ปรองดองรวมพลังไม่ใช่ถูกผิด สร้างกลไกก้าวข้ามรบ. ปรับโครงสร้างระบบ วิธีรับฟังความคิด การเคลื่อนของอำนาจรัฐ บทบาทคนรุ่นใหม่ แก้ปมแล้ง หนี้สิน ที่ทำกิน (๒๐ มิ.ย. ๕๓)

- ปรองดอง เป็นการรวมพลังแก้สาเหตุความขัดแย้ง ไม่ใช่ปรองดองถูกผิด
- ปฏิรูป: คือปรับโครงสร้างระบบ ที่นโยบายทำไม่ได้
- ปฏิรูป: วิธีฟังปัญหาจาก ปชช. ก.ก.เสนอทางเลือกเพื่อเป็นทางออก บทบาทGeneration R
- หมอประเวศ: การเคลื่อนของอำนาจรัฐ เงิน สังคม ต้องลงตัว เพื่อการพัฒนาและความเป็นธรรม
- ปฏิรูป: คนไทยทุกคนต้องมีศักดิ์ศรีความมั่นคง มีโอกาส สร้างกลไกก้าวข้ามอายุรัฐบาล
- ตอบประเด็น: กระจายอำนาจขั้นต่อไป เงื่อนไขเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตรวจสอบเหตุการณ์โดยหลายฝ่าย ฯลฯ
- เดินหน้า: ปรับการทำนารับภัยแล้ง หนี้สินแก้แล้วกว่าแสนจากล้านรายที่ลงทะเบียน แผนจัดการสิ่งแวดล้อม
- เดินหน้า: แก้ปมขัดแย้งรัฐกับ ปชช. เรื่องที่ทำกินที่อยู่อาศัย
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - ปรองดอง เป็นการรวมพลังแก้สาเหตุความขัดแย้ง ไม่ใช่ปรองดองถูกผิด

อภิสิทธิ์: "สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ เช้าวันนี้ผมอยู่ที่หอศิลป์ของกรุงเทพมหานคร เพราะว่าที่นี่จะเป็นจุดหนึ่ง ซึ่งทางรัฐบาลได้ดำเนินการที่จะมีสำนักงานในเรื่องของการที่จะให้มีการประมวลรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในการเดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทย  ซึ่งจะเป็นโครงการสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนของการปรองดอง

[สอง] ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปก็ดี การปรองดองก็ดี ในช่วงที่ ๒ ก็จะมีพิธีกรรับเชิญมาพูดคุยกันในเรื่องนี้

[สาม] และช่วงสุดท้ายจะมีภาพบรรยากาศของการที่มีการประชุมขับเคลื่อนในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อประเทศไทย  

[หนึ่ง] แต่ว่าในช่วงแรกนี้ขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในการรายงานการทำงานในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนหลายต่อหลายปัญหา ซึ่งอยู่ในความสนใจ"

... ความหมายและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศไทย
... ผู้ดำเนินรายการ:
"สวัสดีครับท่านผู้ชม ผม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ครับ วันนี้ได้รับเกียรติให้มาเป็นตัวแทนในการถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถือเป็นเกียรติเป็นอย่างมากครับ ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่อาสามาช่วยในเรื่องนี้ด้วย และในช่วงเวลา ๖ เดือนหลังจากนี้ ก็น่าจะอยู่ที่หอศิลป์นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์บัญชาการของเรื่องนี้เหมือนกันนะครับ

เรื่องของการปฏิรูปประเทศไทยนะครับท่านนายกฯ เราอยากจะคุยเรื่องภาพรวมกันโดยกว้างก่อน ผมก็เลยสงสัย เพราะว่าช่วงนี้มีคนพูดเรื่องปฏิรูปเยอะมาก เรื่องปรองดองก็เยอะมาก ประชาธิปไตยก็เยอะ เลยอยากรู้

  • ความหมายของคำว่าปฏิรูปของท่านนายกฯ คืออะไรหรือครับ
  • และขั้นตอนของแผนร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย มีขั้นตอนอย่างไรบ้างคร่าว ๆ ครับ"

... ปรองดองคือการรวมพลังของคนทั้งแผ่นดิน
อภิสิทธิ์:
"คือตอนนี้ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ และความสับสนอยู่พอสมควร ซึ่งผมก็เข้าใจนะครับเพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองก็เรียกว่ามีความขัดแย้ง มีความสับสนกันมาต่อเนื่อง ก็มีคนถามว่า ปฏิรูป ปรองดอง เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันหรือไม่อย่างไร

ผมก็เลยอยากจะเรียนสั้น ๆ ว่า เรื่องของการปรองดองนี้ บางคนมาเข้าใจว่าจะต้องมีคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาชุดหนึ่ง หรืออะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ คือการปรองดองนี้เรากำลังพูดถึงการรวมพลังต่าง ๆ ในสังคมของคนทั้งประเทศ

    • ไม่ใช่เรื่องการมาปรองดองระหว่างผมกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
    • ปรองดองกับสีนั้น ระหว่างสีนั้นกับสีนี้
    • ปรองดองระหว่างถูก-ผิด ปรองดองระหว่างดี-ชั่ว ไม่ใช่เลยนะครับ

คือเรื่องของการปรองดองก็คือเราหยิบเอาปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่เป็นปม เช่น

      • เรื่องรัฐธรรมนูญบ้าง
      • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างนะครับ
      • การใช้สื่อสารมวลชนบ้าง
      • และความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ

และเราก็บอกว่าเราจะต้องมารวมพลังคนทุกคนมาช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ และถ้าการแก้ปัญหาเหล่านี้เดินได้ ประสบความสำเร็จ ความปรองดองก็จะเกิดขึ้น อันนี้คือหลักคิดนะครับ

ทีนี้พอมีหลักคิดอย่างนี้แล้ว ในแต่ละเรื่องก็จะมีการดำเนินการสร้างกลไกขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่า เรื่องการมาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ผมก็ได้เชิญท่านอาจารย์คณิต มา ท่านก็กำลังไปหาคณะกรรมการที่จะเป็นอิสระ ไม่ใช่ท่านมาเป็นคณะกรรมการมาปรองดอง แต่ท่านจะช่วยทำความจริงให้ปรากฏ เพราะผมเชื่อว่าพอความจริงปรากฏ มันก็จะนำไปสู่ความยุติธรรม มันก็จะนำไปสู่ความปรองดอง

... คณะกรรมการผู้รับผิดชอบดูแลในเรื่องการปฎิรูปและการปรองดอง 
... ผู้ดำเนินรายการ:
"มาตรการซ่อมเร็วครับ เหมือนกับว่าคณะกรรมการจะมีเยอะเหลือเกินในช่วงนี้ ไม่ทราบมีคณะกรรมการอะไรบ้างครับที่เข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้"

อภิสิทธิ์: "คือถ้าพูดในแผนปรองดองในภาพรวมนะครับ มันก็จะมี

  • คณะกรรมการที่มาดูเรื่องของข้อเท็จจริงนะครับ อาจารย์คณิตก็จะเป็นประธาน
  • จะมีกลไกที่มาดูเรื่องสื่อ ขณะนี้ยังไม่ได้มีตัวกรรมการ แต่ว่าได้มอบหมายไปทางคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไปทำงานร่วมกับทางวิชาชีพสื่อเขาเอง เขาจะเสนอผมกลับมาว่าจะตั้งในรูปแบบไหนอย่างไรนะครับ
  •  ก็มีตัวปฏิรูปนี้ครับ ซึ่งจะมีทั้งท่านนายกฯ อานันท์ คุณหมอประเวศ คุณไพบูลย์ กำลังจะไปดูรูปแบบที่จะทำเข้ามา
  • มีเรื่องของการเมืองก็อาจารย์สมบัติ เข้ามาดูในเรื่องกติกาการเมือง เรื่องกฎหมายต่าง ๆ เป็นคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง
  • แล้วก็อาจจะมีประเด็นอื่น ๆ อีก เช่น เรื่องปฏิรูปตำรวจ เรื่องอื่น ๆ ก็จะตามมาครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ปฏิรูป: คือปรับโครงสร้างระบบ ที่นโยบายทำไม่ได้

... การปฏิรูป แก้ไขความเหลื่อมล้ำ ต้องปรับที่ระบบโครงสร้างทางสังคม มอบหมายให้สำนักสถิติฯ สำรวจ ๑ แสนตัวอย่าง ให้ภาคประชาชนขับเคลื่อนอย่างอิสระพร้อมขอผู้ใหญ่เข้ามาร่วมด้วย ภารกิจนี้ไม่ได้สำเร็จในรบ. สมัยนี้ จึงออกระเบียบสำนักนายกฯ เป็นกลไกเพื่อให้เดินหน้าต่อได้ หากประเด็นไหนชัดเจนสามารถแก้ได้ พร้อมเดินหน้าไม่รั้งรอ

... อภิสิทธิ์:
"... ทีนี้ก็วกเข้ามาว่าในส่วนของคำว่าปฏิรูป คำว่าปฏิรูปนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งจะนำไปสู่การปรองดอง เพราะว่าเราเห็นว่าความขัดแย้งที่ผ่านมานี้ มันเกิดจากความเหลื่อมล้ำที่เป็นจริง ความรู้สึกของความเหลื่อมล้ำ มันมีปัญหาเชิงโครงสร้างของความไม่เป็นธรรมในสังคมหลายอย่าง ซึ่งมันไม่สามารถแก้ไขได้โดยการบอกว่ามีนโยบายนี้ มีมาตรการนั้น แต่ว่าถึงเวลาที่จะต้องมาชำระสะสางกัน ในลักษณะของการทำเป็นโครงสร้าง ทำให้เป็นระบบ ตรงนี้ก็พูดถึงการปฏิรูป

