...แถลงการนโยบายปฎิรูป ๔ ด้าน และออกรายละเอียดโครงการเร่งรัฐ ปฎิบัติการเพื่อคนไทยรับปีใหม่ มุ่งทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
อภิสิทธิ์: "สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก ผมได้มีโอกาสรายงานต่อพี่น้องประชาชนแถลงผลงานผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในการทำงาน ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ และได้มีการสรุปประเด็นต่างๆ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคและความตั้งใจในการที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนด้วยความมุ่งมั่นต่อไป
เมื่อวานนี้ก็เลยได้มีโอกาสเชิญพิธีกรรับเชิญทั้งหมด ๕ ท่านมาสนทนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงในเรื่องของนโยบายและแนวทางต่าง ๆ ที่จะได้มีการดำเนินการกันต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ได้มีการบันทึกเทปเอาไว้ และในช่วงที่ ๒ ของรายการก็จะได้ไปพบปะกับพิธีกรทั้ง ๕ ท่าน ที่ได้สอบถามผมถึงทั้งการทำงานในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา และการทำงานที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ แต่ว่าในช่วงแรกช่วงสั้นๆ เช่นเคยนะครับ ก็จะขออนุญาตรายงานพี่น้องประชาชนถึงประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจและการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ"
ผู้ดำเนินรายการ: "เมื่อวานท่านพูด ๒ ปีออกไปนะครับ ผลงานโดยรวม รวมทั้งทิศทางที่จะทำต่อไป มันดูเหมือนเป็นหนังตัวอย่างนะครับ บางอย่างมันไม่ได้ลงไปในโครงสร้างเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าเพิ่งเริ่มตั้งทิศทางได้ ทีนี้ให้ท่านนายกฯ ขยายความลงไปอีกสักนิดได้ไหมครับว่า ทิศทางของนโยบายเหล่านั้นมันจะไปต่อภาพเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง อันไหนจะเป็นรูปธรรม หรือว่าตามดูภาคสอง"
อภิสิทธิ์: "คือ
- วันที่ ๑ วันที่ ๒ สัปดาห์หน้านี้ นโยบายในกรอบใหญ่ของการปฏิรูป ๔ ด้าน ผมจะมีการแถลงเป็นทางการว่า แต่ละด้านจะมีมาตรการอะไรบ้าง และกรอบเวลาประมาณแค่ไหนอย่างไร
- เสร็จแล้วหลังจากนั้นอีก ๑ อาทิตย์ ผมก็จะสรุปงานที่มีการไปทำที่ศูนย์ราชการ ที่เรียกกันว่าโครงการเร่งรัฐ ปฏิบัติการเพื่อคนไทย บางท่านก็เรียกว่าประชาวิวัฒน์ หรืออะไร ก็จะเอารายละเอียดออกมาในวันที่ ๙
เพราะฉะนั้นที่เมื่อวานพูดเหมือนกับเป็นหนังตัวอย่างก็เพราะว่าเมื่อวานนี้พูดให้เห็นภาพรวม ๒ ปีว่า จากวันนั้นมาถึงวันนี้เป็นอย่างไร และทิศทางที่จะเดินต่อเป็นอย่างไร ส่วนรายละเอียดของทิศทางที่จะเดินต่อนี้ วันที่ ๑ วันที่ ๒ วันที่ ๙ ก็จะมีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาอีกทีหนึ่งนะครับ
ทีนี้ที่พูดถึงโครงสร้างต่าง ๆ ที่ผมยังแปลกใจเล็กน้อยก็คือคำวิพากษ์วิจารณ์ของหลายนโยบายที่กำลังจะออกมาว่าเป็นเรื่อง วันนี้ผมยังเห็นเมื่อกี้ข่าวใน sms ไปวิจารณ์ว่าเดี๋ยวเงินคลังจะไม่มี
- ความจริงนโยบายจำนวนมากที่กำลังออกมานี้ ไม่ได้ใช้งบประมาณ ไม่ได้ใช้งบประมาณ บางเรื่องไม่ได้ใช้เงินด้วยซ้ำ
- แต่เป็นการเปลี่ยน เปลี่ยนวิธีการปรับโครงสร้างด้วยซ้ำ อย่างเช่น กรณีของด้านพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ทั้งก๊าซหุงต้ม ทั้งน้ำมัน กำลังดูในลักษณะของโครงสร้างที่จะทำให้ภาระของประชาชนมีน้อย ด้วยการที่จะไปปรับโครงสร้างของค่าธรรมเนียมหรือภาระต่าง ๆ ที่เราเห็นว่าผู้ที่เป็นผู้มีฐานะควรจะเป็นคนแบกรับมากกว่า
