แก้หนี้สาธารณะ ครัวเรือน นอกระบบ ขยายฐาน-ไม่เพิ่มภาษี ขึ้นเงินเดือนขรก. ปลายปีข้าวราคาดี หนุนวิทย์ฯ พื้นฐานสู่การเชื่อมโยง แนวโน้มค่าเงินบาทกับความเชื่อมั่น เหตุฮ.ตก (๒๒ ส.ค. ๕๓)

- หนี้สาธารณะ: เป็นเรื่องปกติ ปี ๕๙ สวัสดิการเข้าครบ ก็ยังบริหารได้
- แก้หนี้ครัวเรือน: รัฐบาลทักษิณกับรัฐบาลนี้ต่างกันอย่างไร
- ปรับเงินเดือนข้าราชการ แรงจูงใจดึงคนเก่งเข้าภาครัฐ
- ราคาข้าว แนวโน้มขึ้นปลายปี เตรียมตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา
- ยกระดับการวิจัยและพัฒนาของไทย เพิ่มสัดส่วนงบประมาณ เชื่อมโยงสู่ภาคเอกชน
- ท่องเที่ยวฟื้นแล้ว ค่าเงินบาทยังไม่เป็นปัญหา
- การเป็นนายกฯ ใช้ทักษะเศรษฐกิจหรือการเมืองมากกว่ากัน
- ความไม่แน่นอนเป็นปกติของรัฐสภา แต่ภาพรวมเศรษฐกิจคงไม่เปลี่ยน
- มุมอภิสิทธิ์: มนุษย์เงินเดือนยังต้องผ่อนรถ
- ตามข่าว: เสียใจเหตุ ฮ.ตก เชิญเที่ยวOTOP พิจารณางบฯ มีเวลาถึง ๒๖ สค.
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - หนี้สาธารณะ: เป็นเรื่องปกติ ปี ๕๙ สวัสดิการเข้าครบ ก็ยังบริหารได้

...หนี้สาธารณะเป็นเรื่องของการบริหารงบฯ จะมีทุกประเทศ รบ. เลือกจ่ายดอกเบี้ยที่มากก่อนเพื่อจะได้ปรับโครงสร้างต่าง ๆ ให้ไปสู่การบริหารหนี้โดยไม่เป็นภาระมากจนเกินไป ค่าใช้จ่ายทางสังคมต้องเพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายด้านศก. การลงทุนน้อยลงเพราะเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม

ผู้ดำเนินรายการ:
 
 " (นายวีระ ธีรภัทร) สวัสดีครับคุณผู้ชมครับ กลับมาพบกับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันนี้ผมได้เป็นพิธีกรรับเชิญที่มาพูดคุยในการรายการนะครับ ก็คงจะมีหลายเรื่องที่จะพูดคุยรวมทั้งที่ท่านนายกฯ ทิ้งท้ายไว้ว่าจะคุยเรื่องหนี้นอกระบบด้วย รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจเรื่องอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่จะต้องคุยกัน สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ"

อภิสิทธิ์: " สวัสดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "เกือบปีนะครับไม่ได้เจอกัน ครั้งที่แล้วไปสหรัฐอเมริกา "

อภิสิทธิ์: " สหรัฐอเมริกาก็เกือบ ๆ ปีพอดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "คนก็ไม่คิดว่ารัฐบาลจะอยู่กันได้ยาวนานขนาดนี้ ขนาดนี้ก็เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งครับ ก่อนที่จะไปคุยเรื่องหนี้นอกระบบนี้ เมื่อกี้นี้ท่านนายกฯ ทิ้งท้ายไว้เรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ ในการพูดคุยเรื่องงบประมาณผมก็เข้าใจว่ามีหลาย ๆ คนพูดถึงเรื่องหนี้เหมือนกัน "

อภิสิทธิ์: " หนี้สาธารณะ"

ผู้ดำเนินรายการ:  "หนี้สาธารณะ ผมคิดว่าถ้าอย่างนี้เราแบ่งออกเป็น ๓ ก้อนนะครับ"

อภิสิทธิ์: " ได้ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ก้อนหนึ่งเรื่องหนี้สาธารณะ ก้อนหนึ่งอาจจะเป็นหนี้ของธุรกิจ และอีกก้อนหนึ่งจะเป็นหนี้ของครัวเรือนหรือประชาชนซึ่งจะมีส่วนหนึ่งเป็นหนี้นอกระบบ และส่วนหนึ่งเป็นหนี้ในระบบ ผมจะค่อย ๆ ไล่ไปนะครับ เพราะส่วนของหนี้นอกระบบผมเข้าใจว่าท่านนายกฯ ได้มีแคมเปญใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เอาเรื่องหนี้นอกระบบก่อน ผมฟังแล้วได้เกิดความสับสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณรายจ่ายปี ๕๔"

อภิสิทธิ์: "หนี้สาธารณะก่อน"

…ทำไมรัฐบาลจ่ายดอกเยอะจัง ทำไมไม่ใช้ต้นเลย มีกฎเกณฑ์อย่างไร
ผู้ดำเนินรายการ : "หนี้สาธารณะ ในงบประมาณรายจ่ายปี ๕๔ ที่รัฐบาลตั้ง เป็นงบประมาณใช้คืนเงินกู้ แล้วก็ใช้คืนเงินต้นด้วย ส่วนที่เป็นเงินกู้นี้ใช้คืนเงินต้นแค่ประมาณสัก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านถ้าผมจำไม่เป็นนะครับ และที่ใช้คืนเป็นดอกเบี้ยแต่ละปีที่เกิดขึ้นประมาณเกือบ ๆ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามที่คนถามคือว่า ทำไมรัฐบาลจ่ายดอกเยอะจัง ทำไมไม่ใช้ต้นเลย มันมีกฎเกณฑ์อะไรที่มันเกี่ยวข้องในงบประมาณรายจ่าย "

อภิสิทธิ์: " คือเอาตัวดอกเบี้ยที่เยอะก่อนนะครับ หลายคนทราบว่าจริง ๆ แล้ว

  • ดอกเบี้ยของเงินกู้ก้อนใหญ่ตรงนี้มาจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่แล้ว คือปี ๒๕๔๐ ซึ่งระบบสถาบันการเงินทั้งหมดมีปัญหา และ
  • สุดท้ายหนี้ตัวนี้ก็เข้ามาสู่การเป็นหนี้ของรัฐบาล และเป็นเงินก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยก็ค่อนข้างจะเยอะนะครับ จริง ๆ แล้ว
  • ทางกระทรวงการคลังเขาก็จะมีหน้าที่ในการที่จะคอยดูอยู่ตลอดเวลา ว่าตรงไหนจะสามารถที่จะปรับโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อจะนำไปสู่การบริหารหนี้ไม่ให้เป็นภาระมากจนเกินไป เพราะฉะนั้น
  • ส่วนไหนนะครับที่สามารถที่จะชำระต้นเงินได้เร็วขึ้น มีประโยชน์ ถามว่าทำได้ สัญญาหรือตัวมูลหนี้ที่เกี่ยวข้องนี้อนุญาตให้ทำได้เขาก็จะทำนะครับ พร้อม ๆ กันไปนี้ "

ผู้ดำเนินรายการ: "คล้าย ๆ กับว่าชำระก่อนกำหนด"

อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ ๆ เพราะฉะนั้นก็จะทำตลอดเวลานะครับในการที่จะลดภาระตรงนี้ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ที่มาถกเถียงกันนี้ ก็คือความคิดที่ว่าหนี้ตรงนี้มาจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย จะรับกลับคืนไปได้ไหมอย่างไร ก็เป็นที่ห่วงใยกันในเรื่องของ ใช้คำว่าคลังหลวงบ้าง อะไรบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ได้มีการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร "

ผู้ดำเนินรายการ :"เงินต้นที่เป็นยอดคงค้างอยู่นี้ยังไม่มีการชำระสะสาง เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยก็จะต้องเกิดขึ้นแต่ละปี ๆ "

...หนี้สาธารณะเป็นเรื่องของการบริหารงบประมาณ...มีทุกประเทศ
อภิสิทธิ์: "ใช่ครับ ๆ ทีนี้ก็เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็ดีแล้วนะครับ เพราะว่าคำว่าหนี้สาธารณะนี้หลายคนก็มีความวิตกกังวลกันมากนะครับว่า เกิดมาแล้วมีหนี้เท่าไรอะไร เกิดขึ้นมาปั๊บรับหนี้ไปแล้วจะต้องใช้เงินกันเมื่อไรอย่างไร
ผู้ดำเนินรายการ เอาหนี้สาธารณะเป็นตัวตั้งปั๊บ เอาจำนวนประชากรหารว่ามีคนหัวละ ๘๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ อะไรอย่างนี้"

อภิสิทธิ์: " สิ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่า อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารงบประมาณนะครับ ผมว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่ไม่มีหนี้สาธารณะนะครับ

  • เพราะว่ารัฐบาลจะมีบทบาทอยู่เรื่อย ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง เวลาเศรษฐกิจตกต่ำ รวมไปถึง
  • การลงทุนของรัฐบาลเอง ในโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟ ซึ่งอาจจะมีเอกชนเข้ามาร่วมบ้าง แต่ว่ายังมีอีกหลายส่วนนะครับ อย่างน้อยโรงเรียนโรงพยาบาลอะไรต่าง ๆ
  • รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนไปก่อน เพราะฉะนั้นหนี้ตรงนี้จะเกิดขึ้น รัฐบาลทุกรัฐบาลจะมีหนี้

ถามว่ารัฐบาลเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ ผมก็พูดมาตลอดครับรัฐบาลไม่มีเงินของตัวเองหรอก รัฐบาลก็เก็บจากประชาชน เก็บจากอะไร จากภาษีอากร ทีนี้ถามว่าหนี้สาธารณะนี้ถ้ามันมีมากขึ้น ๆ  มันไปอันตรายตอนไหน

๑. ก็คือบอกว่าถ้าหนี้มันเริ่มเพิ่มเร็วกว่ารายได้ของรัฐ ก็เหมือนกับตัวคนหรือเหมือนกับองค์กร ในที่สุดก็เหมือนกับล้มละลายนะครับ หรือ... "

ผู้ดำเนินรายการ: "คือหามาเท่าไรก็ใช้แต่หนี้ก็หมด "

อภิสิทธิ์: " ไม่ต้องเอาเงินมาใช้อย่างอื่นแล้ว และก็ไม่พอด้วยอะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งพอเกิดอย่างนั้นปั๊บนี้หมายความว่าเจ้าหนี้เขาก็จะเริ่มมีปัญหากับเรา เขาก็จะไม่ให้เรากู้เพิ่ม ไม่ให้อะไรต่าง ๆ นะครับ

๒. นี้ถ้าหากว่าหนี้สาธารณะมันเพิ่มขึ้นรวดเร็วนะครับ จนกระทบกับความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นนี้ก็หมายความว่าจะทำให้เจ้าหนี้บอก อย่างนี้ประเทศนี้ไม่น่าให้กู้แล้ว"

ผู้ดำเนินรายการ: "หนี้ใหม่ไม่ให้กู้ หนี้เก่าหรือว่า"

...ยืนยันรัฐบาลนี้ไม่ได้กู้มากที่สุด..ฐานะเรื่องหนี้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