ทีนี้ก็ ชื่อก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่นิดหน่อย ว่าอยากจะใช้ชื่ออะไรอย่างไร แต่ว่าหลักสำคัญก็คือว่า ปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทั้งหมดนี้ หรือว่าปัญหาที่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน ซึ่งทำให้มีความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ตัวเองด้อยโอกาส อยู่ที่ไหนบ้างนี้ เราก็จะระดมมาทั้งหมดนะครับ

รัฐบาลก็ทำไปตามนโยบายของรัฐบาลด้วย รวมทั้งการเอื้ออำนวยความสะดวก การตั้งสำนักงานขึ้นมา การไปจัดทำการสำรวจระดับชาติ ซึ่งลงไปแล้วนะครับ สำนักงานสถิติฯ ลงไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเก็บ ๑๐๐,๐๐๐ ตัวอย่างอะไรต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น

แต่เราจะให้ภาคประชาชนนี้เขาขับเคลื่อนอย่างเป็นอิสระ ผมเข้าไปพูดคุยกับภาคประชาชน ภาคประชาชนเขาก็ขอว่าคนที่จะมาทำเรื่องนี้เขาอยากได้ผู้หลักผู้ใหญ่ เอ่ยชื่อมามีคุณหมอประเวศ อดีตนายกฯ อานันท์ คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม"

ผู้ดำเนินรายการ: "ภาคประชาชนนี้คือจากฝ่ายไหนบ้างครับ"

อภิสิทธิ์: " [หนึ่ง] เขาก็จะมีเครือข่ายซึ่งเขาทำงานอยู่แล้วนะครับ ผ่าน

  • สสส. ซึ่งเป็นองค์กรซึ่งดูแลเรื่องของสุขภาวะ คณะกรรมการสุขภาพซึ่งเขามีสมัชชาสุขภาพอยู่แล้ว
  • ก็ยังมีสภาพัฒน์ ซึ่งก็ออกไปรับฟังความคิดเห็น เพราะว่ามีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจอยู่แล้ว

องค์กรเหล่านี้ก็เดี๋ยวตอนท้ายรายการจะมีภาพที่เขามากัน ๓๐๐ - ๔๐๐ ที่อิมแพ็คนะครับ เขาก็มาบอกว่าขอผู้หลักผู้ใหญ่ ผมก็ไปสอบถามท่านเหล่านั้นท่านก็เต็มใจทำ เพียงแต่ว่าท่านก็จะขอเวลาในการไปวางรูปแบบต่าง ๆ

กับ [สอง] คือว่า งานนี้ไม่มีทางเสร็จในสมัยที่รัฐบาลนี้อยู่ คือรัฐบาลนี้อยู่เต็มเหยียดก็ถึงปลายปีหน้านี้ ยังไงก็ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็จะออกเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ว่ากลไกตัวนี้สามารถเดินได้ แม้มีการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้วก็ยังทำงานได้ต่อไป"

ผู้ดำเนินรายการ: "แล้วผลลัพธ์สุดท้ายก็คือนโยบายระยะยาวใช่ไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "คือจริง ๆ แล้วเราคาดหวังว่า

    • ๒ -๓ เดือนแรกจะเข้มข้นในเรื่องของการรวบรวมประเด็นต่าง ๆ นะครับ
    • ภายใน ๖ เดือนเท่าที่ฟังดูก็จะมีเสมือนกับเป็นการจัดทำแผนออกมา
         
                      - ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง 
                      - ทำอะไรก่อน-หลัง 
                      - ทำแล้วต้องใช้เงินงบประมาณหรือระดมกำลังอะไรต่าง ๆ จากที่ไหนอย่างไร

แต่ต้องย้ำก็คือว่า เราคงไม่มาทำในลักษณะที่ว่าต้องรอ สำรวจความคิดเห็นเสร็จ มีแผน แล้วถึงจะลงมือทำ ไม่ใช่ ถ้าหากว่าสมมติว่ามีประเด็นซึ่งเห็นชัดเจนว่า สามารถแก้ไขได้เลยนี้เราก็จะเดินหน้า อย่างที่จะมาทำอยู่ที่นี่ สมมติว่าประเด็นไหนเข้ามาแล้วเห็นได้ชัดว่ามันเป็นประเด็นที่แก้ไขได้เราก็จะเดินหน้าไปเลย เหมือนกับที่ช่วงต้นรายการผมเล่านะครับว่า เราเจอปัญหากับคนไม่มีที่อยู่อาศัย พอเราเข้าไปทำโครงการเรื่องบ้านมั่นคงเสร็จ เจอปัญหานั้นปัญหานี้ติดขัดกฎระเบียบตรงไหน อย่างนี้ไม่ต้องรอว่าจะต้องไปอยู่ในแผนแล้วทำ ก็แก้ไขได้เลย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>  


(กลับไปด้านบน)

- ปฏิรูป: วิธีฟังปัญหาจาก ปชช. ก.ก.เสนอทางเลือกเพื่อเป็นทางออก บทบาทGeneration R

 ... คณะกรรมการตั้งใจ ให้โอกาสพิสูจน์การทำงาน วอนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนรวม
ผู้ดำเนินรายการ:
 " คือจากประสบการณ์ในช่วงม็อบที่ผ่านมานะครับ ผมในฐานะคนกรุงเทพฯ ตอนแรก ๆ ก็เป็นคนชั้นกลาง ก็ไม่เข้าใจว่าเขามาทำไมกัน แล้วก็พอวันดีคืนดีผมก็อยากเข้าใจ ผมก็ลงไปเดินแถว ๆ นี้นะครับ อยู่ใกล้ ๆ หอศิลป์นี่เอง แล้วก็ได้เข้าใจว่าในกลุ่มคนเสื้อแดงเองก็มีความหลากหลายทางความเห็นเยอะมาก ไม่ได้มาด้วยจุดประสงค์เดียวใด ๆ ทีนี้ก็เลยอยากถามท่านนายกฯ ครับว่าการตั้งคณะกรรมการเหล่านี้ แม้กระทั่งคนเสื้อแดงเองเขาก็มีความเห็นที่ต่างกัน อาจจะต้องมีคนเสนอที่เป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงเองตั้งเยอะแล้ว แต่ว่าแน่นอนว่าประเทศไทยก็ไม่ได้มีแค่สองสีใดหนึ่ง แต่ว่ามีกลุ่มอื่นอีกมากมาย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคณะกรรมการทั้งหมดเป็นตัวแทนของเสียงของคนทั่วไปทั้งประเทศจริง ๆ"

อภิสิทธิ์: "  คือผมได้เรียนว่าคนที่ผมเชิญมา หรือว่าที่ภาคประชาชนเขาขอให้ผมไปเชิญมานี้ ทุกท่านผมคิดว่า

- มีใจที่จะทำงานให้กับทุกคน ไม่ได้มีความคิดในการที่จะไปเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูอะไรกับใคร และ

- ประเด็นในการแก้ไขนี้เราไม่แยกหรอกครับ ผมยกตัวอย่างเช่นว่า คนที่เดือดร้อนจากปัญหาหนี้สิน คนเป็นหนี้จะมีความเชื่อทางการเมืองหรืออะไร เราก็ต้องแก้ให้เขาหมด แล้วก็แก้ในลักษณะที่เป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันหรือมาตรฐานเดียวกัน ขึ้นอยู่กับสภาพของปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น ที่ทำกินก็เหมือนกัน หรือสมมติว่าเราบอกว่า ความเป็นธรรมในเรื่องของโครงสร้างภาษีนี้มันยังใช้ไม่ได้ รัฐบาลอยากจะทำภาษีทรัพย์สิน แต่อาจจะยังไม่พอในการที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม คือประเด็นเหล่านี้มันไม่ได้มีการไปเลือกอยู่แล้วว่า ถ้าคุณเป็นคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างนี้ คุณจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ มันไม่มี เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี้โจทย์ที่มันตั้งมันเป็นคำตอบสำหรับทุกคนอยู่แล้ว

แต่แน่นอนนะครับ เวลานี้สังคมเรานี้ ทั้งสังคมความที่มันมีความแตกแยกกันค่อนข้างที่จะลึกมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พอเอ่ยชื่อคนนั้นคนนี้มาก็มีข้อสงสัย มีความหวาดระแวง ผมก็บอกว่า

๑. เราต้องให้คนเหล่านี้ทำงาน ถ้าเกิดว่าการทำงานของกรรมการชุดต่าง ๆ ทำไป ๒ เดือน ๓ เดือน เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจความทุกข์ร้อนของคนกลุ่มนี้ มันก็จะชัดเจนออกมาเองว่าต้องแก้ไขแล้ว

๒.แต่ว่าถ้าหากว่าเขาทำงานแล้วเขาพยายามจะแก้ไขนี้ ผมคิดว่าวันนี้ทุกฝ่ายควรที่จะเข้ามามีส่วนร่วม คือทางการเมืองนี้ผมเข้าใจ เวลานี้ที่จะวิจารณ์แรงที่สุดก็จะมาจากฝ่ายผู้นำ หรือแกนนำมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นธรรมดาเขาอาจจะยังมีความโกรธเคือง มีความรู้สึกที่เป็นลบอยู่ แต่ว่าเรากำลังจะบอกว่าจริง ๆ แล้วนี้ เราไม่ได้มาแก้ปัญหาปรองดองกับคนกลุ่มเล็ก ๆ นะครับ เรากำลังจะทำในเรื่องของการแก้ปัญหาให้กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร"

... ฟังปัญหาความเดือดร้อนของ ปชช. เป็นหลัก ใช้ลำดับขั้นตอนทางวิชาการ รบ. เป็นฝ่ายดำเนินการ
ผู้ดำเนินรายการ:
" แต่นอกจากความเห็นของนักวิชาการเหล่านี้ คณะกรรมการเหล่านี้ ความเห็นของคนทั่วไปก็จะมีการรวบรวมด้วย ผ่านทางสื่อต่าง ๆ "


