียงแต่พูดถึงปรับลดการกู้เงิน ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษที่เราจะขอจากสภาฯ เราก็ลดลงเสียเพื่อที่จะได้สามารถทำให้การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้เร็วขึ้น

คือที่ต้องพูดถึง Exit Strategy ก็คือเขากลัวว่าถ้ากระตุ้นไปเรื่อย ๆ ก็หมายความว่าหนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้คือตัวหลัก เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มเพียงแต่การปรับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณปกติ ไม่ได้กู้เงินเพิ่ม เพียงเท่านี้ก็เป็นการเท่ากับเหมือนกับแก้ปัญหาในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กลัวว่าจะนำไปสู่การเพิ่มหนี้ได้ 

แต่ผมก็อยากจะเรียนว่า ในแง่ของตลาดทุนก็เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง แต่ผมก็มีมุมมองว่าที่ตอนนี้บอกว่าตลาดหุ้นตกเพราะว่า 

-กลัวเรื่องสหรัฐฯ เข้มงวดกวดขันเรื่องธนาคาร 
-จีนเข้มงวดกวดขันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป 

  • ในมุมมองของผมสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่พูดถึงตลาดหุ้น ผมว่าสิ่งที่รัฐบาลเหล่านี้กำลังทำเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราไม่อยากจะย้อนกลับไปสถานการณ์เดิมคือมีฟองสบู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าในประเทศตะวันตกจำเป็นจะต้องเข้มงวดกวดขันกับระบบธนาคารมากขึ้น จริงอยู่อาจจะทำให้การเติบโตซึ่งเราเคยหวังว่ามันจะสูงเท่านี้ อาจจะต้องลดลงมาบ้าง  แต่มันน่าจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนกว่า ผมว่าอันนี้ก็ไม่เป็นปัญหา
  • หรือกรณีของจีน พยายามไม่ให้เศรษฐกิจตัวเองร้อนแรงเกินไป ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นผมไม่ค่อยห่วงตรงนี้มากนัก 

แต่ว่าในตลาดทุนนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าเขาอาจจะดูจากเรื่องของอัตราการเติบโตเป็นหลัก สำหรับของเราเอง ผมก็จะย้ำนะครับว่าจะไม่มีมาตรการในลักษณะที่จะทำให้ประชาชน เดือดร้อน เรากำลังพูดถึงการถอนการใส่ยากระตุ้นเข้าไป แต่เราไม่ได้ไปทำให้เกิดความอ่อนแอ  คือเราจะถอนก็ต่อเมื่อเราเห็นว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแรง และก็เดินโดยตัวของมันได้"

ผู้สื่อข่าว : "มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์"

อภิสิทธิ์ : "คือจริง ๆ แล้วมาตรการเหล่านั้นว่าตามจริงไม่ใช่ตัวหลักที่เราต้องกังวลเรื่อง Exit Strategy ตัวหลักที่เราต้องกังวลก็คือเรื่องการกู้เงิน กู้เงินเพิ่มขึ้นมา ซึ่งความจริงแม้จะกู้เต็มจำนวนก็ไม่ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพ เพียงแต่ว่าถ้าไม่ต้องกู้เต็มจำนวน ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี"

ผู้สื่อข่าว : "ขอถามเรื่องการลดค่าเงินดองของเวียดนามที่ ๒ ปีที่ผ่านมาก็ลดไปแล้วประมาณ ๑๓ เปอร์เซนต์  ตรงนี้มีการประเมินอย่างไรบ้างคะว่าจะส่งผลกระทบต่อยอด ออร์เดอร์การส่งออกสินค้าของไทยระยะยาวหรือเปล่าคะ"

อภิสิทธิ์ : "ก็มีการประเมินกันในครม.เศรษฐกิจกันไว้ คือจะบอกว่าไม่มีผลกระทบเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าถ้าว่าผลกระทบมากแค่ไหน ต้องดูตัวนี้ด้วยนะครับ คือเราจะดูเฉพาะตัวอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ เราต้องดูเงินเฟ้อด้วย 

  • เพราะว่าถ้าสมมติว่าค่าเงินลด แต่ว่าเงินเฟ้อในประเทศสูง  สินค้าก็จะมีราคาสูง  เพราะฉะนั้นถ้าเราดูจากการลดค่าเงินบวกกับภาวะเงินเฟ้อแล้ว ความได้เปรียบเสียเปรียบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้มากหรือไม่ได้น่าตกใจ ถ้าหากว่าเราดูเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนเราอาจจะตกใจ นั่นประการที่ []
  • ประการที่  [] สินค้าที่แข่งขันกันโดยตรงไม่ได้มีมากนัก เพราะฉะนั้นมีผลกระทบมาก 
  • แต่ว่าสิ่งที่ผมต้องยืนยันก็คือว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่เวียดนาม ไม่มีผลต่อการที่จะให้ประเทศไทยมาทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเรา ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นนโยบายที่มุ่งในเรื่องของเสถียรภาพเป็นหลัก แต่ว่าระดับของอัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริง 

แม้ว่าผู้ส่งออกอาจจะมีเสียงบ่นว่าอยากจะเห็นค่าเงินอ่อนลง แต่ข้อเท็จจริงคือว่าประเทศไทยก็ยังเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่อง จริง ๆ แล้วปีที่แล้วขนาดที่มีวิกฤตก็ปรากฏว่าเกินดุลมากกว่าเดิม เพราะว่าการนำเข้าลดลงมากกว่าการส่งออก เพราะฉะนั้นโดยธรรมชาติแรงกดดันให้เงินบาทแข็งขึ้นยังมีอยู่ แต่หน้าที่ที่เราย้ำกับ และก็ตรงกับที่ทางธนาคารแห่งประเทศทำก็คือว่า เขาจะดูแลไม่ให้มันผันผวนเร็วเกินไป"

ผู้สื่อข่าว : "ยังอยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจนะคะ  ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็ยังแย่อยู่  ว่างงานก็ยังเยอะ ญี่ปุ่นก็แย่นะคะ เกิดภาวะเงินฝืด  แต่ว่าเศรษฐกิจของจีนกับเศรษฐกิจของอินเดียหอมหวล และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  ในฐานะที่เราเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเอเชีย กับจีนและอินเดีย  เราควรที่จะฉกฉวยผลประโยชน์  ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ  ดิฉันมองว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในเวทีโลกได้เยอะแยะเลย  เรื่องของเกษตรกรรมเราสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกได้ ถ้าเราไม่มัวแต่ทะเลาะกันในประเทศ  และก็ตั้งใจพัฒนา หรือว่าแม้แต่เรื่องของพลังงานทดแทนที่ตอนนี้กำลังบูม และทุกคนต้องการประหยัดพลังงานโลก  ต้องการแก้ปัญหาโลกร้อนต่าง ๆ  เรามีทรัพยากร เรามีต้นปาล์ม มีอะไรเยอะแยะที่จะสร้างพลังงานทดแทน  ดิฉันมองว่าเรื่องของเกษตรกรรม เรื่องของพลังงานทดแทน เราเป็นที่หนึ่งได้ของเอเชียหรือแม้แต่ของโลก   ท่านนายกฯ คิดว่าเราจะฉกฉวยผลประโยชน์อะไรที่จะไปทำประโยชน์กับจีนและอินเดีย เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศเราค่ะ"

อภิสิทธิ์ : "โดยข้อเท็จจริงนะครับ นโยบายที่เราเดินอยู่ก็ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ 

-พราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเราในลำดับของอาเซียน ปีที่แล้วเราเดินหน้าเต็มที่เรื่องของ FTA กับจีน กับอินเดีย
-และกับจีนก็จะมีผลตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา

ในส่วนของประเทศไทยเอง

  • ยุทธศาสตร์ที่เราทำในเรื่องของการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวด้วย กับจีนกับอินเดียก็เดินอย่างต่อเนื่อง 
  • กรณีของจีนเมื่อปีที่แล้วผมก็เดินทางไป และหลังจากนั้นมาเราจะทำงานลึกลงไปมากขึ้น 
    • คือเริ่มทำงานระหว่างประเทศไทยกับแต่ละมณฑลคือบางทีเราก็พูดถึงจีนเป็นประเทศเดียว บางทีเราลืมไปว่ามณฑลเขา มณฑลหนึ่งคนมากกว่าเราทั้งประเทศ
    • เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงกันในระดับมณฑลมากขึ้น จะเห็นว่าเริ่มมีผู้บริหารของมณฑลทั้งที่เป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งที่เป็นของรัฐบาลท้องถิ่น เดินทางเข้ามาในระดับสูง และก็มีการนำเอาคณะนักธุรกิจเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยน ตรงนี้ก็ทำอยู่ 