อภิสิทธิ์: "หรือว่าคิดดอก ดอกขึ้น หรือเรียกเงินกลับคืนเร็วขึ้นหรืออะไรต่าง ๆ อันนี้ก็จะเป็นปัญหา ทีนี้ผมก็ขอยืนยันนะครับ หลายคนบอกรัฐบาลชุดนี้เข้ามากู้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่หรอกครับ ผม

ยกตัวอย่างว่า เดิมนี้เราเจอวิกฤตที่ต้องถือว่าแรงที่สุด เราก็คิดว่าต้องกู้เยอะ
     -   เราก็บอกว่าประกาศว่าเราพร้อมจะกู้ ๘๐๐,๐๐๐ ความจริงถึงกู้ครบ ๘๐๐,๐๐๐ นะครับ และ
     -   หนี้สาธารณะอาจจะขึ้นไปแตะเกือบจะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี
     -   ผลิตภัณฑ์มวลรวมนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับซึ่งสากลยอมรับได้นะครับ และก็เวลานี้บอกได้เลยว่าปีที่ผ่านมาในที่สุดนี้
     -   พอเศรษฐกิจฟื้นเร็วกว่าที่คิด เราก็บอก ๔๐๐,๐๐๐ หลังไม่กู้ ลดมาครึ่งหนึ่งแล้ว และ
     -   ก็แถมที่เราบอกว่าต้องกู้มาชดเชยงบประมาณขาดดุล เดิมนี้งบไม่ใช่ที่พูดกันในสภาฯ นะ งบที่ใช้อยู่ขณะนี้ จะขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านนะครับ แต่พอผ่านมาจะครบ ๑๒ เดือนนี้ปรากฏว่าจัดเก็บรายได้เกินเป้า อาจจะขาดดุลไม่กี่หมื่นล้าน หรือถ้าโชคดีจริง ๆ อาจจะกลายเป็นงบประมาณสมดุลก็ได้ "

ผู้ดำเนินรายการ: "อันนี้อาจจะเกี่ยวกับเรื่องส้มหล่นได้เงินมาอีก ๔๐,๐๐๐ กว่าล้าน"

อภิสิทธิ์: "นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะครับ แต่ว่า

  • เรื่องใหญ่ก็คือว่าฐานะในเรื่องของหนี้มันดีกว่าที่หลายคนคาดการณ์เอาไว้นะครับในช่วงที่เกิดวิกฤต และก็
  • เสร็จสรรพขณะนี้ก็บอกว่าหนี้สาธารณะเพิ่มจากประมาณ ๓๗ เปอร์เซ็นต์มาเป็น ๔๒ -๔๓ -๔๔ ไม่น่าจะเกินนี้มากนัก

ซึ่งใครที่อ่านข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศนี้จะทราบ ประเทศในภูมิภาคขณะนี้ปวดหัวกันหมด ของเขาขึ้นไปเกิน ๑๐๐ ก็มี ๘๐ - ๗๐ -๖๐ และไม่มีประเทศไหนปีที่ผ่านมาไม่เพิ่มขึ้นสักประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ละครับ เพราะว่าทุกคนจำเป็น "

ผู้ดำเนินรายการ: "ก็ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใช้ตังค์"

อภิสิทธิ์: " เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือว่ารัฐบาลได้ดูอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลเลยว่าหนี้ตรงนี้กำลังจะทำให้ประเทศล้มละลาย หรือลูกหลานเราเกิดขึ้นมาแล้วไม่มี โอ้โหต้องมาปวดหัว ไม่มีปัญหาในการที่จะมาใช้หนี้ ไม่มีกรณีอย่างนั้น มันเป็นเรื่องการบริหารปกติของรัฐบาลครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  "ถ้าหนี้สาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาลไม่เป็นปัญหานี้ ขณะนี้ที่มาโพกัสกันหรือมาให้ความสนใจกันนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นหนี้ของประชาชน "

...ไม่คิดเพิ่มภาษี แต่ขยายฐานภาษีให้กว้าง
อภิสิทธิ์: "ก่อนไปถึงตรงนั้นอีกนิดเดียวก็คือว่าอย่างที่บอกว่าเงินที่จะเอามาใช้หนี้ในที่สุดก็คือภาษี สิ่งที่ยืนยันว่าไม่ต้องกังวลก็คือ ขณะนี้รัฐบาลไม่มีความคิดว่าจะต้องเพิ่มภาษีเพราะมีปัญหาเรื่องการขาดดุล"

ผู้ดำเนินรายการ: "เคยเก็บเท่าไรก็เก็บเท่านั้น"

อภิสิทธิ์: "ใช่ครับ คือเก็บเท่าไรนี้อัตรานะครับ แต่ว่า

  • การขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้นเพราะยังมีคนจำนวนเยอะซึ่งไม่ได้เสียและควรจะเสียนี้นะครับ นั่นก็ส่วนหนึ่งที่จะต้องทำ กับเรื่องของแม้กระทั่ง
  • ภาษีที่เราจะปรับโครงสร้าง เช่น ภาษีที่ดินทรัพย์สินนี้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าอยากจะได้เงินเข้ามาเพิ่ม เป้าหมายอยู่ที่ว่าลดความเหลื่อมล้ำ อยู่ที่เรื่องของการปล่อยให้ทางท้องถิ่นเขามีรายได้ของตัวเองมากขึ้น
  • มีภาษีอยู่สองตัวเท่านั้นที่ผมพูดมาตลอดว่าผมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือเหล้ากับบุหรี่ อันนี้ก็เพื่อเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนในเรื่องของเหล้ากับบุหรี่

... ดูล่วงหน้า ปี ๕๙ สวัสดิการทั้งหมดควรเข้าระบบ
ผู้ดำเนินรายการ : "แต่ที่ท่านนายกฯ พูดถึงก่อนจะไปหนี้นอกระบบ  หนี้ประชาชน ท่านนายกฯ พูดอย่างนี้ก็ดีแล้วนะครับ คือขณะนี้รัฐบาลท่านนายกฯ เข้ามานี้มันมีหลาย ๆ อันซึ่งผมคิดว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายประจำ อันเกิดจากการให้สวัสดิการคนมีรายได้น้อย ยกตัวอย่างเช่น ๕๐๐ บาท เบี้ยยังชีพ หรือโครงการเรียนฟรี พวกนี้พอเข้าเป็นงบประมาณแล้วมันเลิกไม่ได้ ส่วนใหญ่มันจะเลิกไม่ได้"

อภิสิทธิ์: ": ส่วนใหญ่จะเลิกไม่ได้"

ผู้ดำเนินรายการ : " รัฐบาลไหนมาถ้าเกิดอีกหน่อยเลิกจ่ายเงิน ๕๐๐ บาทให้กับคนผู้สูงอายุ ผมคิดว่าเสร็จแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นพวกนี้มันเป็นรายจ่ายที่อยู่ในนั้น ฝังอยู่ แล้วมันก็จะเพิ่มพูน ๆ ถ้าต่อไปเพิ่มจาก ๕๐๐ เป็น ๖๐๐ / ๘๐๐ จำนวนคนเพิ่มขึ้นอย่างนี้ แบบนี้ในระยะยาวถ้ารัฐบาลอื่นมาทำอย่างอื่นอีก ไปแจกอย่างอื่นอีกหรือไปเพิ่มอย่างอื่นอีกนี้ พวกนี้มันจะทำให้ภาระที่เป็นงบประจำนี้มันมากขึ้น ๆ ๆ ถ้ารายได้มันไม่สัมพันธ์กันอย่างนี้มันก็จะเป็นปัญหาได้ "


อภิสิทธิ์:
" เราดูล่วงหน้าครับ เราดูล่วงหน้า อย่างสิ่งที่ผมพูดถึงว่าเกี่ยวข้องกับสวัสดิการทั้งหมดนี้ เราก็ตั้งใจว่าพอถึงปี ๒๕๕๙ ทุกอย่างเข้าระบบ คำว่าเข้าระบบนี้ พูดฟังเหมือนน่ากลัวว่าเอามาเข้าระบบทำไม จริง ๆ ยังไงก็มันมาจากตรงนี้อยู่แล้ว

  • เพียงแต่เดิมค่อนข้างจะเป็นนโยบายประเภทที่ว่าเฉพาะกิจบ้างอะไรบ้างนะครับ และก็
         - มีความไม่แน่นอน และก็สุดท้ายนี้ผมว่ามัน
         - ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดหลักประกันความมั่นคงนะครับ
  • ทีนี้เราก็เอาให้ชัดนะครับว่าต่อไปนี้
         - ผู้สูงอายุ
         - คนพิการ หรือว่า
         - โครงการเรียนฟรีมันเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องให้

...ค่าใช้จ่ายสังคมต้องเพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจการลงทุนน้องลงเพราะเอกชนเข้ามาทำได้
โดยส่วนตัวนี้ผมมองว่ารูปแบบของโครงสร้างเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายทางสังคมยังไงก็ต้องเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามเราจะมองว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการลงทุนทางด้านเศรษฐกิจ ระยะหลังเราจะเห็นว่าภาครัฐจะทำน้อยลง เพราะเอกชนสามารถที่จะเข้ามาทำได้ เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องปรับเหมือนกันว่า พูดง่าย ๆ

  • คนที่รับภาระกับการลงทุนทางด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
    • อาจจะไม่ใช่ผู้เสียภาษีทั้งหมด
    • อาจจะต้องแบ่งกันบ้างกับคนที่ใช้บริการ คนที่ได้ประโยชน์โดยตรง ใช่ไหมครับ เหมือนกับว่า 
         -  สมมติเราเอาเงินไปสร้างทางด่วน คนเขาก็ถามอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่ง
         -  รถไฟฟ้านี้ อ้าวแล้วถ้าเกิดผมไม่ได้ใช้ทำไมผมต้องเสียภาษีด้วย เราก็ต้องหาความพอดีตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตนี้คนที่ใช้บริการคงต้องรับในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
    • ภาษีอากรน้อยลง แล้วเอาภาษีนี้มาทำงานทางด้านสังคมมากขึ้น
  • แต่อย่างไรก็ตามนี้ผมคิดว่าเรื่องของการที่บอกว่ามันจะบานปลายหรือเปล่า

แนวทางรัฐบาลนี้ก็ถือว่าเราจะใช้ระบบที่เอาเรื่องอื่นเข้ามาเสริมได้ อย่างผู้สูงอายุ ก็คือคนที่พูดง่าย ๆ เกษียณอายุแล้ว บอกว่าอยากจะมีบำนาญ แต่ตอนนี้ได้เบี้ยยังชีพ ๕๐๐ บาท เราก็ไม่ได้กระโดดไปเพิ่มเป็น ๘๐๐ / ๑,๐๐๐ บาท ความจริงตอนนี้ถ้าเริ่มเจออสม. เริ่มเจอผู้สูงอายุ เขาบอกแหมเมื่อไรจะขึ้น แต่เราก็จะพยายามบอกว่า"

ผู้ดำเนินรายการ : "บางคนเป็นทั้งอสม.ด้วยทั้งสูงอายุด้วย"

...สวัสดิการ รัฐบาลรู้ล่วงหน้า ทำให้พอดีกลับสถานะการคลัง ผลักดันกองทุนเงินออมแห่งชาติ

