น้อมรับพระราชเสาวณีย์ ไทยกัมพูชา MOUยังเป็นประโยชน์ รถเมล์NGV ต้องโปร่งใส บริการดีขึ้น การศึกษาต่อยอดเด็กเก่งสู่วิจัย ลดเรียนเพิ่มกิจกรรม ดูแลความหลากหลาย (๑๕ ส.ค. ๕๓)

- น้อมรับพระราชเสาวณีย์: รื้อฟื้นโขน อนุรักษ์สวล. ป้องกันยาเสพติด
- ไทย-กัมพูชา: ปัญหาเพราะปชช.เขมรล้ำไทย MOUยังเป็นประโยชน์
- การศึกษา: วิทย์ฯ เป็นจุดอ่อน สร้างความคิดเป็นระบบ ส่งเสริมเด็กไทยสู่นักวิจัย
- การศึกษา: ต่อยอดเด็กเก่ง เตรียมพร้อมเด็กไทย สู่เวทีโอลิมปิกวิชาการ
- การศึกษา: ลดเวลาเรียน เพิ่มกิจกรรมเรียนรู้ เชื่อมโยงชุมชน ดูแลเด็กทุกแบบทุกระดับ
- รถเมล์ NGV : ต้องโปร่งใส ลดภาระ ขสมก. บริการดีขึ้นสำหรับ ปชช.
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - น้อมรับพระราชเสาวณีย์: รื้อฟื้นโขน อนุรักษ์สวล. ป้องกันยาเสพติด

...นายกฯ ขอบคุณประชาชนไทยร่วมถวายความจงรักภัคดีสมเด็จพระนางเจ้าฯ และน้อมรับพระราชเสาวณีย์ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้คนและเยาวชนในชุมชนโดยอาศัยพลังความสามัคคีและความจงรักภัคดีอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและการแสดงของไทย ไปปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

อภิสิทธิ์: "สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยวันนี้ ในช่วงแรกผมคงจะทำหน้าที่ในการรายงานการทำงานของรัฐบาลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และในช่วงที่ ๒ ไปพบกับเด็ก ๆ และเยาวชนที่ได้ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับรางวัลในการไปแข่งขันทางวิชาการในระดับนานาชาติ ก็เป็นโอกาสดี ผมก็ได้เชิญทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่านเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมาสนทนากันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาและเด็กและเยาวชนพร้อม ๆ กันไปด้วย  และในช่วงท้ายรายการเช่นเคยนะครับจะมีสกู๊ปจากรายการที่เราไปติดตามบุคคลที่เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ ๖ วัน ๖๓ ล้านความคิด

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมอยากจะขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทย หรือพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ที่เราได้ร่วมกันในการถวายความจงรักภักดี ถวายพระพรต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ซึ่งได้

    • มีการจัดกิจกรรมทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน
      • ในการมีกิจกรรมทั้งที่เป็นกิจกรรมโครงการถวายพระพร และกิจกรรมอื่น ๆ ในทำความดีเพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน และ
      • ขอขอบคุณสำหรับทุกหน่วยงานที่ได้ให้ความร่วมมือในการจัดงานต่าง ๆ

และนอกจากนั้นเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมา ในตามธรรมเนียมที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะบุคคลต่าง ๆ ได้เข้าเฝ้าฯ ซึ่งได้ทรงมีพระราชเสาวณีย์ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำงานของรัฐบาล และกับการทำงานของภาคเอกชนและภาคประชาชนในประเด็นสำคัญ ๆ ของบ้านเมือง ใน

[ประเด็นแรก] เป็นเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของ การอนุรักษ์ป่าไม้ และการฟื้นฟูสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ

    • โดยเฉพาะเรื่องของโครงการปะการังเทียม

ซึ่งทั้งในส่วนของการอนุรักษ์ป่าไม้ก็ดี และการเดินหน้าต่อในการทำโครงการปะการังเทียม เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทยให้กับพี่น้องประชาชนก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะน้อมนำ และมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นั้นไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และอย่างต่อเนื่องต่อไป

นอกจากนั้นรัฐบาลเองยังได้มีการจัดงานเพื่อที่จะระดมทุนเพื่อที่จะนำถวายสมทบกับกองทุนแม่ของแผ่นดิน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งที่เป็นพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นั่นคือ

[ประเด็นสอง] การสนับสนุนส่งเสริมให้หมู่บ้านและชุมชนต่าง ๆอาศัยพลังความสามัคคี และความจงรักภักดีในการสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกัน ไม่ให้คนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของยาเสพติด

    • ก็ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และโครงการของรัฐบาล และ เราจะขยายกองทุนแม่ของแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันนั้นครอบคลุมไปแล้วถึงประมาณหมื่นกว่าหมู่บ้านและชุมชน ให้ครอบคลุมไปยังทุกชุมชนและทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ 

และสุดท้ายอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันคือ

[ประเด็นสาม] เรื่องของโขน  ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณส่งเสริมสนับสนุนผ่านศิลปาชีพ และจัดให้มีการแสดงโขน ซึ่งก็มีพี่น้องประชาชนที่ได้มีโอกาสเข้าไปชมเป็นจำนวนมาก

    • นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม และการแสดงหรือการละเล่นที่สำคัญของประเทศไทยแล้ว สังคมไทยแล้ว
    • ขณะนี้ก็ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพต่อเนื่องที่เป็นการรื้อฟื้นเรื่องของศิลปะของไทย เพราะว่างานในด้านนี้จะครอบคลุมไปถึงเรื่องคนที่จะต้องไปทำ ไม่ว่าจเรื่องของฉาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องแต่งกาย 

ซึ่งรัฐบาลก็จะได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนอีกทางหนึ่งต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ไทย-กัมพูชา: ปัญหาเพราะปชช.เขมรล้ำไทย MOUยังเป็นประโยชน์

... กัมพูชาทำหนังสือกล่าวหารัฐบาลไทยแสดงท่าทีที่จะใช้ความรุนแรง นายกฯ ตอบข้อเท็จจริงรัฐบาลไทยแก้ปัญหาตามหลักสากล โดยยึกกรอบ MOU ปี ๔๓ ใช้กรอบการเจรจาเข้าแก้ไขปัญหาก่อน พร้อมโต้กลับกัมพูชาไม่เพียงรุกล้ำเขตแดน แต่ละเมิดข้อตกลง MOU ปี ๔๓

อภิสิทธิ์: "สัปดาห์ที่ผ่านมาผมอยากจะขอเรียนถึงงานสำคัญ ๒ เรื่องของรัฐบาลซึ่งมีการติดตามให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง เรื่องแรกคือหลังจากรายการนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้มีรายการพิเศษในเรื่องของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ขอเรียนว่าหลังจากนั้น

  • ทางกัมพูชาเองก็ได้มีการทำหนังสือทั้งที่เผยแพร่ทั่วไป และไปถึงยังบรรดาบุคคลสำคัญในองค์การสหประชาชาติ โดยไปอ้างอิง
    • ซึ่งเป็นการอ้างอิงที่ผิดว่าผมไปแสดงท่าทีในการที่จะใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหา พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับเป็นการร้องเรียนไป
    • ซึ่งเรื่องนี้ในส่วนของผมเองก็ได้มีการทำหนังสือไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งในส่วนของสหประชาชาติทันทีเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว
      • รัฐบาลไทยได้ยึดถือในเรื่องของการที่จะแก้ไขปัญหาตามหลักสากลหลักการของสหประชาชาติมาโดยตลอด และ
      • โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือว่าอยู่ในอาเซียนด้วยกันนั้น เราพยายามที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี และ
      • ในการแก้ไขปัญหานี้เราก็ได้มีกรอบของการทำงานนั่นคือเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓

ซึ่งเป็นการยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าการแก้ปัญหาของไทยนั้นจะเป็นอยู่บนพื้นฐานของหลักการของสหประชาชาติ

