...ช่วงกลางปีควรปรับขึ้นค่าแรง เพื่อให้ปชช.สามารถสู้สินค้าแพงได้ ค่านิตยภัตสงฆ์ปรับขึ้นแล้ว อีกสองสัปดาห์พิจารณาปรับขึ้นท้องถิ่น ปัจจุบันปัญหาของแพงเป็นทั่วโลกแต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเดินหน้านโยบายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายปชช.ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อภิสิทธิ์: "นอกจากนั้น นะครับ การดูแลในเรื่องของการเพิ่มรายได้ก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่
- พี่น้องข้าราชการ นะครับ
- ลูกจ้าง
- พนักงานรัฐวิสาหกิจ
- โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย
ได้รับการปรับเพิ่มนั้น
- ขณะนี้นี้ในเรื่องของค่าแรงก็ได้มีการมอบหมายทางกระทรวงแรงงานให้ไปดูว่าในช่วงกลางปีนี้ สมควรที่จะมีการปรับค่าแรงขึ้น เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้น สามารถที่จะสู้กับราคาสินค้าของแพงได้ นะครับ ซึ่งในช่วงที่สองของรายการก็จะให้ไปดูตอนที่ผมได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงาน คุยกับพี่น้องผู้ใช้แรงงานในเรื่องของค่าแรงที่ควรจะต้องมีการปรับขึ้นไม่ใช่เฉพาะในเรื่องค่าครองชีพ แต่ในเชิงโครงสร้างต่อไป นะครับ
- นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังอนุมัติให้มีการปรับขึ้นค่านิตยภัตสำหรับพระสงฆ์ และ
- ใน ๒ สัปดาห์ข้างหน้า ครับ กลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังตกหล่นไปก็คือเรื่องของคนทำงานในท้องถิ่น นะครับ โดยเฉพาะในส่วนของเทศบาล อบจ. และกรุงเทพฯ ในส่วนของ ส.ก. ส.ข. ส.จ. ส.ท. นะครับ ซึ่งยังไม่ได้รับการปรับขึ้น ก็จะได้มีการพิจารณา นะครับ ก็จะดูตัวเลขให้มีความเหมาะสมให้เกิดความเป็นธรรมที่จะรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้
ขอย้ำครับว่า รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน นะครับ และจะทำทุกวิถีทางทั้งในด้านของการที่จะดูแลกำกับราคาสินค้า ...ตอนนี้พักไปดูในเรื่องของการเยี่ยมโรงงานคุยกับพี่น้องผู้ใช้แรงงานในเรื่องค่าครองชีพกับค่าแรงก่อนครับ"
อภิสิทธิ์: "ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทั้งพนักงานและผู้บริหาร นะครับ ที่ให้การต้อนรับผมอย่างอบอุ่น ความจริงหลายคนอาจจะทราบ นะครับว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาที่นี่ แต่ว่าหลายคนบอกว่าจำไม่ได้ เมื่อกี้นั่งทานข้าวอยู่เขาบอกว่าตอนผมมาครั้งที่แล้วก็เพิ่งเกิดเอง อยากจะบอกว่าวันนี้ที่ผมได้เดินทางมานั้น ก็มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ขึ้นมาหน่อยครับ เดี๋ยวคนไม่เห็น นะครับ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลบริหารบ้านเมืองนี่ ทราบดีว่าขณะนี้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของค่าครองชีพ เป็นปัญหาของแพง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจะบอกว่าทั่วโลกก็พูดได้ นะครับ แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะนิ่งนอนใจ แล้วอยู่เฉย ๆ
การทำงานตรงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเลี้ยงชีพของตนเอง แต่พวกเราก็คือคนที่สร้างเศรษฐกิจไทยจริง ๆ บริษัทนี้มีประวัติยาวนาน นะครับ ผลิตชุดชั้นใน เป็นระบบอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของประเทศถึงเวลานี้ก็หลาย ๑๐ ปี นะครับ ๔๐ ปี แล้ว และก็ผลิตทั้งเพื่อขายในประเทศด้วย และส่งออกด้วย นะครับ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการที่พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งเอาเงินรายได้เข้ามา ทั้งทำให้พวกเราทุกคนนั้นมีค่าแรง มีรายได้ มีอาชีพ ขณะนี้พอของแพงขึ้นทุกคนก็เดือดร้อนไปหมด
ผมก็อยากจะยืนยันว่า ผมเองและรัฐบาล พวกเราทุกคนเข้าใจดีว่าความเดือดร้อนนี้เป็นอย่างไร ผมมานั่งทานข้าวตรงนี้ เมื่อกี้ตอนที่เดินเยี่ยมในโรงงานนี่ก็คุยกันในเรื่องเหล่านี้ พอนั่งปั๊บเขาก็ชวนทางข้าว นะครับ สักพักหนึ่งมีคนเอาไข่มา สิ่งแรกที่บอกผมเลยก็บอกว่า นายกรัฐมนตรีทานของแพง วันนี้ถามมาทุกคนบ่นแต่เรื่องไข่แพง"
อภิสิทธิ์: "ผมตอนที่คุยอยู่ในโรงงานนี่ก็คุยเรื่องค่าแรง"
เจ้าของโรงงาน: "พนักงานเข้าใหม่ตอนนี้เลย ขั้นต่ำ ๒๑๕ บาท ตอนนี้ขั้นสูงของเรา เราไม่มีเพดานนะคะ ๒๙๐ บาท แต่ว่าถ้าพนักงานมีประสบการณ์มาเราก็บวกอีก ๑๕ บาท"
อภิสิทธิ์: "ตรงโน้นเมื่อกี้ ๓๐๐ กว่า เพราะว่าอยู่มานานแล้ว"
เจ้าของโรงงาน: "ค่ะ เราจะปรับอันนี้ แต่ก็ยังเอาไว้"
อภิสิทธิ์: "อย่างคราวที่แล้วที่ปรับขึ้นมา ๑๐ ยังไม่ได้ขึ้น"
เจ้าของโรงงาน: "เราปรับขึ้นส่วนเดียวเอง ค่ะ คือเราค่อย ๆ ปรับ การปรับค่าแรงก็คิดว่าเป็นสิ่งดี เพราะว่าจริง ๆ เป็นการยกระดับรายได้ของประชาชนที่สูงขึ้น และเมื่อเขามีรายได้มากขึ้นความเป็นอยู่ทุกอย่างเขาก็จะดีขึ้น ซึ่งตรงกับนโยบายของโรงงาน แต่ทีนี้ก็จะทำให้ต้นทุนของบริษัทสูงขึ้น"
อภิสิทธิ์: "มีต้นทุนตัวไหนที่คิดว่าอยากจะให้รัฐบาลช่วย เพื่อที่จะสามารถทำไม่ให้ต้นทุนเรื่องค่าแรงสูงขึ้นได้"
เจ้าของโรงงาน: "ต้นทุนที่เป็นค่าแรงเอง การลดภาระภาษี"
อภิสิทธิ์: "มีหลายเรื่องซึ่งทำให้เราจำเป็นต้องดำเนินนโยบายหลายอย่าง เพื่อไม่ให้เดือดร้อนมากไปกว่านี้ หรือลดภาระให้กับพี่น้องประชาชน นะครับ เช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวว่าเราจำเป็นที่จะต้องลดภาษีน้ำมันดีเซล เพื่อไม่ให้น้ำมันดีเซลเกิน ๓๐ บาท ถ้าน้ำมันดีเซลขึ้น ค่าขนส่งจะขึ้นหมด สินค้าทุกตัวที่เราใช้ก็จะขึ้นราคาอีก อันนี้คือตัวอย่างว่า เราจำเป็นที่จะต้องเข้ามาดูแลในช่วงที่เราเห็นว่ากำลังประสบความยากลำบาก และมีนโยบายหลายเรื่องซึ่งขณะนี้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอยู่ เช่น
