ประกันตัวผู้ชุมนุม ยุบสภา ลดความตึงเครียด ยกเลิกพรก.ใต้ โครงการรัฐเพื่อปชช. ประเด็นพรรคร่วม ปฏิรูปราชการ เศรษฐกิจขยายตัวไทย-กัมพูชา ไม่คิดรบ. จะอยู่ถึง ๒ ปี(๒๖ ธ.ค. ๕๓)

- ผู้ต้องขังมีสิทธิขอประกัน ผลอยู่ที่ศาล ยังดำเนินคดีเหมือนเดิม
- เลือกตั้งเร็วมีดีอะไร? ให้คะแนนพรรคร่วม? แก้เกมกีฬาสี?
- ๒ ปี: ชายแดนใต้: พัฒนาเชิงรุก ลด กม.พิเศษ ลดทหาร ปชช.เริ่มร่วมมือ
- ๒ ปี: แถลงผลงาน โครงการเร่งรัฐ ปฏิบัติการเพื่อคนไทย
- ๒ ปี: มาตรการลดคอร์รัปชั่นในราชการ : ก.พ.ค. สรรหาระดับสูง ราคากลาง
- ๒ ปี: สัมพันธ์เพื่อนบ้านดีขึ้นมาก ๓ ประเด็นที่มั่นใจไม่เสียแดนให้กัมพูชา
- เศรษฐกิจสามารถขยายตัวต่อเนื่อง สู่โครงสร้างใหม่ บทบาทเกษตรและบริการ
- มุมอภิสิทธิ์: ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ได้ถึง ๒ ปี ฝ่าวิกฤตมาได้อย่างไร?
- ตามข่าว: ห่วงปชช.ฉลองปีใหม่ UN ลงมติดูแลผู้ต้องขังหญิง ยกเลิกพรก.
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - ผู้ต้องขังมีสิทธิขอประกัน ผลอยู่ที่ศาล ยังดำเนินคดีเหมือนเดิม

... การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ไม่ได้หมายความไม่ได้ถูกดำเนินคดี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาล รบ.มีกองทุนช่วยเหลือยื่นประกันตัว กรณีที่ผู้ต้องขังกระทำผิดเบา ขาดทุนทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรองดองที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตาม รธน.
อภิสิทธิ์:
" ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจมากและความจริงต้องถือว่ายังมีความสับสนอยู่จากเสียงสะท้อนต่าง ๆ ที่ออกมาคือ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการประกันตัวของผู้ที่ถูกคุมขังสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ขอเรียนอย่างนี้ว่า ผมได้ถือหลักสำคัญว่า

  • การดำเนินการอะไรก็ตามทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้หลักของกฎหมาย หลักของกฎหมายนั้นก็หมายความว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิของเจ้าตัวคือ คนที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะยื่นขอประกันตัว
  • และการตัดสินใจดุลยพินิจว่า จะได้รับการประกันตัวหรือไม่ก็คืออยู่ที่ศาล  ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิทธิที่เราต้องเคารพและไม่ควรจะเข้าไปแทรกแซง เจ้าตัวมีสิทธิที่จะยื่นขอและศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย

โดยเรื่องของการที่จะได้รับการประกันตัวเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน พี่น้องประชาชนบางส่วนอาจจะสับสน ไม่ได้หมายความว่าได้รับการประกันตัวแล้วจะไม่ถูกดำเนินคดีหรือไม่ได้หมายความว่าถ้าได้รับการประกันตัวแล้วแปลว่าที่ผ่านมามีการจับกุมคุมขังในลักษณะที่ผิดหรือไม่ชอบ ปัจจัยที่ศาลท่านจะพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการประกันตัวก็มีหลากหลาย เช่นว่า ถ้าได้รับการประกันตัวแล้วจะมีปัญหาพฤติกรรมอย่างเช่น ไปข่มขู่คุกคามพยานในคดี จะมีการหลบหนีหรือไม่ หรือจะออกมาก่อความวุ่นวายทำความผิดซ้ำหรืออะไรซึ่งในแต่ละคน แต่ละบุคคลที่ถูกคุมขัง ข้อมูลจะมีความหลากหลายแตกต่างกันไป

สิ่งที่รัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในครั้งนี้ เบื้องต้นก่อนหน้านี้คือ

- รัฐบาลได้รับทราบข้อมูลจากบรรดาองค์กรต่างๆ ซึ่งทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนว่า มีผู้ถูกคุมขังจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วก็อาจจะขาดแคลนทุนทรัพย์ในการที่จะขอยื่นประกันตัว

- ซึ่งรัฐบาลมีกองทุนที่ดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว และเป็นกองทุนซึ่งทำเรื่องนี้กับบรรดาผู้ถูกคุมขังในคดีอื่นๆ ไม่ได้มีการทำอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นหน้าที่ตามปกติของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แล้วก็ของกองทุน

- เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ก็จะได้ไปดูแลคนเหล่านี้ ซึ่งเราเห็นว่า หลายคนไม่ได้ยื่นขอประกันตัวเพราะว่าขาดความรู้ ขาดทนายความ และหลายคนนั้นความผิดก็ค่อนข้างที่จะเบา

- ก็ได้มีการดำเนินการไปอย่างที่ผมเคยรายงานให้ทราบก่อนหน้านี้ว่า เราเคยยื่นไป ๕ ราย คือ เจ้าตัวยื่นไป ๕ ราย เราก็ไปให้ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ ดูแลศาลท่านก็ให้ประกันตัว ๓ ราย

สิ่งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบคือ สำหรับผู้ที่กระทำความผิดในฐานความผิดที่ค่อนข้างจะเบาบาง ยังมีอีกจำนวนพอสมควรอาจจะประมาณ ๑๐๐ คน เพราะฉะนั้นในการดำเนินการในเรื่องนี้เราก็จะทำแบบเดียวกับที่ได้เคยทำให้กับหลายๆ คนมา ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามปกติแล้วก็ผู้ที่ถูกคุมขังในข้อหาอื่นๆ เหตุการณ์อื่นๆ หรือความผิดอื่นๆ ก็จะได้รับการช่วยเหลือปฏิบัติเช่นนี้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นจะมีความเห็นของคณะกรรมการอิสระที่ท่านอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นมาในเรื่องของการที่จะคุมขังคนเหล่านี้ไว้เป็นเวลานาน ท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นปมของความขัดแย้งต่อไปในอนาคตหรือไม่ แล้วก็เห็นว่าการที่รัฐบาลเป็นผู้ให้ข้อมูลกับทางศาลในการที่จะคัดค้านหรือไม่คัดค้านประการใด ย่อมมีน้ำหนักต่อการพิจารณา เพราะฉะนั้นท่านก็ขอให้เราดูแลให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

เพราะฉะนั้นขณะนี้การดำเนินการในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะมุ่งเน้นไปที่คนที่มีความผิดเบา และจะเป็นดุลยพินิจของศาล ขณะเดียวกันคนอื่นๆ รวมทั้งแกนนำเขามีสิทธิของเขาเองอยู่แล้วในการที่จะยื่นขอประกันตัว และจุดยืนของรัฐบาลว่า

  • จะมีการคัดค้านการประกันตัวหรือไม่อย่างไรก็ต้องขอเรียนว่า ไม่ใช่เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ไปบอกว่าจะให้มีการประกันตัวหรือไม่ประกันตัวหรือจะคัดค้านหรือไม่คัดค้าน แต่ได้นำเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิฯ บวกกับข้อสังเกตของท่านคณิตประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะเป็นอัยการ ซึ่งในสภาพความเป็นจริงคือ เขาจะต้องดูเป็นรายบุคคล
  • เพราะฉะนั้นในการดำเนินการต่อไปก็อาจจะมีการยื่นขอประกันตัวบางกรณีก็จะมีการคัดค้าน บางกรณีก็จะไม่มีการคัดค้าน แต่ว่าจะได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ผมได้เรียนมาให้ทราบทั้งหมด แม้กระทั่งแกนนำเองก็ต้องทำความเข้าใจว่าก่อนหน้านี้ก็มีบางรายซึ่งทางฝ่ายรัฐไม่ได้คัดค้านการประกันตัว แต่ศาลท่านก็ให้ดุลยพินิจใช้ดุลยพินิจแล้วก็เห็นว่าสมควรที่จะคุมขังไว้ แต่บางรายก็มีการคัดค้าน
  • เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความสบายใจ ไม่มีการไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งของการปรองดองที่เราจะต้องเอาใจใส่ในการดูแลว่าทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

อันนี้ก็อยากจะเรียนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ เพราะว่ายังคงมีความสับสนในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เอาล่ะครับเดี๋ยวไปดูการที่ ๕ พิธีกรได้มาร่วมสนทนากับผมเมื่อวานนี้เพื่อซักถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา และนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการในปีหน้า ๒๕๕๔ ครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เลือกตั้งเร็วมีดีอะไร? ให้คะแนนพรรคร่วม? แก้เกมกีฬาสี?

... หากอยู่ครบเทอมเป็นปมความขัดแย้ง การยุบสภานำไปสู่การเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย นายกฯ ไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่มีความรุนแรง หาเสียงไม่ได้ ยอมรับงานต่างๆ ไม่เสร็จ แต่เป็นการท้าทายพรรคการเมืองที่จะขึ้นเป็น รบ. ว่าจะทำต่อหรือไม่
ผู้ดำเนินรายการ  ๒:
" ปีที่ผ่านมาท่านนายกฯ ก็พอใจผลงานระดับหนึ่งนะครับ ผมว่าประชาชนก็พอใจอยู่  ทีนี้เงื่อนไขที่นายกฯ เคยประกาศว่าจะยุบสภาฯ นี้คำถามก็คือว่า  ผมว่าตอนนี้สถานการณ์เดินหน้าต่อไปภายใต้การยอมรับของประชาชน   ยุบสภาฯ นี้ผมว่านายกฯ ประกาศตอนที่มีการขัดแย้งทางการเมือง  ในเมื่อทุกฝ่ายก็ยอมรับและมีภารกิจต้องสานต่อ  ทำไมจะต้องยืนยันว่ายุบสภาฯ ครับ"


อภิสิทธิ์: " คือคงต้องแยกนะครับว่าการประกาศในอดีตมันเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหา  โดยเฉพาะเมื่อมันมีปัญหาในเรื่องของการชุมนุม  การเรียกร้อง หรือความจริงตอนนั้นก็มีการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องต่าง ๆ ผมก็เสนอเพื่อหาทางออกให้กับสังคม  ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าแม้ว่าขณะนี้เราถือว่าเหตุการณ์ในแง่ของความมีเสถียรภาพมันดีขึ้น  หรือว่าอาจจะใช้คำว่ามีการยอมรับที่จะให้ทำงานต่อก็ตาม  แต่ก็ยังเป็นปมประเด็นของการเรียกร้อง  อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าการที่เราไปยืนยันว่าจะต้องอยู่ครบเทอมหรืออะไร  มันจะเป็นปมเงื่อนของความขัดแย้งในความตึงเครียด  และก็โดยที่การยุบสภาฯ เองมันก็เป็นกระบวนการตามวิถีทางประชาธิปไตย  เพราะต้องยอมรับว่าเราผ่านพ้นเหตุการณ์ ๒ – ๓ เหตุการณ์มานี้มันก็เหมือนกับไม่ปกติ  มันไม่ใช่ว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วมีรัฐบาล  แล้วมันก็อยู่กันมาตลอด  เปลี่ยนรัฐบาลกันมา ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง  โดยคำพิพากษาศาล  โดยมติของสภาฯ และยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งอยู่ 

เพราะฉะนั้นในมุมหนึ่งนี้หลายคนก็ยังมองว่าการที่จะให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติจริง ๆ นี้ก็คือผ่านกระบวนการเลือกตั้งกันอีกครั้งหนึ่ง  ผมก็บอกว่าไม่ขัดข้องตรงนั้น  เพียงแต่ว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น  มันก็ไม่ควร

๑. ไม่ควรมากระทบการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ  ซึ่งวันนี้เราถือว่าเราผ่านพ้นแล้ว 

