แม้ยุบสภาทหารพร้อมรับมือ พี่น้องใต้รับไว้ใจรัฐฯมากขึ้น ที่บำบัดผู้เสพติดไม่เพียงพอ ประกาศค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ดัชนีไข่ยังสูง รัฐฯไม่เคยปล่อยผ่านเรื่องทุจริต(๑ พ.ค.๕๔)

- กัมพูชา: แม้ยุบสภาแต่ทหารพร้อม คณะทำงานศาลโลกมรดกโลกพร้อม
- ชายแดนใต้: ๗๐% บอกไว้ใจรัฐมากขึ้น พัฒนา + อำนวยยุติธรรมมาถูกทาง
- วันแรงงาน: ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ขึ้นขั้นต่ำ + กฎหมายเพิ่มสวัสดิการหลายอย่าง
- ปากท้องประชาชน: แม้ได้ทำไปมาก แต่ยังไม่พอ ดัชนีไข่ยังสูง
- ยาเสพติด: จับกุมผู้ค้าได้มาก ได้รายใหญ่ แต่ที่บำบัดผู้เสพไม่พอ มีการไหลเวียนกลับชุมชน
- ทุจริต: ทุกเรื่องที่เข้า ครม.ไม่เคยปล่อยหากมีข้อสงสัย แต่ถูกจำกัดด้วยหลักฐานไม่พอ
- การเมือง: ยุบสภาเร็ว vs ลาออกหลังรุนแรง เสียงข้างมาก vs พรรคใหญ่สุด
- มุมอภิสิทธิ์: เปิดใจรายการเชื่อมั่นฯ ครั้งสุดท้าย
- ตามข่าว: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เปิดโอกาสทุกพรรคใช้สื่อเท่าเทียมกัน
- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

  - กัมพูชา: แม้ยุบสภาแต่ทหารพร้อม คณะทำงานศาลโลกมรดกโลกพร้อม

...แม้ว่าจะมีการยุบสภาฯ การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีความชัดเจนในเชิงนโยบาย สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ในการที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และก็รักษาอธิปไตย

อภิสิทธิ์ : " สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ในวันนี้ก็เป็นรายการสุดท้ายก่อนที่จะได้มีการยุบสภาฯ ในสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมานั้น หลังจากที่เราได้รับเกียรติจากพิธีกรรับเชิญนะครับ นับรวมกันแล้วก็เกือบ ๒๐๐ คน เมื่อวานนี้ค่ำวานนี้ก็จึงได้มีการเชิญพิธีกรซึ่งเคยมาร่วมในรายการนี้ หนึ่ง ก็คือเพื่อมาขอบคุณ และสอง เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยซักถามสนทนา

ช่วงที่สองของรายการในวันนี้จะเป็นการเก็บเอาบางคำถามทั้งในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ และเรื่องอื่น ๆ ที่พิธีกรร่วมในรายการนี้ได้ให้ความสนใจและสอบถาม แต่ในช่วงแรกครับก็ขอรายงานการทำงานของรัฐบาล เหมือนเช่นกับที่ได้ทำมาตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ

คงจะเริ่มต้นจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาครับ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าตลอดระยะ ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ปัญหาการปะทะในแนวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้นก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมเองได้มีโอกาสไปเยี่ยมทั้งพี่น้องประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพ ทั้งประชาชนและทหารที่ได้รับบาดเจ็บ โดยทั้งที่สุรินทร์และที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีการไปพบปะเยี่ยมเยียนกับบุคคลดังกล่าว ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลจากการปะทะกัน หรือจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และก็ต้องขอแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญ ความเสียสละของพี่น้องทหารทุกคน ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย

สถานการณ์นั้นต้องขอเรียนครับว่าหลังจากที่ได้มีการปะทะและมีการใช้อาวุธหนักกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

  • ก็ได้มีการประสานงานในระดับของพื้นที่ที่จะได้มีการพูดคุยกัน ความจริงก็มีการพูดคุยกันอย่างน้อย ๆ ๒ ครั้ง
  • แล้วก็ได้มีการตกลงที่จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของการปะทะกัน
  • แนวโน้มสถานการณ์ขณะนี้ไปในทางบวกแต่ไม่ประมาท ยืนยันไม่ยอมให้ฝ่ายกัมพูชารุกเข้ามายึดพื้นที่ใด ๆ ทั้งสิ้น

แนวโน้ม ๒-๓ วันที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่ายังมีการปะทะกันอยู่ แต่เป็นการใช้อาวุธประจำกาย ไม่ได้มีการใช้อาวุธหนัก ซึ่งในการปะทะกันทุกครั้งก็จะมีการติดต่อประสานงานกันเพื่อไม่ให้ สถานการณ์ลุกลามออกไป เพราะฉะนั้นแนวโน้มในขณะนี้ไปในทางบวกครับ แต่ว่าเราไม่วางใจเราไม่ประมาท และทางกองทัพก็ยังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตย

ก็ถือโอกาสแสดงความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพราะว่าบางทีพี่น้องประชาชนก็มีความสับสนว่าตลอดระยะเวลาสัปดาห์กว่า ๆ ที่ผ่านมานั้นการสู้รบมีผลอย่างไรต่อเรื่องของดินแดนต่ออธิปไตย ขอยืนยันนะครับว่าแนวที่เราได้มีการวางกำลังอยู่นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด ไม่ได้มีการถอยร่นหรืออะไรเข้ามาทั้งสิ้น เพราะว่าเราไม่ยอมให้ทางฝ่ายกัมพูชานั้นรุกคืบเข้ามายึดพื้นที่ใด ๆ ทั้งสิ้น และก็ประสบความสำเร็จในการปกป้องตรงนี้

ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้นะครับ เราจะติดตามดูแลไปอีกวันสองวัน และก็คิดว่าพี่น้องประชาชนหลายส่วนก็จะน่าที่จะสามารถกลับเข้าไปอยู่ในชุมชน ในบ้านของตนเองได้ เพราะว่าแน่นอนที่สุดครับความต้องการของพี่น้องในบริเวณชายแดนนั้นต้องการที่จะกลับบ้าน วันที่ผมไปก็สัมผัสได้ครับ ถึงความกังวลความเครียด

  • แม้ว่าเราจะจัดหน่วยงานต่าง ๆ ไปดูแลต่าง ๆ อย่างเต็มที่เท่าไรก็ตาม แต่พี่น้องประชาชนนั้นก็ต้องการที่จะกลับบ้าน และต้องการเห็นการเจรจา ต้องการเห็นความสงบเกิดขึ้นในบริเวณชายแดน เพราะว่าต้องไม่ลืมนะครับว่าพี่น้องทั้งหมดตรงนี้คือคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ
  • เพราะฉะนั้นเรากำลังจะติดตามสถานการณ์นะครับ ถ้าการปะทะประปรายมีเพียงเล็กน้อยในช่วงวันสองวันข้างหน้า ก็คิดว่าจะทำให้เราสามารถที่จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับไปอยู่ที่ชุมชนตามเดิมได้ตามปกติแต่ว่าก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตามต่อไป

ขณะเดียวกันทางด้านของการเมืองระหว่างประเทศ ทางกัมพูชาได้ไปยื่นต่อศาลโลกครับ ให้มีการตีความคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารครับ โดยอ้างว่ายังมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับเรื่องของคำพิพากษาในสมัยนั้น แล้วก็เป็นปัญหามาสู่การปฏิบัติในปัจจุบัน

ขณะนี้การแจ้งการยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการนั้นยังมาไม่ถึงประเทศไทยนะครับ แต่ว่าทางสถานทูตของเราที่ไอซีเจนั้นได้รับแจ้งแล้ว เพราะฉะนั้นก็ได้มีการสั่งการให้เตรียมการครับ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานขึ้นมา เพื่อที่จะได้เป็นผู้กำหนดทิศทางในการที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อที่จะปกป้องสิทธิของประเทศไทย ซึ่งในวันอังคารนี้จะได้มีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อม ๆ กับการที่จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการที่จะดูแลในเรื่องของการเข้าไปต่อสู้ในเรื่องของมรดกโลก ซึ่งจะมีขึ้นทั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน

ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าแม้ว่าจะมีการยุบสภาฯ การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีความชัดเจนในเชิงนโยบาย สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ในการที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และก็รักษาอธิปไตย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะรายงานให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบนะครับ

...ก็ขอเรียนว่าในวันอังคารที่จะถึงนี้ ผมได้มีการเชิญรัฐมนตรีทุกกระทรวงมาคุยแล้วนะครับว่ามีงานจำเป็นเร่งด่วนใด ๆ ที่จะต้องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา แต่ว่าจะไม่มีการไปอนุมัติในลักษณะที่ชอบพูดกันว่าจะเป็นการทิ้งทวน โดยไม่มีการผ่านความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

  • ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ฯ หรือสำนักงบประมาณครับ แต่ว่าต้องมีความมั่นใจว่างานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจะได้มีการอนุมัติกันไป เพราะว่าพอเข้าสู่ช่วงของการเลือกตั้งแล้ว นอกเหนือจากกฎหมายนะครับที่ระบุเอาไว้ว่าอะไรที่คณะรัฐมนตรีทำได้ ทำไม่ได้ เราก็จะต้องคำนึงถึงมารยาททางการเมือง เคารพเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไป
  • แต่ก็ต้องย้ำครับว่าการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาตามความจำเป็นนั้น ยังทำได้อย่างเต็มที่ อันนี้เป็นหลักว่าในระบบของเรานั้นต้องไม่มีสุญญากาศครับ ทุกขณะเวลาก็ต้องมีรัฐบาลซึ่งสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

นอกจากนั้นครับวันพรุ่งนี้ผมจะได้เดินทางไปในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองด้วย และหัวหน้ารัฐบาลด้วย ที่จะพูดคุยกับ ก.ก.ต. เพื่อดูแลว่าการเลือกตั้งนั้นมีความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย

  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับหลายเรื่องซึ่งมีความวิตกกังวลกันว่าจะมีการเอารัดเอาเปรียบจากภาครัฐบาลหรือไม่ ก็ขอยืนยันนะครับว่าไม่มีแน่นอน ตัวอย่างที่เห็นคือคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมามีมติว่า ป้ายประชาสัมพันธ์โฆษณาต่าง ๆ ซึ่งมีภาพของนักการเมืองหรือสปอตโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ ที่มีภาพของนักการเมืองนั้น ก็จะมีการยุติ ไม่มีการดำเนินการต่อ ได้สั่งให้เป็นมติของคณะรัฐมนตรีต่อไป เพื่อที่จะเป็นการพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ใจของรัฐบาลในการที่จะไม่เอารัดเอาเปรียบในเรื่องของการเลือกตั้ง

...ส่วนที่บอกว่ายังไม่ควรเลือกตั้งตอนนี้และกังวลเรื่องสถานการณ์กัมพูชานี้ ผมก็ขอเรียนว่าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือการทำงานแม้ในช่วงของการยุบสภาฯ รัฐบาลก็ยังทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

สิ่งเดียวที่เขาห้าม จริง ๆ บางส่วนห้ามในรัฐธรรมนูญ บางส่วนก็เป็นเรื่องของมารยาททางการเมือง ก็คือว่าพึงเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งกำลังจะแสดงออกผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น ผมจึงย้ำเสมอว่าไม่ใช่ว่ายุบสภาฯอาทิตย์หน้าแล้วอาทิตย์ต่อไปประเทศไทยไม่มีรัฐบาล ไม่ใช่ และผมก็ได้ย้ำกับรัฐมนตรีทุกคนว่า ตราบเท่าที่อยู่ในตำแหน่งต้องทำหน้าที่ มีหน้าที่ที่จะต้องทำ อะไรจำเป็นที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ทำก็ต้องทำ

  • อย่างเช่น เขาไปเขียนห้ามในเรื่องว่างบประมาณ ผมบอกว่าถ้าจำเป็นต้องอนุมัติงบประมาณก็อนุมัติครับ แล้วให้ ก.ก.ต. เป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่ว่าพอยุบสภาฯ เสร็จก็ไม่ทำอะไรเลย ไม่ใช่อย่างนั้น
  • เรื่องกัมพูชานี้ผมไม่คิดละครับว่า การที่เราจะต้องรักษาอธิปไตย รักษาดินแดน รักษาสิทธิประโยชน์ของประเทศไทยนี้จะเป็นสิ่งที่จะไปละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง

หรือมารยาททางการเมือง พูดตรง ๆ ก็คือในทางการทหารนี้ กองทัพทราบดีอยู่แล้วครับว่าต้องทำอะไร ถ้ามีการยิงเข้ามาจะต้องทำอะไร ถ้ามีความพยายามจะรุกรานเข้ามาจะต้องทำอะไร ผมไม่คิดว่าทางกองทัพจะลังเล บอก เอ...เป็นรัฐบาลรอการเลือกตั้ง เขายิงมาก็รอเลือกตั้งก่อนค่อยไปตอบโต้ ไม่มีหรอกครับ กองทัพเขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร แล้วแนวทางก็ชัดเจน

ส่วนการเตรียมการในเชิงของการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งมรดกโลก ทั้งกรณีของศาลโลก เตรียมเต็มที่และต้องทำเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของมรดกโลกนี้ผมก็บอกท่านรัฐมนตรีฯ สุวิทย์ แล้ว ว่าเห็นใจท่านนะ ว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน จะต้องมีงานสำคัญที่จะต้องทำ ซึ่งต้องไปทำในต่างประเทศ คนหาเสียงอยู่ไม่มีใครอยากไปหรอกครับต่างประเทศ แต่ผมก็บอกกับท่านรัฐมนตรีฯ สุวิทย์แล้วว่า ขอให้ท่านเป็นหัวหน้าคณะ ท่านต้องทำ อันนี้ต้องมาก่อนเรื่องของการเลือกตั้ง และผมก็ให้ความมั่นใจนะครับว่าผมก็เช่นเดียวกัน ๒ เดือนข้างหน้าผมต้องให้ความสำคัญกับการบริหารประเทศมากกว่าเรื่องของการเลือกตั้งในส่วนของผม หรือในส่วนของพรรค อันนี้เป็นความตั้งใจที่จะบอกว่าไม่ต้องกังวลจนเกินไปตรงนี้

ส่วนรัฐบาลใหม่จะมีนโยบายใหม่เรื่องกัมพูชาหรือไม่ผมก็ตอบไม่ได้ แต่เราต้องเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน เมื่อเขามอบความไว้วางใจให้มาทำ ก็ต้องให้เขาทำ ถ้าเขามีแนวทางที่แตกต่าง มันจะเป็นผลกระทบในทางลบ ก็ต้องใช้กระบวนการในการตรวจสอบนะครับ ผมคิดว่ากฎหมายของเราก็รัดกุมพอสมควร เพราะว่าที่จะไปตกลงอะไรแล้วถึงขั้นกับการที่จะสูญเสียดินแดนนี้ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะต้องเข้าสภาฯ และรัฐสภาไม่ได้มีเฉพาะผู้แทนฯ มีสมาชิกวุฒิสภาด้วย ผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะครับว่าจะมีรัฐสภาชุดไหนที่จะกล้าที่จะไปยินยอมเห็นชอบกับข้อตกลงที่จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดน ส่วนการดำเนินการอื่น ๆ ก็อย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องการปฏิบัติมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของนโยบาย หรือถ้าแม้เป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินใจเชิงนโยบายก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จะมีเลือกตั้ง "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ชายแดนใต้: ๗๐% บอกไว้ใจรัฐมากขึ้น พัฒนา + อำนวยยุติธรรมมาถูกทาง

...นโยบายด้านเศรษฐกิจในการพัฒนา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้รายได้หลายหมู่บ้านเพิ่มขึ้นจากเดิม และประชาชนมีความพึงพอใจและร่วมมือกับรัฐมากขึ้น

อภิสิทธิ์ : "ส่วนเมื่อวานนี้ผมได้ไปภาคใต้ ไปที่นราธิวาสและปัตตานีครับ ไปประชุมคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามกฎหมายใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ ๒ ครับ โดยไปติดตามงานสำคัญ ๆ แล้วก็ได้มองเห็นถึงความก้าวหน้าของงานหลาย ๆ ด้านที่เราผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ได้ไปเปิดถนน

ซึ่งเป็นทางหลวงอีกเส้นทางหนึ่งครับ อันนี้เชื่อมระหว่างนราธิวาสกับทางยะลา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเปิดเส้นทางหนึ่ง ซึ่งทั้งสองสายนี้จะมีความคล้ายคลึงกันก็คือว่าเป็นกรณีซึ่งทำโครงการกันมา ๗-๘ ปีครับ แล้วทำไม่เสร็จ

เพราะว่าในที่สุดแล้วภาคเอกชนที่เข้ามาทำงานนั้นไม่สามารถที่จะทำงานต่อได้เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้จึงได้เอาทหารเข้าไปก่อสร้างจนเสร็จเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ก็สามารถเปิดได้อีกเส้นทางหนึ่ง และคาดว่าในปีหน้าจะมีอีกหนึ่งเส้นทางที่เป็นทางหลัก ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการคมนาคม

เมื่อวานนี้ยังมีการมอบบ้านในโครงการที่เรากำลังไปเร่งทำในเรื่องของที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชน ที่ยังขาดที่อยู่อาศัยในบริเวณ ๓ จังหวัดภาคใต้ด้วย ซึ่งในการพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนนั้นก็มีความพึงพอใจ

และเป็นการทำงานในลักษณะที่ชาวบ้านมาร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐจริง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ครับในการประชุมเมื่อวานยังได้มีการประเมินถึงแนวนโยบายที่เราพยายามเอาการพัฒนานำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ ก็พบว่าการพยายามที่จะยกระดับรายได้ของพี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีความก้าวหน้าไป มีความสำเร็จด้วยดี