อินเดียนั้น เมื่อปีที่แล้วผมก็ส่งไปอีก ๒ คณะ ประธานผู้แทนการค้าไทย ๑ คณะ และท่านรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ในขณะนั้นอีก ๑ คณะ

  • และผมก็ตั้งใจว่าปีนี้จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน จริง ๆ เชิญท่านนายกฯอินเดียแล้ว
  • และผมก็มีแผน ที่จะไปด้วย ก็จะเป็นอีกด้านหนึ่ง 
  • และก็ผู้ประกอบการของไทยส่วนหนึ่งขณะนี้ที่เราวางเป้าหมายด้วย ก็คือกลุ่มก่อสร้างที่มีความหวังที่จะไป พูดง่าย ๆ คือ

-ไปได้งานการก่อสร้างถนน
-โครงสร้างพื้นฐานที่อินเดีย มีการแลกเปลี่ยน 

  • มีรัฐมนตรีคมนาคมของอินเดียมาคุยกับเราในเรื่องนี้ช่วงปลายปี
  • และผมก็ไปเจอเขาอีกทีหนึ่งที่ดาวอส

ก็ตอกย้ำเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในแง่ของตลาดของจีน ของอินเดีย เราทำเต็มที่ เพราะเรามองเห็นเป็นโอกาส

ส่วนเรื่องของสินค้าเกษตร ทั้งอาหารและพลังงานก็เช่นเดียวกัน 

  • ความจริงแล้วขณะนี้ต่างประเทศและตลาดโลก มองเห็นศักยภาพตรงนี้ของเรามากขึ้น ตอนที่ผมเดินทางไปดาวอส เขารู้ว่าเราจะช่วยเฮติเป็นข้าว เขาก็มองเห็นชัดว่านี่คือจุดแข็งของเราในเรื่องของอาหาร 
  • ส่วนพลังงานนั้น ทั้งเรื่องของแก๊สโซฮอล์ ทั้งเรื่องของไบโอดีเซล ผมก็ตั้งใจว่า ปีนี้จะเร่งเป้าหมายให้เร็วขึ้น 
    • เพราะว่าจริง ๆ ภาพรวมพลังงานทดแทนก็คือที่เราให้แรงจูงใจขณะนี้ มีคนสนใจจะลงทุนมากกว่าเป้าที่กำหนดไว้ในแผนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะขยายได้ 
    • อันที่ ๒ ก็คือ โครงการผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน  กำลังเป็นโครงการซึ่งมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนมาต่อเนื่องหลายปี กำลังจะมาเริ่มต้น และก็มีความสนใจของอีกหลายค่ายที่อยากจะย้ายฐานการผลิตบวกกับมาผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้น  เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราจะฉกฉวยโอกาสจากตรงนี้

ผู้สื่อข่าว : "ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้เองทั่วโลกกำลังจับตามองผลการประชุม EU Summit ที่จะออกมาในวันอังคารนี้ว่าจะให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มประเทศในยุโรปอย่างไร  ไม่ว่าจะเป็นกรีซ สเปน  หรือโปรตุเกส ก็ตาม  ถ้าสมมติว่าเขาช่วยเหลือไม่ได้ แล้วเกิดวิกฤตที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่งต่อจากสหรัฐอเมริกา ต่อจากตะวันออกกลาง ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อบ้านเราอย่างไร ในเมื่อวันนี้เราก็เริ่มที่จะมีการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเหมือนกัน"

อภิสิทธิ์ : "ย้ำอีกครั้งนะครับในเชิงการกระตุ้นเรายังไม่ได้ลด จำนวนโครงการ การลงทุน การกระตุ้นเท่าเดิม

  • เรากำลังจะเริ่มคิดจากการเปลี่ยนวิธีการหาเงินมาเป็นการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้นเอง จะได้ชัดเจนว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการถอนการกระตุ้น แต่ว่าลดความจำเป็นในการที่จะต้องกู้เงินมาเพื่อกระตุ้น 
  • ผมคิดว่าการประเมินก็คงจะดูจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรีซ และผลกระทบกว้างขวางแค่ไหน แน่นอนถ้ามันกระเทือนมาถึงระดับซึ่งทำให้อัตราการเติบโตของเรา หรือตัวจักรที่เคลื่อนเศรษฐกิจเราได้รับผลกระทบ รัฐบาลก็ต้องปรับนโยบายมารองรับตรงนั้น 

แต่ผมคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นตอนที่เราบอกเวียดนามลดค่าเงินก็ดี หรือปัญหาที่เกิดขึ้นที่ดูไบก็ดี ในที่สุดตรงนั้นก็ชัดเจนว่าไม่ได้ส่งผลกระทบย้อนกลับมาถึงเศรษฐกิจไทย ถึงขั้นที่ว่าเราจะต้องแนวนโยบาย  ก็ต้องรอดูอีกระยะหนึ่ง"

... ความมั่นใจ และภาพลักษณ์อาเซียน

ผู้สื่อข่าว : "ถามประเด็นของอาเซียน  ปีที่แล้วที่ไทยเป็นประธานอาเซียน  ก็จะมีข่าวของอาเซียนออกมาต่อเนื่อง แต่พอเรายกตำแหน่งนี้ให้กับเวียดนามในปีนี้  ดูเหมือนกับว่ากระแสของอาเซียนจะแผ่วลงไป  ทั้ง ๆ ที่เขตการค้าเสรีอาเซียนก็เริ่มมีผล 1 มกราคมที่ผ่านมา  ตอนที่ส่งมอบการเป็นประธานอาเซียนให้กับเวียดนาม  ท่านนายกฯ ได้ฝากเรื่องอะไรเป็นพิเศษบ้าง  และปีนี้สำหรับอาเซียนที่เราต้องติดตามจะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ"

อภิสิทธิ์ : "สิ่งที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็คือความริเริ่มเชียงใหม่ที่จะต้องมีผล เข้าใจว่าน่าจะเป็นวันที่ ๒๔ มีนาคม อันนี้ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติอาจจะยังไม่มีประเทศไหนต้องการมาใช้ 

-แต่ว่าการเริ่มต้นมีตัวนี้ก็เป็นการแสดงออกถึงความแน่นแฟ้น และความริเริ่มที่เกิดขึ้นในอา
 เซียนกับคู่เจรจาด้วยกัน  เขตการค้าเสรีมีผลแล้ว 
-เพราะฉะนั้นโดยธรรมชาติการค้าขาย และก็ส่งผลต่อการตัดสินใจการลงทุนก็จะมีอย่างต่อเนื่อง

ผมคิดว่าผมได้พบท่านนายกฯ เวียดนาม เมื่อตอนที่ไปที่สวิสเซอร์แลนด์   ท่านก็ตั้งใจในการที่จะเดินหน้าในวาระต่าง ๆ ต่อเนื่องจากการเป็นประธานของประเทศไทย  เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งก็คงจะต้องมีการมาตรวจการบ้านกันเหมือนกันว่า

    • เมื่อมีการประกาศใช้ลดภาษีแล้ว มีข้อขัดข้องอะไรที่เป็นอุปสรรคทางด้านการค้าการลงทุนมากน้อยแค่ไหน  ก็คงจะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง 
    • แต่ว่าการเดินหน้าต่อเพื่อให้การเกิดประชาคมอาเซียนทั้งในด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านการเมือง ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมมั่นใจว่าทางเวียดนามก็จะผลักดันอย่างต่อเนื่อง 
    • เพราะว่าที่เดินทางไปที่สวิสเซอร์แลนด์  ท่านนายกฯ เวียดนามก็ยกคณะใหญ่ไป แล้วก็ได้เน้นย้ำถึงเรื่องของอาเซียน 
    • ที่สำคัญก็คือผมมองว่าตัวคู่เจรจาเราเอง ทั้งญี่ปุ่น  ทั้งเกาหลี  ทั้งจีน ทั้งอินเดีย  แม้กระทั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ด้วย ก็อยากจะเห็นการเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคนี้มากขึ้น  อย่างปีที่แล้วตอนปลายปีที่มาประชุมกับเรารอบ 2 ที่ต้องมีการเริ่มถกกันแล้วว่าจะมีประชาคมเอเชียตะวันออกไหม จะมีประชาคมเอเชียแปซิฟิกไหม 

ผมว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในใจของประเทศในภูมิภาคนี้  เพราะอยากจะเห็นการใช้ศักยภาพของภูมิภาคในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ"

ผู้สื่อข่าว : "แล้วกลุ่มที่อยู่นอกอาเซียนเขามองอาเซียนศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนครับ  ในเมื่อเรายังมีเรื่องของประเด็นเพื่อนบ้านก็ดี เรื่องของประชาธิปไตยในบางประเทศก็ดี  เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหนครับ"