[๒.] มันไม่ควรจะไปเลือกตั้งโดยที่เรายังมาถกเถียงกันว่ากติกาเลือกตั้งมันดีพอหรือยัง  ตอนนี้เราก็กำลังให้สภาฯ หาข้อยุติเรื่องนี้  ซึ่งก็คงจะยุติโดยเร็ว 

[๓.] และก็ไม่ควรเลือกตั้งแล้วมีแต่ความรุนแรง  ความขัดแย้ง ไปหาเสียงไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นถ้า ๓ เงื่อนไขนี้มันครบผมก็ถือว่ามันก็เป็นโอกาสที่เหมาะสม  ที่เราจะกลับสู่การเลือกตั้ง  และเราก็ต้องเชื่ออย่างนี้ครับว่าสิ่งที่เราอยากจะทำมันมีเยอะนะครับ  มันไม่มีวันจบหรอกครับ  สมมติผมจะอยู่ไปถึงครบเทอม  สมมติว่าสภาฯ หมดอายุเดือนธันวาคมปีหน้า  ผมก็เชื่อว่าถึงพฤศจิกายนก็ต้องมีงานบางอย่างที่เราริเริ่มและไม่มีทางเสร็จ  ถ้าเราจะอ้างว่าต้องรองานนั้นงานนี้เสร็จ  ไม่มีจบหรอกครับ  มันเป็นไปไม่ได้  แต่ผมกลับมองว่าถ้าเราสามารถที่กลับไปสู่การเลือกตั้ง  ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำ สิ่งที่ประชาชนสนับสนุน  เมื่อเลือกตั้ง  ประชาชนก็จะสนับสนุนให้เรากลับเข้ามาทำหน้าที่  อันนี้ก็เป็น  จะเรียกว่าความเสี่ยงก็ได้  หรือว่าเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย"

ผู้ดำเนินรายการ (สมโภชน์  โตรักษา ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าว ช่อง ๗):
 " แต่ว่าดูเหมือนพรรคร่วมรัฐบาลเองก็เห็นว่าช่วงจังหวะเวลานี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งสร้างผลงาน  บางกระแสก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นช่วงที่จะต้องกอบโกย ไม่ว่าจะกอบโกยในลักษณะอะไรก็แล้วแต่  ท่านนายกฯ ได้ถามพรรคร่วมรัฐบาลบ้างหรือเปล่าครับ  ว่าเขาพร้อมใจกันที่จะยุบสภาฯ ในปีหน้าตามความคิดของท่านนายกฯ ไหม"


อภิสิทธิ์: " คือพูดตามตรงนะครับถ้าถามคนที่เป็นรัฐบาลโดยทั่ว ๆ ไปนี้  มันไม่มีใครอยากจะออกไปหรอก  เขาก็ถือว่าเขาอยู่ในตำแหน่งที่มีงาน มีอำนาจ มีความรับผิดชอบ  เขาก็ต้องการที่จะทำต่อไป  เพราะฉะนั้นถ้าไปถามใจบอกว่าอยากไม่อยากนี้  ไม่มีใครอยาก  แต่ว่าผมได้ทำความเข้าใจมาตั้งแต่ต้นว่า  เรามาอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ อย่าลืมนะครับ อย่างตอนช่วงชุมนุม ผมก็ต้องตัดสินใจเลย  บอก ๑๔ พฤศจิกายนนะ  ผมตัดสินใจอย่างนี้  ผมเชื่อว่านักการเมืองทุกคนเข้าใจ  แต่ว่าเข้าใจแล้วพอใจหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง  ว่าเขาอาจจะเห็นแตกต่างนะครับ  แล้วก็มีคนเยอะครับที่ยังเจอผมแล้วก็บ่นว่าไปบอกทำไมจะยุบสภาฯ ทำไมไม่อยู่ให้มันครบไปเลย  ผมก็พยายามอธิบายว่า  การเข้าสู่การเลือกตั้งเร็วนี้มันเป็นการลดความตึงเครียดทางสังคมอย่างหนึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ: " พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าโอกาสที่จะจัดทำงบประมาณในปีหน้า  หรือแต่งตั้งโยกย้ายปลายปีก็จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้"

อภิสิทธิ์: " ผมยังมอง  คือถ้าผมพูดเดี๋ยวก็จะหาว่าไปกำหนดตายตัวหรือไม่นะครับ  ผมยังเชื่อว่ามันน่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น  การยุบสภาฯ น่าจะเกิดขึ้นกว่านั้น  แต่อย่างที่บอกคืออยู่ที่สถานการณ์นะครับ  เพราะว่า

- ถ้ามันมีความวุ่นวายอะไรต่าง ๆ ผมก็บอกแล้วว่าผมไม่อยากให้สังคมไปเลือกตั้งในภาวะที่มันมีความวุ่นวาย  เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่มีความวุ่นวายมันก็น่าจะเร็วกว่านั้น 

- แต่ผมไม่ได้กังวลเท่าไรเพราะว่าแนวทางในเรื่องของงบประมาณ เราก็เริ่มทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และนโยบายหลายอย่างซึ่งผมรู้ว่าจะอยู่ครบหรือไม่ครบก็ทำไม่เสร็จนี้  ผมถือว่าเมื่อวางลงไปแล้ว 

- มันเหมือนกับเป็นประเด็นที่เปิดเอาไว้ว่า  ท้าทายพรรคการเมือง  ความหมายก็คือว่าสมมติผมบอกว่าจะทำนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างนี้แล้วมันไม่เสร็จ  มันท้าทายพรรคการเมือง  ก็คือว่าเลือกตั้งปั๊บ  ทุกพรรคต้องมาตอบจะทำหรือไม่ทำต่อ  อย่างน้อยผมก็อยากจะเป็นผู้กำหนดประเด็นนโยบายเหมือนกัน  ที่เป็นตัวท้าทายในเรื่องของการเลือกตั้ง "

...รบ.ผสมไม่ราบรื่น ๑๐๐ % การบริหารงานต้องยึดประโยชน์ของประเทศและคำมั่นที่ให้ไว้กับสื่อและปชช.
ผู้ดำเนินรายการ:  "เรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลท่านนายกฯ ครับ  เมื่อวานนี้ครบรอบ ๒ ปี  ท่านนายกฯ ได้ประเมินผลงานความเป็นทีมเวิร์คของพรรคร่วมรัฐบาลไหม  แล้วในฐานะที่เป็นอาจารย์เก่านะครับ มีคิดในใจตัดเกรดให้กับพรรครัฐบาลว่าพรรคไหนได้เกรดอย่างไร"

อภิสิทธิ์:  "คิดในใจแล้วก็เก็บไว้ในใจนะครับ  ส่วนการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลนี้  คือผมอยู่การเมืองมานานนะครับ  แล้วก็ทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยก็จะทราบ  ยกเว้นช่วงสั้น ๆ ที่เรามีรัฐบาลพรรคเดียว  ยังไงการเป็นรัฐบาลผสมนี้มันไม่ราบรื่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ  เพราะมันก็จะต้องมี  คือพูดง่าย ๆ มัน

  • ลักษณะของคนทำงานด้วยกัน  แต่ว่ามันยังมีความเป็นคู่แข่งขันกันอยู่ในตัวบ้าง  หรือ
  • แนวทางมันต้องไม่ตรงกันบ้าง  เพราะถ้าแนวทางมันตรงกันก็คงจะอยู่พรรคเดียวกันตั้งแต่ต้น   เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจตรงนี้ เข้าใจตรงนี้เราก็ต้องขีดเส้นนะครับว่า 
  • อะไรซึ่งมันเป็นดุลพินิจของเขา  ในฐานะที่เขาดูแลบริหารหน่วยงาน  เราก็ไม่ควรที่จะไปก้าวล่วง 
    ยกเว้นเสียแต่ว่ามันไม่
         -  ทำแล้วเราคิดว่ามันจะเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม 
         -  อะไรที่มันเป็นเรื่องในเชิงนโยบายที่รับผิดชอบร่วมกัน เราก็ต้องมีส่วนร่วม 

และผมเชื่อว่าทุกพรรคร่วมก็เข้าใจกติกานี้  เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา ๒ ปีจะเห็นว่าหลายช่วงก็ไม่ได้มีปัญหา  แต่อย่าลืมว่าเวลามันไม่มีปัญหานี้มันไม่มีใครไปพาดหัวข่าวนะครับว่ารัฐบาลทำงานไม่มีปัญหา  มันจะมีข่าวก็ต่อเมื่อมันเกิดปัญหา  ซึ่งมันก็เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ มองไม่ตรงกัน  หรือบางครั้งไม่ต้องพรรคร่วมหรอกครับ พรรคเดียวกันแต่คนละกระทรวงอย่างนี้เห็นไม่ตรงกัน  มันก็มีความจำเป็นที่จะต้องตัดสิน  ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลผมก็ต้องมีบทบาทหน่อย  ในการที่จะมาคลี่คลายตัดสินในข้อขัดแย้งหรือว่าความเห็นที่มันไม่ตรงกัน  แต่โดยรวมนี้ผมถือว่า ๒ ปีที่ผ่านมาก็ค่อนข้างที่จะไปได้  แล้วก็ที่เห็นจะมีกรณีช่วงที่พรรคเพื่อแผ่นดินถูกปรับออกไป  เพราะว่าการลงมติในเรื่องการไม่ไว้วางใจเท่านั้นเองที่มันปรากฏชัดออกมาในลักษณะของการลงคะแนนที่สวนทางกัน" 

ผู้ดำเนินรายการ:  "แปลว่าหลังเลือกตั้งนี้ทิศทางในการที่จะจับขั้วก็ยังลักษณะแบบนี้  เพราะว่ามองในแง่ของการทำงานร่วมกัน"

อภิสิทธิ์:  "ไม่มีใครตอบได้หรอกครับ  เพราะว่าต้องไปสู่การเลือกตั้งก่อน  พอเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วมันจะเกิดประเด็นของมันขึ้นมาเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเลือกตั้งก็จะต้องมีท่านทั้งหลายนี่แหละมาคอยซักถามหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ว่า  ตกลงอยู่ขั้วไหนอย่างไร และหลายพรรคเขาก็จะไม่ตอบ  เขาก็จะบอกว่าขอดูตัวเลขหลังการเลือกตั้งก่อน  เขาก็อาจจะดูว่าประชาชนให้คะแนนพรรคไหนอย่างไร  เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันตอบยากนะครับ  ถามว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันมานี้โดยธรรมชาติก็คิดว่าน่าจะสามารถร่วมงานต่อไปได้  แต่เราบังคับไม่ได้  ประชาธิปัตย์ก็จะเป็นพรรคใหญ่  และในอดีตเราก็เคยเป็นรัฐบาลผสม  ยุบสภาฯ เสร็จเราแพ้เลือกตั้ง พรรคที่เคยร่วมกับเราเขาก็ตัดสินใจไปร่วมกับอีกพรรคหนึ่ง  ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา  เราก็ไม่เคยว่าอะไรนะครับ  เราถือว่าเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคการเมือง"

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ พูดถึงจุดนี้  ผมขอทราบถึงจุดยืนที่ชัดเจน  ผลการเลือกตั้งในครั้งหน้าที่จะมีขึ้นนี้  ยังยืนยันเหมือนเดิมใช่ไหมครับว่าต้องให้พรรคอันดับที่ ๑ จัดตั้งรัฐบาล" 

อภิสิทธิ์:  "ทุกทีเราก็ทำอย่างนั้นนะครับ ก็คือว่าพรรคอันดับที่ ๑ เขาจะได้รับสิทธิ์ในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลก่อน  โดยทั่ว ๆ ไปแล้วก็ทำอย่างนั้น  แต่ถ้าเขาจัดไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง" 

ผู้ดำเนินรายการ: "ให้เวลาเขาเท่าไรครับท่าน"