อภิสิทธิ์: "  ใช่ครับ จริง ๆ หลักแล้วเราไม่ได้ต้องการให้คนเหล่านี้เป็นคนที่มากำหนดโจทย์เลยนะครับ รัฐบาลก็ไม่เข้าไปครอบงำ"

ผู้ดำเนินรายการ: " จะมีการสร้างสมดุลระหว่างความเห็นของคนทั่วไปกับความเห็นของคนที่เป็นคณะกรรมการต่าง ๆ อย่างไรบ้าง"

อภิสิทธิ์: " ผมว่าหลักเป็นอย่างนี้นะครับ ก็คือว่าในเชิงความต้องการ ความเดือดร้อน ความทุกข์นี้ ต้องฟังจากประชาชนนะครับ เอาละ ผม คุณ หรือนักวิชาการ อาจจะรู้หรือคิด มีความคิดของตัวเอง แต่ดีที่สุดคือให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง ซึ่งเราทำหลายวิธีนะครับ อย่างที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังว่า

  • มีการไปสำรวจความคิดเห็นโดยสำนักงานสถิติฯ และจะมีสำนักสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ มาช่วยอีก
  • เราจะมีศูนย์ที่รับเรื่องราว เป็นโทรศัพท์ เป็นสำนักงานนะครับ
  • เราจะมีการไปจัดเป็นลักษณะของการทำสมัชชา สัมมนา ตามพื้นที่ต่าง ๆ เพราะตอนนี้ผมเองก็จะเดินสาย ร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น ท้องถิ่นเขาก็จะจัดเวทีของเขา มหาวิทยาลัยก็จะจัดเวทีของเขา ผมก็จะเริ่มเข้าไปร่วมในสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้นความทุกข์ร้อนต่าง ๆ เหล่านี้ จะมาจากประชาชน แต่ว่าสิ่งที่เราได้จากทางวิชาการนี้ก็คือปัญญา ความคิด ประสบการณ์ในการที่จะบอกว่า เอาละ เมื่อปัญหาเป็นอย่างนี้ ทางออกมันมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ทางที่ ๑ เป็นอย่างไร ทางที่ ๒ เป็นอย่างไร เป็นทางเลือกมา แล้วเขาก็อาจจะมีข้อยุติ และถึงสุดท้ายก็ต้องมาบอกว่า ต้องมาใช้อำนาจรัฐ คือรู้วิธีแก้เสร็จ ปรากฏว่าคนมีอำนาจแก้นี้ยังเป็นหน่วยราชการอยู่ เขาก็จะส่งมาที่รัฐบาล รัฐบาลก็จะดำเนินการ"

... รัฐบาลแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ผู้ดำเนินรายการ:
" ถ้าผมลองถามท่านนายกฯ อย่างนี้ดูครับ คิดว่าการปฏิรูปนี้ คำว่าปฏิรูปอาจจะแน่นอนท่านนายกฯ เป็นรัฐบาล ก็ต้องพูดถึงเรื่องการปฏิรูป เรื่องการเมือง มีการระดมความเห็นในการทำนโยบายต่าง ๆ ปัญหาของประเทศนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้อยู่แค่ที่เรื่องการเมืองอย่างเดียว"


อภิสิทธิ์: " ถูกต้องครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เพราะฉะนั้น อย่างเรื่องคำถามนี้ครับ ท่านนายกฯ คิดว่ารัฐแก้ได้ทุกปัญหาจริง ๆ หรือเปล่าครับ"

อภิสิทธิ์: " ไม่ครับ

[ข้อที่] ๑. เราคงไม่บอกว่ารัฐไปแก้ทุกปัญหา ผมพูดสองแง่มุม แง่มุมหนึ่งคือบางเรื่องอาจจะไม่เกี่ยวกับรัฐก็ได้ ตอนนี้ผมคุยกับภาคธุรกิจ ผมบอกอย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ภาคธุรกิจเองต้องไปแก้ ยังมีความรู้สึกความเหลื่อมล้ำระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็ก ระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชน เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด ประเด็นอย่างนี้มันไม่ใช่เฉพาะภาครัฐที่จะไปแก้ได้นะครับ

ข้อที่ ๒. บางเรื่อง อย่างเช่นเราพูดถึงว่าอยากให้คนของเรามีสวัสดิการ มีความมั่นคง ผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ว่าจะให้รัฐไปทำทั้งหมด ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าระบบสวัสดิการนี้พอรัฐแบกรับทั้งหมดนี้ หลายประเทศก็เห็นแล้ว อยู่ไม่ได้ ต้องเก็บภาษีสูงมาก หรือว่าในที่สุดก็หาสตางค์มาไม่ได้ ก็ต้องมีระบบของการมีส่วนร่วม อย่างเช่นที่รัฐบาลทำเรื่องสวัสดิการชุมชน หรือว่าการที่ชุมชนเองเข้ามาจัดการ อย่างที่ผมพูดเรื่องที่ทำกิน โฉนดชุมชน รัฐบาลเข้าไปแก้เองไม่ได้ ชาวบ้านต้องรวมตัวกันก่อน มีเป็นชุมชนขึ้นมา ที่จะสามารถบริหารในเรื่องของการใช้ที่ทำกินต่าง ๆ "

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่ในทางหนึ่งเป็นเพราะว่าเรายังมีอุดมคติหรือว่าค่านิยมว่ารัฐบาลแก้ได้ทุกเรื่องอยู่หรือเปล่า "

อภิสิทธิ์: " นั่นก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่งนะครับ เป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า ถ้าเราก้าวพ้นได้ก็จะดี เพราะว่าพอคิดอย่างนั้น

๑. ก็คือว่า ทุกคนก็เลยคิดว่า มาเรียกร้อง และ

๒. ก็มาแย่งชิงกัน เพราะคิดว่าใครได้อำนาจรัฐไปแล้วจะชี้เป็นชี้ตาย แก้ไขต่าง ๆ ได้ทุกเรื่อง

ผมคิดว่ากระบวนการที่ทำอยู่ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นตัวสะท้อนให้ประชาชนได้ตระหนักในที่สุด ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่มีแต่รัฐบาลนะ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เยาวชนคนรุ่นใหม่ มีส่วนร่วมได้เยอะ ผมก็ยังมีความคาดหวังมากนะครับว่า เที่ยวนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จะมีส่วนร่วมหลาย ๆ ทาง เพราะผมเห็นความตื่นตัวที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ด้วย

๑. อาจจะไปทำหน้าที่เหมือนกับเป็นอาสาลงไปในการที่จะสำรวจประสานงาน หรือ

๒. แม้กระทั่งการรวบรวมประมวลข้อมูลความคิดต่าง ๆ ด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ: " นอกจากกระแสวิจารณ์ต่าง ๆ แล้วนี้นะครับ ผมรู้สึกว่าสังคมไทยบางครั้งมองคนรอบตัว ท่านนายกฯ ก็คงรู้สึกมาก ก็คือมีคนวิจารณ์เยอะ แต่คนทำน้อย ฐานะที่คนเป็นอยู่ตรงกลางรัฐบาลนี้ มีประชาชนที่นอกจากวิจารณ์แล้วเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาเยอะไหมครับ"

อภิสิทธิ์: " มีครับ เที่ยวนี้ผมต้องเรียนว่าเห็นได้ชัดนะครับ อย่างน้อยที่สุด

- ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านซึ่งความจริงท่านก็รู้ว่าถ้าท่านมาทำงานต่าง ๆ ที่กำลังจะทำนี้ มีแรงกดดันเยอะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มาก ขนาดผมเชิญท่านเสร็จ นักข่าวถามผมว่าจะพาท่านมาเสียคนตอนแก่หรือเปล่า อะไรอย่างนี้ ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณว่าท่านเหล่านี้ตั้งใจมาทำงานนี้เพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตของประเทศ และ

- ก็อย่างที่ผมบอกก็คือว่า มีอาสาสมัครที่อยากจะเข้ามาเยอะ มีการสอบถามเข้ามาเยอะผ่านทางภาคธุรกิจบ้าง เข้ามาโดยตรงบ้าง บอกว่าเขาทำอะไรได้บ้าง ผมว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี ว่าต่อไปนี้การที่เราจะฟื้นฟูความมีจิตอาสาของคน ก็น่าจะทำให้ดีขึ้นนะครับ แต่ว่าแรงเสียดทานต้องมี เป็นธรรมชาติ"

... รัฐบาลสนับสนุน Generation R ให้หน่วยงานต่างๆ ใช้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นประโยชน์
ผู้ดำเนินรายการ:
" เมื่อกี้นี้ท่านนายกฯ พูดถึงคนรุ่นใหม่และก็ได้ยินว่าวันก่อนพูดถึงคนรุ่นนี้ว่า Generation R หรือ ว่า Reform คิดอย่างไรกับคนรุ่นนี้ครับ และการเอา Social Media หรือ Internet มาใช้ในการระดมความเห็นทางการเมือง มีความเป็นไปได้อย่างไรบ้าง"


อภิสิทธิ์: " ผมว่าเราคงได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์คนรุ่นใหม่มาพอสมควร"

ผู้ดำเนินรายการ: " มีแต่คนด่าครับเด็กสมัยนี้"

อภิสิทธิ์: " สมัยนี้ว่าไม่ได้สนใจอะไรต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วผมก็เคยพูดมาตลอด ความจริงแก้ต่างให้มาตลอด ว่าคนแต่ละรุ่นเขาก็เติบโตมาในสภาวะแวดล้อมที่มันไม่เหมือนอดีต และยุคนี้ก็เป็นยุคที่มีการแข่งขันมากอะไรมาก ก็มีแรงกดดันในเรื่องของการที่จะต้องดูแลตัวเอง ในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของอาชีพ ในเรื่องของอะไร และขณะเดียวกันก็ความเจริญทางวัตถุมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียที่นำมากับเด็ก เยาวชน แต่ว่าสิ่งที่ผมเห็นก็คือว่า ยกตัวอย่างการใช้เครือข่ายทางสังคม ทางอินเตอร์เน็ต ที่เรียก Social Media อะไรต่าง ๆ เห็นชัดเจนครับเดี๋ยวนี้