อภิสิทธิ์: "ใช่ ๆ คือเรา

(หนึ่ง) จะดูตัวเลขของจำนวนคนครับ และเรารู้ล่วงหน้าด้วยพอสมควรว่าผู้สูงอายุจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร ๆ นี้ เราก็จะต้องคำนวณอยู่ตลอดเวลาให้มันพอดีกับเรื่องสถานะทางการคลัง กับ

สอง ก็คือว่า จะเห็นว่ารัฐบาลก็เริ่มผลักดันกองทุนเงินออมแห่งชาติ เมื่อกี้ก็พูดกองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อส่งสัญญาณว่าอะไร ว่าในที่สุดแล้วไม่ใช่ว่าอายุ ๖๐ แล้วคิดว่า "

ผู้ดำเนินรายการ : " รอรัฐบาลจ่ายเงินอย่างเดียวไม่ได้ "

อภิสิทธิ์: " คุณต้องออมด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ : "เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนยังไม่ ๖๐ "

อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ ๑๘ ปีอะไรนี้ต้องเริ่มออมเลย แล้วออมแล้วรัฐบาลช่วยสมทบเงินให้ "

ผู้ดำเนินรายการ : " เป็นแบบ Counter Fund คนออมก้อนหนึ่ง รัฐบาลจ่ายเงินให้อีกก้อนหนึ่ง อายุ ๖๐ ก็รับเงิน"

อภิสิทธิ์: " เพราะเวลานี้คนที่เป็น
     -  ข้าราชการเขาก็มี กบข.
     -  คนที่อยู่ในประกันสังคม เขาก็มีประกันสังคม นายจ้างจ่าย ลูกจ้างจ่าย เราจ่าย รัฐบาลจ่าย
     -  ทำไมเราไม่ให้ชาวนา
     -  ทำไมเราไม่ให้คนประกอบอาชีพอิสระ
นี่ก็คือแนวคิดรัฐบาล ต่อไปนี้ทุกคนมีอย่างนี้หมด พอทุกคนมีอย่างนี้หมด แรงกดดันต่อไปในอนาคตเรื่องเบี้ยยังชีพ ก็จะเบาลงครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : " อันนี้จะได้เห็นในรัฐบาลชุดนี้ไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "กองทุนเงินออมแห่งชาติขณะนี้ "

ผู้ดำเนินรายการ : " อยู่ที่กฤษฎีกา"

อภิสิทธิ์: "เสร็จแล้วครับ เสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นก็เสนอเข้าสภาฯ ในสมัยประชุมนี้ ส่วนจะได้เห็นไหมอยู่ที่สภาฯ ว่าจะออกมาให้ผมก่อนหรือเปล่านะครับ ส่วนกองทุนสวัสดิการชาวนาก็ตามหลังไป ยังช้าอยู่เพราะว่าอยู่ในขั้นของการยกร่าง"

ผู้ดำเนินรายการ : " ที่จริงคุยเรื่องหนี้มันก็มีหลายมิติ อย่างหนี้สาธารณะ สังเขปอย่างนี้ กลับมาทางหนี้ ผมจะข้ามหนี้ภาคเอกชนไปเลยเพราะคิดว่าหนี้ภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจเขากู้สถาบันการเงิน เขาอาจจะมีปัญหาหลักประกันกู้ไม่ได้อะไรก็สุดแท้แต่"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- แก้หนี้ครัวเรือน: รัฐบาลทักษิณกับรัฐบาลนี้ต่างกันอย่างไร

...การแก้หนี้นอกระบบ รบ. ไม่ได้ใช้เงินจากงบฯ ไม่ใช่การใช้หนี้แทนแต่ปลดออกจากเจ้าหนี้นอกระบบให้เข้าสู่หนี้ในระบบ และต้องมีวินัยการจ่ายดี จะได้รับการลดหนี้ มีวงเงินเหลือ  หลายคนไม่ได้ขึ้นทะเบียนในรอบแรกเพราะไม่เชื่อว่ารบ. จะทำได้จึงจะเปิดรอบสองในอนาคต

...หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ
อภิสิทธิ์
: "แต่ความจริงก็มันแยกกันเสียทีเดียวก็ไม่ได้นะครับ เพราะเวลาเราพูดหนี้ หนี้ครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว หลายคนก็คือหนี้ ธุรกิจน่ะแหละ เพียงแต่เขาเป็นเอสเอ็มอี เล็กมาก ๆ เท่านั้นเอง"

ผู้ดำเนินรายการ : "ก็เลยไปกู้หนี้ยืมสินตั้งวงแชร์ ทีนี้ถ้าเป็นของเอกชน ผมคิดว่าประชาชนขณะนี้มีปัญหาเรื่อง ถ้าพูดถึงหนี้นอกระบบ คือไม่ได้กู้กับสถาบันการเงิน ผมเข้าใจว่ารัฐบาลนี้พยายามทำอะไรในช่วงตั้งแต่ปีที่แล้ว มีการให้ไปลงทะเบียน มีคนมาลงทะเบียน ๑,๒๐๐,๐๐๐ ราย เสร็จแล้วไปกรองไปคัด ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พูดคำว่า Kick off เริ่มจัดระบบว่าถ้าเกิดคนชำระหนี้ ให้กู้ไป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนเป็นเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้าน แล้วเริ่มชำระหนี้ รัฐบาลก็พยายามจะจัดระบบ มีที่เรียกว่า ลดหนี้ มีวินัย ใช้การเงินอะไรประมาณอย่างนี้ นี่เป็นแคมเปญที่ท่านนายกฯ ออกไปเมื่อวันจันทร์ อะไรครับนี่ คำถามคืออะไรครับนี่ "

อภิสิทธิ์: "กระโดดไปถึงตรงนั้นเลยหรือ ผมนึกว่าจะคุยตั้งแต่ว่าแก้ไปกี่คน "

ผู้ดำเนินรายการ : " ได้ ๆ แล้วผมจะตัดกลับมาอีกที "

...แก้หนี้นอกระบบไม่ใช่ใช้หนี้แทน แต่ปลดออกจากเจ้าหนี้นอกระบบ
อภิสิทธิ์: "ได้ครับ เอาอย่างนี้ดีกว่าว่า พอเรา

  • เริ่มโอนหนี้ของคนซึ่งเป็นหนี้นอกระบบ ให้ธนาคารแล้ว คือหมายความว่าตอนนี้ปลดปล่อยเขาออกจากเจ้าหนี้นอกระบบ ซึ่งมาทวงเงินกันทุกวัน ๆ ดอกเบี้ยมหาโหดอะไรนี้นะครับ
  • เข้ามาสู่ระบบแล้ว อาจจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. หรืออะไรก็ตามนี้นะครับ เราก็จะออกบัตรอันนี้ให้นะครับ ถามว่าบัตรอันนี้ให้เพื่ออะไร คำตอบคือเราย้ำมาตลอดว่า การแก้หนี้นอกระบบนี้ไม่ใช่โอนเงินแล้วก็จบ "

ผู้ดำเนินรายการ : " ไม่ใช่ใช้หนี้แทนด้วย"

...เข้าสู่หนี้ในระบบ ต้องวินัยดี ได้รับการลดหนี้ มีวงเงินเหลือ
อภิสิทธิ์
: " (หนี่ง) ไม่ใช่ใช้หนี้แทนด้วยนะครับ แล้วโอนเข้ามามันอาจจะไม่จบ ไม่จบเพราะอะไร เพราะว่าถ้าเขาเป็นลูกหนี้ไม่ดี ก็กลายเป็นหนี้เสียอีก วันข้างหน้าเดี๋ยวก็ต้องมาเรียกร้องอีกว่าทำอย่างไร ปลดหนี้ พักหนี้ แฮร์คัทอะไรต่าง ๆ ใช่ไหมครับ กับ
                สองนี้ก็คือว่า พอเขาโอนเข้ามาแล้วคงไม่ได้หมายความว่าเขาอาจจะไม่มีความต้องการในการที่จะได้วงเงินเพิ่ม เราจะส่งสัญญาณอย่างไร เราก็คิดกันว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อโอนเข้ามาแล้วให้เขาเป็นลูกหนี้ที่ดี ถึงใช้คำว่า นายหรือนางสาวนะ คนไทย วินัยดี วินัยดีคือะไร หมายความว่าพอโอนหนี้เข้ามาแล้วนี้คุณส่งเงิน ดอกเบี้ยทุกงวด ทุกเดือนอะไรนี้นะครับได้ครบตามที่ตกลงกันไว้ พอถ้าครบตรงนี้ บัตรนี้ คือใครเข้าโอนปั๊บ เข้ามาสู่ระบบปั๊บได้บัตรนี้ แล้วก็มีบาร์โค้ด พอชำระหนี้เสร็จปั๊บครบทั้งปี เราก็บอกเลยว่าธนาคารจะมีวงเงินให้กู้เพิ่ม ครึ่งหนึ่งของที่เขาจ่ายเข้าไป อันนี้เพื่ออะไร เพื่อส่งเสริมว่าเมื่อคุณเข้ามาแล้วนี้ถ้าคุณมีวินัย วินัยดีอย่างที่ว่านี้ก็จะได้รับการลดหนี้ มีวงเงินอย่างที่ว่า แล้วตรงนี้ก็จะมีเรื่องสิทธิ เรื่องประกันชีวิต เรื่องอะไรต่าง อีกนะครับ เพื่อที่จะบอกอะไรครับ เพื่อที่จะบอกว่าการที่เราจะแก้ปัญหาหนี้สินให้มันยั่งยืนนี้ สุดท้ายยังต้องกลับมาในเรื่องของวินัย และเรามีแต่ คือเรามักจะเห็นแต่บทลงโทษใช่ไหม มีค่าปรับฟ้องร้องอะไรต่าง ๆ แต่ขณะนี้เรากำลังจะจูงใจว่า ถ้าคุณมีวินัย มันมีสิ่งตอบแทน"

...วิธีแก้หนี้ของรัฐบาลทักษิณต่างกับรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างไร
ผู้ดำเนินรายการ
: " ผมถามอย่างนี้ดีกว่าว่า วิธีการแก้หนี้ ผมจำสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ
     -  พักหนี้ ๓ ปี
     -  รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยส่วนต่างให้กับเจ้าหนี้
ของรัฐบาลท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวลามองหนี้ประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นกว้าง ๆ นี่นะครับ ซึ่งที่มันมีซอยแยกย่อยเยอะนี้ บางคนกู้ไม่ได้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง บางคนกู้มาแล้วใช้ไม่ได้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง บางคนกู้ในระบบไม่ได้ก็ต้องไปกู้นอกระบบ ก็เป็นปัญหาหนึ่ง อันนี้เวลาเราเข้าไปรับกับปัญหาเรื่องหนี้ของภาคครัวเรือนแบบนี้ อีรุงตุงนังสังขยาแบบนี้ มันต่างจากที่สมัยรัฐบาลเดิมเขาทำอย่างไร "


อภิสิทธิ์: "คือรัฐบาลเดิมมีพักหนี้ด้วยนะครับ แล้วก็เคยมีขึ้นทะเบียนแบบนี้"
 
ผู้ดำเนินรายการ : " ขึ้นทะเบียนคนจน เขาใช้คำว่าขึ้นทะเบียนคนจน"

อภิสิทธิ์: "แต่เขาจะแยกว่าคนจนมีปัญหาเรื่องที่ดิน ปัญหาเรื่องอะไร ขึ้นไปแล้วตอนนั้น ๑.๗ ล้าน แล้วก็แก้ไปได้ประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน แต่ว่าเรื่องพักหนี้ก็หมายความว่า ๓ ปีนั้นรัฐบาลก็ช่วย แต่ว่าพอครบ ๓ ปีก็กลับไปเป็นสถานะเดิม