อภิสิทธิ์ : "คือประเด็นเหล่านี้ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอาเซียนในสายตาของคนข้างนอก  หรือแม้กระทั่งกับในหมู่ประเทศอาเซียนด้วยกันเอง  แต่ว่าสิ่งที่เราได้พยายามทำให้เห็นคือว่า

  • ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรจะมาเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าในส่วนของการกระชับความร่วมมือในกรอบของอาเซียนเอง
  • หรือในการที่อาเซียนจะไปทำข้อตกลงหรือทำความร่วมมือกับประเทศนอกอาเซียน 

เพราะฉะนั้นแม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เขาห่วงใย  แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นตัวที่ทำให้งานของอาเซียนต้องสะดุดหยุดลง และเราก็พยายามทำมาตลอด  จุดยืนของรัฐบาลนี้โดยเฉพาะก็คือไม่ให้เรื่องที่อาจจะเป็นปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน  ซึ่งจริง ๆ  ทั่วโลกความมีปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านก็มีกระทบกระทั่งกันก็มีเยอะ  ต้องไม่ให้ไปกระทบกับภาพใหญ่ของความร่วมมือและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มความร่วมมือ

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- คมนาคม: ปีนี้ รัฐฯ ผลักดันชัดเจน ระบบขนส่งมวลชน

... นายกฯ เชิญ รมต.กระทรวงต่าง ๆ พูดคุยถึงทิศทางการดำเนินนโยบายสำหรับปีนี้  โดยประเมินจากงานต่าง ๆ ปีที่แล้ว  กระทรวงแรกคือคมนาคม

... ทิศทางนโยบายกระทรวงคมนาคมปีนี้ ระบบขนส่งมวลชน ชัดเจนครอบคลุม ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
อภิสิทธิ์:
" นอกจากนั้นครับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เริ่มเชิญรัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ มาพูดคุยถึงทิศทางของการดำเนินนโยบายสำหรับปีนี้  โดยได้ดูประเมินจากงานต่าง ๆ ในปีที่แล้ว  กระทรวงแรกที่ได้เชิญมาคือกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราจะมีการผลักดันให้เห็นชัดเจนจะครอบคลุมทุกเรื่องครับปีนี้ 

  • ในเรื่องของการขนส่งทางบกนั้น

    • ก็จะมีทั้งเรื่องของรถไฟที่จะได้มีการหาข้อยุติในเรื่องของโครงการ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของการที่จะปรับปรุงให้รถไฟวิ่งเร็วขึ้นในเครือข่ายเดิมเป็นเท่าตัวอย่างปลอดภัย  แต่ว่าจะมีเส้นทางใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบัวใหญ่ - นครพนม  ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเด่นชัย – เชียงราย  ไปจนถึงเรื่องของรถไฟความเร็วสูง  ซึ่งจะมีการดำเนินการต่อไป
       
    • นอกจากนั้นในส่วนของถนนก็จะได้มีการดำเนินการเพื่อให้แผน ๔ ช่องจราจร ตามแผนเดิมนั้นสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกัน และนอกเหนือจากเรื่องของการเพิ่มเรื่องของถนนแล้วก็จะมีเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นปีที่เรารณรงค์เรื่องความปลอดภัย ซึ่งในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นที่น่ายินดีนะครับว่าสถิติอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็ลดลงถึงประมาณร้อยละ ๓๐ นอกเหนือจากการขนส่งทางบก
       
  • เรื่องของทางน้ำก็จะมีการไปดูในเรื่องของการส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือเรื่องของการที่จะมีการพัฒนาแหลมฉบัง  เพราะว่าปัจจุบันนั้นแหลมฉบังนั้นก็ยังใช้พื้นที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก และถ้ามีความเป็นไปได้ก็จะย้ายกิจกรรมออกไปจากท่าเรือคลองเตยไปสู่ท่าเรือแหลมฉบังมากขึ้น  เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพมหานครด้วย
     
  • ส่วนทางอากาศนั้นเรื่องของสนามบิน
     
    • ในสนามบินสุวรรณภูมิ ครม.เองได้มีการอนุมัติในเรื่องของมาตรการซึ่งจะติดตามจากการที่ผมเคยตรวจพื้นที่ในรายการนี้ด้วย
      • ในเรื่องของความปลอดภัย
      • ปัญหาการละเมิดกฎหมายต่าง ๆ และ
      • ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการจับกุมผู้โดยสารที่เข้ามาเรื่องของปลอดภาษีและเรื่องอื่น ๆ และ
      • ได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการที่จะจัดตั้งสถานีตำรวจขึ้นภายในสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวด้วย 
         
    • นอกจากนั้นในส่วนของสนามบินดอนเมืองนั้น  เรามองว่าแนวทางที่จะทำให้เกิดความชัดเจนในการใช้ศักยภาพของดอนเมืองได้อย่างเต็มที่  ก็คือท่านรัฐมนตรีกับผมเห็นชอบในหลักการว่าจะไปดูรูปแบบของการแยกระบบการบริหารสนามบินดอนเมืองออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ   ซึ่งตรงนี้จะทำให้มีแรงกระตุ้นในการที่จะทำให้สนามบินดอนเมืองนั้นสามารถที่จะแข่งขันเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้เดินทางได้ หรืออย่างน้อยก็จะทำให้สนามบินดอนเมืองนั้นใช้ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า  มีผลประโยชน์ตอบแทนในเชิงพาณิชย์ที่คุ้มค่ากว่าสภาพที่อยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งหลายคนก็มองเห็นว่าเป็นทรัพย์สินมากมายมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่" 

... รถไฟฟ้า ปรับเพิ่มเส้นทาง สายสีส้ม สีชมพู และแอร์พอร์ตลิ้งค์
อภิสิทธิ์:
" ขณะเดียวกันก็มีมาตรการอื่น ๆ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการต่าง ๆ  เช่น ในเรื่องของระบบขนส่งมวลชนก็มีการประชุมคณะกรรมการจัดระบบจราจร ซึ่งทางคณะกรรมการนั้นได้มีการอนุมัติแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับขนส่งมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือรถไฟฟ้า ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็ทราบอยู่แล้วว่ามีโครงการต่าง ๆ แต่ว่าที่ได้มีการอนุมัติในรอบนี้มีการปรับเพิ่มเส้นทางที่สำคัญ 

- เส้นทางแรกก็คือ สายสีส้ม ซึ่งจะไปที่มีนบุรีเข้ามาทางบางกะปิและเข้ามาทางศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่จะไปแก้ปัญหาของพี่น้องที่อยู่ในทางตะวันออก

- สายที่ ๒ ที่มีการเพิ่มเติมเข้ามาคือ สายสีชมพู  วิ่งจากมีนบุรีเช่นเดียวกันแต่ไปทางเส้นทางที่จะไปที่ศูนย์ราชการ และทางแจ้งวัฒนะ - ปากเกร็ด ในทิศทางนั้น  เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเส้นทางที่จะช่วยเพิ่มขึ้นมาได้สำหรับการที่จะแก้ไขปัญหาจราจรต่อไป 

- นอกจากนั้นเส้นที่ ๓ ที่ได้ขอให้มีการทำเพิ่มเติมขึ้นคือกรณีของแอร์พอร์ตลิ้งค์ ซึ่งปัจจุบันเข้ามาจากทางสนามบินสุวรรณภูมิ มาที่พญาไทที่มักกะสัน  ก็จะให้ต่อไปทางพญาไทแล้วก็เชื่อมไปถึงสนามบินดอนเมืองด้วย  อันนี้ก็คือการปรับปรุงแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้า"

 <<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >> 


(กลับไปด้านบน)

- วาเลนไทน์: เยาวชนกับรักอย่างไรให้ถูกวิธี

... รณรงค์วันวาเลนไทน์ รักอย่างไร รักให้ถูกวิธี รักให้ถูกกาลเทศะ รักให้เหมาะกับวัย แก่เยาวชน ส่วนเรื่องแม่วัยใส นายกฯมอบเป็นการบ้านให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ทบทวน และให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าว:
  " ท่านมองอย่างไรเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ทุกครั้งก็จะมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ไปสุ่มดูตามม่านรูดต่าง ๆเพื่อป้องกันปัญหา  อยากให้ท่านสะท้อนตรงนี้นิดหนึ่งครับ"


อภิสิทธิ์: " สิ่งที่เรากำลังพยายามจะทำ และผมก็เห็นความจริงสื่อก็พยายามที่จะรณรงค์ ก็คือว่าคือความหมายของคำว่า “ความรัก” ที่เราบอกเราฉลองวันวาเลนไทน์กัน  มันควรจะเป็นความรักแบบไหน  อันนี้คือหัวใจนะครับ  เพราะฉะนั้นผมเองไม่ใช่คนที่จะมาบอกว่าควรจะมาต่อต้านวันวาเลนไทน์  บางทีพูดกันไปพูดกันมาเหมือนกับเป็นเรื่องไม่ดีไป  ความจริงความรักเป็นเรื่องดีนะครับ  แต่ว่าความรักรักอย่างไร รักให้ถูกวิธี รักให้ถูกกาลเทศะ รักให้เหมาะกับวัย อันนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะใช้มาเป็นโอกาสในการที่จะรณรงค์กับคนของเรา"

