ผนึกกำลังต่อสู้ความรุนแรง ทำไมไม่เจรจา ทำไมไม่ยุบสภาฯ ตั้งกลไกดูแลหมิ่นสถาบันฯ ปฎิรูปตำรวจ รถไฟ การศึกษา วันสตรี พื้นที่เด็ก ประกันราคา ภัยแล้ง (๗ มี.ค. ๕๓)

- ความมั่นคง: ขอ ปชช.ส่วนใหญ่ผนึกกำลัง ต่อสู้กับคนที่ต้องการความรุนแรง
- ความมั่นคง: รัฐเลี่ยงความสุดโต่ง จัดการอย่างรุนแรง vs เจรจาประสานประโยชน์
- หมิ่นสถาบันฯ: จัดตั้งกลไกกำกับดูแล
- ยุบสภาฯ: เงื่อนไขน้อยลง แต่ต้องให้ประชาชนมีทางเลือกแท้จริง
- ปฏิรูปการศึกษา: ๔ ใหม่ ผู้เรียนรู้ ครู แหล่งเรียนรู้ บริหารจัดการอย่างธรรมาภิบาล
- ปฏิรูปตำรวจ: รอจังหวะเวลา สร้างความโปร่งใส กระจายอำนาจ ปชช.มีส่วนร่วม
- ปฏิรูปรถไฟ: อนุมัติแล้ว ราง เส้นทาง ความเร็ว ตรวจสอบ
- ตามข่าว: วันสตรีสากล พื้นที่สำหรับเด็ก ข้าวจากเกษตรกร ปัญหาภัยแล้ง การทำงานพรรคร่วม
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที)

  - ความมั่นคง: ขอ ปชช.ส่วนใหญ่ผนึกกำลัง ต่อสู้กับคนที่ต้องการความรุนแรง

... การชุมนุมไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐฯ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ขอความร่วมมือในการจัดระเบียบ รัฐฯต้องแลความสงบเรียบร้อยบ้านเมือง ปชช.ผนึกกำลังกันมาต่อสู้กับความรุนแรง ประกาศกฎหมายพิเศษขึ้นอยู่กับข้อมูล กฎหมายมั่นคงไม่ได้ห้ามชุมนุม หมิ่นเหม่ผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ต้องไปดูแล ยึดหลักกฎหมายไม่ได้ไม่ทำอย่างอื่น

อภิสิทธิ์: "ก่อนที่จะไปดูการสนทนากับทางคนข่าวจากโทรทัศน์ดาวเทียม ผมคงจะขอเกริ่นนำในเรื่องของสถานการณ์ทางการเมือง

ประการแรก[๑.]ก็อยากจะบอกว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ในเรื่องของการปาระเบิดธนาคาร และรวมไปถึงการที่มีคนได้ออกคลิปที่พูดถึงเรื่องของระเบิดนั้น มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ขณะนี้ก็ได้มีการจับกุม
          -ทั้งผู้ขับมอเตอร์ไซด์ที่ได้พาคนไปปาระเบิด ก็จับกุมได้แล้ว 
          -คนที่อยู่ในคลิปเสียงซึ่งได้เผยแพร่ที่พูดถึงเรื่องการระเบิด ก็ถูกจับถูกควบคุมตัวอยู่ 
          -และรวมทั้งคนอื่น ๆ ซึ่งได้มีการกระทำความผิด เช่น มีอาวุธไว้ในครอบครองโดยไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น หรือ
           แม้กระทั่งการพาผู้ต้องหาหลบซ่อน รวมทั้งความผิดอื่น ๆ
ถ้ามีการยุยงส่งเสริมให้มีการทำผิดกฎหมายนั้น รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตามผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า จุดยืนของผมของรัฐบาลนั้นชัดเจน เรื่องของการชุมนุมทางการเมืองนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่พึงกระทำได้ รัฐบาลไม่ได้ถือว่าการชุมนุมนั้นเป็นเรื่องของการที่จะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล แต่เป็นการชุมนุมแสดงออกทางการเมือง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครับสิทธิตามรัฐธรรมนูญกำกับเอาไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยไม่สมควร

เพราะฉะนั้นประการแรกก็คือว่าเรามีความจำเป็นเข้มงวดในเรื่องของการที่จะต้องตรวจตราในเรื่องของอาวุธ

ประการที่ [] คือว่าเราจำเป็นที่จะต้องช่วยจัดระเบียบ เพราะว่าถ้ามีการชุมนุมและมีการเดินทางเข้ามากันอย่างมาก ก็ส่งผลกระทบต่อเรื่องของการจราจร การสัญจรไปมา และการใช้ชีวิตตามปกติของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

  • เราไม่ได้ห้ามการชุมนุม 
  • แต่เราขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจว่าจะมาชุมนุมนั้น ว่าขอให้ ๆ ความร่วมมือในเรื่องของการจัดระเบียบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจอดรถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยานพาหนะ หรือเรื่องอื่น ๆ

เพราะฉะนั้นผมอยากจะย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลจะทำนั้น รัฐบาลไม่ได้ขัดขวางการชุมนุม เพียงแต่ว่ารัฐบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ผมอยากจะเรียนว่าจริง ๆ

    • ขณะนี้สถานการณ์ของบ้านเมืองในประเทศนั้น โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจกำลังไปได้ดี นโยบายหลายเรื่องกำลังมีการขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน 
    • และที่สำคัญคือว่า การตรวจสอบรัฐบาล ในปัจจุบันก็สามารถทำได้ผ่านกลไกของรัฐสภา ที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว
    • ผมอยากจะเรียนว่าผมไม่ขัดข้องที่พี่น้องประชาชนอยากจะมาชุมนุมแสดงออกโดยสงบ แต่ขณะเดียวกันก็มีความชัดเจนว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งต้องการเห็นความวุ่นวาย ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ไม่ใช่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่จะมาชุมนุมละครับ แต่เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งมีวาระแอบแฝงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง 

เพราะฉะนั้น[๓.]ผมอยากจะเรียนครับ 

  • วันนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับผู้ที่จะมาชุมนุม หรือคนเสื้อแดง ไม่ได้เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง 
  • แต่วันนี้สิ่งที่ผมอยากจะเชิญชวนก็คือว่า อยากให้พี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต่อสู้กับคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีแต่ความรุนแรงและความวุ่นวาย เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเล็ก ๆ อยากจะขอความร่วมมือว่าฝ่ายที่ต้องการความสงบนั้น ผมเชื่อว่าประกอบไปด้วยทั้งรัฐบาล ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนทั่วไป และผมเชื่อว่าคนชุมนุมส่วนใหญ่ที่ต้องการจะแสดงออกทางการเมือง เพื่อเรียกร้องในเรื่องที่เป็นอุดมการณ์ความเชื่อของเขา ขอความกรุณาว่า ๓ กลุ่มนี้ผนึกกำลังกันมาต่อสู้กับคนที่ต้องการความรุนแรง เพราะเราคงต้องการที่จะเห็นสังคมไทยนั้น เป็นสังคมที่มีความสงบ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอความร่วมมือตรงนี้จากพี่น้องประชาชนทุกคน
  • และผมเชื่อว่าเราจะสามารถผ่านและฟันฝ่าวิกฤตการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุม ซึ่งอาจจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อเหตุการณ์แทรกแซงซ้อนได้" 

รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ 

อภิสิทธิ์: "ผมย้ำเป็นประเด็นสุดท้ายครับ และขอความร่วมมือทั้งจากสื่อมวลชน รวมไปถึงนักการเมืองฝ่ายค้านด้วยครับ รัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่า เราเคารพสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ขอความกรุณาว่าการนำเสนอข่าวสารที่ไปอ้างว่า รัฐบาลจัดทำบัญชีดำบ้าง ก้าวล่วงไปจนถึงเรื่องของพระสงฆ์บ้าง อ้างว่ารัฐบาลเตรียมใช้ความรุนแรงบ้าง สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริง 

  • ผมยืนยันได้และผมคิดว่ารัฐบาลได้พิสูจน์มาแล้วตลอดระยะเวลาปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลนี้ไม่นิยมการดำเนินการในลักษณะเช่นนั้น 
  • เพราะฉะนั้นท่านได้ข่าวสารอะไรมานั้นขอความกรุณากลั่นกรองครับ อย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการที่จะให้เกิดบรรยากาศความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การสร้างเหตุการณ์ให้นำไปสู่ความรุนแรง การจลาจลหรือสิ่งอื่น ๆ
  • เพราะถ้าเหตุการณ์ไปถึงจุดนั้น ไม่มีฝ่ายไหนชนะครับ แต่ทุกคนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ 

ผมจะได้มีโอกาสคุยเรื่องนี้กับทางคนข่าวที่มาจากโทรทัศน์ดาวเทียมในช่วงที่ ๒ ซึ่งท่านผู้ชมสามารถติดตามได้ และสามารถติดตามตอนต่อเพื่อให้ครบถ้วนของการสนทนาได้เวลาสองทุ่มครึ่งต่อไปครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้ตรงนี้หลักชัดเจน มาถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้ การชุมนุมครับ การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นนี้ นายกเพิ่งได้ตำแหน่งผู้ชายแห่งปี ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ท่านนายกฯ ทำงานและฟันฝ่าในช่วงเวลาที่วิกฤตพอสมควร แต่ในช่วงเวลาการชุมนุมเขาบอกนายกฯ ไม่อยู่ ผู้ชายแห่งปีไปไหนครับ แล้วตกลงกับรองนายกฯ สุเทพฯ ได้หรือยังว่าใครจะบัญชาการในช่วงเวลานั้น"

อภิสิทธิ์: "คืออย่างนี้ครับ การมอบหมายนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะว่าโดยปกติเราจะมีตารางในเรื่องของการไปเยือนต่างประเทศ ที่จริงที่มาค่อนข้างแน่นในช่วงมีนาคมนี้ ก็เพราะว่าเดิมเรานึกว่ามกราคม กุมภาพันธ์จะมีไม่ไว้วางใจ จะมีอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ เราก็ได้ขอเลื่อนเขามาเป็นมีนาคม ความจริงของพวกนี้คุยกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมนี้ก็ถือว่าตราบเท่าที่สถานการณ์ยังปกติ คำว่าปกติต้องถือว่ามีการชุมนุมทางการเมืองต้องถือเป็นเรื่องปกตินะครับ เราจะไปบอกว่ามีการชุมนุมปั๊บบ้านเมืองไม่ปกติ ผมว่าคงไม่ได้"

ผู้ดำเนินรายการ: "ไม่ได้มีปัญหาที่มา แม้จะมีคนเป็นหมื่นแสนเป็นแสนนี่นะครับ"

อภิสิทธิ์: "ถ้าเป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติ

  • แต่แน่นอนนะครับเมื่อไรก็ตามซึ่งเราเห็นว่ามันมีความจำเป็น ซึ่งบางทีเราต้องประกาศกฎหมายพิเศษ อันนั้นผมต้องทบทวน ณ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประกาศออกกฎหมายพิเศษ ถูกไหมครับ ยังเป็นเรื่องเหตุการณ์ตามปกติอยู่
  • ถ้าผมวันดีคืนดี ใครบอกวันนี้จะมาชุมนุม ผมบอกโทรไปหานายกฯ เขาแล้วบอกผมมาไม่ได้แล้วนะ แล้วพออาทิตย์จะไปข้างหน้า มีคนบอกจะมาชุมนุม ไปไม่ได้แล้วนะ เขาก็จะมองประเทศไทยว่า"

".....(ผู้ดำเนินรายการแทรก )....."

อภิสิทธิ์: "คืออย่างนี้นะครับ คือการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมาก็มีหลายครั้งที่ผมเดินทางไปช่วงที่มีการชุมนุม ปีแรกผมเข้ามานี้ไปดาวอสก็มีการชุมนุม เดินกันมาจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาถึงทำเนียบฯ ก็ไป แต่บางช่วงพอเราประกาศกฎหมายพิเศษ ผมก็จะไม่ไป เพราะฉะนั้นถ้ามีการประกาศกฎหมายพิเศษก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ คะ ในช่วงอาทิตย์นี้ยังอาจจะเปลี่ยนใจได้"

อภิสิทธิ์: "ขึ้นอยู่กับข้อมูลนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "กฎหมายพิเศษอาจจะไม่มีอะไร"

อภิสิทธิ์: "กฎหมายพิเศษก็เหมือนกัน บางคนชอบไปพูดบอก ประกาศใช้เฉพาะเวลาสีนี้ชุมนุม ไม่จริง คือ

    • เราจะดูจากการข่าว เวลาการข่าวเขารายงานมาแล้วเขาบอกว่า ถ้าไม่ประกาศมันบริหารจัดการยาก เขาก็จะเสนอให้ประกาศ
    • เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่าอย่างกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมมา ผมจำไม่ได้กี่ครั้งแล้ว แต่ว่าตั้งแต่ธันวาคมมาก็มีชุมนุมหลายครั้ง ไม่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง

และก็อยากทำความเข้าใจเสียเลยนะครับว่ากฎหมายความมั่นคงเวลาประกาศนี้ไม่ได้ห้ามชุมนุมนะครับ บางคนไปนึกว่าประกาศกฎหมายความมั่นคงไปจำกัด ไม่ใช่ครับ เพียงแต่ว่ามี ๒ เรื่องที่กฎหมายความมั่นคงเราใช้ก็คือ

๑. เปิดโอกาสให้มีการบูรณาการเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันทำงานได้ เพราะปกติไม่อย่างนั้นแล้วเราก็ให้ตำรวจเขาดูไป ทหารอาจจะมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้ในบางสถานการณ์ แต่อันนี้ก็คือเราจะสามารถมีการนำเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ มาใช้ วันจันทร์นี้ผมจะคุยกับทางผู้ว่าฯ กับผู้อำนวยการเขต ก็มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเราจะนำมาดูว่าเขาจะมาช่วยในการดูแลความเรียบร้อยด้วย นั่นคืออันที่หนึ่งคือเราจะพยายามระดมให้เจ้าหน้าที่มาทำงานเป็นเอกภาพมากขึ้น

๒. จริงครับมีการออกข้อกำหนดบางเรื่องได้ เช่น เราอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจตราอาวุธ สมมติว่ามีข่าวว่าจะมีการนำเอาอาวุธกลับเข้ามา ซึ่งผมย้ำนะครับ เวลาข่าวอย่างนี้มา เขาไม่ได้บอกว่าพี่น้องประชาชนซึ่งมาชุมนุมส่วนใหญ่จะพกพาอาวุธกันมาคนละไม้คนละมือ ไม่ใช่ ส่วนใหญ่ มันเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ

    • คนส่วนใหญ่ที่เขามานี้เขาคงไม่ได้ต้องการความรุนแรง ไม่มีใครชอบหรอกครับ อยู่ดี ๆ มานั่งเอาตัวเองมาเสี่ยง
    • แต่มันมี พอเรามีข่าวว่าคนกลุ่มเล็ก ๆ อาจจะมาเพื่อให้มาป่วน จะฝ่ายไหนก็แล้วแต่ เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีความเข้มงวดกวดขันมากขึ้นว่า เส้นทางบางเส้นทางเราต้องขอตรวจตราเป็นพิเศษ

อันนี้คือเหตุผลที่เราใช้กฎหมายความมั่นคง เพราะฉะนั้นเราก็จะรอดู ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนอนุมัติการใช้กฎหมายความมั่นคง ก็จะรอฟังวันจันทร์อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าเขาจะว่าอย่างไร"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ บอกว่าต้องมีการดูสถานการณ์ ประเมินสถานการณ์ก่อน ถ้าเกิดว่า ณ วันนี้แล้วเรามองดูสถานการณ์หรือว่าข้อมูลที่ท่านนายกฯ รับทราบมานี้ แนวโน้มที่มันจะไปสู่ความรุนแรง มันมีโอกาสเกิดขึ้นไหมคะ"

อภิสิทธิ์: "ผมต้องบอกตรง ๆ ว่ามันมีคนบางกลุ่มประกาศชัดว่าแรง แต่ว่าเราก็ต้องดูว่าเขาพูดเฉย ๆ หรือว่าอย่างไร แต่ว่าการพูดบางอย่างขณะนี้ก็หมิ่นเหม่ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็จะต้องไปดูแล อย่างเช่นที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่ว่า

  • ไปปราศรัยว่าจะจับคนนี้ไปแขวนคออะไรต่าง ๆ ซึ่งมันไม่น่าจะ ในความรู้สึกผมนะครับแต่ว่าเจ้าหน้าที่ก็คงจะต้องไปดูว่า ต้องไปดูถ้อยคำว่าเป็นอย่างไร มีท่ามีอะไรหรือเปล่านะครับ แต่ว่าก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดูแลไป
  • ทีนี้ความรุนแรงถามว่ามันมีโอกาสจะมีไหม ก็มีโอกาสที่จะมี เราก็พยายาม เหมือนกับที่ผ่านมานี้ ตอนที่มีการคำพิพากษาตัดสิน ก็มีการคาดการณ์ มีการข่าวอยู่เหมือนกันว่าอาจจะมีการสร้างความวุ่นวายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ก็มีระเบิด ๓ – ๔ ลูกที่ว่า ลักษณะอย่างนั้นเราไม่ประมาท
  • และเราพยายามที่จะดูแล มันก็เป็นสิ่งที่ผมพยายามย้ำว่า ผมไม่คิดว่าการมีระเบิด การก่อเหตุรุนแรง การจลาจล การจะไปฆ่าใครสังหารใครจะเป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นไปไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น เพราะว่าการที่บ้านเมืองถลำเข้าไปสู่ความรุนแรง มันจะไม่มีวันจบ

เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนทุกคน รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่กำลังจะมาชุมนุมว่า รัฐบาลไม่ต้องการความรุนแรง และรัฐบาลนี้พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่าไม่มีความคิด ไม่เคยที่จะไปใช้ความรุนแรง เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือการรักษากฎหมาย

ซึ่งผมต้องขอถือโอกาสพูดย้ำอีกครั้งว่าที่ผมไม่สบายใจก็คือ
    - ยังคงมีการเอาคลิปเสียงตัดต่อ ไปเผยแพร่ ซึ่งหาว่าผมเคยสั่งการฆ่า เขาพิสูจน์กันหมดแล้ว กองพิสูจน์หลักฐาน คุณหมอพรทิพย์ฯ ใครต่อใครเอาคลื่นเสียงมาให้ดูเลยว่าตัดมาจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ นี้แล้วก็ไปใส่ อย่างนี้เราก็บอกว่า ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนที่ทำนี้จะทำไปทำไม 
    - การที่เกิดความรุนแรงขึ้น ท่านก็บอกว่านำไปสู่ชัยชนะอะไรก็ไม่ทราบ ไม่มีชัยชนะอะไรหรอกครับที่ได้มาด้วยความรุนแรงแล้วจะยั่งยืน มีแต่จะทำให้เกิดวงจรของความเกลียดชัง ของความรุนแรง แล้วสุดท้ายถามว่าใครแพ้ครับ คือใครชนะไม่รู้ แต่ที่แพ้แน่ ๆ คือประชาชนไทย สังคมไทย 

ซึ่งในปัจจุบันนี้เรื่องเศรษฐกิจเราก็ฟื้นได้ค่อนข้างเร็ว ต่อเนื่องที่จะมีความแข็งแรง ปัญหาหลายปัญหาเราก็กำลังเดินหน้าแก้กันอยู่อย่างค่อนข้างที่จะเป็นระบบ แต่ว่าถูกใจไม่ถูกใจเป็นธรรมดา สภาฯ เราก็มีอยู่ กำลังจะอภิปรายไม่ไว้วางใจอภิสิทธิ์ ก็ไปตรวจสอบในสภาฯ ได้"  

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ล่มบ่อยนะครับ"

อภิสิทธิ์: "ถ้าไม่ไว้วางใจคงไม่ล่มหรอกครับ" 

ผู้ดำเนินรายการ: "หลักที่นายกฯ อธิบายคือการรักษากฎหมายเราได้ยินมาโดยตลอด  ว่าผู้ชุมนุมก็ว่ากันไปตามหลักประชาธิปไตย  รัฐบาลจะรักษากฎหมาย  แต่วาภาพของความขัดแย้งมันยังจะอยู่  ต่างประเทศก็ว่ามา  ส่วนในประเทศก็มีความเคลื่อนไหว  ความขัดแย้งมันยังคงอยู่  เพราะฉะนั้นหลักยึดกฎหมายอย่างเดียว  ไม่รู้ว่านายกฯ จะเพิ่มเติมอะไรหรือเปล่า  เพิ่งไปพบกับกูรูด้านความคิดสร้างสรรค์มานี้  จะมีนอกกรอบอื่น ๆ ไหมครับ  ที่ขยับให้มันคลายความขัดแย้งลงมาได้"  

อภิสิทธิ์: "เราต้องเข้าใจอย่างนี้นะครับ การพูดว่าเรายึดหลักกฎหมายไม่ได้หมายความว่าเราไม่ทำอย่างอื่น

  • การพูดว่าเรายึดหลักกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าเราคับแคบ แต่ผมอยากจะบอกว่าในทุกสังคมที่เขาอยู่ได้ เขาเจริญได้ เขาล้วนแล้วแต่ยึดหลักกฎหมายทั้งสิ้น  แต่การยึดหลักกฎหมายไม่ได้หมายความว่า
              -เราไม่ทำในเรื่องรัฐศาสตร์ 
              -ไม่ทำในเรื่องเศรษฐศาสตร์
              -ไม่ทำในเรื่องจิตวิทยา
              -ไม่ทำในเรื่องอื่น ๆ เราก็ทำ
  • แต่ว่าเราจะบอกว่าการยึดหลักรัฐศาสตร์แปลว่าไม่เคารพกฎหมาย ไม่ใช่ ไม่มีที่ไหนพูดอย่างนั้นครับ 
    แล้วสังคมไทยผมก็ยืนยันมาตลอดว่าเราก็เป็นสังคมที่ให้อภัย เราก็เป็นสังคมซึ่งปกติก็มีความเอื้ออารีมีความเมตตาต่อกัน ไม่อย่างนั้นคนเขาคงไม่มาเที่ยวประเทศไทยเยอะแยะไปหมด 
    • ทุกคนที่มาเที่ยวประเทศไทยส่วนใหญ่กลับไปถ้าถามว่าประทับใจอะไร เขาไม่ได้พูดเรื่องอื่นนะครับ คือเราหาดทรายสวย อาหารอร่อย มีสถานที่สวยงามทั้งโบราณสถานอะไร แต่สิ่งแรกที่เขามักจะพูดถึง เขาประทับใจน้ำใจน้ำใสของคนไทย 
    • มันก็น่าเสียดายว่าทำไมขณะนี้สิ่งที่เราดังไปทั่วโลกว่าเป็นน้ำใจของเรา เรากลับไม่ค่อยมีให้ต่อกัน แต่การที่จะมีการให้อภัย มีการพูดคุยกันนี้มันต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับกติกา ไม่ใช่มาพูดคุยกันเพราะว่าฝ่ายหนึ่งข่มขู่จะใช้กำลัง เลยต้องไปพูดกัน เพราะถ้าทำอย่างนั้นนะครับ ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมให้เกิดการข่มขู่ ความรุนแรง การวางอำนาจบาตรใหญ่กันมากขึ้น"  

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ความมั่นคง: รัฐเลี่ยงความสุดโต่ง จัดการอย่างรุนแรง vs เจรจาประสานประโยชน์

... บุคคลที่ถูกพาดพิงไม่เคยแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องใช้เวลา นักประชาธิปไตยไม่ใช้ความรุนแรง แต่ต้องชอบธรรม รับผิดชอบ มีจิตสำนึกคุณธรรมจริยธรรม การเจรจาประสานประโยชน์เป็นความสุดโต่งเพราะทำให้บ้านเมืองไม่มีหลัก ต้องไม่จำนนต่อการข่มขู่ใช้ความรุนแรง ไม่ยอมให้สังคมเป็นตัวประกัน แต่ถ้ายอมรับระบบรับกระบวนการยุติธรรม ก็คุยกันได้

ผู้ดำเนินรายการ: "เมื่อวานนี้ชาติไทยพัฒนาไม่ได้พูดเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว พูดด้วยว่าอำมาตย์โยงใยมาถึงสภาฯ" 

ผู้ดำเนินรายการ: "พูดถึงขนาดว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ณ วันนี้มาจากการปฏิวัติด้วย เป็นการตอกลิ้มให้เกิด"

อภิสิทธิ์: "ไม่ละครับ คือ

    • ถามว่าการปฏิวัติสร้างปัญหาไหม สร้างปัญหาแน่นอน ผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งเขียนหนังสือวันที่เขาปฏิวัติ ว่าการปฏิวัติเนี่ยยังไงก็สร้างปัญหา แต่เราตัดตอนข้อเท็จจริงให้ได้ 
    • ถามว่าก่อนการปฏิวัติมีการสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยไหม 
      ผมว่าก็ชัด

และ[๑.]คำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ก็ยืนยัน เอาละใครจะเถียงเรื่องที่มาก่อนจะมาถึงศาล คตส. หรืออะไรก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมนะครับ ศาล ระบบนี้เป็นระบบไต่สวน ไม่ใช่ระบบ.... เพราะฉะนั้นศาลก่อนจะตัดสิน จะแสวงข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น ๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับตัวคู่กรณี ว่าจะต้องฟังแต่เฉพาะผู้ร้อง กับผู้ถูกกล่าว ใช่ไหมครับ 

อันที่สอง[๒.]ที่ท่านแจกแจงมาทั้งหมด ถามว่ามีข้อเท็จจริงตรงไหนบ้างที่ศาลได้วินิจฉัยแล้ว และไม่เป็นจริง 

  • ผมก็ยังไม่เคยได้ยินใครที่ปฏิเสธได้ ว่าสิ่งที่ศาลบอกเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่
  • ส่วนข้อกฎหมายท่านก็ให้เหตุผลของท่านชัดเจนเช่นเดียวกัน และท่านบอกว่าเป็นเรื่องการมาทำลายล้างกัน 
    • ก็ต้องถามว่าทำไมไม่ยึดหมด ศาลก็ให้เหตุผลชัดเจนบอกว่าง่าย ๆ ว่า
      ที่ยึดส่วนหนึ่งก็เพราะว่าของเดิมที่ใครมีอยู่ก่อน ย่อมไม่เป็นธรรมที่จะไปยึด
    • แต่สิ่งที่ไปถืออยู่ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง และกฎหมายก็บอกไม่ให้ถือ ดอกผลที่เกิดขึ้นมา และโดยเฉพาะความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจ หรือได้เกิดขึ้นจริงจากการใช้อำนาจ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ชอบที่จะมีไว้ ก็ตรงไปตรงมาอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น เราจะไปบอกว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการปฏิวัติมันอย่างเดียว ไม่ใช่ ถามว่าปฏิวัติสร้างปัญหาไหม สร้างปัญหาแน่นอน แต่ก่อนการปฏิวัติมีปัญหาไหม มีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่รัฐบาลขณะนี้จะต้องคลายทุกปัญหา

และวันนี้มาพูดจะใช้คำว่าอำมาตย์หรืออะไร ผมยืนยันได้นะครับ ผมทำงานมาปีกว่า ๆ บุคคลซึ่งถูกพาดพิง เช่น ประธานองคมนตรี และองคมนตรี ไม่เคยมาแทรกแซงในการบริหารราชการแผ่นดินของผมเลย
          -จะเป็นเรื่องนโยบาย
          -จะเป็นเรื่องบุคลากร
          -จะเป็นเรื่องงบประมาณ
ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงเกี่ยวข้องเลยนะครับ เป็นเรื่องของกระบวนการที่ผมรับผิดชอบ และรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนของปวงชนชาวไทย และรับผิดชอบต่อคนทั้งสังคม

ผมถามก็ได้ว่า ถามกลับก็ได้ เรื่องไหนครับที่บอกอำมาตย์มาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ตอบผมได้ไหมครับว่าเรื่องไหนที่บอกมาแทรกแซง ผมยังนึกไม่ออก"

ผู้ดำเนินรายการ: "ถึงตอนนี้รัฐบาลพร้อมจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพาสังคมไทย หรือประเทศไทยข้ามเลยเรื่องคุณทักษิณไปได้ไหม ไม่ใช่ข้ามคุณทักษิณ ข้ามเลยปัญหานี้ไปพัฒนา ไปทำอย่างอื่นเสียที"

อภิสิทธิ์: "ผมมองอย่างนี้ครับว่าเราอย่าไปมองว่าเป็นปัญหาคุณทักษิณหรือไม่ใช่คุณทักษิณ ผมมองว่าสังคมต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย 

