...มันอยู่ในกติกาของบ้านของเมืองของเรา แล้วเราเป็นระบอบประชาธิปไตย ผมยัง คือเราพูดเสมอว่า ระบบเลือกตั้งไม่ใช่แปลว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนในโลกที่ไม่เลือกตั้ง ยังไงก็ต้องไปเลือกตั้ง
...ฟองสนาน จามรจันทร์ : " ดิฉันอยากจะเรียนถามท่านแบบถึงก้นบึ้งของหัวใจนะคะ ว่ารัฐบาลของท่านนี้สามารถอยู่ได้ถึงเดือนธันวาคมปีนี้ เป็นสิ่งหลายคนชื่นชมอาจารย์ว่าอาจารย์ใจเด็ดที่จะยุบสภาฯ เพราะว่าจริง ๆ แล้วคนที่จะเป็นนายกฯ ปกติเขาไม่สูญเสียตำแหน่งเขาง่าย ๆ ถึงแม้เก้าอี้จะเหลือ ๓ ขาก็ยังไม่ไปก็มีนะคะ แต่ว่าก็มีคำถามมาในความชื่นชมยินดี หลายคนก็อยากจะเลือกตั้ง กระแสส่วนใหญ่อยากจะเลือกตั้งนะคะอาจารย์ แต่ว่าด้วยเหตุที่ว่าตอนนี้ประเทศชาติขอเรากำลังเจอวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเขาพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติแล้วตำราพิชัยสงครามเขาจะไม่เปลี่ยนม้ากลางน้ำเชี่ยว เขาจะไม่เปลี่ยนผู้นำในขณะที่ประเทศชาติมีปัญหา เพราะฉะนั้นคำถามคือ ๑. อาจารย์ตัดสินใจยังไงในเรื่องนี้ มีลึก ๆ อาจารย์คิดยังไง และ ๒. สิ่งที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนเขาไม่สบายใจ เป็นไปได้ไหมที่หลังเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคอื่น ๆ ที่จะตั้งรัฐบาลยากขึ้น ถ้าเกิดอาจารย์ชนะมา ๓. พรรคประชาธิปัตย์ถ้าเกิดได้มาเป็นรัฐบาลจะทำให้ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของเราซึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเพื่อนบ้านนำขึ้นศาลโลกอีกนี้เสียไปหรือเปล่า ขอบพระคุณค่ะ "
อภิสิทธิ์ : " เอาเรื่องแรกก่อนนะครับว่า ผมนี้เป็นคนที่ถือว่าเมื่อเข้ามารับตำแหน่ง คือมาในสถานการณ์ไม่ปกติอย่างที่บอกแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมก็ได้พูดมาโดยตลอดว่าไม่ได้ตั้งใจในการที่จะอยู่ครบวาระ ซึ่งก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าจะมีคนจำนวนมากไม่เชื่อ เพราะโดยปกติก็อย่างที่คุณฟองสนานพูดว่า คนที่อยู่ในอำนาจนั้นก็ไม่ค่อยอยากที่จะมาตัดวาระของตัวเอง หรืออะไรก็ตาม
แต่ผมเชื่ออย่างนั้นมาโดยตลอดว่า ถ้าหากว่าสามารถที่จะทำสภาวะแวดล้อมให้มันเดินไปข้างหน้าด้วยการเลือกตั้งได้นี้ก็อยากจะทำนะครับ ก็เป็นที่น่าแปลกอย่างหนึ่งว่าคนที่เรียกร้องมากที่สุดให้เลือกตั้งก้อนหน้านี้
- คือคนที่ไม่ยอมทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ควรจะไปเลือกตั้ง อันนี้ก็ต้องพูดกันตรง ๆ นะครับ แล้วก็เป็นฝ่ายที่ยื้อมาตลอด เพราะว่าตั้งแต่ก่อนโน้นผมก็เคยเสนอตั้งแต่ปลายปี ๕๒ นะครับ บอกว่าเอาอย่างนี้สิมีเรื่องรัฐธรรมนูญที่ยังติดใจกันอยู่ ไปทำประชามติ ทำเสร็จแก้ตามประชามติแล้วก็ไปเลือกตั้ง ก็ไม่เอา ต่อมาเสนอว่าประมาณ ๖ เดือน ๙ เดือน ไม่เอา ช่วงที่มีการชุมนุม กำหนดวันกันไปเลย ๑๔ พฤศจิกายน ไม่เอาอีก ก็เป็นเรื่องแปลกอยู่
- และพอตอนนี้กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ก็จะมีกลุ่มอื่น ๆ โผล่ขึ้นมาอีก บอกอย่าเลือกตั้งนะเพราะอย่างนั้น อย่าเลือกตั้งนะเพราะอย่างนี้