ผมเลยได้ถือโอกาสนี้ได้เรียนไปอีก ๒ ประเด็นว่า แท้ที่จริงแล้วปัญหาความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นก็สืบเนื่องมาจากการที่

[๑] กัมพูชาเองได้มีคนในชุมชนได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยจะดูได้จากกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นก็คือ

    • การที่เรามีสนธิสัญญา ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนอยู่ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ และจะพยายามดำเนินการตามแนวทางของสากล นั่นคือ
    • ใช้กรอบของการเจรจาเข้าแก้ไขปัญหาก่อน อันนี้ก็เป็นแนวทางที่เป็นการยืนยันหลักการของเรา

พร้อม ๆ กันนั้นเลยได้ถือโอกาสนี้อธิบายอีกครั้งหนึ่งไปยังสหประชาชาติว่าที่ปัญหาตึงเครียดมากเป็นพิเศษในปัจจุบันนั้นเป็นเพราะว่ามี

[๒] ความพยายามในการที่จะใช้กระบวนการของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร โดยถือเป็นการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวของทางกัมพูชา ซึ่งนำมาสู่ความยุ่งยากในเรื่องของการบริหารจัดการแผนและนำมาสู่ความตึงเครียดในพื้นที่ เพราะฉะนั้น

    • อยากให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าในเวทีของการเมืองระหว่างประเทศ เวทีของโลกนั้น ทางรัฐบาลได้เดินหน้าในการที่จะให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในปัจจุบันในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 
    • พร้อม ๆ กันไปการเดินหน้าในการที่จะชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลง ไม่เพียงแต่เรื่องของการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดน แต่ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงตามเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ นั้น รัฐบาลก็กำลังเดินหน้าในการทำงานต่อไป กระทรวงการต่างประเทศเองก็ได้มีการดำเนินการร่วมกับทางกระทรวงกลาโหม และกองทัพ และ
    • พร้อม ๆ กันไปนั้นกรอบของการดำเนินการตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็จะมีการนำเสนอเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีความสนใจที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมสามารถมามีส่วนร่วมก่อนที่ทางรัฐสภาจะให้ความเห็นชอบในการที่รัฐบาลจะไปดำเนินการใด ๆ ต่อไป"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- การศึกษา: วิทย์ฯ เป็นจุดอ่อน สร้างความคิดเป็นระบบ ส่งเสริมเด็กไทยสู่นักวิจัย

...   จุดอ่อนการพัฒนาประเทศไทย คือ การขาดแคลนนักวิจัย ต้องสร้างแรงจูงใจ ค่าตอบแทน มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรองรับ ปลูกฝังความคิดให้เป็นระบบ ส่งเสริมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ สนับสนุนทุนการศึกษา สร้างค่านิยมให้เด็กไทยอยากเป็นนักวิจัย

ผู้ดำเนินรายการ (ปานระพี ระพิพันธ์): " สวัสดีค่ะ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ในช่วงนี้นะคะ เราจะมาคุยกันถึงเรื่องพัฒนาการของการศึกษาไทยค่ะ และตอนนี้นะคะดิฉันก็นั่งอยู่ท่ามกลางเด็กเก่งจำนวนมากถึง ๑๓ คนพร้อมกับผู้ปกครองนะคะ และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ และท่านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน์ นะคะ สวัสดีค่ะ และน้อง ๆ ทั้ง ๑๓ คนนะคะ เป็นน้อง ๆ ที่เพิ่งกลับมาหมาด ๆ เลยหลังจากไปแข่งขันระดับนานาชาติมานะคะ มีทั้งการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก และคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ทั้งระดับประถมและระดับมัธยมนะคะ วันนี้เราก็มีน้อง ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทยอีกจำนวนมากมาร่วมรายการกับเรา เดี๋ยวดิฉันจะขออนุญาตให้น้อง ๆ แนะนำตัวเองกันทีละคนก่อนนะคะ ว่าแต่ละคนชื่ออะไร และไปแข่งขันได้เหรียญอะไรกันมาบ้างนะคะ เดี๋ยวเริ่มจากทางด้านโน้นก่อนนะคะ"


นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อนายณัฐชนน สวยสม มาจากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้เหรียญเงินประเภทบุคคล เหรียญทองประเภททีม เหรียญทองประเภท... และที่ ๒ Overall ครับ"

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมเด็กชายบุรินทร์ ปิติมานะอารี ได้เหรียญทองประเภทบุคคล เหรียญทองประเภททีม เหรียญเงินประเภทกลุ่มครับ"

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายวรมนต ยมจินดา ครับ อยู่โรงเรียนสาธิตมศว.ปทุมวันครับ ได้รางวัลเหรียญทองแดงประเภทบุคคล เหรียญเงินประเภททีม และเหรียญทองประเภทกลุ่มบุคคลครับ "

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายวีรชัย นีรนาทวงศ์ ครับ มาจากโรงเรียนสาธิตมศว.ปทุมวัน ได้เหรียญทองประเภทบุคคล กลุ่มบุคคล ทีม และได้รางวัล Overall ที่ ๒ ครับ "

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมเด็กชายกฤตกร กานติกูล จากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้เหรียญทองประเภทบุคคล ประเภทกลุ่มบุคคล ประเภททีมและที่ ๒ Overall"

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายก้องเกียรติ ทิพย์รัตน์ ครับ มาจากโรงเรียนสาธิตมศว.ประสานมิตร ฝ่ายประถมครับ ได้เหรียญเงินประเภทบุคคลครับ "

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายวริศ สิงหา จากโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมาครับ ได้รับรางวัลเหรียญเงินประเภทบุคคล และเหรียญทองประเภททีมครับ"

นักเรียน: " สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงอติกานต์ โสมาภา จากโรงเรียนสาธิตมศว.ปทุมวัน ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงประเภทบุคคลค่ะ"

นักเรียน: " สวัสดีค่ะ ชื่อศุภสุตา วงศ์ดามา จากโรงเรียนสตรีวิทยาค่ะ ได้เหรียญเงินในประเภทบุคคล เหรียญทองประเภททีม และเหรียญเงินประเภทกลุ่มบุคคลค่ะ"

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายกรวัฒน์ พฤกษานุศักดิ์  จากโรงเรียนแสงทองวิทยาครับ ได้เหรียญทองประเภทบุคคล เหรียญเงินประเภทกลุ่มบุคคล และเหรียญทองแดงประเภททีมครับ"

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชายจิรวัชร อนันต์โรจน์วงศ์ จากโรงเรียนสาธิตมศว.ปทุมวันครับ ได้เหรียญทองประเภทบุคคล ทีม กลุ่มบุคคล และได้รางวัลที่ ๒ ของ Overall ครับ"

นักเรียน: " สวัสดีครับ ผมเด็กชายภาสพล อุฬารกุล จากโรงเรียนอนุบาลสกลนคร ได้เหรียญเงินประเภทบุคคล ได้เหรียญทองแดงประเภททีม และได้เหรียญทองประเภทกลุ่มบุคคล ครับ"

นักเรียน: " สวัสดีค่ะ ชื่อเด็กหญิงวนิชา แสงศรี ได้เหรียญทองแดงประเภทบุคคล ได้เหรียญเงินประเภททีม และได้เหรียญเงินประเภทกลุ่มบุคคลค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " หลายคนนี้ก็ได้มาหลายเหรียญด้วยกันนะคะ นี่ก็เป็นตัวอย่างของเด็กไทยที่เก่งค่ะ ซึ่งก็ต้องขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ด้วยนะคะ และแสดงความยินดีกับผู้ปกครองของน้อง ๆ ด้วยที่สามารถทำให้ลูก ๆ เก่งได้ขนาดนี้ แต่ว่าการที่เราเก่งได้แบบนี้ นโยบายในการสนับสนุนการศึกษามีส่วนช่วยไหมคะท่านรัฐมนตรีคะ"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ: " ผมอยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ เราได้มีการส่งเสริมให้เด็กของเราได้แสดงออกซึ่งศักยภาพด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่นะครับ โดยเฉพาะการที่จะส่งเสริมให้นักเรียนไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ การแข่งขันระดับนานาชาติในประเภทต่าง ๆ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของรัฐบาล ก็เรามีความชัดเจนที่จะมุ่งเน้น