  • รายได้ของหลาย ๆ หมู่บ้านนั้นก็เพิ่มขึ้นอยู่ในประมาณร้อยละ ๑๐ ถึงร้อยละ ๒๐ และเป็นการพัฒนาซึ่งหลายโครงการนั้นจะเกิดขึ้นจากการคิดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เอง

ที่สำคัญก็คือว่าหน่วยงานกลางคือสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้ไปติดตาม สำรวจ และประเมินผลของการดำเนินนโยบายทางด้านการพัฒนา โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็พบความจริงครับว่า จากการไปสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนนั้น พี่น้องประชาชนประมาณร้อยละ ๗๐ ได้แสดงความพึงพอใจ ได้บ่งบอกว่าทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และสามารถที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานที่ดีครับ

นอกจากนั้นในที่ประชุมยังได้มีการเร่งรัดอีกหลายโครงการที่คั่งค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการฟาร์มตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอื่น ๆ ทางด้านการศึกษา เช่น การมีศูนย์ครูใต้ใน ๒ จังหวัดที่กำลังมีการดำเนินการที่จะก่อสร้างอยู่ อย่างนี้เป็นต้น

ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เพื่อที่จะให้เกิดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ด้วย และในการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน แน่นอนครับเหตุการณ์ยังไม่สงบแน่นอน เมื่อวานนี้ก็มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็อยากจะขอเน้นย้ำครับว่าเราจะต้องมีความมุ่งมั่นและแน่วแน่ในทิศทางที่เราบอกว่าเรื่องของการพัฒนาและการอำนวยความยุติธรรม จะเป็นคำตอบในระยะยาวอย่างแท้จริงสำหรับการคลี่คลายสถานการณ์ในภาคใต้ ซึ่งก็จะได้มีการดำเนินการตามแนวทางนี้ต่อไปครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

 


(กลับไปด้านบน)

- วันแรงงาน: ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ขึ้นขั้นต่ำ + กฎหมายเพิ่มสวัสดิการหลายอย่าง

...ออกกฏระเบียบให้สถานประกอบการที่ทำศูนย์เด็กเล็กในสถานประกอบการสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ และเป็นครั้งแรกที่ประกาศค่าจ้างตอบแนฝีมือแรงงาน ๑๑ สาขา

อภิสิทธิ์ : "วันนี้วันที่ ๑ พฤษภาคม เป็นวันแรงงานครับ เดี๋ยวผมจะไปร่วมในกิจกรรมของพี่น้องผู้ใช้แรงงานซึ่งได้มีการจัดขึ้น อยากจะขอเรียนครับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน

เพราะว่าคนเหล่านี้คือคนที่มีบทบาทสำคัญมากในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผมเรียนว่าในช่วงระยะเวลา ๒ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา การดูแลยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน การตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของพี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นได้ทำไปมากครับ และยังมีการทำอย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบันนั้นก็จะเห็นว่างานที่เราให้ความสำคัญก็คือเรื่องของการช่วยพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่มีครอบครัว นั่นก็คือเรื่องของการที่จะจัดให้มีการดูแลเด็กเล็กในสถานประกอบการ ขณะนี้กำลังเร่งในหลาย ๆ ทางครับ มีการออกกฎระเบียบเพื่อที่จะให้สถานประกอบการที่ทำศูนย์เด็กเล็กในสถานประกอบการนั้นสามารถเอาค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ มีการเชิญชวนภาคเอกชนและจูงใจอีกหลายรูปแบบครับในการที่จะทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นได้รับโอกาสตรงนี้

ขณะเดียวกันในเรื่องของค่าตอบแทนค่าจ้าง คณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้อนุมัติค่าจ้างคือประกาศค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานใน ๑๑ สาขา ซึ่งเป็นการประกาศครั้งแรกครับ ปกติเราจะดูกันเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำ แต่นี่ผู้ใช้แรงงานที่มีฝีมือแรงงานในประเภทต่าง ๆ นั้นก็จะมีการกำหนดประกาศค่าจ้างเป็นครั้งแรกครับ

  • มีตั้งแต่ ๒๐๐ กว่าบาทไปจนถึง ๕๐๐ กว่าบาท ซึ่งถือว่านี้จะเป็นหลักประกันของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ซึ่งได้ผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานที่จะมีค่าจ้างที่มีความเป็นธรรม ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการที่จะช่วยต่อสู้กับปัญหาค่าครองชีพ
  • ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำนั้นอย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่าก็อยู่ในช่วงที่จะมีการปรับให้สอดคล้องกับเรื่องของค่าครองชีพอีกครั้งหนึ่ง ก็คาดว่าจะดำเนินการได้ อาจจะประมาณใน ๑ เดือนข้างหน้า อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการทำอย่างต่อเนื่อง

ส่วนทางด้านของกฎหมาย การผลักดันกฎหมายหลายฉบับ เช่น เรื่องของความปลอดภัยอาชีวอนามัย และเรื่องของกฎหมายอื่น ๆ ทางด้านแรงงาน รวมไปถึงการยกเลิกข้อสงวนตามข้อตกลงระหว่างประเทศ มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง

และที่สำคัญครับที่ผมย้ำมาตลอดคือว่า การเปิดโอกาสให้แรงงานนอกระบบสามารถเข้ามาสู่เรื่องของการที่จะเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคม โดยมีการจ่ายสมทบ ๓๐ บาท ๕๐ บาท จากที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานจ่ายเพียงเดือนละ ๗๐ บาท ๑๐๐ บาท ก็จะเริ่มต้นได้กันในวันนี้ ก็เป็นการขยายเรื่องของสวัสดิการให้ครอบคลุม เช่นเดียวกับการที่กฎหมายว่าด้วยการรับไปทำงานที่บ้าน ก็จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองแรงงานอีกทางหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการทำงานทางด้านนี้ครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ปากท้องประชาชน: แม้ได้ทำไปมาก แต่ยังไม่พอ ดัชนีไข่ยังสูง

...รัฐฯ ได้มีนโยบายเพื่อแบ่งเบาภาระปชช.มากมาย ช่วยประหยัดได้กว่า ๓,๐๐๐ ต่อเดือน แต่ยังไม่พอ เนื่องด้วยดัชนีวัดคือราคาไข่ยังสูงอยู่

เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล: "ผมถามคำถามแบบชาวบ้านนะครับ ง่าย ๆ เลยครับ ว่าที่ท่านได้ดำเนินงานมาทั้งหมดนี้ครับ อยากจะถามอยู่ตรงว่า ท่านได้ดูแลปากท้องประชาชนจริง ๆ มากน้อยขนาดไหน และในขณะเดียวกันประชาชนพึงพอใจกับการดำเนินงานของรัฐบาลท่านอย่างไรครับ"

อภิสิทธิ์: "ที่เราทำนี้มีทั้งในส่วนที่เป็นการแบ่งเบาภาระคนในสถานะต่าง ๆ เช่น

    • ใครที่มีลูก เราแบ่งเบาภาระผ่านนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ช่วยเรื่องเครื่องแบบ ช่วยเรื่องอุปกรณ์การเรียน ตำราเรียน
    • ใครมีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย อายุเกิน ๖๐ ก็ได้ ๕๐๐ บาท
    • ใครเป็นเกษตรกร ตอนนี้ก็มีเรื่องของเงินชดเชยสำหรับการประกันรายได้
    • เราตรึงราคาก๊าซหุงต้มมาตลอด
    • เราตรึงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ไม่ให้เกิน ๓๐ บาท

และจะมีผลลดในเรื่องของเงินเฟ้อในภาพรวม ผมก็ให้เขาลองคำนวณเล่น ๆ นะครับว่าโดยเฉลี่ยครอบครัวหนึ่งน่าจะประหยัดไปได้ประมาณเดือนละ ๓,๐๐๐ กว่าบาท เพราะฉะนั้นก็ถามว่าได้ช่วยไหม ได้ช่วย ถามว่าพอไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่พอ ประชาชนก็ยังบ่นมากนะครับ และดัชนีเงินเฟ้อของประเทศไทยเขาไม่ได้วัดด้วยดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค เขาวัดด้วยราคาไข่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เดือดร้อนมาก เพราะว่าราคาไข่ยังสูงอยู่ แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าขณะนี้มันไม่พอ เพราะฉะนั้นการเพิ่มเงินเดือน การเพิ่มค่าจ้าง และการที่จะต้องไปลดภาระทางด้านอื่นก็ต้องทำมากขึ้น ถามว่าได้ทำไหม ได้ทำ ถามว่าทำพอหรือยัง ยังไม่พอ ต้องมีการเดินหน้าทำต่อ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ยาเสพติด: จับกุมผู้ค้าได้มาก ได้รายใหญ่ แต่ที่บำบัดผู้เสพไม่พอ มีการไหลเวียนกลับชุมชน