...วิธีแก้หนี้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์
ทีนี้ที่เราแก้นี้ขณะนี้คือหนี้นอกระบบนี้ คือพวกที่ไปกู้เงินจากในชุมชน จากใครต่อใคร แล้วดอกเบี้ยโหดมาก ๆ นะครับ แล้วก็ทวงกัน แล้วก็มีปัญหาอื่น ๆ แทรกซ้อนเข้ามา เราก็เริ่มต้นจากการ

  • ให้มาขึ้นทะเบียนก่อน ก็ขึ้นมา ๑.๒ ล้าน เราก็คิด จริง ๆ ตอนนั้นเราคิดว่าแก้ได้สัก ๒๐๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ คนก็ถือว่าเยอะแล้วนะครับ แต่
  • หลักคิดของเราคืออะไร ไม่ใช่รัฐบาลไปจ่ายหนี้ให้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ไม่เป็นไรผมรับหนี้มา"

ผู้ดำเนินรายการ : "รัฐล้างหนี้ให้ ไม่ใช่"

อภิสิทธิ์: "ไม่ใช่ เราเพียงแต่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมานั่งจ่ายดอกเบี้ยกัน ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน และวันจันทร์ที่ผมไปงานเขานี้ เจอคนที่จ่าย ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อวัน นะครับ กู้มา ๒๐๐,๐๐๐ จ่ายวันละ ๒,๐๐๐ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราก็บอกว่าอย่างนี้มันไม่ไหว แล้วสุดท้ายนี้ก็ครอบครัวล่มสลาย ฆ่าตัวตาย หรือว่าทวงหนี้กันแล้วก็ต้องไปฆ่าแกงกัน"

ผู้ดำเนินรายการ : "ลงไม้ลงมือกัน"

...เอาเจ้าหนี้ลูกหนี้มาประนีประนอมกัน
อภิสิทธิ์
: "ใช่ เราก็บอกว่าว่าไม่เอาแล้ว อยู่กันแบบนี้ สิ่งแรกที่เราทำก็คือว่า ให้ฝ่ายปกครอง มหาดไทย และตำรวจเขาช่วยด้วย เอาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ มาประนีประนอมกัน คุณอย่าอยู่อย่างนี้เลย เจ้าหนี้คุณก็ได้ไปพอสมควรแล้ว "

ผู้ดำเนินรายการ : "จะผ่อนผันผ่อนเกณฑ์อะไรก็ทำ"

อภิสิทธิ์: "หรือประนอมหนี้กันได้ไหม ขั้นตอนนี้จาก ๑.๒ ล้าน ก็ได้ประมาณสัก คือก่อนจะถึงตรงนี้ก็มาตกลงกันประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ตกลงกันได้ ๖๐๐,๐๐๐ อีก ๕๐๐,๐๐๐ ที่หายไปนี้ผมก็พยายามให้เขาไปไล่ดูเพราะอะไร มีอย่างที่คุณวีระพูดนะครับ ส่วนหนึ่งบอกว่าเข้าใจว่ารัฐบาลจะจ่ายให้อะไรอย่างนี้
ผู้ดำเนินรายการ จะล้างหนี้ให้"

...ไม่ได้ใช้เงินจากงบฯ ไม่ได้ล้างหนี้ให้ แต่นำเข้าสู้ระบบ
อภิสิทธิ์
: " จะล้างหนี้ให้ รัฐบาลไม่ล้างให้ไม่สนใจเข้าร่วมโครงการอะไรอย่างนี้มี แต่ว่าสุดท้ายพอ ๖๐๐,๐๐๐ ตกลงกันได้ เราก็บอกว่าหนี้อันนี้ให้ธนาคารเขาไปเอามาจากเจ้าหนี้นั่นแหละ แล้วก็จะได้เข้ามาสู่ระบบที่มันพอไหวหน่อย อัตราดอกเบี้ยที่มันสมเหตุสมผล "

ผู้ดำเนินรายการ : " ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน หรือว่าจะเป็น ๐.๗๕ สุดแท้แต่ว่า คือมันลดลงไปเยอะ"

อภิสิทธิ์: " ลดลงไปเยอะนะครับ อย่างรายที่ผมพูดเมื่อกี้ ๒๐๐,๐๐๐ เคยจ่ายวันละ ๒,๐๐๐ ตอนนี้จ่ายเดือนละ ๓,๘๐๐ เท่านั้น อย่างนี้เขาก็จะลืมตาอ้าปากได้นะครับ ก็เอาเข้ามา ทีนี้ตอนเอาเข้ามามันก็ต้องมีหลักเกณฑ์บ้างนะครับ เราจะไปบังคับธนาคารบอกว่าคุณต้องรับมามันไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องดูฐานะ"

ผู้ดำเนินรายการ : " เขาเป็นคนปล่อยกู้ ถ้าเกิดเขาตึงเกินไป เสียหายเขาก็แย่อีก"

อภิสิทธิ์: "ครับ หรือว่าสุดท้ายถึงเขาเสียหายเขาก็คงวิ่งมาขอรัฐละครับ ถ้ารัฐไปทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเขาก็จะวางหลักเกณฑ์เรื่องว่า มีคนมาค้ำประกันมาอะไร ทีนี้บางทีก็เข้าใจผิด หรืออาจจะไม่ผิดแต่ไม่อยากให้กู้หรืออย่างไรไม่ทราบ ทั่วประเทศที่ร้องผมมามากที่สุดตอนนั้นก็บอกว่า ต้องไปหาข้าราชการมาค้ำ ความจริงไม่ใช่ข้าราชการ เราก็

  • กำหนดหลักเกณฑ์ว่าใครก็ได้ แต่ว่ามีรายได้ รู้สึกว่าจะ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลหนี้ ก็ทำกันมา แล้วก็ช่วงหนึ่งก็ปรากฏว่ามีหลายคนบอกหาคนค้ำประกันไม่ได้ เราก็วิ่ง
  • ไปเอา บสย. มาช่วยค้ำประกันให้ ตอนนี้ก็เลยทำไปได้เกิน ๔๐๐,๐๐๐ รายแล้ว เข้ามาสู่แล้วก็จะมีบัตรอย่างนี้ครับ ๔๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็คิดว่าน่าจะเดินต่อไปได้อีกประมาณสักเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ เหมือนกัน"

ผู้ดำเนินรายการ : " ที่ตกค้างหรืออาจจะมี .

อภิสิทธิ์: "ที่ยังอยู่ในกระบวนการ"


ผู้ดำเนินรายการ : "ถ้าเกิดอย่างนี้พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเริ่มสตาร์ทจาก ๑.๒ ล้าน ตัดคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรออกไปเสียส่วนหนึ่ง รัฐบาลสามารถช่วยคนที่เป็นหนี้นอกระบบนี้ ๕๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ - ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท "

อภิสิทธิ์: " แล้วตอนนี้ก็คิดว่าคงจะเปิดรอบสองในอนาคตอาจจะไม่ไกลเกินไป ให้มาขึ้นทะเบียนสำหรับคนอื่น ๆ เพราะมีหลายคนบอกรอบแรกไม่ได้ขึ้น ไม่เชื่อว่าจะทำได้ อะไรอย่างนี้นะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ : "ทั้งหมดนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้ตังค์จากงบประมาณแม้แต่บาทเดียว"

อภิสิทธิ์: " ถูกต้องครับ อันนี้เป็นการโอนเข้ามา ทีนี้สิ่งที่ผมหวังมากไปกว่านั้นขณะนี้นะครับ อาจจะเล็งผลไปไกลอีกก็คือว่า ธนาคารที่เข้ามาในโครงการนี้ครับ โดยเฉพาะถ้าตัวนี้ไปได้ดีนะครับ คือหมายความว่าเขาได้ลูกค้าดี ๆ เข้ามา ผมว่าเขาจะเริ่มคิดเรื่องที่เราเรียกว่า Micro Finance กันมากขึ้นนะครับ ความหมายก็คือว่า คนมองว่าลูกหนี้นอกระบบ คนไม่มีสตางค์คนไม่มีอะไร แต่คุณวีระมานั่งคิดดูนะครับ ถ้าเราต้องจ่ายเงินวันละ ๒,๐๐๐ อย่างที่ผมว่า เรามีปัญหาไหมครับบางที ไม่มีหรอก แสดงว่าคนเหล่านี้เขามีศักยภาพนะ เขามีศักยภาพ "

ผู้ดำเนินรายการ : " ที่จะหาตังค์"

อภิสิทธิ์: " ใช่ เพียงแต่ว่าเขาขอให้เขามีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง เพียงแต่ว่ามันเป็นระบบซึ่งอาจจะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ได้รู้จักคนที่จะมาค้ำประกันอะไรต่าง ๆ ต้องไปช่วยคนเหล่านี้ ทีนี้กลุ่มที่เหลือที่ยังมีปัญหา แก้ยากสุดคือไม่มีรายได้ อย่างนี้ยากแล้ว พอไม่มีรายได้ใครเขาจะปล่อยให้กู้ เราก็เลยบอกว่าสำหรับกลุ่มนี้ให้กระทรวงแรงงานเข้ามาอีกทางหนึ่ง สร้างอาชีพ "

ผู้ดำเนินรายการ : "สร้างอาชีพ ให้เกิดรายได้อะไรก็ว่ากันไป "

... Micro Financeระบบ สินเชื่อสำหรับรายย่อยจริง ๆ ให้เข้าถึงแหล่งทุน
อภิสิทธิ์: "ทีนี้มาถึง Micro Finance ก็คือว่า พอคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นลูกหนี้ของธนาคาร เราก็หวังว่าธนาคารจะเริ่มคิดระบบที่ปล่อยกู้ ที่มันสอดคล้องกับความเป็นจริงของคนเหล่านี้ แต่คนเหล่านี้ถ้าไปใช้แบบระบบปกติไม่มีทางผ่าน ใช่ไหมครับ บังเอิญเรามีนโยบายนี้ และก็มีการมาประนีประนอมหนี้อะไรต่าง ๆ และก็พูดง่าย ๆ คือตามติด และยิ่งตอนหลังมีสายด่วน ๑๖๘๙ คนชอบโทรมาฟ้อง ว่านี่ไปติดต่อธนาคารอะไรอย่างนี้ จี้เข้าไป มันก็ช่วยกระตุ้นอะไรหลายอย่าง

ตอนนี้ผมเข้าใจว่าการคิดเรื่องของระบบสินเชื่อสำหรับรายย่อยจริง ๆ Micro Finance นี้ไปได้ดี
     -  ธ.ก.ส. ก็ไปทำที่ศรีสะเกษ เป็นธนาคารชุมชน
     -  ธนาคารศรีฐานอะไรต่าง ๆ นี้
เราก็หวังว่าตัวนี้จะเป็นการเติบโตขึ้นมา ทำให้คนเข้าถึงแหล่งทุน ก็ไปนึกถึงว่าตอนที่เขาไปสำรวจความคิดเห็นในโครงการปฏิรูปประเทศนี้นะครับ ว่าปัญหาความยากจนแน่นอนมาอันดับ ๑ เสมอนี้ อะไรสาเหตุความยากจน มากสุดก็บอกว่าเข้าไม่ถึงแหล่งทุน คือเขามีความเชื่อว่าจริง ๆ ขอให้เขาได้มีการเข้าถึงแหล่งทุนที่มันสมเหตุสมผล"