-ในการที่จะให้เด็กไทยของเรานั้นได้พัฒนาในเรื่องใฝ่รู้ ใฝ่ดี คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น -โดยเฉพาะเด็กไทยของเราต้องเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และ

- สามารถที่จะแข่งขันกับประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกได้ จะเห็นได้ว่านโยบายตรงนี้จะเริ่มต้นจากการที่เรามีการศึกษาไปสู่มาตรฐานสากลนะครับ ที่มีการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเข้มข้น มีการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาช่วย

- ที่สำคัญในช่วงหลังก็มีการพัฒนาครู มีสำนักนวัตกรรมที่จะเข้ามาดูแลสำหรับการต่อยอดในการส่งเสริมศักยภาพของเด็กนักเรียนนะครับ

นี่ก็เป็นส่วนที่เป็นนโยบายที่สำคัญ และคิดว่าจากผลของการที่เราได้ส่งเสริมให้เด็กของเราได้ไปแข่งขันในประเภทต่าง ๆ ก็มีผลในการที่เรานำมาวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อจะปรับหลักสูตรของเราให้สามารถที่จะเท่าทันต่อการแข่งขันในระดับโลก หรือว่าเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในยุคใหม่นะครับ เพื่อที่จะได้มาใช้ในการขยายผลไปยังนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนที่ได้รับความสำเร็จในเรื่องของการเรียนอย่างเดียว "

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วได้เหรียญกันมาแบบนี้แล้วนะคะ ท่านนายกฯ มีแนวทางในการสนับสนุนส่งเสริมให้เขาไปต่อจากนี้อีกไหมคะ"


อภิสิทธิ์: " ผมอยากจะดึงกลับมานิดหนึ่งนะครับให้เห็นภาพว่าทำไมเมื่อผมได้ข่าวว่าปีนี้เราค่อนข้างประสบความสำเร็จมาก ในเรื่องของการไปแข่งขันวิชาการโอลิมปิก ซึ่งก็มีทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคอมพิวเตอร์ยังแข่งขันอยู่ คือ

ข้อแรกเลยเราจึงเป็นเห่วงมาโดยตลอดว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยยังเป็นจุดอ่อน ต้องยืนยันว่ายังเป็นจุดอ่อนนะครับ ไม่ใช่จุดแข็ง เพราะว่าเวลาเขาประเมินขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนี้ เรายังอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างแย่นะครับ พร้อม ๆ กันไปเราก็จะเห็นว่า พอเรื่องของวิทยาศาสตร์เรามีปัญหานี้ มันก็มีปัญหาเป็นวงจรเป็นลูกโซ่ เช่น

    • ปัญหาการวิจัย ซึ่งเราก็ขาดนักวิจัยพื้นฐานก็มี หรือการส่งเสริมสนับสนุนจูงใจให้คนเป็นนักวิจัย และ
    • ถ้าไล่ลงมาเรื่อย ๆ ก็จะเห็นแม้กระทั่งว่าการขาดแคลนครู ซึ่งภาพรวมจะขาดมากขาดน้อยอาจจะถกเถียงกัน แต่ที่คงปฏิเสธยาก็คือว่าในระดับมัธยม ครูทางด้านวิทยาศาสตร์นี้ขาดแคลนค่อนข้างมาก อย่างนี้เป็นต้น และ
    • ก็สะท้อนไปจนถึงปัญหาในสังคมโดยทั่ว ๆ ไป ที่ผมเองก็พูดเสมอว่าเรายังขาดการสร้างค่านิยมให้คนคิดเป็นระบบ คิดในเชิงวิทยาศาสตร์ เราจะมีเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก และอาจจะมีไสยศาสตร์ มีอะไรเข้ามาอยู่ตลอดเวลานะครับในสังคมของเรา ซึ่งพื้นฐานที่ดีของการที่เราจะผลักดันให้ประเทศเป็นสังคมเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้หรือการเรียนรู้นี้ มันต้องมีพื้นฐานหลักคิดทางวิทยาศาสตร์

[ข้อ ๒.] เด็กเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นกำลังใจให้กับ ทั้ง ๆ ที่เป็นรุ่นน้อง เพื่อน ๆ และเป็นกำลังใจให้กับผม เพราะเป็นการยืนยันอย่างหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วเด็กไทยไม่ได้มีความด้อยในเรื่องของความสามารถ เมื่อแข่งขันกับชาวโลกเขา แต่เรามีปัญหาที่เราต้องมาแก้ที่ระบบของเรา ว่าทำอย่างไรเด็กที่เก่งต้องได้รับการส่งเสริม เด็กที่อาจจะไม่ได้มีความสามารถเป็นพิเศษก็ต้องได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานในเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่ดีพอสมควร ที่จะทำให้สังคมของเราในภาพรวมไปได้ ทีนี้ขณะที่เด็กของเราที่รับรางวัล ได้รับมาเยอะ คะแนนเฉลี่ยขณะนี้ยังเป็นแนวโน้มที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นมันก็น่าคิด น่ามาแลกเปลี่ยนกันว่าอะไรที่จะทำให้เด็กของเราซึ่งถ้ามีพรสวรรค์อยู่แล้ว มีความสามารถพื้นฐานอยู่แล้วได้รับการส่งเสริม กรณีของโอลิมปิกนี้

๑. ผมคิดว่านอกจากความสามารถของเด็กเอง ผมว่าผู้ปกครองก็มีความสำคัญ วันนี้ก็มานั่งอยู่แถวหลังนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เดี๋ยวก็ได้คุยกับผู้ปกครองด้วยนะคะ"

อภิสิทธิ์: " อยากจะคุยเหมือนกันว่าจากเด็กด้วย จากผู้ปกครองด้วย ว่าส่งเสริมกันอย่างไร

๒. ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งสถาบันและมูลนิธิต่าง ๆ ที่เข้ามาทำงานทางด้านของโอลิมปิกวิชาการนะครับ สมเด็จพระพี่นางฯ ได้พระราชทานความช่วยเหลือและการสนับสนุนมาค่อนข้างที่จะต่อเนื่อง เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งมาก

[๓.] ทีนี้เราก็ต้องยอมรับว่าพอเอาเด็กตรงนี้มานั่งไม่ได้หมายความว่าเราคิดว่าที่สุดแล้วระบบการศึกษาจะแปลว่าเด็กทุกคนจะเป็นอย่างนี้ คงไม่ใช่ แล้วเราก็ไม่ว่ากันว่าจะมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ได้มีความถนัดสนใจทางวิทยาศาสตร์ เขาก็ควรได้รับการส่งเสริมในส่วนของความสามารถของเขา

[๔.] แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ดี มีนักวิจัย มีอาจารย์และมีครูวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นคนที่ทำให้เรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของไทยก้าวหน้าไปในอนาคต

ก่อนที่เด็กจะไปแข่งขันก็จะมาพบผมนะครับ และถ้ากลับมาแล้วประสบความสำเร็จก็จะมาพบเหมือนกัน ผมก็ตั้งข้อสังเกตมาต่อเนื่องว่าเวลามาพบผมนี้จะเป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนไม่กี่โรงเรียนครับ วนไปเวียนมานี้ครับ เตรียมอุดมฯ มหิดลวิทยานุสรณ์ สาธิต ก็มีอาจจะแซมเข้ามาบ้าง วันนี้ก็ดีใจว่ามีน้อง ๆ ที่มาจากต่างจังหวัดนะครับ มีราชบุรี โคราช สกลนคร สกลนครอยู่นี่ ราชบุรีอยู่นี่ โคราชอยู่นี่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจ แล้วก็สิ่งที่เราได้พยายามทำตอนนี้ก็คือว่า

๑. การที่เรามีกระบวนการในการคัดเลือกเข้าค่ายแข่งขันนี้ นอกจากจะกระตุ้นเรื่องคุณภาพแล้ว มันก็ส่งเสริมเรื่องการกระจาย

