ฟ้าวันใหม่: ญี่ปุ่นขอบคุณ ปชป. – จี้นายกฯ ยืนยัน ๓ หลักการของฝ่ายค้าน เพื่อเป็นหลักให้ สสร. ต้องยึดปฏิบัติแก้รธน. (๑ มี.ค.๕๕)


 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศญี่ปุ่นเป็นวันที่สองในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงการเดินทางเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพบปะนักธุรกิจ รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมืองของประเทศญี่ปุ่นว่า ตนมายืนยันถึงความสำคัญที่รัฐบาลของประเทศไทยในทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งยืนยันว่าประเทศไทยมีความสามารถในการเป็นฐานการผลิตในย่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้

“ขณะนี้เข้าสู่วันที่สอง เป็นการพบปะ ๒ ส่วน ส่วนแรกคือภาคการเมือง และส่วนที่สองคือภาคธุรกิจ โดยวันนี้เพิ่งออกมาจากการพบปะกับทางประธานของ ฮอนด้า ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผมคิดว่าพี่น้องคนไทยคงจดจำภาพรถยนต์ฮอนด้าที่จำเป็นต้องทุบทิ้งหลังจากเกิดน้ำท่วม แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเสียหายทางอุตสาหกรรมในครั้งนี้เลยด้วยซ้ำ ก็เรียนว่าขณะนี้ทางฮอนด้าเองก็กำลังเร่งในการที่จะกลับมาผลิตได้ตามปกติ ก็คาดว่าจะเปิดโรงงานได้ปลายเดือนมีนาคม เราก็มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน
แล้วก็เป็นเรื่องที่ดีว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยในส่วนของญี่ปุ่นนั้น นอกจากจะปักหลักแล้ว เขาต้องคิดเรื่องการขยายต่อไป เพราะฉะนั้นความเข้มแข็งของฐานอุตสาหกรรมของไทยในด้านยานยนต์นั้น ผมก็มายืนยันถึงความสำคัญที่รัฐบาลทุกรัฐบาลให้กับอุตสาหกรรมนี้ แต่ว่าความท้าทายวันข้างหน้านั้น นอกจากเรื่องน้ำท่วม ซึ่งก็มีการสอบถาม คือทุกคนที่มาพบนี้ เขาก็จะคุยเรื่องน้ำท่วมอยู่แล้ว แต่ว่าสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วต้องมองไปข้างหน้า เขาก็สนใจมากเรื่องแนวคิดของเราเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รถยนต์ประเภทไหนจะเป็นพลังงานทดแทนรูปแบบไหน จะเป็นรถที่มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างจากตลาดอื่นอย่างไร
และผมก็ได้ยืนยันว่า ฐานการผลิตของเราก็สามารถที่จะรองรับได้ค่อนข้างกว้างขวาง และการที่เราเป็นศูนย์กลางของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยสภาพทางภูมิศาสตร์และบทบาทของเราในอาเซียน และการมองไปทางตะวันตกด้วยนั้น ก็น่าจะเป็นฐานที่ดีต่อไปได้ แต่ว่าเห็นได้ชัดว่าในขณะที่เขาจะปักหลักหรือจะขยายในส่วนของเรานั้น นักธุรกิจก็พูดถึงอินโดนีเซียกับอินเดีย ในฐานะที่จะเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันกับเรา ความจริงทุกค่ายเลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะฮอนด้า ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าก็ต้องเป็นตัวกระตุ้นให้ทางรัฐบาลต้องคิดถึงแนวทางในอนาคต ความจริงมาตรการบางเรื่องเช่นโครงสร้างภาษี หรือเรื่องอื่น ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมาทบทวนกันพอสมควร เพราะรัฐบาลที่แล้วก็เริ่มต้นไว้แล้วนะครับ ในเรื่องของแนวคิดในการปรับโครงสร้างในเรื่องเหล่านี้”

นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์ยังได้พบปะกับตัวแทนนักธุรกิจในส่วนประกันภัย โดยได้พบกับนาย Yasuyoshi Karasawa ประธานบริษัท Mitsui Sumitomo Insurance โดยมีการแลกเปลี่ยนถึงข้อห่วงใยในเรื่องกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ ขณะที่วันนี้ (๑ มี.ค.๕๕) นายอภิสิทธิ์จะได้พบกับนาย Teruo Asuda ประธานกลุ่มบริษัท Marubeni และคณะกรรมการ Keidanren ในช่วงบ่าย