  • มีกลุ่มที่เขาไม่ได้รู้จักกันเลย อยู่ดี ๆ ก็รวมตัวกันมาทำสิ่งดี ๆ เห็นไหมครับว่าตอนที่เหตุการณ์สงบลง หรือมีการเลิกการชุมนุม ก็มีการระดมคนบอกว่ามาฟื้นฟูพื้นที่กันไหม คนก็ออกมา ไม่ได้รู้จักกันส่วนตัว แต่รู้จักกันผ่านเครือข่ายเหล่านี้ ก็ออกมา
  • เห็นการรายงานข่าวไปยังต่างประเทศ ได้เห็นว่ากระทบภาพลักษณ์ เขาก็มาช่วยกันว่า ทำอย่างไรจะช่วยเข้าไปชี้แจงให้ชาวต่างประเทศเข้าใจว่า อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย

นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดี และผมคิดว่าจะมีในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้น โครงการต่าง ๆ ที่จะมีการไปทำโดยหน่วยงานไหนก็ตามผมก็ได้ย้ำ ว่าขอให้ใช้เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นประโยชน์"


... รัฐบาลนี้ไม่ผูกติด "ปฎิรูป" คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ ไม่ว่า รัฐบาลไหนต้องเดินต่อ
ผู้ดำเนินรายการ: "
ท่านนายกฯ น่าจะเห็นด้วยถ้าบอกว่าการปฏิรูปคือการสร้างสังคมที่ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ไปต่อข้างหน้าได้"


อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถูกไหมครับ"

อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ ผมไม่มาผูกติด และผมยืนยันเลยนะครับงานนี้ผมและรัฐบาลไม่ต้องการเป็นเจ้าของ ผมต้องการให้คนไทยทั้งประเทศเป็นเจ้าของ แล้วมันจะได้เดินได้ เพราะผมรู้ว่าปัญหาเหล่านี้ เหมือนกับที่ผมเข้ามา แล้วผมมารับปัญหาเยอะแยะไปหมด มันก็จะมีปัญหาเหล่านี้ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ภายในอายุของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเราคิดกันแต่ในมุมที่ว่าใครจะมาทำ ใครจะมาเป็นเจ้าของ ใครจะมาชี้ ใครจะมาสั่งนี้มันไม่จบนะครับ วันนี้เราต้องหากระบวนการที่มันสามารถที่จะเดินหน้าต่อเนื่องได้ คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ แล้วผมคิดว่าอย่างนี้ปัญหาจะแก้ได้"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่แน่นอนว่าแรงเสียดทานต้องมีอย่างที่ท่านบอก"

อภิสิทธิ์: " มีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วท่านคิดจะจัดการกับแรงเสียดทานนี้อย่างไรครับ เพราะว่ามีคนที่ไม่เห็นด้วยแน่นอนอยู่แล้ว"

อภิสิทธิ์: " คือผมถือว่าอยู่ตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกตำหนิ และก็มีคนหวาดระแวง มีคนมอง ในทางใดก็ตาม"

ผู้ดำเนินรายการ: " ผมจำได้ก่อนท่านเป็นนายกฯ มีแต่คนชื่นชอบนะครับ"

อภิสิทธิ์: " ไม่จริงหรอกครับ อยู่ในการเมืองมานี้เราทราบนะครับ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดนี้

- การต่อสู้ในสภาฯ การต่อสู้ในเวทีเลือกตั้งนี้มันจะมีเสียงวิจารณ์มาตลอด

- แต่คนมาบริหารก็ต้องรับตรงนี้เป็นเบื้องต้น สิ่งสำคัญคือรับฟัง รับฟังอะไรที่มี เราเห็นได้ชัดว่าเขาเข้าใจผิดเพราะอย่างนั้นอย่างนี้เราก็ต้องพยายามชี้แจง อะไรที่มันเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน บางทีก็ต้องมาทบทวนดู เขาก็มีเหตุมีผลนะ เราก็อาจจะต้องมาปรับปรุงแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง

- ผมว่าเราต้องเปิดใจกว้างอย่างนี้แล้วก็ทำไป แต่เราไม่ควรที่จะไปบอกว่า คนวิจารณ์แล้วก็เลยไม่เอาแล้ว เดินหนีไป หรือไปประชด หรือไปบอกถ้าอย่างนี้เป็นศัตรูกัน ไม่ฟังกัน ไม่ได้ อย่างนั้นไม่ได้ "

ผู้ดำเนินรายการ: " วันนี้หมดเวลาลงแล้วนะครับ ขอบคุณท่านนายกฯ มากครับที่ให้โอกาสผมมาคุย ก็จะตั้งใจอาสามาทำงานอยู่ที่นี่นะครับ"

อภิสิทธิ์: " ก็ต้องขอบคุณนะครับ และก็อยากให้ชักชวนเพื่อน ๆ เข้ามาเยอะ ๆ นะครับ เพื่อที่จะมาช่วยกันเดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ผมขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- หมอประเวศ: การเคลื่อนของอำนาจรัฐ เงิน สังคม ต้องลงตัว เพื่อการพัฒนาและความเป็นธรรม

... ผู้ดำเนินรายการ (นายกิตติศักดิ์ ตู้ทอง): "สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ขอนำคุณผู้ชมมาที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการสัมมนาในเรื่องของการจัดระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "วันนี้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันเพื่อจะทำงานใหญ่ของบ้านเมืองนะครับ ขับเคลื่อนสังคมของเราต่อไปข้างหน้าครับ สืบเนื่องจากประเทศไทยของเราที่มีการพัฒนามาเป็นเวลาช้านานนะครับ มีความก้าวหน้าในหลาย ๆ เรื่องมากขึ้น แต่เราก็ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตในหลาย ๆ ด้านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศไทยกันอย่างจริงจัง

ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระแสความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเหมือนกับไฟไหม้ฟาง การจัดเวทีการประชุมครั้งนี้จึงเกิดขึ้นนะครับ เพื่อชวนท่านทั้งหลายจากทุกภาคส่วน

      • ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน
      • เอกชน
      • สื่อมวลชน
      • วิชาการ
      • ภาครัฐ
      • ทั้งส่วนกลาง
      • และส่วนภูมิภาค
      • และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วน

 ได้มาร่วมการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นกำหนดแนวทางการปฏิรูประเทศไทยที่มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติครับ ผู้ที่จะเป็นองค์ปาฐกพิเศษนะครับ ก็คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิของสังคมไทย ขอกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์หมอประเวศ ครับ"

... แก้ไขวิกฤตต้องสังคมนำ การเมืองตาม
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี:
"บ้านเมืองวิกฤตสุด ๆ ก็เป็นโอกาสสุด ๆ ที่เราจะก้าวไปข้างหน้า เราจะฟื้นตัวออกจากวิกฤตได้ก็ด้วยคนไทย ทีนี้เราลองมาดูทำความเข้าใจกันเรื่องวิกฤตการณ์และวิธีที่เราจะเดินไปข้างหน้า

หลัก ๆ แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ถ้าเราลองดูปัญหาของเรา เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีมาแล้ว พูดถึงวิกฤตการณ์ลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าเป็นคลื่นวิกฤตลูกที่แก้ไขยากที่สุด เราไม่รู้ศัตรูคือใครนะครับ แก้ไขได้ยากมาก ไม่มีรัฐบาลใด ๆ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะแก้ไขได้ ในเรื่องที่ยากนี้

อันนี้ผมพูดมานานแต่ว่าก็ไม่มีคนเชื่อ ไม่มีคนได้ยิน เรื่องยาก ๆ นี้ต้องสังคมนำ การเมืองตาม เพราะการเมืองมีศัตรูมีศัตรูเยอะ ถ้าการเมืองนำนี้ฝ่ายค้าน ค้านนะครับ ฝ่ายเสียประโยชน์ค้าน มันไม่มีแรงที่จะพาไป


... การเคลื่อนตัวของอำนาจรัฐ เงิน และสังคม
ถ้าเราดูเรื่องการเคลื่อนของอำนาจที่เรียกว่า Power Shift

  • อำนาจเริ่มต้นก็จะต้องเป็นอำนาจรัฐ
  • ทีนี้พอพัฒนาไปนี้มันเป็นเรื่องอำนาจเงินเข้ามา แต่มันจะไม่ลงตัวถ้าอำนาจนั้นยังอยู่ที่อำนาจรัฐ อำนาจเงินเป็นใหญ่
  • ต้องต่อไปอีกเป็นอำนาจสังคม
    • คือวงหนึ่งของเป็นรัฐฐานุภาพนะครับ เป็นอำนาจรัฐ
    • อีกวงหนึ่งเป็น ธนานุภาพ อำนาจเงิน เพราะนี้เราปฏิเสธไม่ได้ มันเป็นของจริงมีอยู่จริง
    • แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคืออำนาจทางสังคมที่เข้ามาเชื่อมโยงกัน

ไม่ได้แปลว่ามีใครไปทำลายใคร แต่อำนาจทั้งหมดนี้จะเข้ามาสมานกัน และเมื่อมันเชื่อมโยงกันลงตัว สมานกันไปทั้งหมดนี้ เป็นสังคมสมานุภาพ อันนี้ก็จะเกิดการลงตัว เกิดการพัฒนาที่ดี มีความเป็นธรรมเชื่อมโยงกันไป