๒. เราพยายามที่จะขยายเรื่องของการส่งเสริมทางด้านวิทยาศาสตร์

  • โรงเรียนมหิดลฯ ก็เป็นโรงเรียนซึ่งสมัยผมเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ตัดสินใจเอาออกนอกระบบราชการ และตั้งเป้าไว้เลยว่าเขาจะเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งผ่านมา ๑๑ ปีก็ดูจะไปได้ดีนะครับ แต่ว่าที่อื่น ๆ ก็อยากจะได้บ้าง
  • ปีที่ผ่านมาเราก็อนุมัติโครงการที่เรียกว่าห้องเรียนวิทยาศาสตร์ คือทำทั้งโรงเรียนไม่ได้ ก็ไปทำเป็นห้องเรียนนะครับ แล้วก็เอาสถาบันการศึกษาในพื้นที่ในหลายจังหวัดเข้ามาช่วยสนับสนุนส่งเสริมเรื่องการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์

เราก็หวังว่าตรงนี้จะเป็นส่วนที่กระตุ้น แต่ว่าวันนี้อยากจะฟังจากน้อง ๆ และผู้ปกครองมากกว่าว่า สิ่งที่เขาคาดหวังคืออะไรนะครับ แต่สำหรับพวกที่ได้รางวัลแล้วผมเข้าใจว่าเวลาได้รางวัลกลับมาก็จะมีโครงการที่สนับสนุนเรื่องทุนการศึกษาต่อเนื่องไป แล้วเราก็หวังว่าคนเหล่านี้จะกลับมาเป็นคนที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับประเทศต่อไป "

...ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วเมื่อสักครู่ท่านยังพูดถึงเรื่องของอยากจะสนับสนุนให้คนไทยสนใจเรื่องของการวิจัยมากขึ้นนะคะ มีแนวทางยังไงที่วางแผนไว้บ้างแล้วคะ"

อภิสิทธิ์: " ยังยากอยู่นะครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าถ้าถามรอบ ๆ ไปนี้จะมีกี่คนที่บอกว่าจะไปเป็นนักวิจัย "

ผู้ดำเนินรายการ: " มีไหมคะ"

อภิสิทธิ์: " ผมกลัวว่าเดี๋ยวตอบว่าเป็นหมอ เป็นวิศวะ เป็นอะไรกันหมด"

ผู้ดำเนินรายการ: " มีใครอยากเป็นนักวิจัย ยกมือเลยค่ะมีไหมคะ ยกตอนนี้เผื่อได้ทุนนะ "

อภิสิทธิ์: " นี่ละครับคือปัญหาพื้นฐานของเรานะครับ เพราะว่าแรงจูงใจไม่ชัดเจนครับ ผมไม่โทษทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองนะครับ คือสมมติคนเก่งคณิตศาสตร์หรือว่าวิทยาศาสตร์แล้วบอกว่า หนักไปทางวิชาการทางการวิจัย ผมว่าจะต้องถูกผู้ปกครองถามแน่เลยว่าแล้วจะประกอบอาชีพอะไร ใช่ไหมครับ แล้วก็ตรงนี้ที่เป็นปัญหาว่าแรงจูงใจ ค่าตอบแทนของนักวิจัย การส่งเสริม ยังต้องกระตุ้นให้มากกว่านี้อีกนะครับ ซึ่งเราก็พยายามทำอยู่

- ในส่วนที่ผมดูแลก็พยายามจะดูว่าทาง ก.พ. หรือหน่วยงานทางด้านการบริหารงานบุคคลจะสามารถที่จะมีแรงจูงใจเพิ่มเติมได้ยังไง

- หน่วยงานทางด้านการวิจัย พวกสภาวิจัย สกว. และหน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บ้างหรือกระทรวงอื่น ๆ บ้างนี้ ก็กำลังพยายามที่จะให้ทุนและกระตุ้น และสามารถที่จะมีแรงจูงใจให้เขาทำงาน นอกเหนือจากเรื่องของเงินเดือนแล้วยังมีเรื่องของสภาวะแวดล้อมในการทำงานด้วย ต้องยอมรับว่าของเรานี้การทำงานแม้กระทั่งงานวิจัยนี้ บางทีก็ยังมาติดขัดกับเรื่องกฎ ระเบียบ อะไรต่าง ๆ นะครับ ของราชการบ้าง ของอะไรบ้าง และ

- เราก็พยายามส่งเสริมให้เอกชนเข้าทำงานวิจัยมากขึ้น โดยก็มีระบบในเรื่องของการแรงจูงใจทางภาษี ซึ่งต้องปรับปรุงขึ้นไปอีกนะครับ ถึงจะจูงใจได้มากขึ้น"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- การศึกษา: ต่อยอดเด็กเก่ง เตรียมพร้อมเด็กไทย สู่เวทีโอลิมปิกวิชาการ

... ใช้เขตพื้นที่เป็นฐานในการคัดเลือก เข้าค่าย ส่งแข่งขันเวทีโลก  นำข้อสอบมาเปรียบเทียบ ปรับปรุงหลักสูตร
ผู้ดำเนินรายการ:
" แล้วทาง สพฐ. ละคะวิธีการคัดเลือกกว่าจะมาเป็นน้อง ๆ เหล่านี้เราคัดเลือกอย่างไรคะ เอาเกณฑ์อะไรมา"

เลขาธิการสพฐ.: "

- เราใช้เขตพื้นที่เป็นฐานในการคัดเลือกเบื้องต้น โดยสพฐ. เป็นแกนในการคัดเลือก แต่ว่าเราคัดเลือกเด็กจากทุกสังกัด รวมทั้งเด็กจากเทศบาล เด็กจากโรงเรียนเอกชนด้วย

- ปีนี้มีเด็กที่สนใจสมัครเข้ามาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน และใช้เขตพื้นที่เป็นฐานในการคัด รอบแรกคัดประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๓๐,๐๐๐ และก็มาที่ศูนย์สอบ ๑๙ ศูนย์กระจายทั่วประเทศเพื่อสะดวกในการเดินทาง ๓๐,๐๐๐ คนนั้นก็คัดรอบสุดท้ายเหลือประมาณ ๓๐๐ คน เราก็คัดอีกทีหนึ่งเหลือประมาณ ๑๐๐ คนหลังจากการเข้าค่าย เพราะฉะนั้น ๑๐๐ กว่าคนนั้นจะเป็นกลุ่มที่จะได้รับการคัดเลือกไปสู่เวทีต่าง ๆ ตลอดปี

แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าวิธีการตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะว่าเด็กเหล่านี้เหมือนกับอยู่ยอดพีระมิดในเรื่องของความสามารถ แต่ว่าสามารถที่จะกระตุ้นให้เกิดการกระจายในเรื่องของประสบการณ์ครับ เพราะว่า

[อันที่ ๑] ส่งไปสอบแต่ละครั้งนี้เรานำข้อสอบมาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบหลักสูตรของเรา เพราะฉะนั้นเราก็รู้ว่าหลักสูตรของไทยเราจริง ๆ แล้วเปรียบเทียบกับระดับนานาชาติก็พอจะไปได้ ยกเว้นมีบางประเด็นที่เราจะอ่อนกว่านิดหนึ่ง เราก็มาเติมเต็มในส่วนนี้

อันที่ ๒ ก็คือว่าเรานำหลักสูตรหรือว่าข้อสอบเก่ามาจัดพิมพ์เป็นคู่มือ และก็ส่งให้โรงเรียนประมาณ ๒,๐๐๐ ชุดนะครับ เพื่อที่จะเตรียมและปรับสภาพความรู้ของนักเรียนให้พร้อมในการแข่งขันมากขึ้น