“ส่วนธุรกิจอีกธุรกิจหนึ่งซึ่งผมได้พบเมื่อวานนี้ก็คือในส่วนของประกันภัย ซึ่งประธานของบริษัท Mitsui ซึ่งเป็นบริษัทประกันญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนั้น ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง เพราะเราก็บอกว่าเรื่องของกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัตินั้นเราก็ให้ข้อคิดแล้วก็สนับสนุนมาตั้งแต่ต้น ตอนนี้ความห่วงใยก็คือ เขาก็ยังห่วงใยว่าเงินมันจะพอหรือเปล่า แล้วการคุ้มครองที่จะบอก ๓๐% นั้น ถ้าเพิ่มขึ้นได้เขาก็อยากเห็นเพิ่ม อันนี้ก็ปกติ และเขาก็บอกว่าที่เขาเห็นว่ามันสำคัญก็เพราะว่า เรื่องนี้อาจทำให้ไม่สามารถที่จะทำให้คนมีการได้ประกันภัยในเรื่องผลกระทบได้ ส่วนจะย้ายหรือไม่ย้ายนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าที่จะเข้ามาใหม่ก็จะเป็นปัญหาด้วย เพราะฉะนั้นภาคธุรกิจก็ได้พบไปบ้างแล้ว แต่ว่าวันนี้ก็จะเพิ่มเติม เดี๋ยวก็จะมี Marubeni แล้วก็ในส่วนขององค์กรเศรษฐกิจที่เรียกว่า Keidenren ของญี่ปุ่นที่จะได้พบเพิ่มเติม”

สำหรับในส่วนภาคการเมือง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนได้เข้าเยี่ยมคารวะกับอดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นาย Yukio Hatoyama และรองนายกรัฐมนตรี นาย Katsuya Okada รวมทั้งมีโอกาสพบกับหัวหน้าพรรค LDP นาย Sadakazu Tanigaki ซึ่งทุกคนอยากเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการจัดการน้ำของรัฐบาลไทย

“ส่วนภาคการเมืองนั้นพบก็ตั้งแต่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี Hatoyama รองนายกรัฐมนตรี Okada ทั้ง ๒ ท่านนี้ก็อยู่พรรค DPJ แล้วก็พบกับทางหัวหน้าพรรค LDP ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ส่วนใหญ่ก็แลกเปลี่ยนกันในเรื่องของปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน ทุกคนก็อยากเห็นความชัดเจน ซึ่งผมก็ได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นปีที่แล้วว่ามีทั้งส่วนของภัยธรรมชาติ และส่วนของการบริหารจัดการขณะนี้การตั้งประเด็นเพื่อที่จะกำหนดแผนเพื่อป้องกันนั้นก็ชัดเจนขึ้นโดยลำดับแต่ต้องแข่งขันกับเวลา แล้วก็อยู่ที่รัฐบาลในการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามแผนที่ประกาศไว้ให้ได้ ซึ่งเราก็จะทำหน้าที่ในการช่วยติดตามแล้วก็กระตุ้นรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ในแง่มุมอื่น ๆ ก็พูดกันค่อนข้างกว้างขวางนะครับ ทั้งบทบาทในภูมิภาค ทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ว่าโดยรวมนั้นก็คือว่าเรามาที่นี่ก็เพื่อที่จะยืนยันความแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นแล้วก็สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นผลพวงในด้านดีที่เกิดขึ้นจากปีที่แล้วก็คือว่า ภัยพิบัติทั้งสองนั้นได้ทำให้ประชาชนสองประเทศได้มีโอกาสแสดงน้ำใจต่อกันและกันอย่างดีมากในพื้นฐานที่ดีในการที่จะร่วมมือกันต่อไปในอนาคต”

จากการเดินทางในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าประเทศญี่ปุ่นต้องการจะเห็นมาตรการที่เข้มข้นในส่วนของธุรกิจประกันภัย พร้อมกันนี้ยังได้รับความขอบคุณถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านที่เอาใจใส่ต่อปัญหาธุรกิจยานยนต์ของญี่ปุ่นอีกด้วย

“ในส่วนของประกันภัยนั้น เขาก็ยังอยากจะเห็นมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ ความหมายก็คือวงเงินทั้งในเรื่องของกองทุน วงเงินทั้งในเรื่องของการคุ้มครอง เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับการสร้างความเชื่อมั่นต่อไป ขณะเดียวกันเขาก็ได้ขอบคุณบทบาทของรัฐบาลที่แล้วในการแก้ปัญหาและการช่วยเหลือเขาในภัยพิบัติของเขา แล้วก็การที่สนับสนุนส่งเสริมทางด้านธุรกิจแล้วก็เศรษฐกิจการลงทุนของทางญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และก็ได้ให้ความขอบคุณบทบาทของเราในฐานะฝ่ายค้านด้วยที่เอาใจใส่ต่อปัญหาต่าง ๆ เช่นกรณีของยานยนต์ ก็คงจำได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมแรก ๆ เลยที่พรรคประชาธิปัตย์ก็เชิญทุกค่ายมาพูดคุยเพื่อรับทราบความต้องการแล้วก็จะได้ติดตามมาตรการของรัฐบาลด้วย”

สำหรับการพบปะพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนตามประสานักการเมืองอาชีพ รวมทั้งตนได้มีโอกาสเห็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นตอบกระทู้ถามสดในสภาฯ อีกด้วย

“การเมืองในประเทศไทยนั้นก็พูดกันไม่ได้มาก เพราะว่าส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเรื่องของน้ำท่วม และประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากกว่า แต่ในแง่ของพรรคการเมืองก็คุยกันตามประสานักการเมืองอาชีพด้วยกัน ในแง่ของแนวโน้มการเมืองในประเทศก็มีการวิเคราะห์กันไป อย่างเช่นตอนนี้ในญี่ปุ่นเองก็มีการคาดการณ์ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งเร็วหรือไม่ แล้วก็มีประเด็นที่ถกเถียงกันระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นที่จะมีการขึ้นภาษี(ของญี่ปุ่น) ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร เมื่อวานก็ได้เห็นทั้งนายกฯ แล้วก็ผู้นำฝ่ายค้านเข้าไปสู้กันในสภาครับ ตอบกระทู้สด ๆ กันในเรื่องของนโยบายแบบนี้ครับ นายกฯ เขาอยู่ครับไม่ได้ไปไหนครับ ต้องตอบกระทู้ในสภาครับ”

สำหรับกำหนดการในวันนี้ หลังจากช่วงเช้านายอภิสิทธิ์ได้พบกับนาย Takanobu Ito ประธานบริษัทฮอนด้าไปแล้ว และในช่วงบ่ายจะได้พบกับประธานบริษัท Marubeni นาย Teruo Asada และคณะกรรมการ Keidanren โดยในช่วงค่ำจะได้มีการพูดคุยกับบรรดาเจ้าหน้าที่ของไทยเพื่อติดตามข้อมูลด้านประกันภัยต่อไป

“วันนี้เพิ่งได้พบกับทางฮอนด้าไป เดี๋ยวก็จะต่อด้วย Marubeni แล้วก็ Keidanren แล้วก็ในช่วงเย็นก็จะมีการพูดคุยกับบรรดาเจ้าหน้าที่ของไทยที่ทำงานอยู่ที่นี่”

จากเหตุการณ์คนร้าย ๒ คนบุกชกนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ วานนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจหลังจากทราบข่าว พร้อมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง และยังแสดงความเป็นห่วงต่อการแสดงความเห็นที่แตกต่างซึ่งหวั่นว่าจะลุกลามออกไปในระดับมวลชน และสังคมได้ โดยขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง เพราะมีผู้ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง

“เราก็ได้ข่าวช่วงค่ำที่นี่ก็ตกใจอยู่ แล้วผมก็ขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนนั้นไม่เห็นด้วย แล้วก็ประณามความรุนแรงในทุกรูปแบบในการที่จะไปละเมิดสิทธิ์นะครับ ดังนั้นผมคิดว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันว่า ทำอย่างไรความคิดเห็นที่แตกต่างขัดแย้งกันนี้จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวบุคคล หรือว่าจะร้ายแรงกว่านั้นก็คือลุกลามออกไปในระดับของมวลชน ในระดับของสังคม ในขณะเดียวกันนั้นประเด็นนี้ครับ ก็คือประเด็นที่ผมได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง เพราะว่ามันมีบางฝ่ายที่ต้องการให้มันเกิดขึ้นความขัดแย้งกัน ต้องหยุดตรงนี้ให้ได้ และประเด็นใดซึ่งมันเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่าง แต่ว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางด้านความรู้สึก ก็ควรจะมาว่ากันด้วยเหตุด้วยผลคุยกันให้ดี เพราะว่าความจริงก็ต้องขออนุญาตว่าเมื่อวันอาทิตย์ ผมก็เพิ่งพบกับทางอาจารย์ปริญญา ของธรรมศาสตร์ ก็ยังได้พูดเรื่องนี้อยู่เลยว่า ความจริงแล้วในกลุ่มนักวิชาการด้วยกันเอง ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางด้านไหน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร หรือแม้ว่าจะเป็นอาจารย์ที่จะเคลื่อนไหว ไม่เคลื่อนไหวนั้น ควรจะพยายามหารูปแบบของการแสดงออกทางความคิดทางวิชาการที่แตกต่างกัน ที่จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ก็เพิ่งเสนอไปนี่แหละครับ เพิ่งพบท่านอาจารย์ปริญญา ยังฝากไปบอกว่าให้ช่วยดูเรื่องนี้หน่อย ก็มาเกิดเรื่องแบบนี้เสียก่อน”

จากการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ออกมาตอบคำถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๒ ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวเรียกร้องเพิ่มเติมว่า ขอให้นายกฯ ช่วยย้ำในอีก ๒ ประเด็นเพิ่มเติมคือ เรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ องค์กรอิสระ ว่าจะไม่ไปแตะต้องแก้ไข และยืนยันด้วยว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่ง