เพราะฉะนั้นจริง ๆ มันไม่ได้เป็นการไปอยู่ดี ๆ ไปเอาเงินมาแจก ตรงกันข้ามนี้นโยบายชุดใหม่ ๆ ที่ออกมาขณะนี้เราอยู่แล้วว่ามีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะว่างบประมาณมันจัดไปแล้ว และปีนี้เรายังมาเจอเงินที่เราต้องใช้ในเรื่องของน้ำท่วมหลายหมื่นล้านด้วย"
ผู้ดำเนินรายการ: "เห็นพยายามจะแยกผู้ใช้ก๊าซออกเป็นประเภท มันมีแนวทางที่เป็นไปได้หรือครับ เพราะว่าส่วนใหญ่มันแยก มันไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ"
อภิสิทธิ์: "ได้ครับ เพราะว่าตอนแรกเราก็ดู คือกลุ่มที่ใช้มันมีอยู่ ๓ กลุ่ม สิ่งที่ผมได้ยืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ตอนเป็นฝ่ายค้านแล้วก็พยายามทำมานะครับก็คือว่า คนที่ใช้ก๊าซหุงต้มจริง ๆ ทำกับข้าวกินนี้ผมถือว่านี่มันเป็นสินค้าจำเป็น ไม่มีใครมาจุดเล่นครับ กินข้าวก็จุดต้องใช้ แล้วก็สิ่งที่มันแปลกก็คือว่าก๊าซธรรมชาติผมถือว่าเป็นสมบัติของทุกคน แล้วก็ถ้าเราไปดูจริง ๆ นี้
- ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่เราขุดขึ้นมาใช้กับปริมาณที่ประชาชนใช้ในการหุงต้มนี้มันใกล้เคียงกัน
- เรามีพอที่จะให้กับคนของเราโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปคิดค่าใช้จ่ายแพง ไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าคิดเท่ากับราคาตลาด
- และผมก็เห็นประเทศที่เขามีน้ำมันเขาก็ไม่ได้คิด คิดราคาน้ำมันให้เก็บเงินจากคนของเขาเท่ากับเวลาเขาขายต่างประเทศ
ผมก็บอกว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องคิดอย่างนั้นบ้าง แทนที่จะบอกว่าก๊าซธรรมชาติเป็นของบริษัทที่ขุดขึ้นมา มันเป็นของคนไทย เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าถ้าเราทำตรงนี้ได้
- ส่วนก๊าซที่เราขายภาคอุตสาหกรรม อันนั้นสิครับควรจะคิดในราคาที่มันเป็นราคามาตรฐาน ราคาตลาดโลก ดูปริมาณแล้วเป็นไปได้
- ก็เหลืออย่างเดียวว่าจะแยกได้ไหม เขาก็บอกชัดเจนเลยว่าผู้ใช้ที่เป็นภาคอุตสาหกรรมนี้ มันมีจำนวนไม่มาก แล้วก็ลักษณะของก๊าซที่ใช้แล้วส่งไปนี้มันจะไม่เหมือน และก็สามารถไปตรวจสอบได้ไม่ยาก
- แต่สมมติสิครับถ้าเราแยกขนส่งกับครัวเรือนอย่างนี้ยาก เพราะว่ามันจะมีคนลักลอบเอาถังไปใส่
เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ในเบื้องต้นเราถึงเอาขนส่งอยู่ภาคครัวเรือน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แล้วก็ตัวเลขการใช้ครัวเรือนบวกขนส่ง กับที่เรานำขึ้นมานี้ ก็ยังเป็นตัวเลขที่เรารองรับได้"
ผู้ดำเนินรายการ: "แสดงว่าแตะในเรื่องของระบบภาษีนี้มากน้อยขนาดไหนในเรื่องของโครงสร้าง"
อภิสิทธิ์: "ภาษีนี้แตะน้อยมากนะครับ มีแต่ที่เราได้เสนอแล้ว และก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน ถ้าจะมีก็คือประเมินราคาน้ำมันนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไร ราคาน้ำมันนี้หลักคิดก็คือว่าไม่ให้เพิ่มสูงจนเป็นตัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ คือหมายความว่าดีเซลสมมติ ๓๐ ขึ้นปั๊บนี้ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า บริษัทขนส่งทั้งหลายก็จะบอกขอขึ้นราคา พอบริษัทขนส่งขึ้นราคา สินค้าก็จะบอกค่าขนส่งแพงขึ้น ขึ้นราคากันหมด เราก็พยายามจะไม่ให้เป็นอย่างนั้นนะครับ ทีนี้ถามว่าเรามีกำลังไหม เราก็มีสองตัว