[อันที่ ๓] แต่จุดนิดหนึ่งที่เรียนฝากท่านนายกฯ ก็คือว่า ระบบของการส่งต่อตรงนี้อาจจะยังไม่เชิงเป็นระบบนัก เพราะว่าเวลาที่เด็กได้รางวัลจากระดับประถมศึกษาและ ม.ต้น นี้ ก็ยังไม่ได้มีระบบการส่งเสริมอย่างกระชับและเป็นระบบมากนัก แต่ว่าโดยศักยภาพของเด็ก เด็กเหล่านี้จะสามารถทำคะแนนได้สูงใน ม.ปลายด้วย ก็เลยเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ว่าถ้าหากว่าทางราชการจะเข้าไปมีโครงการให้ทุนตั้งแต่ระดับม.ต้นและม.ปลายนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นครับ"

... มีโครงการต่อยอดเด็กเก่ง เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานรองรับแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนคอมพิวเตอร์ใน ร.ร.
ผู้ดำเนินรายการ:
" ส่วนใหญ่แล้วเวลาน้อง ๆ  ถ้าเขาได้เป็นตัวแทนของประเทศในการไปแข่งแล้ว ตอนนี้ยังเป็นระดับประถมกับมัธยมต้น ถ้าเขาก้าวเข้าไปสู่มัธยมปลาย เราก็คือสนับสนุนให้เขาไปแข่งต่างประเทศต่อไหมคะ"


เลขาธิการสพฐ.: " ใช่ครับ ก็จะมีโครงการที่จะต่อยอดไปนะครับ อย่างเช่น โอลิมปิกวิชาการ จากมูลนิธิสอวน. และก็จะเตรียมเด็กไปแข่งม.ปลาย ซึ่งตรงนี้เราก็ได้ดำเนินการอยู่ เรายังมีสสวท. และสอวน. เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ดีเลยค่ะ น้อง ๆ แต่อยากจะทราบจากน้อง ๆ สักคนหนึ่งละกันนะคะว่า วิธีการแข่งขันของเขานี้เขาแข่งกันอย่างไร เดี๋ยวถามน้องกรวัฒน์ อธิบายให้ฟังสักนิดหนึ่งสิคะว่าวิธีการแข่งขันนี้เขาแข่งกันอย่างไรคะ "


กรวัฒน์: " ก็สำหรับเวทีที่ประเทศเกาหลีใต้ที่ผมไปแข่งก็จะมีข้อสอบอยู่ทั้งหมดสองฉบับนะครับ ก็คือฉบับแรกเป็นข้อสอบประเภทบุคคลและฉบับที่สองเป็นข้อสอบประเภททีม "

ผู้ดำเนินรายการ: " น้องกรวัฒน์ใช่ไหมครับ กำลังจะเป็นตัวแทนไปแข่งวิทยาศาสตร์โอลิมปิกด้วยหรือเปล่าคะ"

กรวัฒน์: " ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วเตรียมพร้อมอย่างไรคะ"

กรวัฒน์: " ก็ตั้งใจเรียนในห้องเรียนและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์นะครับ"

อภิสิทธิ์: " มีสิ่งที่อยากถามเหมือนกันก็คือว่าสำหรับน้อง ๆ ที่ประสบความสำเร็จนี้ ตั้งแต่เรียกว่าประถมถึงมัธยมนี้ คือรู้ตัวเมื่อไรว่าเรามีโอกาสที่จะมีความสามารถเรียกว่าระดับโลก รู้จักตัวเอง รู้เพราะว่าคุณครู หรือรู้ว่าเพราะว่าผู้ปกครองให้การสนับสนุนสังเกตสังกา คือน่าฟังจากน้อง ๆ นะครับว่ารู้ตัวกันตั้งแต่เมื่อไรว่าเราจะก้าวมาถึงจุดในวันนี้ได้ รู้จากอะไร "

ผู้ดำเนินรายการ: " น้องภาสพล ตกใจเลย เรารู้ตัวตั้งแต่เมื่อไรคะ"

ภาสพล: " มีพี่ไปก่อนครับ แล้วก็เลยอยากไปเป็นแบบพี่ ก็เลยตั้งใจเรียน "


อภิสิทธิ์: " พี่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอีกทีหนึ่ง"

ภาสพล: " พี่เขาไปมาก่อน ทีนี้ก็ตั้งใจเรียนและพยายามสอบให้ได้ ปีแรกก็สอบไม่ได้ไปเป็นคู่ขนาน ปีต่อมาจึงสอบได้ "

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วน้องก้องเกียรติ"

ก้องเกียรติ: " ครับ ของผมก็ตอนแรก ๆ ก็ตั้งใจเรียนในห้องครับ ก็พอเราตั้งใจเรียนเราก็ลองฝึกฝนทำโจทย์ พอกลับบ้านเราก็ฝึกฝนทำโจทย์ทุก ๆ วันครับ ก็รู้สึกว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ไม่ได้ยากเหมือนที่ใคร ๆ บอกกัน ก็เป็นวิชาที่มีความสนุกในตัว ก็พอฝึกฝนไปเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกชอบมัน ก็เลยบอกผู้ปกครองว่าเราชอบวิชานี้ ผู้ปกครองก็ได้สนับสนุนในการแข่งขัน"


ผู้ดำเนินรายการ: " น้องณัชนนท์ มีวิธีการในการเตรียมตัวยังไงในการเตรียมเพื่อให้เก่งได้ขนาดนี้คะ"

ณัฐชนน: " ก็คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จะต้องได้ฝึกลงมือทำแบบจริง ๆ ก็คือไม่ใช่ว่าจะมานั่งอ่านได้หรือว่าเรียนพิเศษอย่างนี้ครับ เป็นการฝึกทำแบบจริง ๆ จัง ๆ และก็ต้องฝึกทำเรื่อย ๆ ทุกวัน เพราะว่าเวลาคนเราทำอะไรได้ ค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับขั้นไปเรื่อย ๆ เราก็จะรู้สึกมั่นใจว่าเราทำได้ดีจริง ๆ
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ ละคะถ้าหากว่าเราบอกว่าตอนนี้อินเทอร์เน็ตอาจจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำยังไงดีคะ"


อภิสิทธิ์: " คือตอนนี้เราในระบบในภาพรวม เรากำลังเร่งรัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อันนี้ก็คือเพื่อที่จะทำให้ไม่ใช่เฉพาะเด็กนักเรียน แต่ว่าประชาชนทั่วไปเข้าถึงสื่อที่เป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัย เพราะฉะนั้นโครงการหลายโครงการที่ทำกันอยู่นี้ และก็คุยกับทางกระทรวงไอซีที กทช. ซึ่งจะเป็นกสทช. ต่อไปนี้นะครับ เขาก็จะต้องพยายามเร่งรัดให้เราสามารถที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับแหล่งเรียนรู้ พร้อม ๆ กันไปขณะนี้ทางกระทรวงเอง และกระทรวงไอซีทีก็พยายามไปสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชนด้วย

ส่วนในเรื่องของการสนับสนุนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน โครงการไทยเข้มแข็งก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่จะลดจำนวนเด็กต่อเครื่องนะครับ ซึ่งของเรายังถือว่ายังมีเครื่องคอมพิวเตอร์ค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นเราก็เร่งรัดในเรื่องเหล่านี้อยู่ "

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วเราจะมีโครงการคอมพิวเตอร์ราคาถูกให้กับน้อง ๆ ได้บ้างไหมคะ"

อภิสิทธิ์: " อันนี้ก็ยังเป็นเรื่องซึ่งก็มีการติดตามดูโครงการในบางประเทศที่นำร่องไปนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วนี้การเข้าถึงนี้ยังไม่จำเป็นที่จะต้องไปพูดถึงว่ามีเป็นของตัวเองนะครับ สามารถใช้ในโรงเรียน และถ้าสามารถเข้าถึงในศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ ก็ยังไปได้อยู่นะครับ แต่ว่าส่วนว่าจะเริ่มใช้เป็นเรื่องของตัวบุคคลจากชั้นไหนอย่างไรนี้ เรากำลังติดตามโครงการที่เขานำร่องไปในบางประเทศ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- การศึกษา: ลดเวลาเรียน เพิ่มกิจกรรมเรียนรู้ เชื่อมโยงชุมชน ดูแลเด็กทุกแบบทุกระดับ