ผู้สื่อข่าว:   " ขอต่อเนื่องเรื่องเยาวชนเลยนะคะ อย่างเช่นพรุ่งนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์ จะเห็นว่ามีการตื่นตัวในเรื่องของการที่จะออกมาดูแลเด็ก ดูแลเยาวชน  ซึ่งจริง ๆ แล้วปัญหาเด็กเยาวชนมีทุกวัน อย่างเช่นตัวเลขแม่วัยรุ่นก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ไม่ทราบว่าในส่วนของนโยบายรัฐบาลได้เตรียมอะไรในการที่จะดูแลปัญหาตรงนี้ และสามารถจะทำให้เป็นรูปธรรมมากกว่าหรือไม่ เพราะจากการที่ทำงานร่วมกับคนที่ดูแลเด็กและเยาวชน เขากำลังรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ออกมาจากรัฐบาลในเรื่องของการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนมันอยู่แค่ในทำเนียบ  มันไม่ได้ออกไปสู่ภายนอก  ไม่เป็นรูปธรรมที่เขาสามารถจะสัมผัสได้ค่ะ"

อภิสิทธิ์:  " เรื่องของแม่วัยใส  ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมได้ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ  เพราะว่ารุนแรงมากขึ้น และก็รุนแรงมากในสังคมไทยเทียบกับอีกหลาย ๆ สังคม จริง ๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็เดินสายพยายามรณรงค์อยู่  โดยเฉพาะในระดับสถานศึกษา  แต่ผมก็ได้บอกเขาไปแล้วว่าดูแล้วว่ามันคงไม่พอ  ผมอยากจะเทียบเคียงอย่างเรื่องเอดส์ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง  ในอดีตตอนแรกเราก็มีปัญหามาก  ตอนที่เรามาประสบความสำเร็จก็คือตอนที่เราสามารถที่จะดึงเรื่องกลุ่มเสี่ยงออกมาชัดเจน  ผู้ติดยาเสพติด  ผู้ใช้เข็ม  พวกค้าประเวณี  และก็มีการรณรงค์  มีเรื่องยุงถาง เรื่องอะไร สถานการณ์ก็ดีขึ้น  ระยะหลังปัญหาเรื่องเอดส์เริ่มรุนแรงขึ้นอีก  แต่ว่ามันเปลี่ยนแล้ว  ลักษณะของกลุ่มเสี่ยงเปลี่ยนไป  คนติดเชื้อจะไม่ใช่กลุ่มที่ผมพูดเมื่อสักครู่แล้ว  แต่จะเป็นคนทั่ว ๆ ไปอะไรต่าง ๆ มากขึ้น  เราก็ต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้รณรงค์เข้าไปสู่เป้าหมายที่ตรงจุด  อย่างเช่นผมเองก็เลยบอก  ผมไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็ได้เรื่องรักเดียว  เพราะว่าตอนหลัง ๆ กลุ่มที่ติดเชื้อเอดส์ ก็มีกลุ่มแม่บ้านธรรมดาครับ  เพราะว่าสามีเอามาติดหรืออะไรก็แล้วแต่ 

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมได้ย้ำไป  ยอมรับครับว่าขณะนี้ผมเองก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องกลุ่มเป้าหมายที่จะเจาะลงไป เพื่อแก้ปัญหาแม่วัยใส  แต่ว่าเป็นการบ้านที่ผมได้ให้ไปแล้ว และกำลังจะย้อนกลับมา เพราะว่าได้มอบทางกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้เข้าไปทบทวนตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

. . . . . . . . . : นายกฯ ทำอะไร ?

ผู้สื่อข่าว:  " ถามแทนคนที่เครียดเรื่องการเมืองนะครับ  ก่อน ๒๖ กุมภาพันธ์  มันก็มี ๑๔ กุมภาพันธ์  นอกจากตรุษจีนแล้วก็เป็นวาเลนไทน์ด้วย ก็มีการไปทำโพลว่าคนกรุงเทพฯ อยากออกเดทกับนักการเมืองคนไหนมากที่สุด  ก็คือท่านนายกฯ และโอบามา  แต่ในเมื่อท่านนายกฯ รักเดียว ถามเป็นคำถามเชิงสมมติก็แล้วกันว่าถ้าเกิดได้ออกเดทกับนายกฯ จริง ๆ วันวาเลนไทน์จะพาเด็กไปฉลองที่ไหนครับ"

อภิสิทธิ์:  " มันไม่มีสิทธิ์จะตอบอยู่แล้วละครับ  ผมก็พาครอบครัวไปรับประทานอาหารข้างนอกด้วยกัน"

... ผู้สื่อข่าว:  " ในฐานะที่เป็นคนข่าวต้องเจาะลึกกันนิดหนึ่งนะคะ  หลายคนถามเรื่องวาเลนไทน์ไปเยอะแล้ว  ดิฉันขออนุญาตเรียนถามตรงประเด็นนิดหนึ่งว่า ตกลงวาเวนไทน์นี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้อะไรเป็นของขวัญกับอาจารย์พิมพ์เพ็ญคะ"

อภิสิทธิ์:  " ผมให้ดอกไม้กับบัตรอวยพรครับ  ยังไม่ถึงวันครับ  เขาไม่ควรจะรู้ก่อน

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: เพลี้ยกระโดด บ้านมั่งคง ปฏิรูปการศึกษาเชื่อมโยงวิทย์ ตาม ๔ คดีดัง ตรวจสอบซื้อขายตำแหน่งตร.

อภิสิทธิ์: " สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ รายการ  “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ” ในวันนี้นะครับ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งจะเป็นรายการที่ผมได้นั่งคุยกับคนคุยข่าวครับ จะเรียกว่าเป็นการคุยข่าวกับคนคุยข่าวก็ได้นะครับ คือเราได้เชิญพิธีกรซึ่งทำรายการข่าว ๓๐ คนมาพูดคุยสอบถามสถานการณ์ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพราะผมเห็นว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม  ทั้งในแง่ของการที่รัฐบาลได้ทำงานมาระยะหนึ่ง ทั้งจากการที่เศรษฐกิจก็มีการเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งทำให้จะต้องมีการปรับทิศทางนโยบาย และทั้งในส่วนของสถานการณ์ทางการเมือง  ซึ่งมักจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และความห่วงใยจากพี่น้องประชาชน  เพราะฉะนั้นก็เชิญพิธีกรถึง ๓๐ คนมาพูดคุยกัน ใช้เวลาประมาณทั้งสิ้นเกือบ ๒ ชั่วโมง  ซึ่งจะได้มีการนำเสนอให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

... ชดเชย กรณีปัญหาเพลี้ยกระโดด
แต่สำหรับในช่วงแรกผมขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในการเล่าให้ฟังถึงงานที่ได้ทำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา  เริ่มต้นจากในส่วนของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการติดตามในมาตรการที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร  ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติหลักการในเรื่องของการที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดในข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจะมีการให้การชดเชยพี่น้องเกษตรกรเป็นพิเศษ เพื่อที่จะตัดวงจรในการที่จะมีการพัฒนา ซึ่งจะมีการดำเนินการให้มีรายละเอียดต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการติดตามสถานการณ์น้ำ  อย่างที่ได้มีการพูดคุยผ่านรายการนี้ไปแล้ว รวมไปถึงการแปรรูป อย่างเช่นกรณีของยางพารา ซึ่งได้มีการอนุมัติโครงการที่จะสนับสนุนในเรื่องเหล่านี้ด้วย

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... สินเชื่อโครงการบ้านมั่งคง แก้ป้ญหาที่อยู่อาศัย
สำหรับงานที่ผ่านมาในสัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญซึ่งพี่น้องอาจจะได้มีโอกาสชมทางโทรทัศน์  เพราะว่าเราได้ขยับในเรื่องของการให้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคง  โดยมีการอนุมัติเงินไปถึง ๘๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะทำให้ได้ ๓,๐๐๐ ล้าน และทั้งโครงการจะทำให้ได้ ๖,๐๐๐ ล้าน ซึ่งก็เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของที่อยู่อาศัย  ซึ่งมีรายละเอียดในเรื่องของการที่ให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วม และหลายโครงการน่าดีใจว่านอกจากจะได้เรื่องของที่อยู่อาศัยในราคาถูก ผ่อนส่งในอัตราที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น  มีเงินออมแล้วก็มีการพัฒนาระบบสวัสดิการ

