แก้ปาล์มขาด เพิ่มสั่งเข้าเร่งผลิต เรียนฟรี ๑๕ปี ให้โอกาส สร้างคุณภาพ เพิ่มงบ กยศ. UN ให้เจรจาไทยไม่ได้เริ่มยิ่ง วัตถุดิบโลกสูงรัฐฯ ช่วยลดภาระ ที่ทำกิน คนพลัดถิ่น งบกลางปี (๒๐ ก.พ.๕๔)

- น้ำมันปาล์ม: รบ.ไม่นิ่งนอนใจ สั่งเข้าเพิ่ม เร่งการผลิต ดำเนินการโปร่งใส
- ค่าครองชีพ: เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย หัวใจการแก้ปัญหาของแพง
- งบกลางปี: ชดใช้เงินคงคลัง เบี้ยคนพิการ ผู้สูงอายุ ต้องโปร่งใสทุกรายการ
- ไทย-กัมพูชา: UN ให้เจรจาหยุดยิง ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม ไม่สามารถห้ามปกป้องอธิปไตยได้
- เรียนฟรี ๑๕ปี ลดภาระผู้ปกครอง สร้างโอกาส สร้างคุณภาพด้วยกิจกรรมเรียนรู้
- เพิ่มงบกู้เงินเรียน หางานรองรับ ลดหย่อนหนี้ แก้ปัญหาฟ้องร้องชำระคืน
- คลี่คลายปัญหาชุมชน: ที่ทำกิน ไทยพลัดถิ่น หนี้เกษตรกร
- มุมอภิสิทธิ์: แนะเยาวชนพยายามค้นหาตนเอง นายกฯอยากเป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็ก
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - น้ำมันปาล์ม: รบ.ไม่นิ่งนอนใจ สั่งเข้าเพิ่ม เร่งการผลิต ดำเนินการโปร่งใส

...น้ำมันปาล์มแพง เกิดจากความต้องการทั่วโลกเพิ่ม และผลกระทบภัยธรรมชาติ เร่งนำเข้าเพิ่ม  ๑๒๐,๐๐๐ ตัน มอบ DSI ตรวจการทุจริต

อภิสิทธิ์: "ผมขอเรียนนะครับว่า ในระหว่างการอภิปราย ในเรื่องของงบประมาณนั้น ที่รัฐบาลได้พูดถึงการจัดเก็บรายได้เกินเป้า ซึ่งแสดงออกให้เห็นถึงเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวแล้ว ได้มีเสียงอภิปรายว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วจริงหรือไม่ เพราะพี่น้องประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอยู่ ขอเรียนเลยครับว่า จริง ๆ แล้วแม้ตัวเลขในภาพรวมดีขึ้น รัฐบาลทราบดีครับว่า พี่น้องประชาชนขณะนี้มีความเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเดือดร้อนที่มากที่สุด คือ ปัญหาเรื่องของของแพง ซึ่งรัฐบาลได้ใช้มาตรการหลายมาตรการในขณะนี้ ในการที่จะไม่ให้ราคาสินค้านั้นเพิ่มขึ้นมาอีก อย่างเช่นที่เคยได้เล่าให้ฟังใน

  • เรื่องการตรึงราคาน้ำมันดีเซล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขึ้นราคาในเรื่องการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม
  • เรื่องของน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนมากที่สุดในขณะนี้ การแก้จึงขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ว่า ปัญหาเรื่องของปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม เกิดขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนในเรื่องของวัตถุดิบ ซึ่งอันนี้ก็เป็นผลมาจากทั้งสองด้าน
    • ด้านหนึ่งก็คือว่าความต้องการทั้งในประเทศ ทั้งในโลกเพิ่มขึ้น
    • ขณะเดียวกันปัญหาในเรื่องของผลผลิตที่ออกมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติปีที่แล้ว ทำให้ราคาปาล์มสูงขึ้นมาก

เมื่อก่อนนี้ตอนที่ราคาน้ำมันขายอยู่ขวดละประมาณ ๓๘ บาท ราคาปาล์มน้ำมันอยู่ที่ประมาณ ๓ บาท แต่ว่าต้นทุนในเรื่องปาล์มขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ๙-๑๐ บาท ตรงนี้ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลได้มีการติดตามและก็พยายามประเมินสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงปลายปี เห็นแล้วว่าจะมีการขาดแคลน

- จึงได้มีการอนุมัติโดยมติคณะรัฐมนตรี เข้ามา ๓๐,๐๐๐ ตัน พร้อมๆ กันไป ได้อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคาขึ้นจาก ๓๘ บาท เป็น ๔๗ บาท ในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากนั้นเห็นได้ชัดว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีก 
- คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเพิ่มในการนำเข้ามาอีก ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ปรากฏว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนยังประสบกับปัญหาความเดือดร้อนมากมาย ซึ่งผมเองผมได้รับทราบ และติดตามจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ในที่สุดผมได้ตรวจสอบพบว่า ที่รัฐบาลอนุมัติไปแล้วให้นำเข้า ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ยังไม่ได้มีการดำเนินการ เพราะฉะนั้นตรงนี้

    • ผมได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน คือ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ และรองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ให้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อที่จะมีการเร่งรัดอย่างชัดเจนครับว่า ๑๒๐,๐๐๐ ตัน จะมีการนำเข้ามาอย่างรวดเร็ว
    • พร้อมๆ กันไปการนำเข้าจะต้องมีระบบที่มีความโปร่งใส ทั้งในเรื่องของราคา เรื่องของการจัดสรร และที่สำคัญจะต้องไปดูปัญหาและอุปสรรคเพิ่มเติมด้วย เพราะมีการกล่าวอ้างว่า แม้มีการนำเข้ามาการผลิตอาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่คุ้มกับทุน เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มที่นำเข้ามา อาจจะสูงกว่าที่จะนำมาขายในราคา ๔๗ บาท
      • ผมก็ให้ทางท่านรองนายกฯ ประชุมในวันอังคารนี้เพื่อหาข้อยุติ โดยจะไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภค แต่ว่าจะดำเนินการหามาตรการในการที่จะนำเข้าอย่างรวดเร็วและโปร่งใส และก็มีการกระจาย มีการผลิตจริง ไปถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด อันนี้ขอเรียนพี่น้องประชาชน เราไม่ได้นิ่งนอนใจใดๆ ทั้งสิ้นกับเรื่องนี้
      • นอกจากนั้นถ้าพบว่าปัญหาที่ผ่านมา หรือที่จะมีการดำเนินการต่อไปนั้น มีเรื่องของการไม่ชอบมาพากล เรื่องของการทุจริต มีเรื่องของการกักตุนนั้น ขณะนี้ก็ได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการในการที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้ด้วย

เพราะฉะนั้นต้องขอเรียนพี่น้องประชาชนครับว่า ทราบถึงปัญหาความทุกข์ร้อนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และกำลังเร่งใช้ทุกมาตรการในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้ต่อไป"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ค่าครองชีพ: เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย หัวใจการแก้ปัญหาของแพง


...หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา เพื่อรับมือกับปัญหาของแพงที่เกิดขึ้นทั่วโลก คือการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้  รัฐบาลมีนโยบายเรื่องของเบี้ยยังชีพ ประกันรายได้เกษตรกร เรียนฟรี ๑๕ ปี ในการช่วยเหลือพี่น้อง  

อภิสิทธิ์:
"อยากจะเรียนว่ามาตรการหลายอย่างเราพยามยามทำเท่าที่เราจะทำได้ แต่ว่า

  • ถ้าราคาพื้นฐานในเรื่องของต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา การแก้ไขปัญหาก็จะไม่ง่ายนัก เราจะเห็นปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
  • สิ่งที่เป็นแนวทางที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้าทำควบคู่กันไปกับการดูแลบริหารสินค้าแต่ละตัว คือเรื่องของการที่จะต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นโครงการหลายอย่าง
    • ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเบี้ยยังชีพ
    • ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร

มีความหมายทั้งสิ้นต่อการที่จะแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้อง และจะต้องเดินหน้าต่อไปเช่นเดียวกับการลดรายจ่าย

นอกเหนือจากเรื่องของการศึกษาที่เราพูดถึงความสำคัญในแง่ของโอกาส ในแง่ของการเรียนฟรี ตรงนี้มีผลอย่างยิ่งต่อเรื่องของค่าใช้จ่ายของครัวเรือน เดี๋ยวที่เราจะไปดูครับ เริ่มต้นที่โรงเรียนวัดแคทราย ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถม ผมได้มีการพูดคุยสนทนากับทางผู้ปกครอง กับทางผู้อำนวยการ ผมจำได้ว่ามีคุณแม่ท่านหนึ่ง คุณรุ่งฤดี ซึ่งมีลูกถึง ๕ คน

การที่เรามีนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี และออกค่าใช้จ่ายในเรื่องของเครื่องแบบนักเรียน ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียนนั้น ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในการลดรายจ่ายของคุณแม่ทั้งสิ้น แต่คุณแม่ก็มีความเป็นห่วงเป็นใยว่าทำอย่างลูกจะได้เรียนต่อ อยากให้ลูกเรียนสูงๆ เราก็ไปดูต่อทั้งที่โรงเรียนแคทรายวิทยา ในระดับมัธยม พูดคุยกับเด็กมัธยม และไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งได้มีโอกาสสนทนากับนักศึกษาที่สามารถมากู้ยืมกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้มีการขยายและก็จะเดินหน้าในการที่จะขยายต่อไป มีนักศึกษาคนหนึ่ง คุณภัทริยา เป็นเด็กซึ่งอยู่กับคุณยายเท่านั้น และก็มาจาก จ.อุดรธานี แล้วก็ย้ายมาเรียนที่ จ.ราชบุรี ขณะนี้ก็อาศัยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สามารถที่จะเรียนทางด้านแพทย์แผนไทย นี่คือตัวอย่างของครอบครัวซึ่งได้รับโอกาสจากนโยบายเหล่านี้ และก็สามารถที่จะเป็นนโยบายที่จะลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งแนวคิดในการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้นี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องรับมือกับสภาพปัญหาของแพงต่อไป ไปดูบรรยากาศที่ผมได้ไป จ.ราชบุรี ทั้งที่โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม และที่มหาวิทยาลัยราชภัฎ ได้เลยครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- งบกลางปี: ชดใช้เงินคงคลัง เบี้ยคนพิการ ผู้สูงอายุ ต้องโปร่งใสทุกรายการ

...งบกลางปีจัดเก็บรายได้เกินเป้า สะท้อนการฟื้นตัวเศรษฐกิจภาพรวม ชดใช้เงินคงคลังเร็วกว่ากำหนด เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ ฟื้นฟูน้ำท่วม เตรียมพร้อมรับภัยแล้ง มั่นใจโปร่งใส แสดงรายละเอียดทุกรายการ

อภิสิทธิ์: "สำหรับในช่วงแรกผมขอเริ่มต้นจากการรายงานการทำงานช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานงบประมาณกลางปี-เริ่มต้นจากการที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณางบประมาณกลางปี หรืองบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลได้มีการนำเสนอ และที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการไป เสนอเข้าสู่คณะกรรมาธิการไปเรียบร้อยแล้ว ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่มีการพิจารณาเรื่องของงบประมาณไปด้วยความเรียบร้อย ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่า