คือผมอยากจะบอกก่อนว่า ที่ตัดสินใจนี้เพราะผมเชื่อจริง ๆ ว่า มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศ ไม่มีใครรู้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร และผมก็ไม่ใช่คนที่จะหลอกตัวเองว่า เลือกตั้งแล้วแปลว่าทุกอย่างสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ แต่ต้องถามว่า ระหว่างเลือกตั้งกับไม่เลือกตั้ง อะไรจะดีกว่าสำหรับประเทศ
เพราะถึงผมไม่ยุบสภาฯ สิ้นธันวาคมก็ต้องไปเลือกตั้งกันอยู่ดี มันอยู่ในกติกาของบ้านของเมืองของเรา แล้วเราเป็นระบอบประชาธิปไตย ผมยัง คือเราพูดเสมอว่า ระบบเลือกตั้งไม่ใช่แปลว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนในโลกที่ไม่เลือกตั้ง ยังไงก็ต้องไปเลือกตั้งครับ "
...ตวงพร อัศววิไล : " ตั้งแต่ท่านนายกฯ เข้ามารับตำแหน่ง ธันวาคม ๕๑ จนถึงขณะนี้พฤษภาคม ๕๔ เข้าใจว่าช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือน่าจะเป็นเมษายนกับพฤษภาคม ๕๓ หลังเหตุการณ์นั้นก็มีเสียงเรียกร้องให้ท่านนายกฯ แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองนะคะ แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็อยากให้ท่านนายกฯ รับตำแหน่ง อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปเพื่อแก้วิกฤต แต่ถ้ามองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตไม่ว่าจะเป็น ๑๖ หรือ ๓๕ ตอนนั้นนายกฯ ลาออก ส่วน ๑๙ เกิดรัฐประหารขึ้น ซึ่งนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่คือ อยู่ในตำแหน่งได้ต่อและกำหนดวาระในการยุบสภาฯ ได้เองนะคะ คือคำถามที่อยากจะถามก็คือว่า ทำไมท่านนายกฯ ถึงคิดว่าตัวเองเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และท่านก็เสนอตัวในการเลือกตั้งครั้งต่อไปกับพี่น้องประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนว่าในท่ามกลางวิกฤตนี้ ทำไมท่านถึงมั่นใจว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดคะ "
อภิสิทธิ์ : " ที่มีคำถามว่าทำไมเมษายน พฤษภาคม ปี ๕๓ แตกต่างจาก ๑๔ ตุลาคม ปี ๑๖ แตกต่างจาก ๑๗ พฤษภาคม ปี ๓๕ ผมก็ต้องยืนยันว่าเพราะเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง ว่าการชุมนุมในช่วงเมษายน พฤษภาคม ปี ๕๓ นั้นมิใช่การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมนั้น มีข้อหนึ่งหรือมีถ้อยคำอยู่ช่วงหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ก็คือการชุมนุมนั้นต้องปราศจากอาวุธ
ผมคิดว่าในการชุมนุมเดือนเมษายน พฤษภาคม ปี ๕๓ ชัดเจนมากว่าว่าตั้งแต่ก่อน ๑๐ เมษายน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ก่อนช่วง ๑๘-๑๙ พฤษภาคม นี้ มีผู้ที่มีอาวุธ เข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และได้กระทำความผิดกฎหมาย แล้วก็ทำให้การชุมนุมซึ่งผิดกฎหมายอยู่แล้วนั้นเป็นสถานการณ์ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องบังคับใช้กฎหมาย
ผมพูดหลายครั้งว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดความสูญเสียขึ้น แต่มีความจำเป็นในการที่จะต้องให้ระบบบ้านเมืองที่ปกครองด้วยกฎหมายนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