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... ปฏิรูปการศึกษาเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ โครงการ ม.วิจัย
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มีการพูดคุยครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของเด็กเล็กที่จะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากขึ้น  ไปจนถึงเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม  ซึ่งผมจะได้เป็นประธานในการประชุมในวันพรุ่งนี้คือวันจันทร์  และนอกจากนั้นจะไปถึงเรื่องของการศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของระบบแอดมิชชั่น และเรื่องอื่น ๆ ด้วยจะเป็นงานสำคัญที่ได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเป้าหมายที่ไปเชื่อมโยงกับทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิจัยก็ยังเร่งรัดและคงเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนของเงินงบประมาณและค่าใช้จ่ายทางด้านการวิจัยที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ  โดยอาศัยการผลักดันผ่านกระบวนการของไทยเข็มแข็ง และการทำความตกลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือโครงการของมหาวิทยาลัยวิจัย  งานเหล่านี้จะเป็นงานซึ่งผมจะได้มีการสรุปนำเสนอ  เพื่อที่จะให้มีความชัดเจนในเรื่องการผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ เป็นรายกระทรวงต่อไป 

และในสัปดาห์หน้าผมจะทยอยเชิญกระทรวงอื่น ๆ เข้ามา หลังจากที่ได้รับรายงานจากรัฐมนตรีทุกท่านแล้วว่าในความคิดเห็นของท่านนั้นงานเด่นในรอบปีที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรค และความตั้งใจที่จะทำงานในปีต่อไปมีอะไรบ้าง  อันนี้ก็ถือโอกาสรายงานสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าในช่วงที่ ๒ ของรายการจะได้ไปดูการสนทนาระหว่างคนคุยข่าวหรือนักจัดรายการทั้งหลาย โดยเฉพาะทางสถานีโทรทัศน์ที่ได้มาพูดคุยกับผมที่ทำเนียบรัฐบาลครับ"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

[ออกอากาศเวลา ๒๐.๔๐ น.]
... ติดตามความคืบหน้า ๔ คดีดัง

ผู้สื่อข่าว (ภาคภูมิ พันธ์สถิตย์ โมเดิร์นไนน์ทีวี): "ตอนที่ท่านนายกฯ เข้ามารับตำแหน่งใหม่ได้เร่งรัด ๔ คดีสำคัญไว้ ก็มีความคืบหน้าไป คดีอุ้มฆ่านักการทูตซาอุฯ มีความคืบหน้าไปแล้ว  คดียิงสามีของรองอธิการบดีสแตมฟอร์ดก็มีความคืบหน้าไปแล้ว  เหลือคดีการหายตัวไปของทนายสมชาย กับคดีฆาตกรรมชิปปิ้งหมู  ท่านนายกฯ  ยังติดตามความคืบหน้าอยู่ไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "ติดตามครับ  มีหลายคดีที่ติดตาม คือทุกคดีที่มีผลกระทบในวงกว้างอยู่ในความสนใจ  ก็จะมีการติดตาม 

คดีคุณสมชายในช่วงแรกที่เข้ามาเราก็มีความหวัง ตอนนั้นที่พูดถึงว่าไปเจอซากกระดูก อะไรต่าง ๆ  แต่เมื่อพิสูจน์แล้วไม่ใช่ ก็ทำให้ก็ต้องมาตั้งต้นกันอีกแนวหนึ่ง  ซึ่งผมก็ได้รับรายงานว่าก็มีการทำงาน และมีความคืบหน้าอยู่ในระดับหนึ่ง 

เพราะฉะนั้นทุกคดีจะมีการติดตาม อย่างเช่นแม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผมเข้ามาแล้ว เช่น การยิงที่มัสยิดไอปาแย  ในที่สุดก็ถึงจุดที่เราออกหมายจับ  มีการมอบตัว  อันนี้ก็เป็นการยืนยันว่าทุกคดีครับผมจะเดินหน้าให้ความสำคัญและก็ติดตาม"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

[ออกอากาศเวลา ๒๐.๔๐ น.]
... กระบวนการตรวจสอบ กรณีซื้อขายตำแหน่งตำรวจ
ผู้สื่อข่าว:
" เรื่องของการซื้อขายตำแหน่ง  มีกระแสข่าวมาเยอะมาก แล้วเป็นกระแสข่าวที่มีออกมาหลายกระแส อยากจะเรียนสอบถามท่านนายกฯ ว่ากระแสไหนเป็นกระแสจริง  กระแสเป็นกระแสที่ปล่อยออกมาเพื่อหวังผล  คือ ๑. ก็บอกว่าการสั่งสอบภาค ๑ ภาค ๔ ภาค ๖ แต่ว่าไม่มีของกองบัญชาการตำรวจนครบาล  ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ท่านนายกฯ พูดค่อนข้างจะชัดเจนว่า นครบาลนี่น่าเป็นห่วงเหมือนกัน  เขาเลยมองว่านครบาลนี่  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเทพประทานหรือเปล่า  ก็เลยไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว  ๒. มีพูดว่าเรื่องของ ๑,๒,๔,๖ ที่ให้มีการสอบเพราะว่ามันไม่ลงตัวกันระหว่างนักการเมืองกับผู้ทำหน้าที่สั่งการ  แต่อีกนัยยะหนึ่งหลายคนบอกว่าที่ไปสั่งรื้อ ๑,๒,๔,๖ เป็นเพราะว่าต้องการที่จะรื้อถอนฐานอำนาจของรองนายกฯ สุเทพ"

อภิสิทธิ์:  " รู้สึกหลายทฤษฎีมากเลยนะครับ  เอาข้อเท็จจริงดีกว่า ถามว่าการร้องเรียนมีทุกภาคไหม  ผมว่าน่าจะครบ  ทีนี้ระบบที่เราทำคืออย่างนี้ครับ  ท่านรองเลขาฯ นายกฯ คือพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์  เป็นผู้ที่กลั่นกรองเรื่องนี้ 

ประการแรก คือว่า ไม่ว่าจะเป็นหนังสือลงชื่อ หรือเป็นบัตรสนเท่ห์  ถ้ามีการระบุพฤติกรรมที่ชัดเจนเข้าใจได้  คือไม่ใช่หมายความว่าเขียนมาบอกนี่ซื้อขายกัน ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน  และก็ไม่มีอะไรที่ยืนยันหลักแน่น  อันนี้ถ้ารับมาผมว่าเราบริหารไม่ได้  แต่ว่าถ้ามีการระบุข้อเท็จจริงชัดพอสมควร  เช่น บุคคล บางทีเขียนชื่อหรือให้เข้าใจได้ว่าเป็นใคร  ไปติดต่อผ่านคนนี้เพื่อที่จะวิ่งเต้นซื้อขายกับคนนั้นคนนี้  ทีนี้ไม่ว่าจะเป็นบัตรสนเท่ห์หรือลงชื่อมา  มีพฤติกรรมที่ระบุชัดเจนเพียงพอ  เราจะสอบ 

[ประการที่ ๒] ถามว่าสอบนี่เราจะให้ใครสอบ  ก็มีหลักว่าถ้าการร้องเรียนที่ระบุพฤติกรรมนั้น เกี่ยวโยงไปอยู่ในระดับภาคด้วยกัน  เราก็ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สอบ  ก็คือว่าสำนักงานตำรวจฯ เขาก็ดูแลได้  แต่ถ้าพาดพิงมาถึงบุคคลระดับสูงใน สตช.หรือนักการเมือง  เราก็ส่งให้พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นผู้สอบ  เท่านี้ครับ 

ผมเรียนว่าตอนนั้นผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนครบาลบ้าง ภาค ๘ บ้าง เพราะพูดกันหนาหู  แต่ว่าจากที่ร้องเรียนเป็นหนังสือเข้ามา  มันออกมาอย่างนี้ครับ  ผมแทบไม่ได้ดูเลขด้วยซ้ำครับ ผมดูจากที่ว่าเข้าข่ายตามเกณฑ์อย่างนี้และก็ส่งไปตามช่องทาง  มันก็ออกมาเป็น ๑,๒,๔,๖  ผมไม่ทราบเลยครับ ที่ทฤษฎีอื่นผมเพิ่งรู้ว่ามันเยอะแยะไปหมดขณะนี้"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

. . . . . . . : ไทยกัมพูชา เยาวชนกับความรุนแรง การทุจริตในสังคม ภาษีพัฒนาพรรคการเมือง ผลักดันฟุตบอลไทย สิทธิมนุษย์ชน

... ความเป็นไปได้ ร่วมพูดคุย แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
ผู้สื่อข่าว:
  " ท่านนายกฯ ครับเรื่องไทย-กัมพูชา  เราประกาศตลอดเวลาว่าเราไม่อยากจะตีด้วย ไม่อยากจะทะเลาะด้วย  เราจำเป็นหรือถึงเวลาหรือยังครับที่จะหาคนกลางประเทศกลาง อาจจะเป็นเพื่อนสมาชิกอาเซียนหรือมหาอำนาจกว่านั้นในการที่จะเป็นคนกลางเจรจากับกัมพูชา อีกคำถามหนึ่งคือถ้าหากอดีตผู้นำไทยยังไม่จบในการที่ใช้กัมพูชาเป็นฐานในการเคลื่อนไหว เราจะจบกับกัมพูชาแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งอย่างไรครับ