- ค่าไฟ สำหรับคนที่ใช้ไฟน้อย
- รถเมล์ นะครับ ถ้าเป็นรถร้อนก็ฟรีอยู่ นะครับ
- แล้วเราก็มีโครงการเรียนฟรี
- ถ้าพวกเรา ส่วนใหญ่มีประกันสังคมก็ได้รับการดูแลเรื่องทางการรักษาพยาบาล แต่ว่าเพื่อน ๆ เราหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในประกันสังคมตอนนี้ก็มีโครงการรักษาฟรี
และก็ยังมีอีกหลายเรื่องนะครับ ซึ่งเราดูแลเป็นการเฉพาะอยู่ เช่น ก๊าซหุงต้ม นะครับ
ผมลองให้คำนวณดูว่า แต่ละครอบครัวนี่
- ที่ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ
- ที่ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันหรือค่าขนส่งแพงขึ้น
- ที่ไม่ต้องจ่ายค่าแก๊สแพงขึ้น
- ที่ได้ช่วยในเรื่องของลูกหลาน นะครับ
- บวกกับว่า ถ้าครองครัวไหนดูแล คุณพ่อ คุณแม่ คนเฒ่าคนแก่ ตอนนี้เรามีเบี้ยยังชีพให้เดือนละ ๕๐๐ บาท
- และมี อสม. ที่อยู่ต่างจังหวัด ก็มีค่าตอบแทนได้
เสร็จแล้วโดยเฉลี่ยขณะนี้ เราดูแลอยู่ประมาณเดือนละอาจจะ ๓,๖๐๐ - ๓,๗๐๐ บาท ก็อยากจะบอกว่านโยบายเหล่านี้ตั้งใจที่จะทำต่อไปให้นานที่สุด แต่ปัญหาก็คือที่ทำอยู่แล้ว พวกเราก็คงมีความรู้สึกว่าคงจะต้องทำให้ได้มากกว่านี้ ถามว่าเพราะอะไร หลายคนนี่ วันนี้ผมพบ นะครับ บางคนก็เริ่มเข้ามาใหม่ ๆ ค่าแรงขั้นต่ำ นานสุดเมื่อกี้อยู่มา ๓๐ ปี ได้ ๓๐๐ กว่าบาท แต่ว่าก็ต้องทำโอที บอกไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ไหว นะครับ
เพราะฉะนั้นนโยบายที่เราตั้งใจจะทำต่อที่ผมพูดไว้แล้วก็คือเรื่องค่าแรง จำเป็นจะต้องปรับขึ้นอีก นะครับ
- เมื่อตอนต้นปีก็เป็นชุดแรกในรอบหลายปีที่เราปรับขึ้นค่อนข้างมาก ปกติค่าแรงปรับกันทีละบาท สองบาท สามบาท ก็ปรับขึ้นมา ๑๐ บาท คนที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำก็ได้ไปเต็ม ๆ คนที่ได้มากกว่านั้นก็อาจจะลดหลั่นลงไปแต่ปรับขึ้นมา
- แต่ตอนนี้ดูแล้วก็เห็นว่ายังไม่น่าจะพอ ผมก็เลยขณะนี้ กระทรวงแรงงานเริ่มพูดคุยกับคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย นายจ้างลูกจ้าง ข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิก็ว่า ช่วงกลางปีขอให้ปรับอีกครั้งหนึ่งก่อน ได้เท่าไรเหมาะสมแค่ไหน เขากำลังไปดูอยู่
- ตั้งใจว่าประมาณสักช่วงเดือนพฤษภา - มิถุนายน อยากให้ปรับได้อีกครั้งหนึ่ง
- แต่ว่าตั้งใจหลังจากนั้นไปก็คือว่า อยากให้เพิ่มขึ้นภายใน ๒ ปี ให้ได้สัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นะครับ