อภิสิทธิ์:  "โดยเหตุการณ์มันจะเป็นคำตอบในตัวของมันเองนะครับ  เหมือนคราวที่แล้วพรรคพลังประชาชนเขาได้อันดับ ๑ ท่านนายกฯ สมัคร ตอนนั้นก็ออกโทรทัศน์เชิญชวนทุกพรรคเข้าไปร่วม  เราก็รอดูว่าไปหรือไม่ไปอย่างไร  เมื่อเขารวมกันได้เขาจัดตั้งรัฐบาล" 

ผู้ดำเนินรายการ: "ท่านนายกฯ ครับ การกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่ออกมาในช่วงนี้  จะกลายเป็นนโยบายของพรรคในการขับเคลื่อนช่วงการเลือกตั้งต่อไป  ทีนี้การแบ่งแยกที่ท่านนายกฯ พูดถึงว่า  พรรคร่วมเองอาจจะหยิบบางนโยบายที่จะไปซ้ำกันต่อในเวทีหาเสียงนี้  จะแยกกันยังไงครับ"

อภิสิทธิ์:  "คือจริง ๆ การบริหารของรัฐบาลนี้ผมถือว่ายังไงก็ต้องยึดเรื่องของประโยชน์ในการบริหารจัดการประเทศนะครับ  แล้วก็จริง ๆ แล้วผมคิดว่าหลายคนก็ตีความกันไปเองว่านโยบายนั้นนโยบายนี้ออกมาเพราะว่ากำลังจะเข้าสู่ปีเลือกตั้ง 

  • ที่จริงตอนเกือบทุกเรื่องที่กำลังออกมาตอนนี้ก็มาคาดคั้นผมเอง 
    • ตอนที่ทำแผนปฏิรูป  บอกตั้งกรรมการไป 
    • ทำแผนปฏิรูปไปนี้แล้วอีกกี่ปีจะได้เห็นผล  ก็มาคาดคั้นผมตอนนั้น 
      ผมก็ตอบบอกว่าก่อนสิ้นปี 
    • ก่อนสิ้นปีผมก็ขีดเส้นให้กับตัวเองเลยว่าก่อนสิ้นปีผมจะบอกนะ  ว่ามีอะไรที่จะออกมา  พอออกมากลับบอกนี่เตรียม  ไม่เกี่ยวกันเลย
  • ผมยึดตามที่เคยให้คำมั่นกับสื่อมวลชนกับประชาชนไว้เอง  ว่าหลายเรื่องนี้ผมจะต้องได้ข้อยุติก่อนสิ้นปี  นี่ก็พอก่อนสิ้นปีผมก็เอาของพวกนี้ออกมาให้รับทราบว่าเราทำงานก้าวหน้าไปอย่างนี้  ส่วนการคิดถึงนโยบายในการหาเสียง  ทุกพรรคการเมืองเขาก็คิด  ตอนนี้ฝ่ายค้านเขาก็มี ฝ่ายประชาธิปัตย์เองก็เตรียมตัว  ฝ่ายพรรคร่วมเขาก็เตรียมตัวอยู่เป็นเรื่องปกติ"

... คิดต่างได้ แต่ต้องปฏิเสธความรุนแรง เคารพกระบวนการตัดสินรัฐสภาและศาล จะเอาความพอใจส่วนตัวไม่ได้
... ผู้ดำเนินรายการ:
 " ท่านนายกฯ จะทำอย่างไรครับ เพราะว่าตราบใดที่เกมกีฬาสียังทำลายโอกาสของประเทศไทยอยู่  แล้วการไม่ยอมรับการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ  หรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรม  ถ้าท่านนายกฯ อยากจะพูดกับประชาชน หรือคนที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะทางภาคการเมือง  อยากจะบอกอะไรครับ"

อภิสิทธิ์: "  หัวใจอยู่ที่ ๒ เรื่องนะครับ 

[เรื่องแรก] ก็คือเรื่องของความรุนแรง  สิ่งที่ผมพยายามทำในขณะนี้ก็คือว่า  ไม่ว่าใครจะคิดว่าตัวเองอยู่ฝ่ายไหน  มีความคิดทางการเมืองอย่างไร  ขอให้ทุกคนมารวมพลังกันปฏิเสธความรุนแรงเสียก่อน  อย่าปล่อยให้คนจำนวนน้อยครับ  เพราะผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครชอบความรุนแรง อย่าปล่อยให้คนส่วนน้อยเอาความรุนแรงเข้ามาแทรกมาแฝง  มายึดอำนาจไปจากการนำในเรื่องของการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือมวลชน  อันนี้เป็นหัวใจสำคัญข้อแรก 

[ข้อที่ ๒] ก็คือว่า  ผมต้องการที่จะเห็นการเคารพกระบวนการของการตัดสินความแตกต่าง  ความขัดแย้ง  ซึ่งมี  ๒ กระบวนการ

    • ถ้าเป็นเรื่องนโยบายก็ไปว่ากันตามกระบวนการของรัฐสภา  ของการเลือกตั้ง ของประชาธิปไตย
    • ถ้าเรื่องผิดถูกก็ไปว่ากันที่กระบวนการของศาล 

เราพอใจไม่พอใจมันเป็นเรื่องหนึ่ง  แต่การยอมรับกระบวนการต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ไม่มีคดีไหนครับที่ศาลตัดสินแล้วทุกคนพอใจ  เป็นไปไม่ได้  อย่างน้อยคู่ความที่แพ้ก็ต้องไม่พอใจ  เพราะฉะนั้นเราจะมาเอาความพอใจไม่พอใจส่วนตัวนี่ไม่ได้  ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมก็มีภาระความรับผิดชอบสูงขึ้น ถ้าจะให้เกิดความยอมรับก็ต้องให้เหตุผล  ต้องอธิบายให้มันชัดแจ้ง  ว่าการตัดสินกันแต่ละครั้งนั้นมันอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลอะไรอย่างไร"

ผู้ดำเนินรายการ: " ในที่สุดเราก็เข้ามาสู่ช่วงท้ายของรายการ  เข้าใจว่าที่เราได้สนทนากันมาทั้งหมด  ๑ ชั่วโมงนี้ครอบคลุมไปทั้งหมด  ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความมั่นคง  เข้าใจว่าพี่น้องประชาชนคงจะได้รับข้อมูลไปบ้างตามสมควร  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจมากที่นายกฯ ได้พูดออกมาในตอนท้ายของรายการ  ก็หวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้  พี่น้องประชาชนจะได้สมาชิกรัฐสภาที่ดีขึ้น  นั่นหมายถึงว่าสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในขณะนี้ดีไม่มากพอ  หวังว่าคงจะเป็นเช่นนั้น  ในท้ายที่สุดนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกฯ ที่ให้โอกาสพวกเราได้มาพูดคุยในวันนี้  ขอบคุณครับ"

อภิสิทธิ์: " ขอบคุณครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ๒ ปี: ชายแดนใต้: พัฒนาเชิงรุก ลด กม.พิเศษ ลดทหาร ปชช.เริ่มร่วมมือ

...ชายแดนใต้สถานการณ์ดีขึ้น ศอ.บต.แทนกอ.รมน.ต้องผ่านกฎหมาย ปีหน้าโครงสร้างเกิดแน่ เดินหน้าเลิกกฎหมายพิเศษและลดกองกำลังในพื้นที่ ย้ำยังคงมีการดูแลความมั่นคงอยู่

ผู้ดำเนินรายการ:  "นายกฯ ครับ  เรื่องความมั่นคง  ประเด็นหลักของรัฐบาลของท่านนายกฯ ช่วง  ๒ปีที่ผ่านมานี้ก็คือน่าจะเป็นเรื่องของ ๓ จังหวัดภาคใต้ กับ ๔ อำเภอของสงขลา  ท่านนายกฯ ประเมินว่าสถานการณ์ในขณะนี้มันเปลี่ยนพัฒนาไปได้แล้วขนาดไหนอย่างไร  และ ศอ.บต. ที่นโยบายของท่านนายกฯ ว่าจะให้มาบริหารแทน กอ.รมน. นี้ทำไมมันถึงเกิดขึ้นไม่ได้เสียทีหนึ่ง  แล้วอีกอย่างหนึ่งเท่าที่ได้คุยกับนักวิชาการ นักการเมือง คนที่อยู่ในท้องถิ่นหลาย ๆ คน  เขาบอกว่าขณะนี้สถานการณ์มันพัฒนาขึ้นมาดีมากแล้ว  แต่ว่าที่มันยังจบไม่ได้นี้  หลายคนมองว่าขณะนี้สถานการณ์ภาคใต้มันพัฒนามาเป็นอุตสาหกรรมสงคราม  ความหมายก็คือว่า  คนที่ได้ผลประโยชน์จากเหตุการณ์ที่รุนแรงนั้น  ไม่อยากให้เหตุการณ์มันจบลง  ถ้ามันจะจบลง  จะเสียประโยชน์  อันนี้นายกฯ คิดว่าจะมีการแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์:  "ก่อนอื่นก็ดีใจที่ได้ยินหลายคนประเมินว่ามันดีขึ้นนะครับ ผมก็คิดว่ามันดีขึ้น  แต่ก็ยังไม่ใช่ว่าดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา  มันดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง  ซึ่งก็

    • เป็นผลมาจากนโยบายที่เราเข้าไปพัฒนาในเชิงรุกมากขึ้น 
    • และก็ทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่สัมผัสได้ว่ารัฐบาลไทยให้ความเป็นธรรมและให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขา  ก็มาเป็น  พูดง่าย ๆ ก็คือ
      • มีความไว้เนื้อเชื่อใจ  หรือว่า
      • พร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐมากขึ้น 

มันก็ดีขึ้น แต่จะบอกว่าดีขึ้นทั้งหมดไม่ใช่  หลายพื้นที่ก็ยังมีปัญหาอยู่  แล้วก็ฝ่ายที่เขาก่อความไม่สงบ  เขาก็มีพัฒนาการของเขา  อย่างน้อย ๆ ก็เรื่องระเบิด  เรื่องอะไร  ซึ่งทำให้การทำงานบางครั้งก็ยากขึ้น 

ทีนี้ถามว่า ที่ถามว่าทำไมยังไม่เอา ศอ.บต. ใหม่ไปแทนเสียที  คำตอบก็คือว่าต้องผ่านกฎหมาย 

  • ขณะนี้กฎหมายผ่านสภาฯ แล้ว 
  • เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้  ก็จะเข้ามาเต็มรูปแบบ 

ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยเตรียมไว้หมดแล้ว  ขั้นตอนในเรื่องของการที่จะสรรหาบุคคลที่มาเป็นสภาที่ปรึกษาอะไรต่าง ๆ ที่กำหนดอยู่ในกฎหมาย  เพราะฉะนั้นปีหน้า  โครงสร้างใหม่เกิดขึ้นแน่ 

ถามว่าผมทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนที่คล้าย ๆ เสียประโยชน์  ก็ชัดเจนนะครับ  ทิศทางผมตั้งแต่ต้นก็คือว่า 

  • ขอให้มีการลดการใช้กฎหมายพิเศษ  และก็
  • การใช้กองกำลังลงโดยลำดับ 

๒ ปีที่ผ่านมานี้  ทางกองทัพก็ให้ความร่วมมือ  เวลาเสนออัตรากำลังที่จะต้องใช้ในพื้นที่ก็จะลดลงมา  แต่ยังลดค่อนข้างช้า  แต่ผม

- ได้ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกสำเร็จไปแล้วใน ๔ อำเภอในสงขลา 
- ใกล้ ๆ ปีใหม่นี้ที่แม่ลาน ปัตตานี น่าจะสามารถยกเลิก พ.ร.ก. ได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ใช้มาปี ๒๕๔๘
- แล้วก็หวังว่านอกจากแม่ลานแล้ว  ในช่วงต้นปีน่าจะเลิกได้อีกสักจังหวัดละอำเภอ ที่ยังไม่ได้เลิกก็คือนราธิวาส กับยะลา  มองไว้ก็คือที่กาบัง กับสุคิริน 