ผู้ดำเนินรายการ : " ถ้าได้กู้เสียหน่อยมันก็จะสามารถ"

อภิสิทธิ์: " ในเงื่อนไขที่มันเป็นไปได้ มันก็จะ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ปรับเงินเดือนข้าราชการ แรงจูงใจดึงคนเก่งเข้าภาครัฐ

...ปรับเพื่มเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่เพื่อลดช่องว่างเงินเดือน ระหว่างข้าราชการและลูกจ้างเอกชน  และจะต้องปรับทุกระดับในอนาคตด้วย

อภิสิทธิ์: "สัปดาห์ที่ผ่านมามีงานที่อยากจะรายงานให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอยู่ เรื่องแรกคงจะเป็นเรื่องของระบบราชการ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไม่เพียงแต่เรื่องของการที่จะปรับบัญชีเงินเดือนราชการ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนเมษายนอย่างที่ได้เคยเล่า

และพี่น้องประชาชนคงทราบอยู่แล้ว  แต่ว่าได้มีการอนุมัติในโครงการซึ่งจะช่วยปรับในเรื่องของค่าตอบแทนของภาคราชการให้มีความใกล้เคียงกับภาคเอกชนมากขึ้น

โดยจุดแรกที่เราเข้าไปดูคือจุดของการบรรจุข้าราชการที่รับเข้าไปเป็นครั้งแรก พูดง่าย ๆ คือว่าบรรดาผู้ที่จบการศึกษา

  • ปริญญาตรี
  • ปริญญาโท
  • ปริญญาเอก

ที่ตัดสินใจที่จะก้าวเข้ามาสู่ระบบราชการ ปัจจุบันเราพบว่าช่องว่างระหว่างเงินเดือนของคนที่จบใหม่เข้ารับราชการกับภาคเอกชน ห่างกันพอสมควร เข้ารับราชการก็ไม่ถึงหมื่น และเราก็มีการ

    • ดูตัวเลขและ
    • กำหนดเป้าหมายเบื้องต้น

ที่จะลดช่องว่างตรงนี้ พยายามจะทำให้เท่าเทียมกันให้ได้ภายใน ๕ ปี สิ่งแรกที่เราได้อนุมัติไปคือว่าจะมีการปรับเรื่องของเงินเดือนสำหรับคนที่แรกเข้า หรือเข้ารับบรรจุเป็นครั้งแรกขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท  นั่นเป็นประเด็นแรก 

[จุดที่๒] แต่ว่าที่เราทำมากกว่านั้นคือว่าเราต้องการที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นในเรื่องของการที่จะรับคนเข้าสู่ระบบราชการตั้งแต่แรกเลย ความยืดหยุ่นที่ว่าก็คือว่าปัจจุบันนี้เวลาที่มีการบรรจุเข้ารับราชการ เงินเดือน

  • ไม่ว่าจะจบมาจากสถาบันไหน
  • ไม่ว่าจะมีความสามารถพิเศษหรือไม่อย่างไร

ก็จะเท่ากันหมด ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาเพราะว่าทำให้แรงดึงดูดของคนที่จะเข้าระบบราชการน้อยเกินไป  สิ่งที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบคือว่านอกเหนือจากการที่จะเพิ่มเงินเดือนที่บรรจุในครั้งแรกแล้ว

ยังกำหนดให้มีความยืดหยุ่นคือเป็นช่วง นั่นหมายความว่าจะมีเงินเดือนขั้นต่ำ แล้วก็จะสามารถที่จะมีการเพิ่มให้เงินเดือนที่แรกรับเพิ่มขึ้นได้จากเงินเดือนขั้นต่ำนี้ โดยจะมีการกำหนดปัจจัยสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะไปพิจารณา เช่น

  • ถ้าสมมติว่ามาทำงานในสาขาที่ขาดแคลน ก็จะมีโอกาสได้เงินเดือนสูงขึ้น 
  • ถ้าสมมติว่ามีความสามารถพิเศษ เช่น
    • อาจจะมีความรู้ทางด้านภาษาต่างประเทศที่เป็นที่ต้องการ ก็จะได้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง หรือ
    • ดูจากคะแนนในการสอบ

เพราะฉะนั้นคนที่เก่งจริง ๆ เก่งมาก ๆ สามารถที่จะทำคะแนนได้ มีความโดดเด่น ก็จะมีส่วนเพิ่มเข้าไปเป็นเงินเดือนที่เข้ารับราชการตอนแรกแล้วสูงกว่าเงินเดือนขั้นพื้นฐาน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพยายามที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เราสามารถที่จะดึงดูดให้คนเก่ง ๆ คนดี ๆ เข้ามารับราชการมากขึ้น  และทำให้การรับราชการนั้นมีค่าตอบแทน มีความก้าวหน้า ที่จะเหมาะสม

เพราะว่าเมื่อเราปรับเงินเดือนเมื่อแรกรับเข้าแล้ว ในที่สุดแล้วจะมีการไล่ปรับในระดับอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต อันนี้ก็เป็นความพยายามที่จะให้ระบบราชการนั้นยังคงความดึงดูดในการที่จะได้คนดีคนเก่งเข้ามาทำงานเพื่อรับใช้บ้านเมือง ก็เป็นงานสำคัญงานหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในสัปดาห์ที่ผ่านมา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>



(กลับไปด้านบน)

- ราคาข้าว แนวโน้มขึ้นปลายปี เตรียมตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา

...เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค ระบบสวัสดิการ ที่ครอบคลุมพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม  ผลประเมินเรื่องการประกันรายได้พบว่าทั่วถึง ชัดเจน และมาถูกทาง  ปัญหาราคาข้าวในปัจจุบันเกิดจากการแทรงแซงในรบ. ก่อน ซึ่งขณะนี้ได้เร่งระบายข้าว ไม่ให้มีผลกระทบและราคาจะกระเตี้องขึ้นในปลายปี

ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไปราคาข้าวน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

อภิสิทธิ์: "เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอใช้เวลาตรงนี้ก็เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาและเรื่องของข้าว เพราะว่าจริง ๆ ขณะนี้สถานการณ์ทางด้านการเกษตรในปีนี้  จะพบว่าราคาสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นยางพารา  มันสำปะหลัง  ข้าวโพด ค่อนข้างจะดีมาก แต่ว่าผลผลิตได้รับผลกระทบจากเรื่องของภัยแล้งอยู่บ้าง รวมทั้งเรื่องของผลไม้ด้วย แต่ว่ามี

ข้าวครับที่เป็นปัญหาในเรื่องของราคา ซึ่งอันนี้ก็มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ได้มีการพิจารณากันไปในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ส่วนหนึ่งก็คือยอมรับครับว่าปัญหาของราคาข้าวที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาของการแทรกแซงในอดีตของรัฐบาล 
     -  ในเรื่องของโครงการที่มีการจำนำ และ
     -  เก็บเอาข้าวมาอยู่ในสต็อกของรัฐบาลจำนวนมาก
ขอเรียนว่าขณะนี้แนวทางของรัฐบาลก็ชัดเจนครับคือ

  • เร่งระบายข้าวส่วนนี้ออก แต่เป็นการระบายซึ่งจะไม่ให้มีข่าวคราว หรือมีผลกระทบต่อเรื่องของราคาในตลาด ผมอยากจะเรียนเพียงสั้น ๆ ว่า
  • ได้มีการดำเนินการไปพอสมควรแล้ว และคิดว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการมีสต็อกข้าวที่มีผลกระทบต่อราคาในส่วนนี้
  • เมื่อเข้าสู่ประมาณช่วงปลายปีจะลดลงไปมาก  ซึ่งผมคิดว่าจะมีโอกาสทำให้ราคาข้าวกระเตื่องขึ้นมา พร้อมๆ  กันนั้นก็จะเห็นว่า
  • ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหลายต่อหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตข้าว ก็คงจะทำให้ความต้องการเทียบกับปริมาณข้าวที่ออกมาสู่ตลาด ตั้งแต่ช่วงปลายปีเป็นต้นไป น่าจะทำให้ราคาข้าวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

...ประกันรายได้: ทั่วถึง ชัดเจน มาถูกทาง
ขณะเดียวกันการแทรกแซงในรูปแบบของการประกันรายได้ซึ่งทำมา ก็ได้มีการประเมินผลอย่างกว้างขวาง ก็ขอเรียนว่าในภาพรวม การใช้นโยบายการประกันรายได้ของเกษตรกรก็

  • ได้ช่วยให้การช่วยเหลือของรัฐบาลมีความทั่วถึงมากขึ้นอย่างชัดเจน และ
  • ไม่เป็นการไปบิดเบือนกลไกตลาด และ
  • เป็นแนวทางที่เรามั่นใจว่ามาในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว  เพราะฉะนั้น
  • ในฤดูกาลนี้ที่กำลังมีการเพาะปลูกอยู่ ก็มีการเดินหน้าในโครงการของการประกันรายได้
         - โดยคงในเรื่องของราคาและ
         -  ปริมาณที่เป็นสิทธิที่ให้กับพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวนา แต่ว่า
  • เรื่องของจำนวนผลผลิตต่อไร่ ที่ใช้คำนวณในการที่จะจ่ายเงินชดเชยนั้นก็มีการปรับขึ้นทั้งในพื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน

ส่วนปัญหาที่มีอยู่บ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโครงการประกันรายได้ ก็จะมีการแก้ไขไปโดยลำดับ

ประการแรกคือสำหรับกรณีของข้าวนาปรัง และช่วงที่ผ่านมาที่ปรากฏว่าหลายพื้นที่
     -  ยังมีการร้องเรียนเข้ามาว่ายังไม่ได้รับราคา หรือการชดเชยที่เป็นธรรม ทางคณะกรรมการได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามัน
     -  มีช่วงรอยต่อระหว่างวันที่ ๒๕ กับวันที่ ๒๖ เมษายน ซึ่งทางการไปเปลี่ยนสูตรในการคำนวณราคาอ้างอิง เพราะฉะนั้นทำให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยก่อนวันที่ ๒๖ เมษายนได้รับในอัตราค่อนข้างต่ำ
     -  สิ่งที่เป็น มติของคณะกรรมการฯ ขณะนี้ก็คือให้มีการไปคำนวณ

  • โดยใช้สูตรคำนวณราคาอ้างอิง ที่ใช้หลังจากวันที่๒๕ เมษายน ย้อนกลับไปคำนวณ และมีการ
  • เพิ่มเงินชดเชยให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ได้ใช้สิทธิ์ก่อนวันที่ ๒๕ เมษายน ซึ่ง
  • กำลังจะไปคำนวณตัวเลขในรายละเอียด และ
  • คงจะได้มีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และจะได้มีการชดเชยเพิ่มเติมต่อไป  

รัฐผลักดันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา
...ก้าวเข้าสู่ยุค ระบบสวัสดิการ..ครอบคลุมพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม
ผมขอเรียนว่านอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ในส่วนของสวัสดิการของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาทาง กขช. ก็ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการเช่นเดียวกันครับ ที่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นไปยกร่างกฎหมายที่จะมาทำในเรื่องของกองทุนสวัสดิการชาวนา