- ผมถึงได้เสนอในวันนั้นว่า ถ้าอยากจะให้ยุบสภาฯ ผมก็ยินดีที่จะกำหนดวันเลือกตั้ง แต่ต้องไม่ใช่ในลักษณะที่บอกว่าต่อไปนี้ถ้ามีคนจำนวนมากมาบอกให้ยุบสภาฯ ก็ต้องยุบสภาฯ ทันที ผมว่านั่นคือความพอดีที่ได้มีการนำเสนอแต่ถูกปฏิเสธ
- นอกจากนั้นที่แตกต่างจากในอดีตไม่ว่าจะเป็นพฤษภาคมปี ๓๕ หรือ ๑๔ ตุลาคมก็คือว่า สถานะของรัฐบาล ๑๔ ตุลาคมนั้นก็แน่นอนที่สุดเป็นรัฐบาลซึ่งขณะนั้นยังไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีการเลือกตั้งเลย ก็จะเหมือนกับสถานการณ์หลายประเทศซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ส่วนพฤษภาคม ๓๕ เป็นการเรียกว่าการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มมาตั้งแต่วันแรก บอกว่าไม่ยอมรับว่ามีการผิดคำพูด และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง
แต่รัฐบาลนี้ใครจะไม่พอใจหรือจะตั้งข้อสังเกตอย่างไรเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของสภาฯ แล้วสภาฯ ก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ที่สำคัญก็คือว่า ที่มาชุมนุมกันเมษายน พฤษภาคม ๕๓ แล้วบอกว่ารัฐบาลไม่ชอบธรรมนี้นะครับ รัฐบาลดำรงตำแหน่งมาตั้งปีกว่าแล้ว แล้วปีก่อนก็ไม่ได้ชุมนุมบอกว่ารัฐบาลไม่ชอบธรรม ปีก่อนบอกว่าอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ บางทีก็ไปชุมนุมเรียกร้องอย่างอื่น มันจึงเป็นคนละประเด็นกับสองเหตุการณ์ก่อนหน้า
ส่วนถามว่า ทำไมถึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ดีที่สุด ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องหาเสียง แต่ผมมองในมุมว่า เวลาที่มีการเลือกตั้งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนี้ ส่วนใหญ่ก็คือก็จะต้องเลือกว่าจะเอาความต่อเนื่องหรือไม่ จะเดินหน้าต่อหรือไม่ บางคนก็จะบอกว่า ถ้าเปลี่ยนก็คือหลายเรื่องคงต้องมานับ ๑ กันใหม่ ก็คงจะต้องดูว่าสิ่งที่ทำมา มันไม่ใช่บอกว่าครบถ้วน อย่างที่ผมบอกหลายเรื่องนี้ไม่ใช่ แต่สิ่งที่ทำมามันไปในทิศทางที่เราต้องการใช่ไหม ถ้าใช่ ผมก็เพียงแต่บอกว่าเลือกคนเดิม มันก็ไม่ต้องมาเริ่มนับ ๑ มันก็อาจจะเริ่มนับ ๗ -๘ -๙ ไปถึง ๑๐ ได้ทันที อย่างนี้เป็นต้นครับ พูดคร่าว ๆ อย่างนี้ครับ พอถึงเวลาเลือกตั้งแล้วก็คงจะได้มีเรื่องของการหาเสียงกันอีกเยอะครับ
...กฤษณะ ละไล : " ผมก็จะถามคำถามซึ่งเข้าใจว่าก่อนหน้านี้คงจะมีคนถามท่านนายกฯ มาบ้างแล้ว ก็คือเรื่องของรัฐบาล หลังการเลือกตั้งนี้ จะเรียนถามนายกฯ ว่า รัฐบาลจะมาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมาก หรือมาจากพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้ เรียนถามคำถามนี้ก่อนครับ "
อภิสิทธิ์ : ผมตอบไม่ได้หรอกครับ คือในระบบสภาฯ นี้ เราก็เลือกผู้แทนราษฎร เลือกพรรคการเมือง แล้วก็ตามหลักของมันคือว่า
- ใครรวบรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้ก็เป็นคนตั้งรัฐบาล กติกาของประเทศไทยเขียนไว้ชัดเจน