... ถ้าหากสังคมไทยยังอยู่ในภาวะแข่งขัน ปัญหาเรียนพิเศษคงแก้ได้ยาก แต่ถ้าส่งเสริมให้เด็กค้นพบตนเอง แนะแนว เปลี่ยนค่านิยม การกระจายการแข่งขันจะมีมากขึ้น ตัดหลักสูตรไม่จำเป็นออก เน้นกิจกรรมนอกห้องเรียน สอดคล้องวิถีชีวิตชุมชน เสริมทักษะการเข้าสังคม

ผู้ดำเนินรายการ:
" ค่ะ ก็ว่ากันว่าถ้าสังคมเริ่มมีการทำงานวิจัยมากขึ้น ประเทศก็จะพัฒนาต่อยอดกันไปได้มากขึ้นนะคะ เด็กเดี๋ยวนี้ต้องเรียนพิเศษค่ะนายกฯ คะ"


อภิสิทธิ์: " คือเรื่องการเรียนพิเศษนี้นะครับผมก็มองว่า

[ปัญหาแรก] ปัญหาใหญ่ก็คือการแข่งขัน ถ้าตราบใดที่ความต้องการในการเข้าโรงเรียน ในการเข้ามหาวิทยาลัย สถาบันต่าง ๆ นี้ยังมีมากกว่าที่ ๆ รองรับได้ก็ต้องแข่งขัน พอแข่งขันแล้วก็เป็นธรรมชาตินะครับ ทุกคนก็ดิ้นรน เพราะฉะนั้นผมก็เคยพูดกับทางกระทรวงตั้งแต่สมัยที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล บอกว่าจะปรับระบแอดมิชชั่น จะปรับระบบตอนนั้นเป็นระบบเอ็นทรานซ์มาเป็นแอดมิชชั่นหรืออะไรนี้ แล้วหวังว่าจะเลิกเรียนพิเศษนี้คงเป็นไปไม่ได้ ตราบเท่าที่คนยังแข่งขันกันอยู่นี้ก็ต้องพยายามดิ้นรนว่าทำยังไงถึงจะมีความพร้อมมากที่สุด หรือพร้อมกว่าคนอื่น อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง

ปัญหาที่ ๒.ก็คือว่าผมก็ยังยืนยันว่าระบบของเราก็ส่งเสริมให้คนแข่งขันกันไปในทางค่อนที่จะแคบ คือเด็กพอเรียนดีปั๊บก็จะมีค่านิยมว่าแปลว่าต้องไปเรียนสาขานี้ คณะนี้วิชานี้ ก็แข่งกันไปตรงนั้น แต่ความจริงแล้วผมคิดว่าทุกวงการ ทุกคณะ ทุกสาขาวิชา ต้องการคนเก่งทั้งสิ้น เรายังไม่ค่อยกระตุ้นให้เด็กรู้ตัวว่าอยากจะเป็นอะไร อยากจะทำอะไร ทันการณ์ ส่วนใหญ่นี้ผมก็ไม่ทราบ ต้องถามน้อง ๆ เขาเหมือนกันว่าเขารู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าเขาอยากจะไปเรียนทางไหน อยากจะไปประกอบอาชีพอะไร เพราะฉะนั้นการที่เราเน้นไปตอนนี้ก็คือว่าในระดับมัธยมนี้ การค้นคว้า ค้นพบตัวเอง การแนะแนวเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้โอกาสมันกระจายไปมาก การแข่งขันกระจายออกไปมากขึ้น "

ผู้ดำเนินรายการ: " งั้นเรามาเข้าสู่ปัญหากันเลยดีกว่านะคะ"

อภิสิทธิ์: " จริง ๆ อยากถามน้องว่าคิดว่าโรงเรียนช่วยอะไรบ้างตอนนี้ ที่ผ่านมาบอกว่าผู้ปกครองมีบทบาท มีใครอยากพูดถึงโรงเรียนตัวเองไหม"

ผู้ดำเนินรายการ: " มีไหมคะ ใครอยากบ่นอะไรตอนนี้บ่นได้"

อภิสิทธิ์: " จะให้ช่วยอย่างไรหรืออยากจะบ่นก็ได้"

ผู้ดำเนินรายการ: " น้องศุภสุตา  อยากได้โรงเรียนแบบไหน มีปัญหาอะไร หรืออยากจะให้แก้ปัญหาอะไรเกี่ยวกับการศึกษาบ้างไหมคะ"

ศุภสุตา: " ก็อยากให้ฝึกให้เด็กคิดค่ะ ให้เด็กคิดด้วยตัวเอง และก็มีการเรียนการสอนที่เข้าถึงเด็กค่ะ"

อภิสิทธิ์: " อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมต่อสู้มานานนะครับ ก็คือผมบอกว่าเด็กไทยนี้เรียนเนื้อหาสาระมากเกินไป"

ผู้ดำเนินรายการ: " ท่องจำ"

อภิสิทธิ์: " ครั้งแรกที่ผมพูดเรื่องนี้ก็ถูกต่อว่ามากนะครับ ตอนนั้นนานแล้ว แต่ตอนนี้มาเป็นรูปธรรมแล้ว ผมให้กระทรวงไปดู ก็เริ่มยอมรับกันแล้วว่าหลักสูตรที่ใช้กันอยู่นี้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตัดออกไปได้"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วจะเอาอะไรไปใส่แทนคะ"

อภิสิทธิ์: " นี่ละครับ กำลังทำกันอยู่ คือที่อยากให้ใส่เข้าไปแทนนี้ก็คือ

  • การเรียนรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้จากนอกห้องเรียน การเรียนรู้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นก็

    • อาจจะเป็นกิจกรรมให้เข้าไปในชุมชน หรือว่าใครชอบกีฬา ใครชอบศิลปะ ดนตรี ก็ไปทำ รวมไปถึงการทำงานกลุ่ม การฝึกให้ทำงานกับคนอื่น ทำงานเป็นทีม คือประเด็นเหล่านี้เราก็กำลังให้มีการนำเสนอเข้าไปทดแทน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราเห็นว่าอาจจะซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็นที่เอาออกไปได้ ซึ่งหวังว่าจะตอบโจทย์ของน้องที่พูดเมื่อสักครู่นะครับว่า แทนที่จะสอนบอกว่าเป็นอย่างนี้ ท่องจำ และก็เขียนตามที่เคยฟังมานี้ อะไรบ้างที่จะกระตุ้นให้คิดเอง อะไรบ้างที่จะเข้าไปถึง และ
    • รวมไปถึงว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตด้วย เพราะหลายชุมชนหลายท้องถิ่นเขาก็บ่นว่าการเรียนมันทำให้เขายิ่งห่างไกลมาจากรากฐานจากชุมชนของเขา "

ผู้ดำเนินรายการ: " น้อง ๆ ในที่นี้มีใครคิดว่าพอขึ้น ม.ปลายแล้วอยากจะเรียนสายวิทย์บ้างไหมคะ เพราะตอนนี้น้อง ๆ ก็จะแข่งคณิตศาสตร์กันมาใช่ไหมคะ ที่ไปแข่งขันกันมา สงสัยจะเป็นปัญหาจริง ๆ แล้วค่ะ ยังไม่มีใครอยากจะเรียนสายวิทย์ "

เลาขาธิการสพฐ.: " ทุกคนยกมือ เรียนสายวิทย์นะครับ คงจะเรียนสายวิทย์กันส่วนใหญ่ครับ"

อภิสิทธิ์: " ถามนิดหนึ่งนะครับว่า เนื่องจากทุกคนที่อยู่ที่นี่ประสบความสำเร็จนะครับ ผมไม่ทราบว่าที่โรงเรียนเรามีห้องเรียนที่พิเศษสำหรับเด็กที่ถือว่ามีความสามารถสูง หรือว่าเราก็เรียนร่วมกับเด็กคนอื่นส่วนใหญ่ "