ตัวแรกคือกองทุนน้ำมัน ซึ่งขณะนี้เข้ามารับผิดชอบอุดหนุนตรงนี้อยู่ คนก็วิจารณ์อีกว่าถูกหรือเปล่า อยู่ดี ๆ เอากองทุนน้ำมันมาอุ้ม
- ผมก็บอกว่าผมไม่ได้บริหาร มาเริ่มบริหารวันนี้ ผมทำมา ๒ ปีนี้ผมกำหนดเป็นนโยบายไว้เองว่ากองทุนน้ำมันนี้ช่วงที่ราคาน้ำมันมันต่ำนี้เก็บตุนไว้นะ จะได้เป็นกำลังไว้สู้ เพราะฉะนั้น
- ถ้าเกิดย้อนไปดูนี้ กองทุนน้ำมันตอนผมเข้ามานี้ติดลบอยู่หลายพันล้าน วันนี้เกินอยู่เกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้าน ไม่ใช่เหมือนรัฐบาลในอดีตนะครับที่ไปอุ้มจนขาดทุน ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านแล้วต้องมาไล่แก้ปัญหากองทุน ผมไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว
แต่ว่ามีอยู่ ๓๐,๐๐๐ ล้านนี้ที่เราขอให้เขาดูแลไปจนถึงหมดฤดูหนาว สิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ผมมั่นใจว่ายังไม่ติดลบหรอก
ทีนี้ถ้าสมมติว่าราคาน้ำมันดิบยังสูงต่อขึ้นไปอีก ถามว่ารัฐบาลพร้อมจะช่วยแค่ไหน ผมก็บอกว่า
ภาษีก็เป็นเครื่องมือที่สอง ภาษีนี้เดี๋ยวคนมาบอกอีก มันจะถูกต้องไหม อยู่ดี ๆ มาลดภาษี
-
ผมก็ต้องบอกอีกว่าตอนที่ผมเข้ามานี้ รัฐบาลชุดก่อนผมนี้ไปยกเว้นไม่เก็บภาษีเลยด้วยซ้ำนะครับ
-
ผมก็กลับมาเก็บ เพราะตอนที่ช่วงราคาน้ำมันต่ำก็กลับมาเก็บ แล้วแถมนี้แทนที่จะเก็บเดิมคือ ๓ บาท วันนั้นเราตัดสินใจเก็บ ๕ บาทด้วยซ้ำ
เพราะเราไม่ต้องการให้ฐานะการคลังมันกระทบจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ
พอมาวันนี้เราก็บอกกองทุนน้ำมันดูแลไปก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ผมถือว่ามากที่สุดที่เราให้ได้ก็คือเราก็ลดภาษีกลับไปอยู่เหลือ ๓ บาท เพราะฉะนั้นก็ยังถือว่ามีตัวเล่นอยู่อีกระยะหนึ่ง"
ผู้ดำเนินรายการ: "พอท่านนายกฯ พูดถึงเรื่องของพลังงาน และปีหน้าก็จะมีเรื่องของการขึ้นเงินเดือนในหลาย ๆ ส่วน ภาคเอกชนก็ขยับตาม ประชาชนที่เป็นคนเดินดินกินข้าวแกงเองก็คงอาจจะได้ของขวัญที่เขาไม่อยากได้ ของซื้อของแพง ท่านนายกฯ จะทำอย่างไรครับ"
อภิสิทธิ์: "ผมว่าต้องตั้งหลักกันให้ดีนะครับ เพราะว่ามันก็ไก่กับไข่ คือ ๒ ปีที่ผ่านมา พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลายคนก็ถามผมบอกว่าทำไมเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจมันดีขึ้น ผมก็พยายามไปไล่ดู คือหลายกลุ่มไม่มีปัญหานี้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติเป็นคนทำข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม ยาง นะครับไม่ต้องพูดเลย อันนี้ราคามันเพิ่มขึ้นไปปรับสูงมาก เขาไม่ได้มีปัญหานี้ หลายคนที่ตอนวิกฤตเศรษฐกิจทำท่าจะตกงาน มีงานทำ เขาก็มีความพอใจว่าเขาไม่ตกงาน แต่คนที่เดือดร้อนมาก ๆ นี้ ก็คือว่าคนที่มีรายได้ประจำ และโดยเฉพาะข้าราชการไม่ได้ขึ้น แต่ว่าของมันแพงขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้น
- ที่เราขึ้นนี้เราขึ้นเพราะของมันแพงในระหว่างที่เขาไม่ได้ขึ้นเงินเดือน เราปรับให้ตามค่าครองชีพ ไม่ใช่ว่าเรามาขึ้นแล้วก็เลยของมาแพง ของนี้มันขึ้นของมันมาก่อน
- ที่เราปรับให้ข้าราชการเพราะเขาไม่ได้ปรับมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ๓ ปีนะครับ ความจริงใจผมนี้อยากปรับให้เขาตั้งแต่ ๑ ตุลาคม แต่งบประมาณมันต้องใช้เยอะ ก็ประเมินดูตอนนั้นเห็นว่า เอาครึ่งปีก็แล้วกันในปีงบประมาณ ก็บอกมาตั้งนานแล้วว่าจะเพิ่ม ๑ เมษายน ก็เท่านั้นเอง