หลักคิดตรงนี้ก็คงจะเหมือนกับที่รัฐบาลได้มีการผ่านกองทุนเงินออมแห่งชาติ และกำลังจะนำเสนอเข้าสู่สภาฯ

  • คือจะเปิดโอกาสให้ชาวนา สามารถที่จะนำเงินที่ได้จากการขายข้าว
  • หักออกมาสมทบเข้าเป็นกองทุน และ
  • ได้รับการสมทบจากรัฐบาลอีกส่วนหนึ่ง

เพื่อจะนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการชาวนา อันนี้ก็จะเป็นการเพิ่มหลักประกัน และเป็นไปตามแนวทางที่ผมได้พูดตลอดเวลาว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่จะมีระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องชาวนาด้วย อันนี้ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ได้มีการผลักดันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ยกระดับการวิจัยและพัฒนาของไทย เพิ่มสัดส่วนงบประมาณ เชื่อมโยงสู่ภาคเอกชน

...รัฐฯ แก้ปัญหางานวิจัยและการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ผลักดันสัดส่วนงบประมาณ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงทุกภาคส่วน นำไปสู่เอกชนและรัฐฯ ทำงานวิจัยร่วมกัน เพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่อย่างแท้จริง

อภิสิทธิ์: "ซึ่งเมื่อวานนี้นอกจากที่ผมจะได้ไปเยี่ยมชมงานแล้ว ก็เลยได้ใช้โอกาสนั้นพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยได้มีการพูดถึง

  • ปัญหาของงานวิจัย และการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
    • ซึ่งต้องยอมรับว่าในการประเมินของสถาบันระหว่างประเทศต่าง ๆ นั้นก็ยังจัดประเทศไทยให้อยู่ในอันดับที่ไม่ดี และ
    • เห็นได้ชัดว่าการเติบโตหรือการขยายตัวของการวิจัย และการพัฒนานั้นยังน้อยเกินไป

ส่วนหนึ่งรัฐบาลก็พยายามที่จะผลักดันโดยการแก้ไขในเรื่องของสัดส่วนงบประมาณ ในเรื่องของการทุ่มเทไปยังบางโครงการ เช่น โครงการมหาวิทยาลัยวิจัย แต่ว่าปัญหาพื้นฐานจริง ๆ ก็ยังเป็นเรื่องซึ่งสัปดาห์ที่แล้วก็ได้พูดคุยกับทั้งเด็กนักเรียนและผู้ปกครองใน

  • เรื่องของการที่จะสนับสนุนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน มาตั้งแต่การเรียนการสอนในโรงเรียน และที่สำคัญคือว่า
  • [เรื่อง] การเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยและพัฒนากับทางด้านของภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจหรือภาคสังคม ยังมีน้อยเกินไป 

สิ่งที่ได้มีการปรึกษาหารือกันเมื่อวานนี้ และคิดว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นการผลักดันอีกขั้นหนึ่ง ก็คือว่าเราจะเริ่มต้นจากการที่จะ

  • ให้ทุกหน่วยงาน ที่ทำงานทางด้านการวิจัย และมีโครงสร้างพื้นฐานทางการวิจัย
    • โครงสร้างพื้นฐานที่ว่าก็หมายถึงในเรื่องของอุปกรณ์ ในเรื่องของบุคลากรต่าง ๆ ต้องจัดทำฐานข้อมูลทั้งหมด แล้วก็ส่งข้อมูลนี้มารวบรวมไว้
    • ก็ตั้งใจว่าจะมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้รวบรวมฐานข้อมูลตรงนี้ไว้ แล้วเสร็จจากนั้นจะ
  • ให้ฐานข้อมูลนี้สามารถที่จะเปิดไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมได้
    • ในหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ก็จะเป็นกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หรือหน่วยงานกลางอย่างสำนักงบประมาณ แล้วก็จะมี
    • ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน เช่น ในส่วนของสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และก็ไปถึงเรื่องของภาคประชาสังคมด้วย

ในแง่ของชุมชนต่าง ๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งที่เราคาดหวังคือว่า

    • เมื่อภาคส่วนต่าง ๆ เหล่านี้สามารถที่จะรับทราบว่ามีโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัยตรงไหน เช่น
      • มีเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ใด ๆ แล้วอยากจะใช้ก็สามารถที่จะติดต่อใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น
      • หลายเรื่องซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทางหน่วยงานของทางด้านวิจัย หรือหน่วยงานภาครัฐมีอยู่ อาจจะใช้เฉพาะในเวลาราชการ แต่ว่า
      • ถ้าเรามีข้อมูลตรงนี้ และมีความต้องการที่จะใช้ เราก็จะเปิดโอกาสให้ใช้นอกเวลาราชการได้

เช่นเดียวกันนะครับการมีฐานข้อมูลตรงนี้ ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนหรือเอสเอ็มอี ภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งมีความประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาบางอย่าง

    • โดยต้องการที่จะให้มีการวิจัยเข้ามาสนับสนุนในเรื่องกิจการของตัวเอง ก็จะมีโอกาสทราบว่ามีนักวิจัย หรือมีผู้เชี่ยวชาญทำงานทางด้านที่คาบเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาอยู่ที่ไหน อย่างไร

หลังจากนั้นผมคิดว่าเมื่อเราเริ่มต้นจากก้าวแรกก้าวนี้แล้ว

  • การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมก็ดี ภาคสังคมก็ดี กับงานวิจัยต่าง ๆ ที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผลักดันให้เกิดความก้าวหน้า ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น  และ
  • จะเป็นการส่งเสริมในที่สุดต่อไปว่าภาคเอกชนกับภาครัฐจะสามารถเข้ามาทำงานทางด้านการวิจัยร่วมกันได้
  • จะไปดูในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้นักวิจัยที่จะเป็นนักวิจัยที่สังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงนักเรียนที่กลับมาใช้ทุนในภาครัฐ สามารถไปทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทั้งหมดเราก็หวังว่าจะนำไปสู่การที่เราจะเอางานวิจัยและพัฒนาไปใช้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง

ซึ่งคาบเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีสิ่งที่รัฐบาลจะผลักดันอีก ๒ เรื่อง

[เรื่องแรก] คือการที่จะใช้เครื่องมือของการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ

    • โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการที่มีการลงทุนทางด้านวิจัยและพัฒนามากยิ่งขึ้น 
    • โดยเฉพาะในสาขาที่มีความจำเป็นในการที่จะต้องนำเอานักวิจัยมาจากต่างประเทศ เพื่อที่จะมาถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย

อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งกำลังจะมีการผลักดันให้มีมาตรการใหม่ออกมา

[เรื่องที่ ๒] ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น

    • คือว่าเราจะมีการทำในเรื่องของโครงการที่อยู่ในโครงการการปฏิรูปประเทศ ที่เน้นบทบาทของสถาบันการศึกษา ที่เคยได้ปรารภเอาไว้ในความคิดในเรื่องของ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย
    • ซึ่งความจริงแล้วคงจะไม่ใช่ ๑ มหาวิทยาลัย แต่หมายความว่าในทุกจังหวัดนั้นจะมีการระดมสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่นั้นๆ โดยมี ๑ สถาบันที่จะเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบหลัก ในการที่จะเชื่อมโยงเอาความรู้และความสามารถที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและองค์ความรู้ต่างๆ เข้าไปสู่การพัฒนาชุมชนหรือการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง

เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นงานสำคัญที่เราจะได้มีการผลักดันให้เกิดการนำเอางานวิจัย รวมทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ท่องเที่ยวฟื้นแล้ว ค่าเงินบาทยังไม่เป็นปัญหา

...เศรษฐกิจไทยกระเตื้องหลังเหตุการณ์ชุมนุมมีนักท่องเที่ยวเพิ่ม สถานการณ์ค่าเงินบาทต้องควบคุมไม่ให้ผันผวน เร่งสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติด้วยเดินสายในเวทีนานาชาติ

ผู้ดำเนินรายการ: "ผมอยากจะข้ามไปอีกสักเรื่องหนึ่ง ปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะพูด แล้ววันจันทร์นี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งปีแรกของปี ๒๕๕๓ ท่านนายกฯ พูดว่าประมาณบวกลบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ครึ่งแรกปีนี้" 

อภิสิทธิ์:  "บวกไม่ลบครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ประมาณบวก ๑๐ เปอร์เซ็นต์หรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ ก็สุดแล้วแต่ ทั้งปี ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ มองแบบนี้เทียบกับคนอื่นในๆ นี้เราเป็นอย่างไรบ้าง"

อภิสิทธิ์:  "ดีครับ อาจจะมีสิงคโปร์กับไต้หวันที่อาจจะสูงกว่าเรา แต่ว่านอกนั้นต้องถือว่าเราอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก และเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งติดลบหนักหนาสาหัส

จนกระทั่งมาตีตื้นเอาตอนปลายปี ก็ถือเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่หลายคนคาด แม้กระทั่งเทียบย้อนกลับไปปี ๒๕๔๐ ต้องถือว่าครั้งนี้เราฟื้นตัวได้เร็วกว่า และ

ที่ผมคิดว่าหลายคนก็เข้าใจด้วยก็คือว่านอกจากวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้เราเจอวิกฤตการเมืองด้วย ก็ปรากฏว่าตัวผลกระทบตรงนั้นที่ชัดเจนที่สุด ก็จะอยู่ที่ภาวะการท่องเที่ยว

แต่แม้กระทั่งภาวะการท่องเที่ยวขณะนี้จะฟื้นตัวขึ้นมาค่อนข้างเร็วกว่าคิด นักท่องเที่ยวที่เข้ามาสุวรรณภูมิ เราใช้เกณฑ์มาตรฐานว่า ๓๐,๐๐๐ คน ถือว่าปกติ ขณะนี้ได้กลับมาเกิน ๓๐,๐๐๐ แล้ว

โรงแรมในกรุงเทพฯ จริง ๆ พื้นที่อย่างราชประสงค์ ตอนนี้ดีมาก แต่ว่าข้างนอกต่างจังหวัดยังเป็นปัญหาอยู่  ก็บางจังหวัดเขาก็คิดว่าเป็นเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  ก็ยกเลิกให้แล้วนะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ตอนนี้เหลือแค่ ๗ จังหวัดแล้ว"

อภิสิทธิ์: "เหลือแค่ ๗ จังหวัด ส่วนใหญ่ก็

  • กรุงเทพฯ
  • ปริมณฑล และ
  • มีจังหวัดในอีสานอยู่

ซึ่งจะทยอยยกเลิกไป นอกเหนือจากการท่องเที่ยว

    • การขยายตัวภาคอุตสาหกรรม
    • การส่งออก
    • รายได้ภาคการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

เพราะฉะนั้นก็เป็นการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจะสมดุลด้วย"

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่ว่าเรื่องส่งออกที่โตเยอะ ๆ ช่วง ๗-๘ เดือนที่ผ่านมาขยายตัวสูง พอถึงช่วงครึ่งหลังที่จะไหลเข้าไป มีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งอีกแล้ว ผู้ส่งออกบ่นหลายคน "

อภิสิทธิ์: "ความจริงค่าเงินบาท ตอนที่เข้ามาก็ถกเถียงกันเยอะ เพราะตอนนั้นแนวโน้มว่าเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นมาตลอด พอไปศึกษาดูค่าเงินบาทกระทบกับการส่งออกน้อยกว่ารายได้ของลูกค้าเรา
พูดง่าย ๆ คือว่าถ้าเศรษฐกิจข้างนอกดี แม้ของ ๆ เราอาจจะแพงขึ้น"