...๒ ปีที่ผ่านมาเน้นการแก้ปัญหาตามนโยบาย ๕ รั้วป้องกันยาเสพติด และจะต้องเข้มงวดกวดขันเรื่องอบายมุข การพนัน สถานบันเทิง ตู้มาให้มากขึ้น

บุษยา อุ้ยเจริญ : "อยากจะถามเรื่องสังคมค่ะ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามานี้ประกาศตลอดเรื่องของการแก้ไขปัญหาสังคม ทั้งโดยเฉพาะเรื่องของอบายมุข เรื่องของยาเสพติด แต่ว่าอยากจะถามว่าท่านนายกฯ จะทำยังไงที่จะวางรากฐานก่อนที่จะไป เหลือเวลาแค่น้อยนิด มากกว่าการที่จะแก้ปัญหา ต้องมาย้ายผู้กำกับฯ กันทุกวัน หรือยาเสพติดที่จะต้องมาจับกันปลายเหตุน่ะค่ะ"

อภิสิทธิ์ : "๒ ปีนี้นโยบายของรัฐบาลเน้นเรื่องการแก้ให้ครบวงจร ที่พูดถึง ๕ รั้วเริ่มตั้งแต่ว่าสกัดจากชายแดนเข้ามาสู่เรื่องของสังคม ชุมชน โรงเรียนอะไรต่าง ๆ แล้วก็การจับกุม ที่ผ่านมา ๒ ปีกว่า ๆ นี้ทำได้มาก ทั้งในแง่ของการที่จับรายใหญ่

แล้วก็ขณะนี้ก็มีมาตรการอื่น ๆ ซึ่งสัปดาห์ก่อนที่ไปออกรายการก็คือปรากฏว่าเครือข่ายที่สำคัญมากในการขายยาเสพติดนี้อยู่ในคุก และใช้โทรศัพท์มือถือกัน ตอนนี้ก็ไปเริ่มที่เขาบิน คือใช้ระบบการตัดสัญญาณอย่างจริงจัง

แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในความรู้สึกของประชาชนก็คือว่า ปรากฏว่าเวลาเราจับเยอะนี้ เราต้องแยกผู้เสพออกจากผู้ค้า แล้วผู้เสพก็คือเราถือว่าเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร เราต้องเอาเข้าสู่ระบบบำบัด เพื่อจะได้ไม่ต้องดำเนินคดี

ปรากฏว่าพอจับเยอะ ๆ นี้ครับ เราไม่สามารถที่จะหาที่บำบัดได้เยอะขนาดนั้นครับ แล้วก็หลายครั้งในที่สุดนี้ ฝ่ายปฏิบัติก็ไม่สามารถที่จะทำการบำบัดได้เต็มรูปแบบและส่งคืนกลับเข้าไป ซึ่งเป็นปัญหา

  • เป็นปัญหาก็คือว่าหมายความว่าตัวเขาเองก็ยังไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกัน ก็จะย้อนกลับเข้ามา
  •  กับสอง สร้างความรู้สึกกับชาวบ้านว่า เจ้าหน้าที่เอาจริงหรือเปล่า จับแล้วปล่อย ๆ บางคนก็เลยพาลเข้าใจว่าสงสัยถูกจับไปแล้วก็ให้เงินเจ้าหน้าที่ ถึงได้กลับมา ซึ่งความจริงไม่ใช่ ตรงนี้ก็เป็นปัญหา

เพราะว่าในระดับของชุมชนก็ยังบ่นเรื่องนี้มาก และต้องยอมรับด้วยว่าอันนี้ก็สัมพันธ์กับอบายมุขอื่น สถานบันเทิง บ่อน การพนัน ตู้ม้าอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้มงวดกวดขันเรื่องนี้ แล้วตอนนี้ก็จะใช้โครงการที่เรียกว่า ๓๑๕ ที่จะลงไปทำ คือว่าพื้นที่ค้าขายยาเสพติดนี้ประมาณ ๑ ใน ๓ อยู่ในกรุงเทพฯ กับจังหวัดหรือบริเวณใกล้เคียง

ก็จะมีการจัดกองกำลังเฉพาะกิจ หรือกองกำลังพิเศษ เรียกว่าเฉพาะกิจก็แล้วกัน ใช้ทั้งตำรวจ ใช้ทั้งอาสาสมัคร คือของกระทรวงยุติธรรมก็มีหลายหน่วย และทางทหารคือที่อยู่ในสังกัดของ กอ.รมน. มาจัดเป็นชุด ๆ ๆ ทำงานเป็นรายพื้นที่ไปเลย ทุก สน. ทุก สภ. ที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ

จะมีชุดแบบนี้อยู่ประมาณ ๒ ชุด มีการกระจายไปต่อ ๑ ที่ อาจจะมากกว่า ๑ ชุด อาจจะไม่ถึง ๒ แล้วจะมีชุดที่คอยกำกับดูข้างบนอีก เพราะฉะนั้นจะเข้มงวดกวดขันตรงนี้ไป คงต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ

เพราะว่าส่วนใหญ่มีเหตุอย่างนี้ปั๊บ สื่อมวลชนก็จะถามเสมอว่า ทำแบบไฟไหม้ฟางหรือเปล่า อะไรหรือเปล่า แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า ยากที่จะวางระบบ แม้แต่กำลังที่ใช้ในสูตร ๓๑๕ ที่ว่านี้นะครับ เราก็จะต้องหมุนเวียน เพราะว่าส่วนใหญ่เราบอกไม่ค่อยไว้ใจพื้นที่ เอาคนอีกชุดหนึ่งไปดู แต่ถ้าชุดนี้อยู่นานเข้า มันก็ต้องมีคนไปดูชุดนี้อีก มันก็ไม่ได้ ต้องหมุนเวียนกันไปครับ ประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ละครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ทุจริต: ทุกเรื่องที่เข้า ครม.ไม่เคยปล่อยหากมีข้อสงสัย แต่ถูกจำกัดด้วยหลักฐานไม่พอ

...เป็นครั้งแรกที่ภาคเอกชนร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น และในเรื่องที่มีปัญหาและต้องตรวจสอบจะไม่ปล่อยผ่านเด็ดขาด

สื่อมวลชน : "ไม่ว่ารัฐบาลจะทำงานหนักแค่ไหน จะทำให้ตัวเลขเติบโตยังไง แต่ว่าเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ทำให้การกระจายรายได้ หรือการจ้างรายได้ให้กับประชาชนทั่วถึงจริง ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ๒ ปีที่ผ่านมาทำไมปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงยังดูเหมือนจะไม่เบาบางลงนะครับ"

อภิสิทธิ์ : "จริง ๆ แล้วนี้ผมก็ติดตามเรื่องนี้พอสมควร จริง ๆ ให้ความสำคัญค่อนข้างมาก วันนี้เองผมก็เพิ่งหยิบรายงานของงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้า ซึ่งเขาจะวิจัยและสำรวจนักธุรกิจทุกปี

  • คือไปสอบถามเลยว่าในรอบปีที่ผ่านมาต้องจ่ายเงินนอกระบบให้กับใคร เป็นเงินเท่าไร และมีหน่วยงานไหนบ้าง ผมก็อยากจะบอกว่ามันมีการทุจริตหลายระดับ ระดับของเจ้าหน้าที่ทั่วไป ยกตัวอย่างนะครับอันนี้เอาตามงานวิจัยเลยจะได้ไม่ต้องมาบอกว่าผมไปต่อว่าใครโดยไม่มีเหตุมีผล
    • ถ้าถามว่าที่ถี่สุดเดี๋ยวนี้ก็ไปทางท้องถิ่นเยอะ
    • ถ้าบอกว่าสัมผัสด้วยตัวเองมากสุดก็อาจจะเป็นตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจร อย่างนี้เป็นต้น
    • แต่นักการเมืองก็ยังมีอยู่แน่นอน และที่สำคัญคือเวลาเขาระบุว่าจ่ายนักการเมืองเขาบอกจ่ายเยอะ

ทีนี้ถามว่าที่ผ่านมานี้ไม่ได้ทำหรืออย่างไร สิ่งหนึ่งซึ่งผมยืนยันนะครับว่าผมเป็นประธานในการประชุม ครม. เรื่องไหนซึ่งมีข่าวคราวว่ามีปัญหา จำเป็นจะต้องตรวจสอบ มีข้อสงสัย ผมยืนยันได้เลยครับไม่เคยมีปล่อยผ่าน แล้วก็ไม่เกี่ยวกับเป็นพรรคร่วมหรือพรรคแกนนำทั้งสิ้นนะครับ ไม่ว่าจะกระทรวงไหน ผมไม่ปล่อยผ่าน เพราะว่าผมไม่คิดจะเอาเรื่องอย่างนี้มาแลกกัน