- เหมือนกับค่าแรง ค่าแรงก็ปรับขึ้นเหมือนกันในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา แต่เล็กน้อยมาก ผมก็บอกต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงานนะครับ ก็เฉลี่ยตอนนี้ก็บอก ๑๐ ๑๑ บาท ความจริงฝ่ายค้านเขาบอกให้ปรับตั้งกี่บาทนะ เป็นร้อยบาท ใช่ไหมครับ จริง ๆ เราก็บอกว่า ๑๐ ๑๑ บาทนี้น่าจะไปได้ ไปได้คือหมายความว่าฐานะเขาก็ดีขึ้น แต่ไม่กระทบอุตสาหกรรมหรือเรื่องของต้นทุนราคามากจนเกินไป
คำนวณออกมาจริง ๆ นี้การที่เงิน ค่าแรงขึ้นนี้ ต้นทุนของสินค้าต่าง ๆ ไม่ได้ขึ้นมากเลยนะครับ เรียกว่าจุดเท่าไรเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะอ้างนี้ต่อไปผมก็ต้องบอกถ้าอย่างนั้นแปลว่าต่อไปนี้ ถ้าเวลาเงินเดือนไม่ได้ปรับ ห้ามขึ้นราคาสินค้า มันจริงหรือเปล่าล่ะ เพราะฉะนั้นมันจะมีลักษณะเป็นไก่กับไข่อยู่
ผมคิดว่าวันนี้ข้าราชการ บุคลากรภาครัฐ ควรจะได้ขึ้นเงินเดือน ค่าแรงควรจะได้มีการปรับอย่างที่เขาได้ผ่านคณะกรรมการไตรภาคีมา ผมว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนราคาสินค้าเราก็จะไปดูต่อนะครับ ก็ให้ความเป็นธรรมว่าสินค้าบางตัวเขาก็ถูกตรึงราคามานานเหมือนกัน อย่างตอนนี้ที่มีปัญหาก็แน่ ๆ คือ
- น้ำมันพืชโดยเฉพาะปาล์ม เพราะว่าตอนนี้ปาล์มราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก อันนี้ก็อยู่ในช่วงที่ก็ต้องมาดูว่าจะให้เขาปรับอย่างไร
- มีนม เพราะว่าเราปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบมาหลายเดือนแล้ว โดยที่ตอนนั้นขอเขาว่านมที่พาสเจอร์ไรส์ นมที่ขายอะไรต่าง ๆ ยังไม่ให้ขึ้น อันนี้ก็ยอมรับได้นะครับ หรือ
- ปุ๋ย คือเราดูจากราคาต้นทุนจากต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นตัวไหนที่มีเหตุผลนี้เราก็คงต้องยอมให้เขาขยับขึ้น
ที่ให้ตรวจสอบดูว่าค่าแรงขึ้น เงินเดือนขึ้นแล้วจะมีผลนี้ ค่าแรงมีตัวเดียวที่เราเห็นว่ามีผลกระทบมากหน่อย คือเครื่องแบบนักเรียน เพราะใช้แรงงานมาก อย่างนี้เป็นต้น และอย่าลืมนะครับ
- ค่าแรงขั้นต่ำ คนที่อยู่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่ใช้ค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรม
- หลายอุตสาหกรรมนี้คนของเขาได้ค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นเราก็จะดูละเอียดแล้วก็ติดตามกำกับราคาสินค้าต่อไป"
ผู้ดำเนินรายการ: "ทีนี้กับแรงงานนอกระบบครับท่านนายกฯ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นค่าสินค้า ค่าแรงงาน ท่านนายกฯ จะมีมาตรการอะไรที่จะมาดูแล หรือช่วยกันเยียวยาแรงงานนอกระบบไหมครับ"
อภิสิทธิ์: "แรงงานนอกระบบนะครับ มาตรการที่กำลังจะออกมาในวันที่ ๙ นี้ โดยเฉพาะดูแลคนที่มีอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบทั้งหลายเรื่องสวัสดิการด้วยนี้ ก็เป็นมาตรการที่มุ่งช่วยเหลือคนเหล่านี้โดยตรงอยู่แล้ว ที่จริงคนเหล่านี้ความเดือดร้อนอยู่ที่ภาระซึ่งเขาไม่ควรจะมีตั้งแต่ต้นนะครับ เช่น ถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ เสียดอกเบี้ยแพง เพราะว่ากู้นอกระบบ ตรงนี้ถ้าเราช่วยตรงนี้นะครับ มันมากมายกว่าผลกระทบที่เขาได้จากราคาสินค้าซึ่งอาจจะมีเพิ่มสูงขึ้นบ้าง ตามปกติ"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>