เพราะฉะนั้นผมว่าทิศทางตรงนี้ พอเราทำตรงนี้มันจะชัดแล้ว  ก็คือเรากำลังเริ่มเอาแนวทางใหม่เข้าไปอย่างเต็มที่  แม่ทัพภาคที่ ๔ ท่านดีมากนะครับผมมีโอกาสคุยกับท่าน  ลงไปในพื้นที่นี้นั่งคุยกับท่านเวลาเดินทางในพื้นที่  ท่านก็กำลังทำอยู่ ในเมืองถ้าลงไปตอนนี้จะสังเกตว่าเริ่มปรับแล้ว  ว่าตำรวจเข้ามาดูแล  ทหารก็ค่อย ๆ ถอยออกมาเป็นลักษณะที่หนุนเสริมเท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้นจะไม่ให้มีการ  ที่ผมเคยใช้ค้ำว่าเสพติด   กับเรื่องของภาวะฉุกเฉินหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ นะครับ เหมือนกับในภาพรวมหลังจากเหตุการณ์ เมษา - พฤษภา ก็พูดกันตรง ๆ นะครับว่า 

    • ถ้าถามเจ้าหน้าที่ว่าอยากเลิก พ.ร.ก. ไหมเขาก็ไม่อยากหรอกครับ เพราะว่าถ้ามันมีอยู่เขาก็ทำอะไรได้มันสะดวกคล่องตัวกว่า 
    • แต่ผมก็ต้องเป็นคนคอยที่จะกระตุ้นบอกว่าเราจะใช้กฎหมายพิเศษตลอดไปไม่ได้นะ  ยังไงที่สุดแล้วบ้านเมืองต้องกลับเข้าสู่ภาวการณ์ใช้กฎหมายปกติ 
    • ก็เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาในที่สุด  เราก็สามารถที่จะยกเลิกภาวะฉุกเฉินได้ครบหมด  จากเดิม ๒๔ จังหวัดแล้วก็ค่อยลดลงมาเรื่อย" 

ผู้ดำเนินรายการ:  "จะลดทหารลงด้วยไหมครับ"

อภิสิทธิ์: "ที่ไหนครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "ที่ใต้ครับ" 

อภิสิทธิ์: "ใช่ครับ  ก็ลดลงโดยลำดับขณะนี้นะครับ  แล้วก็จริง ๆ แล้วท่าน ผบ.ทบ. ท่านก็บอกเอง  บอกว่าท่านก็อยากเอาคนที่ไม่ได้อยู่ภาคนั้น ๆ กลับมาด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้นก็จะค่อย ๆ ทำไป  แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทราบนะครับว่าหลายพื้นที่  พี่น้องที่มีความรู้สึกว่าถูกกระทำ  ก็อยากได้ความอบอุ่นใจเหมือนกัน  บางทีเราจะลดของพวกนี้ก็ต้องไปอธิบาย  ว่าจริง ๆ เรายังดูแลความมั่นคงอยู่  เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ใช้กฎหมายพิเศษ  และก็มีการปรับกำลัง   หลายคนเขาก็  คือมีทั้งสองด้านน่ะครับ 

- ด้านที่เขาสนับสนุนให้ถอนออก กับ
- ด้านที่เขาบอกเขาอบอุ่นใจมากกว่า  เวลาเขาเห็นมีคนดูแลเขาอยู่"

...การประชุมและออกแถลงการ "อิสลามศึกษา"
...อภิสิทธิ์:
"อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจเช่นเดียวกันคือ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่จังหวัดปัตตานี ที่มอ.ปัตตานี (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) ได้มีการจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องของอิสลามศึกษา และ

    • ได้มีการเชิญผู้แทนจากบรรดาประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะคือประเทศมุสลิมทั้งในภูมิภาคนี้ แล้วที่สำคัญคือตะวันออกกลางด้วย มีผู้แทนมาร่วมจำนวนมาก
    • แล้วก็ได้มีการประชุมสัมมนากันและมีการออกแถลงการณ์ในวันสุดท้ายที่ได้มีการประชุม

สิ่งที่เป็นผลสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือ

  • การที่โลกมุสลิมได้รับรู้ รับทราบถึงสิทธิเสรีภาพที่ประเทศไทยให้แก่พี่น้องที่นับถือทุกศาสนา รวมทั้งศาสนาอิสลาม แล้วก็
  • ได้เห็นถึงความตั้งใจของประเทศไทยในการที่จะดูแลและตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การพัฒนาในเรื่องของอิสลามศึกษาขึ้นมา และในส่วนของ มอ.ปัตตานีเองก็มีศูนย์ที่ทำในเรื่องนี้ แล้วได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งนี้
  • นอกจากนั้นยังเป็นโอกาสดีครับที่ให้ผู้แทนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในโลกมุสลิมนั้นได้สัมผัสโดยตรงกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
    • ซึ่งผลที่ออกมานั้นก็ปรากฏว่าผู้แทนจากประเทศต่างๆ ที่ได้มาเข้าร่วมได้แสดงทัศนะในทางบวกอย่างยิ่งต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
    • แล้วก็ได้มีการตกลงกันว่า การจัดประชุมวิชาการในลักษณะนี้ซึ่งประเทศไทยเองและนโยบายของรัฐบาลก็ต้องการให้ปัตตานีและพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สามารถที่จะเป็นศูนย์ของเรื่องของอิสลามศึกษาได้
      • ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของพี่น้องประชาชนของเราใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ว่าในภูมิภาคด้วย ก็ได้รับการยอมรับได้รับการสนับสนุน
      • และมีการพูดกันว่าจะต้องมีการจัดการประชุมในลักษณะเช่นนี้อีก อาจจะเป็นในอีก ๒ ปีข้างหน้าที่พื้นที่ปัตตานีของเรา ซึ่งอันนี้ก็เป็นการส่งเสริมในเรื่องของความหลากหลายในเรื่องของวัฒนธรรมและการศึกษาไปในตัวด้วย"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ๒ ปี: แถลงผลงาน โครงการเร่งรัฐ ปฏิบัติการเพื่อคนไทย

...แถลงการนโยบายปฎิรูป ๔ ด้าน และออกรายละเอียดโครงการเร่งรัฐ ปฎิบัติการเพื่อคนไทยรับปีใหม่ มุ่งทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

อภิสิทธิ์: "สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก ผมได้มีโอกาสรายงานต่อพี่น้องประชาชนแถลงผลงานผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในการทำงาน ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ และได้มีการสรุปประเด็นต่างๆ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคและความตั้งใจในการที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนด้วยความมุ่งมั่นต่อไป
เมื่อวานนี้ก็เลยได้มีโอกาสเชิญพิธีกรรับเชิญทั้งหมด ๕ ท่านมาสนทนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงในเรื่องของนโยบายและแนวทางต่าง ๆ ที่จะได้มีการดำเนินการกันต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ได้มีการบันทึกเทปเอาไว้ และในช่วงที่ ๒ ของรายการก็จะได้ไปพบปะกับพิธีกรทั้ง ๕ ท่าน ที่ได้สอบถามผมถึงทั้งการทำงานในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา และการทำงานที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ แต่ว่าในช่วงแรกช่วงสั้นๆ เช่นเคยนะครับ ก็จะขออนุญาตรายงานพี่น้องประชาชนถึงประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจและการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ"

ผู้ดำเนินรายการ:  "เมื่อวานท่านพูด ๒ ปีออกไปนะครับ  ผลงานโดยรวม  รวมทั้งทิศทางที่จะทำต่อไป  มันดูเหมือนเป็นหนังตัวอย่างนะครับ  บางอย่างมันไม่ได้ลงไปในโครงสร้างเท่าที่ควร  อาจจะเป็นเพราะว่าเพิ่งเริ่มตั้งทิศทางได้  ทีนี้ให้ท่านนายกฯ ขยายความลงไปอีกสักนิดได้ไหมครับว่า  ทิศทางของนโยบายเหล่านั้นมันจะไปต่อภาพเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง  อันไหนจะเป็นรูปธรรม  หรือว่าตามดูภาคสอง"

อภิสิทธิ์:  "คือ

  • วันที่ ๑ วันที่ ๒ สัปดาห์หน้านี้  นโยบายในกรอบใหญ่ของการปฏิรูป ๔ ด้าน  ผมจะมีการแถลงเป็นทางการว่า  แต่ละด้านจะมีมาตรการอะไรบ้าง  และกรอบเวลาประมาณแค่ไหนอย่างไร
  • เสร็จแล้วหลังจากนั้นอีก ๑ อาทิตย์ ผมก็จะสรุปงานที่มีการไปทำที่ศูนย์ราชการ  ที่เรียกกันว่าโครงการเร่งรัฐ ปฏิบัติการเพื่อคนไทย  บางท่านก็เรียกว่าประชาวิวัฒน์ หรืออะไร  ก็จะเอารายละเอียดออกมาในวันที่ ๙

เพราะฉะนั้นที่เมื่อวานพูดเหมือนกับเป็นหนังตัวอย่างก็เพราะว่าเมื่อวานนี้พูดให้เห็นภาพรวม ๒ ปีว่า  จากวันนั้นมาถึงวันนี้เป็นอย่างไร  และทิศทางที่จะเดินต่อเป็นอย่างไร  ส่วนรายละเอียดของทิศทางที่จะเดินต่อนี้  วันที่ ๑ วันที่ ๒ วันที่ ๙ ก็จะมีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาอีกทีหนึ่งนะครับ

ทีนี้ที่พูดถึงโครงสร้างต่าง ๆ ที่ผมยังแปลกใจเล็กน้อยก็คือคำวิพากษ์วิจารณ์ของหลายนโยบายที่กำลังจะออกมาว่าเป็นเรื่อง  วันนี้ผมยังเห็นเมื่อกี้ข่าวใน sms ไปวิจารณ์ว่าเดี๋ยวเงินคลังจะไม่มี 

    • ความจริงนโยบายจำนวนมากที่กำลังออกมานี้  ไม่ได้ใช้งบประมาณ  ไม่ได้ใช้งบประมาณ  บางเรื่องไม่ได้ใช้เงินด้วยซ้ำ 
    • แต่เป็นการเปลี่ยน  เปลี่ยนวิธีการปรับโครงสร้างด้วยซ้ำ  อย่างเช่น กรณีของด้านพลังงาน  ทั้งไฟฟ้า ทั้งก๊าซหุงต้ม ทั้งน้ำมัน  กำลังดูในลักษณะของโครงสร้างที่จะทำให้ภาระของประชาชนมีน้อย  ด้วยการที่จะไปปรับโครงสร้างของค่าธรรมเนียมหรือภาระต่าง ๆ ที่เราเห็นว่าผู้ที่เป็นผู้มีฐานะควรจะเป็นคนแบกรับมากกว่า 

เพราะฉะนั้นจริง ๆ มันไม่ได้เป็นการไปอยู่ดี ๆ ไปเอาเงินมาแจก  ตรงกันข้ามนี้นโยบายชุดใหม่ ๆ ที่ออกมาขณะนี้เราอยู่แล้วว่ามีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ  เพราะว่างบประมาณมันจัดไปแล้ว  และปีนี้เรายังมาเจอเงินที่เราต้องใช้ในเรื่องของน้ำท่วมหลายหมื่นล้านด้วย

ผู้ดำเนินรายการ: "เห็นพยายามจะแยกผู้ใช้ก๊าซออกเป็นประเภท  มันมีแนวทางที่เป็นไปได้หรือครับ  เพราะว่าส่วนใหญ่มันแยก มันไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ" 

อภิสิทธิ์: "ได้ครับ  เพราะว่าตอนแรกเราก็ดู  คือกลุ่มที่ใช้มันมีอยู่ ๓ กลุ่ม  สิ่งที่ผมได้ยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ตอนเป็นฝ่ายค้านแล้วก็พยายามทำมานะครับก็คือว่า  คนที่ใช้ก๊าซหุงต้มจริง ๆ ทำกับข้าวกินนี้ผมถือว่านี่มันเป็นสินค้าจำเป็น  ไม่มีใครมาจุดเล่นครับ  กินข้าวก็จุดต้องใช้  แล้วก็สิ่งที่มันแปลกก็คือว่าก๊าซธรรมชาติผมถือว่าเป็นสมบัติของทุกคน  แล้วก็ถ้าเราไปดูจริง ๆ นี้ 

  • ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่เราขุดขึ้นมาใช้กับปริมาณที่ประชาชนใช้ในการหุงต้มนี้มันใกล้เคียงกัน 
    • เรามีพอที่จะให้กับคนของเราโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดค่าใช้จ่ายแพง  ไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าคิดเท่ากับราคาตลาด 
    • และผมก็เห็นประเทศที่เขามีน้ำมันเขาก็ไม่ได้คิด  คิดราคาน้ำมันให้เก็บเงินจากคนของเขาเท่ากับเวลาเขาขายต่างประเทศ 

ผมก็บอกว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องคิดอย่างนั้นบ้าง แทนที่จะบอกว่าก๊าซธรรมชาติเป็นของบริษัทที่ขุดขึ้นมา  มันเป็นของคนไทย  เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าถ้าเราทำตรงนี้ได้ 

  • ส่วนก๊าซที่เราขายภาคอุตสาหกรรม  อันนั้นสิครับควรจะคิดในราคาที่มันเป็นราคามาตรฐาน  ราคาตลาดโลก  ดูปริมาณแล้วเป็นไปได้ 
    • ก็เหลืออย่างเดียวว่าจะแยกได้ไหม  เขาก็บอกชัดเจนเลยว่าผู้ใช้ที่เป็นภาคอุตสาหกรรมนี้  มันมีจำนวนไม่มาก  แล้วก็ลักษณะของก๊าซที่ใช้แล้วส่งไปนี้มันจะไม่เหมือน  และก็สามารถไปตรวจสอบได้ไม่ยาก
    • แต่สมมติสิครับถ้าเราแยกขนส่งกับครัวเรือนอย่างนี้ยาก  เพราะว่ามันจะมีคนลักลอบเอาถังไปใส่ 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ในเบื้องต้นเราถึงเอาขนส่งอยู่ภาคครัวเรือน  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา  แล้วก็ตัวเลขการใช้ครัวเรือนบวกขนส่ง  กับที่เรานำขึ้นมานี้  ก็ยังเป็นตัวเลขที่เรารองรับได้

ผู้ดำเนินรายการ: "แสดงว่าแตะในเรื่องของระบบภาษีนี้มากน้อยขนาดไหนในเรื่องของโครงสร้าง"

อภิสิทธิ์:  "ภาษีนี้แตะน้อยมากนะครับ  มีแต่ที่เราได้เสนอแล้ว  และก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน  ถ้าจะมีก็คือประเมินราคาน้ำมันนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไร  ราคาน้ำมันนี้หลักคิดก็คือว่าไม่ให้เพิ่มสูงจนเป็นตัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่  คือหมายความว่าดีเซลสมมติ ๓๐ ขึ้นปั๊บนี้  สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า  บริษัทขนส่งทั้งหลายก็จะบอกขอขึ้นราคา  พอบริษัทขนส่งขึ้นราคา สินค้าก็จะบอกค่าขนส่งแพงขึ้น  ขึ้นราคากันหมด  เราก็พยายามจะไม่ให้เป็นอย่างนั้นนะครับ  ทีนี้ถามว่าเรามีกำลังไหม  เราก็มีสองตัว 

ตัวแรกคือกองทุนน้ำมัน  ซึ่งขณะนี้เข้ามารับผิดชอบอุดหนุนตรงนี้อยู่  คนก็วิจารณ์อีกว่าถูกหรือเปล่า  อยู่ดี ๆ เอากองทุนน้ำมันมาอุ้ม 

    • ผมก็บอกว่าผมไม่ได้บริหาร  มาเริ่มบริหารวันนี้   ผมทำมา ๒ ปีนี้ผมกำหนดเป็นนโยบายไว้เองว่ากองทุนน้ำมันนี้ช่วงที่ราคาน้ำมันมันต่ำนี้เก็บตุนไว้นะ  จะได้เป็นกำลังไว้สู้  เพราะฉะนั้น
    • ถ้าเกิดย้อนไปดูนี้  กองทุนน้ำมันตอนผมเข้ามานี้ติดลบอยู่หลายพันล้าน  วันนี้เกินอยู่เกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้าน ไม่ใช่เหมือนรัฐบาลในอดีตนะครับที่ไปอุ้มจนขาดทุน ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านแล้วต้องมาไล่แก้ปัญหากองทุน  ผมไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว 

แต่ว่ามีอยู่ ๓๐,๐๐๐ ล้านนี้ที่เราขอให้เขาดูแลไปจนถึงหมดฤดูหนาว  สิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ผมมั่นใจว่ายังไม่ติดลบหรอก 

ทีนี้ถ้าสมมติว่าราคาน้ำมันดิบยังสูงต่อขึ้นไปอีก  ถามว่ารัฐบาลพร้อมจะช่วยแค่ไหน  ผมก็บอกว่า

ภาษีก็เป็นเครื่องมือที่สอง  ภาษีนี้เดี๋ยวคนมาบอกอีก  มันจะถูกต้องไหม  อยู่ดี ๆ มาลดภาษี 

    • ผมก็ต้องบอกอีกว่าตอนที่ผมเข้ามานี้  รัฐบาลชุดก่อนผมนี้ไปยกเว้นไม่เก็บภาษีเลยด้วยซ้ำนะครับ 
    • ผมก็กลับมาเก็บ  เพราะตอนที่ช่วงราคาน้ำมันต่ำก็กลับมาเก็บ  แล้วแถมนี้แทนที่จะเก็บเดิมคือ ๓ บาท  วันนั้นเราตัดสินใจเก็บ ๕ บาทด้วยซ้ำ 

เพราะเราไม่ต้องการให้ฐานะการคลังมันกระทบจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

พอมาวันนี้เราก็บอกกองทุนน้ำมันดูแลไปก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ผมถือว่ามากที่สุดที่เราให้ได้ก็คือเราก็ลดภาษีกลับไปอยู่เหลือ ๓ บาท  เพราะฉะนั้นก็ยังถือว่ามีตัวเล่นอยู่อีกระยะหนึ่ง" 

ผู้ดำเนินรายการ:  "พอท่านนายกฯ พูดถึงเรื่องของพลังงาน  และปีหน้าก็จะมีเรื่องของการขึ้นเงินเดือนในหลาย ๆ ส่วน  ภาคเอกชนก็ขยับตาม  ประชาชนที่เป็นคนเดินดินกินข้าวแกงเองก็คงอาจจะได้ของขวัญที่เขาไม่อยากได้  ของซื้อของแพง  ท่านนายกฯ จะทำอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์:  "ผมว่าต้องตั้งหลักกันให้ดีนะครับ  เพราะว่ามันก็ไก่กับไข่  คือ ๒ ปีที่ผ่านมา  พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  หลายคนก็ถามผมบอกว่าทำไมเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจมันดีขึ้น  ผมก็พยายามไปไล่ดู  คือหลายกลุ่มไม่มีปัญหานี้  ยกตัวอย่างเช่น  สมมติเป็นคนทำข้าวโพด  มันสำปะหลัง ปาล์ม ยาง นะครับไม่ต้องพูดเลย  อันนี้ราคามันเพิ่มขึ้นไปปรับสูงมาก  เขาไม่ได้มีปัญหานี้  หลายคนที่ตอนวิกฤตเศรษฐกิจทำท่าจะตกงาน  มีงานทำ  เขาก็มีความพอใจว่าเขาไม่ตกงาน  แต่คนที่เดือดร้อนมาก ๆ นี้  ก็คือว่าคนที่มีรายได้ประจำ  และโดยเฉพาะข้าราชการไม่ได้ขึ้น  แต่ว่าของมันแพงขึ้นทุกปี  เพราะฉะนั้น

- ที่เราขึ้นนี้เราขึ้นเพราะของมันแพงในระหว่างที่เขาไม่ได้ขึ้นเงินเดือน  เราปรับให้ตามค่าครองชีพ  ไม่ใช่ว่าเรามาขึ้นแล้วก็เลยของมาแพง  ของนี้มันขึ้นของมันมาก่อน 
- ที่เราปรับให้ข้าราชการเพราะเขาไม่ได้ปรับมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐  ๓ ปีนะครับ  ความจริงใจผมนี้อยากปรับให้เขาตั้งแต่ ๑ ตุลาคม  แต่งบประมาณมันต้องใช้เยอะ  ก็ประเมินดูตอนนั้นเห็นว่า เอาครึ่งปีก็แล้วกันในปีงบประมาณ  ก็บอกมาตั้งนานแล้วว่าจะเพิ่ม ๑ เมษายน ก็เท่านั้นเอง 
- เหมือนกับค่าแรง  ค่าแรงก็ปรับขึ้นเหมือนกันในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา  แต่เล็กน้อยมาก  ผมก็บอกต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงานนะครับ ก็เฉลี่ยตอนนี้ก็บอก ๑๐ – ๑๑ บาท  ความจริงฝ่ายค้านเขาบอกให้ปรับตั้งกี่บาทนะ  เป็นร้อยบาท  ใช่ไหมครับ  จริง ๆ เราก็บอกว่า ๑๐ – ๑๑ บาทนี้น่าจะไปได้  ไปได้คือหมายความว่าฐานะเขาก็ดีขึ้น  แต่ไม่กระทบอุตสาหกรรมหรือเรื่องของต้นทุนราคามากจนเกินไป 

คำนวณออกมาจริง ๆ นี้การที่เงิน ค่าแรงขึ้นนี้  ต้นทุนของสินค้าต่าง ๆ ไม่ได้ขึ้นมากเลยนะครับ  เรียกว่าจุดเท่าไรเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้นถ้าจะอ้างนี้ต่อไปผมก็ต้องบอกถ้าอย่างนั้นแปลว่าต่อไปนี้  ถ้าเวลาเงินเดือนไม่ได้ปรับ  ห้ามขึ้นราคาสินค้า มันจริงหรือเปล่าล่ะ  เพราะฉะนั้นมันจะมีลักษณะเป็นไก่กับไข่อยู่ 

ผมคิดว่าวันนี้ข้าราชการ บุคลากรภาครัฐ  ควรจะได้ขึ้นเงินเดือน  ค่าแรงควรจะได้มีการปรับอย่างที่เขาได้ผ่านคณะกรรมการไตรภาคีมา  ผมว่าเหมาะสมแล้ว  ส่วนราคาสินค้าเราก็จะไปดูต่อนะครับ  ก็ให้ความเป็นธรรมว่าสินค้าบางตัวเขาก็ถูกตรึงราคามานานเหมือนกัน   อย่างตอนนี้ที่มีปัญหาก็แน่ ๆ คือ

- น้ำมันพืชโดยเฉพาะปาล์ม  เพราะว่าตอนนี้ปาล์มราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก  อันนี้ก็อยู่ในช่วงที่ก็ต้องมาดูว่าจะให้เขาปรับอย่างไร 
- มีนม เพราะว่าเราปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบมาหลายเดือนแล้ว  โดยที่ตอนนั้นขอเขาว่านมที่พาสเจอร์ไรส์  นมที่ขายอะไรต่าง ๆ ยังไม่ให้ขึ้น อันนี้ก็ยอมรับได้นะครับ หรือ
- ปุ๋ย  คือเราดูจากราคาต้นทุนจากต่างประเทศด้วย  เพราะฉะนั้นตัวไหนที่มีเหตุผลนี้เราก็คงต้องยอมให้เขาขยับขึ้น 

ที่ให้ตรวจสอบดูว่าค่าแรงขึ้น เงินเดือนขึ้นแล้วจะมีผลนี้  ค่าแรงมีตัวเดียวที่เราเห็นว่ามีผลกระทบมากหน่อย  คือเครื่องแบบนักเรียน  เพราะใช้แรงงานมาก  อย่างนี้เป็นต้น  และอย่าลืมนะครับ

- ค่าแรงขั้นต่ำ  คนที่อยู่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่ใช้ค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรม 
- หลายอุตสาหกรรมนี้คนของเขาได้ค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว 