- เพราะฉะนั้นยุคปัจจุบันนี้ไม่เหมือนในอดีต เราต้องไปเลือกนายกรัฐมนตรีกันในสภาฯ เป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผย ขานชื่อสมาชิกทีละท่านว่าจะเลือกใคร สมัยก่อนนี้เขามีการให้หัวหน้าพรรคสามารถเซ็นได้นะครับ บอกพรรคนี้จะสนับสนุนคนนี้
- สมัยนี้ไม่ได้ เป็นการเลือกโดยสภาฯ แต่ว่าอย่างไรก็ตามนะครับโดยประเพณี เราก็ถือว่าพรรคใดมี ส.ส. มากที่สุดนี้ก็จะได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน
แต่ผมไปตอบแทนทุกพรรคการเมืองหรือ ส.ส. ๕๐๐ คนที่จะมีในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ว่าเขาจะใช้สิทธิ์อย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าก็ต้องรอดูสถานการณ์จริง แล้วก็อาจจะมีความชัดเจนขึ้นเมื่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ลงสนามการเลือกตั้ง เพราะว่าช่วงนั้นผมก็เชื่อว่าสื่อต้องจัดรายการ ท่านก็มีสิทธิ์ถามทุกพรรค ว่าเลือกพรรคนี้แล้วจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีสิทธิ์ถามได้ เราจะได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร คงจะรอดูผลการเลือกตั้งคงจะเป็นตัวชี้ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร "
กฤษณะ ละไล : " แต่ดูตามรูปการที่มีการวิเคราะห์ประเมิน ที่ผมถามคำถามนี้เพราะว่าบทบาทพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กก็จะมีสูงมาก และสูงจนน่ากลัว บางคนกลัวถึงขั้นจะชี้ขาดว่าขอจะเป็นนายกฯ เองด้วยซ้ำไป มันมีโอกาสเกิดขึ้นไหมครับ "
อภิสิทธิ์ : " ก็อยู่ที่ ส.ส. ครับ ถ้า ส.ส. พรรคใหญ่ไปยกมือให้ ส.ส. พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก เขาก็เป็นได้ครับ
...ศุภโชค โอภาสะคุณ : " อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย เคยแสดงท่าทีความเป็นสุภาพบุรุษนักการเมืองเอาไว้เมื่อประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ปีที่แล้วนี้นะครับ ด้วยการประกาศว่าใครได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ จัดตั้งรัฐบาล แล้วท่านก็ทำจริง ท่านได้คะแนนเสียงน้อยกว่า ๒ เสียงใช่ไหมครับ ท่านก็อยู่ แล้วท่านก็ไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่ง ท่านแพ้ บรรยากาศอย่างนั้นท่านเห็นควรจะนำมาสู่การเลือกตั้งคราวนี้หรือเปล่า และท่านควรจะประกาศเลยไหมว่าน่าจะเป็นสัตยาบันในการประกาศว่าใครได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ จัดตั้งรัฐบาล ถ้าท่านไม่ประกาศนี้ท่านหมายถึงอะไร จะทำให้ท่านสบายตัวในการจับไม้จับมือกับพรรคอื่น ๆ มากกว่าหรือเปล่าครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ "
อภิสิทธิ์ : " ต้องทบทวนประวัติศาสตร์กันนิดหนึ่ง พูดอย่างนี้เหมือนกับพยายามจะมาบอกว่าผมไปทำลายประเพณีตรงนี้หรือเปล่า เลือกตั้งปี ๕๐ พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส. มากที่สุด ผมเป็นพรรคอันดับ ๒ ผมก็แถลงข่าววันแรกว่า ให้พรรคพลังประชาชนไปจัดตั้งรัฐบาล ถ้าจัดไม่ได้ ผมถึงจะจัด เขาจัดได้ เขาเป็นรัฐบาลนะครับ ก็เหมือนกับตอนที่ท่านนายกฯ ชวน แพ้พลเอก ชวลิตฯ ๒ เสียง ถามว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ พลเอก ชวลิตฯ ลาออกเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ ท่านนายกฯ ชวน จัดตั้งรัฐบาลนะครับ ของผมนี่นายกฯ สมัครพ้น ผมแข่งในสภาฯ แพ้นายกฯ สมชาย นายกฯ สมชาย ก็จัดตั้งรัฐบาล ผมมาเป็นนายกฯ นี่ผมแข่งไม่ใช่กับพรรคที่มีเสียงอันดับ ๑ นะครับ ผมแข่งกับคุณประชาฯ เสียงเท่าไรครับ เสียง ๓๐ เสียงเพราะฉะนั้นยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลยจากเดิมนะครับ ท่านนายกฯ ชวน แพ้เลือกตั้ง เปิดโอกาสให้พลเอก ชวลิตฯ จัดตั้งรัฐบาล จัดตั้งได้ ท่านก็เป็นฝ่ายค้าน แล้วต่อมาท่านลาออก สภาฯ ตัดสินใจเลือกท่านเป็นนายกฯ ท่านก็เป็นนายกฯ ผม แพ้เลือกตั้งมา เปิดโอกาสให้นายกฯ สมัคร จัดตั้งรัฐบาลได้ ท่านก็ตั้ง แข่งกับนายกฯ สมชาย แพ้ ก็ให้ท่านนายกฯ สมชาย ตั้ง แล้วผมก็มาเป็นรัฐบาล ต่างกันตรงไหนครับ กระบวนการก็มีแค่นี้ ผมเห็นเขียนกันไปเหมือนกับว่ามีหลักการลึกซึ้งอะไร ซึ่งขณะนี้ได้ถูกทำลาย ไม่มีเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา จากวันนั้นถึงวันนี้ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป เท่านั้นเองครับ
...วารินทร์ สัจจะเดว : " คือว่าตอนนี้เริ่มมีสื่อภาษาอังกฤษในบ้านเราเปิดประเด็นเรื่องของ Vote No ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนยังอาจจะไม่ค่อยเข้าใจนะครับว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ซึ่งมันก็เป็นสิทธิ์ที่ชอบธรรมของผู้ที่จะไปลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้ง ถ้าเกิดมันมี Vote No มาก ๆ การเมืองไทยจะพัฒนาไปในทางไหน หรือว่าในมุมมองของอาจารย์ในฐานะนักวิชาการนะครับ Vote No มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรครับ "
อภิสิทธิ์ : " เรื่องการที่จะไปลงคะแนนโดยไม่ออกเสียง คือไม่ประสงค์จะลงคะแนน ซึ่งรัฐธรรมนูญกฎหมายเปิดช่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ถามว่าผลเป็นอย่างไรนะครับ ทางกฎหมายนี้ความจริงเขาจะมีอยู่ว่า ถ้ามีผู้สมัครได้คะแนน รายเดียวนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สมัครรายเดียวที่คะแนนเสียงไม่ถึงเท่านั้นเท่านี้ ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อะไรต่าง ๆ
แต่ว่าถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมานั้น แทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกพรรคการเมืองลงแข่งขันกันในขณะนี้ โอกาสที่จะไปกาแล้วมีผลทางกฎหมายนี่ก็น้อยมาก เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ที่ว่า เป็นการออกไปลงคะแนนในเชิงของสัญลักษณ์ ว่ามีประชาชนที่ไม่พอใจพรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งหมดเลยนี้มากแค่ไหนอย่างไร ผมไม่ใช่คนกลาง ผมเป็นคนสมัครในระบบพรรคการเมือง ผมก็จะรู้สึกเสียดายนะครับว่าถ้าไปลงคะแนนแล้ว คะแนนนั้นในที่สุดมันก็เหมือนกับหายไปเฉย ๆ ก็เป็นการเสียโอกาสในการที่จะ อย่างน้อยที่สุดนะครับไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นสิ่งที่คิดว่าน่าจะช่วยบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้มากกว่า "
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน // ดูประเด็นต่อเนื่อง >>