  • งบประมาณกลางปีนี้ เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมาย
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้เป็นที่คาดการณ์ว่าการจัดเก็บรายได้ทั้งปีจะเกินเป้าหมายประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างค่อนข้างชัดเจน
    • ใน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านนั้น รัฐบาลก็จัดงบไว้เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
    • และใน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นกว่า ๘๐% คือ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการจัดงบประมาณไปเพื่อชดใช้เงินคงคลังก็เหมือนกับเป็นการใช้หนี้เร็วกว่ากำหนด ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะประหยัดเรื่องของดอกเบี้ย หนี้ของดอกเบี้ย หนี้ของรัฐบาล
      • ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไปดูแลผู้สูงอายุ
      • ในส่วนของครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท
      • และในส่วนของการชดเชยด้านการเกษตรที่มีการเพิ่มเกณฑ์การช่วยเหลือไปถึง ๓ เท่า อย่างกรณีของข้าวก็เป็นไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท แทนที่จะเป็น ๖๐๐ กว่าบาท

ซึ่งถ้าหากว่าเราใช้เงินตรงนี้ไป ทำให้เราจะไม่มีเงินงบกลาง สำหรับบริหารถึงสิ้นปีงบประมาณ และขณะนี้เราก็เริ่มมองเห็นครับ ต้องเตรียมรับมือแล้วกับเรื่องของภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เพราะว่าระดับน้ำในหลายพื้นที่ค่อนข้างต่ำ เพราะฉะนั้นงบตรงนี้จึงมีความจำเป็นในการที่จะไปซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นถนน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นวัดที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผมขอให้ความมั่นใจอย่างนี้ครับว่า เรื่องของความโปร่งใส ว่าความเสียหายตรงนี้เกิดขึ้นจริง 

    • ครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับที่ทุกรายการ แม้กระทั่งรายการซึ่งต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ซึ่งในอดีตจะไม่มีการแสดงรายละเอียดในเอกสารของงบประมาณ
    • ครั้งนี้เรามีการถ่ายรูปทุกโครงการมาเลย เอาตามภาพความเป็นจริงเลยว่า ถนนตรงไหน โรงเรียนใด วัดที่ไหน ที่มีความเสียหาย แล้วก็มีการกำหนดงบประมาณ สถานที่เอาไว้อย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้ทางคณะกรรมาธิการของสภา ซึ่งขณะนี้จะเป็นผู้พิจารณา ในวาระที่สองต่อไป ซึ่งจะเริ่มต้นทำงานตั้งแต่วันจันทร์นั้น ได้พิจารณาตรงนี้ให้เกิดความชัดเจน มีความโปร่งใส รายการไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะสมนั้น ตัดไปได้เลยนะครับ แล้วรัฐบาลก็บอกว่างบตรงนั้น ก็ไม่ต้องมีการแปรงบประมาณ เอาเพิ่มโครงการอะไรเข้ามาทั้งสิ้น ให้ตัดไปได้เลย ถือว่าเราเก็บเงินที่เหลือไว้ในคลังต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นความโปร่งใส แล้วก็อยากจะขอให้ทางสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เร่งรัดในการพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป เพราะว่ามีทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ และก็แน่นอนที่สุดพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่รอเงินตรงนี้ไปซ่อมแซม และก็จะเป็นการประหยัดในเรื่องของการจ่ายหนี้คืนสำหรับหนี้ของรัฐบาล ที่มีการจัดเงินสำหรับชดใช้เงินคงคลังด้วย นั่นคือเรื่องของงบประมาณที่ผ่านมา"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ไทย-กัมพูชา: UN ให้เจรจาหยุดยิง ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม ไม่สามารถห้ามปกป้องอธิปไตยได้

...รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่ โดยไม่ให้มีการสูญเสียในเรื่องของอธิปไตยหรือดินแดน

อภิสิทธิ์:
"อีกเรื่องนะครับที่อยากจะขอเรียนพี่น้องประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเป็นเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นกับทางกัมพูชา ขอเรียนนะครับว่าขณะนี้ในส่วนของสหประชาชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกัมพูชาไปร้อง ให้ส่งกองกำลังสันติภาพต่าง ๆ เข้ามา ชัดเจนแล้วนะครับว่าคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ

  • ได้รับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย
  • และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายสามารถที่จะกลับมาพูดคุยกันได้ครับ
  • โดยอาจจะมีทางอาเซียนเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้ประสานงานให้
  • ซึ่งก็จะได้มีการจัดประชุมในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งก็ย้ำว่าจุดยืนของอาเซียนเท่าที่เราติดตามประสานงานอยู่นั้น
    • อาเซียนจะไม่เข้ามาแทรกแซงในเรื่องของเนื้อหารายละเอียดที่จะมีทางพูดคุยกับทางกัมพูชา เพียงแต่
    • จะเป็นผู้ที่อำนวยความสะดวก จัดให้มีการพบปะกัน หรือ
    • อาจะเป็นสักขีพยานในการพูดคุยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่จะมีการดำเนินการ

แต่ผมและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินหน้าในการที่จะประสานงานให้ประชาคมโลกมีความเข้าอกเข้าใจกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เมื่อคืนวานผมได้มีโอกาสพูดโทรศัพท์กับผู้อำนวยการใหญ่ของทางยูเนสโก ซึ่งขณะนี้ดูจะมีความเข้าใจตรงกับเรามากขึ้นแล้ว ปัญหาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยทางท่านผู้อำนวยการยอมรับว่า

  • การจะให้ไปทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ในขณะที่ปัญหาเรื่องเขตแดนยังเป็นปัญหาอยู่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะสามารถจะดำเนินการได้
  • เพราะฉะนั้นผมก็ขอให้ทางมรดกโลกและยูเนสโกพิจารณาว่าแทนที่จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกันอีกในเดือนมิถุนายน
    • ควรจะปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการกรอบการเจรจาในเรื่องของเขตแดนให้เรียบร้อย
    • และก็หยุดยั้งปัญหาในเรื่องของมรดกโลกไว้ก่อน

ส่วนเรื่องของความห่วงใยในเรื่องว่าตัวปราสาทพระวิหารนั้นจะมีปัญหาหรือไม่อย่างไร ถ้าไม่มีการขึ้นทะเบียนการอนุรักษ์ ก็ยืนยันว่า จริงๆ แล้วทั้งสองประเทศสามารถดูแลสภาพแวดล้อมได้ ที่สำคัญก็คือว่า การไปเพิ่มความตรึงเครียดนั้นไม่เป็นประโยชน์ เราได้ส่งหลักฐานชัดเจนว่ามีการนำเอาทหารของทางฝ่ายกัมพูชาเข้าไปอยู่ในตัวปราสาท ซึ่งเป็นการขัดกับหลักใน-เรื่องของมรดกโลก และขัดกับข้อตกลงของต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่เป็นความคืบหน้า ส่วนที่พี่น้องประชาชนบางส่วนมีความห่วงใยว่า ที่จะมีการเจรจาต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของการหยุดยิงนั้นจะเป็นปัญหาหรือไม่อย่างไร

ขอเรียนนะครับว่า เราไม่เคยเป็นฝ่ายที่ยิงก่อนอยู่แล้ว และไม่ว่าจะมีข้อตกลงใด ๆ นั้น ก็คงไม่มีตรงไหนที่จะมาห้ามหรือบังคับไม่ให้เราสามารถที่จะปกป้องอธิปไตย หรือการรุกล้ำต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้มีความมั่นใจว่าทางรัฐบาลจะเดินหน้าในการทำเรื่องนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดความสงบสุขเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยไม่มีการสูญเสียในเรื่องของอธิปไตยหรือดินแดนแต่ประการใดทั้งสิ้น นี่เป็นเรื่องที่จะได้มีการรายงานให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เรียนฟรี ๑๕ปี ลดภาระผู้ปกครอง สร้างโอกาส สร้างคุณภาพด้วยกิจกรรมเรียนรู้

...หัวใจปฎิรูปการศึกษาคือคุณภาพ ส่งเสริมเด็กเรียนรู้นอกห้อง ทำฐานข้อมูล ดึงเอกชนบริจาคคอมฯ ร.ร.ที่ยังขาดแคลน เพิ่มโอกาสการศึกษาให้เด็ก  สละสิทธิ์งบเครื่องแบบชาวยเสริมงบกิจกรรมใน ร.ร.

อภิสิทธิ์:
 " สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ วันนี้มาพบกันอีกเช่นเคยครับก่อนหน้านี้มีสกู๊ป รายงานในเรื่องของนโยบายการศึกษา ซึ่งรายการในวันนี้หลังจากที่ผมพูดถึงการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเป็นการไปดูบรรยากาศการติดตามงานทางด้านการศึกษา ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องของการไปเยี่ยมเยียนโรงเรียน ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นการไปติดตามงานทั้งที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเรียนฟรี ๑๕ ปี ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา และที่สำคัญเรื่องของการขยายโอกาสผ่านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานะครับ ตรงนั้นก็เป็นช่วงที่ ๒ ของรายการครับ"

...  ( นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาที่โรงเรียนวัดแคทราย และโรงเรียนแคทรายวิทยา ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง)

ผู้ดำเนินรายการ: " สวัสดีค่ะ ท่านผู้ชมค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ นะคะ วันนี้ดิฉันอรอุมา เกษตรพืชผล รับหน้าที่เป็นพิธีกรค่ะ ค่ะในช่วงนี้ นะคะท่านนายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาถึงที่โรงเรียนแคทราย อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แล้วนะคะ สวัสดีค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ฯ ค่ะ"

อภิสิทธิ์: " สวัสดี ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " สวัสดี ทุก ๆ ท่าน นะคะ สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้เกียรติมาเยี่ยมชม ในส่วนของโรงเรียนแคทรายและคงจะได้พูดคุยกันในภารกิจเกี่ยวกับเรื่องของนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการศึกษา นะคะ เดี๋ยวในช่วงนี้ค่ะ มีในส่วนของตัวแทนผู้ปกครองและนักเรียนรออยู่ข้างในห้องเรียน นะคะ เดี๋ยวเรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีเลยค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " สวัสดีค่ะ" (พิธีกรกล่าวสวัสดีตัวแทนผู้ปกครองและนักเรียนที่อยู่ในห้องเรียน)

อภิสิทธิ์: " สวัสดี ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ให้ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้ตัวนั้นแล้วกันนะคะ ใกล้ ๆ กับน้อง (ตัวแทนนักเรียน) เชิญเลยค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เดี๋ยววันนี้ที่เราจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี นะคะ ก็จะมีหลายเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็คงอยากจะรู้จากพวกเราเอง และพวกเราเองก็อยากจะรู้จากท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ที่สำคัญก็คือนโยบายที่ทางรัฐบาลมีเกี่ยวกับเรื่องของเรียนฟรี ๑๕ ปี"


อภิสิทธิ์: " จริง ๆ ต้องบอกว่า เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่มาก เราเป็นห่วง เพราะว่า เราดูแล้ว แต่ละสังคม แต่ละประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้แค่ไหนนี่ อยู่ที่คุณภาพคน ทีนี้ในช่วงที่ผ่านมาเรื่องการศึกษานี่ จริง ๆ เหมือนกับทุกคนบอกว่าสนับสนุน แต่ว่าเป็นเรื่องที่ต้องเข้ามาเอาใจใส่พอสมควรในการติดตามดูแล ก็มี ๒ เรื่องที่เราเป็นห่วงตั้งแต่ต้น