เพราะฉะนั้นเราก็จะดูละเอียดแล้วก็ติดตามกำกับราคาสินค้าต่อไป

ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้กับแรงงานนอกระบบครับท่านนายกฯ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นค่าสินค้า ค่าแรงงาน ท่านนายกฯ จะมีมาตรการอะไรที่จะมาดูแล  หรือช่วยกันเยียวยาแรงงานนอกระบบไหมครับ"

อภิสิทธิ์:  "แรงงานนอกระบบนะครับ  มาตรการที่กำลังจะออกมาในวันที่ ๙ นี้  โดยเฉพาะดูแลคนที่มีอาชีพอิสระ  แรงงานนอกระบบทั้งหลายเรื่องสวัสดิการด้วยนี้  ก็เป็นมาตรการที่มุ่งช่วยเหลือคนเหล่านี้โดยตรงอยู่แล้ว  ที่จริงคนเหล่านี้ความเดือดร้อนอยู่ที่ภาระซึ่งเขาไม่ควรจะมีตั้งแต่ต้นนะครับ เช่น ถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่  เสียดอกเบี้ยแพง  เพราะว่ากู้นอกระบบ  ตรงนี้ถ้าเราช่วยตรงนี้นะครับ มันมากมายกว่าผลกระทบที่เขาได้จากราคาสินค้าซึ่งอาจจะมีเพิ่มสูงขึ้นบ้าง  ตามปกติ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ๒ ปี: มาตรการลดคอร์รัปชั่นในราชการ : ก.พ.ค. สรรหาระดับสูง ราคากลาง

...เพิ่มสัดส่วนคนนอกในการสรรหา เข้าดำรงตำแหน่งคณะกรรมการระดับสูง

ผู้ดำเนินรายการ : " ท่านนายกฯ ครับ  เมื่อวานนี้ท่านนายกฯ พูดถึงหลายปัญหานะครับ  แต่อันหนึ่งที่ท่านนายกฯ เคยกังวลอยู่ก็คือเรื่องการคอร์รัปชั่น  รวมทั้ง ระบบข้าราชการที่ไม่ได้อยู่ในหน้าที่เท่าที่ควร ทีนี้พอรัฐบาลจะเริ่มปฏิรูปก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องปฏิรูประบบราชการมากนักนะครับ  ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล  ในเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งก็ดี  ในหลาย ๆ หน่วยงาน  กระทรวงมหาดไทยพวกนี้  ก็รู้สึกมีข้อจำกัดเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลอยู่  ท่านนายกฯ จะขยับปัญหาพวกเหล่านี้อย่างไรบ้างครับ "

อภิสิทธิ์ : " ที่จริงขณะนี้ มีความก้าวหน้าไปพอสมควรนะครับ  ยกตัวอย่างเช่น เรามีระบบของ เขาเรียก ก.พ.ค.(คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) เวลานี้ เวลาโยกย้ายแต่งตั้ง  ทำอะไรไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม  ล่าสุดนี้ตอนนั้นมีเรื่องนายอำเภอ  กพค. ชี้ว่าไม่ถูก  มหาดไทยก็บอกว่าเมื่อ ก.พ.ค. ชี้แล้ว  ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะต้องทำยังไง

ผมเพิ่งประชุม ก.พ. ไป  บอกเลยว่าจะต้องทำยังไง  และนอกจากบอกว่าจะทำยังไงแล้ว  จะบอกด้วยว่าจะต้องทำภายในเมื่อไร  เพราะฉะนั้นอันนี้จะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของ ก.พ.ค. ของระบบราชการ  ผมเพิ่งให้ความเห็นชอบในการที่จะเสนอ ครม. ต่อไปนะครับว่า

  •  การสรรหาคัดเลือก  ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง  อย่างเช่น อธิบดี รองอธิบดี นะครับ  ซึ่งเดิมมีกรรมการคัดเลือกอยู่นี้  ต่อไปก็จะเพิ่มสัดส่วนคนนอก  ที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการคัดเลือก
  • แล้วก็จะเอาระบบกรรมการคัดเลือกมาใช้กับกรณีปลัดกระทรวงด้วย  แต่อำนาจในเรื่องปลัดกระทรวงยังเป็นของรัฐมนตรี  เพียงแต่ว่ากรรมการคัดเลือกนี้เขาจะทำหน้าที่คัดชื่อให้เหลืออาจจะ ๓ ชื่อ

เพราะฉะนั้นถ้าสมมติว่าจะไปเอาคนซึ่งไม่อยู่ใน ๓ คนนี้ไม่ได้  นี้ก็คือสิ่งที่กำลังจะดำเนินการต่อไป  ขณะนี้ก็จะเสนอครม. ส่วนเรื่องการทุจริตในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง  ความจริงเมื่อวานก็ได้พูดไปบ้างแล้วนะครับ  ที่กำลังเร่งทำเรื่องราคามาตรฐาน  ราคากลาง การแก้ปัญหาเรื่องการจ้างที่ปรึกษา  ก็คิดว่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นโดยลำดับครับ  แล้วก็จะเข้มงวดกวดขันเข้าไปเรื่อย ๆ ครับ

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ๒ ปี: สัมพันธ์เพื่อนบ้านดีขึ้นมาก ๓ ประเด็นที่มั่นใจไม่เสียแดนให้กัมพูชา

...รัฐบาลยืนยันไม่มีทางที่เราจะเสียดินแดน ในเมื่อข้อตกลงยังไม่สามารถคลีคลายได้ และเรายังสกัดกั้นไม่ให้กัมพูชาเสนอแผนบริหารจัดการอีก

ผู้ดำเนินรายการ: "...แต่ว่าในขั้นต้นอยากจะให้นายกฯ พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามันได้พัฒนาไปได้ถึงไหน  และเราได้แก้ปัญหากันไปได้อย่างไร  และปีหน้าคิดว่าเราสามารถจะข้ามสันปันน้ำไปได้ไหม  และที่มีการกล่าวหามีการพูดกันมากมายว่าประเทศไทยได้เสียดินแดนไปแล้ว  และกำลังจะเสียดินแดนไปถึง ๑,๘๐๐,๐๐๐ ไร่นี้  ผมอยากจะทราบว่าถ้ามันมีการเสียดินแดนในจุดนั้น  นายกฯ พอจะบอกได้ไหมว่าที่มันเสียนี้มันอยู่ในจังหวัด ตำบลไหน อำเภอไหน อะไร ยังไง ครับ"

อภิสิทธิ์:  "...ก็มีกัมพูชา  กัมพูชานี้ก็มีสองเรื่องซึ่งมาเป็นตัวที่เป็นปัญหา

  • เรื่องแรกก็ไปเกี่ยวกับอดีตนายกฯ ซึ่งตอนนี้ปมนั้นก็รู้สึกว่าจะคลายไปแล้วระดับหนึ่ง
  • อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องประสาทพระวิหาร

ผมก็ยืนยันนะครับว่าไม่มีหรอกครับเรื่องเสียดินแดน  เสียดินแดนนี้ผมอย่าว่าแต่เป็นนายกฯ ไม่ได้ละครับ  อยู่เมืองไทยไม่ได้หรอกครับ  ใครจะยอมให้ไปเสียดินแดนให้กับใครก็ตาม  ทีนี้ที่พูดกันไปนี้  ก็เป็นความเห็นที่แตกต่าง  แต่ข้อเท็จจริงคืออย่างนี้ครับ 

ผมนี่มีจุดยืนซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงมาจากรัฐบาลชุดก่อน ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ที่เคยมีคนสงสัยว่าประเทศไทยไปยอมรับแผนที่ที่ทางฝรั่งเศสทำ  เขาไปใช้ฟ้องศาลโลก  มาชนะคดีเรา  แล้วก็ล้ำสันปันน้ำมา  แล้วพอเอามาทาบดูแล้วบอกเสียไปกี่แสนไร่อะไรที่ว่านี้ 

  • รัฐบาลนี้โดยตัวผมนี้ยืนยันมาตั้งแต่วันแรก และจริง ๆ ตั้งแต่ตอนก่อนมาเป็นรัฐบาลว่า  ไม่รับแผนที่ฉบับนี้  แล้วก็มีหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ  ไปถึงทางกัมพูชา  แจ้งเป็นครั้งแรกด้วยว่าข้อความที่ปรากฏอยู่ใน MOU ปี ๒๕๔๓ ที่ใช้คำว่าแผนที่ที่เป็นผลงานของกรรมาธิการร่วม พิมพ์ขึ้นตามสนธิสัญญานี้  ขอให้ไปดูคำวินิจฉัยของศาลโลก
  • เพราะศาลโลกบอกเองว่าแผนที่ฉบับนั้น ระวางดงรักนี้ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมาธิการร่วม  นี่ก็เป็นหนึ่งนะครับ หนึ่งไม่ล่ะว่าผมไม่รับแผนที่  เมื่อไม่รับแผนที่  ที่มากล่าวอ้างว่ารัฐบาลไปยอมรับแผนที่ทำให้เสียดินแดนนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ 

ข้อที่ ๒ ผมเข้ามาหลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนไปเซ็นแถลงการณ์ร่วม  และต่อมาเป็นโมฆะ  ทำให้กัมพูชาไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก  กัมพูชาก็พยายามจะเสนอแผนบริหาร  ที่พื้นที่รอบ ๆ ตัวปราสาท  ซึ่งมันล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย

  • รัฐบาลนี้เข้ามานี้ประชุมมรดกโลกมาแล้ว ๒ ปี  สกัดกั้นไม่ให้กัมพูชาเสนอแผนบริหารตัวนี้เข้าสู่ที่ประชุมได้  และที่บอกผมไปสั่งคุณสุวิทย์ฯ ให้เซ็นยอมรับอะไร  ตรงกันข้ามครับ  คุณสุวิทย์ฯ นี่ไปเซ็นในสิ่งที่เป็นเอกสารในการทำงานบอกว่า  เรายืนยันว่าไม่ให้พิจารณาเรื่องนี้  เมื่อที่บราซิล  ปีที่ผ่านมานี้  ถ้าไม่เซ็น  ตกลงอะไรกันไม่ได้นี่สิครับ  เขาก็จะเอาเรื่องของกัมพูชานี้เข้า  แล้วประเมินแล้วนี้เราเสียเปรียบ  การเซ็นตรงนั้นคือการเซ็นเพื่อนำไปสู่การไม่ให้เอาเรื่องนี้เข้า  เมื่อไม่เอาเรื่องนี้เข้า  จึงไม่มีประเด็นที่บอกว่าไปยอมให้คนเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ตรงนี้
  • สำคัญกว่านั้นก็คือในเอกสารกัมพูชาเองยอมรับ ว่าพื้นที่ที่อยู่ข้างสันปันน้ำฝั่งเรานี้  เขาเสนอแผนบริหารไม่ได้  เพราะว่า JBC ซึ่งทำงานตาม MOU นี้ยังทำงานไม่เสร็จ  ก็เป็นการยืนยันจุดยืนที่ผมพูดมาตลอดว่าถ้าเราไปเลิก MOU เขาก็อาจจะรุกเข้ามาเลย  เสนอแผนจัดการตรงนี้เลยเพราะถือว่าไม่มีข้อตกลงกับเราแล้ว
  • ในการที่จะต้องมาดูว่าพื้นที่ตรงนี้มันเป็นอย่างไร  ผมก็ยืนยันว่าเราก็ยังเดินหน้าคัดค้านในเรื่องของการที่กัมพูชาจะมาเสนอแผนบริหารพื้นที่ตรงนี้

ล้วผมก็เป็นคนแรกที่ไปแจ้งนายกฯ ฮุนเซ็น  ว่าเอาอย่างนี้ไหมเราอย่าทะเลาะกันทุกปีเลยที่มรดกโลก  ก่อนจะไปบาห์เรนเดือนมิถุนายนปีหน้า  มาคุยกันดีกว่าว่ากัมพูชาหยุดเถอะ  เรื่องนี้หยุดไว้ก่อน  จนกว่าเรามีแนวทางในการที่จะแก้ข้อพิพาทตรงนี้ 