ผู้ดำเนินรายการ: "แต่เขาก็ซื้อ"

อภิสิทธิ์: "เขาก็ซื้อ แต่ว่าถ้าเกิดข้างนอกไม่ดี คือเขาไม่ใช้จ่าย อันนี้ต่อให้ค่าเงินอ่อนอย่างไรก็ลำบาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกลัวมากกว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากเรื่องของยุโรป ถ้าตรงนั้นบานปลาย
ผมคิดว่าจะกระทบชัดเจนกว่า แต่ก็เข้าใจและเห็นใจ

เพราะว่าคนที่เป็นผู้ส่งออกรายได้ที่เข้ามาเป็นเงินเหรียญ และมาเปลี่ยนเป็นเงินบาทมันก็ลดลง เราทำได้ก็คือไม่ให้มันผันผวนจนเกินไป

แต่ถามว่าของเราแข็งขึ้น  คู่แข่งเราโดยเฉพาะในแถบนี้ก็แข็งขึ้นเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันไม่มาก

ก็จะมีคนพูดถึงเวียดนาม  เพราะเวียดนามค่าเงินลด แต่ค่าเงินลดของเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อเขาสูงกว่าเรา  เราก็จะพยายามดูตรงนี้ว่ามีอะไรที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนหรือผันผวนจนเกินไป 

แต่ผมคิดว่าเราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ เราเกินดุลเยอะมาก ดุลบัญชีเดินสะพัด คือตราบใดก็ตามที่

- เราส่งออกได้มากกว่านำเข้า

- รวมบริการ

- รวมอะไรด้วยแล้ว และ

- เงินมันเข้ามา ค่าเงินเราก็ต้องแข็งขึ้น"

ผู้ดำเนินรายการ: "อีกอันคือเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในประเทศ ผมคิดว่าสถานการณ์การเมืองคลี่คลายไปตามลำดับ ขณะนี้ก็รอว่าจะยุบสภา จะเลือกตั้ง อะไรต่ออะไรก็ว่ากันไป แต่ข้างนอกผมเข้าใจว่าความที่เราติดหล่มในประเทศ เราไม่มีโอกาสไปเวทีต่าง ๆ หรือแม้แต่ประชุมบางอัน ท่านนายกฯ ก็ติดอยู่ในประเทศไปไม่ได้ ตรงนี้จะมีการเปลี่ยนภูมิทัศน์  Land Scape ออกไปข้างนอกกันบ้างไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "ที่จริงเราก็ไปพอสมควร  ผมก็ไปไล่ดูเหมือนกันว่าไม่ได้ไปน้อยนะครับในช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา ก็จะมีช่วงเมษายน พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ว่าต้องไปแบบเร็ว ๆ ไปเช้าเย็นกลับเหมือนไปเที่ยวบางแสน ก็ไม่เป็นไรครับ ผมคิดว่าอันนี้ก็อยู่ในฐานะที่เราประคับประคองมาได้โดยตลอด

เพราะเราจะเห็นว่าความสนใจในเรื่องการลงทุนก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จริง ๆ มาสะดุดก็จะเป็นเรื่องมาบตาพุด เรื่องอะไรต่าง ๆ ซึ่งพรุ่งนี้ก็จะมีการประชุมครั้งสุดท้าย เรื่องของบัญชีกิจการอะไรต่าง ๆ หรือมีประกาศอะไรที่จะต้องออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาไป แต่ว่าการออกไป รัฐมนตรีก็ออกไป

  • รัฐมนตรีคลังก็ไป
  • รัฐมนตรีท่องเที่ยว
  • รัฐมนตรีพาณิชย์

ก็ออกไปอย่างต่อเนื่อง ความจริงเฉพาะเรื่องการประชุมเยอะมากเดี๋ยวนี้  ปลายปีนี้ผมมีทั้ง

    • เอเปค
    • อาเซ็ม
    • อาเซียน
    • ยูเอ็น

ก็ถือว่าเยอะพอสมควร"

ผู้ดำเนินรายการ: "ช่วงครึ่งหลังไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ท่านนายกฯ คงจะอยู่ต่างประเทศ"

อภิสิทธิ์: "และก็แม้กระทั่งการค้าชายแดน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) ก็เข้ามาเดินสายอะไรต่าง ๆ ทำงานอยู่พอสมควร และจริง ๆแล้ว

ยกเว้นกรณีการปิดด่านที่แม่สอด ต้องบอกว่าอย่างกับกัมพูชา  คนมีความเป็นห่วงว่าความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นมา มีประเด็นขึ้นมา การค้าชายแดนจะกระทบไหม ไม่ใช่นะครับ การค้าชายแดนไปได้ดีหมด ก็จะมีเรื่องของแม่สอด ซึ่งกำลังเร่งแก้ไขกันอยู่"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- การเป็นนายกฯ ใช้ทักษะเศรษฐกิจหรือการเมืองมากกว่ากัน

...ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด แต่นายกไม่ทิ้งเศรษฐกิจ ย้ำถ้าเสียสมาธิเรื่องการเมือง  ไม่แก้เศรษฐกิจ ย่อมไม่มีทางฟื้นอย่างนี้

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ เป็นนายกฯ ไม่กี่คนที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์โดยตรง เรียนเศรษฐศาสตร์ เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าสิ่งที่ผมเห็นท่านนายกฯ เกือบ ๆ ๒ ปี ส่วนใหญ่เป็นทักษะ หรือใช้ความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์ ทางด้านการเมือง คือคนที่เป็นนายกฯ ที่เก่งเรื่องการเมือง ก็อยากจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากเลย คนที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจกลับต้องมาแก้ปัญหาการเมือง มันเกิดอะไรกลับตาลปัตร"

อภิสิทธิ์: "เราไปเลือกไม่ได้ละครับ ว่าเราจะต้องแก้ปัญหาอะไร เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ความจริงไม่ใช่หรอกครับ ผมก็ทำงานทางด้านเศรษฐกิจต่อเนื่อง และผมยืนยันว่าถ้ารัฐบาลเสียสมาธิกับเรื่องการเมือง และไม่แก้เศรษฐกิจ  ผมยืนยันไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะฟื้นมาได้อย่างนี้ การวางแผนแต่ละอย่าง อย่างช่วงแรกก็เถียงกันเยอะ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ถึงวันนี้ทุกคนบอกเช็ค ๒,๐๐๐ บาทอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมาก"

ผู้ดำเนินรายการ: "ที่ดึงอำนาจซื้อกลับมาเร็ว"

อภิสิทธิ์: "ถูกต้องครับ พลิกกลับมาเร็ว และอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งหลายประเทศมาดูว่าเราใช้นโยบายซึ่งมุ่งไปที่ตรงนี้มากกว่าที่จะไปทำตามปกติ คือคิดสร้างถนนหนทางลงทุน ซึ่งความจริงใช้เวลานานมาก และการกระจายตัวตรงนั้นกว่าจะไปเกิดผลก็ค่อนข้างจะช้า อันนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามดูในทางเศรษฐศาสตร์มาตลอด ผมก็ประชุมไม่ครม.เศรษฐกิจ ก็ กรอ. เกือบทุกอาทิตย์ ก็ให้ความสำคัญกับตรงนี้ด้วย แต่ว่าธรรมดาครับ สื่อก็สนใจเรื่องการเมืองมากกว่า เศรษฐกิจอยู่หน้าใน ๆ และตัวเลขเยอะ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ความไม่แน่นอนเป็นปกติของรัฐสภา แต่ภาพรวมเศรษฐกิจคงไม่เปลี่ยน

...ความไม่แน่นอน เป็นปกติในระบบสภา ยุบหรือไม่ต้องยอมรับในกระบวนการ เหตุการณ์จะกลับเป็นปกติทุกคนต้องช่วยกัน หากทุกคนสบับสนุนประชาธิปไตย และบ้านเมืองสงบเรีบยร้อย จะเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ว่าอะไร

ผู้ดำเนินรายการ: "ผมมีคำถามสุดท้าย อาจจะเป็นเรื่องทางด้านสถานการณ์การเมือง  คือขณะนี้ความไม่มั่นใจของคนส่วนหนึ่ง คือว่าชะตากรรมของพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ตกลง Land Scape ปีหน้าจะเลือกตั้ง อะไรพวกนี้  ความไม่มั่นใจปัญหาทางการเมือง รวมทั้งเรื่องที่ความครุกรุ่นมันยังอยู่  ความขัดแย้งอาจจะมีอยู่ มันซ่อนอยู่  ภาพพวกนี้จะกลับเข้าที่เข้าทาง  ท่านนายกฯ ใกล้ข้อมูลมากที่สุด คือท่านนายกฯ ไปหาเสียงต่างจังหวัดได้ ไปแคมเปญ สมมติอย่างนี้นะครับ ภาพแบบนั้นจะกลับมาอีกนานไหม"

อภิสิทธิ์: "คือผมแยก ๒ ส่วน

[ส่วนหนึ่ง] คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีอยู่โดยปกติธรรมดา หรือโดยระบบของมัน  ผมว่าเราต้องยอมรับอันนี้ เราเป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นจะไปบอกคาดคั้นว่ารัฐบาลต้องมั่นคงอยู่ ๔ ปีอะไรต่าง ๆในระบบรัฐสภามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างเล่น ๆ ตอนที่ผมเข้ามา เมื่อสักครู่คุณวีระก็แซวตอนต้นว่าไม่นึกว่าทริปนี้ก็ยังอยู่  ผมดูประเทศอย่างอังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น"

ผู้ดำเนินรายการ: " ก็ไปง่าย ๆ เหมือนกัน"

อภิสิทธิ์: "ไปกันง่าย ๆเลย มันเกิดขึ้นได้ เราอย่าไปมองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป และความเป็นจริงเราอาจจะชอบพรรคไหน ไม่ชอบพรรคไหน แต่

    • ภาพรวมของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ทำให้จะต้องตกอกตกใจกัน
    • ไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนเข้ามาถึงและบอกว่าเอกชนห้ามทำธุรกิจหรือจะปิดประเทศ

ไม่ค่อยมีหรอกครับ เพราะฉะนั้นในภาพรวมเราต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะยุบสภา หรือเกิดคดียุบพรรคมันออกมาอย่างไร ผมถือว่าเราก็ต้องว่าไปตามระบบของมัน ไม่ควรจะไปกังวลตรงนั้นมากจนเกินไป แน่นอนครับดีที่สุด ผมก็ยังยืนยันว่าอยากให้มีความต่อเนื่อง แต่เป็นมุมมองของผมก็ว่ากันไป แต่เราก็ต้องยอมรับกระบวนการ"

ผู้ดำเนินรายการ: "สมมติว่ายุบพรรคประชาธิปัตย์ ท่านนายกรัฐมนตรีจะถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ๔ ปี ๕ ปี เหมือนพรรคอื่นที่เขายุบอย่างนั้นใช่ไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "อยู่ที่ศาลครับ คือถ้าเป็นคดี มันมี ๒ คดี"

ผู้ดำเนินรายการ: "กรณี ๒๙ ล้านกับคดี ๒๕๘ ล้าน"

อภิสิทธิ์: "