๑.คือ เรื่องโอกาส

๒.คือเรื่องคุณภาพ นะครับ

เรื่องโอกาส ก็คือว่า เราต้องยอมรับนะครับว่า ลูกหลานของเรา แต่ละปี ๆ เกิดมานี่ เอาปี คร่าว ๆ เกือบล้านคนต้องการเข้าเรียน นะครับ และก็ต้องการที่จะมีโอกาสเรียน แต่ว่าภาระผู้ปกครองก็มีมากขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะปัจจุบันข้าวของแพง นะครับ ก็เดือดร้อนกันมาก เพราะฉะนั้นเราก็กลัวว่า เวลาที่ผู้ปกครองมีปัญหา เช่น ต้องเข้าไปทำงาน การที่จะมีโอกาสมาดูแลลูกหลาน และก็ให้เกิดความมั่นใจว่าได้รับการศึกษาก็อาจจะได้รับผลกระทบ หรือว่าถ้ามีค่าใช้จ่ายมาก ๆ โดยเฉพาะถ้าเด็ก โตขึ้น ๆ นี่ ก็เริ่มจะมีความคิดว่า จะส่งลูกเรียนต่อได้แค่ไหน อย่างไร จะเอาตังค์แค่ไหน หรือจะเอาเด็กมาช่วยทำงานจะดีกว่าหรือเปล่า

อันนี้ก็เป็นปัญหามาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อ ๑๐ ปี กว่าปีที่แล้ว รัฐธรรมนูญก็เขียนว่า เรียนฟรี แต่ว่า เรียนฟรี ๆ นี่ เขาก็บอกแต่ว่า อะไร ไม่เก็บค่าเล่าเรียน"

ผู้ดำเนินรายการ: " ยังค่อยเป็นรูปธรรมอย่างนั้นหรือค่ะ"

อภิสิทธิ์: " คือ บอกไม่เก็บเล่าเรียน แต่ว่ามีค่าใช้จ่าย อื่น ๆ โผล่ขึ้นมาอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ ตลอดเวลา ทีตอนผมเข้ามา ก็ได้พูดว่า ต้องการทำให้เรียนฟรี และก็พูดถึง ๑๕ ปี นะครับ คือเด็กก็เรียนมากขึ้น เรื่อย ๆ นะครับ สมัยเราก็บอกจบ ป.๔ ตอนหลังก็บอกจบ ป.๖ ตอนหลังก็บอกเรียน ๙ ปี ใช่ไหมครับ ตอนหลังก็ ๑๒ ปี ตอนนี้เราพูดถึง ๑๕ ปี ๑๕ ปี เรียนฟรี ทีนี้เราก็บอกว่าเบื้องต้นนี่เรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายก็ต้องบอกโรงเรียนก่อนว่า

  • ค่าใช้จ่ายในเรื่องของหลักสูตรพื้นฐานอะไร ต่าง ๆ นี่ต้องไม่เก็บ
  • แต่ว่าเราต้องช่วยเรื่องอื่นด้วย เรื่องอื่นด้วยก็คือเราก็บอกว่าไปดูซิว่า
    • เรื่องของเครื่องแบบ ไปดูเสื้อผ้า
    • และก็ไปดูเรื่องของอุปกรณ์การเรียน
    • และไปดูเรื่องตำราเรียน ๓ เรื่องนี้ก็เลย

ตอนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบอกจัดให้จัดให้ฟรี นะครับ ซึ่งเสียงสะท้อนกลับมาก็บอกว่าช่วยลดค่าใช้จ่าย และก็การทำนี่เราก็จะส่งเป็นเงิน นะครับ เพราะว่าเวลาจัดซื้อเดี๋ยวก็มีปัญหา ร้องเรียนกันอีกนะครับว่า คุณภาพทุจริตหรือไม่อย่างไร ยกเว้น เข้าใจว่ายกเว้น เรื่องตำราหรือเปล่าครับ ที่เราจะต้องผ่านมาดูแลเอง อันนี้ก็เป็นโยบายเรื่องของการเรียนฟรี เรื่องของโอกาส ซึ่งถามว่า นอกจากเรื่องพวกนี้แล้วมีอะไรอีก

    • ก็มีเรื่องนม ที่จะช่วย นะครับ ตอนนี้ขยายถึง ป.๖ เมื่อก่อนถึง ป.๔ รัฐบาลนี้ก็บอกว่าถึง ป.๖ นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ที่จริงเด็กที่นี่ก็ยัง กี่ขวบครับ (นายกรัฐมนตรี ถามนักเรียน)"

ตัวแทนนักเรียน: " ๑๐ ครับ"

อภิสิทธิ์: " ๑๐ ขวบ ยังถือว่าตัวเล็กนะนี่ ดูนี่ "

ผู้ดำเนินรายการ: " ถ้าดื่มนมอาจจะสูงขึ้นกว่านี้ นะคะ"

อภิสิทธิ์: " คือถ้ารุ่นผมก็ยิ่งเล็กกว่านี้ เรื่องนม และก็เรื่องอาหารกลางวัน นะครับ

    • อาหารกลางวันนี่ สมัยที่รัฐบาลนี้เข้ามาเราก็ให้ ๑๒ บาทหรืออย่างไรนี้แหละครับต่อหัว ก็มาเพิ่มเป็น ๑๕ บาท ก็ยังถือว่าไม่มากนัก แต่ว่านี้คือความพยายามซึ่งก็อาจจะต้องถามพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ช่วยได้แค่ไหน อยากให้ช่วยให้เพิ่มอีกแค่ไหน อะไร อย่างไร ฉะนั้นนั่นเรื่องโอกาส นะครับ แต่ว่า คร่าว ๆ

เรื่องคุณภาพ นี่ก็เป็นเรื่องที่มีปัญหาเหมือนกัน อย่างที่นี่ สอบถามท่านผู้อำนวยการโรงเรียนวัดแคทราย ก็บอกนักเรียน ๒๐๐ กว่าคน นะครับ โรงเรียนก็ถือว่า ขนาดกลางค่อนมาทาง อาจจะเล็กนิดหน่อย ปรากฏว่าเราก็เป็นห่วงว่า การดูแล นะครับ ครูนี่ ที่ผ่านมาก็ภาระเยอะ เพราะว่านอกเหนือจากสอนหนังสือแล้ว ทำงานธุรการ ทำงานอะไรอีกสารพัด นะครับ

  • เราก็ทำโครงการคืนครูให้นักเรียน อย่างที่นี่ ถามท่านผู้อำนวยการฯ ก็บอกว่า ก็จะได้เจ้าหน้าที่มาช่วยธุรการคนหนึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ครู จะได้ไปสอนหนังสือนะคะ"

อภิสิทธิ์: " ครับ ครู จะได้มีเวลา ไม่ต้องมาทำงาน จุกจิก ๆ เอาใจใส่แต่ลูกหลานของผู้ปกครอง อันนี้เราก็พยายามที่จะเอาเข้ามาดูแลมากขึ้น อันนี้คือความตั้งใจและที่ได้ทำมาแล้ว แต่รู้ว่ายังไม่พอ รู้ว่ายังไม่พอและก็ตอนนี้เรื่องปัญหาภาระค่าครองชีพนี่มีปัญหามาก เราก็จะต้องพยายามมาดูเพิ่มเติมว่าจะทำอะไรได้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ในสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี เล่าให้ฟัง นะคะ นี่คือที่ทางรัฐบาลประเมินกันเอง สรุปภาพรวม คราวนี้ถามในส่วนของชาวบ้าน อย่างคุณแม่ท่านนี้ คุณแม่รุ่งฤดี คุณแม่มีลูกกี่คนค่ะ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " มีลูก ๕ คน"

ผู้ดำเนินรายการ: " ๕ คน แล้วตอนนี้คือได้สิทธิ์เรียนฟรีหมดเลยไหมค่ะ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " ได้สิทธิ์เรียนฟรี ๓ คน ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วอีก ๒ คน"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): "  ๒ คน คนเล็ก ๑๐ เดือน และคนที่สี่ได้ ๒ ขวบครึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ก็รออีกสักหน่อยจะได้สิทธิ์ครบ"


อภิสิทธิ์: " ๑๐ เดือน อีกคนเท่าไร นะ ๒ ขวบ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " ประมาณ ๒ ขวบครึ่งค่ะ"

อภิสิทธิ์: " เลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือเปล่า"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " เลี้ยงด้วยนมแม่ด้วยค่ะ"

อภิสิทธิ์: " กี่เดือนครับ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " หนูเลี้ยงตอนนี้ คนเล็กให้กินตลอดเลย เพราะว่าค้าขาย"

อภิสิทธิ์: " ดีมาก ดีมากคือตอนนี้เราจะรณรงค์นะครับว่า

  • ขอให้ดื่มนมแม่ ๖ เดือน เพราะว่า

    - ดีสำหรับสุขภาพ และความจริงก็เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย แต่ว่าจะต้องมาช่วยคุณแม่ตอนตั้งครรภ์
    - ต่อไปนี้เราจะมาดูแลเรื่องโภชนาการ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ( อสม.) จะต้องเข้ามาดูแล แต่ตอนนี้ผมไม่ทราบว่าทำหรือยัง กำลังเริ่มรณรงค์อยู่"

ผู้ดำเนินรายการ: " มาถึงตรงนี้ ถามแม่นิดหนึ่ง คุณแม่รุ่งฤดี ประหยัดเงินได้ปีละเท่าไร แม่เคยลองจดดูบ้างไหมค่ะ พอมีนโยบายนี้เข้ามา"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " มีนโยบายนี้มา ประหยัดได้เยอะเลยค่ะ เพราะลูกหนู ๓ คน ๓-๔ คนใช่ไหมค่ะ จะทำให้ค่าใช้จ่ายหนูลดเยอะเลย เพราะว่ารายได้ของหนูได้น้อย ถ้าเกิดว่าไปจ่ายค่าใช้จ่ายค่าโรงเรียนหนูก็จะไม่พอ เพราะหนูค้าขาย ค้าขายมันไม่แน่นอนค่ะ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ค้าขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็พออยู่ได้ เพราะทุกอย่างหนูต้องบ้านเช่า ข้าวซื้อปกติ ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ: " คราวนี้ถามลูกสาวบ้างค่ะ น้องเมย์ เงินที่ได้มาจากทางโรงเรียน น้องเมย์ เอาไปซื้ออะไรบ้างค่ะ"

น้องเมย์: " เอาไปซื้อเครื่องใช้การเรียน"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วใช้เงินจนหมดไหมค่ะ หรือว่ามีเงินเหลือค่ะ"

น้องเมย์: " ใช้หมด"

ผู้ดำเนินรายการ: " ใช้หมดเลย นะคะ แล้วชุดเสื้อผ้านี้มี ได้ชุดใหม่ไหมค่ะ"

น้องเมย์: " ได้ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ: " ได้ชุดใหม่ นะคะ คุณแม่ถ้าไม่มีเรียนฟรี ๑๕ ปี นี้ ปกติเสื้อผ้าลูกได้ใหม่ทุกปีไหม หรือว่าใช้วิธีไหน"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " ไม่ได้ค่ะ ได้ใช้ของเก่า เพราะหนูไม่มีตังค์พอที่จะซื้อให้ลูกได้ขนาดนี้"

ผู้ดำเนินรายการ: " ก็คือเก่าของพี่ แต่ใหม่ของน้อง"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณรุ่งฤดี): " ใช่ค่ะ บางทีก็มีคนให้ เพราะลูกหลายคนค่ะ เพราะถ้าไม่มีงบตรงนี้หนูก็แย่เลยค่ะ เพราะถ้าไม่ได้งบ ๑๕ ปี นะ หนูว่าเป็นโครงการที่ดีมากสำหรับคนที่มีลูกเยอะหรือก็ช่วยได้เยอะมากเลย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ช่วยได้เยอะ เข้าใจ คราวนี้มาถึงคุณพ่อท่านนี้ คุณพ่อมีลูกกี่คนค่ะ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อ): " ๒ คน "

ผู้ดำเนินรายการ: " ก็คือน้องกิตติกรฯ อยู่ ป."