... หนุนกระแสตื่นตัวช่วยฟื้นฟูสังคม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ สร้างประชาสังคมไทย
ทีนี้การที่เราจะมาปฏิรูปประเทศไทยนี้ เราลองดูตรงนี้นะครับ พลังทางสังคม สังคมต้องนำ ทีนี้ตรงพลังทางสังคมนี้ ตอนนี้นิมิตหมายที่ดี เพราะว่าวิกฤตคราวนี้คนตื่นตัวกันเยอะ ทุกวันเลยจะมีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มีออกความเห็นมีการประชุม เมื่อมันเกิดกระแสตรงนี้ต้องหนุนกระแสตรงนี้

ถ้ามีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง สังคมจะเปลี่ยนโครงสร้าง จากโครงสร้างทางดิ่งเป็นโครงสร้างทางราบ ที่เรียกว่าประชาสังคม พอเกิดความเป็นประชาสังคมแล้ว ความสำเร็จต่าง ๆ จะตามมา คือเกิดสังคมเข้มแข็งที่เราพูดกัน

แต่ที่สิ่งน่าทำ อย่างนี้ครับ

[หนึ่ง] ควรจะมีการรับรู้ว่าใครคิดอะไรที่ไหน กลุ่มไหนคิดอะไร รับมาหมดเลย

[สอง] แล้วก็เอามาสังเคราะห์ว่าสิ่งที่ประชาชน สิ่งที่สังคมเสนอกันนี้มันมีเรื่องอะไรบ้าง รวมกันเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องอะไรบ้าง บางทีเขาเสนอใช้คำพูดต่างกัน เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องใหญ่เรื่องเดียว มีคนสังเคราะห์

[สาม] แล้วพลิกกลับไปสู่สังคมอีก เอาไปสู่สังคมอีก สังคมพิจารณาดู ให้ความคิดเห็นไปมาอย่างนี้ จนกระทั่งเกิดอะไรครับถ้าเราทำตรงนี้ เกิดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของสังคมทั้งหมด ยังต้องแก้ไขความเหลื่อมล้ำ  ทำอะไรบ้าง ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นโดยทั่วถึง เป็นเจตนารมณ์ของสังคมทั้งหมด

ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามเขาต้องทำ เนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ของสังคมทั้งหมด และสังคมก็จะมาขับเคลื่อนมาติดตามต่าง ๆ  ทางการเมืองนักวิชาการเยอะ เอ็นจีโอเยอะ มักจะพูดว่ารอให้นักการเมืองบริสุทธิ์เสียก่อน บ้านเมืองจะดีขึ้น ผมว่าไม่จริง  เพราะฉะนั้นงานของ
เรา ๆ ไม่ได้รังเกียจการเมือง เราผ่านมาหลายรัฐบาลแล้ว การเมืองเป็นอย่างไรตามธรรมชาติของเขา ถ้าเราทำเรื่องพลังทางสังคมกับพลังทางปัญญามาเชื่อม เขาทำเรื่องดี ๆ ได้  

... ต้องปฏิรูปมหาวิทยาลัย สอนนศ. สังเคราะห์ความรู้ สัมผัสความทุกข์ยากของผู้คน
[สี่]
ท่านทั้งหลายครับเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่กระทบทุกอณูของสังคม และถ้าเราปล่อยให้เรื่องนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่กำหนดขึ้น โดยคนที่มีความรู้น้อย มีความสุจริตน้อย บ้านเมืองก็เป็นอย่างที่เป็น 

อันนี้ต้องโทษมหาวิทยาลัยอย่างแรง เพราะมหาวิทยาลัยไม่ทำงานสังเคราะห์นโยบายสาธารณะเลย มหาวิทยาลัยได้แต่สอนวิชานั้นวิชานี้เป็นวิชา ๆ ไป การจะสังเคราะห์นโยบายสาธารณะเป็นต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ถ้าสอนแต่วิชาเป็นเหมือน ๆ จิ๊กซอว์ อยู่ที่ส่วนของจิ๊กซอว์เป็นส่วน ๆ เป็นชิ้น ๆ มันก็จะไม่เข้าใจว่าภาพทั้งหมดมันคืออะไร มหาวิทยาลัยนั้นอยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอ

คราวนี้ต้องปฏิรูปมหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยต้องมาสัมผัสชุมชนท้องถิ่น ความทุกข์ยากผู้คน ทำอะไรได้เยอะมาก มีพลังตั้งเยอะแยะ พลังทางปัญญา แต่เผอิญเป็นระบบที่อยู่นอกสังคม และมันเป็นมรดกของระบบการศึกษาที่ผิดมาในร้อยปี

... ออกแบบกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ประชาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อมประสานร่วมมือกัน
เรามาขลุกประชุมกันวันนี้ออกความคิดความเห็นแล้ว ต้องออกแบบกลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป  ถ้าสังคมไม่ได้รับการ feed ด้วยความรู้ ด้วยพลังทางปัญญา

[ ๑.] มันไปได้ไม่ไกล หรือไปแล้วบิดเบี้ยว หรือว่าไปแล้วกลายเป็นการเมืองตามถนน และเกิดความรุนแรงขึ้น กรณีความต้องการอย่างโน้นอย่างนี้ แต่มันขาดทางนโยบายเข้าไป ถ้าเราเชื่อมตรงนี้ไป จริง ๆ แล้วอันนี้คือประชาธิปไตยทางตรงมันจะมาบรรจบกัน

เรามีประชาธิปไตยทางอ้อมที่ขึ้นมามีอำนาจรัฐ โดยการเลือกตั้ง อันนั้นมันเก่ามากย้อนหลังไปหลายร้อยปี ขณะที่การคมนาคมยังไม่สะดวก การสื่อสารไม่สะดวก ต่าง ๆ นานา

แต่สมัยนี้ประชาชนตื่นตัวมีความรู้ มีข้อมูลข่าวสาร อยากจะมีส่วนโดยตรงเรียกว่าประชาธิปไตยโดยตรง Direct Democracy

ผู้ที่เข้ามาถืออำนาจมาจากการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยตัวแทน และตรงภาคสังคมเคลื่อนไหวระดมความคิดทุกภาคส่วนต่าง ๆ หนุนด้วยปัญญา อันนี้คือประชาธิปไตยทางตรงมาบรรจบกัน มาทำงานเชื่อมโยงกันไม่ได้แอนตี้กัน ไม่ได้โค่นล้มกันต่าง ๆ 

ก็ลองปรึกษากันดูนะครับถ้าโดยรูปแบบนี้กลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูป อำนาจรัฐแน่นอน ตรงนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ รัฐมีเรื่องการสื่อสารเยอะ มีทรัพยากร แต่หน้าที่ของรัฐคือสนับสนุน แต่ไม่ได้ไปครอบงำ สังคมนี้ต้องเป็นอิสระที่จะเคลื่อนไหวอย่างอิสระหลากหลาย ปัญญาก็ต้องอิสระ และต้องเป็นปัญญาที่เข้มแข็งชัดเจนสังเคราะห์นโยบายมาถึงขั้นปฏิบัติได้ และก็เชื่อมโยงกันอย่างนี้ เรื่องทั้งหลายก็จะไป ภูเขาก็จะเขยื้อน

ปัญหาของเราไม่ได้หนักหนาอะไรเกินกว่าที่คนอื่นเขาประสบมา ที่เขาประสบมายากกว่าเราอีกมันก็ยังแก้ได้  ฉะนั้นผมไม่อยากเห็นคนไทยเรามองทางลบ โน่นก็แก้ไม่ได้  นี่ก็แก้ไม่ได้ต่าง ๆ เพราะคิดว่าแก้ได้ด้วยคนไทยเราด้วยกัน ขอบคุณครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >> 


(กลับไปด้านบน)

- ปฏิรูป: คนไทยทุกคนต้องมีศักดิ์ศรีความมั่นคง มีโอกาส สร้างกลไกก้าวข้ามอายุรัฐบาล

... นายกฯ ขอบคุณพี่น้องคนไทยร่วมระดมความคิดเห็น "ปฎิรูปประเทศไทย" เดินหน้าเชื่อมโยงปัญหา คนไทยต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน มีศักดิ์ศรี ความเป็นอยู่มั่นคง มีโอกาสที่ดี  อยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม  วางกลไกก้าวข้ามอายุของรบ. กรอบเวลา ๓ ปี

อภิสิทธิ์:
" ก่อนอื่นขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาและมามีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อประเทศไทย อย่างที่มีพี่น้องเสนอมาว่าจะได้ชัดเจนวัตถุประสงค์ก็คือทำเพื่อส่วนรวม เพราะฉะนั้นก็หวังนะครับว่า แรงบันดาลใจ ความตั้งใจ ความกล้าหาญของทุกท่านได้มาร่วมกันในวันนี้จะเป็นพลังซึ่งช่วยให้คนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้มาหรือคนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่มั่นใจ ยังหวาดระแวงเข้ามาช่วยกันทำงานนี้จริง ๆ

สิ่งที่ผมคงจะต้องเรียนว่าจะต้องทำกันต่อไป ก็คงจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน

ประเด็นแรก ก็คือในเชิงเนื้อหาสาระของประเด็นที่จะต้องดำเนินการ และในส่วนที่สองก็คือวิธีการกลไกและกระบวนการต่าง ๆ ที่จะต้องเดิน

  • ในส่วนของเนื้อหาสาระอยากจะเรียนว่าเมื่อมีการทำงานในลักษณะการระดมความคิดเห็นต่อไปในอนาคตก็คงจะมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก ผมคิดว่าเราคงไม่ไปปิดกั้น แต่สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือเราคงจะต้องหาทางใน การเชื่อมโยงประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่ให้การแก้ปัญหามีลักษณะของความเป็นระบบ มีทิศทาง และสรุปว่าจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน  ประเด็นบางประเด็นนั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองและกระบวนการปฏิรูปนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองก็จะมีกลไกอื่น ๆ ที่ช่วยทำงานอยู่ ยกตัวอย่างเช่น