[คดีที่๑] คดี ๒๙ ล้านบังเอิญเป็นการขอให้ยุบตามกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งตรงนั้นรู้สึกว่าถ้ายุบไปแล้วจะถูกห้ามหรือไม่ กฎหมายจะยืดหยุ่นหน่อยว่าคล้าย ๆ ว่าให้เอาคนที่เกี่ยวข้องอะไรต่าง ๆ แต่ว่า

[คดีที่ ๒] [คดี ๒๕๘ ล้าน] เป็นการยุบตามรัฐธรรมนูญ พูดง่าย ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไปแน่นอน เพราะอันนั้นก็ไปในฐานะรองหัวหน้าพรรคสมัยก่อน

ถ้ายุบนะครับ ก็ว่ากันไปอย่างนั้น  ทีนี้

[ส่วนที่ ๒] มันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ อย่างที่คุณวีระพูดว่ามันรุนแรงขึ้นอีกหรือเปล่า ไปหาเสียงแล้วมันมีการผิดปกติ ตรงนี้มันอยู่ที่พวกเราทุกคน"

ผู้ดำเนินรายการ: "ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล"

อภิสิทธิ์: "ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล และ

    • ผมก็พยายามอย่างเต็มที่ดึงเอาทุกภาคส่วนเข้ามา
    • ผมก็ทราบดีว่ายังมีกลุ่มคนซึ่งอาจจะไม่ยอมรับ ยังหวาดระแวง 

แต่ยืนยันว่าจริง ๆ แล้วเราต้องช่วยกัน ให้มันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เหตุผลก็คือถ้าเราคิดว่าเราไปใช้วิธีการแบบรุนแรง ข่มขู่ อะไรกัน มันไม่จบหรอกครับ  ฝ่ายหนึ่งทำได้อีกฝ่ายหนึ่งก็ทำได้ มันก็ไม่จบ และสุดท้ายอันนั้นก็ทำร้ายประชาธิปไตย  เพราะฉะนั้นถ้าเราสนับสนุนช่วยประชาธิปไตย

    • ผมก็อยากจะกลับไปสู่ความปกติที่ว่า และ
    • ผมได้บอกแล้วว่าถ้าเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองสงบเรียบร้อยดีทุกอย่าง จะเลือกตั้งกันใหม่   ผมก็ไม่ว่าอะไร"

ผู้ดำเนินรายการ: "วันนี้ขอบพระคุณท่านนายกฯ มากครับ  ท่านผู้ชมครับเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์วันนี้ก็คงหมดเวลาด้วยเวลาเพียงเท่านี้นะครับ  แต่ว่าตอนท้ายของรายการจะมีสกู๊ป ๓ ชิ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีตอบโทรศัพท์เข้ามาสอบถามในช่วง ๖ วัน ๖๓ ล้านความคิด ไปติดตามกัน แต่สำหรับวันนี้ผมและท่านนายกฯ ต้องลาคุณผู้ชมด้วยเวลาเท่านี้ครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- มุมอภิสิทธิ์: มนุษย์เงินเดือนยังต้องผ่อนรถ

...นายกฯและครอบครัวก็เป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ไม่ใช้จ่ายเดินรายได้ปัจจุบันมีหนี้ผ่อนรถอย่างเดียว ย้ำใครทำงานการเมืองอย่าหวังรวย

ผู้ดำเนินรายการ: "ผมฟังท่านนายกฯ พูดเรื่องหนี้คล้ายๆ กับว่าพอเขาเห็นรายละเอียดเยอะ ถามเป็นเรื่องส่วนตัวนิด ตัวท่านนายกฯ มีหนี้ไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "ผมนี่มนุษย์เงินเดือน และครอบครัวผมก็มนุษย์เงินเดือน มันก็มีความง่ายอย่างหนึ่ง ก็คือว่ามันมีความแน่นอนของมันอยู่ว่ารายได้เราเท่าไหร่ มันสำคัญที่สุดคือว่าเมื่อเรารู้ว่ารายได้เราเท่าไหร่ ต้องอย่าให้รายจ่ายเรามันเกินรายได้ ก็จะไม่มีหนี้ และหนี้ที่มีก็จะมีเฉพาะเรื่องผ่อนรถ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ผมถามต่ออีกนิดหนึ่ง เพราะท่านนายกฯ พูดถึงเรื่องรายได้ คือแต่ละคนก็มีภาระครอบครัว เงินเดือนท่านนายกฯ บวกเงินเดือนภรรยาท่าน ซึ่งรับราชการทั้งคู่  และท่านนายกฯ มีลูกต้องเลี้ยงดู คุณพ่อคุณแม่ต้องเลี้ยงดู  ผมถามจริง ๆ ตำแหน่งนายกฯ เงินเดือนนายกฯ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพอเลี้ยงครอบครัวไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "ถ้าบอกว่าพอ จะบอกว่าพอ ไม่พอ ก็คงไม่ใช่นะครับ  คือผมจริงๆ แล้ว

    • คุณพ่อคุณแม่ยังพอมีฐานะมีรายได้อยู่  
    • ครอบครัวก็มีฐานะอยู่  

คือถ้าพูดตรงๆ มาทำงานการเมืองและหวังว่าจะรวยขึ้นอย่าหวังเลย และก็ไม่ควร ถ้าคิดว่าเข้ามาทำงานการเมืองแล้วรวยขึ้น แต่ว่า

    • เงินเดือนนายกฯ แสนกว่า ๆ พอหักภาษีไป และ
    • ผมอยู่พรรคซึ่งหักผมอีกเดือนละ ๒๐,๐๐๐ อีก

พูดตรงๆ ไม่น่าพอ จริง ๆ ถามว่าคุ้มกับการทำงาน  มันไม่น่าจะคุ้ม แต่ว่าเราไม่ได้มาทำเพื่อตรงนี้  เราก็คิดว่าเงินเดือนราชการ ซึ่งพูดไปเมื่อช่วงต้นรายการเหมือนกัน เราก็เห็นว่าต้องผลักดัน  แต่ว่าราชการโชคดีเรื่องของสวัสดิการของการรักษาพยาบาล อันนี้ใครอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ความจริงแต่ละปีเราก็ใช้เงินเยอะมาก สวัสดิการราชการ และค่าใช้จ่ายของบุคคล โดยเฉพาะยามเจ็บป่วยในยามชราเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งสูงมากและมีผลกระทบ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: เสียใจเหตุ ฮ.ตก เชิญเที่ยวOTOP พิจารณางบฯ มีเวลาถึง ๒๖ สค.

...แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์กระทรวงทรัพย์ฯตก

นายก: "สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับทุกเช้าวันอาทิตย์ เพื่อที่จะรายงานเหตุการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ
รวมทั้งการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาขอเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่ผมคิดว่าทำให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ รู้สึกสะเทือนใจ
นั่นคือเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเฮลิคอปเตอร์
ซึ่งมี

  • ข้าราชการและ
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐไปปฏิบัติภารกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรวมทั้งผู้ที่ได้ทำงานเพื่อที่จะผลักดันโครงการตามแนวพระราชดำริ

อยากจะขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง และขอเรียนครับว่าการเสียชีวิตครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเสียชีวิตในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วก็คือการไปติดตามโครงการปิดทองหลังพระ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในแง่ของ

  • การเผยแพร่งานที่เป็นงานที่สืบเนื่องมาจากแนวพระราชดำริ และ
  • มีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่

    • ยากจนและ
    • อยู่ในชนบทที่ห่างไกล 

สำหรับตัวท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช) นั้น ผมเองได้มีโอกาสทำงานกับท่าน

ซึ่งท่านก็อยู่ในช่วงที่ต้องมาเผชิญกับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งถือว่ายากพอสมควร ทั้งในเรื่องของการทำงานภายในประเทศเอง เช่น

      • ปัญหาของมาบตาพุด

ไปจนถึงเรื่องระหว่างประเทศ

      • เรื่องของการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาภาวะโลกร้อน

ก็ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับ" 

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

...เชิญเที่ยวงาน OTOP

อภิสิทธิ์: "สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ยังมีงาน ๒ งานที่ขอถือโอกาสประชาสัมพันธ์

  • วันนี้เป็นวันสุดท้ายของมหกรรมวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำอยู่ที่ไบเทค บางนา และ
  • เป็นวันที่จะเริ่มต้นงาน OTOP ที่เมืองทองธานี
    • สำหรับงานของ OTOP นั้นจะจัดได้อีกหลายวัน ๒๑-๒๙ ในเดือนนี้
    • ส่วนงานของมหกรรมวิทยาศาสตร์ที่ไบเทคนั้น จะจบลงวันนี้ครับ

เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมงาน  ผมไปเกือบทุกปี และได้มีโอกาสในการที่จะเห็นถึงความสามารถของคนไทย และสถาบันต่าง ๆ

  • ทั้งหน่วยงานภาครัฐ
  • รวมทั้งเอกชนด้วย

ที่ได้มีการผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชน ถ้ามีเวลาวันนี้เป็นวันสุดท้ายครับ คงถึงประมาณสองทุ่ม

อยากจะให้เผื่อเวลาสัก ๒-๓ ชั่วโมงครับเป็นอย่างน้อยในการที่จะไปเยี่ยมชมงานต่าง ๆ

    • ไม่ว่าจะเป็นงานทีเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์
    • ไม่ว่าจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
      • ทั้งที่เป็นงานวิจัยที่ทางด้านการเกษตรก็ดี
      • ทางด้านอื่น ๆก็ดี
      • ทางด้านอุตสาหกรรม
    • ไปจนถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติด้วยที่เกี่ยวข้องกับ
      • ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 


<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

...สภาฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ๕๔ ต่อวันอังคารนี้

อภิสิทธิ์: "สุดท้ายครับสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันครับ สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาในเรื่องของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวาระที่ ๒

แต่ปรากฏว่าหลังจากพิจารณาไปได้ประมาณ ๓ วัน ปรากฏว่ายังไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ครบทุกมาตร การตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรครับ 

เพราะว่าตามกฎหมายนั้นสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ท่านประธานรัฐสภาก็จะนัดให้มีการประชุมต่อในวันอังคาร และถ้ามีความจำเป็นก็เป็นวันพุธอีก ๑ วัน 
ผมขอเรียนว่าบรรดาประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หยิบยกขึ้นมา  โดยเฉพาะในกรณีที่มีความห่วงใยว่า

  • มีโครงการใดหรือการใช้งบประมาณในส่วนไหน ซึ่งขาดความโปร่งใส
  • และก็จะการดำเนินการตรวจสอบ และ
  • ข้อคิดข้อเสนอแนะหลายอย่างจากสมาชิก

ก็เป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้เราสามารถปรับปรุงในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณในปีต่อ ๆไปได้ด้วย 
ก็ขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าคงจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนวันพุธนี้

และรัฐบาลจะได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีฯ เสนอต่อวุฒิสภาต่อไป

สำหรับสัปดาห์นี้คงจะใช้เวลาเพียงเท่านี้ เดี๋ยวกลับมาเราจะมาพูดคุยกับทางพิธีกรรับเชิญในเรื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ
ซึ่งก็มีความคืบหน้าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO งบ๕๔กับเรื่องหนี้ , แก้หนี้นอกระบบ , ทำไมต้องปรับเงินเดือนราชการ


(กลับไปด้านบน)