มันก็ไม่มีตรงไหนเลยครับขณะนี้ที่เสียดินแดน  ส่วนที่จะเสนอให้ไปถอนตัวไปอะไรต่าง ๆ นี้  ขณะนี้ไม่ได้มีความจำเป็น  แต่ถ้าสถานการณ์มีความจำเป็นเมื่อไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  รัฐบาลก็จะพิจารณา  เราก็ต้องมีความละเอียดอ่อนในเรื่องเหล่านี้  เพราะว่าหลายคนไปบอกว่าเราทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ   ไม่ต้องไปกลัว  เขาบอกอะไรนะสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงไม่ได้  ไม่จริงหรอกครับ

ผมเห็นนะครับทุกประเทศหลายประเทศตอนนี้  ขนาดพม่าเขาบอกเรื่องภายใน  ยังมีคนจ่อเสนอเรื่องเข้ามนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เกาหลีเหนือมีปัญหาเกาหลีใต้  กระทบกระทั่งกันปั๊บ  ก็มีคนจ่อจะเอาเรื่องไป  และผมเพิ่งประสบความสำเร็จจากการที่โน้มน้าว บัน คี มูน  วันที่มากรุงเทพฯ ผมเชิญมา  แล้วก็วันที่ไปเจอกันที่ฮานอย  ว่าเรื่องนี้สหประชาชาติอย่าได้เข้ามาเลย  เพราะว่าเรามี MOU กับกัมพูชา  เราจะได้แก้ปัญหานี้  แล้วบัน คี มูนก็ยอมรับตรรกะนี้แล้ว 

ประการสุดท้าย ประการที่ ๓  วันที่ผมเข้ามา  มีชุมชนมีตลาดอยู่หน้าปราสาท  อยู่ในฝั่งเรานี้  ซึ่งอยู่มาหลายปีแล้ว  วันนี้ออกไปแล้ว   เหลือแต่ที่วัด  แล้วก็เหลือทหารบางส่วน  แล้วผมก็คงทหารเอาไว้  แล้วผมก็เป็นนายกฯ ที่บอกว่าต่อไปนี้ทหารก็ดี  ฝ่ายปกครองก็ดี  จะไปตกลงอะไรกันในระดับพื้นที่  หรือในระหว่างทหารด้วยกันเองไม่ได้  ต้องดูนโยบายภาพรวมของรัฐบาล  แล้วเวลานี้กองทัพก็เข้าใจดีว่าไม่มีการถอนทหารจากพื้นที่ซึ่งบอกว่าเป็นปัญหากันอยู่  เพราะฉะนั้นผมว่าหลักที่เดินอย่างนี้ผมมองไม่เห็นว่าจะเสียดินแดนได้อย่างไร " 

ผู้ดำเนินรายการ:  " ที่ตอนที่จะขึ้นเป็นมรดกร่วม  มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนครับท่านนายกฯ"

อภิสิทธิ์:  " เราคงต้องระมัดระวังนะครับในเรื่องนี้ว่าจะเดินอย่างไร  แต่ว่าในความคิดของเรานี้เราถือว่าถ้าจะมีการพูดถึงโดยหลักวิชาการก่อน  ว่าคุณค่าของประสาทพระวิหารในความเป็นมรดกโลก  มันมีองค์ประกอบมากกว่าตัวปราสาท  มันจะมีพื้นที่รายรอบแล้วก็มีสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบกัน  เราถือว่าถ้าจะดูอย่างสมบูรณ์จริง ๆ มันต้องอยู่ทั้งในประเทศไทย  และในประเทศกัมพูชา

เพราะฉะนั้นมันควรจะเป็นมรดกโลกที่เขาถือว่าเป็นข้ามพรมแดน  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Tran boundary เราจึงไม่ยอมรับแนวคิดที่บอกว่าให้กัมพูชานี้ไปขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว  แต่ว่าตรงนี้มันต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย  เราต้องใช้เวลานะครับในการทำความเข้าใจ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เศรษฐกิจสามารถขยายตัวต่อเนื่อง สู่โครงสร้างใหม่ บทบาทเกษตรและบริการ

...เริ่มปรับเข้าสู่เศรษฐกิจซึ่งมีโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้ดำเนินรายการ : " เอกชนเมื่อวานประเมินท่านสอบผ่านนิดหน่อยนะครับ  ถ้าท่านประเมินของท่านเอง  ท่านคิดว่าได้สักเท่าไรครับ "

อภิสิทธิ์ : " ผมไม่ค่อยอยากประเมินตัวเองนะครับ  เพียงแต่ว่าเมื่อวานนี้ที่นำเสนอตัวเลขทางเศรษฐกิจนี้   ผมก็มองว่า  คือแน่นอนนะครับ  ถ้าเราอยากจะได้ทุกอย่างมันดีมาก ๆ ก็ต้องบอกตอนนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราก็ต้องทำ  แต่ว่าผมเองกลับมองว่าช่วงที่ผมเข้ามานี้  ถ้ามีใครบอกว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโต ๘ เปอร์เซ็นต์  ผมว่าแทบไม่มีใครเชื่อนะครับ  ว่าจะเป็นไปได้  และถ้าบอกว่าเศรษฐกิจไทยที่จะโตได้ขนาดนี้  แล้วก็ภาวการณ์คลังของรัฐ  ปัญหาเรื่องหนี้อะไรต่าง ๆ จะรุนแรงไหม

ผมก็ว่า ๒ ปีที่แล้วทุกคนต้องประเมินว่าสถานการณ์จะแย่กว่านี้  เพราะฉะนั้นในแง่นั้นผมกลับมองว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจมันดีกว่าที่ผมคิด  หรือตั้งความหวังไว้ตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ  แต่ถามว่ามันน่าพอใจไหม  แน่นอนครับบ้านเมืองเรายังมีปัญหาอีกเยอะ  และหลายเรื่องมันจะต้องเร่งแก้ไขต่อไป  ก็ธรรมดา  ก็ดีครับ  การที่เขาบอกเราผ่านเล็กน้อยก็คือเขาอยากให้เราทำต่อ  และเขาก็คอยกระตุ้นเราว่าเราต้องทำให้มันมากขึ้น  ก็เป็นเรื่องที่ดี "

...ผู้ดำเนินรายการ : " ประเทศไทยใน ๑ ถึง ๒ ปีข้างหน้าในสายตาท่านนายกฯ หน้าตามันจะออกมาแบบไหนครับ  "

อภิสิทธิ์ :  "  ผมตั้งเป้านะครับว่า... เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว  จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง  เริ่มปรับเข้าสู่เศรษฐกิจซึ่งมีโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป  ภาคเกษตรจะกลับมามีความสำคัญมากขึ้น  ภาคบริการมีความสำคัญมากขึ้น แต่เรายังคงเป็นศูนย์ของบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์อย่างต่อเนื่อง

หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าผมก็ตั้งใจและก็หวังที่จะเห็นว่าประเทศไทยปรับเข้าสู่ระบบรัฐสภาที่มีวุฒิภาวะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก  แล้วก็เริ่มหลีกพ้นมาจากปัญหาความขัดแย้ง  ความรุนแรงที่มันเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- มุมอภิสิทธิ์: ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ได้ถึง ๒ ปี ฝ่าวิกฤตมาได้อย่างไร?

... นายกฯ รับมีผมขาวและอ้วนขึ้น มองผ่านวิกฤตมาได้ เพราะความมุ่งมั่น อดทน ยึดหลักประชาธิปไตย และความโปร่งใส เพื่อพิสูจน์และได้รับโอกาสในการทำงานให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน
ผู้ดำเนินรายการ (สุทิน  วรรณบวร บรรณาธิการข่าวภาคภาษาอังกฤษ...): " สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่เคารพ  ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  วันนี้เป็นรายการพิเศษครบรอบ ๑๐๐ ครั้ง ของรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ และเป็นรายการพิเศษที่ครบรอบ ๒ ปีของรัฐบาลโดยการนำของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ท่านนายกฯ ได้ให้โอกาสพวกเราทั้ง ๕ คนเข้ามาร่วมสนทนาในรายการประจำอาทิตย์ของท่านนายกฯ  เมื่อวานนี้ท่านนายกฯ ได้แถลงข่าวประจำสัปดาห์และถือว่าเป็นครบรอบ ๒ ปีของรัฐบาลไปแล้ว  ท่านนายกฯ ได้มีหนังตัวอย่างออกมา  ให้ท่านผู้ชมพี่น้องชาวไทยได้ทราบกันแล้ว  วันนี้พวกเราทั้ง ๕ คนจะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมาซักถาม  มาสนทนากับท่านนายกฯ ว่าในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้รัฐบาลของท่านนายกฯ พัฒนาคืบหน้าไปได้ขนาดไหน  และปีต่อไปจะทำอย่างไร  อันดับแรกผมอยากจะขอเรียนถามท่านนายกฯ ก่อนว่า  เคยคิดไหมครับนายกฯ ว่าจะมีโอกาสเป็นรัฐบาลมาได้ถึงวันนี้  เพราะว่าท่านนายกฯ ประสบปัญหาตั้งแต่วันแรกนาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ"


อภิสิทธิ์: "  ก็ต้องบอกว่าถ้าถามผมตอนเริ่มต้นก็คงไม่คิดมั้งครับ  และเชื่อว่าหลายคนก็ไม่คิดว่าจะอยู่ครบ ๒ ปี  ว่าจะมีรายการนี้เป็นรายการครั้งที่ ๑๐๐ อะไรนี้นะครับ  ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ไม่ปกติมาตั้งแต่ต้น  แต่ว่าผมก็ไม่เคยได้มานั่งคิดนั่งนับนะครับว่ามันอยู่มาแล้วเท่าไร  จะอยู่อีกเท่าไร  ผมคิดแต่ว่าเรามีหน้าที่ทำงานระหว่างที่อยู่  เพราะฉะนั้นอะไรที่เราผลักดันได้ก็ผลักดัน  เหมือนกับตอนนี้ผมก็พูดชัดว่าเราก็คิดว่าจะมีการยุบสภาฯ ในปีหน้า  เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะอยู่ครบเทอม  แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเราพูดอย่างนี้แล้วก็ไม่คิดที่จะริเริ่มนโยบายหรือวางแนวทางอะไรสำหรับประเทศต่อไปในอนาคต  ไม่ได้ทำอย่างนั้น  เราคิดว่าอะไรที่เหมาะสมที่จะทำ  ที่จะเริ่มต้น ที่จะผลักดันก็เดินหน้าไป  ส่วนรัฐบาลหมดอายุเมื่อไรก็เป็นเรื่องของการเมือง  ก็ค่อยไปว่ากันตรงนั้น"

ผู้ดำเนินรายการ: " ท่านนายกฯ ประเมินว่าตัวเอง  เรามีดีอะไรครับ  ถึงผ่านวันเวลานั้นมาถึงขนาดนี้  และก็ประทานโทษนะครับ  ท่านผ่านวิกฤตมาได้อย่างไรโดยที่ผมไม่หงอกเลยครับ"

อภิสิทธิ์: " ผมไม่หงอกนี้คงไม่จริงนะครับ  เริ่มเห็นสีขาวอยู่เหมือนกัน และก็ต่อว่าด้วยว่าอ้วนขึ้น  แต่ว่าถามว่ามีอะไรดีหรือไม่อย่างไรนี้  คือ

[ข้อแรก] การเมืองเราก็เป็นไปตามระบบ  ผมได้รวบรวมเสียงข้างมากในสภาฯ  เสียงข้างมากนั้นก็ได้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง  นั่นก็ส่วนหนึ่ง  แต่ส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าก็คือว่า  ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนไม่ยอมรับในการทำงานก็คงมีแรงกดดันต่อเสียงในสภาฯ นั้นเอง  ผมคิดว่าสิ่งที่เราอย่างน้อยได้พยายามทำมาตลอดก็คือ  การมุ่งมั่นในการทำงาน  ตัวผมเองก็อย่างที่เมื่อวานนี้พูดไปก็คือว่า  ทุ่มเทเต็มที่  รู้ว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะลำบาก  ประชาชนเองก็ตั้งคำถามอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องการเมือง  เพราะฉะนั้นก็พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานหนัก  นั่นข้อแรก 

ข้อที่ ๒ คือว่า  เราก็มุ่งงานที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชน  เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่าถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้ ประชาชนก็พร้อมที่จะให้โอกาสเราอย่างต่อเนื่อง ก็คิดว่าคงจะเป็นส่วนนั้นนะครับ

[ข้อที่ ๓] ส่วนเรื่องยาก ๆ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นแม้กระทั่งเหตุการณ์ร้ายแรง ความสูญเสีย ซึ่งนำมาซึ่งความเสียใจและทำให้หลายคนมีความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่รุนแรงนี้  คำตอบตรงนั้นก็อยู่ที่ว่าแนวทางของเราตั้งแต่ต้น  ว่าเราได้พยายามใช้ความอดทน อดกลั้น  แล้วก็ยึดมั่นในเรื่องของหลักประชาธิปไตย  หลักนิติรัฐ  และก็โปร่งใส  ก็คือว่ามีปัญหาอะไรก็ให้มีการตรวจสอบ  มีการสอบสวน  มีการทำงานอย่างอิสระของคนที่เขาจะค้นหาข้อเท็จจริง 

ฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นหลักสำคัญที่ถ้าถามว่าทำไมถึงอยู่มาได้นี้  ก็คิดว่าน่าจะเป็นตรงนี้  แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อไปเขาจะให้โอกาสอย่างนี้เราไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องมีการทำงานปรับปรุง  ถ้าเกิดปัญหาอะไรเราก็ต้องแก้ไขไปอย่างต่อเนื่อง"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: ห่วงปชช.ฉลองปีใหม่ UN ลงมติดูแลผู้ต้องขังหญิง ยกเลิกพรก.