“บังเอิญอยู่ที่นี่ไม่ได้ฟังน้ำเสียงนะครับ ก็เลยตอบไม่ได้ว่าน้ำเสียงนายกฯ หนักแน่นแค่ไหน ผมว่าไม่ต้องฟังน้ำเสียงครับ ผมว่าดูดีกว่าว่าพรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนการแปรญัตติของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ในชั้นกรรมาธิการว่าจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะให้นำเอาหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๕๐ ไปใช้โดยไม่มีการแก้ไข ไม่ต้องดูน้ำเสียงเลยครับ เอากันง่าย ๆ อย่างนี้ ถ้ามั่นใจว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องการก็ช่วยสนับสนุนการแปรญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มันก็เป็นเสียงข้างมากของรัฐสภา เรื่องนี้ก็จะได้จบนะครับ ก็เลยทำให้ชวนคิดต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นอีก ๒ ข้อจะช่วยพูดให้หน่อยดีไม๊ครับ ท่านนายกฯ ว่าจะไม่ไปแตะต้องความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ และองค์กรอิสระที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จะยืนยันด้วยได้ไม๊ครับว่าจะไม่มีการไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่งนำไปสู่การลบล้างอำนาจของตุลาการในอดีต หรือการนิรโทษกรรม อยากให้ยืนยันอย่างนี้ครับ ทีนี้จบเลยครับเรื่องรัฐธรรมนูญจะไม่ต้องขัดแย้งกันแล้ว ทุกอย่างก็เป็นเรื่องของการไปช่วยกันออกแบบระบบประชาธิปไตย ระบบการเมืองที่ดีกันล้วน ๆ ซึ่งก็จะเป็นเป้าหมายเรื่องการปฏิรูปทางการเมืองที่แท้จริง เพราะฉะนั้น ๑. ก็คือรอดูการกระทำครับ ไม่ฟังแค่คำพูด และ ๒. ก็อยากจะทวงว่าอีก ๒ ประเด็นนั้นท่านจะว่าอย่างไร”

จากข่าวมติแต่งตั้ง นายสามารถ แก้วมีชัย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมาธิการว่าเป็นสายตรงพ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายอภิสิทธิ์มองในเรื่องนี้ว่าตนไม่ได้มองว่าใครเป็นสายตรงใคร แต่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะเพื่อไทย หรือเพื่อใคร

“ผมไม่มองว่าใครเป็นสายตรงใครนะครับ แล้วก็โดยส่วนตัวนั้นก็เห็นว่าท่านอดีตรองประธานสภา ก็เป็นคนที่มีความรู้ มีความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ เป็นอย่างดี ทั้งหมดก็ต้องเอากันชัด ๆ ว่าจะเพื่อไทย หรือเพื่อใคร ดูอย่างนั้นดีกว่า”

ต่อคำถามถึงความหวังจากท่าทีของรัฐบาลว่าจะให้อิสระกับ สสร. ในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประเทศอย่างแท้จริงนั้นจะมีความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากรัฐบาลยอมรับใน ๓ หลักการที่ตนเรียกร้องแล้ว ดังนั้นประเด็นความเป็นอิสระของ สสร.  ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะหลักการ ๓ ข้อของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นหลักที่ สสร. จะต้องยึดถือ

“ในรายละเอียดเรื่องรัฐธรรมนูญเรื่องอื่นนั้น ผมคิดว่าคนไม่ได้ติดใจนะครับ ท่านอยากจะไปทำอย่างไร สสร. จะอิสระ ไม่อิสระ อาจจะมีความคิดทางการเมืองหรือมีฐานการเมืองกับพรรคการเมืองหรือไม่นั้น จะไม่มีประเด็นเลยครับ ถ้า ๓ หลักการที่ผมขอนั้นเป็นสิ่งที่เรายืนยันกันตั้งแต่ก่อนไปถึง สสร. จบเลย บ้านเมืองไม่ต้องมาขัดแย้งกันเรื่องรัฐธรรมนูญเลย ออกมาอย่างไร ผมเชื่อว่าก็ยอมรับได้ถ้า ๓ หลักนี้ยังคงอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้เอาตรงนี้ก่อน รัฐบาลทำตรงนี้ให้จบ ยืนยันให้จบก็จะได้จบ อย่าไปตอบเพียงแค่ว่าปล่อยเป็นเรื่อง สสร. ไม่ใช่ครับ ๓ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องว่า สสร. อิสระ ไม่อิสระ เป็นประเด็นที่ไม่ควรจะต้องให้ สสร. มาพิจารณา ต้องเป็นหลักที่ สสร. ต้องยึดถือ”

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน //  >>


(กลับไปด้านบน)