    • มันไม่ใช่เรื่องคุณทักษิณ กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมาก เขาก็บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องคุณทักษิณ เขามีความเชื่อว่ายังมีความไม่เป็นธรรม มีความไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ ใช่ 
    • และผมก็ยืนยันว่าสำหรับคนที่ให้เหตุผลในลักษณะนั้น ผมพร้อมคุย แต่อย่าเอา อย่าให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีวาระส่วนตัว ผลประโยชน์ส่วนตัวมาใช้สิ่งเหล่านี้บังหน้า

ผมกล้ายืนยันว่า ๑ ปีที่ผ่านมา ต่างประเทศเห็นแล้วว่ามีคนบางคนบางกลุ่ม ใช้เรื่องประชาธิปไตยบังหน้า ตอนแรกบางทีก็ยังหลงเชื่อไปบ้าง นับวันสังเกตไหมละครับว่าต่างประเทศเข้าใจดีขึ้นแล้ว ว่านักประชาธิปไตยไม่ใช้ความรุนแรง นักประชาธิปไตยไม่ใช้วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นักประชาธิปไตยไม่ใช่อ้างแต่เรื่องของความนิยม แต่ต้องดูด้วยความชอบธรรม ความถูกต้อง ความรับผิดชอบ จิตสำนึก คุณธรรมจริยธรรมด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ: "ดูท่านก็เข้าใจถึงความหลากหลาย ความแตกต่างทางความคิดของคนในสังคม ทีนี้จะทำอย่างไรให้คนในสังคมอยู่กันได้ เพราะว่าท่านก็บอกว่าเป็นสัญญาประชาคมแรกที่ท่านบอกว่าเข้ามานี่ เรื่องนี้คือเรื่องแรกที่ท่านทำ" 

อภิสิทธิ์: "คือเราต้องเข้าใจว่าแผลที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง กี่ปีแล้วนี่ ๓-๔ ปี ลึกพอสมควร แล้วก็มีเรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เหมือนกับตอนต้นที่เราคุย นึกออกไหมครับว่ามีเว็บไซต์ มีโทรทัศน์ดาวเทียมบอกรับสมาชิก ใครอยากดูอะไรก็อยู่กันในสังคมของตัวเอง รับแต่ความคิดด้านเดียว คือสังคมต้องเรียนรู้ ซึ่งต้องใช้เวลา และมันไม่มีทางออกง่าย ๆ ผมก็พูดย้ำมาหลายครั้งบอกว่า ผมอยู่มานี่ มันมีคนไม่ใช่ ๒ กลุ่ม ไม่รู้ทุกกลุ่ม มาทุกทิศเลย เรียกร้องว่าต้องแก้อย่างนี้ ๆ นี้ผมยกตัวอย่างว่าที่สุดโต่งที่สุดสองด้าน

  • ด้านหนึ่งบอกผมว่าใช้ความรุนแรงจัดการ กวาดล้างไปเลย กี่คนกี่คนเนี่ย ประเภทแบบขึ้นบัญชีดำ ผมบอกรัฐบาลไม่ทำ ไม่ใช่ ต้องเข้าใจว่าคนจำนวนมาก เขามีความเชื่อของเขา เขามาต่อสู้ในสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้อง และเขามีเหตุผลของเขา อันนี้ยกตัวอย่างเลยว่า ถ้าผมเป็นประชาชน แล้วเชื่อว่านายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชน ผมก็มาชุมนุมครับ ทำไมผมจะไม่มา เพราะผมก็ยอมรับไม่ได้ว่ามีผู้นำไปสั่งฆ่าประชาชน 
    • แต่ว่าเขาได้รับข้อมูลอันนี้ไปเขาก็มา ผมก็พยายามที่จะบอกว่า มันไม่จริง มันมีความคลาดเคลื่อน แล้วใครก็ตามซึ่งเอาความไม่จริงอันนี้ และไปกระทบความมั่นคง ก็กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ แต่จะไปบอกว่าถ้าอย่างนั้นเรากวาดล้างเลย ผมบอกไม่ใช่คำตอบ
    • และต้องยอมรับนะครับว่ามีคนเยอะที่ยังเรียกร้องและก็ตำหนิผม ไม่เด็ดขาด ไม่จัดการ ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้ โดยการคิดแบบนี้ ผมบอกคิดแบบนี้สังคมไม่ได้คำตอบ
  • อีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกันครับ บอกสุดโต่งเหมือนกัน บอกไม่ต้องคิดอะไรมาก นั่งโต๊ะเจรจาเลย ประสานประโยชน์กันให้จบ

ผู้ดำเนินรายการ: "อันนี้ถือว่าสุดโต่งเหรอครับ"

อภิสิทธิ์:

  • สุดโต่งครับ สุดโต่งคืออะไรครับ คือสุดโต่งว่าต่อไปนี้จะยอมรับว่าบ้านเมืองไม่มีหลัก ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีกติกา เอาว่าใครเสียงดัง ใครข่มขู่ ต้องไปยอม และก็ให้พ้นไป

    แต่ถามว่าอะไรเกิดขึ้นกับวันข้างหน้า กับอนาคตของประเทศไทย ก็แปลว่าต่อไปวันข้างหน้า ใครนะครับละเมิดกฎหมาย ทุจริตคอร์รัปชั่น ฆ่าตัดตอน ขออย่างเดียว คุณบริหารให้คุณมีความนิยมได้ มีพวกมาก เสียงดัง ข่มขู่ มีกำลัง แปลว่าสังคมต้องจำนนกับคน ๆ นี้"

ผู้ดำเนินรายการ: "ตอนนี้ยังไม่มีแรงกดดันอะไรทำให้นายกฯ ต้องเจรจา"

อภิสิทธิ์: "ผมยอมรับไม่ได้ และผมจะไม่มีวันยอมรับว่าจะต้องไปจำนนเจรจาเพราะคนข่มขู่ ใช้ความรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง 
          -ผมถึงบอกว่าเมื่อไหร่ยอมรับผิด คุยได้เลย เมื่อไหร่เลิกความรุนแรง คุยได้เลย 
          -แต่เมื่อไหร่จะเอาความรุนแรงมา เอาชนะคะคานกัน ผมยอมไม่ได้ จริง ๆ ผมไม่ได้มีประโยชน์ได้เสียโดยตรงอะไรกับสิ่งที่เขาเรียกร้องเลย แต่ผมยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้สังคมไทยกลายเป็นตัวประกันของคนกระทำผิด และใช้ความรุนแรงตลอดเวลา

ผมมีความรับผิดชอบต่ออนาคต ต่อลูกหลาน ผมยังไม่แก่มากนะครับ ผมอยากจะเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดความถูกต้อง เพราะฉะนั้นที่ผมไม่เจรจากับคนที่ใช้ความรุนแรงข่มขู่ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นประโยชน์อะไรของผม ถ้าวันนี้ทุกอย่างกลับเข้ามาสู่การยอมรับระบบ ผมคิดว่าทุกคนก็ยอมให้คุย" 

ผู้ดำเนินรายการ: "หลายครั้งที่ปัญหาเกิดขึ้น มีทั้งรุนแรง และไม่รุนแรง และทุก ๆ ครั้งอภิสิทธิ์เองก็จะออกมาชี้แจง และครม.เองก็ชี้แจงด้วย แต่การที่จะออกไปปรากฏว่าประชาชนเขาไม่ค่อยจะเชื่อ นายกฯ คิดอย่างไร"

อภิสิทธิ์: "ไม่ละครับ คือถามว่าเชื่อไม่เชื่อ ก็แล้วแต่ว่าไปถามใคร และแน่นอนความหวาดระแวง ก็จะมีเป็นธรรมดาก็เหมือนกับว่าบางทีฝ่ายค้านพูดมีเหตุผล แต่คนไม่ชอบฝ่ายค้านก็ไม่พูด ก็เหมือนกันคนไม่ชอบรัฐบาล เวลาฝ่ายรัฐบาลพูด ก็มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อ ก็เป็นธรรมดา 

แต่ผมก็ดูเวลาเขาสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ ผมก็มีความรู้สึกว่าสังคมต้องมีความเข้าใจรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ สังคมส่วนใหญ่เข้าใจรัฐบาล แต่มีคนส่วนที่จำนวนพอสมควร ที่ยังเห็นต่าง เราก็ต้องทำความเข้าใจกันไป หรือเราบางทีก็ต้องหยุดอยู่ตรงที่บอกว่ายอมรับความแตกต่าง 

ผมถึงบอกว่าเราอย่าไปสุดโต่ง เราอย่าไปบอกว่าใครเห็นไม่เหมือนเรา ก็สู้กันไป และก็แรงขึ้น กวาดล้างกันไป ไม่ใช่  เราก็ต้องพยายามที่จะทำความเข้าใจ 

    • แต่ขณะเดียวกันเราจะไปบอกว่าถึงจุดหนึ่งยังไงก็ต้องมายอม ๆ กันไป คงไม่ใช่ ผมเปรียบเทียบให้เห็นนะครับ โลกตะวันตกกับบินลาเดน ถามว่าโลกตะวันตกใช้กำลังอย่างเดียว เข้าอิรัก เข้าอัฟกานิสถาน หมดไหมครับ เรื่องการก่อการร้าย ไม่หมด 
    • ในทางตรงกันข้ามผมตามว่ามีใครบอกไหมครับว่าถ้าอย่างนั้นอเมริกานั่งเจรจากับบินลาเดนไปแล้ว ทำไมเขาไม่เจรจา เขาก็บอกเหมือนกันว่าบินลาเดนใช้วิธีการอย่างนี้ ถ้าเจรจาต่อไปก็จะเป็นปัญหา เหมือนการจับตัวประกันครับ ถ้าบอกว่าเมื่อไหร่จับตัวประกันเจรจา ก็จะมีแต่คนจับตัวประกัน นี่กำลังจับสังคมเป็นตัวประกัน เราจะยอมใช่ไหมครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่คนสงสัยว่าก็ต้องอยู่ในภาวะแบบนี้อีกนาน"

อภิสิทธิ์: "ก็อยู่ที่สังคมครับ ผมคิดว่าสังคมก็จะต้องเรียนรู้ไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เดินไปข้างหน้าว่าทำอย่างไร เราจะดูแลให้ทุกคนที่เขามีความขุ่นข้องหมองใจ ว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาได้รับความเป็นธรรม เหมือนที่ผมบอกว่า

  • ถ้าประเด็นคือประชาธิปไตย ยังไงไม่เกินปีกว่า ๆ ข้างหน้าก็ต้องมีเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ว่ากติกาเป็นอย่างไร และความเป็นประชาธิปไตยหมายความว่าเราเปิดโอกาสให้คนใช้สิทธิเสรีภาพกันหรือเปล่า 
  • ผมเปิดโอกาสให้คุณชุมนุมได้ คุณเปิดโอกาสให้ผม ทำงานของผม ใช่ไหมครับ ต่างคนต่างก็ต้องทำหน้าที่ สังคมก็ต้องเรียนรู้ 
  • และผมคิดว่าวันนี้สังคมส่วนใหญ่ก็ต้องการเห็นความสงบ มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งขณะนี้ที่บอกว่าจะต้องใช้วิธีการใดก็ได้รุนแรง และบอกว่าจะได้ชัยชนะซึ่งผมนึกไม่ออกว่าจะได้ชัยชนะได้อย่างไร และชัยชนะนั้นจะยั่งยืนได้อย่างไร ถ้าได้มาด้วยวิธีไหน"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- หมิ่นสถาบันฯ: จัดตั้งกลไกกำกับดูแล

... จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษกำกับดูแลกรณีหมิ่นสถาบันฯ พิจารณาโทษให้ดูที่เจตนาและข้อเท็จจริง พร้อมป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง ให้เสรีภาพสื่อกำกับดูแลตนเอง รัฐฯ พร้อมตอบทุกคำถาม สร้างบรรทัดฐานด้านความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม จานหลากสีต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างเพื่ออยู่ร่วมกัน

ผู้ดำเนินรายการ:
"ถามท่านนายกฯ ก่อนเลยนะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาว่า เรื่องราวของสังคมไทยนะครับ ถามข่าวที่เป็นมงคลกัน ข่าวที่เป็นมงคลของสังคมไทยก็คือว่า ทำอย่างไรให้กลไกของรัฐดูแลเรื่องของข่าวที่มีการบิดเบือน ละเมิด จาบจ้วงต่อสถาบันนะครับ ท่านนายกฯ กลไกตรงนี้เราจะควบคุมอย่างไรให้เขาเข้มงวดอันนี้สักนิด"

อภิสิทธิ์: "เรื่องของข่าวเอาในภาพรวมก่อนอย่าเพิ่งไปเจาะจง หลักที่ผมพยายามทำงานกับสื่อมาตลอดนี้ครับก็คือให้สื่อกำกับดูแลตัวเองให้มากที่สุด ที่ต้องบอกอย่างนี้เพราะว่าถ้าเราเริ่มบอกว่าให้รัฐเข้าไปดูแลทุกเรื่อง เราจะมีความเสี่ยงมากในเรื่องของการไปละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

สิทธิเสรีภาพการแสดงออกเป็นเรื่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และความจริงแล้วปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองในระยะหลังมีความขัดแย้งกันสูงก็สืบเนื่องมาจากความรู้สึกว่ามีการปิดกั้นในเรื่องของสื่อ

ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ รัฐไม่ว่าจะยุคไหนก็ตามคนบริหารเป็นนักการเมือง ไม่มียุคไหนที่ไม่ใช่นักการเมือง จะมาด้วยระบอบไหนวิธีไหนผมถือว่าคนมานั่งตรงนี้เป็นนักการเมืองทั้งสิ้น เมื่อเป็นนักการเมืองแล้วใช้อำนาจ มันมีความเสี่ยงในการที่จะให้ไปชี้ว่าคุณพูดอะไรได้ คุณพูดอะไรไม่ได้ อันนั้นเรื่องประการแรกนะครับว่าดีที่สุดนี้สื่อต้องใช้สิทธิเสรีภาพได้เต็มที่ แต่ต้องกำกับดูแลตัวเองในอันที่หนึ่ง

[อันที่สอง] ก็คือว่าขอบเขตมันมี ขอบเขตมันมีก็คือเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเราจะไปบอกแต่ว่ากฎหมายหมิ่นประมาทมีอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเราก็ทราบว่าเวลาใครถูกหมิ่นประมาทไปฟ้องคดี กว่าจะตัดสินดีไม่ดี ๓ ศาลอาจจะเป็น ๑๐ ปี จนคนลืมไปแล้ว และคนได้รับความเสียหายก็ไม่ค่อยเป็นธรรมกับเขา เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องดู แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องหมิ่นประมาทก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลไป

แต่ถ้าตรงไหนเป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งอันนี้ผมก็ขอย้ำ เพราะว่าจะมีสถานีโทรทัศน์ซึ่งอาจจะมีคนที่ทำงาน ผู้ชมซึ่งไม่ชอบรัฐบาล พูดกันตรง ๆ ก็ต้องมี ทุกยุคก็มี แต่ว่าพอบอกว่าไม่ชอบรัฐบาลนี้

ถ้าสมมติเขาวิจารณ์ผม วิจารณ์ผมบอกว่าไม่เก่ง นโยบายใช้ไม่ได้ หรือว่าโครงการนี้เห็นว่าไม่โปร่งใส และก็เป็นการวิจารณ์วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เขาต้องมีสิทธิ์ทำได้ แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่ชอบ ขอให้ทุกคนไปเผาบ้านเผาเมือง ขอให้ไปจับตัวคนนั้นขอให้ไปแขวนคอคนนี้ อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพ กรณีอย่างนี้เราก็บอกว่าเจ้าหน้าที่เขาก็มีหน้าที่ในการติดตาม แล้วก็ไปดำเนินการเพราะเป็นความผิดทางอาญา ทีนี้แน่นอนเส้นแบ่งมันก็บางพอสมควรในบางกรณี แต่หลักมันเป็นอย่างนี้

ส่วนกรณีของการจาบจ้วงสถาบัน เราก็มีกฎหมายชัดเจน เป็นประมวลกฎหมายอาญา เพราะว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคง เราไม่ได้มีกฎหมายพิเศษ บางคนชอบไปพูดเหมือนกับเรามีกฎหมายพิเศษ ไม่ใช่ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอาญา แล้วก็เป็นหลักเดียวกัน เรื่องของการที่ไปละเมิดบุคคลอื่น

แต่ว่าเนื่องจากว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือ สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จำเป็นจะต้องกำหนดเอาไว้เป็นความผิดในด้านความมั่นคง ก็คือความผิดต่อแผ่นดิน แล้วก็มีการดำเนินการ

แต่ตอนหลังนี้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สืบเนื่องมาจากว่าปัญหาเรื่องการจาบจ้วงทำให้เกิด พูดตรง ๆ เลยนะครับ เกิดความหวาดกลัวของเจ้าหน้าที่ ว่าไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าข่าย ไม่เข้าข่าย เพราะมักจะเหมาว่าเข้าไว้ก่อน ก็เลยนำไปสู่เงื่อนไขความขัดแย้ง ทั้ง ๆ ที่ความจริงตัวกฎหมายไม่ได้มีปัญหา

ซึ่งผมขณะนี้แก้ปัญหานี้ไปแล้วโดยการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา ซึ่งเป็นคณะกรรมการจะเรียกว่าเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย จะมีปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามา

และผมก็เน้นย้ำอย่างนี้ครับว่า ขอให้ดูเรื่องเจตนา บางทีการแสดงความคิดเห็นแม้กระทั่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

  • ถ้าเป็นการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการผมถือว่าสามารถทำได้
  • แต่ว่าถ้าแสดงการอาฆาตมาดร้าย มีเจตนาในการที่จะกระทบกระเทือนถึงสถาบันความมั่นคงก็ผิดกฎหมาย
  • และเราก็ต้องดูข้อเท็จจริงด้วย บางครั้งไปเกี่ยวกับคนต่างประเทศซึ่งอาจจะไม่เข้าใจประเพณีวัฒนธรรมของประเทศไทย ก็ขอให้ดูความเป็นจริง ดูตามเจตนา แล้วก็ต้องกล้าที่จะตัดสินตรงไปตรงมา

คือหลายคนไปกลัวว่าถ้าก้ำกึ่งหรือไม่แน่ใจเข้าข่ายหรือเปล่า ก็รับเข้ามาก่อน ตำรวจก็ส่งอัยการ อัยการก็ส่งศาลไปก่อน มันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกความขัดแย้ง บางทีก็บอกความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ผมกำลังคลี่คลายโดยการมีคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งเริ่มทำงานไปตั้งแต่ประมาณปลายปีที่แล้ว และตอนนี้ก็กำลังไล่ดู และจะวางแนวทางให้เจ้าหน้าที่ที่เขาอาจจะสับสนอยู่ว่าอะไรเป็นอะไรมีความชัดเจนมากขึ้น"

ผู้ดำเนินรายการ: "ในช่วง ๔ - ๕ ปีที่เกิดเหตุการเมืองอย่างนี้ คดีลักษณะนี้มีมากขึ้นไหมคะ"

อภิสิทธิ์: "มีมากครับ มีมากขึ้นนะครับ และเหตุผลหนึ่งที่เป็นปัญหาจากสภาพหลาย ๆ อย่างก็คือว่า พอมันเป็นความผิดต่อแผ่นดิน ก็หมายความว่าใครก็ไปร้องทุกข์ใครก็ได้ นึกออกไหมครับ เพราะฉะนั้นพอใครไปร้องทุกข์ใครก็ได้นี้มันก็ไม่เป็นไร ถ้าเจ้าหน้าที่มีความชัดเจน บอกนี่ร้องมาอย่างนี้มันชัดเจนว่ามันไม่ใช่ จะมาพยายามสร้างเป็นประเด็นเป็นเงื่อนไขขึ้นมาก็ตัดไป

แต่เพราะความที่คนมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็เลยทำให้รับทุกอย่างเข้าไว้ มันก็เลยเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่ผมบอกว่า ต่อไปนี้เราต้องดูถ้ามีการมาแจ้งและเป็นเรื่องที่ เป็นเรื่องการเมืองบ้าง กลั่นแกล้งกันบ้าง ก็ไม่ควรที่จะรับไว้นะครับ ก็ต้องตัดขาดออกไป

แต่ที่ยากขึ้นก็จะมีเรื่องของเว็บไซต์ เว็บไซต์นั้นก็มีหลายประเภท บางประเภทที่อาจจะขึ้นข้อความซึ่งหมิ่นเหม่ล่อแหลมต่อความมั่นคง หรือทำผิดกฎหมายต่าง ๆ นี้อันนั้นก็ดูไป แต่ว่าที่มันยากกว่าก็คือว่าหลายเว็บไซต์เขาเปิดกระดานแสดงความคิดเห็น เปิดกระดานแสดงความคิดเห็นปั๊บก็จะมีคนส่งความเห็นเข้าไป ซึ่งบางทีผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่งทุกคนก็ทราบว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะควบคุมกันได้ง่าย ๆ เราก็วางกติกานะครับ ผมก็บอกว่าต้องวางกติกาให้ดี ไม่ใช่พอมีอะไรปั๊บก็บอกไปปิดเว็บไซต์เขา มันไม่ถูกต้อง แต่การวางกติกาก็คือว่า

    • ถ้าข้อความไหนมันผิดกฎหมาย แล้วก็จะเจ้าของเว็บหรือตัวผู้บริหารเว็บยังไม่ทราบนี้ เบื้องต้นเราต้องพยายามแจ้งไป แล้วก็บอกว่าอันนี้ต้องไปลบออก ซึ่งหลายเว็บเขาก็จะทำ ถูกไหมครับ เว็บไซต์นี้ผมก็เห็นบางทีความคิดเห็นที่ ๔๖ แล้วก็ไป ๔๘ ไปเลย เพราะ ๔๗ แจ้งลบไปแล้ว คือขอให้เขาบริหารกันเองดีที่สุด
    • แต่ว่าถ้าเรามีความรู้สึกว่าข้อความนี้มันขึ้นมาผิดกฎหมายค่อนข้างชัด อยู่นาน ๓ - ๔ วัน ๕ วันแล้ว อย่างนี้เราก็ต้องเริ่มสงสัยว่าเจตนาของผู้บริหารเว็บเองเป็นอย่างไร เราก็ใช้แนวทางนี้

โชคไม่ดีว่ามาปีที่แล้วมีกรณีรู้สึกเป็นของเว็บประชาไทก็กรณีหนึ่ง คือหลังจากทำความเข้าใจอย่างนี้หมดแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ทราบแนวก็ไปดำเนินคดีต่าง ๆ ผมก็เชิญมานะครับ ตอนนั้นมาทำความเข้าใจกัน หลักใหญ่คือผมอยากจะบอกครับว่ารัฐบาลปกป้องสถาบันนะครับ และปกป้องสิทธิเสรีภาพของทั้งสื่อแล้วก็บุคคลซึ่งอาจจะได้รับความเสียหาย แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนความพอดี เพราะบางทีบางคนก็ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง บางทีก็พูดง่าย ๆ เหมือนแหย่ขึ้นมาเพื่อที่จะให้กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องบริหารตรงนี้ด้วยความพอดี เป้าหมายสูงสุดนี้ก็คือว่าให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแต่ใช้อยู่ในขอบเขต"

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ว่า ณ วันนี้เราเองก็ต้องยอมรับว่าเวลาโพสต์ข้อความกันเข้าไป ก็ทำได้ โพสต์ไปแล้วปุ๊บเจ้าของเว็บไซต์ก็จะลบทิ้ง เหมือนกับว่ามาตรการที่ทางรัฐเองเขามองว่าไม่เข้มข้น ไม่เอาจริงเอาจัง ประชาชนก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรหรอกโพสต์กันไปเถอะ ก็เลยกลายเป็นแฟชั่นที่โพสต์ต่อ ๆ กันไป"

อภิสิทธิ์: "คือผมคิดว่าเราต้องพยายามทำให้สังคมเติบโต เรียนรู้กับสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเทคโนยีจะไปเร็วขึ้น ๆ ๆ และมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับในโลกเสรีที่วันข้างหน้าจะมีความพยายามมาควบคุมสื่อต่าง ๆ เหล่านี้

  • ดีที่สุดที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับสังคมก็คือ คนเริ่มที่จะเรียนรู้ในการใช้สื่อ ไม่ว่าจะสื่อเก่าสื่อใหม่ ด้วยความรับผิดชอบ
  • แล้วก็ต้องพยายามที่จะส่งเสริมให้คนไม่นิยมความรุนแรง
  • ไม่นิยมเรื่องของการสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

เป็นช่วงยากครับช่วงนี้ แต่ว่าผมคิดว่าถ้าสุดโต่งไปทางหนึ่งทางใด เช่น คือว่าอยากจะควบคุมมันเสียทั้งหมดนี้ ผมว่ามีแต่จะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ในทางกลับกัน เราละเลยทั้งหมดก็ไม่ได้เพราะว่าเราอยู่ในช่วงรอยต่อ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ที่ถามประเด็นนี้ก็คือว่ามันมีกลไกของรัฐนะครับ ด้วยความที่เขาอาจจะตามไม่ทันสถานการณ์ กลไกของรัฐนี้ มีการโพสต์ข้อความไป มีการขยายผลในสื่อของวิทยุชุมชน เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองนะครับ กลไกเหล่านั้น กลไกของรัฐเองตามไม่ทันต่อสภาวการณ์ที่เขาใช้ การจัดเพื่อเป็นเครื่องมือ"

อภิสิทธิ์: "คือผมก็ได้ทำความเข้าใจกับทางเจ้าหน้าที่ หลายเรื่องเป็นเรื่องซึ่งจะบอกว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ไม่เชิง แต่ว่าเป็นเรื่องซึ่งยังขาดความชัดเจน

กรณีวิทยุชุมชนก็เหมือนกันครับ บังเอิญเราก็มาอยู่ในช่วงรอยต่อของกฎหมายที่จะต้องมี กสทช. และตัว กทช. ปัจจุบันก็เหมือนกับเป็นการจัดระเบียบชั่วคราวในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพื่อที่จะนำมาสู่การมีระบบใบอนุญาต

แต่ประเด็นก็เป็นอย่างนี้อีกนะครับ สมมติว่ามีสถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่ง มีผู้จัดรายการ ผมก็บอกไปแล้วว่าถ้าผู้จัดรายการพูดข้อความที่ผิดกฎหมาย อย่างที่ผมเรียนนะครับ ยกตัวอย่างว่าเชิญชวนไปเผาบ้านเผาเมือง เชิญชวนไปอย่างนั้นอย่างนี้ คือหลายคนบอกว่าไปวิทยุชุมชน

ผมบอกว่าก้าวแรกนี่จริง ๆ ตัวคนพูดทำผิดอาญา อย่างนี้ควรจะดำเนินการกับตัวบุคลคลก่อน เพราะว่าเรื่องสถานีก็จะเป็นกรณีคล้าย ๆ กับเว็บไซต์บ้าง สถานีโทรทัศน์บ้างว่าบางทีตัวผู้รับใบอนุญาตเจ้าของสถานี ถ้าเป็นรายการสด ถูกไหมครับ ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมไว้ต่อ แถมบางทีก็ไม่ใช่ตัวคนจัดรายการเสียอีก มีคนโทรศัพท์เข้ามาคุยกัน ใช่ไหมครับ แต่ว่าเรานี้ต้องรู้จักพยายามทำให้สังคมใช้สิทธิเสรีภาพอยู่ในขอบเขตให้ได้ และการดำเนินการเรื่องนี้ก็จะไม่ละเลย

แต่เวลาที่สมมติว่าสถานีไหนเริ่มมีพฤติกรรมชัดเจนก็จะต้องเข้าไปดำเนินการ แต่เราก็จะเห็นใช่ไหมครับว่าเวลาเข้าไปดำเนินการก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งร้องขึ้นมาทันทีว่า ไปสร้างเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพยายามเรียกร้องในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้คือว่า ขอให้ทุกคนทำจิตใจให้เที่ยง และก็ดูว่าแต่ละเรื่องที่รัฐบาลหรือการใช้อำนาจของภาครัฐจะเป็นอย่างไร เพราะผมเป็นคนที่ยืนยัน และผมคิดว่าผมพิสูจน์มา ๑ ปีนะครับว่าผมไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพใคร แต่ผมต้องรักษากฎหมาย ไม่มีเรื่องว่าผมไม่ชอบดำเนินการ ผมไปปิดจะไม่มี คนที่ไม่ชอบ ที่ผมไม่ชอบหรือไม่ชอบผม จัดรายการได้ แต่ถ้าคุณทำผิดกฎหมาย ละเมิดกติกาของบ้านเมือง ผมไม่มีทางเลือก เพราะไม่อย่างนั้นผมก็จะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ผู้ดำเนินรายการ: "วันนี้มาจากหลายจานหลายสี สบายใจได้ว่านายกฯ จะไม่เข้าไปควบคุมแทรกแซงใคร"