อภิสิทธิ์ : " สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก ผมได้มีโอกาสรายงานต่อพี่น้องประชาชนแถลงผลงานผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในการทำงาน ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ และได้มีการสรุปประเด็นต่างๆ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคและความตั้งใจในการที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนด้วยความมุ่งมั่นต่อไป

เมื่อวานนี้ก็เลยได้มีโอกาสเชิญพิธีกรรับเชิญทั้งหมด ๕ ท่านมาสนทนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงในเรื่องของนโยบายและแนวทางต่าง ๆ ที่จะได้มีการดำเนินการกันต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ได้มีการบันทึกเทปเอาไว้ และในช่วงที่ ๒ ของรายการก็จะได้ไปพบปะกับพิธีกรทั้ง ๕ ท่าน ที่ได้สอบถามผมถึงทั้งการทำงานในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา และการทำงานที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ แต่ว่าในช่วงแรกช่วงสั้นๆ เช่นเคยนะครับ ก็จะขออนุญาตรายงานพี่น้องประชาชนถึงประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจและการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

...ระมัดระวังในการเดินทาง ไม่ประมาท เมาไม่ขับ ง่วงหยุดพัก ช่วงปีใหม่

อภิสิทธิ์ : " แต่ว่าเริ่มต้นคงจะต้องบอกว่า ช่วงนี้ก็มีพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เริ่มในเรื่องของการเฉลิมฉลองในเทศกาลปีใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ มีการเดินทางกันโดยเฉพาะกลับบ้านหรือไปต่างจังหวัดกันมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือ เรื่องของความปลอดภัยและความไม่ประมาท เพราะว่าเราต้องการให้เทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลองกันด้วยความสุข

แต่ต้องยอมรับว่า ทุกปีที่ผ่านมาในช่วงของเทศกาล ในช่วงที่มีการเดินทางกันมาก ๆ เราก็ต้องมีการสูญเสียพี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยเลย

  • อย่างปีที่แล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่นั้นก็มีการสูญเสียถึงเกือบ ๓๕๐ คน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอฝากพี่น้องประชาชนว่า การเดินทางก็ดี การเฉลิมฉลองก็ดี ขอให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และเน้นในเรื่องของความปลอดภัย
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุของการที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุตามท้องถนนในช่วงเทศกาลก็หนีไม่พ้นเรื่องของการดื่มสุราและเรื่องของการที่หลับในหรือง่วง
  • เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่เมาไม่ขับนะครับ ถ้าง่วงก็ต้องหยุดพัก เพื่อที่เราจะได้สามารถที่จะฉลองปีใหม่กันได้อย่างมีความสุขอย่างแท้จริง

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

...สหประชาชาติลงมติรับรอง “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” ดูแลสตรีที่ถูกคุมขัง

อภิสิทธิ์ : " สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่มีความสำคัญในระดับของระหว่างประเทศก็ว่าได้ที่เป็นชื่อเสียงของประเทศไทย ๒ เรื่องครับ

  • เรื่องแรกเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากโครงการในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในเรื่องของการที่เราไปผลักดันมาตรฐานเกี่ยวกับการคุมขังผู้หญิงที่อยู่ในเรือนจำหรือมาตรการอื่น ๆ  ซึ่งเป็นเรื่องของการที่มีการควบคุมตัวของสตรี

โดยเรื่องนี้ผมก็เคยเล่าให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบในช่วงที่ผมเดินทางไปนิวยอร์กว่า เราได้มีการทำกระบวนการในการที่จะให้มีการปรับปรุงสิ่งที่เป็นกติกาหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ถูกคุมขัง โดยเฉพาะคือ สำหรับผู้หญิงซึ่งอาจจะมีความต้องการเป็นการเฉพาะหรือมีความแตกต่างออกไปจากผู้ที่ถูกคุมขังทั่วไป วันที่ ๒๑ ธันวาคมที่ผ่านมา สหประชาชาติในที่สุดแล้วได้มีการลงมติให้การรับรองข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานใหม่ในเรื่องของการดูแลสตรีที่ถูกคุมขัง และได้ให้ชื่อข้อกำหนดใหม่นี้ว่า "ข้อกำหนดกรุงเทพฯ " หรือ The Bangkok Rules

ซึ่งถือว่าเป็นการนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยในฐานะที่เราได้มีการริเริ่มแล้วก็ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือได้ว่าอาจจะเป็นครั้งแรกก็ได้ครับ

  • สำหรับประเทศอย่างเราที่ได้มีการทำงานในทางเชิงรุกทางการทูต
  • แล้วก็นำเอาเรื่องของความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมไปดำเนินการจนกระทั่งได้รับความเห็นชอบได้รับความสำเร็จจากการรับรองของสหประชาชาติในครั้งนี้

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

...การยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินถือได้ว่ากำลังนำความปกติสุขกลับมาสู่สังคม

...อภิสิทธิ์ :
" นอกจากงานที่เกิดขึ้นที่มีความสำคัญใน ๒ เรื่องนี้แล้ว ยังมีประเด็นที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาในภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความขัดแย้งต่างๆ ได้มีการยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉิน

ซึ่งคงเหลืออยู่ใน ๔ จังหวัดสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว แล้วได้มีการดำเนินการโดยการใช้กฎหมายปกติ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นกฎหมายความมั่นคงที่เรามี

- การจัดทำแผนและมีการจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์
- และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเป็นหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองของสถานการณ์ต่างๆ
- ซึ่งผมขอให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่และช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมือง

เพราะว่าการยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นก็ถือได้ว่าเป็นอีกขั้นหนึ่งที่เรากำลังนำความปกติสุขกลับมาคืนสู่สังคมของเรา ผมได้ย้ำหลายครั้งว่า พี่น้องประชาชนซึ่งยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างอยากจะมีการเคลื่อนไหวชุมชนต่างๆ นั้นก็ขอให้เคารพกฎหมายนะครับ และขอให้คำนึงถึงการรักษาบรรยากาศของบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็ขอเรียนว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้เอง รัฐบาลอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่มีการประกาศกันมายาวนานเรียกว่า ๕ ปีแล้ว โดยจะเริ่มต้นที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี และหลังจากนั้นก็จะดูความเหมาะสมในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งขณะนี้มีการมองไว้ในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดยะลาอีกจังหวัดละหนึ่งอำเภอด้วยครับ แต่ว่าจะเริ่มต้นที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานีก่อน

  • ซึ่งการยกเลิกดังกล่าวในส่วนของภาคใต้นั้นจะมีการประกาศพื้นที่ความมั่นคงเข้ามาเป็นมาตรการในการที่จะมาทดแทนการประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งก็จะทำให้คล้าย ๆ กับ ๔ อำเภอในจังหวัดสงขลาซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกและได้มีการนำเอากฎหมายความมั่นคงมาประกาศพื้นที่ความมั่นคงไว้สำหรับ ๔ อำเภอดังกล่าว "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

...ทั้งมาเลเซียและ ลาว ทำงานร่วมมือกันกับไทยอย่างต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

...ผู้ดำเนินรายการ : " ท่านนายกฯ ครับ  มีคนเขาพูดกันว่าเมื่อวานตอนที่นายกฯ แถลงข่าวครบรอบ ๒ ปี นายกฯ พูดถึงเรื่องต่างประเทศและความมั่นคงน้อยไป  ทีนี้ผมอยากจะสอบถามท่านนายกฯ ถึงเรื่องต่างประเทศกับความมั่นคง  ซึ่งมันมีความสัมพันธ์กันอย่างเกี่ยวข้อง  ในการต่างประเทศของเรานี้เนื่องจากว่าใน ๒ ปีที่ผ่านมาเราติดกับอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน  กับประเทศกัมพูชามากเกินไป  เราละเลยไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ถึงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง  ที่มีผลกระทบต่อการใช้น้ำของพี่น้องประชาชนในหน้าแล้งที่จะมาถึง  หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน  อย่างเช่น เรื่องวิกเตอร์ บูท เรื่องรัสเซีย  ก็ตาม "

อภิสิทธิ์ : "  เดี๋ยวผมตอบเรื่องภาพรวมประเทศเพื่อนบ้านนิดหนึ่งนะครับ  ที่จริงแล้วความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยภาพรวมผมคิดว่าในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้ดีขึ้นมาก

ยกตัวอย่างเช่น กับมาเลเซีย  ความเข้าใจในเรื่องของการทำงานร่วมกันดีขึ้นมาก  โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาชายแดนภาคใต้  แล้วก็การที่ท่านนายกฯ มาเลเซียได้มีโอกาสไปพื้นที่พร้อมกับผม  แล้วก็มีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน

  • แล้วก็ล่าสุดที่เราได้เชิญนักวิชาการทางด้านอิสลามศึกษา  เข้ามาประชุมนานาชาติในปัตตานีครั้งแรก
  • และทำให้นักวิชาการทางด้านอิสลามมาจากทั้งตะวันออกกลาง  มาจากทั้งประเทศมุสลิมใหญ่ ๆ ในภูมิภาคของเรา มาเห็นว่าเราให้โอกาส เสรีภาพ  ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องการนับถือศาสนา  แต่แม้กระทั่งในเรื่องของการพัฒนาวิชาการ ทางด้านอิสลามศึกษานี้ ผมว่าเป็นก้าวสำคัญมาก  และความร่วมมือตรงนี้ดีขึ้น

กับลาว  การที่เราแก้ปัญหาเรื่องของม้ง  บวกกับการที่เรามีการพัฒนาร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง  จะเรื่องของไฟฟ้า เรื่องต่าง ๆ นี้  ก็ทำให้ขณะนี้ความสัมพันธ์ดีมาก   และก็อยู่ในช่วงที่เราก็จะฉลอง ๖๐ ปีความสัมพันธ์  กับพม่า  เราก็อยู่ในจุดที่ผมถือว่าเรายืนจุดยืนของเรา ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกับเขาในเรื่องของปัญหาซึ่งจริง ๆ เป็นปัญหาภายในของเขา  แต่มันกระทบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน  แล้วก็มีความร่วมมือ ความเข้าใจกันว่าจะต้องแก้ปัญหาผลกระทบตามแนวชายแดนอย่างไร  ผมก็ว่าก็ดีขึ้นนะครับ

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๒๐.๓๐-๒๑.๓๐น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชมVDO ดูแลสตรีผู้ถูกคุมขัง , ประชุมอิสลามศึกษา, สัมภาษณ์นายกถึงการทำงานที่ผ่านมา


(กลับไปด้านบน)