ตัวแทนนักเรียน(น้องกิตติกรฯ): " อยู่ ป.๔ ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วอีกคนหนึ่ง "

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อ): " อยู่ ป. ๑ "

ผู้ดำเนินรายการ: " อยู่ ป.๑ ก็ได้ใช้โครงการนี้ทั้งคู่เลย นโยบายนี้ทั้งคู่ นะคะ คุณพ่อค่ะ เงินที่ได้ที่เขาจ่ายเป็นเงินสด คุณพ่อว่าดีไหม สะดวกไหม"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อ): " ก็ดีครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วพอไหม"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อ): " ไม่ค่อยพอ ช่วงนี้ไม่มีรายได้ ไม่ได้ทำงาน ไม่สบาย"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไม่สบาย "


อภิสิทธิ์: " อ๋อไม่สบาย เดินทางมาไกลไหมครับ จากบ้าน"

ตัวแทนนักเรียน(น้องกิตติกรฯ): " ไม่ค่อยไกล ครับ"

อภิสิทธิ์: " มาอย่างไร ครับ"

ตัวแทนนักเรียน(น้องกิตติกรฯ): " ให้อามาส่ง ครับ"

อภิสิทธิ์: " ให้อามาส่ง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถามหน่อยค่ะ อย่างเสื้อที่ใส่นี่ค่อนข้างใหม่ อันนี้มาจากงบของเรียนฟรี ๑๕ ไหมค่ะ คุณพ่อ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อ): " เพิ่งจะซื้อครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เพิ่งจะซื้อเลย นะคะ ถามท่านนายกรัฐมนตรี นะคะ คือปกติเรียนฟรี ๑๕ ปี แล้วให้เสื้อผ้าชุดใหม่กับน้อง ๆ ทุกเทอม และในกรณีที่เขาใช้แล้วยังไม่เก่า มาใช้ต่อในเทอมใหม่"


อภิสิทธิ์: " จริง ๆ แล้ว ถ้าเกิดสมมติเราจัดเป็นเงิน และถ้ายังไม่เก่าเราก็อยากให้เขาใช้ต่อ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วงบประมาณตรงนั้น เขาต้องคืนหลวงไหม หรือว่าเอาไปใช้อย่างไรได้บ้าง"

อภิสิทธิ์: " ไม่ละครับ จริง ๆ แล้วจะมีเงินที่มีส่วนที่เหลือที่เกินมา แม้กระทั่งของโรงเรียนเอง แต่ว่าแล้วแต่พื้นที่หลายพื้นที่จะมีการสละสิทธิ์ ผู้ปกครองสละสิทธิ์ ใครที่มีรายได้พอ

  • ก็อยากจะถือโอกาสรณรงค์นะครับว่า ใครที่ไม่มีความจำเป็นสละสิทธิ์แล้วก็เงินนี่จะมาอยู่กับทางโรงเรียน โรงเรียนก็จะใช้จัดกิจกรรมได้ ซึ่งเราก็มีการส่งเสริมให้ทำกิจกรรม เช่น เรื่องการเดินทางทัศนศึกษา"

ผู้ดำเนินรายการ: " อันนี้งบประมาณที่เหลือก็เอาเสริมใช้ตรงนี้ได้"

อภิสิทธิ์: " คือหลายพื้นที่ ตอนนี้เราบางคนมองว่า เอ๊ะเป็นเรื่องสำคัญหรือเปล่า แต่ว่า จริง ๆ ผมได้เห็นหลายโรงเรียนได้มีโอกาสไป อาจจะไกลกว่านี้ด้วย และก็เป็นเรื่องที่ดี คือหมายความว่า เด็กของเราแต่ละภาค บางทียังไม่รู้จักเลยว่าภาคอื่นในประเทศไทยเป็นอย่างไร"

ผู้ดำเนินรายการ: " จะได้มีโอกาส"

อภิสิทธิ์: " จะได้มีโอกาส และก็จะทำให้เรานี่ มีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น เพราะว่าบางทีนี่ พอเราก็อาจจะไม่ค่อยได้คิด นะครับ แต่ว่า คนเหนือ คนใต้ คนอีสาน คนภาคกลาง นี่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ ถ้าเราได้มีโอกาสไปพบปะแลกเปลี่ยนกันก็จะมีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น และที่สำคัญผมคิดว่าจะทำให้เด็กมีความตื่นตัวในเรื่องของความเป็นไทย ในเรื่องของวัฒนธรรมมากขึ้น"

ผู้ดำเนินรายการ: " นอกเหนือจากเรื่องของเสื้อผ้าฟรี ค่าเทอมฟรี อุปกรณ์การเรียนฟรี และหนังสือเรียนฟรี รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรฟรี คุณพ่ออยากให้ฟรีอะไรอีก ค่ะ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อวิรัชฯ): " ค่าใช้จ่ายจากการเรียนต่าง ๆ "

ผู้ดำเนินรายการ: " เช่น ยังนึกไม่ออก แต่ว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ คุณพ่อคิดว่าพอใจไหมค่ะ"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณพ่อ): " พอใจ" (พยักหน้า)

ผู้ดำเนินรายการ: "  ถามตัวคุณลูกบ้าง ชอบไหมค่ะ ที่เราได้เสื้อผ้าใหม่"

ตัวแทนนักเรียน (ช.): " ชอบครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วเรื่องของอุปกรณ์การเรียน เวลาที่ได้เงินจากทางโรงเรียนทุกเทอมไปซื้ออะไรมาบ้างของหนู"

ตัวแทนนักเรียน (ช.): " ซื้ออุปกรณ์การเรียน และพวกเสื้อผ้าครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถ้าไม่มีเงินตรงนี้ เราจะไปเอาอุปกรณ์การเรียนมาจากไหนบ้าง จะซื้อได้เยอะไหม"

ตัวแทนนักเรียน (ช.): " ไม่รู้ครับ "

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วจะพอเรียนไหมค่ะ จะพอใช้ไหมเวลาเรียนหรือต้องใช้วิธียืมเพื่อน ๆ ค่ะ"

ตัวแทนนักเรียน (ช.): " ยืมเพื่อนครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ค่ะ นี่ก็คือการแก้ปัญหาของเขา เหมือนกับสมัยก่อนที่ยังไม่มีเรียนฟรี ๑๕ ปี ใครมีอะไรก็ใช้เท่านั้น แต่ตอนนี้ก็คือครบเครื่องมากขึ้นนะคะ คุณพ่อ คราวนี้ถามคุณแม่บ้าง นี่มาผ้าไทยทั้งคู่เลย ลูกชายดูท่าอนาคตจะเรียนเก่งมาก อยากอยู่ใกล้นายกรัฐมนตรีไหมลูก"
 

อภิสิทธิ์: " มาซิ มานั่งนี้มา"

ผู้ดำเนินรายการ: " มีหลายคนบอกว่า อยากเป็นเด็กคนนี้จัง คุณแม่ค่ะ ลูกชายเรียนอยู่ชั้นไหนค่ะ"

อภิสิทธิ์: " ชอบอ่านหนังสือหรือเปล่านี่"

ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณแม่): " อนุบาลหนึ่ง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ชอบอ่านหนังสือด้วย"


ตัวแทนผู้ปกครอง(คุณแม่): " บางครั้ง"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถามคุณแม่ เป็นเด็กที่ซน เขาบอกว่าเด็กซนเด็กฉลาดใช่ไหมค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี "


อภิสิทธิ์: " ก็ใช่ครับ ส่วนใหญ่นะครับ "

ผู้ดำเนินรายการ: " คิดว่าถามชาวบ้าน ถามคุณพ่อคุณแม่ อาจจะบอกไม่ถูกว่า เอ๊ะถ้าหากว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นอกเหนือจากฟรี ๕ ข้อนี้ ชาวบ้านเขาบอกไม่ถูก แต่ถ้าเป็นใจท่านนายกรัฐมนตรีเอง หากจะต้องมีฟรีต่อไปให้กับพ่อแม่พี่น้องผู้ปกครอง อยากจะฟรีอะไรค่ะ"

อภิสิทธิ์: " คือสำหรับผม ก็คือทำอย่างไรว่า คุณภาพการศึกษานี่ปรับปรุงขึ้นไป และถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเราก็ต้องไปช่วยตรงนั้น ผมยังคิดว่าคนที่จะตอบได้ดีที่สุดนี่ ใจผมก็คือโรงเรียน ผู้อำนวยการฯ จะบอกได้ว่า คือเกิดจะให้รัฐบาลไปคิดเอง แต่ละโรงเรียนอาจจะความต้องไม่เหมือนกัน

ผู้ดำเนินรายการ: " ให้ประเมินกันมา"

อภิสิทธิ์: " ใช่ไหมครับ สมมติว่าเราอาจจะมีทางที่จะจัดงบประมาณเพิ่ม อาจจะไม่ได้มาฟรีอย่างเดียว แต่ว่าโรงเรียนสามารถที่จะมีบางเรื่องที่เป็นรายการที่ขอมาได้ว่า ขาดเรื่องนั้น เรื่องนี้ อย่างเช่นสมมติว่า

- ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ อุปกรณ์ในการบริหารจัดการโรงเรียนอะไร ๆ ต่าง ๆ อย่างคอมพิวเตอร์เราก็พยายามที่จะเพิ่มเข้ามา "

ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ(นายนิวัติ รุกขพันธุ์): " นิทาน สมุด คอมพิวเตอร์ ที่ต้องการ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แต่ตอนนี้ก็คือทางกระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายอยู่แล้ว นะคะในเรื่องของคืนครูให้โรงเรียน ก็คือหาเจ้าหน้าที่มาทำแทน นะคะ เอาละเดี๋ยวตอนนี้ นะคะ นายกรัฐมนตรี ท่านมีหนังสือมาฝากเด็ก ๆ ด้วย ใช่ไหมค่ะ ไหน ๆ มาแล้ว ก็ช่วยเด็ก ๆ จัดหนังสือขึ้นชั้นเลยดีไหมค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี เด็ก ๆ ก็จะได้ฝึกตัวเองด้วย นอกเหนือจากอ่านแล้วเราต้องรู้จักจัดวางด้วย คุณพ่อคุณแม่เชิญเลยค่ะ มาดูได้เลย ตรงนี้เลยค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ นี่คือหนังสือที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี จัดเตรียมมาแจกให้เด็ก ๆ และก็เดี๋ยวตอนนี้นะคะ น้อง ๆ หนู ๆ เชิญทางนี้เลยค่ะ คุณครูด้วย เดี๋ยวเราจะช่วยกันจัดเรียงหนังสือขึ้นชั้น นะคะ เอาละอันนี้ก็ตามลำดับเลย ตัวเล็กก็เอาเล่มใหญ่ไปแค่เล่มเดียว สองเล่มพอ เดี๋ยวหนักไป คนเก่งนะคะไปช่วยกันจัดเรียงหนังสือมีหลายประเภททีเดียว น้อง ๆ ผู้หญิงช่วยกันด้วย เวลาเรียงหนังสือเราก็จะได้เรียง จะเอาสันออกก็ได้หรือจะวางเป็นเล่มให้เห็นชัดก็ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ พอเห็นหนังสือเหล่านี้แล้วถามหน่อย นะคะ เพราะว่าจำได้ว่า เรื่องของหนังสือเรียนที่เด็ก ๆ จะได้เป็นหนึ่งในเรียนฟรี ๑๕ ปี ก่อนหน้านี้ก็คือเขาอยากได้หนังสือเรียนที่เป็นของตัวเองเลยนะคะ"


อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " แล้วมีนโยบายของรัฐบาลช่วยดูแลอย่างไรบ้างหนังสือเรียน"