ผู้ดำเนินรายการ: " ใครเป็นตัวแทนตอบเลยค่ะ"

นักเรียน: " มีค่ะ มีเป็นห้องติวค่ะ "


อภิสิทธิ์: " คิดว่าจำเป็นไหมครับ"

นักเรียน: " คิดว่าจำเป็นค่ะ เพราะว่าจะได้รวมคนที่มีความสามารถเหมือน ๆ กันมาอยู่ด้วยกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาค่ะ "

อภิสิทธิ์: " อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมพยายามพูดมาตลอดว่าระบบของเราต้องช่วยเด็กที่มีความหลากหลาย ที่ผ่านมาบางทีระบบเราใหญ่  พอทุกอย่างเหมือนกันหมด เด็กเก่งก็ต้องการแบบหนึ่ง เด็กที่ไม่เก่งก็ต้องการอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราไม่แยกแยะจะทำให้เป็นปัญหาไปหมด "

ผู้ดำเนินรายการ: " ขออนุญาตถามผู้ปกครองของน้องจิรวัชรนะคะ คุณแม่มีส่วนสนับสนุนลูก ๆอย่างไรในการเรียน"

ผู้ปกครอง: " จริง ๆ คงต้องเลี้ยงดูพื้นฐานก่อน ในแง่ที่ว่าที่เขาเติบโตได้อย่างสมบูรณ์เรียบร้อย หลังจากนั้นเราก็ดูว่าเขามีความชอบอะไร  แต่การที่เราจะรู้ว่าเขามีความชอบอะไร ก็คงจะต้องให้เขาเรียนหลาย ๆ อย่าง เพื่อจะได้ดูแนว เราเริ่มเห็นแวว ต้องขอบคุณทางโรงเรียน ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม โรงเรียนปัจจุบันดีนะคะ จะมีอาจารย์ที่ดูแววเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเฉพาะวิชาการก็ไม่ใช่ คือทุก ๆด้านเลยเขาจะดู เขาจะบอก ฉะนั้นคุณแม่มีแววนี้น่าจะส่งเสริมสนับสนุน"

ผู้ดำเนินรายการ: " แปลว่าครูแนะแนวก็มีส่วนสำคัญ"

ผู้ปกครอง: " ด้วยค่ะ อาจารย์ในห้องเรียนก็มีส่วน ของลูกเขาชอบเลข เขาก็จะทำอะไรได้ไว เสร็จอาจารย์ก็จะเห็น และโรงเรียนจะมีโครงการที่จะส่งเสริมเด็กในด้านต่าง ๆ "

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วคุณแม่ล่ะคะสนับสนุนลูกอย่างไรคะ"

ผู้ปกครอง: " จะคล้าย ๆ กันแต่ที่สำคัญก็คือคงจะเป็นกำลังใจ เพราะเด็กมาถึงขนาดนี้ต้องยอมรับว่าเหนื่อย และคงต้องดูทุก ๆ ด้าน ดูสุขภาพ สพฐ.ช่วยได้เยอะ "

ผู้ดำเนินรายการ: " โอกาสนี้ค่ะ วันนี้ก็ ๑๒ สิงหาคม ก็เป็นวันแม่ ซึ่งเป็นวันที่เราบันทึกเทปรายการกัน ก็อยากจะให้น้อง ๆ ลองพูดสักนิดหนึ่งว่าอยากจะให้อะไรกับคุณแม่ในโอกาสที่เป็นวันแม่นี้คะ น้องทางโน้นยังไม่ได้พูดเลยนะคะ"

นักเรียน: " จริง ๆ สำหรับผมวันแม่ก็คือทุกวัน แต่ว่าเนื่องในโอกาสวันนี้เป็นวันแม่ประจำชาติ ผมก็อยากจะกราบแม่สักครั้งและกอดแม่อย่างอบอุ่น "

ผู้ดำเนินรายการ: " เราใช้โอกาสนี้ดีไหมคะ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  ท่านนายกฯ คะสุดท้ายอยากจะฝากอะไรเกี่ยวกับพัฒนาการของการศึกษาไทยและในโอกาสวันแม่ด้วยค่ะ"


อภิสิทธิ์: " อยากจะย้ำว่าที่พี่น้องประชาชนเห็นนั่งอยู่ตรงนี้เป็นตัวอย่าง และเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเด็กของเรา คนของเรามีความสามารถและผมก็เชื่อเหมือนกับคุณแม่ที่พูดไปเมื่อสักครู่ว่าเด็กทุกคนเขามีดีในตัว เขามีความสามารถ เขามีความสำเร็จที่อยู่ตรงนั้น เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะดึงตรงนั้นออกมา

- ซึ่งบางส่วนเป็นเรื่องที่เขาจะค้นพบเอง

- บางส่วนก็จะเป็นเรื่องที่ทั้งสถาบันครอบครัว ทั้งโรงเรียน ก็ต้องช่วยกัน

- รัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะสร้างโอกาสให้ดีที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชนทุกคน เพื่อที่เราจะได้มีสังคมที่มีทั้งคนเก่งคนดี และมีความสมดุลของสังคมด้วย คงไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องมาเป็นนักคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์  ตรงกันข้ามเราต้องการสังคมที่มีความหลากหลาย มีความสมดุล และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ส่วนในโอกาสของวันแม่นั้น วันนี้ก็ชื่นใจที่เห็นภาพเมื่อสักครู่นี้ ที่เห็นว่าทั้งลูกและทั้งคุณแม่ได้แสดงออกถึงความรักความผูกพัน  ความผูกพันนี้ความจริงมีอยู่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บางทีเราก็มองข้ามไป และความสำคัญในเรื่องของความรักความอบอุ่นในครอบครัว ก็อาจจะถูกมองข้ามไปในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างมันวุ่นวายรวดเร็ว แข่งขันกัน แต่จริง ๆ แล้วตรงนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญของความเข้มแข็งของสังคม  ในโอกาสของวันแม่แห่งชาติก็เป็นโอกาสดีอีกโอกาสหนึ่งที่เราจะได้มองเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  นี่คือความสำเร็จของน้อง ๆ การพัฒนาการศึกษาไทยคงไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว ไม่ได้เกิดจากเพียงแค่ตัวน้อง ๆ เพื่อตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แต่ว่าเกิดจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ รวมไปถึงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลด้วย พลังเหล่านี้ทั้งหมดก็ร่วมมือกันเพื่อที่จะผลักดันขับเคลื่อนการศึกษาไทยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยของเราต่อไป  วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่านเลขาธิการ สพฐ. รวมถึงผู้ปกครอง น้อง ๆทุกคนที่มาร่วมรายการ หลังจากที่น้อง ๆ ได้คว้าเหรียญรางวัลกลับมากันมากมายแบบนี้แล้ว เป็นความภูมิใจของคนไทยด้วย และภูมิใจของน้อง ๆ ด้วย  วันนี้คงหมดเวลาเพียงเท่านี้ ดิฉัน ปานระพี ระพิพันธ์ พร้อมกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านเลขาธิการฯ และน้อง ๆ ทุกคนลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ  "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- รถเมล์ NGV : ต้องโปร่งใส ลดภาระ ขสมก. บริการดีขึ้นสำหรับ ปชช.

...โครงการรถเมล์ NGV ๔,๐๐๐ คัน ต้องโปร่งใสลดต้นทุน ขสมก. ได้จริง บริการดีขึ้นสำหรับ ปชช. ไม่กระทบโครงการรถเมล์ฟรี และพนักงาน สมควรได้รับการศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มเติม 

อภิสิทธิ์: "เรื่องที่ ๒ ที่คงจำเป็นจะต้องพูดคุยกันในวันนี้คือปัญหาโครงการของรถเมล์ ๔,๐๐๐ คัน โครงการนี้ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

  • ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเป็นโครงการที่อยากจะเห็นเกิดขึ้น เพราะว่าต้องการแก้ไขปัญหาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
  • แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังมีข้อสงสัย ความไม่มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใสและความเป็นไป
    ได้ของโครงการ

ผมอยากจะเท้าความว่าโครงการนี้นั้นเดิมทีมีการเสนอมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา ถ้าผมจำไม่ผิดขณะนั้นมีปริมาณมากกว่า ๔,๐๐๐ คันด้วยซ้ำ เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้

สิ่งแรกที่เราได้มีการขอให้มีการตรวจสอบคือว่าโครงการที่เสนอมามีเจตนาที่ดี ยืนยันว่าจะเป็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขาดทุนของ ขสมก.
โดยมีหลักคิดอย่างนี้ครับ

๑. การเช่ารถนั้นจะช่วยลดภาระที่เกี่ยวข้องกับปัญหาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของการดูแลซ่อมแซมรถที่เป็นของ ขสมก.