  • แต่ถามว่าผมสามารถที่จะเอื้อมเข้าไปดูได้ทุกเรื่องไหม ก็ตอบว่าไม่
  • และถามว่าผมมีข้อจำกัดอะไรก็คือว่า ข้อจำกัดส่วนใหญ่คือว่าข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ที่เพียงพอในการที่จะไปดำเนินการมักจะมีปัญหา

 ผมก็เคยรับโทรศัพท์ มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรศัพท์มาต่อว่าผม เขาก็บอกว่าไม่พอใจนายกฯ ว่าไม่ทำอะไรกับการทุจริต ผมก็บอกว่า ช่วยบอกผมหน่อยว่าการทุจริตตรงไหนที่อยากให้ผมไปจัดการ แล้วก็รู้การทุจริตที่ไหน เขาก็ตอบว่าเขาประสบการณ์ตรง ระบุกระทรวง ว่าไปทำงาน คือพูดง่าย ๆ ไปประมูลงานกระทรวงนี้ แล้วมีการทุจริต

 ผมก็บอกว่าช่วยบอกผมหน่อยว่ากระทรวงไหน โครงการอะไร แล้วผมจะไปดำเนินการเพื่อจะพิสูจน์ว่าผมไม่เพิกเฉย เขาก็บอกว่าเขาบอกไม่ได้ ผมก็ถามว่าทำไมถึงบอกไม่ได้ เขาบอกว่าถ้าเขาบอก กระทรวงนั้นก็จะรู้ว่าข้อมูลมาจากใคร เขาก็จะไม่สามารถทำงานนี้ต่อได้

ผมเลยถามว่า สรุปคุณหรือผมที่ไม่เอาจริงกับคอร์รัปชั่น ผมไม่ตำหนิเขานะครับ แต่ผมยืนยันว่าถ้าให้สิ่งที่ผมเป็นอาวุธในมือให้ฟัน ผมฟันแน่นอน แต่ผมต้องได้ตัวนั้นมา ถ้าผมไม่ได้ตัวนั้นมา เพียงแค่สงสัยเพียงแค่อะไรนี้ ผมไม่สามารถทำได้ในทางราชการ

  • ในทางการเมืองก็ทำ จะเห็นได้ว่ามีรัฐมนตรี พูดก็พูดอย่างกรณีรัฐมนตรีฯ วิทยา ผมไม่คิดเลยว่าท่านจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องของการจัดซื้ออะไรไทยเข้มแข็ง ไม่เกี่ยวหรอก แต่เมื่อท่านบอกว่าตั้งกรรมการ กรรมการบอกให้ท่านรับผิดชอบ ท่านก็บอกว่าท่านลาออก ผมบอกนี่ไงบรรทัดฐานที่ถูกต้อง
  • และผมก็คิดว่าอันนี้ก็แยกกัน แล้วในที่สุดในทางการสอบสวนปรากฏว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับท่าน แต่ท่านก็ออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราพยายามทำ แต่มันยังไม่พอครับ แล้วมันก็ต้องมีเครื่องมือที่ดีกว่านี้

และสิ่งที่ผมค้างอยู่ตอนนี้คือว่า ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาเรื่องราคากลาง กับปัญหาเรื่องของการใช้ที่ปรึกษามากำหนดสเป็คอะไรต่าง ๆ การทุจริตในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างจะลดลงไปเยอะ เพียงแต่ยังทำไม่เสร็จ

ตอนนี้สำนักงบประมาณกำลังทำอยู่ตามที่มอบให้ไปทำ ก็กำลังจะทำเรื่องนี้ ส่วนเรื่องของกลไกต่าง ๆ กฎหมาย และที่สำคัญตอนนี้คือว่าภาคเอกชนเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ผ่านมา ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะมาร่วมกับภาครัฐบาลต่อจากนี้ไป ผมคิดว่าตรงนี้เป็นความหวัง และผมยืนยันว่าจะต้องทำงานนี้ต่อ ไม่ว่าอยู่ในสถานะไหนผมก็จะทำงานนี้ต่อ จะก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหนก็จะมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

 


(กลับไปด้านบน)

- การเมือง: ยุบสภาเร็ว vs ลาออกหลังรุนแรง เสียงข้างมาก vs พรรคใหญ่สุด

...มันอยู่ในกติกาของบ้านของเมืองของเรา แล้วเราเป็นระบอบประชาธิปไตย ผมยัง คือเราพูดเสมอว่า ระบบเลือกตั้งไม่ใช่แปลว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนในโลกที่ไม่เลือกตั้ง ยังไงก็ต้องไปเลือกตั้ง

...ฟองสนาน จามรจันทร์ : " ดิฉันอยากจะเรียนถามท่านแบบถึงก้นบึ้งของหัวใจนะคะ ว่ารัฐบาลของท่านนี้สามารถอยู่ได้ถึงเดือนธันวาคมปีนี้ เป็นสิ่งหลายคนชื่นชมอาจารย์ว่าอาจารย์ใจเด็ดที่จะยุบสภาฯ เพราะว่าจริง ๆ แล้วคนที่จะเป็นนายกฯ ปกติเขาไม่สูญเสียตำแหน่งเขาง่าย ๆ ถึงแม้เก้าอี้จะเหลือ ๓ ขาก็ยังไม่ไปก็มีนะคะ แต่ว่าก็มีคำถามมาในความชื่นชมยินดี หลายคนก็อยากจะเลือกตั้ง กระแสส่วนใหญ่อยากจะเลือกตั้งนะคะอาจารย์ แต่ว่าด้วยเหตุที่ว่าตอนนี้ประเทศชาติขอเรากำลังเจอวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเขาพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติแล้วตำราพิชัยสงครามเขาจะไม่เปลี่ยนม้ากลางน้ำเชี่ยว เขาจะไม่เปลี่ยนผู้นำในขณะที่ประเทศชาติมีปัญหา เพราะฉะนั้นคำถามคือ ๑. อาจารย์ตัดสินใจยังไงในเรื่องนี้ มีลึก ๆ อาจารย์คิดยังไง และ ๒. สิ่งที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนเขาไม่สบายใจ เป็นไปได้ไหมที่หลังเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคอื่น ๆ ที่จะตั้งรัฐบาลยากขึ้น ถ้าเกิดอาจารย์ชนะมา ๓. พรรคประชาธิปัตย์ถ้าเกิดได้มาเป็นรัฐบาลจะทำให้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของเราซึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเพื่อนบ้านนำขึ้นศาลโลกอีกนี้เสียไปหรือเปล่า ขอบพระคุณค่ะ "

อภิสิทธิ์ : " เอาเรื่องแรกก่อนนะครับว่า ผมนี้เป็นคนที่ถือว่าเมื่อเข้ามารับตำแหน่ง คือมาในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างที่บอกแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมก็ได้พูดมาโดยตลอดว่าไม่ได้ตั้งใจในการที่จะอยู่ครบวาระ ซึ่งก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าจะมีคนจำนวนมากไม่เชื่อ เพราะโดยปกติก็อย่างที่คุณฟองสนานพูดว่า คนที่อยู่ในอำนาจนั้นก็ไม่ค่อยอยากที่จะมาตัดวาระของตัวเอง หรืออะไรก็ตาม

แต่ผมเชื่ออย่างนั้นมาโดยตลอดว่า ถ้าหากว่าสามารถที่จะทำสภาวะแวดล้อมให้มันเดินไปข้างหน้าด้วยการเลือกตั้งได้นี้ก็อยากจะทำนะครับ ก็เป็นที่น่าแปลกอย่างหนึ่งว่าคนที่เรียกร้องมากที่สุดให้เลือกตั้งก้อนหน้านี้

  • คือคนที่ไม่ยอมทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ควรจะไปเลือกตั้ง อันนี้ก็ต้องพูดกันตรง ๆ นะครับ แล้วก็เป็นฝ่ายที่ยื้อมาตลอด เพราะว่าตั้งแต่ก่อนโน้นผมก็เคยเสนอตั้งแต่ปลายปี ๕๒ นะครับ บอกว่าเอาอย่างนี้สิมีเรื่องรัฐธรรมนูญที่ยังติดใจกันอยู่ ไปทำประชามติ ทำเสร็จแก้ตามประชามติแล้วก็ไปเลือกตั้ง ก็ไม่เอา ต่อมาเสนอว่าประมาณ ๖ เดือน ๙ เดือน ไม่เอา ช่วงที่มีการชุมนุม กำหนดวันกันไปเลย ๑๔ พฤศจิกายน ไม่เอาอีก ก็เป็นเรื่องแปลกอยู่
  • และพอตอนนี้กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ก็จะมีกลุ่มอื่น ๆ โผล่ขึ้นมาอีก บอกอย่าเลือกตั้งนะเพราะอย่างนั้น อย่าเลือกตั้งนะเพราะอย่างนี้

คือผมอยากจะบอกก่อนว่า ที่ตัดสินใจนี้เพราะผมเชื่อจริง ๆ ว่า มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศ ไม่มีใครรู้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร และผมก็ไม่ใช่คนที่จะหลอกตัวเองว่า เลือกตั้งแล้วแปลว่าทุกอย่างสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ แต่ต้องถามว่า ระหว่างเลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง อะไรจะดีกว่าสำหรับประเทศ