อภิสิทธิ์:  " ผมคิดว่ารัฐบาลได้พิสูจน์แล้วนะครับว่าเราไม่มีความต้องการใด ๆ  ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชามีปัญหาต่อกัน  เงื่อนไขที่ถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งทั้งหมดในขณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจากฝั่งเราเลย  การเคลื่อนไหวอย่างเช่น สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องของการกระทำหรือคำพูดของผู้นำกัมพูชาเท่านั้น  รัฐบาลในการตอบโต้ที่ผ่านมาก็เลือกที่จะใช้มาตรการในการแสดงออกทางการทูตตามประเพณี เช่น การเชิญทูตเรากลับมา  โดยหลีกเลี่ยงทุกมาตรการที่จะไปกระทบความเป็นอยู่ของพี่น้อง เช่น การค้าชายแดน ก็ยังปล่อยให้เป็นไปตามปกติ

เพราะฉะนั้นนี่คือบทพิสูจน์ที่ผมคิดว่าทั้งคนไทยและคนกัมพูชาจะสามารถรับรู้ได้ว่ารัฐบาลไทย ประชาชนคนไทย ไม่ได้ต้องการมีปัญหากับคนกัมพูชา  แต่สิ่งที่ผู้นำกัมพูชาแสดงออกแล้วมาละเมิดสถาบันที่เป็นสถาบันหลักของไทย  กระบวนการยุติธรรมของไทย หรือทำผิดมารยาท เราก็ชี้แจงตอบโต้โดยใช้มาตรการตามสมควร 

ผมคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมีกลุ่มคนที่ ๓ มาและมาบอกว่าจะมาไกล่เกลี่ย
เพราะเราไม่ได้ทะเลาะกับกัมพูชา  เป็นเรื่องที่กัมพูชาละเมิดด้วยรูปแบบต่าง ๆ ฝ่ายเรา  และเราก็เพียงแต่แสดงออกถึงความไม่พอใจกับการแสดงออกของผู้นำกัมพูชาเท่านั้นเอง   ถ้ามันลุกลามไปเป็นเรื่องอื่นนั่นอีกเรื่องหนึ่ง  แต่ว่ารัฐบาลดูแลและระมัดระวังอย่างเต็มที่  รวมทั้งทางกองทัพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย  มีความระมัดระวังมาก เนื่องจากเราซักซ้อมความเข้าใจกันในการประชุมจะเป็นในส่วนของฝ่ายความมั่นคง จะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าแนวรัฐบาลเป็นอย่างนี้  เพราะฉะนั้นเราจะไม่ให้ลุกลาม  ไม่มีความจำเป็นในการไกล่เกลี่ย  ถามว่าจะจบได้เมื่อใด  จบได้เมื่อผู้นำกัมพูชาให้ความเคารพประเทศเพื่อนบ้านของตัวเองอย่างที่พึงจะกระทำ  อยู่ที่การตัดสินใจของเขา  ส่วนถ้าเขาไปเชื่อหรือไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร นั่นเป็นปัญหาของเขา  ขณะนี้เราไม่สร้างปัญหาให้ประชาชนไทย  เราไม่สร้างปัญหาให้ประชาชนกัมพูชา ก็ปล่อยให้เป็นปัญหาของผู้นำกัมพูชาไป  ก็เท่านั้นเอง

ผู้สื่อข่าว:  " ในส่วนของตัวนายกฯ เองถ้าอยากจะแก้ปัญหาในมุมมองของท่านนายกฯ เองอยากจะเข้าไปคุยเรื่องนี้กับผู้นำกัมพูชาโดยตรงเลยหรือเปล่าคะ   เพื่อที่จะทำให้ปัญหาที่ดูเหมือนแบบใหญ่ ๆ กลายเป็นปัญหาที่น่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการพูดคุยกัน"

อภิสิทธิ์:  " ถ้าจะพูดคุยก็พูดคุยได้  แต่มันก็เป็นการพูดคุยบนพื้นฐานที่เราต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน  ปัจจุบันฝ่ายไทยไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ  เราเพียงแต่แสดงออกถึงความไม่พอใจกับการกระทำหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม  ถ้าเขาแก้ปมตรงนั้นปั๊บมันก็จบ  เรื่องก็มีเท่านั้นครับ  ไม่ได้ซับซ้อนต้องพูดคุยอะไรกันยาวนาน  อยู่ที่ว่าจะคิดได้เมื่อไหร่" 

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

[ออกอากาศเวลา ๒๐.๔๐ น.]
...ความรุนแรงในหมู่เยาวชน กับการทุจริตในสังคม

ผู้สื่อข่าว: " สำหรับปัญหาสังคมก็มีหลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด  ปัญหาความรุนแรงในหมู่ของเยาวชน อย่างเช่นข่าวการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่ปัญหาของรักในวัยใส  เรื่องนี้สะท้อนว่าเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทยกำลังเสื่อมถอยหรือเปล่าคะ  เรื่องนี้รัฐบาลมีแนวทางที่จะพัฒนาฟื้นฟูในเรื่องนี้ในกลุ่มของสังคมไทยอย่างไรคะ"


อภิสิทธิ์:
  " เรื่องของค่านิยมคุณธรรมเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ เพราะว่าเราก็จะเห็นจากการสำรวจทัศนคติ โดยเฉพาะในหมู่เด็กเยาวชน  ซึ่งแก้คือ

[] ตัวระบบการศึกษาเอง  ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบาย เช่น ๓ บี  ก็มีการผลักดันอยู่ แต่อย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่คือว่าเราต้องไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าขณะนี้เยาวชนใช้เวลาของเขาอย่างไร สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุด วันนี้อาจจะไม่ใช่โรงเรียน และไม่ใช่ครอบครัวด้วย  ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก  แต่กลายเป็นเรื่องของเพื่อนฝูง สื่อ 

สื่อนี่ก็สื่ออิเล็กทรอนิกส์ส่วนหนึ่ง สื่อต่างๆ ที่อาจจะมีอิทธิพลต่อค่านิยมของเขา  เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันไปทำที่จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ ผมก็พยายามจะจับเป็นเรื่อง ๆ และก็พยายามที่จะดูว่าจะผลักดันให้มีพลังได้อย่างไร 

ผมเป็นประธานคณะกรรมการซึ่งหลายท่านอาจจะไม่ทราบก็ได้นะครับ  มันมีคณะกรรมการเรื่องของคุณธรรมระดับชาติอยู่  ประเด็นที่ผมได้เน้นไปคือว่าบางทีการรณรงค์ของเราในขณะนี้ต้องใช้คำว่า คือคิดอะไรได้ก็รณรงค์  สุดท้ายคนรับก็เลยชินชา  ผมพยายามจะบอกว่ามันอาจจะต้องหวนกลับไปในลักษณะของการรณรงค์ที่หยิบยกคุณธรรมที่ทุกหน่วยรณรงค์เหมือนกัน  จะได้มีพลัง  ก็กำลังที่จะสรุปออกมาว่าต่อไปนี้จะขอให้หน่วยงานรณรงค์ในลักษณะไหนเป็นเรื่องเดียวกัน 

[]หนึ่งในเรื่องที่เราต้องการจะรณรงค์มากคือเรื่องการทุจริต  ซึ่งผมก็บอกไปแล้วว่าเรื่องนี้มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ซึ่งทำงานอยู่  และความจริงเป็นหนึ่งในโครงการที่ผมเคยเริ่มต้นไว้ตอนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ก็ได้ขอให้เขาช่วยเป็นตัวนำ  เพราะว่าให้ผมเป็นตัวนำคงไม่ได้หรอก  พูดตรง ๆ ผมเป็นนักการเมือง  เอานักการเมืองมานำเรื่องแบบนี้จะเป็นปัญหามาก  แต่ว่าในฐานะรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเต็มที่  และก็ได้มีการประชุมไปแล้ว  แต่ว่าไม่ได้แถลงข่าวหรืออะไร เชิญทุกหน่วยงานที่เราคิดว่าน่าจะทำงานเรื่องนี้มา  ตั้งแต่ ป.ป.ช.  สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หัวหน้าส่วนราชการสำคัญ ๆ 