ได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ค่าแรงขั้นต่ำ พอพูดอย่างนี้ปั๊บหลายคนก็อาจจะดีใจ หลายคนก็อาจจะบอกยังไม่พอ แต่ว่าผู้บริหารเริ่มคิ้วขมวดแล้ว คือ ผมก็ต้องพูดตามความเป็นจริงว่า ถามว่าในใจพวกเราทุกคนแม้แต่นายจ้างนี่ ถ้าให้ได้สูง ๆ ก็อยากให้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ค่าจ้างที่สูงขึ้นก็ไปทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าก็สูงขึ้น ทีนี้ถ้าเกิดของแพงเกินไป คนไม่ซื้ออีก ทีนี้บอกค่าจ้างสูงแต่ว่าตกงาน เพราะว่านายจ้างก็จ้างไม่ไหว
ผมอยากจะยืนยันว่าค่าจ้างที่เราคำนวณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เราเห็นว่าสมเหตุสมผล แต่ว่าค่อยเป็นค่อยไปแล้วก็ปรับขึ้นเวลาสัก ๒ ปี คือถ้าผมอยากจะบอว่า เอาตัวเลขสูง ๆ เลย พูดง่าย ๆ มาหาเสียงกันแล้วไม่ต้องสนใจนี่พูดได้
- แต่หนึ่งจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
- และสองหรือทำได้แต่ปรากฏว่าในที่สุดพวกเราไม่ได้ค่าแรง เพราะตกงานกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร
สิ่งที่เรายืนยันก็คือว่า ตัวเลข ๒๕ เปอร์เซ็นต์คำนวณมาแล้ว และจะมีแผนที่จะช่วยลดต้นทุนทางด้านอื่นให้กับบริษัท อันนี้คือสิ่งที่เป็นความตั้งใจที่เรามาทำ และเตรียมทำที่เป็นนโยบาย เพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ ทีนี้การทำตัวนี้ ไม่ได้หมายความว่ามีเรื่องนี้เรื่องเดียว นะครับ เราก็พยายามจะดูแลในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะเรื่องของสวัสดิการ และเรื่องของความมั่นคง ในชีวิตของพวกเราทุกคน มีประกันสังคมแล้วก็จริง
- ตอนนี้เราก็ยังมีกองทุนเงินออมที่กำลังจะออกมา ใครอยากจะออมเงินเพิ่ม มีบำเหน็จ บำนาญประชาชนในอนาคตก็จะมีหลักประกันมากขึ้น
และที่สำคัญก็คือเรื่องของสวัสดิการ นะครับ ผมต้องขอบคุณที่นี่ นะครับ เพราะว่าเมื่อกี้พูดคุยกัน มีเรื่องหนึ่งซึ่งผมผลักดันมาตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือว่า โดยเฉพาะถ้าพูดที่นี่ นะครับ คนงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงก็คือว่า
- อยากให้สถานประกอบการมีที่ดูแลเลี้ยงดูเด็กเล็ก ไม่อย่างนั้นผู้หญิงพอมีลูกปั๊บก็มีปัญหา นะครับ ใครจะดูแลลูกหลานของตัวเอง และเดี๋ยวนี้ก็เลยมีแต่ส่งกลับไปอยู่กับคุณยายและก็มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาเยอะแยะ แต่ว่าที่นี่ทำแล้ว นะครับ
- ผมก็บอกว่า รัฐบาลนี้ตอนนี้ให้หักภาษีได้ ใครลงทุนทำศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการมาหักภาษีไปเลย ของแบบนี้เราจะทำมากขึ้น
และที่นี่ ที่นั่งกันอยู่นี้ นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณครับ เพราะว่า เห็นบอกว่าทานกันกับหนึ่งอย่างก็ ๑๕ บาท แต่ถ้าเดินออกไปนอกรั้วนี้ ซื้อไม่ได้หรอกครับ ๑๕ บาท ๓๐ บอกว่า ๓๐ บาท นะครับ ผมจึงอยากจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมต้องการที่จะมาบอกกับพวกเราและมาฟังจากพวกเราโดยตรงว่านี่คือสภาพปัญหาที่อยู่ในใจของตัวเอง มีอีกหลายเรื่อง ครับ ที่เราจะต้องทำต่อ เช่น