อภิสิทธิ์: "ผมก็ยืนยันตราบเท่าที่ไม่ทำ... อย่างที่ผมบอกคุณจะวิจารณ์ผมรุนแรงอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าคุณเริ่มบอกว่าไปเผาทำเนียบฯ อย่างนี้ผมบอกคุณไม่มีสิทธิ์ ถึงคุณจะชอบผม ไปบอกว่าไปเผาพรรคฝ่ายค้าน ผมบอกอันนี้ก็ไม่ได้ ผิดเหมือนกัน

เราต้องเรียนรู้ว่าการใช้สื่อในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์แสดงออก แน่นอนบางทีก็ต้องออกเว็บบ้าง ผมก็เข้าใจ ใช่ไหมครับ หรือพูดกันเรียก ๆ เลิก ๆ ก็คงไม่มีคนฟัง เข้าใจ ก็วิพากษ์วิจารณ์ธรรมดา แต่มันต้องมีขอบเขต"

... ผู้ดำเนินรายการ: "วันนี้หลายคนก็สงสัยว่ามีจานหลาย ๆ สี มาถามนายกฯ แบบนี้ นายกฯ เห็นอะไร เห็นพลังเห็นจุดดีจุดเด่นอะไรของพวกทีวีดาวเทียม ทีวีเคเบิล"

อภิสิทธิ์: "คือ ๓ - ๔ สัปดาห์แล้วที่ผมจัดรายการในรูปแบบนี้ เพื่อที่จะบอกว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่เปิด นักข่าวเป็นตัวแทนของประชาชนในคำถามของความสงสัย ความคิด ว่าทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้

รัฐบาลนี้ผมพยายามพูดมาตลอดว่ามีความเป็นประชาธิปไตย แล้วผมก็ต้องการสร้างบรรทัดฐาน สภาฯ ผมไปตอบกระทู้ ถ่ายทอดสดกระทู้ถามสด เดี๋ยวโฆษณา เดี๋ยวคุณเฉลิมโวยวาย คุณเฉลิมก็เคยให้ถ่ายทอดสดการไม่ไว้วางใจ ผมว่าเป็นประเพณีที่ดี

สื่อมวลชนอย่างที่บอกตอนต้น เราไม่แทรกแซงก้าวก่ายการทำงาน และเราต้องพร้อมที่จะตอบคำถาม ตอนแรกบางคนมาต่อว่าว่าผมทำอย่างนี้เป็นการแทรกแซงสื่อรูปแบบใหม่ อยากจะยืนยันนะครับว่า ไม่มีสคริปต์ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เราก็เปิดโอกาสให้มาถามกัน ทีนี้ทีวีดาวเทียม"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ ครับเขาบอกให้เราหมดเวลาครับ"

อภิสิทธิ์: "ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราขอเอา คือจานหลายสีผมบอกว่ามันเป็นวิถีชีวิตของสมัยใหม่ มันไม่ใช่เฉพาะจานครับ ทุกเรื่องครับ ดนตรี ศิลปะ บันเทิง เดี๋ยวนี้ก็คือว่าคนมีทางเลือก และจะเสพ จะฟัง จะดู ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่เป็นปัญหา

เพียงแต่ว่าผมอยากฝากข้อคิดว่าถ้าสังคมยังไม่เรียนรู้การอยู่กับความหลากหลาย แล้วก็เดิมสังคมเป็นสังคมซึ่งเรามีข้อมูลชุดเดียวกัน พวกเราก็อาจจะอายุต่างกันไม่มากนะครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็เติบโตมาด้วยข้อมูลหรือว่าการบริโภคสื่อด้วยกัน มันก็พูดคุยกันง่าย แต่ว่าเวลาแต่ละคนต่างอยู่ในมุมของตัวเอง มีข้อมูลของตัวเอง ดูเฉพาะเว็บไซต์กลุ่มของตัวเอง อ่านเฉพาะหนังสือในกลุ่มของตัวเอง แล้วไปคุยกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันคุยกันยากเหมือนกันนะ แต่ว่าผมก็ไม่รู้นะครับอันนี้มาจานคนละสีไม่เกี่ยวกับสีเสื้อใช่ไหมครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ดิฉันมองต่างว่าคือเราเป็นสังคมที่ไม่ควรไปป้ายสี เราอยู่บนความหลากหลาย แต่ว่าในจุดที่เราเป็นอยู่นี้เราน่าจะเคารพความเป็นวิชาชีพกัน อย่างที่ท่านนายกฯ บอกคือการตรวจสอบกันเองอันนี้น่าจะเป็นจุดที่เราน่าจะอยู่ร่วมกันได้

อภิสิทธิ์: "มันไม่เป็นปัญหา เพียงแต่ผมบอกว่าก็อยากให้คนมีความเปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างไว้ เพราะบางทีพอเรา พูดง่าย ๆ ว่าอยู่กับมุมเดียว ๆ ๆ นี้ เวลาไปเจอมุมอื่นเข้ามันไม่ง่าย โดยเฉพาะถ้าเรายังไม่มีความคุ้นเคย ถ้าสังคมได้ผ่านสิ่งนี้ไปอีกระยะหนึ่งแล้วเราเริ่มรู้แล้วว่าไม่เป็นไรนี่ คุณกับผมก็คุยกันได้ แต่ว่าเอาละเรารู้แล้วละคุณคิดอย่างนี้ ไม่ต้องมาพูดกันละ ผมพูดกับคุณคุณก็ไม่เชื่อผม คุณพูดมาผมก็ไม่เชื่อคุณ แต่เรารู้จักอยู่กันได้ มีกติกาว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างไร มันก็ไปได้"

ผู้ดำเนินรายการ: "นั่นคือไม่พูดในเรื่องที่ไม่ถูกใจกัน"

อภิสิทธิ์: "วันนี้ผมก็ขอบคุณนะครับเพราะว่าผมก็ไม่รู้ว่าคิดตรง คิดต่างกันอย่างไร แต่ก็สามารถมาตั้งวงคุยกันได้ มันต้องเป็นอย่างนี้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "อยากให้สังคมไทยเป็นแบบนี้นะครับ ก็ถือว่าสังคมไทยอย่างที่ท่านนายกฯ ว่านะครับ ผมเองก็เพิ่งได้เห็นที่ท่านนายกฯ พูดถึงสังคมไทยเริ่มมีการปรับเปลี่ยน นึกไม่ถึงสังคมมีความ เขาเรียกจานคนละสี เป็นการเรียนรู้ใหม่ของสังคม ผมคิดว่าทฤษฎีนี้อยากให้สังคมได้ช่วยคิด "

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ยุบสภาฯ: เงื่อนไขน้อยลง แต่ต้องให้ประชาชนมีทางเลือกแท้จริง

... นายกฯ ย้ำไม่เอาประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง ยินดียุบสภาฯ หากเป็นทางออกที่ดี เงื่อนไข ๓ ข้อที่เคยวางขณะนี้ไม่ติดใจเรื่องเศรษฐกิจ เพราะดีขึ้นมาก ให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกา ถ้าจริงใจต้องเปิดโอกาสให้ทุกพรรคทำงานได้เต็มที่ไม่แบ่งพื้นที่และฝักผ่าย เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง ยืนยันรัฐประหารไม่ใช่ทางออก ส่วนจะอยู่ต่อ ยุบสภาฯ หรือลาออกตอบล่วงหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

... ผู้ดำเนินรายการ:
 "พูดถึงกติกา  นายกฯ คะทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวเขาก็จะมีกติกาเงื่อนไขเขามาโดยตลอด  ก็ล่าสุดนี้การยุบสภาฯ เป็นกติกาล่าสุดที่เขาจะเสนอ  แล้วขาบอกว่าอาจจะเป็นแนวทางนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่อะไรก็ตาม  หลายข้อเสนอมีแนวคิดนี้มา  กับข้อเสนอเหล่านี้นายกฯ มองอย่างไรคะ"
 
อภิสิทธิ์: "ผมนี่นะครับคงจะเป็นนายกฯ คนเดียวที่พูดว่ายินดีที่จะยุบสภาฯ
แต่การยุบสภาฯ นี้ถ้าบอกว่ายุบเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์  แล้วก็ยุบเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ดีขึ้น  ผมก็เคยพูดไว้ชัดเจนว่า  มันมีเงื่อนไขที่ผมอยากจะวางไว้ ๓ ข้อ 

[ข้อแรก] ขณะนี้ผมไม่ติดใจแล้ว  ข้อแรกก็คือเรื่องเศรษฐกิจ  คือตอนนั้นเศรษฐกิจกำลังเกิดวิกฤต  เรากำลังจะต้องมีความชัดเจนว่าจะฟื้นตัวอย่างไร ใช่ไหมครับ เราก็บอกว่าถ้าเกิดเราไปยุบสภาฯ ตอนนี้  แล้วก็คนมีความกังวล  ตกใจ แตกตื่น ความไม่แน่นอนมากขึ้น  แล้วมันซ้ำเติมเศรษฐกิจลงไป  คนตกงานมากขึ้น  เกิดความวุ่นวาย  มันก็คงไม่ดีแน่สำหรับเสถียรภาพของบ้านเมือง  ก็บอกว่าให้เศรษฐกิจฟื้นแข็งแรงหน่อย  วันนี้ผมว่าใช้ได้แล้วละ ใช้ได้แล้ว"

ผู้ดำเนินรายการ: "ในเรื่องนี้  แต่ว่าถ้าได้นานกว่านี้ก็ยิ่งดี"
 
อภิสิทธิ์: "[ข้อที่ ๒] บอกยุบสภาฯ แล้วจะสมานฉันท์นี้  ผมก็บอกว่ากติกาเรายอมรับกันหรือยัง คำว่ากติกายอมรับกันหรือยังหมายความว่าอะไร  หมายความว่าขณะที่มีการเรียกร้องให้ยุบสภาฯ ก็ยังมีข้อเรียกร้องว่าไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 

ทีนี้ผมถามว่าสมมติไปเลือกตั้ง  เลือกตั้งเสร็จปรากฏว่าพรรคหนึ่งชนะ  แต่พรรคนั้นทุจริตการเลือกตั้ง  เกิดนำไปสู่การยุบพรรคอีก  เรากลับมาอยู่ที่เดิมหรือเปล่า  ถ้ากลับมาอยู่ที่เดิมถามว่าแล้วมันแก้ปัญหาไหม 

ผมก็พยายามจะบอกว่ามาตกลงกันได้ไหม  กติกาจะเอากันอย่างไร  ซึ่งตอนแรกนี้หลังจากเดือนเมษายน  ก็เป็นฝ่ายที่เดินเข้าไปหาสภาฯ บอกว่าเอาสิ  มาช่วยกันคิดว่าอยากจะแก้กี่ประเด็น  เขาก็ไปสรุปมา ๖ ประเด็น 

บางประเด็นก็เป็นเรื่องก้ำกึ่งเพราะว่ามันเคยนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมเมื่อปี ๒๕๕๑ มาแล้ว  ใช่ไหมครับ  ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เอา ๖ ประเด็นนี้ไปประชามติ  วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน วิปวุฒิสภามาประชุมกับผมที่ทำเนียบฯ ตกลงกันดีเรียบร้อย  ผมก็นึกว่าเอา  ถ้าเรื่องนี้ทำเดินหน้าต่อนะครับ  ใช้เวลาอาจจะสัก ๔ – ๕ เดือน  ก็ได้เงื่อนไขคลุม  ก็ปรากฏว่าฝ่ายค้านเขาบอกเขาไม่เอาแล้ว  อันนี้ก็เป็นปัญหาอยู่  ผมก็บอกว่าถ้ายุบสภาฯ ไปสู่ความสมานฉันท์นี้  กติกาจะว่าอย่างไร 

[ประเด็นที่ ๓] ความสมานฉันท์และการยุบสภาฯ ซึ่งบอกว่าเป็นวิถีทางประชาธิปไตย  ต้องหมายความว่าการเคลื่อนไหวในทางการเมืองไม่มีเรื่องความรุนแรง  ผมก็เลยว่าถ้าจริงใจในเรื่องประชาธิปไตย  แล้วอยากให้ผมยุบสภาฯ ทำให้ผมดูหน่อยได้ไหม  ว่าเปิดโอกาสให้แต่ละพรรคการเมือง  แต่ละบุคคลสามารถที่จะไปหาเสียง ทำงาน เดินทางกัน  โดยไม่มีความรุนแรง 

วันนี้ตรงกันข้าม  มีแต่บอกว่าไม่ให้ไปที่นั่น  ถ้าจะไปที่นี่ก็ขอให้ไป  และบางครั้งพกพาอาวุธกันไป  ผมบอกว่าเวลาเราดูข่าวต่างประเทศ  แล้วบอกว่ามีเลือกตั้ง  แล้วเป็นเลือกตั้งเลือด  แล้วคิดว่าเป็นประชาธิปไตยไหม  สังคมนั้นดีขึ้นไหม 

เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะให้ยุบสภาฯ พิสูจน์กันสิครับ  ต่างฝ่ายต่างสามารถทำงานได้เต็มที่  เราก็จะได้ให้ทางเลือกกับประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ว่าไปเลือกกันเสร็จแล้วก็มาแบ่งพื้นที่กันบอกพื้นที่ตรงนี้พรรคนี้ห้ามเข้า  พื้นที่ตรงนั้นพรรคนั้นห้ามเข้า  อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย"

... ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ คะ คือตอนนี้ทุกคนในสังคมไทยอยากจะหาทางออก เชื่อว่าท่านนายกฯ เองก็มองอย่างนั้น และท่านมีดาบอาญาสิทธิ์ในมืออย่างเช่น ยุบสภาฯ หรือลาออก แต่ท่านก็บอกว่ายุบสภาฯ คงไม่ใช่ทางออกจากวิกฤต ทีนี้มันอาจจะมีข้อเสนอ"

อภิสิทธิ์: "มันจะเป็นทางออกได้ครับ ถ้ามันมีเงื่อนไขอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นถ้าผู้ชุมนุมเห็นด้วยกับตรงนี้ มาทำความตกลงกัน ไม่มีปัญหาครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้ข้อเสนอที่คิดว่าน่าจะบอบช้ำต่อประเทศน้อยที่สุดในขณะนี้ถ้าเรามอง ๆ กัน อย่างรัฐบาลอยู่ต่อไปจนครบวาระ ประคองไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ยุบสภาฯ ลาออก หรือจะสุดโต่งอย่างปฏิวัติรัฐประหาร ในฐานะท่านเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ท่านมองว่าทางไหนบอบช้ำน้อย"