แล้วผมก็บอกว่าน่าจะมาจัดประชุมลักษณะนี้ และต่อไปบังคับให้เป็นการประชุมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และจะต้องมีการขับเคลื่อนมาตรการของแต่ละฝ่ายว่าจะทำอะไรที่จะทำให้เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นลดลง  ถ้าว่าทำไมมันมาเกี่ยวกับเรื่องค่านิยม 
คำตอบก็คือว่า ค่านิยม บางครั้งที่รณรงค์กันอยู่คนของเรารู้ในเชิงนามธรรม  อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี  แต่ถ้าข้อเท็จจริงในสังคมที่เขามองเห็นอยู่  เราไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าทำดีได้ดี และทำให้เขาเห็นตัวอย่างว่า ความจริงคนทำดี ไม่เห็นได้ดีเลย  แล้วคนทำไม่ดีก็ได้ดีหมด  รณรงค์กันแทบตาย  ผมว่าก็ลำบาก

เวลาที่เขาไปสำรวจทัศนคติเด็กเรื่องของการทุจริตนี่เป็นตัวอย่างที่ดี  ผมไม่ได้คิดว่าเด็กของเราโดยพื้นฐานจิตใจแย่กว่าคนรุ่นก่อน ๆ  แต่เวลาเด็กตอบว่าทำไมยอมรับการทุจริต  เด็กตอบว่าเพราะมันจำเป็น  พอไม่ทำแล้วมันเสียเปรียบ  พอไม่ทำแล้วมันก้าวหน้าไม่ได้  เพราะฉะนั้นเราต้องทำควบคู่กันไป  มันไม่ใช่รณรงค์อย่างเดียว  แต่ว่าเราต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้เห็นจริงว่า ไม่ใช่ทุจริตแล้วได้เปรียบ  ทุจริตแล้วจะต้องถูกลงโทษ  ไม่ทุจริตต่างหากสิจะได้รับการตอบแทนที่ดีจากสังคม  เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องทำควบคู่กันไป" 

ผู้สื่อข่าว: " ในส่วนของการทำงานที่ผ่านมา เราจะรู้ว่าปัญหาวัยรุ่นเดี๋ยวนี้จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของสื่อ โดยเฉพาะสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าโลกออนไลน์พวกนี้  การที่เราจะควบคุมสื่อเหล่านี้ จริงๆ  แล้วทำได้จริงอย่างที่พูดเอาไว้หรือเปล่า  เพราะว่าตอนนี้ในส่วนของเด็กเล็ก ๆ อายุ ๑๐ ขวบ  เขาก็จะรู้จักสื่อลามกกันแล้ว และก็จะนำไปสู่ปัญหาที่ท่านพูดมาค่ะ"

อภิสิทธิ์:  " ผมต้องบอกเลยนะครับว่าถ้าคิดว่าจะไปคุมสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ได้ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นจริง  สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือทำอย่างไรคนใช้สื่อเป็น  และทำอย่างไรเราจะเพิ่มสื่อดี  เอาน้ำดีไล่น้ำเสียส่วนหนึ่ง  กับต้องทำอย่างไรฝึกฝนเด็กของเราให้ใช้สื่อเป็น  ซึ่งอันนี้เคยบอกไปแล้วว่าต้องดึงคนอื่น ๆ เข้ามาด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองก็ต้องเฝ้าระวังลูกหลานของตัวเองมากขึ้น  ว่าอยู่กับสื่ออะไร ใช้เวลาอย่างไร  รวมทั้งสถานศึกษาด้วย  ส่วนการที่จะไปกำกับดูแลกิจการบางกิจการ เช่น ร้านเกม  ซึ่งก็บ่นกันมาเยอะ ก็ทำได้ระดับหนึ่ง"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

[ออกอากาศเวลา ๒๐.๔๐ น.]
...ภาษี: พัฒนาพรรคการเมือง
... หากต้องการพัฒนาการเมือง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วยการบริจาคภาษีเพื่อพรรคการเมือง โดยไม่เสียเพิ่มจากเดิม เพียงระะบุพรรคที่ต้องการสนับสนุน แทนการส่งเงินข้าคลังตามปกติ 

ผู้สื่อข่าว  (อลิซาเบธ แซดเลอร์ ททบ.๕): "ขอถามเรื่องภาษีในมุมเล็ก ๆ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงตรุษจีนและวาเลนไทน์ด้วย และเป็นฤดูกาลของการยื่นภาษี ภงด. ๙๐,๙๑ ซึ่งตอนนี้ก็มีกฎหมายออกมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่า ประชาชนจะมีมุมเล็ก ๆ ด้านล่างก่อนยื่นว่าเราจะบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองหรือไม่  ตรงนี้อยากจะถามท่านนายกฯ ว่าเงินส่วนนี้ใช้ว่าเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง ไปพัฒนาในเรื่องไหนและประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร  รวมถึงถ้ามองเป็นเรื่องของการลงทุน  ๔๐๐ บวก ๕ จากรัฐบาล  เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงของประชาชนไหมคะในสถานการณ์ตอนนี้"

อภิสิทธิ์: "อธิบายก่อนนะครับว่าการที่มีมุมเล็ก ๆ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราเสียภาษีเพิ่ม คือหลายคนกลัวว่ากำลังจะบอกว่าต้องมาเสียอีก ๑๐๐ บาท หรือเปล่า  คำตอบคือไม่ใช่นะครับ 

คำตอบคือภาษีจะเสียเท่าไหร่ เสียเท่าเดิม เพียงแต่ว่าถ้าแสดงเจตนาตรงนี้ก็หักเงินตรงนั้น แทนที่จะส่งให้รัฐบาลไปเข้าพรรคการเมืองที่ระบุไว้ 

ซึ่งถามว่าประโยชน์ตรงนี้คืออะไร  คำตอบก็คือว่าเราต้องการที่จะให้การเมืองมีการพัฒนา ปัญหาหนึ่งของการเมืองไทยที่เราพูดมาโดยตลอดก็คือว่า การเมืองอาจจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำหรืออิทธิพลของกลุ่มทุน  เพราะว่าการเมืองก็เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ  มีค่าใช้จ่าย  ถ้าเราสามารถทำให้พรรคการเมืองมีรายได้ที่กระจาย  พูดง่าย ๆ ก็คือว่าถ้ามีคนให้ ๑๐๐ บาท ล้านคน พรรคการเมืองก็จะต้องรู้สึกว่าจะต้องทำงานให้กับคนอย่างน้อยล้านคน  ถ้าคิดบอกว่านี่คือแหล่งที่มาสนับสนุนเรา 

แต่ว่าถ้ามี ๑ คนให้ ๑๐๐ ล้านซึ่งความจริงผิดกฎหมายนะครับ  ปัจจุบันให้แค่ ๑๐ ล้าน กฎหมายให้แค่ ๑๐ ล้าน สมมติว่า ๑๐ ล้าน ๑๐ คน  เท่ากับพรรคการเมืองอาจจะต้องไปสนใจ ๑๐ คนนั้นมากเป็นพิเศษ
ฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะทำให้แหล่งเงินของพรรคการเมืองกระจายไป  คือมาจากประชาชนทั่วไปได้  เราก็หวังว่าจะทำให้การเมืองพัฒนาไป  ปีที่แล้วจำนวนเงินที่มีการแสดงตรงนี้ยังค่อนข้างต่ำ 
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามีการรณรงค์กันมากขึ้นที่อยากให้ประชาชนพูดง่าย ๆ ซื้อการเมืองที่ดีขึ้น  ด้วยการลงทุนตรงนี้  ซึ่งไม่ได้เป็นการลงทุนเพิ่มเติมเพียงแต่ว่าแทนที่เงินตัวนี้จะเข้าคลังตามปกติ  ก็มาจัดสรรให้พรรคการเมืองแทน"

 <<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

[ออกอากาศเวลา ๒๐.๔๐ น.]
...ฟุตบอลไทย: ผลักดันไทยพรีเมียร์ลีก ถ่ายทอดทุกสัปดาห์

ผู้สื่อข่าว:   " ผมทำงานด้านสายกีฬา  ผมขออนุญาตถามเรื่องกีฬา  และท่านเป็นแฟนฟุตบอลด้วย"

อภิสิทธิ์:   " สงสัยจะต้องเป็นคำถามสุดท้ายแล้วครับ  เวลาเกินมามาก  เรียกว่าออกรายการเชื่อมั่นได้เดือนหนึ่งแล้วครับ"

ผู้สื่อข่าว:  " เดือนหน้าไทยพรีเมียร์ลีกเปิดฤดูกาล  ท่านมีทีมในดวงใจที่เชียร์เป็นพิเศษหรือเปล่า และอนาคตท่านจะเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลบ้างหรือเปล่าครับ"