อภิสิทธิ์: " ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีกำลังไปประเมินนะครับ คือผมก็คิดแบบที่เคยมีประสบการณ์ก็คือว่า เรานึกว่า ถ้าสมมติว่าเราทำหนังสือคงทนหน่อยและก็ให้ยืมเรียน และเสร็จแล้วเขาก็ส่งต่อให้รุ่น ต่อ ๆ ไป เพราะหลายประเทศ นะครับ แม้แต่ประเทศที่เขาร่ำรวยกว่าเราเขาก็ทำอย่างนั้น"

ผู้ดำเนินรายการ: " เขาใช้วิธียืมเรียนเหรอค่ะ"

อภิสิทธิ์: " ส่วนใหญ่นะครับ เป็นอย่างนั้น ก็คือว่าไม่สิ้นเปลือง แต่ว่าปรากฏว่าของเรายกเว้น ม.ปลาย นะครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เขาเก็บคะแนนอะไรต่าง ๆ จะสอบเข้าก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าพอให้ท่านรัฐมนตรีไปประเมินล่าสุดนี่ ท่านบอกว่าเอาเข้าจริง ๆ มันยาก เพราะฉะนั้นก็กำลังจะมาเทียบเคียงให้ดูว่า สมมติว่าเราไม่ใช้วิธีนั้น ก็กลับไปใช้วิธีแบบที่เรียกว่าเอาเป็นของตัวเองไปเลย"

ผู้ดำเนินรายการ: " รัฐบาลจะต้องใช้งบเพิ่มมากขึ้นไหมค่ะ"

อภิสิทธิ์: " ไม่ครับ งบนี่คงใช้ได้อยู่ เพียงแต่ว่ากำลังประเมินว่าวิธีไหนจะประหยัดกว่ากันหรือทำได้ดีกว่ากัน"

ผู้ดำเนินรายการ: " เอาละค่ะ นี่ก็หนังสือยืมเรียนนะคะ อีกเรื่องหนึ่งนะค่ะ เรื่องคอมพิวเตอร์ หลายคนบอกว่าอยากให้ลูกเก่ง แต่ในขณะเดียวกันคาดว่าใช้งบประมาณมหาศาล เดี๋ยวพาท่านนายกรัฐมนตรีไปห้องเรียนคอมพิวเตอร์กันดีกว่า"

อภิสิทธิ์: " คือในส่วนของคอมพิวเตอร์นี่ มีโครงการของไทยเข้มแข็ง ซึ่งเราพยายามจะกระจายมาเพื่อที่จะลดจำนวนนักเรียนต่อคอมพิวเตอร์ เพราะว่า ตัวเลขคร่าว ๆ ก่อนหน้านี้ ประมาณ ๔๐ คน ได้มั้งครับต่อหนึ่งเครื่อง ก็จะลดให้ได้เหลือประมาณครึ่งหนึ่ง"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " สวัสดีค่ะ, สวัสดี ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ตอนนี้เราเรียนวิชา"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " คอมพิวเตอร์ ครับ,ค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " คอมพิวเตอร์พอใช้ไหมค่ะ ครั้งหนึ่ง หนึ่งเครื่องนี่นั่งเรียนกี่คนค่ะ"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " หนึ่งเครื่องต่อคน"

ผู้ดำเนินรายการ: " หนึ่งเครื่องต่อหนึ่งคนเลย"


อภิสิทธิ์: " เรียนกี่ชั่วโมง อาทิตย์หนึ่งคอมพิวเตอร์"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " ๒ ชั่วโมง"

ผู้ดำเนินรายการ: " พอไหมค่ะ ชอบไหมค่ะ"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " ชอบ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไหนลองโชว์ท่านนายกรัฐมนตรี หน่อยซิค่ะ"


อภิสิทธิ์: " ทำอะไรนี่"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " ประวัติของฉัน"

ผู้ดำเนินรายการ: " นี่เราทำเองเลยหรือเปล่าค่ะ"

นักเรียนในห้องคอมพิวเตอร์: " ทำเองครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไหนลองเปิดหน้าเพจต่อไป ให้ท่านนายกรัฐมนตรีดู เด็กเดี๋ยวนี้ ทำได้ขนาดนี้แล้วนะคะ นั่นเป็นเพราะว่าเขามีคอมพิวเตอร์ของเขาเองนะคะ"


อภิสิทธิ์: " ใช่ ๆ อ๋อนี่บ้าน"

ผู้ดำเนินรายการ: " บอกที่อยู่ บอกครูประจำชั้น อาหารที่ชอบ"

อภิสิทธิ์: " แหมชอบเหมือนกันเลย ทำไมหุ่นไม่เหมือนกันเลย"

ผู้ดำเนินรายการ: " คือเรื่องของคอมพิวเตอร์เราก็ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ถึงโรงเรียนขนาดเล็กสักแค่ไหนค่ะท่าน อย่างโรงเรียนดีประจำตำบล"

อภิสิทธิ์: " ใช่ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " มีบังคับ หรือว่ามีเกณฑ์ไหมค่ะว่า ต้องมีคอมพิวเตอร์มากน้อยแค่ไหนค่ะท่าน"

อภิสิทธิ์: " มีเกณฑ์อยู่นะครับ คือ เราก็ต้องพยายามไปให้ถึงเป้าหมายทั้งหลาย แต่ว่าก็เป็นเรื่องซึ่งต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายก็สูงพอสมควร และเดี๋ยวนี้ ปัญหาก็คือคอมพิวเตอร์ตกรุ่นเร็วเหลือเกิน"

ผู้ดำเนินรายการ: " รัฐบาลก็ต้องเตรียมไหมค่ะ"

อภิสิทธิ์: " เราก็ต้องพยายามนะครับ แต่ตอนนี้เอกชนก็เข้ามาช่วยเยอะ เพราะว่าเอกชนนี่ เขาเองก็มีคอมพิวเตอร์ที่มาบริจาค มาอะไร เพราะฉะนั้นเวลานี้ ขณะนี้โครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนอยากมาช่วยเยอะนี่ ผมเพิ่งจัดประชุม กรอ. ซึ่งปกติจะคุยกันเรื่องเศรษฐกิจบอกว่าต่อไปนี้นี่

  • เราจะทำเหมือนกับฐานข้อมูลไว้ให้เขาว่าจังหวัดนี้ โรงเรียนนี้ ยังขาดแคลน ต้องการอะไร นะครับ
  • เวลาที่ภาคเอกชนเขาอยากจะช่วยการศึกษาไม่ต้องไปคิดโครงการเอง มาดูจากตรงนี้ได้เลย และก็เลือกเอาว่าอยากจะช่วยใครตรงไหน"

ผู้ดำเนินรายการ: "  กำหนดเสร็จเมื่อไรค่ะท่าน"

อภิสิทธิ์: " ตอนนี้เริ่มแล้วครับ ตอนนี้ก็เริ่มแล้วและจะเริ่มใช้ เรามีเรื่องของปัญหาเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนนะครับ และเรากำลังจะทำฐานข้อมูลเป็นรายจังหวัดและก็ส่งไปให้หอการค้าจังหวัด ถ้าอยากจะช่วยเหลืออะไร ก็จะได้เข้ามา"

ผู้ดำเนินรายการ: " ติดต่อผ่านหอการค้าจังหวัด นะคะ น้อง ๆ ค่ะ วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี มีหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาฝากพวกเราด้วยนะคะ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีจะได้แจกให้พวกเราไปอ่านเพิ่มเติม จะได้ใช้คอมพิวเตอร์เก่งมากขึ้นค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ถามท่านนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติมนะคะ เพราะว่าในส่วนของการเรียนการสอนทุกวันนี้ที่เห็นว่ามี ชาวบ้านมาช่วยสอนด้วย และมีภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ ท่านให้ความสำคัญแค่ไหนค่ะ"

อภิสิทธิ์:หนึ่งในหัวใจของเรื่องปฏิรูปที่เราพูดเรื่องคุณภาพ เรื่องปฏิรูปการศึกษา เราบอกว่าจริง ๆ แล้วนี่ อยากให้เด็กสามารถเรียนรู้ เราใช้คำว่านอกห้องเรียน ความหมายก็คือว่าไม่ใช่เรียนตามตำรา อยากจะแบ่งสัดส่วนให้ได้เป็น ๗๐:๓๐ ด้วยซ้ำ ก็คือ ๗๐ ก็อยู่ตามหลักสูตร ตามวิชาต่าง ๆ แต่อีก ๓๐ นี่ ก็คือทางโรงเรียน ทางท้องถิ่นสามารถที่เลือกได้ว่าอะไรที่เหมาะสม"

ผู้ดำเนินรายการ: " เป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ "

อภิสิทธิ์: "  เป็นกิจกรรม นะครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  ท่านนายกรัฐมนตรี ดูนี่ค่ะ ผู้หญิงทอผ้าไม่ค่อยเท่าไร แต่ดิฉันสนใจท่านนี้ นะคะ"

อภิสิทธิ์: " สวัสดี ครับ"

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า(ช.): " สวัสดี ครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ทำไมถึงเลือกเรียนการทอผ้าจกค่ะ"

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า (ช.): " เพราะว่าชอบครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: " คิดว่าจะมีโอกาสได้ยึดเป็นอาชีพหรือหารายได้เสริมให้ตัวเองไหมค่ะ"

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า(ช.); " อาจจะเป็นบ้าง"

อภิสิทธิ์: " ที่บ้านทำไหมครับ "

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า(ช.): " ที่บ้านไม่ได้ทำ ครับ"

อภิสิทธิ์: " ที่บ้านไม่ได้ทำ แต่สนใจอยากทำ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  เวลาเห็นผ้าจกอย่างนี้เรารู้สึกอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นคนราชบุรี"

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า(ช.): " รู้สึกชื่นชอบสิ่งที่ตัวเองทำ ฉะนั้นบอกได้ไหมค่ะว่าผ้าจกราชบุรีเราดีเด่นอย่างไร ขนาดไหน ให้ประชาชนที่เขาชมรายการได้ดู เอาให้โฆษณา"

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า(ช.): " ได้ส่งสินค้าโอทอป ไปทั่วจังหวัดและทั่วประเทศครับ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  สร้างรายได้ให้กับจังหวัดและให้กับประเทศไทยของเราด้วย แล้ววันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมาเยี่ยมโรงเรียนของเรา ถามน้อง วัยวัฒน์ฯ นิดหนึ่งนะคะ อยากบอกอะไรกับท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ"

ตัวแทนนักเรียนที่เรียนทอผ้า(ช.): " อยากขอบคุณมากที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มาเยี่ยมชมโรงเรียนเรา"

อภิสิทธิ์: " โชคดีนะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " ไหนๆ มาอยู่กับน้องวัยรุ่น นะคะ ถามหน่อยนะคะว่า พวกเรานี่ ในฐานะเป็นวัยรุ่น อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวัยรุ่นเรื่องอะไรมากที่สุดค่ะ"

ตัวแทนนักเรียน: " ยาเสพติด"

อภิสิทธิ์: "  ยาเสพติด เยอะไหม ในชุมชนเยอะไหม"

ผู้ดำเนินรายการ: " ทุกวันนี้ เยอะไหม"

ตัวแทนนักเรียน: " เยอะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " เยอะ นะคะ นอกจากปัญหายาเสพติด แล้วมีปัญหาอะไรอีก ที่เราอยากให้รัฐบาลรีบมาแก้ไขให้วัยรุ่นอย่างพวกเรา"

ตัวแทนนักเรียน: " การศึกษา"

ผู้ดำเนินรายการ: " เพราะว่าอะไรค่ะ"