อภิสิทธิ์: "ผมบอกได้เลยนะครับ

[๑.] ปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่ทางออก ไม่ว่าจะด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม และก็เป็นเรื่องแปลกในขณะนี้ว่ากลุ่มคนซึ่งอยากให้มีการปฏิวัติคือกลุ่มซึ่งกำลังอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะมีความคาดหวังว่าการปฏิวัติจะนำไปสู่การล้มกระดาน แล้วก็จะแก้ปัญหาซึ่งตัวเองก่อไว้ในอดีตได้ แต่การปฏิวัติจะไม่มีวันเป็นทางออก และผมคิดว่าคนที่จะมาชุมนุมเองก็มีปัญหากับการปฏิวัติซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีการปฏิวัติอีกนี้แผลจะยิ่งลึก

[๒.]ส่วนการจะอยู่ต่อ การจะยุบสภาฯ หรือการจะลาออกนี้ อะไรที่จะเป็นความเหมาะสมนี้เราไม่สามารถตอบได้ล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ผมยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าผมนี่ไม่ห่วงตัวเองหรอก

    • ถ้าบอกว่ายุบสภาฯ แล้วนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสำหรับประเทศ ผมก็ยุบสภาฯ
    • ถ้าบอกว่าลาออกแล้วจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสำหรับประเทศ ผมก็ลาออก
    • ถ้าบอกว่าการอยู่ครบเทอมนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสำหรับประเทศผมก็อยู่ครบเทอม

แต่ว่าอะไรละที่จะเป็นตัวบ่งบอก มันก็มีหลายอย่าง เช่น 

                         - อย่างเรื่องยุบสภาฯ นี้ชัดเจนมากเพราะมันเกิดเรื่องในสภาฯ ใช่ไหม
                           ครับ ตามระบอบประชาธิปไตย แล้วการยุบสภาฯ มันเป็นทางออกที่
                           เหมาะสมก็ยุบ 
                         - ถ้าหากว่าผมไปทุจริตคอร์รัปชั่น หรือไปทำผิด ผมก็ควรจะรับผิด
                           ชอบ ผมก็ควรจะลาออก 
                         - ถ้าหากว่าบอกว่า อย่างที่บอกข้อเสนอสมานฉันท์ ซึ่งผมก็บอกแล้ว
                           ตอนนั้นว่า ตกลงทำประชามติรัฐธรรมนูญใช้เวลาสัก ๖ เดือน
                           ระหว่างนี้คุณพิสูจน์ให้เห็นไหมว่า ตอนไปประชามติกันเราไปหา
                           เสียง ไปแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเป็นอิสระดีไหมครับ บ้าน
                           เมืองสงบ ครบ ๖ เดือนแล้วจะยุบสภาฯ เพื่อสมานฉันท์ผมก็ยินดี
 
เพราะฉะนั้นผมเป็นคนที่ไม่ได้เอาประโยชน์ตัวเองเป็นตัวตั้ง ผมกำลังเอาประโยชน์บ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ มาคุยกัน แล้วเราก็เดิน"

ผู้ดำเนินรายการ: "มีข้อเสนอเหล่านี้มาถึงนายกฯ บ้างแล้วหรือยังครับ"

อภิสิทธิ์: "ก็มีมาตลอด แล้วผมก็เป็นคนเปิดมาตลอด ผมถึงบอกว่าผมอยู่การเมืองมา ๑๘ ปีผมยังไม่เคยเห็นนายกฯ คนไหนเลยบอกว่าพร้อมจะยุบสภาฯ นะ ถ้าจะดีสำหรับบ้านเมือง

แล้วทำอย่างนี้ ๆ นี่ผมพูดให้ล่วงหน้า แต่บังเอิญคนที่เรียกร้องนี้ในที่สุดเขาก็ไม่ใช่อีก คือพอกางอันนี้ออกมาให้ชัด เป็นหลักประชาธิปไตยทั้งหมด ก็กลับไม่ยอมรับ ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องทบทวนแล้วว่ามันใช่หรือเปล่าที่บอกว่ายุบสภาฯ แล้วจะเป็นการแก้ปัญหา แสดงว่ามันเป็นเรื่องอื่นมากกว่า"

<<  แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ปฏิรูปการศึกษา: ๔ ใหม่ ผู้เรียนรู้ ครู แหล่งเรียนรู้ บริหารจัดการอย่างธรรมาภิบาล

... การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ ๒ เรียนรู้อย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต  เน้น ๔ ด้านใหญ่ ๆ คือ ผู้เรียนรู้ ครู แหล่งเรียนรู้ บริหารจัดการอย่างธรรมาภิบาล กำหนดตัวชี้วัดชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถตรวจสอบเหมือนเป็นการบ้านสำหรับตัวเอง

อภิสิทธิ์:
" ตรงนี้ก็จะเข้ามาเชื่อมโยงกับเรื่องของงานการปฏิรูปการศึกษา วันนี้และเมื่อวานนี้ที่ได้เริ่มต้นกันมา  ก็คือมีการประชุมสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา  ซึ่งเป็นรวมตัวครั้งใหญ่ของหลาย ๆ ฝ่ายในสังคม ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของคนในวงการการศึกษาโดยตรง  แต่ว่าผู้นำทางศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ ที่จะมาช่วยในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒

วิสัยทัศน์ของการปฏิรูปครั้งนี้ชัดเจนครับ

  • ต้องการที่จะให้คนไทยนั้นได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต  ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากหลักการสำคัญซึ่งได้มีการดำเนินการปฏิรูปการศึกษากันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เพียงแต่ว่าในทศวรรษแรก หรือ ๑๐ ปีแรกที่มีการปฏิรูปนั้นแม้ว่าหลายเรื่องจะดีขึ้น  เช่น โอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนโดยทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่เรามีระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา  ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบในเรื่องขององค์กรการบริหารในกระทรวงศึกษาธิการ  แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าต้องยอมรับว่าหลายเรื่องนั้น ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ 

เพราะฉะนั้นในรอบนี้ซึ่งเราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ผมได้กล่าวชัดเจนในการดำเนินนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายก็ดี  ในการประชุมสมัชชาขับเคลื่อนซึ่งได้เปิดไปเมื่อวานนี้ก็ดีว่า เราจะปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกไม่ได้  โดยไม่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในเรื่องของระบบการศึกษา และการเรียนรู้ของคนไทย  ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้จึงได้เน้น ๔ ด้านใหญ่ ๆ ที่จะถือว่าเป็น ๔ ใหม่ ในแต่ละด้านนั้นในรอบนี้เราจะมีการกำหนดตัวชี้วัด หรือตัวบ่งชี้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะทำให้คนทำงานนั้นสามารถตรวจเหมือนกับเป็นการบ้านสำหรับตัวเองได้ ว่าแต่ละเรื่องนั้นมีทิศทาง  มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

[ใหม่แรก.] ก็คือผู้เรียนรู้หรือคนไทยในยุคใหม่  ซึ่งเราต่อยอดจากแนวคิดที่บอกว่าเด็กไทย เยาวชนไทย และคนไทยจะเติบโตมาแล้ว เก่ง ดี มีความสุข  เราเพิ่มในเรื่องของการดำรงความเป็นไทย และการก้าวทันหรือรู้เท่าทันโลก และมีมาตรฐานที่เป็นสากลด้วย ซึ่งในเรื่องนี้เราก็จะมีตัวชี้วัดอย่างชัดเจน บางตัวนั้นเชื่อว่าเราสามารถจะผลักดันได้ เช่น  จำนวนปีการศึกษาที่คนไทยได้รับโดยเฉลี่ย  ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๙ ปี ก็จะผลักดันให้ได้เป็น ๑๒ ปี ในทศวรรษต่อไปเราจะสิ้นสุดถึงปี ๒๕๖๑ อย่างนี้เป็นต้น  จำนวนการศึกษาต่อในแต่ละช่วงชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็น ม.ต้น ม.ปลาย เข้าสู่อุดมศึกษาเช่นเดียวกัน

บางเรื่องก็จะเป็นเรื่องที่ยากสักนิดนะครับก็คือเราต้องการที่จะกลับสัดส่วนในส่วนของการศึกษาสายอาชีพกับสายสามัญ  เพราะว่าในปัจจุบันนั้นเราพบความเป็นจริงว่า มีผู้ที่จบการศึกษาสายสามัญออกมาแล้วหางานทำไม่ได้  ขณะเดียวกันเศรษฐกิจและสังคมกลับขาดแคลนแรงงานทางด้านที่จะต้องมีทักษะหรือได้รับการฝึกฝนทางอาชีพมา  ซึ่งจะกลับสัดส่วนจาก ๔๐ : ๖๐ เป็น  ๖๐ : ๔๐  ภายในปี ๒๕๖๑ ซึ่งไม่ง่ายนัก  เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องค่านิยม และเรื่องอื่น ๆ แต่เราได้ตั้งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือว่าในด้านนี้จะมีการตั้งตัวชี้วัดที่เป็นเรื่องของคุณภาพโดยตรง  น่าตกใจครับในปัจจุบันนั้นเวลาเราวัดผลการศึกษาของเด็กในเนื้อหาสาระหลัก ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยที่สอบผ่านนั้นจะมีเฉพาะวิชาภาษาไทย  ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์  ไม่ว่าจะเป็นสังคมหรือภาษาต่างประเทศ หรือวิชาอื่น ๆ นั้นกลับปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยของเด็กของเรานั้นไม่ถึงร้อยละ ๕๐  ตรงนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพอย่างรุนแรงที่เรากำลังเผชิญอยู่ในระบบการศึกษาของไทย 

เพราะฉะนั้นในกรณีนี้เราได้กำหนดตัวชี้วัดชัดเจนว่าเด็กทุกคนต้องสามารถผ่านในสาระหลักของวิชาความรู้ได้ และเราตั้งเป้าไว้ว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมจะต้องขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕๕ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๐ กว่า ๆ หรือใกล้เคียงร้อยละ ๔๐ อย่างนี้เป็นต้น สำหรับ

[ใหม่ที่ ๒.] คือเรื่องของครู  ซึ่งนอกเหนือจากการที่จะเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษารอบแรกในเรื่องของเงินเดือน วิทยะฐานะ และการยกระดับเป็นวิชาชีพชั้นสูงแล้ว  สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้าคือว่าเราพบว่าจะมีครูที่เกษียณเป็นหลักแสน และเราต้องการมีการผลักดันซึ่งเราได้ทำไปแล้ว  โครงการสำคัญ ๒ โครงการคือ

[๑.] โครงการครูพันธุ์ใหม่ เพื่อเข้ามาทดแทน  และ

[๒.] โครงการคืนครูให้นักเรียน เพื่อลดภาระของครู  เช่นเดียวกันครับ

ในด้านนี้ก็จะมีตัวชี้วัดอย่างชัดเจนว่า การผลิตครูตามแนวทางใหม่  การฝึกอบรมครูประจำการในปัจจุบัน และรวมไปถึงการกำหนดเพดานไปเลยว่า สัดส่วนของเวลาของครูที่จะไปใช้โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเรียนการสอน  หรือกับผู้เรียนโดยตรงนั้น  จะเป็นการกำหนดตัวเลขภาระงานไว้อย่างชัดเจน  เพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ในยุคใหม่นี้  ครูสามารถที่จะพัฒนาตนเองและทำงานได้อย่างเต็มที่  อย่างมีศักดิ์ศรีสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง

[ใหม่ที่ ๓.] ในด้านที่สาม ที่เป็นเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ชัดเจนก็คือเรื่องของสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ เช่นเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับการเป็นสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่  เรื่องนี้ได้มีการผลักดันไปแล้วส่วนหนึ่ง  ก็คือ

- นโยบายที่เราจะสร้างศูนย์เรียนรู้ประจำตำบล ซึ่งเป็นการบูรณาการ  มีทั้งเรื่องของห้องสมุด  มีทั้งเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต มีทั้งเรื่องของการฝึกอาชีพ และรวมทั้งที่ได้มีการจัดตั้ง Fix It Center ก็จะเอามาบูรณาการรวมกัน  เช่นเดียวกันก็จะไปเชื่อมโยงกับโครงการที่ผมได้พูดไปในช่วงต้นเกี่ยวกับ

- เรื่องของบ้านหลังเรียน  คือจะเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้สำคัญ  ทั้งสำหรับเด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป

เราก็จะกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าศูนย์เรียนรู้ในลักษณะนี้  จะต้องมีกระจายไปทั่วทุกแห่ง ทั่วทุกพื้นที่ และมีคุณภาพมาตรฐานอย่างไร  เหมือนกับในเรื่องของแหล่งเรียนรู้ของเด็กเล็ก  ซึ่งก็มีเรื่องของสถานดูแลเด็กเล็ก  ก็จะมีการกำหนดเป้าหมายในการขยายตัว มีมาตรการในการส่งเสริมทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และเอกชน เช่นเดียวกัน

[ใหม่ที่ ๔.] ส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของการทำระบบการบริหารจัดการใหม่ทางด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราจะเน้นก็คือ

  • การกระจายอำนาจการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น  ซึ่งเราได้มีการประเมินตัวเลขอย่างชัดเจนแล้วว่า สถานศึกษาที่ได้โอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น  ปรากฏว่ามีคุณภาพมาตรฐานหลังจากการถ่ายโอนไปแล้วดีเท่าเดิม หรือดีขึ้น  ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการที่เราให้ท้องถิ่นเข้ามาดูแลสถานศึกษามากขึ้นนั้น จะช่วยในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพ และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น
  • นอกจากนั้นเรามีปัญหาในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็ก  ซึ่งปัจจุบันนั้นใช้ทรัพยากรทางด้านการศึกษานั้นเกือบร้อยละ ๕๐ โดยที่สามารถที่จะดูแลเด็กได้เพียงสัดส่วนเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ว่าที่สำคัญคือว่าการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาทุกครั้งที่ออกมา ปรากฏว่าโรงเรียนขนาดเล็กนั้นมีปัญหามากที่สุด  เพราะฉะนั้นขณะนี้เราก็จะดำเนินการจัดทำแผน  คงจะแยกเป็น ๒ ส่วนครับ
     
    • แน่นอนโรงเรียนไหนที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล  การคมนาคม ไม่สะดวก อยู่ในแหล่งทุรกันดารนั้น  เราคงจำเป็นจะต้องทุ่มเททรัพยากรเพิ่มขึ้น  เพื่อยกระดับคุณภาพ
       
    • แต่เราก็พบเช่นเดียวกันว่าจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นั้น มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันนี้เราสามารถที่จะจัดบริการให้เด็กนั้นสามารถเข้ามาเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงในตำบลของตัวเอง  เรื่องนี้เราจะทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการในเรื่องของการรับส่งนักเรียน  และเราจะดำเนินการในการทำประชาคม  ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจว่าอนาคตของลูกหลานจะดีขึ้นอย่างไร ถ้าสามารถเข้ามาอยู่ในโรงเรียนที่การบริหารจัดการมีความพร้อมกว่า  ซึ่งทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ  ก็จะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กไปในตัวด้วย

และประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการใหม่  คงเป็นเรื่องของธรรมาภิบาล  ซึ่งอันนี้ก็จะมีการดำเนินการสร้างตัวชี้วัดเกี่ยวกับมาตรฐานเรื่องของธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสถานศึกษา หรือในระดับโรงเรียน  หรือวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย  ซึ่งจะต้องมีความเป็นอิสระมากขึ้น  วันนี้ยังเป็นอีกวันหนึ่งซึ่งยังมีกิจกรรมดี ๆ ซึ่งสมัชชาการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังดำเนินการอยู่  เพราะฉะนั้น ใครที่สนใจนั้นผมอยากจะเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้ หรือในทศวรรษที่ ๒"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ปฏิรูปตำรวจ: รอจังหวะเวลา สร้างความโปร่งใส กระจายอำนาจ ปชช.มีส่วนร่วม

... กระจายอำนาจ จากเดิมอำนาจรวบเข้ามา ทำให้ดิ้นรนขึ้นไปอยู่ที่สูง นำไปสู่ปัญหาต่างๆ เน้นประชาชนต้องมีส่วนร่วม ตรวจสอบ  เห็นใจตำรวจผู้น้อย ภารกิจมาก กระทบโดยตรง แต่งตั้ง ผบ.ตร ข้อมูลไม่ตรงกัน แต่ไม่กระทบงานดูแลประชาชน

ผู้ดำเนินรายการ:
   " ผู้คนฝากมาเยอะว่าอยากจะเห็นการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิรูปเพื่อให้กลไกรัฐทำงานให้กับประชาชน ไม่ใช่อยู่แบบเดิม ต้องไถบ้าง ตบทรัพย์บ้าง หรือไม่ก็พูดง่าย ๆ ว่าใช้อำนาจให้กับนักการเมือง ปฏิรูปได้ไหมครับ"


อภิสิทธิ์: " เป็นความตั้งใจนะครับ ผมคิดว่าได้ แล้วต้องใช้เวลา และต้องมีจังหวะเวลาเล็กน้อย  ก็บอกกันตรง ๆ ว่าผมมีความตั้งใจอยู่แล้ว  แต่ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันความขัดแย้งและความไม่ลงตัวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยังมีอยู่พอสมควร บวกกับสถานการณ์ซึ่งตำรวจเองต้องปฏิบัติภารกิจค่อนข้างมาก จังหวะขณะนี้ถ้าไปพูดเรื่องการปฏิรูป อาจจะเกิดความปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น 

เพราะฉะนั้น ความตั้งใจผมคือผมหวังว่าสถานการณ์หลายอย่างจะดีขึ้นโดยลำดับ  แล้วก็หลายอย่างในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความลงตัวมากขึ้น ก็จะต้องเดินหน้าไปสู่การปฏิรูป หลักของการปฏิรูปใหญ่ก็คือ

[๑.] มีการกระจายอำนาจ ผมคิดว่าขณะนี้การไม่กระจายอำนาจเป็นปัญหาหนึ่ง เพราะว่าอำนาจมันรวบ ๆ ๆ เข้ามา  เมื่อรวบเข้ามายิ่งอยู่สูงก็ยิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งจะต้องทำให้คนดิ้นรนในการที่จะขึ้นไปอยู่สูง ๆ แล้วพอขึ้นไปอยู่ที่สูงก็มีปัญหาอย่างที่เราบอกกันอยู่ขณะนี้  ซื้อขายตำแหน่งหรือไม่อย่างไร  ถามว่าซื้อขายตำแหน่งเอาเงินมาจากไหน เอาเงินมาจากประชาชนน่ะครับ  ใครจะควักเงินตัวเองและไปซื้อตำแหน่ง ไม่มีละครับ ก็ต้องไปเอาคืนจากที่อื่น ประชาชนก็เดือดร้อน นั่นอันที่หนึ่งนะครับกระจายอำนาจ

[๒.] ประชาชนต้องมีส่วนร่วมและได้ตรวจสอบมากกว่านี้  เวลามีอะไรไม่ถูกต้อง  ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะไปร้องกับใครอย่างไร  ถ้าหากว่าเรากระจายอำนาจได้มีส่วนร่วมมากขึ้น  ผมคิดว่าองค์กรตำรวจก็จะมีความโปร่งใสมากขึ้น  ผมคิดว่าเราต้องเห็นใจตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างมากในขณะนี้  ภารกิจก็เยอะ และโครงสร้างซึ่งรวบอำนาจอย่างนี้ และยังมีปัญหาอย่างที่เราพูดกัน  มันก็กระทบไปถึงเขาหมดทั้งสิ้น  เพราะว่าพอข้างบนมีปัญหาปั๊บ  มันก็ลงไปถึงข้างล่าง  เราก็มีปัญหาที่เหมือนกับเป็นวงจรอยู่"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วที่มันเกิดสูญญากาศของอำนาจอย่างนี้  ไม่มีผบ.ตร.มานาน ก็มีปัญหาเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งเข้ามา จนถึงขณะนี้พอจะกำหนดช่วงเวลาที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีผู้นำ"

อภิสิทธิ์:  " สูญญากาศคงไม่มีนะครับ  มันก็มีการรักษาราชการ ทีนี้ระบบของเราตามกฎหมายอำนาจการเสนอชื่อเป็นของประธาน แต่ว่าอำนาจการเห็นชอบเป็นของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.)  ครั้งสุดท้ายผมประชุม กตช. ก็พูดกันทั้งในรอบนอกรอบ ส่วนตัว ปรากฏว่าความเห็นก็ยังไม่ตรงกัน และต่างฝ่ายต่างที่มีความเห็นไม่ตรงกันก็ล้วนแล้วแต่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลสำคัญมากของแต่ละฝ่าย  ผมก็พยายามที่จะทำความเข้าใจตรงนี้  แต่ว่าหลักก็คือว่าถ้าเมื่อไหร่ที่เราสามารถเห็นตรงกันได้ มันก็เดิน แต่ระหว่างนี้ผมก็ยืนยันว่าไม่ให้ไปกระทบกระเทือนกับงานที่จะต้องดูแลประชาชน   ซึ่งความเป็นจริงตั้งแต่ประมาณปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา ผมก็จะดูสถิติมาตลอดในเรื่องของประสิทธิภาพ เราก็จะเห็นว่าจริง ๆ ขณะนี้ในเรื่องยาเสพติด  การจับกุมมากกว่าทุกยุค  และก็จับรายใหญ่กว่าทุกยุค  และเริ่มจะทลายเข้าไปสู่เครือข่ายที่สำคัญเรื่องยาเสพติด  อันนี้ก็เดิน  การจัดระเบียบสังคม ผมก็จี้อยู่ตลอดเวลา  ก็สามารถทำได้  แต่จะไม่ให้กระทบกับบริการประชาชน"

ผู้ดำเนินรายการ:  " อีกนานไหมคะเราจะได้ ผบ.ตร.คนใหม่"

อภิสิทธิ์:  " ต้องถาม กตช.ทุกท่าน เพราะว่ามันไม่ใช่การตัดสินใจ"

ผู้ดำเนินรายการ:  " เห็นบอกว่าทำความเข้าใจกันมาหลายรอบแล้ว"

อภิสิทธิ์:  " ก็ยังเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ปฏิรูปรถไฟ: อนุมัติแล้ว ราง เส้นทาง ความเร็ว ตรวจสอบ

... รางคู่ คือ ทำเป็นทางคู่ เฉพาะจุดที่รถไฟส่วนกัน เพื่อรถไฟความเร็วสูง วิ่งได้ ๑๐๐-๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเพิ่มเส้นทางเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน มีการวางระบบตรวจสอบที่ดี ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น 

ผู้ดำเนินรายการ:
  " ท่านนายกฯ ครับพูดจากความรู้สึกนะครับว่าบ้านเมืองของเรา ผมเองอยากเห็นรถไฟรางคู่ วันนี้บ้านเมืองของเรา  เราสร้างถนนกันมาก ทางด่วนก็มาก ไปเชื่อมกรุงเทพฯ ไปโคราช  โคราชแล้วก็ต่อไปเชียงใหม่  ทำอย่างไรที่จะเกิดรถไฟรางคู่เชื่อมเหนือลงใต้ไปถึงสิงคโปร์ จากอีสานลากเข้ากรุงเทพฯ ได้ อยากให้ทำครับ"

 
อภิสิทธิ์:  " อนุมัติหลักการไปแล้วในขณะนี้ หลักอาจจะไม่ใช่บอกว่าทางคู่ทั่วประเทศ  คำว่า “ทางคู่” หมายความว่าทำอย่างไรเราไม่เสียเวลา คือรถไฟสวนกันไม่ได้  และต้องคอย  เราก็ทำแผนว่าตรงไหนบ้างที่เราทำให้เลี่ยง ไม่ให้เกิดจะต้องมาสับหลีกกันอย่างนี้  เราก็ทำเป็นทางคู่  ไม่จำเป็นต้องตลอดทาง เฉพาะจุดที่รถไฟจะสวนกันก็ทำเป็นทางคู่  บวกกับการที่จะต้องฟื้นฟูตัวราง  ต้องยอมรับว่าสภาพรางหลายพื้นที่แย่มาก ๆ" 
 
ผู้ดำเนินรายการ:  " คือรางบ้านเราเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน"

อภิสิทธิ์:  " ตรงนั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะไปถึงตรงนั้น  คือรางคู่เพื่อที่จะได้เป้าหมายว่า

[๑.] ปัจจุบันรถไฟวิ่งอยู่ประมาณ ๕๐-๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เราก็บอกว่าจะลงทุน ๑๕๐,๐๐๐ ล้าน  อันนี้ทำตัวเลขมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว  รถไฟจะวิ่งได้ ๑๐๐-๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ในทุกเส้นทางที่เรามี อันนั้นอันที่หนึ่ง

[๒.] เส้นทางที่จะต้องเพิ่ม เส้นทางที่จะต้องเพิ่มก็คือต้องการไปเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นเหมือนกันว่าอยากจะเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน จริง ๆ รางขนาดที่เราเป็นอยู่นี่เชื่อมได้  แต่ว่าเชื่อมกับจีนไม่ได้  เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามเวลาจีนจะมา ผ่านเวียดนาม หรือสมมติผ่านลาว หรือจะผ่านพม่าลงมา  จุดใดจุดหนึ่งต้องมีการไปสับระหว่างรางแคบไปเป็นรางกว้าง  แต่ว่าสำหรับเรากับเพื่อนบ้าน  รางเล็กนี่ต่อ  เราก็จะทำสายเด่นชัย-เชียงราย ที่จะเชื่อมไปทางโน้น  และที่จะเป็นใหม่สุดก็เป็นบัวใหญ่ไปที่นครพนม และข้ามไปที่ฝั่งลาว ออกเวียดนาม และเชื่อมต่อไปจีนได้ 

[๓.] คือรถไฟความเร็วสูง  ตอนนี้กำลังรอเสนอเข้า ครม.เศรษฐกิจว่าจะเอาเส้นไหนก่อน แต่แนวโน้มก็อาจจะเป็นว่าถ้ากรุงเทพฯ – ระนองวิ่งได้สักชั่วโมง ๑๒๐ ชั่วโมงกว่า ๆ  หรือว่าถ้ากรุงเทพฯ – เชียงใหม่  ๓-๔ ชั่วโมง  ก็กำลังมาดูความคุ้มค่า 

ทั้งหมดนี้อนุมัติในหลักการแล้ว และภายในปีนี้จะต้องจบ  คือบางเรื่องสามารถจะเริ่มทำได้  และบางเรื่องต้องจบเลยว่า ใช้เงินจากที่ไหน  และก็เริ่มลงทุน  อันนี้เป็นเป้าหมายชัดเจน"

ผู้ดำเนินรายการ:  " อยากเห็นก่อนนายกฯ แก่ครับ"

อภิสิทธิ์:  " ใช้ตอนที่เราแก่แล้ว"

ผู้ดำเนินรายการ:  " อย่างโครงการใหญ่ ๆ ก็ใช้งบประมาณเยอะ ปฏิเสธไม่ได้งบประมาณเยอะ การไปดูแลเรื่องของช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่น  เราวางไว้พร้อม ๆ กันไหมคะ"

อภิสิทธิ์:  " ถูกต้องเลยครับ  และก็โครงการของรถไฟเองส่วนหนึ่งคือเราจะต้องวางระบบของการตรวจสอบที่ดีด้วย" 
 
ผู้ดำเนินรายการ: " มั่นใจได้ใช่ไหมคะว่าไม่น่าจะมีปัญหาตามมาอีก"

อภิสิทธิ์:  " มั่นใจได้ครับ"

 << แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: วันสตรีสากล พื้นที่สำหรับเด็ก ข้าวจากเกษตรกร ปัญหาภัยแล้ง การทำงานพรรคร่วม

... บทบาทผู้หญิงทัดเทียมไม่แพ้ผู้ชาย
อภิสิทธิ์ : "แต่ว่าในช่วงต้นนี้ผมขอรายงานให้พี่น้องประชาชนทราบถึงเรื่องนโยบายสำคัญ ๆ รวมทั้งเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งจะได้พูดในช่วงท้ายด้วย ประเด็นแรกคงอยากจะขอเรียนก่อนว่าในวันพรุ่งนี้คือเป็นวันที่ ๘ มีนาคมนั้น เป็นวันสตรีสากล  และปีนี้ค่อนข้างที่จะพิเศษเพราะว่าจะเป็นการครบรอบ ๑๐๐ ปีของวันสตรีสากล ต้องยอมรับครับว่าใน ๑๐๐ ปีที่ผ่านมานั้น 

    • ความก้าวหน้าของสตรีในเรื่องของสิทธิ ในเรื่องของโอกาสได้เพิ่มขึ้นมาก 
    • แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับความจริงเช่นเดียวกันว่ายังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่สังคมของเรานั้นคงจะต้องช่วยกันในแง่ของการเปิดโอกาสให้กับผู้หญิง ให้กับสตรี
                -ในเรื่องของการมีความก้าวหน้าทางด้านอาชีพการงาน 
                -ความเสมอภาคในด้านต่าง ๆ
    • จริงอยู่ครับในกฎหมายภายในรัฐธรรมนูญนั้นมีบทบัญญัติชัดเจนว่า สิทธิของหญิง ชาย นั้น มีความเท่าเทียมกัน และในปัจจุบันนั้นเราก็มีสตรีหรือผู้หญิง ซึ่งมีความรู้ความสามารถ และสามารถก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารในระดับสูงได้ 
      • อย่างในรัฐบาลในปัจจุบันต้องถือว่าคนที่รับผิดชอบที่เป็นผู้บริหารสูงสุดในด้านกฎหมาย ก็คือท่านเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
      • ทางด้านงบประมาณคือท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