- เรียนฟรี เราทำแล้ว ตอนนี้หลายคน นะครับ ที่อายุมากหน่อยลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เริ่มเป็นห่วงว่า เอ๊ะเรียนฟรี ๑๕ ปี จบแล้วจะเรียนต่อไหวไหม
- ก็กำลังจะขยายเรื่องของเงินกองทุนกู้ยืม นะครับ จะได้หมายความว่าลูกหลานเราพอจบมัธยมหรือจบม.ต้น จะขึ้นม.ปลาย มีโอกาสกู้ยืมจะได้เรียนต่อได้สูงขึ้น อย่างนี้เป็นต้น
และยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกที่เราอยากจะดูแล ผมจะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูดในรายละเอียดในวันข้างหน้า เพราะว่าจะพูดทุกเรื่องวันนี้คงไม่ไหว แต่ว่ายกตัวอย่างเช่น
- อยากจะสนับสนุนให้ทุกคนมีบ้านเป็นของตนเอง นะครับ ก็จะไปดูเงื่อนไขว่า
- ทำอย่างไร สามารถที่จะผ่อนบ้านได้ในเงื่อนไขที่ดี เช่น ๒ ปี แรกไม่ต้องเสียดอกเบี้ย นะครับ
- และระยะเวลาผ่อนยาว จำนวนเงินที่ส่งก็สมเหตุสมผลสำหรับบ้านราคาไม่มากนัก สำหรับคนที่มีรายได้น้อยรายได้ปานกลาง นะครับ
- หรือทำแบบที่เราทำกับแท็กซี่ไปแล้วก็คือว่า เปลี่ยนจากสิ่งที่เขาเคยเสียเป็นค่าเช่ามาเป็นค่าผ่อน แต่ว่าสุดท้ายก็ได้รถเป็นของตนเอง
มีหลายคนเมื่อกี้คุยอยู่ก็เช่าบ้านเช่นเดียวกัน ก็อยากจะมาขอบคุณ นะครับ เพราะว่า วันนี้มาก็ได้ประโยชน์มาก ได้พูดคุยกับพวกเราหลายคน และยืนยันว่าเดินหน้าในการที่จะช่วยดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทุกคน นะครับ อยากให้มั่นใจว่า เราอยู่กับความเป็นจริงครับ อะไรที่พูดในวันนี้ ที่กำลังเดินหน้านี่มีแผนที่รองรับ และจะเดินหน้าทำต่อไป และก็ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่ต้อนรับอย่างดี ก็คงจะได้มีโอกาสแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกันอีก และอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว พวกเรามีปัญหาอะไร รัฐบาลมีช่องทางเยอะ ที่จะให้สื่อสารถึงกัน นะครับ วันนี้มาคุยกันเรื่องค่าครองชีพเรื่องค่าแรง แต่ในใจยังมีอีกหลายเรื่อง ผมรู้ เรื่องยาเสพติดตอนนี้ ตู้ม้า บ่อนการพนันนี่ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะมีการดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก เข้มข้นขึ้นอีก เพราะว่าตอนนี้ภายในวันนี้เขาจะต้องส่งมาให้ผมว่าจะจัดกำลังพิเศษเพื่อเข้าไปดูแลอย่างไร เพราะว่าหลายชุมชน รวมถึงแถวนี้ด้วยร้องเรียนผมมา นะนครับ ว่ามีอยู่ก็จะดำเนินการต่อไป ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ สวัสดี ครับ"
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>