เพราะถึงผมไม่ยุบสภาฯ สิ้นธันวาคมก็ต้องไปเลือกตั้งกันอยู่ดี มันอยู่ในกติกาของบ้านของเมืองของเรา แล้วเราเป็นระบอบประชาธิปไตย ผมยัง คือเราพูดเสมอว่า ระบบเลือกตั้งไม่ใช่แปลว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนในโลกที่ไม่เลือกตั้ง ยังไงก็ต้องไปเลือกตั้งครับ "

...ตวงพร อัศววิไล : " ตั้งแต่ท่านนายกฯ เข้ามารับตำแหน่ง ธันวาคม ๕๑ จนถึงขณะนี้พฤษภาคม ๕๔ เข้าใจว่าช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือน่าจะเป็นเมษายนกับพฤษภาคม ๕๓ หลังเหตุการณ์นั้นก็มีเสียงเรียกร้องให้ท่านนายกฯ แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองนะคะ แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็อยากให้ท่านนายกฯ รับตำแหน่ง อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปเพื่อแก้วิกฤต แต่ถ้ามองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตไม่ว่าจะเป็น ๑๖ หรือ ๓๕ ตอนนั้นนายกฯ ลาออก ส่วน ๑๙ เกิดรัฐประหารขึ้น ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่คือ อยู่ในตำแหน่งได้ต่อและกำหนดวาระในการยุบสภาฯ ได้เองนะคะ คือคำถามที่อยากจะถามก็คือว่า ทำไมท่านนายกฯ ถึงคิดว่าตัวเองเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และท่านก็เสนอตัวในการเลือกตั้งครั้งต่อไปกับพี่น้องประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนว่าในท่ามกลางวิกฤตนี้ ทำไมท่านถึงมั่นใจว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดคะ "

อภิสิทธิ์ : " ที่มีคำถามว่าทำไมเมษายน พฤษภาคม ปี ๕๓ แตกต่างจาก ๑๔ ตุลาคม ปี ๑๖ แตกต่างจาก ๑๗ พฤษภาคม ปี ๓๕ ผมก็ต้องยืนยันว่าเพราะเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง ว่าการชุมนุมในช่วงเมษายน พฤษภาคม ปี ๕๓ นั้นมิใช่การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมนั้น มีข้อหนึ่งหรือมีถ้อยคำอยู่ช่วงหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ก็คือการชุมนุมนั้นต้องปราศจากอาวุธ

ผมคิดว่าในการชุมนุมเดือนเมษายน พฤษภาคม ปี ๕๓ ชัดเจนมากว่าว่าตั้งแต่ก่อน ๑๐ เมษายน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ก่อนช่วง ๑๘-๑๙ พฤษภาคม นี้ มีผู้ที่มีอาวุธ เข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และได้กระทำความผิดกฎหมาย แล้วก็ทำให้การชุมนุมซึ่งผิดกฎหมายอยู่แล้วนั้นเป็นสถานการณ์ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องบังคับใช้กฎหมาย

ผมพูดหลายครั้งว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้น แต่มีความจำเป็นในการที่จะต้องให้ระบบบ้านเมืองที่ปกครองด้วยกฎหมายนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

  • ผมถึงได้เสนอในวันนั้นว่า ถ้าอยากจะให้ยุบสภาฯ ผมก็ยินดีที่จะกำหนดวันเลือกตั้ง แต่ต้องไม่ใช่ในลักษณะที่บอกว่าต่อไปนี้ถ้ามีคนจำนวนมากมาบอกให้ยุบสภาฯ ก็ต้องยุบสภาฯ ทันที ผมว่านั่นคือความพอดีที่ได้มีการนำเสนอแต่ถูกปฏิเสธ
  • นอกจากนั้นที่แตกต่างจากในอดีตไม่ว่าจะเป็นพฤษภาคมปี ๓๕ หรือ ๑๔ ตุลาคมก็คือว่า สถานะของรัฐบาล ๑๔ ตุลาคมนั้นก็แน่นอนที่สุดเป็นรัฐบาลซึ่งขณะนั้นยังไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีการเลือกตั้งเลย ก็จะเหมือนกับสถานการณ์หลายประเทศซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ส่วนพฤษภาคม ๓๕ เป็นการเรียกว่าการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มมาตั้งแต่วันแรก บอกว่าไม่ยอมรับว่ามีการผิดคำพูด และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง

แต่รัฐบาลนี้ใครจะไม่พอใจหรือจะตั้งข้อสังเกตอย่างไรเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของสภาฯ แล้วสภาฯ ก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ที่สำคัญก็คือว่า ที่มาชุมนุมกันเมษายน พฤษภาคม ๕๓ แล้วบอกว่ารัฐบาลไม่ชอบธรรมนี้นะครับ รัฐบาลดำรงตำแหน่งมาตั้งปีกว่าแล้ว แล้วปีก่อนก็ไม่ได้ชุมนุมบอกว่ารัฐบาลไม่ชอบธรรม ปีก่อนบอกว่าอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ บางทีก็ไปชุมนุมเรียกร้องอย่างอื่น มันจึงเป็นคนละประเด็นกับสองเหตุการณ์ก่อนหน้า

ส่วนถามว่า ทำไมถึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ดีที่สุด ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องหาเสียง แต่ผมมองในมุมว่า เวลาที่มีการเลือกตั้งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนี้ ส่วนใหญ่ก็คือก็จะต้องเลือกว่าจะเอาความต่อเนื่องหรือไม่ จะเดินหน้าต่อหรือไม่ บางคนก็จะบอกว่า ถ้าเปลี่ยนก็คือหลายเรื่องคงต้องมานับ ๑ กันใหม่ ก็คงจะต้องดูว่าสิ่งที่ทำมา มันไม่ใช่บอกว่าครบถ้วน อย่างที่ผมบอกหลายเรื่องนี้ไม่ใช่ แต่สิ่งที่ทำมามันไปในทิศทางที่เราต้องการใช่ไหม ถ้าใช่ ผมก็เพียงแต่บอกว่าเลือกคนเดิม มันก็ไม่ต้องมาเริ่มนับ ๑ มันก็อาจจะเริ่มนับ ๗ -๘ -๙ ไปถึง ๑๐ ได้ทันที อย่างนี้เป็นต้นครับ พูดคร่าว ๆ อย่างนี้ครับ พอถึงเวลาเลือกตั้งแล้วก็คงจะได้มีเรื่องของการหาเสียงกันอีกเยอะครับ

...กฤษณะ ละไล : " ผมก็จะถามคำถามซึ่งเข้าใจว่าก่อนหน้านี้คงจะมีคนถามท่านนายกฯ มาบ้างแล้ว ก็คือเรื่องของรัฐบาล หลังการเลือกตั้งนี้ จะเรียนถามนายกฯ ว่า รัฐบาลจะมาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมาก หรือมาจากพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้ เรียนถามคำถามนี้ก่อนครับ "

อภิสิทธิ์ : ผมตอบไม่ได้หรอกครับ คือในระบบสภาฯ นี้ เราก็เลือกผู้แทนราษฎร เลือกพรรคการเมือง แล้วก็ตามหลักของมันคือว่า

    • ใครรวบรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้ก็เป็นคนตั้งรัฐบาล กติกาของประเทศไทยเขียนไว้ชัดเจน
    • เพราะฉะนั้นยุคปัจจุบันนี้ไม่เหมือนในอดีต เราต้องไปเลือกนายกรัฐมนตรีกันในสภาฯ เป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผย ขานชื่อสมาชิกทีละท่านว่าจะเลือกใคร สมัยก่อนนี้เขามีการให้หัวหน้าพรรคสามารถเซ็นได้นะครับ บอกพรรคนี้จะสนับสนุนคนนี้
    • สมัยนี้ไม่ได้ เป็นการเลือกโดยสภาฯ แต่ว่าอย่างไรก็ตามนะครับโดยประเพณี เราก็ถือว่าพรรคใดมี ส.ส. มากที่สุดนี้ก็จะได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน

แต่ผมไปตอบแทนทุกพรรคการเมืองหรือ ส.ส. ๕๐๐ คนที่จะมีในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ว่าเขาจะใช้สิทธิ์อย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าก็ต้องรอดูสถานการณ์จริง แล้วก็อาจจะมีความชัดเจนขึ้นเมื่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ลงสนามการเลือกตั้ง เพราะว่าช่วงนั้นผมก็เชื่อว่าสื่อต้องจัดรายการ ท่านก็มีสิทธิ์ถามทุกพรรค ว่าเลือกพรรคนี้แล้วจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีสิทธิ์ถามได้ เราจะได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร คงจะรอดูผลการเลือกตั้งคงจะเป็นตัวชี้ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร "

กฤษณะ ละไล : " แต่ดูตามรูปการที่มีการวิเคราะห์ประเมิน ที่ผมถามคำถามนี้เพราะว่าบทบาทพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กก็จะมีสูงมาก และสูงจนน่ากลัว บางคนกลัวถึงขั้นจะชี้ขาดว่าขอจะเป็นนายกฯ เองด้วยซ้ำไป มันมีโอกาสเกิดขึ้นไหมครับ "

อภิสิทธิ์ : " ก็อยู่ที่ ส.ส. ครับ ถ้า ส.ส. พรรคใหญ่ไปยกมือให้ ส.ส. พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก เขาก็เป็นได้ครับ

...ศุภโชค โอภาสะคุณ : " อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย เคยแสดงท่าทีความเป็นสุภาพบุรุษนักการเมืองเอาไว้เมื่อประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ปีที่แล้วนี้นะครับ ด้วยการประกาศว่าใครได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ จัดตั้งรัฐบาล แล้วท่านก็ทำจริง ท่านได้คะแนนเสียงน้อยกว่า ๒ เสียงใช่ไหมครับ ท่านก็อยู่ แล้วท่านก็ไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่ง ท่านแพ้ บรรยากาศอย่างนั้นท่านเห็นควรจะนำมาสู่การเลือกตั้งคราวนี้หรือเปล่า และท่านควรจะประกาศเลยไหมว่าน่าจะเป็นสัตยาบันในการประกาศว่าใครได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ จัดตั้งรัฐบาล ถ้าท่านไม่ประกาศนี้ท่านหมายถึงอะไร จะทำให้ท่านสบายตัวในการจับไม้จับมือกับพรรคอื่น ๆ มากกว่าหรือเปล่าครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ "

อภิสิทธิ์ : " ต้องทบทวนประวัติศาสตร์กันนิดหนึ่ง พูดอย่างนี้เหมือนกับพยายามจะมาบอกว่าผมไปทำลายประเพณีตรงนี้หรือเปล่า เลือกตั้งปี ๕๐ พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส. มากที่สุด ผมเป็นพรรคอันดับ ๒ ผมก็แถลงข่าววันแรกว่า ให้พรรคพลังประชาชนไปจัดตั้งรัฐบาล ถ้าจัดไม่ได้ ผมถึงจะจัด เขาจัดได้ เขาเป็นรัฐบาลนะครับ ก็เหมือนกับตอนที่ท่านนายกฯ ชวน แพ้พลเอก ชวลิตฯ ๒ เสียง ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ พลเอก ชวลิตฯ ลาออกเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ ท่านนายกฯ ชวน จัดตั้งรัฐบาลนะครับ ของผมนี่นายกฯ สมัครพ้น ผมแข่งในสภาฯ แพ้นายกฯ สมชาย นายกฯ สมชาย ก็จัดตั้งรัฐบาล ผมมาเป็นนายกฯ นี่ผมแข่งไม่ใช่กับพรรคที่มีเสียงอันดับ ๑ นะครับ ผมแข่งกับคุณประชาฯ เสียงเท่าไรครับ เสียง ๓๐ เสียงเพราะฉะนั้นยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลยจากเดิมนะครับ ท่านนายกฯ ชวน แพ้เลือกตั้ง เปิดโอกาสให้พลเอก ชวลิตฯ จัดตั้งรัฐบาล จัดตั้งได้ ท่านก็เป็นฝ่ายค้าน แล้วต่อมาท่านลาออก สภาฯ ตัดสินใจเลือกท่านเป็นนายกฯ ท่านก็เป็นนายกฯ ผม แพ้เลือกตั้งมา เปิดโอกาสให้นายกฯ สมัคร จัดตั้งรัฐบาลได้ ท่านก็ตั้ง แข่งกับนายกฯ สมชาย แพ้ ก็ให้ท่านนายกฯ สมชาย ตั้ง แล้วผมก็มาเป็นรัฐบาล ต่างกันตรงไหนครับ กระบวนการก็มีแค่นี้ ผมเห็นเขียนกันไปเหมือนกับว่ามีหลักการลึกซึ้งอะไร ซึ่งขณะนี้ได้ถูกทำลาย ไม่มีเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา จากวันนั้นถึงวันนี้ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป เท่านั้นเองครับ

...วารินทร์ สัจจะเดว : " คือว่าตอนนี้เริ่มมีสื่อภาษาอังกฤษในบ้านเราเปิดประเด็นเรื่องของ Vote No ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนยังอาจจะไม่ค่อยเข้าใจนะครับว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ซึ่งมันก็เป็นสิทธิ์ที่ชอบธรรมของผู้ที่จะไปลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้ง ถ้าเกิดมันมี Vote No มาก ๆ การเมืองไทยจะพัฒนาไปในทางไหน หรือว่าในมุมมองของอาจารย์ในฐานะนักวิชาการนะครับ Vote No มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรครับ "

อภิสิทธิ์ : " เรื่องการที่จะไปลงคะแนนโดยไม่ออกเสียง คือไม่ประสงค์จะลงคะแนน ซึ่งรัฐธรรมนูญกฎหมายเปิดช่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ถามว่าผลเป็นอย่างไรนะครับ ทางกฎหมายนี้ความจริงเขาจะมีอยู่ว่า ถ้ามีผู้สมัครได้คะแนน รายเดียวนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สมัครรายเดียวที่คะแนนเสียงไม่ถึงเท่านั้นเท่านี้ ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อะไรต่าง ๆ

แต่ว่าถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมานั้น แทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกพรรคการเมืองลงแข่งขันกันในขณะนี้ โอกาสที่จะไปกาแล้วมีผลทางกฎหมายนี่ก็น้อยมาก เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ที่ว่า เป็นการออกไปลงคะแนนในเชิงของสัญลักษณ์ ว่ามีประชาชนที่ไม่พอใจพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งหมดเลยนี้มากแค่ไหนอย่างไร ผมไม่ใช่คนกลาง ผมเป็นคนสมัครในระบบพรรคการเมือง ผมก็จะรู้สึกเสียดายนะครับว่าถ้าไปลงคะแนนแล้ว คะแนนนั้นในที่สุดมันก็เหมือนกับหายไปเฉย ๆ ก็เป็นการเสียโอกาสในการที่จะ อย่างน้อยที่สุดนะครับไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่คิดว่าน่าจะช่วยบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้มากกว่า "

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- มุมอภิสิทธิ์: เปิดใจรายการเชื่อมั่นฯ ครั้งสุดท้าย

...กลับไปสอนหนังสือมีโอกาสสูง แต่คงอยู่กับการเมืองอีกระยะหนึ่ง
วารินทร์ สัจจะเดว: "คำถามที่ ๑. คือเมื่อไรอาจารย์จะกลับไปสอนหนังสืออีกนะครับ รุ่นน้องฝากถามมาครับ"

อภิสิทธิ์: "ถ้าผมกลับไปสอนแล้วคุณกลับไปเรียนหรือเปล่า จะกลับไปเมื่อไรก็อยู่ที่การเมืองนี้ละครับ ถ้าหากว่า คือผมก็ได้พูดหลายครั้งแล้วนะครับว่า คงอยู่ในการเมืองอีกแค่เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นเอง และก็คงจะไปทำอย่างอื่นซึ่งโอกาสที่จะกลับไปสอนหนังสือก็มีค่อนข้างสูง เพราะเป็นงานที่ชอบ"

...นอนดึกตื่นเช้าจนชิน ต้องทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภรรยาอยากให้เลิกเล่นการเมือง ถ้าไม่ก็ต้องทำให้เต็มที่
อนุวัต เฟื่องทองแดง:
"เป็นคำถามที่นักข่าวที่ถามท่านนายกฯ ไม่กล้าถาม จะให้ผมถาม จริงหรือไม่ครับท่านนายกฯ ท่านนายกรัฐมนตรีนอนตี ๑ ตื่นตี ๕ ทำงานหนักขนาดนี้มีเวลาจะดูเรยา ช่อง ๓ หรือว่าดูอั้ม พัชราภา ช่อง ๗ แล้วมีเวลาส่วนตัวกับภรรยามากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือเมื่อท่านนายกฯ มีแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดบอกท่านว่า หลังบ้านท่านยื่นโนติสให้ท่านเลิกเล่นการเมือง ท่านนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์เองก็ได้เป็นนายกฯ แล้ว ทำไมยังตัดสินใจที่จะเดินในเส้นทางการเมือง ทั้งที่รู้ว่าในอนาคตคุณอภิสิทธิ์เองอาจจะต้องเจอกับปัญหาที่หนักหนากว่าปัจจุบันครับ เชิญครับ"