และทางด้านบุคลากรก็คือสำนักงาน ก.พ. เลขาธิการก.พ.
ทั้ง ๓ ท่านเป็นสตรีด้วยกันทั้งสิ้น และได้ทำงานโดยได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ซึ่งผมถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทได้ทัดเทียมไม่แพ้ผู้ชาย 

    • อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่มีการสำรวจเรายังพบอยู่ว่าโอกาสของสตรีนั้น  แม้ว่า
      • ในเรื่องการศึกษาดีขึ้นมาก และจนขณะนี้ตัวเลขของผู้หญิงที่เรียนในระดับที่สูงขึ้นนั้น  อาจจะมีสัดส่วนมากกว่าผู้ชายแล้วด้วยซ้ำ การเข้าสู่ การทำงานก็ดูมีความเท่าเทียมมากขึ้น 
      • แต่ก็ยังพบความจริงว่าค่าตอบแทนในรูปของเงินเดือนและในเรื่องอื่น ๆ นั้น ถ้าเทียบกับผู้ชายแล้วยังมีลักษณะซึ่งบ่งบอกว่าอาจจะยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่ คือต่ำกว่า
      • และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามาสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงนั้น ก็จะพบว่าสัดส่วนของผู้หญิงก็จะลดลงไป ถ้าเทียบกับในช่วงที่เข้ามาสู่การทำงาน
    • เพราะฉะนั้นการดำเนินการในเรื่องของการสนับสนุนส่งเสริมสถานภาพสตรีนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาล และผมหวังว่าภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนก็จะช่วยกันสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งการปรับทัศนคติในส่วนของสังคมไทยที่มีต่อสตรีให้สอดคล้องกับการที่จะส่งเสริมสถานภาพสตรีอย่างแท้จริง 

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นวันสตรีสากลที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ และผมเองก็จะได้มีโอกาสพบกับตัวแทนผู้แทนของผู้ใช้แรงงานสตรีด้วยในวันพรุ่งนี้เพื่อรับข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องในส่วนของแรงงานสตรี"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชน
อภิสิทธิ์ : "คาบเกี่ยวกันครับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสังคมที่รัฐบาลได้ผลักดันอย่างชัดเจน

ในส่วนแรก[1.]ก็คือการที่ได้มีการจัดการมอบรางวัลโครงการที่เราเรียกว่า Child Watch ซึ่งเป็น โครงการที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานทางด้านการวิจัย คือ
          -สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
          -สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 
          -และสถาบันรามจิตติ  
ซึ่งได้ติดตามและรวบรวมตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ

  • การสำรวจสถานภาพว่าปัจจุบันนั้นปัญหาสังคมคือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยเริ่มมีการเจาะลึกมากขึ้นเป็นรายจังหวัด เป็นรายพื้นที่ 
  • พร้อม ๆ กันนั้นก็ได้มีการกระตุ้นให้เกิดการจัดทำโครงการที่มีความสร้างสรรค์ เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคประชาสังคม และจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งวันนั้นก็มีหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลไปเช่นเดียวกัน 

[2.]หลักก็คือว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่าปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นหลายครั้งเราจะบ่นในเรื่องของปัญหาที่เด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง 
          -จะเป็นปัญหายาเสพติด 
          -จะเป็นปัญหาเด็กติดเกม 
          -รวมถึงปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ
ซึ่งเราพบว่ามีเด็กและเยาวชนนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงก็คือว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ

  • เราต้องสามารถที่จะดูแลและสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนของเราให้มากที่สุด
    ในการเข้าไปมีกิจกรรมสร้างสรรค์ 
  • เพราะฉะนั้นการมีพื้นที่สร้างสรรค์ 
             -จะเป็นลานกีฬา 
             -จะเป็นแหล่งเรียนรู้ 
    ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะเรียนว่าในช่วงปีเศษ ๆ
  • ที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง มีโครงการดี ๆ เช่น 
             -บ้านหลังเรียน
             -การมีศูนย์เรียนรู้ประจำตำบล
             -การเพิ่มแหล่งเรียนรู้ จะเป็นห้องสมุด
             -หรือการจัดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต 
    ที่ให้เด็กและเยาวชนไปใช้ในทางสร้างสรรค์ ล้วนเป็นแนวทางสำคัญทั้งสิ้น 

[3.]ซึ่งผมอยากจะเรียนย้ำครับว่าในเรื่องนี้คงไม่ใช่ภาระหน้าที่ของภาครัฐอย่างเดียว จะเป็นสถาบัน
                  -ครอบครัว 
                  -สถาบันทางศาสนา 
                  -จะเป็นหน่วยงานต่าง ๆ 
                  -และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นั้นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างชัดเจน และผมได้ย้ำไปแล้วว่าต่อไปนี้จะเป็นนโยบายด้วยว่าในเรื่องของการ สนับสนุนงบประมาณที่ทำยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาจังหวัดนั้น ขอให้มีการสรุปตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสังคม เด็กและเยาวชนเข้าไป เพื่อที่เราจะสามารถกระตุ้นให้ทั้งจังหวัด ให้ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมาร่วมกันผลักดันงานทางด้านเด็กและเยาวชนให้เป็นไปในลักษณะที่มีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง" 

 << แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... ก.พาณิชย์ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวจากเกษตรกร
อภิสิทธิ์ : "หันมาดูเรื่องของเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ปัญหาเรื่องข้าว เป็นปัญหาซึ่งได้รับการร้องเรียนมาค่อนข้างมากในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ขอเรียนว่าขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ไปดำเนินการในมาตรการแทรกแซงที่เราเรียกว่า มาตรการตั้งโต๊ะซื้อข้าว เพื่อยืนยันว่าราคาอ้างอิงที่รัฐบาลประกาศนั้น เป็นราคาตลาดที่แท้จริง  ก็ได้มีการดำเนินการไปแล้วในส่วนของภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และขณะนี้ก็มีเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาจากปริมณฑลด้วย อย่างเช่น จังหวัดปทุมธานี  ซึ่งผมได้ขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปติดตามเรื่องนี้

นอกจากนั้นครับโครงการประกันรายได้ในรอบ ๒ ก็เริ่มต้นแล้ว มีการขึ้นทะเบียน  มีการเริ่มทำสัญญา และก็การประกาศราคาอ้างอิง ราคาประกันก็จะนำไปสู่การชดเชยต่อไป  อันนี้ก็จะต้องดำเนินการเร่งรัดเพื่อให้ทันกับข้าวที่จะออกมาเป็นจำนวนมากในเดือนมีนาคมนี้ ก็ขอเรียนยืนยันว่า โครงการประกันรายได้เป็นโครงการซึ่งพี่น้องเกษตรกรทุกรายได้ประโยชน์  เพราะฉะนั้นรีบดำเนินการในเรื่องของการที่จะทำประชาคม จดทะเบียน ทำสัญญา และจะมีโอกาสมารับเงินชดเชย  ส่วนถ้าหากว่ากรณีช่วงไหนที่ตลาดมีปัญหาเราก็จะใช้มาตรการแทรกแซงอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... ความร่วมมือบริหารจัดการน้ำจากจีน แก้ภัยแล้ง
อภิสิทธิ์ : "เกี่ยวข้องกับเกษตรกรเช่นเดียวกันครับ ก็คือเรื่องของภัยแล้ง เรื่องนี้ขอเรียนว่ารัฐบาลและผมนั้นได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์น้ำ ทั้งปัญหาภัยแล้ง ถือว่าเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด มาตรการความช่วยเหลือมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ถ้าพี่น้องประชาชนมีปัญหาในเรื่องนี้ก็ขอให้แจ้งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เราจะเข้าไปดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้มีความสนใจมากในเรื่องปัญหาของแม่น้ำโขง ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างรุนแรง แล้วก็มีข้อสงสัยอยู่ว่าจะไปเกี่ยวข้องกับประเทศจีนหรือไม่อย่างไร  แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราก็พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงนั้นลดต่ำลงมาก ผมเองได้บอกกับกระทรวงการต่างประเทศ และในวันนี้พรุ่งนี้ที่จะมีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนของประเทศจีน ก็จะได้เน้นย้ำ ว่าจะขอให้จีนนั้นได้ให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้ภูมิภาคนี้คือปลายน้ำที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย คือประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงนั้นได้รับผลกระทบด้วย 

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการในทุกวิถีทางในการที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากภัยแล้ง แต่ก็ต้องขอความร่วมมืออีกครั้งหนึ่งว่าเราได้ไปทำประชาคมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำต่าง ๆ ก็ขอความร่วมมือ ในเรื่องของการปลูกข้าวนาปรัง และในเรื่องของการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งจะต้องร่วมกันบริหารจัดการ เพราะว่าที่สำคัญที่สุดคือเราต้องมีน้ำใช้เพียงพอสำหรับข้าวนาปี ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... การทำงานกับพรรคร่วม
ผู้ดำเนินรายการ: "หมายถึงพรรคร่วมด้วยกัน  เพราะว่ากับประชาชนนายกฯ คุยได้อยู่แล้ว"

อภิสิทธิ์: "พรรคร่วมก็คุยไม่ยากหรอกครับ ทำงานในครม.ไปถามรัฐมนตรีทุกท่านเลยครับ ว่าเวลาเสนอเรื่องเข้ามาเราก็คุยกัน หลักก็คือเรามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โครงการไหนซึ่งเป็นโครงการที่ดี ก็สนับสนุน โครงการไหนเราช่วยกันคิด มันมีปัญหาเราก็ท้วงติง ก็เท่านั้นเอง  แต่ว่าเรารับผิดชอบร่วมกัน ทีนี้ที่ผ่านมาถามว่ามีปัญหาบ้างไหม ก็มีบ้างแต่ไม่มาก แต่จริง ๆ แล้วกับพรรคร่วม โดยเฉพาะกับรัฐมนตรีหลายท่านในครม. ผมก็ยังไม่เคยไปทะเลาะกับใคร"

ผู้ดำเนินรายการ: "หลัง ๆ มานี้ทำไมคุณบรรหาร คุณชุมพล มาตั้งประเด็นในช่วงนี้  ทำไมมาพูดเอา"

อภิสิทธิ์: "ก่อนการชุมนุมใช่ไหมครับ คือ เรื่องของพรรคชาติไทยพัฒนาก็มีประเด็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเราก็มองไม่ตรงกัน และพูดกันตั้งแต่ต้นว่ามันมีบางประเด็นที่เรามองไม่ตรงกัน แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้น ทางเขาก็เสนอเข้าสู่สภาฯ  ก็เป็นกระบวนการของสภาฯ ไป และก็คุยตรงกันแล้ว รัฐมนตรีชุมพลคุยกับผมท่านก็บอกเข้าใจกันดี เรื่องนี้เรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่เรื่องฝ่ายบริหาร แต่ว่าคุณชุมพลในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีความคิดเห็นในทางการเมือง และคุณชุมพลก็เท่าที่ผมติดตามการทำงานของท่าน จะเป็นคนที่มีความห่วงใย อาจจะมองปัญหาความขัดแย้ง และก็คิดมันคุยกันได้ ผมก็บอกว่าถ้าท่านจะคุยกันก็คุยได้ ไม่มีปัญหา แต่ว่าคุยเสร็จแล้ว ถามว่าข้อเสนอถ้ามันขัดกับประโยชน์ส่วนรวม เราก็คุยไม่ได้ เราก็เดินต่อไม่ได้ แต่คุยก็คุยได้ แต่ถ้าคุยกันแล้วเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนรวม เป็นเรื่องความถูกต้อง เป็นเรื่องประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่มีปัญหาเลย

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่แปลก ๆ นะครับมายกประเด็นเอาท้าวมาลีวราช  มายกเอาในช่วงที่"

อภิสิทธิ์: "ก็รู้สึกท่านพล.ต.สนั่นก็ยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายค้าน เรื่องเขาจะเสนอชื่อท่านเป็นนายกฯ  ก็เป็นเรื่องที่นักการเมืองก็พูดอยู่"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ ครับขอถามอีกสักนิดว่าในการทำงานของพรรคร่วม  มีข่าวเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งมาเรียนโรงเรียนนายอำเภอ มีข่าวเรื่องของการทุจริตการซื้อขายตำแหน่งวิ่งเข้าหานักการเมือง  การทำงานในพรรคร่วม กับพรรคภูมิใจไทย  ลำบากไหม"

อภิสิทธิ์: "เรื่องการเป็นรัฐบาลผสม  มันอาจจะดูว่ามันยุ่งยากกว่า เพราะว่าอาจจะมีความคิดที่ต่างกัน  แต่เราก็พูดคุยกันว่าหลักการทำงานคืออะไร ทีนี้เรื่องที่ถามถ้าบอกเป็นเรื่องการทุจริต หรือการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาจจะมีปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง อันนี้ก็ชัดเจนว่ายอมไม่ได้ ถ้าจะให้เกิดขึ้น กรณีโรงเรียนนายอำเภอ ป.ป.ช.เขาสอบอยู่ ผมตรวจสอบแล้ว ป.ป.ช.เขาสอบอยู่ เขาก็จะมีข้อยุติออกมา ออกมาอย่างไรก็ต้องดำเนินการ ชัดเจนและที่เรียกกันว่ากฎเหล็กอะไรต่าง ๆ ก็ต้องใช้กันไป ส่วนการซื้อขายตำแหน่งอื่น ผมก็ได้บอกแล้ว ถ้ามีข้อมูลที่เข้ามามีพฤติการณ์ที่ระบุชัดเจนเพียงพอที่จะสอบสวน เราก็ทำ แต่อย่าไปบอกเฉพาะพรรคร่วม ตำรวจบอกมีข่าวซื้อขายตำแหน่ง ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วม จะบัตรสนเท่ห์ระบุพฤติการณ์ชัดเจนมา ผมก็ตั้งกรรมการสอบ พล.ต.อ.วสิษฐ ก็สอบอยู่"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น. และ เวลา๒๐.๔๐-๒๑.๐๐น.


คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊กเพื่อชม ชุมนุมตามรธน.,กม.ความมั่นคง, ยุบสภาฯลาออก VDO รายการเต็ม  


(กลับไปด้านบน)