ตัวแทนนักเรียน: " แบบต่างโรงเรียนกันพื้นของแต่ละโรงเรียนก็ไม่เหมือนกันค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: " คุณภาพของแต่ละสถาบันนะคะ แต่ละโรงเรียน"

อภิสิทธิ์: " เมื่อกี้ถามเพื่อนว่ากู้ยืมกองทุนกู้ยืมหรือเปล่า มีใครกู้ยืมกองทุน กยศ.บ้างเอ่ย"

ผู้ดำเนินรายการ: " มียกเป็นเวฟด้วย นะคะ"

อภิสิทธิ์: " แต่ถ้าไม่ได้กู้ แปลว่าคุณพ่อ คุณแม่ มีเงิน "

ตัวแทนนักเรียน: " เปล่าค่ะ "

อภิสิทธิ์: " เปล่า อ๋อจะกู้ตอน ม.๖ "

ผู้ดำเนินรายการ: " เพราะอะไร ถึงต้องรอกู้ตอน ม.๖ ค่ะ":

ตัวแทนนักเรียน: " จะได้ต่อมหาวิทยาลัยได้ง่ายโดยไม่ต้องกู้ตอนอยู่มหาวิทยาลัย"


อภิสิทธิ์: "  อ๋อ ไปกู้ตอนเข้ามหาวิทยาลัย "

ผู้ดำเนินรายการ: " ค่ะ ก็คือกู้ ม.๖ แล้วก็ต่อมหาวิทยาลัยและก็ใช้ทุนไป"

อภิสิทธิ์: "  ใครตั้งใจเข้ามหาวิทยาลัยบ้าง ยกมือซิ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  ใครจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ยกมือขึ้นค่ะ แล้วที่ไม่ยกมือนี่ หมายความว่าอย่างไรค่ะ จะไปทำอะไรค่ะ":

อภิสิทธิ์: "  จะทำงาน ทำไมไม่ถึงเรียนต่อ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  ทำไมถึงนึกอยากทำงานค่ะ เสาวลักษณ์ฯ"

ตัวแทนนักเรียน (น.ส.เสาวลักษณ์): " ผู้ปกครองบอกว่า เรียนจบ ม. ๖ ก็ให้ทำงานค่ะ"

ผู้ดำเนินรายการ: "  มาช่วยพ่อแม่ นะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องของการเรียน อย่างพวกน้องเหล่านี้ เขาเรียนสายสามัญ เวลาที่จบไปทำงานก็ค่อนข้างท้าทายเหมือนกัน แต่เกิดเป็นน้อง ๆ ที่เรียนสายอาชีพ อย่างอาชีวะก็จะทำงานได้เลย แต่ว่าคนกลับมาเรียนสายสามัญเยอะ ท่านนายกรัฐมนตรี เตรียมการอย่างไร เพราะเขาบอกตลาดแรงงานค่อนข้างคนไม่พอ"

อภิสิทธิ์: " งานนี้ ก็เป็นที่มีความแปลกอยู่ นะครับ ก็คือว่า เวลาคุยกับพวกนักธุรกิจ เจ้าของกิจการต่าง ๆ อยากได้เด็กที่จบสายอาชีพเยอะ ก็ปรากฏว่าหายาก ขณะเดียวกันก็มีพวกเราที่จะไปจบสายสามัญเยอะ และหางานทำไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าความนิยมก็ยังเป็นการให้เรียนในสายสามัญมากกว่า"

ผู้ดำเนินรายการ: "  เพราะคิดว่าเข้ามหาวิทยาลัยง่ายกว่าใช่ไหมค่ะ"

อภิสิทธิ์: " ใช่ ๆ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่กำลังมีการปรับสัดส่วน พยายามที่จะเปลี่ยนแรงจูงใจอะไรต่าง ๆ"

 << แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- เพิ่มงบกู้เงินเรียน หางานรองรับ ลดหย่อนหนี้ แก้ปัญหาฟ้องร้องชำระคืน

...อยากให้ทุกคนในสังคมให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา เพราะนี่คืออนาคตของเราทุกคน อนาคตของการที่จะมีสังคมที่ดี เศรษฐกิจที่ดี และก็ประเทศที่ดี

ผู้ดำเนินรายการ : " ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางมาติดตามผลการดำเนินนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ในพื้นที่ของอำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี และตอนนี้ให้เกียรติมาสนทนากันในห้องส่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พร้อมกับมีในส่วนของทางท่านอธิการบดี และท่านรองผู้จัดการของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อม ๆ กับลูกค้าของ กยศ. ก็คือ น้อง ๆ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงด้วย นะคะ ลำดับแรกเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ฯ ก่อนเลยนะคะ ว่า ในส่วนของระดับอุดมศึกษา นโยบายด้านการศึกษาที่ท่านมีให้กับระดับนี้ มีอะไรบ้าง ค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี "

อภิสิทธิ์ : " ถ้าพูดเรื่องนโยบายคงจะมีเยอะ นะครับ แต่เอาหลัก ๆ ก่อน เมื่อกี้ตอนที่เราอยู่ที่โรงเรียนก็ได้คุยกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองเขามีความต้องการ ส่วนใหญ่ก็ยังมีความต้องการอยากให้ลูกนี่เรียนสูงขึ้นไปอีก แต่ว่าบอกว่าเรียนจนจบมหาวิทยาลัยไหม ก็บอกว่ารัฐบาลคงไม่มีกำลังที่จะทำอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นแนวคิดที่จะส่งเสริมหรือสร้างโอกาส ก็ทำมา สมัยนั้นก็ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็คือทำเรื่องของกองทุนกู้ยืม กองทุนกู้ยืมหลักก็คือว่า เราก็ให้นักศึกษาที่มาจากครอบครัวที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่เรากำหนด สามารถที่จะกู้ยืม นะครับ แล้วก็เรียนจนจบ กู้ยืมนี่ กยศ.ก็จะให้กู้ยืมได้ทั้งเรื่องของค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่

เอาง่าย ๆ นะครับ เสร็จแล้วก็เปิดโอกาสให้เขาไปหางาน เอาว่า ๒ ปี แล้วเสร็จแล้วถึงจะเริ่มใช้หนี้เป็นเวลา ๑๕ ปี ดอกเบี้ยก็ถูกมาก กับร้อยละ ๑ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว ถ้าพูดไปแล้วไม่ใช่ถึงกับเงินกู้ทั้งหมดหรอกครับ ถ้าคิดถึงว่า ดอกเบี้ยถึงอะไรแล้วนี่ ก็เหมือนเป็นเงินที่ให้ส่วนหนึ่ง และก็มีเวลา ๑๕ ปี ในการที่ผ่อนชำระคืน ปัญหาก็ยังมีอยู่ นะครับ ก็คือเงินไม่พอ "

ผู้ดำเนินรายการ : "  แล้วท่านนายกรัฐมนตรี ทำอย่างไรค่ะ " 

อภิสิทธิ์ : 
" จริง ๆ แล้วเราก็พยายามที่จะเพิ่มเงินเข้าไปในกองทุน นั่นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาก็ต้องยอมรับก็คือว่าเงินที่ควรจะกลับมาจากเด็กที่จบไปแล้ว และทำงานยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทีนี้ตรงนั้นก็ไปสร้างปัญหาใหม่อีก นะครับ เพราะว่าบางทีก็มีการไปฟ้องร้องกัน ซึ่งนโยบายของผมก็ให้ไปแล้วว่า ความพยายามนี่ควรจะฟ้องร้องให้น้อยที่สุด เพราะว่าพูดไปแล้วนะครับ เงินที่ได้คืนจากการฟ้องร้องกับค่าใช้จ่ายที่ฟ้องร้องนี่ พอ ๆ กัน นะครับ

และก็จริง ๆ นี่ สิ่งที่สำคัญก็คือว่า ถ้าเราช่วยหางานให้เขาทำได้ เขาก็จะจ่ายเงินเรา เพราะฉะนั้นตอนนี้นโยบายก็จะพยายามไปเชื่อมว่า ทำอย่างไร ถ้าเกิดมีปัญหาในเรื่องของการชำระคืน เพราะไม่มีงานทำนี่ ไปช่วยให้เขาได้มีงานทำดีกว่า มากกว่าที่จะฟ้องร้องเขา อันนี้ก็เป็นนโยบาย ทีนี้ประเด็นที่อยากจะพูดก็คือว่า

  • พอเราทำการเรียนฟรี ๑๕ ปี ตอนนี้ เสียงเรียกร้องก็คือว่า ในระดับอุดมศึกษาจะขยายปรับปรุง กยศ. อย่างไร ก็เป็นโอกาสดี เพราะว่าวันนี้เรามานั่งกับคนที่เขาต้องใช้ประโยชน์จริงจากนโยบาย นะครับ และก็จะได้เห็นว่า จริง ๆ เรื่องโอกาสเป็นอย่างไร ขาดตก บกพร่องตรงไหน หรือว่าอยากจะแนะนำอะไรกับรัฐบาลว่า ในรุ่นต่อ ๆ ไป ที่จะได้ช่วยรุ่นน้องของเราให้มีโอกาสเหมือนกับเราควรจะทำอย่างไร "

ผู้ดำเนินรายการ : " ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวต้องฟังในส่วนของผู้ที่ทุน อย่างน้องแพทรียาฯ เรียนอยู่คณะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " คณะวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ :ทุกวันนี้กู้ กยศ. เท่าไรค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " กู้ทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพ "

ผู้ดำเนินรายการ : "  ค่าเทอมและค่าครองชีพ ค่าเทอมเท่าไร และค่าครองชีพต่อเดือนเท่าไรค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " ค่าเทอม เทอมแรก ๑๖,๐๐๐ บาท แล้วเทอมต่อไป ตลอดจนจบ ปีการศึกษา ๑๒,๐๐๐ บาท แล้วก็ค่าครองชีพเดือนละ ๒,๒๐๐ บาท ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ :๒,๒๐๐ บาท พอใช้ไหมค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " ไม่พอค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ : แล้วทำอย่างไรค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " 
ต้องหางานทำเสริมค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ : หางานทำเสริม นะคะ ท่านนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่าในส่วนของค่าครองชีพนี่ บางทีได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่เพียงพอนะคะ ๒,๒๐๐ บาท เรามีวิธีการช่วยเหลือ น้อง ๆ เหล่านี้อย่างไรค่ะ "

อภิสิทธิ์ : " ความจริงเรื่องของการเปิดโอกาสให้ทำงานก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ก็สามารถทำได้ และก็เป็นสิ่งที่หลายพื้นที่ก็สนับสนุน อันนี้ยังเป็นเรื่องที่ คือเราก็ต้องเลือกนะครับ เพราะว่าถ้าเราเพิ่มเงินที่ให้ จำนวนคนที่ให้ก็จะลดลง เพราะเงินนี่เราก็เพิ่มได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง นี่เริ่มกู้ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : "  ปีหนึ่งค่ะ "

อภิสิทธิ์ :
"  ปีหนึ่ง ตอนมัธยมไม่ได้กู้ใช่ไหม ครับ แล้วรู้จักเพื่อน ๆ ที่กู้ตอนมัธยมไหม "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : "  รู้จักค่ะ "

อภิสิทธิ์ :
" จริง ๆ อยากให้กู้ตั้งแต่มัธยมหรืออยากให้เฉพาะ มีการเถียงกันมาก ณ ตอนนี้ว่า ควรจะเริ่มตอนไหน "