อภิสิทธิ์: "นอนบางทีก็ไม่ถึงตี ๑ ละครับ อาจจะเที่ยงคืนอะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็ตื่นอาจจะ ๖ โมงบ้างอะไรบ้าง เราชินไปเองครับ เรามีเวลาจำกัดในการที่จะมาทำงาน ก็ทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ บางคนก็ไปพูดต่อว่าต่อขานว่าไปออกงานเปิดงานในลักษณะไปพูดปาฐกถาเยอะ ผมก็พูดตรง ๆ ว่าส่วนใหญ่งานที่ผมทำนี้ อันนั้นเหมือนกับเป็นของแถมครับ
        - ผมทำเช้าขึ้นคนเชิญผมไปงานตอนเช้าเดี๋ยวนี้จะรู้แล้วว่าจะต้องเชิญประมาณ ๘ โมงหรือ ๘ โมงครึ่ง ไม่ใช่ ๙ โมง ๑๐ โมง
        - เพราะผมต้องการว่า ๙ โมง ๑๐ โมงก็ไปทำงานที่ทำเนียบฯ ไปประชุม
        - งานเอกสารผมก็เอาไปเซ็นตอนเย็นเป็นหลัก เพราะว่ามันไม่ต้องเจอผู้คนแล้วก็ทำงานเอกสารจนกระทั่งนอนนะครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องมาถึงผมนี้ ไม่มีเกิน ๒ วัน ผมตัดสินใจว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือต้องไปทำอะไรเพิ่มเติม ไม่มีค้าง ไม่มีเก็บไว้ เพราะว่ามัวแต่ไปทำอย่างอื่น ไม่มี
      - สอง การประชุมต่าง ๆ ผมมั่นใจว่าไม่น้อยกว่าที่คนอื่นทำมา วันหนึ่งประชุมบางที ๒ ชุด ๓ ชุด ๔ ชุดก็ยังเคยมี

เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องยืนยันได้ว่าทำงานเต็มที่ ภรรยายื่นโนติสไหม ไม่ยื่นครับ

    • ถ้าถามเขาว่าอยากให้เลิกไหม เขาก็ตอบว่าอยากให้เลิก แต่ว่าระหว่างที่ไม่เลิกเขาก็สั่งผมอย่างเดียวว่าต้องทำให้เต็มที่ เพราะไหน ๆ ไม่ยอมเลิกแล้วถ้าไม่ทำหน้าที่ด้วยก็ไม่มีเหตุผล
    • เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไปเลือกตั้งไม่เลือกผมครับ ก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย แล้วก็เป็นการลงคะแนนลับผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะเลือกผมหรือเปล่า"

...ทำงานเครียดกดดันเป็นเรื่องธรรมดา ต้องตั้งสติ ใช้เหตุผล ปัญหาจากงานไม่มีเอากลับไปบ้าน
ผู้ดำเนินรายการ:
"วันนี้ก็ได้คำถามที่หลากหลายครบถ้วนนะคะ ท่านนายกฯ จะให้อีกคำถามหนึ่งใช่ไหมคะ"

อภิสิทธิ์: "คือจะเป็นหลักประกันว่าวงแตกแน่"

สื่อมวลชน: "ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าของผมแล้วนะ"

อภิสิทธิ์: "ถ้าไปถามอดีตนายกฯ เขาจะยืนยันนะครับ หลายคนแล้วนะครับ"

สื่อมวลชน: "คืออย่างนี้ เท่าที่เห็นท่านนายกฯ ทำงานมานี้ ตั้งแต่วันแรกที่ท่านก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านถูกทำงานอยู่ในภาวะที่กดดัน ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ทีนี้อยากจะถามท่านนายกฯ ว่า ในภาวะกดดันภาวะตึงเครียดอย่างนี้ ท่านนายกฯ ใช้วิธีปรับอารมณ์ ปรับความรู้สึกอย่างไรที่ทำให้บริหารประเทศได้ไปอย่างราบรื่น และอีกอย่างอีกคำถามหนึ่งก็อยากจะถามต่อจากน้องอนุวัต ความจริงน้องเขาอยากจะถามว่า หลังจากที่นายกฯ เครียดมามากแล้วนี้ นายกฯ กลับไปบ้าน มีบรรยากาศมีเหตุการณ์แบบที่...เฉลียงเมื่อวานบ้างไหม"

อภิสิทธิ์: "เรื่องเครียดนะครับ เรื่องกดดันผมว่าเป็นธรรมดา สิ่งที่ผมใช้มาตลอดก็คือว่า

  • ทุกอย่างต้องตั้งสติครับ ใช้เหตุใช้ผล
  • และถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังมีอารมณ์ในการที่จะทำให้ไม่สามารถใช้เหตุผลได้ ให้หยุดตัวเองก่อน อย่าผลีผลาม ใช้หลักอันนี้มาโดยตลอดและคุ้นเคย

เพราะฉะนั้นจะฝึกฝนตนเองมาตลอดว่าต้องทำงานภายใต้ภาวะความกดดันให้ได้ แล้วจริง ๆ แล้วทำไปทำมานี้ยิ่งทำงานไปยิ่งพบว่า ความกดดันบางทีช่วยกระตุ้น เพราะ

    • มันเป็นตัวที่บีบบังคับให้เราต้องคิดจริง ๆ และบางครั้งต้องหาคำตอบให้ได้ ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน
    • แต่ว่าไม่ต้องเพิ่มครับ ระดับขนาดนี้ถือว่าพอเพียง

ถามว่าเครียดแล้วกลับบ้าน บางทีกลับบ้านไปแล้วก็เครียดกว่า เพราะว่าความเครียดมาได้หลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้สัญญากับที่บ้าน คือ

    • ผมไม่เอาปัญหาของผมจากการทำงานให้ไปเป็นปัญหาของเขา ไม่มีการไปบ่นว่าโอ๊ยวันนี้อย่างนั้น โอ๊ยเรื่องนี้ ไม่มีเด็ดขาดครับ
    • อยู่บ้านไม่เอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของเขา แต่บังเอิญไม่ได้ทำ MOU ถ้าเขามีปัญหาเขายังสามารถถ่ายทอดมาที่ผมได้"

ผู้ดำเนินรายการ: "ถือว่าน่าจะครบถ้วนทุกมิตินะคะต้องขออภัยสื่อมวลชนหลาย ๆ ท่านที่อาจจะอยากถามนะคะแต่ว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้วจริง ๆ ค่ะขอเสียงปรบมือเป็นเกียรติให้ท่านนายกฯ ค่ะ วันนี้เปิดใจอย่างเต็มอิ่มจริง ๆ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน / ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ตามข่าว: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เปิดโอกาสทุกพรรคใช้สื่อเท่าเทียมกัน

...ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
อภิสิทธิ์ : "ครับงานทางด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม รัฐบาลก็ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องครับ ผมจะได้ไปดูความก้าวหน้าในเรื่องของการก่อสร้างในเรื่องของรถไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ในวันนี้เช่นเดียวกันครับ ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปมาก และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ เช่น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติในส่วนของแม่กวงที่เชียงใหม่ ซึ่งจะช่วยทำให้มีการเติมน้ำและบริหารจัดการน้ำได้มากยิ่งขึ้นสำหรับพี่น้องในภาคเหนือ อย่างนี้เป็นต้น

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>

...เปิดโอกาสทุกพรรคใช้สื่อเท่าเทียมกัน
อภิสิทธิ์ : "
ขณะเดียวกันก็ขอเรียกร้องนะครับว่า สื่อสารมวลชนทุกแขนงครับ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์ก็คงจะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของการจัดสรรเวลาต่าง ๆ ให้เหมาะสม เปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองสามารถที่จะนำเอาความคิดความอ่านต่าง ๆ มาเสนอต่อพี่น้องประชาชน เพื่อสามารถทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามความตั้งใจของพวกเราทุกคนว่า จะเป็นการเดินหน้าประเทศไทย

และแน่นอนที่สุดครับ ที่วันนี้ต้องบอกว่าเป็นรายการสุดท้ายก็เพราะว่าหลังจากนี้ไปเมื่อมีการยุบสภาฯ แล้วก็คงไม่เหมาะสมนะครับที่ผมจะมาใช้สื่อของรัฐ ในฐานะนายกรัฐมนตรี พูดจาในสิ่งซึ่งอาจจะมีการมองว่าทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง

ผมจึงขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุก ๆ ฝ่ายที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดรายการฯ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา และก็ขอขอบคุณท่านผู้ชม พี่น้องประชาชน ที่ได้กรุณาติดตาม ติชมเสนอแนะ ห่วงใยกับการทำงานของรัฐบาล ซึ่งได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผ่านรายการในรายการนี้

สำหรับระยะเวลาที่เหลือของรายการในสัปดาห์นี้ก็จะเป็นบรรยากาศที่พิธีกรร่วมตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเชิญมาเมื่อค่ำวานนี้ ได้พูดคุยสนทนากับผมต่อไปครับ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งครับ สวัสดีครับ"

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>


(กลับไปด้านบน)

- ดู/อ่านรายการเต็ม (ประมาณ ๕๐ นาที)

จากรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐น.

คลิ๊ก เพื่ออ่านคำต่อคำ


(กลับไปด้านบน)