- เรื่องสื่อสารมวลชน สัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้าก็ยังอยู่ในช่วงของการที่ไปรับฟังกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ มีฝ่ายวิชาการไปช่วยประสานอยู่ และอาจจะได้รูปแบบออกมาว่าจะเดินในประเด็นนั้นเป็นการเฉพาะอย่างไร

แต่ว่าเฉพาะในส่วนนี้ครับ ถ้าผมจะลองพยายามรวบรวมความคิดที่หลาย ๆ ฝ่ายได้สะท้อนเข้ามา  ฝ่ายเลขาฯ ได้สรุป ออกมาเป็นในเชิงวิสัยทัศน์  ผมคิดว่าเป็นวิสัยทัศน์สำหรับคนไทยส่วนหนึ่งและสำหรับสังคมไทยอีกส่วนหนึ่ง คือคนกับสังคม คนนั้น สุดท้ายปลายทางผมคิดว่าเราก็พูดกันว่าเราก็อยากให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข  ซึ่งพูดอย่างนี้ก็อาจจะบอกพูดง่ายเป็นนามธรรม  แต่ว่าถ้าจะให้ชัดลงไปผมฟังดูนะครับ

[ประเด็นที่]. เราต้องการที่จะเห็นคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าเรายังมีพี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งซึ่งชีวิตความเป็นอยู่มีความยากลำบาก ขาดแคลน หรือถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นจะมีกลุ่มคนหลายกลุ่มซึ่งรอคอยการแก้ไขปัญหาเป็นพิเศษจะเรียก ตกขอบบ้าง ชายขอบบ้าง จะด้วยเหตุในเรื่องของปัญหาในเชิงประวัติศาสตร์ เช่น กรณีปัญหาสัญชาติ ไปจนถึงเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ การไม่มีที่ทำกิน ไม่มีอาชีพ อย่างนี้เป็นต้น นั่นเป็นประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ก็คือขยับขึ้นมา เราคงอยากจะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนมีความมั่นคง เพราะฉะนั้นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่องของความมั่นคงจะเป็นในยามชราหรือยามเจ็บป่วย จะเป็นว่าถ้าสมมติประกอบอาชีพเกษตรกร  มีปัญหาทางเรื่องดินฟ้าอากาศ ต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องการที่จะสร้างขึ้นมาก็คือความมั่นคงของคนไทย

[ประเด็นที่ ๓] ถัดมาก็คือ โอกาส  คืออยู่อย่างมีศักดิ์ศรีแล้ว มีความมั่นคงแล้ว แต่ทุกคนต้องมีโอกาสในการที่จะแสวงหาสิ่งดี ๆ สำหรับตนเองได้ มีรายได้สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการทำงานซึ่งก็ต้องอาศัยโอกาส ซึ่งก็จะมีทั้งเรื่องของการศึกษา  เรื่องของการได้รับโอกาสในการเรียนรู้ และอื่น ๆ อย่างนี้เป็นต้น

ผมเองเป็นคนที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "เราจะสร้างรัฐสวัสดิการ"  แต่จะใช้คำว่า "เราต้องมีระบบสวัสดิการ" ความหมายก็คือว่าคงไม่ใช่มาพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นเป้าหมายที่จะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิทธิปวงชนชาวไทย และแนวนโยบายพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ต้องทำเป็นระบบมากกว่าการมีนโยบายในบางด้าน เช่น เรียนฟรี รักษาฟรี หรือเบี้ยยังชีพ คือต้องทำให้เป็นระบบจริง ๆ  อันนี้ผมคิดว่าน่าจะตรงกันในเชิงของวิสัยทัศน์ว่าชีวิตคนไทยเป็นอย่างไร

[ประเด็นที่ ๔] การอยู่ร่วมกันและมีความเป็นธรรม มีความเป็นประชาธิปไตยก็จะมีทั้งเรื่องของการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความรับผิดชอบเบื้องต้นของกระบวนการที่จะทำกันต่อไปเป็นหลัก แต่ว่าการเน้นการมีส่วนร่วม การเปิดพื้นที่ การสร้างเครือข่ายต่าง ๆ ให้เข้ามาทำงานไม่ใช่เฉพาะกระบวนการปฏิรูปเท่านั้น แต่การแก้ไขปัญหาของประชาชนและของประเทศต่อไปในอนาคต  ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสังคมตรงนี้

  • ทีนี้ก็มาถึงเรื่องกลไกการทำงาน

ข้อที่ ๑ ผมก็พูดมาตลอด และอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรุณาย้ำว่า อายุรัฐบาลนี้ไม่ยาวหรอกครับ และงานนี้อย่างไรก็ต้องเกินเลยอายุของรัฐบาล เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือวางกลไกที่จะสามารถก้าวข้ามอายุของรัฐบาลชุดนี้ได้  ในการทำงานตรงนี้ผมอยากจะให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นใน ๒ เรื่อง

๑. คือ เรื่องของกระบวนการกรอบเวลา กับ

๒. คือบทบาทในส่วนของรัฐบาลเองที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน 

เรื่องของเวลาในความรู้สึกผม กรอบเวลาอย่างเช่นสัก ๓ ปี น่าเป็นกรอบเวลาที่เป็นจริง คือไม่สั้นเกินไป เพราะว่างานหลายอย่างยาก และยาวเพียงพอ แต่ไม่มากไปที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีความเป็นรูปธรรม อาจจะตั้งเป้าในทำนองนี้ อันนี้เป็นเรื่องซึ่งจะต้องช่วยกันคิด กระบวนการการรับฟังอะไรต่าง ๆ ก็จะต้องนำไปสู่การจัดทำแผน ซึ่งค่อนข้างชัดเจนในเชิงแผนปฏิบัติว่าจะต้องทำอะไร อย่างไรในแต่ละเรื่องบ้าง กรอบเวลาที่คิดว่าจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร จะต้องมีการสนับสนุน เช่น เรื่องงบประมาณจากภาครัฐหรือภาคส่วนอื่นเท่าไร ซึ่งผมก็เคยพูดเอาไว้ว่าแผนตรงนี้น่าจะมีความชัดเจน  ไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้  ไม่ได้หมายความว่าต้องรอแผนเสร็จแล้วจะคิดอ่านทำหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และ

ก็เช่นเดียวกันก็คือภาคส่วนใดในสังคมซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการเข้ามาสนับสนุนแก้ปัญหานี้ได้ และทำได้ สามารถทำได้โดยเป็นอิสระ เราเชิญชวนทุกคนทำอย่างนั้น ถ้าหากว่ามีประเด็นอะไรเพิ่มเติมที่จะแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นก็ยินดี และยืนยันว่าจะเร่งผลักดันกลไกให้เป็นรูปธรรมภายใน ๑ สัปดาห์แล้วก็จะได้เดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทยด้วยกันครับ "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตอบประเด็น: กระจายอำนาจขั้นต่อไป เงื่อนไขเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตรวจสอบเหตุการณ์โดยหลายฝ่าย ฯลฯ

พิธีกร: "ขอบคุณท่านนายกฯ ครับ  ผมเริ่มต้นว่ามีคนเขียนโน๊ตมาเป็นข้อเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศไทย โดยเน้นว่าน่าจะมีแก้ปัญหาคนจนที่เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วนภายใน ๓ - ๖ เดือน เรื่องให้สัญชาติไทยแก่คนไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย เรื่องสวัสดิการสังคมแรงงานนอกระบบ ทั้งในเมืองและชนบท เรื่องกำกับดูแลให้ความเป็นธรรมทางด้านราคา พลังงาน ที่เป็นต้นทุนทางตรงในการผลิตของประชาชนในภาคเกษตร การประมง การขนส่งภาคครัวเรือน  นี่ก็เป็นคำสนทนาที่คุยเรียนถามท่านนายกฯ ท่านจะมีอะไรตอบทันทีเลยไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "ที่จริงทุกปัญหาเราพยายามดำเนินการอยู่
กรณีของที่ดินทำกิน อย่างที่ประชุมไปเมื่อ ๒ วันก่อน ทางอัยการก็มีแนวทางที่ค่อนข้างชัดในขณะนี้  รับแนวคิดแนวนโยบายนี้ว่าการดำเนินคดีซึ่งในที่สุดไม่ได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ไม่ได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  รังแต่จะทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น  ก็ใช้ดุลพินิจในการที่จะเอื้อในการแก้ปัญหา

เรื่องหนี้สิน
ก็ทำนองเดียวกันครับ ขณะนี้ผมก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกรณ์ จาติกวณิช) เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารหน้าอยู่ในเรื่องของหนี้สิน

ส่วนเรื่องพลังงานกำลังมีการมาทบทวนกันอีกรอบในเดือนสิงหาคม ในการที่จะดูแลเรื่องนี้"

คำถาม

- ปัญหาของประเทศไทยในเรื่องของการกระจายอำนาจอยากจะทราบแนวความคิดของท่านนายกฯ

- การกระจายการเลือกตั้ง 
  ๑. ถึงเวลาหรือยังที่ ๗๕ จังหวัดจะเหมือนกรุงเทพมหานคร
  ๒. ถ้าท่านกระจายการเลือกตั้งถูกต้องแล้ว ขอให้กระจายงานไปด้วย

- ผมอยากจะเรียนถามแล้วแต่ท่านจะเลือก
  ๑. กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเดียวที่ไปเช่าอยู่ที่ตึกแถวปิ่นเกล้า เมื่อไหร่จะมีที่ของตัวเอง
  ๒. เรื่องดาวเทียม ท่านจะถามประชามติของคนเจ้าของประเทศหรือไม่
  ๓. เรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตรงนี้ท่านจะตอบได้หรือไม่อย่างไรว่าสมควรจะ
      เลิกได้อย่างไร

- การนิรโทษกรรม ผมว่าให้ทิ้งระยะเวลาได้ไหมครับ ให้เขามามอบตัวให้เป็นกระบวนการศาล แล้วคุยกับทางนิติบัญญัติ ทาง
  อำนาจตุลาการ

- เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดอง และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีก สิ่งที่ต้องทำคือ
  ๑. ส่งเสริมสนับสนุนจัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนาประชาธิปไตย พร้อมทั้งให้มีการขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้มาซึ่ง
      ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ 
  ๒. จัดตั้งชุดพิเศษ อันประกอบไปด้วยหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนในการตรวจสอบ กรณีเหตุการณ์ชุมนุม

- อยากจะเรียนว่าประเทศไทยเราเนื่องจากเป็นวิกฤตประเภทวิกฤตที่สุดในโลก และเป็นวิกฤตที่เป็นสังคมกลียุคมิคสัญญี 
  เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญของปวงชน อันเกิดจากสภาล่างของปวงชน ขอคำวินิจฉัยของท่าน
  นายกฯ ด้วยครับ ประเด็นนี้"

อภิสิทธิ์: "เรื่องกระจายอำนาจ ขอเรียนว่าเราอยู่ในช่วงที่กำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อปรับปรุงการกระจายอำนาจอยู่ ๕-๖ ฉบับ ซึ่งจะทำให้อำนาจอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น  ผมมีความเห็นว่าขณะนี้จริง ๆ ในระดับจังหวัด ท่านได้เลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยตรงอยู่แล้ว หลักต่อไปก็คือทำอย่างไรเราจะโอนอำนาจจากกระทรวง ทบวง กรม และฝ่ายภูมิภาค ไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อที่จะให้นายก อบจ.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สามารถทำหน้าที่ในการบริหารราชการของจังหวัดได้อย่างครบถ้วนบูรณาการมากขึ้น  

คุณวรัญชัยถามไว้เยอะมากนะครับ  ผมตอบสั้น ๆ นะครับ กระทรวงวัฒนธรรมเสนอโครงการมาครับมันเป็นหลักหลายพันล้าน ผมเลยยังไม่อนุมัติ ต้องการที่จะปรับลดงบประมาณตรงนั้น แต่ว่าจะให้เขามีสถานที่ที่เหมาะสมในงบประมาณที่ผมคิดว่าเหมาะสมกว่าที่ได้เสนอมา 

ดาวเทียม
ซื้อหรือไม่ก็ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยด้วยกัน กระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะดูแลเรื่องนี้ และยืนยันได้ก็คือว่าถ้าแพงก็ไม่ซื้อครับ พูดง่าย ๆ 

ส่วนเรื่องของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จริง ๆ แล้วขณะนี้นอกเหนือจากการที่เราให้เจ้าหน้าที่ประเมินมาในแต่ละพื้นที่ ผมได้ขอไปแล้วครับทุกภาคส่วนเลยนะครับ จังหวัดไหนที่คิดว่าอยากจะเลิกพ.ร.ก. ถ้าท่านสามารถจะรวบรวมพลังฝ่ายราชการ ฝ่ายภาคธุรกิจ ฝ่ายมวลชน การเมือง ท้องถิ่น มาแสดงออกว่าจะช่วยกันดูแลว่าแม้ยกเลิกพ.ร.ก.แล้วไม่มีเหตุการณ์ที่จะเป็นความไม่สงบ ผมเชื่อว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ฟังแน่นอนจะมีน้ำหนักมาก 

การนิรโทษกรรม
ขณะนี้ไม่ใช่ความริเริ่มของรัฐบาล เป็นการหยิบยกประเด็นขึ้นมาหารือใน ศอฉ. ซึ่งยังไม่มีข้อยุติ ความเห็นส่วนตัวผมก็คือว่าถ้านิรโทษกรรมจะมีส่วนทำให้การกระทำผิดในอนาคตมีมากขึ้น ผมไม่เห็นด้วย เอาสั้น ๆ อย่างนี้

เรื่องของการตรวจสอบเหตุการณ์ ผมขอย้ำว่านอกเหนือจากที่อาจารย์คณิต ณ นคร กำลังรวบรวมบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว อย่างน้อยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว 

ส่วนการวิจัยประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ มีการทำอยู่เยอะนะครับ ผมเพียงให้ข้อคิดว่าปัญหาของเราขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่แก้ได้ยากกว่าแก้รัฐธรรมนูญหรือแก้ไขกฎหมาย

สุดท้ายที่คุณประพันธ์ศักดิ์กรุณาพูดถึงวิกฤต ๔ วิกฤต แล้วก็รวบยอดมาที่รัฐธรรมนูญ เมื่อเช้านี้จุดหนึ่งที่ผมได้ให้ข้อคิดกับทางคณะกรรมการที่เข้ามาดูแลเรื่องรัฐธรรมนูญ คือว่า

  • ในข้อเสนอของสภาฯเองได้มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดย ส.ส.ร.อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่ามี ๖ ประเด็น ๖ ประเด็นนี้เป็นเพียงเบื้องต้น
  • แต่ว่าความเหมาะสมที่จะมีการดำเนินการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการยกร่าง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นอยู่แล้วครับ"

พิธีกร: "ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ"

พิธีกร: "ท่านผู้ชมครับ ในการประชุมระดมความคิดเพื่อหาแนวทางในการพัฒนา และปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ได้ความร่วมมือจากภาคทุกองค์กรเครือข่าย ซึ่งได้ความเห็นไปหลากหลายทีเดียว ซึ่งท่านนายกฯ ได้เดินทางมาร่วมรับฟังความคิดเห็นในวันนี้  นี่ถือว่าเป็นเวทีหนึ่งเท่านั้นในการที่จะระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งยังมีอีกหลายเวทีที่จะระดมความคิดเห็นของทุกองค์กรเครือข่ายกันต่อไป การสัมมนาในวันนี้จบลงแล้วนะครับ ท่านผู้ชมที่สนใจก็ติดตามการเสวนาในเวทีต่อ ๆ ไปได้ ซึ่งเราจะนำเสนอต่อไป วันนี้สวัสดีครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เดินหน้า: ปรับการทำนารับภัยแล้ง หนี้สินแก้แล้วกว่าแสนจากล้านรายที่ลงทะเบียน แผนจัดการสิ่งแวดล้อม

... เร่งก.เกษตรฯ สำรวจการเลื่อนทำนาปี จัดอาชีพเสริมรองรับ
อภิสิทธิ์: "เรื่องแรกคือเรื่องของภัยแล้ง สถานการณ์น้ำซึ่งรัฐบาลได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด มีการมอบหมายท่านรองนายกรัฐมนตรีพลตรี สนั่น  ขจรประศาสน์  ให้มีการรายงานในเรื่องของสถานการณ์เป็นรายวัน ก็ขอเรียนครับว่าสถานการณ์ในขณะนี้เริ่มดีขึ้นบ้าง

ในส่วนของเรื่องของฝนฟ้า ในเรื่องของปริมาณน้ำซึ่งไหลเข้าไหล ออก จากเขื่อนหลัก  และขอยืนยันว่าในการบริหารจัดการน้ำนั้น

  • ในส่วนของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคนั้น รวมทั้งคุณภาพของน้ำประปานั้นไม่มีปัญหาอะไร 
  • แต่ว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือการเลื่อนการทำนาปี
    • ซึ่งจะเลื่อนไปจนถึงประมาณกลางเดือนกรกฎาคมคือกลางเดือนหน้า
      และขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังมีการไปสำรวจดูว่ามีพี่น้องประชาชนซึ่งมีความจำเป็นในการเลื่อนทำนาปี  โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชลประทานนั้นก็คงต้องมีการเลื่อนแน่นอน ตามคำขอจากทางกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรฯ
    • ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในพื้นที่อื่น ๆ นอกเขตพื้นที่ชลประทานนั้นก็ขึ้นอยู่กับน้ำฝน ซึ่งมีการตกกระจายไปในปัจจุบัน  ก็จะได้มีการสำรวจเรื่องนี้ และจะมีการดูความเป็นไปได้ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งในช่วงจากนี้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งอาจจะไม่สามารถทำนาได้ ว่าจะมีวิธีการในการช่วยเหลือในเรื่องของอาชีพเสริม หรือในเรื่องของการที่จะช่วยปัจจัยการผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอย่างไร 
    • และที่สำคัญคือว่าแม้ว่าในช่วงของนาปีผ่านพ้นไป  เราก็เชื่อครับว่าฝนฟ้าที่ตกลงมาก็คงทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเมื่อเทียบกับฝนที่ขาดหายไปในช่วง ๕ เดือนแรกทำให้ในต้นปีหน้า น้ำที่จะใช้ในการทำนาปรังจะมีน้อยมาก เพราะฉะนั้น
      • ในเบื้องต้นการสำรวจความคิดเห็นความต้องการก็จะต้องเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมการสำหรับการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะไม่สามารถทำนาปรังได้  ก็จะมีพื้นที่ทำนาปรังอย่างที่เคยคุยไว้ในรายการนี้เพียง ๒ - ๓ ล้านไร่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเร่งสำรวจในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น 
      • และได้มอบอำนาจให้ผมและท่านรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณตกลงกันในการที่จะดูว่าจะมีความสามารถในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรและขาดรายได้ในช่วงที่ขาดน้ำหรือไม่สามารถทำนาได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ขอเรียนครับว่ามีการติดตามอย่างใกล้ชิด และกำลังจะเตรียมการหามาตรการที่จะรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น และที่จะตามมา จนถึงในช่วงต้นปีหน้าด้วย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... หนี้นอกระบบแก้แล้วกว่าแสนราย มาตราการและนโนบายช่วยเหลือหนี้สินเกษตรกร
อภิสิทธิ์:
"เรื่องถัดมาที่ผมได้เข้าไปติดตามคือปัญหาเรื่องของหนี้สินครับ เมื่อช่วงต้นปีนั้นรัฐบาลได้ทำโครงการในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ มีการให้ประชาชนนั้นมาขึ้นทะเบียน เดิมทีเดียวนั้นเราก็คิดว่าจะมีคนที่จะเข้ามาสู่โครงการนี้แก้ไขปัญหาได้สักประมาณ ๓ - ๔ - ๕ แสนคน หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย เอาเข้าจริงปรากฏว่ามีคนเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นล้านเกิน ๑ ล้านคน