ผู้ดำเนินรายการ : " ถ้าอย่างนั้นถามความคิดเห็น น้องต้น คนจังหวัดสุรินทร์ แต่มาเรียนอยู่ที่ราชบุรี คิดว่าจะให้กู้ตอนไหนค่ะน้องต้น เสนอท่านนายกรัฐมนตรี ดู "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องต้น) : " ก็คือถ้าจะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาก็อยากจะให้กู้ตั้งแต่ช่วงอยู่มัธยมปลาย เพราะว่าเป็นช่วงรอยต่อระหว่างที่จะเรียนต่อศึกษาในระดับอุดมศึกษา ครับ เพื่อจะได้ไม่เป็นการยุ่งยากก็คือเป็นผู้กู้รายเก่า จะได้รับพิจารณา บริหารง่ายกว่า "

อภิสิทธิ์ :
" บริหารง่ายกว่า "

ผู้ดำเนินรายการ : " นี่มีประสบการณ์ เรากู้ตั้งแต่ม.ปลายหรือเปล่าค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องต้น) : "
ผมกู้ตั้งแต่ ม.๖ เลยครับ "

อภิสิทธิ์ :
" จริง ๆ อยากจะบอกหลักคิดนิดหนึ่งว่าทำไมเป็น ม.ปลาย เพราะว่า คือการเรียนฟรีนี่ จริงอยู่เราบอกเราให้ค่าเล่าเรียน เราให้เสื้อผ้า ใช่ไหมครับ เราให้ตำราเรียน จริง ๆ ที่เรามาทำตอนหลัง นี่ แต่ว่าปัญหาก็คือว่า

  • พอเด็กอายุประมาณ ๑๕ - ๑๖ ปี เข้าสู่ ม.ปลายนี่ มีการตัดสินใจที่สำคัญเกิดขึ้น ว่า ถ้าเขาเรียนต่อเขามีภาระ แต่ว่าเขาอาจจะถูกมีแรงกดดันไปทำงาน ซึ่งนอกจากจะไม่มีภาระนี่ เขามีรายได้ ใช่ไหมครับ ตรงนี้ที่เป็นการตัดสินใจที่ยากสำหรับหลายครอบครัว เพราะว่าใจหนึ่งก็อยากให้เรียนสูง และหวังว่าอนาคตจะดี แต่อีกใจหนึ่งก็เห็นความยากลำบากว่า จะส่งไหวไหมนะครับ และถ้าเอามา ออกจากโรงเรียนมา มาทำงานซะ นอกจากจะไม่มีภาระ ยังมาช่วยครอบครัวในการหารายได้ด้วย ตรงนี้คือเป็นที่มาว่าทำไม เราถึงตัดสินใจว่า ให้เริ่มตั้งแต่ ม.ปลาย เป็นแรงจูงใจอีกทางหนึ่งว่า ทำอย่างไรให้เด็กยังอยู่ในโรงเรียนเพื่อเรียนต่อให้สูงขึ้น "

ผู้ดำเนินรายการ : นโยบายของรัฐบาลคิดต่อ นะคะ เพราะว่าเป้าหมายเรา เด็กเรียนจบเพื่อที่จะมีงานทำ เตรียมงานทำให้กับ เด็ก ๆ ที่จบ ที่เขายอมเรียนจนถึงปริญญาตรีอย่างไรค่ะ "

อภิสิทธิ์ : " จริง ๆ แล้ว เราจะต้องมีการติดตาม เมื่อกี้ก็แอบถามท่านอธิการบดีอยู่ บอกว่ารุ่นที่แล้วจบไปได้งานกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๘๐ ก็ต้องถามต่อว่า คณะไหน หรือสาขาไหน ออกไปแล้วมีงานทำ คณะไหนตกงานมากอะไรอย่างนี้ คร่าวๆ ก็อย่างเช่นว่า ถ้าเรียนครูก็ได้งานทำ คณะที่มีปัญหามากที่สุดก็ดูจะเป็นเรื่องการจัดการ "

ผู้ดำเนินรายการ : ฉะนั้นถามในส่วนของน้องนักศึกษา นะคะ น้องต้นอีกนิดหนึ่งแล้วกัน เพราะว่าไปก็มาจากจังหวัดสุรินทร์ ใช่ไหมค่ะ เคยคิดไหมค่ะ ว่าจบมาแล้วเราจะทำงานที่ไหน จะหาโอกาสใช้หนี้คืน กยศ. อย่างไร"

ตัวแทนนักศึกษา(น้องต้น) : " ถ้าพูดถึง อันดับแรกก็คือ จบไปก็ต้องหางานไว้ก่อน ถ้าหางานไม่ได้ก็ต้องหาทุกวิถีทาง ครับ ก็คือใน ๒ ปีแรก ช่วงที่เขายังไม่คิดดอกเบี้ย ช่วงนี้เราก็ต้องเก็บเงินเพื่อไปใช้ส่วนนี้ก่อน เพราะว่าหลังจากนั้นเขาก็ต้องคิดดอกเบี้ยเราแล้วครับ "

ผู้ดำเนินรายการ : " เก็บเงินไว้ส่ง กยศ. คืน และอย่างน้องทัศน์ ถ้าหากว่าไม่มี กยศ. เราจะมีวิธีการหาเงินที่ไหนมาเรียนค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา (น้องทัศน์) : " ทางบ้านเขาบอกว่า ถ้าไม่มี กยศ. เขาก็ไม่รู้จะส่งเรียนอย่างไร "

ผู้ดำเนินรายการ : " ก็คือได้ กยศ. มาช่วย "

ตัวแทนนักศึกษา (น้องทัศน์) : " ใช่ครับ ถ้าไม่มี กยศ. ก็คงไม่ได้มาเรียนที่นี่ครับ "

ผู้ดำเนินรายการ : " อย่างน้องแพทนี่ ก็เหมือนกันใช่ไหมค่ะ ทุกวันนี้ใครส่งเสียเรื่องเรียนหนังสืออยู่ค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " แม่ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ : " พอไหม คุณแม่ส่งเพียงพอไหม "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : "
ไม่พอค่ะ ถ้าไม่มีทุน กยศ. ก็ไม่รู้จะได้มีโอกาสเรียนหรือเปล่า และหนูก็ชอบแพทย์ และค่าเทอมของแพทย์ก็แพง ค่อนข้างจะสูง ถ้าทางมหาวิทยาลัยไม่ให้กู้ ก็ไม่รู้ว่าจะไปเรียนที่ไหน ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เรียนหรือเปล่า "

อภิสิทธิ์ : " ๒ คนนี่ มาไกลเลยนะ สุรินทร์ อุดรฯ "

ผู้ดำเนินรายการ : ค่ะ มาเรียนถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ค่ะถามในส่วนของทางท่านอธิการบดี บ้างค่ะ เด็ก ๆ ที่ใช้ กองทุน กยศ. จะสังเกตนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีส่วนมากก็จะเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้าง เรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลต่าง ๆ บ้าง นะคะ เรามีเด็กที่กู้ยืมมากน้อยขนาดไหนค่ะ อย่างที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ของเรา "

อธิการบดีฯ (ผศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ) : " จำนวนทั้งหมด นะครับ ๓,๐๐๐ กว่าคน ครับ "

ผู้ดำเนินรายการ : ๓,๐๐๐ กว่าคน จากทั้งมหาวิทยาลัย ทั้งหมดเท่าไรค่ะ นักศึกษาของเรา "

อธิการบดีฯ (ผศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ) : " รวมภาคปกติ ๒,๘๐๐ , ๓,๐๐๐ รวมภาคพิเศษด้วยก็รวมทั้งหมดก็ ๔,๘๐๐ กว่าคน "

ผู้ดำเนินรายการ :
ก็เกินครึ่งเลย นะคะ ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ใช้บริการของ กยศ. ตรงนี้ "

อภิสิทธิ์ : "  แล้วที่ขอเท่าไร "

อธิการบดีฯ (ผศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ) : " ที่ขอก็ ๓,๐๐๐ กว่าคน ๓,๓๖๒ คน ครับ "

อภิสิทธิ์ : " ก็ได้เกือบหมด "

อธิการบดีฯ (ผศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ) : " ได้เกือบหมดครับ "

ผู้ดำเนินรายการ :
คราวนี้ถามทางท่านรองผู้จัดการ กยศ.ด้วย นะคะว่า เมื่อสักครู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดแล้ว ให้แนวนโยบายว่า การที่เด็กจะใช้เงินทุนคืน เรื่องฟ้องขอให้น้อยที่สุด หลายคนถามว่าท่านมีวิธีการทำไปถึงไหนแล้วค่ะ "

รองผู้จัดการ กยศ. : " ก่อนจะถึงเรื่องการชำระหนี้ ก็ต้องเรียนนิดหนึ่งว่า กยศ. ที่ให้โอกาสของการศึกษานี่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลปัจจุบันนี่ เดิมทีเรามีสามารถปล่อยกู้ได้ในปี ๕๑ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าราย แต่ในปี ๕๔ เราจะสามารถปล่อยให้นักศึกษากู้ได้ทั้งผู้กู้รายเก่าและรายใหม่ถึง ๙๖๐,๐๐๐ กว่าราย "

อภิสิทธิ์ : " คือเราเพิ่มงบด้วย และก็ขอให้ปรับการบริหารจัดการคือมีเงินที่นิ่งอยู่ เฉย ๆ เราก็ดึงออกมา บอกว่าตรงนี้ควรจะเอามาช่วยนักศึกษา "

รองผู้จัดการ กยศ. : "  คือในช่วงตั้งแต่ปี ๕๑ มา เราสามารถเพิ่มจำนวนผู้กู้ได้ถึงประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ราย ก็อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เรียนก็คือว่า คือถ้าเกิดเราจะสามารถให้ผู้กู้ กู้ได้เต็มค่าใช้จ่ายนี่ จำนวนก็จะต้องถูกลดลง อันนี้เราก็ต้อง คือเราต้องช่วย ๆ กัน ก็คือตรงนี้เป็น พาสเซิ่นโลน คือทุกคนก็ต้องมามีส่วนที่ต้อง เป็นส่วนทำส่วนท่านเอง อันนี้ส่วนของการกู้ ทีนี้ส่วนของเรื่องของการติดหนี้ขณะนี้คณะกรรมการกองทุน หรือท่านปลัดกระทรวงการคลังก็ให้ความสำคัญตรงนี้มาก ก่อนอื่นเบื้องต้นเรามองไปที่เรื่องของการปล่อยกู้ก่อน คือการปล่อยกู้ ปล่อยกู้ในกลุ่มสาขาที่มีความจำเป็น โอกาสที่เด็กจะตกงาน โอกาสเด็กที่จะค้างชำระหนี้ก็จะน้อย อันนี้ก็กำลังศึกษาอยู่ว่ากลุ่มสาขาใดที่เราควรจะต้องเน้นเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ทิ้งกลุ่มสังคม ถึงอย่างไรก็ต้องมีด้วย และก็ในส่วนของการติดตามหนี้ ขณะนี้ก็กำลังดูว่าทำอย่างไรเราถึงจะมีกระบวนการก่อนที่จะฟ้องเขานี่ ให้สามารถที่จะไม่ฟ้องเขาได้ในเบื้องต้น เชื่อมโยงข้อมูล อาจจะเชื่อมโยงข้อมูลกับ กบข. ประกันสังคม เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทำงานที่ไหนและไปติดตามตัวเขาได้ และกลุ่มที่เราไม่สามารถรู้ได้ก็จะเหลือกลุ่มน้อยลง เราก็ยังสามารถติดตามให้เขาได้และก็มีกระบวนการลดหย่อนหนี้ได้ ถ้าเกิดเขามีความจำเป็นจริง ๆ แต่เขาไม่สามารถ หรือไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ ตรงนั้นกฎหมายของกองทุนฯ เปิดช่องอยู่แล้วว่า คณะกรรมการกองทุนฯ สามารถลดหย่อนหนี้ได้ หรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปได้ ครับ ก็จะทำให้เราฟ้องเขาน้อยที่สุด "