๒. รถจะเป็นรถที่ใช้เอ็นจีวี ซึ่งจะ

    • ประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย และ
    • มีส่วนสำคัญในเรื่องของการประหยัดพลังงาน

๓. เป็นการนำเอาระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ซึ่งจะ

    • ป้องกันปัญหาการรั่วไหล และ
    • ทำให้เกิดความสะดวก และ
    • เป็นการลดความจำเป็นในเรื่องของการจ้างบุคลากร

๔. จะต้องมีการปรับเส้นทาง เพราะว่าระบบจะนำไปสู่การใช้ตั๋วเดียว โดยคิดค่าโดยสารเป็นรายวัน อันนี้คือสาระสำคัญ

รัฐบาลที่ผมเข้ามา เมื่อเรื่องนี้เข้ามาครั้งแรกมีข้อครหาเกี่ยวกับ

  • ความโปร่งใสในเรื่องของการเช่า และ
  • การไปจัดซื้อจัดจ้าง

เพราะฉะนั้นได้มีการให้ไปศึกษา โดยหน่วยงานกลางว่าการซื้อกับการเช่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน 

ซึ่งต่อมาก็ได้คำตอบว่าการเช่าน่าจะดีกว่า เพราะลดความเสี่ยงและลดภาระที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดูแลรถที่เป็นของ ขสมก. ขณะเดียวกันเรื่อง

- ของราคากลางก็ดี
- เรื่องของสัญญาว่าสมควรที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกี่สัญญา

ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาซึ่งประกอบไปด้วยหลายหน่วยงาน และมีคนกลาง ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูในเรื่องนี้ ก็ดูจะได้เป็นข้อยุติในระดับหนึ่ง

ซึ่งอยากจะเรียนว่าก็ได้มีการแก้ไขปัญหาที่คนเคยตั้งข้อสังเกตว่า

  • จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะที่กระจุกตัว มีการแข่งขันน้อย และ
  • ที่สำคัญคือว่าปิดโอกาสในเรื่องของการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ  ในประเทศ

ขณะนี้แนวทางก็ชัดเจนว่า

- จะมีการกระจายสัญญา และ
- รวมไปถึงการที่จะระบุไปเลยว่าจะต้องมีการประกอบในประเทศไทย 

แต่อย่างไรก็ตามครับปัญหาของโครงการนี้ก็ยังมี และในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็มีประเด็นปัญหาที่ยังจะต้องมีการไปทำงานอย่างต่อเนื่องอยู่ โดยหลัก ๆ แล้วจะมี ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก คือ ว่าการที่เราเอาระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มาใช้จะเป็นการประหยัดและนำไปสู่การลดการขาดทุนของ ขสมก. ได้ก็ต้องมีการลดพนักงานควบคู่กันไป

ปัญหาคือว่าขณะนี้พนักงานที่จะเข้าสู่โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ต้องกลับไปมีการทำตัวเลขมาให้ชัดเจนว่า

  • ผลกระทบในการที่ยังไม่สามารถที่จะมีการเกษียณอายุก่อนกำหนดของพนักงานตามเป้าหมายได้จะกระทบกับความเป็นไปได้ของโครงการอย่างไร และ
  • สมควรที่จะเดินหน้าโครงการนี้ในลักษณะไหนอย่างไรต่อไป

ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากว่าปัจจุบันนั้นเรามีรถเมล์ที่เป็นรถเมล์ฟรีวิ่งอยู่ ๘๐๐ คัน ซึ่งเป็นรถเมล์ที่ไม่ปรับอากาศ โครงการนี้ปัจจุบันมีการต่ออายุไปถึงสิ้นเดือนธันวาคม สิ่งที่จำเป็นจะต้องมาพิจารณาต่อไปในขณะนี้คือว่าจะมีการดำเนินการโครงการนี้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

เพราะว่าการมีหรือไม่มีโครงการนี้ก็จะกระทบกับจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งจะมาใช้ในโครงการเดิมที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่ามีรถเมล์ ๔,๐๐๐ คัน ซึ่งอาจจะ

  • กระทบถึงความเป็นไปได้ และ
  • เป้าหมายที่เราบอกว่าจะสามารถลดการขาดทุนของ ขสมก. ได้

ประเด็นที่ ๓ ก็เป็นประเด็นที่ว่าก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงการปรับระบบในเรื่องของการวิ่งรถทั้งหมด
ก็ย่อมไปกระทบกับรถซึ่งเป็นรถของภาคเอกชนหรือรถร่วมบริการ

ซึ่งตรงนี้มีข้อเสนอเข้ามา แต่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์กันอย่างชัดแจ้งว่าในที่สุดแล้วกติกาที่จะมีการปรับเปลี่ยนระบบของรถเมล์นั้นจะนำไปสู่เรื่องของการทำงานกับทางภาคเอกชนที่เขาเข้ามารับสัมปทานหรือวิ่งรถร่วมอย่างไร

ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี ไปตั้งคณะทำงาน มีท่าน

- รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และ
- ผู้แทนของหน่วยงานกลาง

เพื่อไปหาคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมกับดูรายละเอียดของแผนการบริหารจัดการทั้งหมด เพราะว่าจะมีเรื่องของ

    • อู่และ
    • สถานีแก๊ส

ว่าจะดำเนินการไปเช่าหรือไปทำสัญญากับองค์กรไหนอย่างไรในกรอบเวลาใด

โดยสรุปผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลยังมองเห็นว่าข้อเสนอในการปรับ ขสมก. นั้นต้องได้รับการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็น

  • ในการที่จะลดการขาดทุน และ
  • ต้องการที่จะปรับปรุงระบบของรถเมล์ให้เป็นบริการที่ดีขึ้นสำหรับพี่น้องประชาชน

แต่ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการนี้ จะให้ความมั่นใจเสียก่อนครับว่าเป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ ตัวเลขสมมติฐานต่าง ๆ เมื่อคำนึงถึงทั้ง

  • เรื่องของพนักงาน ทั้งเรื่องของการมีรถร่วมของเอกชน
  • ทั้งในเรื่องอื่น ๆ เช่น ในเรื่องของปัญหาโครงการรถเมล์ฟรี

สุดท้ายแล้วเราจะต้องคำนวณออกมาให้ชัดเจนว่าโครงการนี้นั้นมีความเป็นไปได้
นอกจากนั้นแน่นอนที่สุดก็คือความโปร่งใสที่เกิดขึ้นในโครงการ รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้โดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

เราเข้าใจดีว่า ขสมก. ควรจะได้มีการปรับปรุงบริการ รถเมล์ควรจะได้มีการปรับปรุง แต่เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เรามีการเดินหน้าไปนั้นจะเป็นการ

- ปรับปรุงได้อย่างแท้จริง
- คุ้มค่า และ
- ที่สำคัญที่สุดมีความโปร่งใส 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะรายงานพี่น้องประชาชนให้ทราบในสัปดาห์นี้  และช่วงจากนี้ไปไปพบกับเด็ก ๆ และเยาวชนที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และสนทนากันในเรื่องของการพัฒนาการศึกษาและเด็กและเยาวชนครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>



(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม  น้อมรับพระราชเสาวณีย์ ปัญหาไทย-กัมพูชา รถเมล์NGV


(กลับไปด้านบน)