และขณะนี้มีการดำเนินการโดยทางกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปนำเอาเจ้าหนี้ ลูกหนี้นอกระบบมาเจรจากัน ซึ่งก็สามารถที่จะเจรจากันในหลักการได้เรียบร้อยไปเป็นส่วนใหญ่  และก็เข้าสู่ขั้นตอนในการที่จะขออนุมัติสินเชื่อจากทางธนาคารของรัฐ

  • ในส่วนของการดำเนินการในขณะนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้นจะมีความก้าวหน้ามากที่สุด และ
              - ขณะนี้จะมีพี่น้องซึ่งเป็นหนี้สินนอกระบบได้รับการอนุมัติในเรื่องของสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
                ไปแล้วประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ราย
              - ขณะที่กำลังมีการเจรจาหรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการขอสินเชื่อจากธนาคารอีกประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ราย
    เพราะฉะนั้นถ้าเราเร่งรัดทำตรงนี้ก็คาดว่าอย่างน้อย ๆ ๓ - ๔ แสนรายจะมีข้อยุติ ผมได้ให้ทางกระทรวงการคลังได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่จะถึงนี้ว่าสำหรับรายที่เหลือว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง จึงทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาพี่น้องที่เป็นหนี้สินนอกระบบได้ 
  • ส่วนหนี้สินของเกษตรกรในภาพรวมก็เช่นเดียวกันนะครับ เราได้มีการทำข้อตกลงกับทางผู้บริหารในส่วนของกองทุนฟื้นฟู ท่านรองนายกฯ สนั่น ท่านที่ปรึกษาดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ 
    ขณะนี้ก็คิดว่ากำลังจะได้ข้อยุติในเชิงของมาตรการและนโยบายที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรที่เป็นหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ มีการโอนไปยังธนาคารต่าง ๆ หรือจะโอนจากธนาคารเข้ามาสู่กองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาให้มีลักษณะที่เบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน  ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ และวันอังคารนี้ก็จะให้มีการรายงานในเรื่องนี้มาเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของพี่น้องต่อไป" 

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

... คณะกรรมการ ๔ ฝ่าย เตรียมเสนอ ธุรกิจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อภิสิทธิ์:
"นอกจากนั้นครับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีการประชุมคณะกรรมการหลายชุด และหนึ่งในนั้นก็คือกรรมการที่ดูแลในเรื่องของสุขภาพของพี่น้องประชาชน ก็บังเอิญมาเกี่ยวพันกับปัญหาในเรื่องของมาบตาพุด

  • ซึ่งขณะนี้ในแง่ของธุรกิจนั้นก็มีการกำหนดแนวทางของการแก้ไขปัญหานั้น ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ
  • สัปดาห์หน้าก็จะมีการยุติลงของการทำงานของคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ซึ่งทำงานเสร็จสิ้นและพร้อมที่จะเสนอในเรื่องของรายชื่อของธุรกิจซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ได้ข้อยุติต่อไป
  • ส่วนกรณีขององค์กรอิสระที่ทำขึ้นในลักษณะของชั่วคราวโดยระเบียบของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลเอง ก็ได้มีการดำเนินการไปแล้ว และตัวกฎหมายที่จะนำเสนอต่อสภาฯ นั้นคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา"  

... เร่งแผนจัดการสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินจริง
อภิสิทธิ์:
"ขณะเดียวกันครับสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่การเร่งรัดในเรื่องของการบริหารแผนจัดการสิ่งแวดล้อมหรือแผนควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะการมีโครงการต่างๆ มาลดมลพิษต่าง ๆ นั้น ผมได้เร่งรัดเพื่อให้นำเสนอและได้รับการอนุมัติในการเดินหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

และที่สำคัญคือเมื่อช่วงต้นเมื่อนั้นก็เกิดปัญหาก๊าซรั่วขึ้นมา ทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้มีการมอบคณะทำงานไปสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาก๊าซรั่ว ตั้งแต่
           - ปัญหาที่ว่าระบบระวังป้องกัน
           - ไปจนถึงการเตือนภัย
           - ไปจนถึงการดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
           - การนำส่งโรงพยาบาลต่าง ๆ
ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมากในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เรื่องนี้ผมจะได้นำเอาข้อเสนอเพื่อแก้ไขปรับปรุงระบบในเรื่องของการบริหารแผนเวลาเกิดสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนฉุกเฉินมาในลักษณะนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขต่อไป

แม้ว่าระยะหลังจะมีการดูแลเยียวยาได้ เป็นที่พอใจระดับหนึ่ง แต่ว่าปัญหาในเรื่องของการป้องกัน ในเรื่องของการเตือนภัย และในเรื่องของการบริหารสถานการณ์จริง ยังเป็นเรื่องที่จะต้องมีการปรับปรุง ซึ่งจะได้มีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับปรุงแก้ไขแผนต่าง ๆ ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ก็คือการดำเนินการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบางส่วน

พักกันสักครู่ครับ เดี๋ยวมาพูดคุยกันในเรื่องของแผนปรองดองในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อประเทศไทย และช่วงท้ายรายการมาดูบรรยากาศของการประชุมของภาคประชาชนเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องนี้ด้วยครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เดินหน้า: แก้ปมขัดแย้งรัฐกับ ปชช. เรื่องที่ทำกินที่อยู่อาศัย

... โฉนดชุมชน แก้ปัญหาที่ทำกิน
อภิสิทธิ์:
"ส่วนในสัปดาห์ที่ผ่านมามีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร และพี่น้องประชาชนที่ถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมา แต่ก็มีความคืบหน้ามีความก้าวหน้าไป เรื่องแรกก็คือปัญหาเรื่องของที่ทำกินและที่อยู่อาศัย

ผมก็ได้มีการประชุมกับทางสมัชชาเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ระหว่างประชาชนกับภาครัฐ  ก็มีการหยิบยกพื้นที่มา ๖ - ๗ พื้นที่ ก็มีการคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง ปัญหายังไม่หมดไป

แต่ว่าหลายเรื่องก็มีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ

          - การขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้ได้มีการผ่อนปรนเพื่อที่จะสามารถเอื้ออำนวยต่อการที่จะแก้ไขปัญหา
            ร่วมกันได้ 
          - แนวคิดเรื่องโฉนดที่ดิน ก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีหลายพื้นที่ซึ่งขณะนี้ก็จะเข้าสู่ความพร้อมในการที่จะจัดทำโฉนด
            ชุมชน ซึ่งระเบียบได้ออกมาแล้ว ก็จะมีการจัดประชุมสมัชชาอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์หน้า และคาดว่าในเร็ว ๆ นี้จะเริ่ม
            แจกโฉนดชุมชนได้ในหลายพื้นที่ 

ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่ทำกิน" 

... ผ่อนคลายกฎระเบียบ โครงการบ้านมั่นคง 
อภิสิทธิ์: "ส่วนเรื่องของที่อยู่อาศัย ปัญหาที่ค้างคากันมานานในเรื่องของความถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของบ้านมั่นคง ซึ่งอาจจะมีลักษณะของที่หรือการเว้นระยะห่าง การก่อสร้างต่าง ๆ ยังไม่สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร

เรื่องนี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้จัดประชุมไปเมื่อวันศุกร์เพื่อที่จะคลี่คลายออกระเบียบต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พี่น้องซึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ในโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัยแล้วกลับมาเจอปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย ไม่สามารถที่จะขอออกเลขบ้านได้บ้าง ไม่สามารถขอน้ำขอไฟได้บ้าง ตรงนี้ก็จะได้มีการปรับแก้กฎกระทรวงต่าง ๆ เพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้ไปให้เรียบร้อยนะครับ"

... แก้ปัญหาพื้นที่ป่า สร้างที่ทำกินแก่ประชาชนอย่างเป็นระบบ  
อภิสิทธิ์: "นอกจากนั้นครับวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้ไปเริ่มต้นการเปิดโครงการสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้เวลาในช่วง ๒ ปีข้างหน้าในการที่จะชำระสะสางในเรื่องของสภาพพื้นที่ป่าและการเข้าไปทำกินของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะจัดการแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จไปในแง่ของการหาข้อเท็จจริงครับ

เพราะว่าที่ผ่านมาเราจะมีภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายทางดาวเทียม ทั้งก่อนและหลังประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวน แต่ปรากฏว่ามีความไม่ตรงกัน มีความคลาดเคลื่อน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้เงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เข้าไปทำในเรื่องนี้  ใช้เวลา ๒ ปีในการที่จะมาขีดเส้นกันให้ชัดเจนไปเลยว่าที่สุดแล้วเขตป่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนที่ทำกินอยู่นั้นเข้าไปก่อนหรือเข้าไปหลัง 

  • ซึ่งถ้าเข้าไปก่อนการประกาศเขตป่านั้นก็จะชัดเจนครับว่าจะมีสิทธิ์ในการที่จะได้เอกสารสิทธิ์
  • ส่วนที่เข้าไปหลังจากโครงการนี้ เราก็จะทราบข้อเท็จจริงว่าเข้าไปหลังนั้นเข้าไปประมาณปีไหน อย่างไร และจากนั้นจะมีการนำเสนอไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพพื้นที่ต่อไปด้วย

อันนี้ก็เป็นเรื่องของปัญหาที่ทำกิน ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรัง  ก็มีความก้าวหน้าไปพอสมควรจากการเดินหน้าแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม


(กลับไปด้านบน)