อภิสิทธิ์:  " อันหลังตอบง่ายนะครับว่ายังไม่มีความคิดที่จะเป็นเจ้าของทีมไหนนะครับ   ส่วนเชียร์ทีมไหนตอนนี้ยังไม่เชียร์ครับ  เพราะรู้สึกว่ากองเชียร์แต่ละฝ่ายเริ่มจะดุมากขึ้น  แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ยืนยันคือว่าผมมีการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยากจะผลักดันให้ไทยพรีเมียร์ลีกมีความก้าวหน้าไปโดยลำดับ  ผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ขณะนี้แต่ละทีมเริ่มมีแฟนที่เหนียวแน่น  มีความชัดเจนทั้งในเชิงของธุรกิจด้วย  ในเรื่องของการพัฒนาทีมด้วย  เพราะอันนี้จะเป็นฐานที่สำคัญที่สุดในการที่เราจะมีทีมชาติ  ที่จะประสบความสำเร็จได้ ผมคุยใกล้ชิดนะครับ พยายามสอบถามทั้งเรื่องสนามที่ใช้ในการแข่งขัน เป็นสนามเหย้า ทั้งเรื่องค่าจ้างนักเตะทั้งที่เป็นไทย นักเตะต่างประเทศ  และเราก็จะสนับสนุนส่วนหนึ่งก็คือฤดูกาลใหม่นี้เข้าใจว่าจะมีการถ่ายทอดได้ทุกสัปดาห์  และจะจัดระบบ  เดิมที่ถ่ายทอดไม่ค่อยได้  เพราะว่าเวลาแข่งขันจะไปชนช่วงข่าวตอนค่ำ  เพราะฉะนั้นก็เลยขอช่อง ๑๑ คุยกันกับทางลีกว่าถ่ายทอดคู่ไหน  คู่นั้นจะมาแข่งเร็วขึ้น  น่าจะเป็นประมาณสักสี่โมงเย็น  ก็จะเป็นการส่งเสริมพรีเมียร์ลีกต่อไป"

ผู้ดำเนินรายการ:  " ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี  ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และท่านผู้จัดรายการคนคุยข่าว ที่ได้มาร่วมสนทนากันในวันนี้ หวังว่าโอกาสหน้า ท่านนายกรัฐมนตรี  ท่านรัฐมนตรี  พวกเราจะได้มีโอกาสมาพบกันอีกนะครับ  ต้องขอบคุณทุกคนนะครับ"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

[ออกอากาศเวลา ๒๐.๔๐ น.]
...สิทธิมนุษยชน: แนวทางรัฐฯ ไทย กรณีม้ง กระหรี่ยง
... รัฐฯ ไทยให้ความสำคัญและระมัดระวังเรื่องของสิทธิมนุษยชน บนพื้นฐานการเคารพซึ่งกันและกัน โดยมองเงื่อนไขการสู้รบในอดีต และความปลอดภัยของผู้ลี้ภัยเป็นหลัก ให้ที่พักพิง แต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ก็ให้กลับ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐฯยังปฏิบัติอยู่  

ผู้สื่อข่าว:  " ขอถามเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชนต่อเลยแล้วกันนะคะเป็นประเด็นที่ไทยถูกจับตามองมาตั้งแต่โรฮิงญามาแล้ว หรือว่าการส่งกลับม้งลาว จนกระทั่งล่าสุดคือเรื่องของการส่งชาวกระเหรี่ยงกลับ   ซึ่งท่าทีตรงนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่  ตรงนี้รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรต่อ และจะส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างไรต่อคะ"

อภิสิทธิ์: " ผมก็ขอยืนยันเลยนะครับว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ให้ความสำคัญและระมัดระวังในเรื่องของสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง  ที่คุยกันเรื่องการเมืองภายในประเทศต่าง ๆ แนวผมยืนยันชัดเจนเลยว่าเราเคารพสิทธิของคนที่แม้แต่คิดเห็นต่างจากเรา  เราก็แสดงออกชัด  เรื่องม้งเป็นเรื่องซึ่งรัฐบาลไทยไม่ได้ตัดสินใจง่าย ๆ นะครับ 

[ประการที่ ๑] เราต้องเข้าใจว่าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับม้ง  มันเป็นเงื่อนไขของการสู้รบในอดีตซึ่งผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว  โดยเฉพาะในต่างประเทศอ้างเหตุการณ์การสู้รบ ๓๐ ปีแล้ว ในขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป 

ประการที่ ๒ คือว่าก่อนที่เราจะส่งม้งลาวกลับไปในชุดสุดท้ายก่อนสิ้นปี  เรามีการส่งไปแล้วหลายพันคน ไม่มีรายงานเลยว่าในหลายพันคนที่ส่งกลับไป คนเหล่านั้นไม่ปลอดภัยหรือถูกคุกคาม  แล้วเราก็ได้พูดคุยกับทางฝั่งลาวว่า เมื่อส่งไปแล้ว  ถ้ามีประเทศที่ ๓ ที่อยากจะเข้าไปติดต่อขอให้อำนวยความสะดวก ลาวก็รับปาก บัดนี้เมื่อส่งไปสิ้นปี  กลุ่มใหญ่ ๆ เลยแม้แต่ ส.ส.สหรัฐฯ ก็เข้าไปดูแล้ว และก็พอใจ  รวมทั้งผู้บริหารของทางสหรัฐฯ ก็มีบางคนเข้าไปดูแล้วพอใจ เห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบ  มีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มที่เขามีรายชื่อไว้ที่อาจจะขอให้ไปอยู่ในประเทศที่  ๓  ผมได้ทำหนังสือไปถึงท่านนายกฯ ลาวอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้มีการพูดคุยกัน  ทีนี้ลาวก็ขอเวลาในการจัดระเบียบ  แต่เขาก็ยังยืนยันกับเราอยู่ว่าที่จะให้คุยกับประเทศที่  ๓ ก็จะคุย 

ทีนี้อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าการจะไปประเทศที่ ๓ หรือไม่อย่างไร  อยากให้มองในมุมของความปลอดภัย  ซึ่งผมคิดว่าลาวได้แสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่ไปละเมิดสิทธิ์   ไม่ว่าจะเป็นไปคุกคามโดยการไปทำร้ายหรือไปดำเนินคดี ไม่มี  แต่ว่าถ้าเราเอาบอกว่าความต้องการอยากจะไปประเทศที่ ๓ หรือเปล่า  และจะต้องไปหรือไม่  ผมว่าอันนี้เราคงไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้  และผมคิดว่าองค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนน่าจะต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย 

เหมือนกับเรื่องกระเหรี่ยง  คนที่เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยคือคนที่เข้ามาช่วงที่มีการสู้รบ  ซึ่งเกิดขึ้นทุกปี  พอเข้ามาเราก็จะให้ที่พักพิงระยะหนึ่ง  แล้วเมื่อเราเห็นว่าปลอดภัย  เราก็ให้กลับ แนวนี้เป็นแนวที่เรายังปฏิบัติอยู่   ล่าสุดเราเห็นว่าปลอดภัยแล้ว  จริงๆ มีการไปสร้างบ้าน  บางคนเตรียมจะกลับ  เราก็จะให้กลับ เอาล่ะมีการทักท้วงมาว่ายังไม่สบายใจ  เราก็ยังชะลอไว้ และเราก็เชิญว่ามาช่วยกันทำงาน  แต่ถ้าบอกว่าคนเหล่านี้ถ้าอยากอยู่ต้องให้อยู่   ผมว่าอันนี้ไม่ค่อยเป็นธรรมกับประเทศไทย  ถ้าบอกว่าอยู่ที่นี่แล้วสบายกว่าขออยู่ที่นี่  และเราต้องให้  ผมถามว่ามีหลักอะไรที่เราจะต้องให้  ถ้าอย่างนั้นประเทศใดที่มาเรียกร้องว่าเราต้องให้  ผมก็จะถามกลับไป  ถ้าอย่างนั้นไปอยู่ประเทศท่านได้ไหม  เขาอยากไปอยู่ประเทศท่านมากกว่าอยู่ที่นี่  ให้ไหม  ถ้าให้ผมรับรองเลยว่ามีไปอีกหลายพันคนเลย 

เพราะฉะนั้นเราต้องชัดเจนกับเขาเหมือนกันว่าเราให้ที่พักพิง ช่วยเหลือในเชิงมนุษยธรรม  แต่เมื่อสถานการณ์สงบ คนเหล่านี้ต้องกลับไป  เท่านั้นเองครับ  เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราจะใช้ในการอภิปราย และผมก็ยืนยันว่าเราจะไม่ส่งใครกลับไป  ถ้าเรารู้ว่าเขาอยู่ในภาวะอันตราย"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที)
จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.และเวลา ๒๐.๔๐-๒๑.๐๐ น.


คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม คำถามที่ชอบไม่ชอบตอบ,สังคมไม่แบ่งสี,ไม่ต้องการให้มีปัญหากับกัมพูชา,วิพากษ์สื่อ, VDO รายการเต็ม

(กลับไปด้านบน)