ผู้ดำเนินรายการ : ดีค่ะ น้องแพท คิดว่าจะใช้เวลากี่ปี ใช้ทุนหมดค่ะ "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " คงจะไม่ถึง ๑๕ ปี ที่กำหนดไว้ค่ะ เพราะว่าคณะที่หนูเรียนก็เป็นคณะที่แน่นอน เพราะว่าจบไปก็มีงานทำแน่นอนรับราชการในโรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ต่าง ๆ เพราะว่าในขณะนี้ ทั้งทุกมหาวิทยาลัยในประเทศก็ยังต้องการคณะการแพทย์แผนไทยอยู่ค่ะ ตอนนี้เขาก็กำลังเปิดอนามัยชุมชนเป็นโรงพยาบาลประจำตำบลค่ะ ให้มีบรรจุโรงพยาบาลละ ๒-๓ ตำแหน่งค่ะ "

อภิสิทธิ์ : " โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล "

ผู้ดำเนินรายการ : เรามองเห็นอนาคตเราแล้ว คือต้องเรียนท่านผู้ฟัง ทุก ๆ ท่าน นะคะ ว่า อย่างน้องแพท ขออนุญาต นะคะ คุณพ่อคุณแม่ก็ได้แยกทางกันไป น้องแพทก็อยู่กับคุณยาย คุณยายก็ไม่มีรายได้อะไร ฉะนั้นในการเรียนหนังสือนี่ เรื่องใหญ่ของครอบครัวที่ต้อง "

อภิสิทธิ์ : " พี่น้องกี่คน "

ตัวแทนนักศึกษา(น้องแพท) : " เป็นลูกคนเดียว "

อภิสิทธิ์ : " อ๋อ มีคนเดียว แต่ว่าเรียนเก่ง "

ผู้ดำเนินรายการ : น้องตั้งใจ นะคะ ในห้องส่งของเรา นะคะ ท่านผู้ฟังค่ะ ยังมีในส่วนของ น้องๆ ที่เป็นนักศึกษาที่นี่ นะคะ และก็กู้ยืมทุน กยศ. ด้วย ฟังท่านนายกรัฐมนตรีคุย ฟังตัวแทนเพื่อน ๆ ของพวกเราคุยแล้ว อยากจะเสนอความคิดเห็นอะไรท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเด็กไทยให้ได้เรียนหนังสือดี ๆ ขอตัวแทนสักท่านหนึ่ง น้องคนนี้ก็ได้ค่ะ

ตัวแทนนักศึกษาที่อยู่ในห้องส่ง : " สำหรับดิฉันนะคะ มีความคิดว่าทุนกู้ยืม กยศ.มีประโยชน์มากมายนักศึกษา นะคะ เพราะว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้นักศึกษามีกำลังใจที่จะศึกษาต่อไป จากที่เรียนระดับมัธยมมา บางคนอาจจะคิดว่าไม่มีตังค์ที่จะศึกษาในอนาคตระดับอุดมศึกษาก็ทำให้เขาได้มีกำลังใจ เพื่อที่จะเรียนต่ออย่างน้อยก็จะมีทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้เขากู้ยืม และก็ได้ศึกษาต่อไป ค่ะ "

ผู้ดำเนินรายการ : "  อันนี้ก็คงจะโจทย์ กยศ. ขอคิดคำตอบก่อนแล้วเดี๋ยวจะมาตอบท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง นะคะ เอาละหนึ่งนาทีสุดท้ายตรงนี้ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดกับท่านผู้ชมที่ ท่านผู้ฟังที่ฟังรายการเราอยู่ทั่วประเทศเลย นะคะว่า ในเรื่องนโยบายการศึกษาตอนนี้ ก็คือปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง เพิ่งปีกว่า ๆ นะคะ ทางรัฐบาลจะทำอะไรต่อ และประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ได้บ้าง "

อภิสิทธิ์ : "  มี ๒ เรื่องสำคัญ ที่เราอยากจะเดินหน้า นะครับ

  • เรื่องแรกก็คือเรื่องของโอกาส คุณภาพสำคัญ แต่ว่าบางคนมองข้ามว่า เรายังมีเด็กอีกจำนวนมากซึ่งควรจะได้รับการศึกษาแต่ยังตกหล่นอยู่ นะครับ ตอนนี้มีทั้งเด็กที่โยกย้ายถิ่นฐานตามพ่อแม่ เด็กที่ถูกออกจากโรงเรียนไป นะครับ ขณะนี้ผมได้เร่งโครงการปฏิรูป สำรวจเด็กเหล่านี้ทั้งหมด และก็หาแผนรองรับในการกลับเข้ามารับการศึกษา
  • ข้อที่สองก็คือเรื่องคุณภาพ นะครับ น่าเป็นห่วงมากขณะนี้ เพราะว่า เวลาเขามาประเมินทักษะของเด็กไทย เราก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดีเลย นะครับ เราก็ต้องพยายามเร่งรัดตรงนี้ รัฐบาลก็จะต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษา ก็อยากจะบอกว่าความจริงแล้วนี่ เมื่อก่อนก็พูดถึงเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาก็จะมี สองคำพูด นะครับ ที่บอกว่า การศึกษาสำหรับทุกคน ภาษาอังกฤษก็บอกว่า Education for all แต่อีกคำหนึ่งก็คือ All for Education คือทุกคนต้องมาร่วมทำเรื่องของการศึกษาด้วย

เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักธุรกิจ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะนี่คืออนาคตของเราทุกคน อนาคตของการที่จะมีสังคมที่ดี เศรษฐกิจที่ดี และก็ประเทศที่ดี "

ผู้ดำเนินรายการ : " ก็ต้องช่วยกันนะคะ แน่นอนเรื่องของนโยบายทางด้านการศึกษาก็เป็นที่ชัดเจน สำหรับประชาชนทุก ๆ ในยุคนี้ และคงจะเป็นกำลังใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรี กับทุกที่ทำงานด้านการศึกษา เพราะผลประโยชน์นี่ละค่ะ น้อง ๆ ที่อยู่ในห้องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง และก็ยังมีทั่วประเทศด้วย ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ฯ อย่างยิ่ง และขอบคุณท่านรองผู้จัดการ กยศ. และท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงและน้อง ๆ ทุกคน ค่ะ
ความรู้สึกตัวแทนนักศึกษาต่าง ๆ เกี่ยวกับ กยศ.  ก็อยากฝากบอกน้อง ๆ ทุกคนว่า ให้พยายามคิดและตั้งใจที่จะวางแผนอนาคตให้ดี  ถือว่าจะเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจส่วนหนึ่ง ที่ให้เด็กหลาย ๆ คน ที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาครับผม อย่าเพิ่งท้อใจนะ อย่างน้อยเราก็ยังมีทุน กยศ.เป็นปัจจัยหลักในการศึกษาของเราต่อไป  เราสามารถเรียนต่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยได้ ถ้าหากว่าเรามีความตั้งใจและขยัน ทำให้หนูรู้สึกอยากเรียนต่อ  มีโครงการอย่างนี้ อยากให้มีต่อไป  กยศ.ไม่ได้ทำให้เราเป็นหนี้ แต่ทำให้เรามีโอกาสทางการศึกษา ค่ะ   ขอบคุณค่ะ  ขอบคุณ ครับ "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- คลี่คลายปัญหาชุมชน: ที่ทำกิน ไทยพลัดถิ่น หนี้เกษตรกร

...โฉนดชุมชนแนวทางแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหากฏระเบียบในพื้นที่ เร่งเจรจาหาข้อยุติ

อภิสิทธิ์: "สำหรับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมมี และมีการคลี่คลายไปบ้างแล้ว เช่น 

  • กรณีของคนไทยพลัดถิ่น ที่คณะรัฐมนตรีได้ส่งพระราชบัญญัติสัญชาติเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วนะครับ 
  • กลุ่มของเกษตรกรได้มีความเข้าใจกันมากขึ้นในเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้
  • ก็จะเหลือกลุ่มเครือข่ายใหม่ที่เกิดขึ้น สำหรับพี่น้องประชาชนที่ยังมีเรื่องเดือดร้อนในเรื่องที่ทำกิน ซึ่งความจริงข้อเรียกร้องหลักนั้นก็เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาอยู่ คือเรื่องโฉนดชุมชน ซึ่งเราได้ไปสัมผัสกับการแก้ไขปัญหาจริงในบางพื้นที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
            - เราก็จะเร่งรัดเดินหน้าตรงนี้ต่อไป เพื่อที่จะให้เรื่องของโฉนดชุมชนเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา
            - แต่ระหว่างนี้มีปัญหาเรื่องกฎระเบียบ ปัญหาแนวปฏิบัติในพื้นที่ ก็กำลังเร่งเจรจาเพื่อหาข้อยุติ เพื่อแก้ปัญหาเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไป

ก่อนที่จะไปดูเรื่องของบรรยากาศของการศึกษา ก็อยากจะขอเรียนที่ผมพูดก่อนหน้านี้ในเรื่องของปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- มุมอภิสิทธิ์: แนะเยาวชนพยายามค้นหาตนเอง นายกฯอยากเป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็ก

...ผู้ดำเนินรายการ: " ถ้าในส่วนของ น้อง ๆ นะคะ อยู่วัยเรียน ตอนนี้หัวเลี้ยวหัวต่อกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย บางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร ท่านนายกรัฐมนตรี อยากจะไกด์อะไร น้อง ๆ ไหมค่ะ"

อภิสิทธิ์:
" อยากจะแนะนำนะครับ บอกว่า จริง ๆ เราต้องคิดถึงอนาคต เพราะว่า บางที เราไปคิดว่าเราก็เรียนไปเรื่อย ๆ และเดี๋ยวเราก็จะเรียนต่อ จะสอบเข้าที่ไหนก็อาจจะมาคิดไปเรื่อย ๆ ว่า ตามเพื่อนบ้าง ฟังคนนั้น คนนี้บ้าง แต่จริง ๆ อนาคตคือชีวิตเรา เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามค้นหาให้พบว่า ชีวิตเราอยากทำอะไร นะครับ เพราะว่าถ้าเราอยากทำอะไรแล้ว ส่วนใหญ่แล้วเราจะทำได้ดี ถ้าเราไปทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำเราก็จะทำได้ไม่ค่อยดี ทีนี้ถ้าเรารู้ตัวเอง อยากจะรู้ว่าจะต้องทำอะไร เราจะได้รู้ว่าเราควรจะเรียนตรงไหน"

ผู้ดำเนินรายการ: " อย่างท่านนายกรัฐมนตรี สมัยเรียนรุ่นมัธยมปลาย ตอนนั้นเริ่มรู้ไหมค่ะ ว่า ตัวเองอยากเป็นนักการเมือง"

อภิสิทธิ์: " ไม่ค่อยปกติ อยากเป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็ก"

ผู้ดำเนินรายการ: "  ฉะนั้น น้อง ๆ ต้องมีเป้าหมายนะคะ ถ้าเกิดเรามีเป้าหมาย"

อภิสิทธิ์: "  มีเป้าหมายแล้ว นี่เราจะได้รู้"

ผู้ดำเนินรายการ: " อย่างไรก็ขอบคุณ น้อง ๆ ทุก ๆ คน มากนะคะ ขอบคุณค่ะ"

อภิสิทธิ์: " โชคดี นะครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ

คลิ๊ก เพื่อชม VDO ความโปร่งใสการใช้งบประมาณ , เร่งควบคุมปัญหาของแพง , เพิ่มความตึงเครียดทางทหารไม่เป็นประโยชน์


(กลับไปด้านบน)