นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในสภาที่เกี่ยวกับการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.... ว่า ในช่วงเช้าเป็นการพิจารณามาตรา ๔ เกิดประเด็นถกเถียงขึ้นหลายครั้ง และประธานสั่งให้มีการพักการประชุมครึ่งชั่วโมง ซึ่งได้ข้อยุติว่ากรรมาธิการจะไปปรับแก้รายงานให้เรียบร้อย และมีการปรึกษากันไว้เดิมว่าจะให้มีการประชุมกันใหม่ในวันที่ ๑๘ เมษายน แต่หลังจากที่ช่วงบ่ายเกิดเหตุแผ่นดินไหว ประธานสภาจึงตัดสินใจว่าไปประชุมกันในวันที่ ๑๘ เมษายน และวันนี้ก็งดประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วย
ความจริงเป็นการเริ่มต้นค่อนข้างปกติ คืนก่อนก็เสร็จตอนตี ๑ แล้วก็เพิ่งผ่านไปได้ ๓ มาตรา แล้วก็พอเช้าขึ้นมาก็มีการพิจารณาในมาตรา ๔ อันนี้ประเด็นที่ถกเถียงกันหลายครั้ง ตั้งแต่วันก่อนก็ยังเถียงกันอยู่เพราะว่ามันมีสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สงวนความเห็นเอาไว้ แต่ว่ารายงานของกรรมาธิการไม่ได้ปรากฎอยู่ หรือว่าเขียนไม่ตรงกับที่สงวนความเห็นไว้ ก็ถกเถียงกันอยู่ประมาณครึ่งวัน ก็จนกระทั่งในที่สุดแล้วท่านประธานสภา มีการถามว่า จะเอายังไงดี จะพักการประชุมไหม อะไรต่าง ๆ ผมก็เลยเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้ประธานกดออด เรียกสมาชิกทุกคนเข้ามา กรรมาธิการยอมรับแล้วว่ารายงานมีความผิดพลาดบกพร่อง ก็ให้พักการประชุมไปครึ่งชั่วโมง ระหว่างครึ่งชั่วโมงนั้นใครที่เห็นว่ารายงานไม่ถูกต้อง ก็ไปพบปะพูดคุยให้เรียบร้อยกลับมาจะได้ไม่ต้องเถียงกันอีก แล้วขณะเดียวกันก็น่าจะให้ทางผู้เกี่ยวข้อง เช่น วิป ใครต่อใครต่าง ๆ ไปคุยกันเสียว่าจะอภิปรายกันกี่วันอะไรอย่างไร เพราะว่าแนวโน้มก็ชัดเจน เมื่อวานนี้ว่า อย่างไรก็ไม่จบหรอกครับ
สุดท้ายก็หลังจากพูดคุยกันก็ได้ข้อยุติมาว่า ๑. ก็เรื่องกรรมาธิการก็ไปปรับแก้รายงานให้เรียบร้อย กับ ๒. ก็ยอมรับกันว่าเมื่อวานนี้ไม่จบแน่ ก็ปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไร ก็ตกลงว่าเมื่อคืนนี้จะเลิกกันสักประมาณสามทุ่ม หลังจากนั้น วันนี้เดิมก็จะประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปต่อรัฐธรรมนูญเอาวันที่ ๑๘ เพราะว่าวันที่ ๑๗ มีสมาชิกที่ติดภารกิจกันเยอะ ก็บอกวันที่ ๑๘ แล้วก็พิจารณากันไปเรื่อย แต่จะให้ลงมติในวาระที่ ๓ ในวันที่ ๘ พฤษภาคม เพราะฉะนั้นถ้าคำนวนจริง ๆ แล้วก็คือ วาระที่ ๒ ก็ต้องเสร็จอย่างน้อย ๑๕ วัน ก่อนวันที่ ๘ พฤษภาคม ก็คร่าว ๆ ประมาณ ๒๒ ๒๓ เมษา ก็แปลว่า หลังจากสงกรานต์กลับมา วันที่ ๑๘ ก็ใช้เวลากันได้เต็มที่ก็ ๓ ถึง ๔ ๕ วัน เพราะฉะนั้นก็ทำให้ทางเลือกของรัฐธรรมนูญก็ตกลงกันอย่างนี้
จนกระทั่งตอนช่วงบ่ายแก่ ๆ หลังจากที่เริ่มพิจารณามาตรา ๔ ไป แต่ยังไม่จบ ก็มีข่าวเรื่องของแผ่นดินไหวขึ้นที่สุมาตรา ก็ทำให้สมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส. ทางฝั่งอันดามัน ก็มีความวิตกกังวลมาก เพราะว่าต้องการจะได้รับข่าวสาร แล้วก็ปรึกษากับท่านประธานว่า ถ้าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น จะประชุมกันต่อหรือไม่ ก็มีรัฐมนตรี คุณหมอสุรวิทย์ ที่อยู่ในที่ประชุมสภาก็ได้แจ้งข่าวอยู่บ้าง แล้วก็ในที่สุดท่านประธานก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปต่อกันวันที่ ๑๘ กันเลย ตอนนั้นก็คงประมาณซัก ๔ โมง ประมาณบ่าย ๓ บ่าย ๔ กว่า ๆ แล้วก็ตัดสินใจว่าวันนี้ก็งดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไป
เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือเมื่อวานนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเพราะว่า เมื่อคืนก่อนเสร็จที่มาตรา ๓ เมื่อวานมาตรา ๔ ชื่อหมวด ๑๖ ที่จะต้องไปแก้ไขมาตรา ๒๙๑ /๑ จนถึง /๑๖ ก็คือยังไม่ได้ผ่านเลยซักมาตรา ก็ไปต่อกันวันที่ ๑๘ ครับ
...เมื่อผู้ดำเนินรายการสอบถามว่า เรื่องนี้ต้องถือว่า สึนามิช่วยไว้หรือไม่นั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะก่อนจะมีแผ่นดินไหว ทางรัฐบาลก็ยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะประชุมให้เสร็จก่อนสงกรานต์ เนื่องจากมีจำนวนผู้อภิปรายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ได้กำหนดว่าจะมีการลงมติวาระ ๓ ในวันที่ ๘ พฤษภาคม
คงไม่ใช่นะครับ คือจริง ๆ ตั้งแต่ก่อนสึนามิ หรือก่อนแผ่นดินไหวนั้น ทางรัฐบาลก็ยอมรับแล้วว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มันจบเมื่อวาน หรือจบก่อนสงกรานต์ ประเด็นที่อภิปราย ผู้อภิปรายก็เยอะมากนะครับ พรรคประชาธิปัตย์เองก็สงวนคำแปรญัตติกัน ผมว่ามาตรานึงก็ประมาณร้อยคนนะครับ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะอธิบายเหตุผลของตัวเอง เพราะฉะนั้นในที่สุดก็เลยตกลงกันอยู่แล้วครับว่าต้องไปหลังสงกรานต์ แล้วก็กำหนดเอาไว้ขณะนี้คือ ๘ พฤษภา จะเป็นการลงมติในวาระที่ ๓ ครับ
...ต่อคำถามว่าเหตุที่สภาต้องจำยอมต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป เพราะความบกพร่องของระบบเอกสารข้อมูลหรือเป็นความใจกว้างของรัฐบาลที่ต้องการเปิดโอกาสให้มีการได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตกันตลอดตั้งแต่วันแรกที่ผ่านมานั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า ถึงจะพยายามรวบรัดอย่างไรก็ไม่เสร็จ แต่เรื่องที่จะบอกว่ารัฐบาลใจกว้างหรือไม่นั้น อยู่ที่ในการประชุมจะมีการเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยได้มีโอกาสพูด และรับฟังเหตุผลมากน้อยอย่างไร
มันเป็นไปตามความเป็นจริงนะครับว่า ถึงจะพยายามรวบรัดอย่างไรมันก็ไม่เสร็จหรอกครับ ก็พูดกันตรง ๆ เมื่อวานนี้เราค่อนข้างที่จะเข้มแข็งเลยทีเดียวในการที่จะต่อสู้ว่าเรามีสิทธิ์ในการที่จะแปรญัตติอะไรอย่างไร แต่ว่าใจกว้าง ใจไม่กว้างนั้น มันคงไม่ได้อยู่ที่ว่าแค่ให้พูดหรือไม่ให้พูด มันอยู่ที่ว่ามีการฟังเหตุ ฟังผลหรือเปล่า เพราะว่าเมื่อคืนวันก่อน ผมก็ยังติงไปว่า พวกเราอภิปราย กรรมาธิการก็แทบไม่ตอบแล้วก็ท่านประธานเวลาที่จะให้ลงมติ ก็ไม่สนใจหรอกครับว่า ตอบ ไม่ตอบ บอกแต่ว่า เอาละครับ พอสมควรแล้ว อะไรต่าง ๆ ก็จะให้ลงมติกันเลย ก็คงจะต้องติดตามต่อไปครับว่า รัฐบาลมีท่าทีที่ปรับเปลี่ยนไปแค่ไหน กรรมาธิการปรับเปลี่ยนไปแค่ไหนในการที่จะรับฟังนะครับ
...จากการที่วานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางถึงประเทศลาว และมีคนเสื้อแดงไปรับจำนวนหนึ่ง และพ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตนไม่ใช่คู่กรณีกับพล.อ.เปรม และเรื่องการปรองดองนั้น คนที่ได้ประโยชน์คือคู่ขัดแย้ง แต่คนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งคือคนที่ไม่อยากปรองดอง เหมือนกับพ่อค้าอาวุธ ที่ไม่อยากให้สงครามยุตินั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า ตนไม่สนใจสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดมานานแล้ว เพราะพูดไม่อยู่กับร่องกับรอย พูดตามอารมณ์ อย่าไปถือสา
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า ผมเริ่มไม่ค่อยสนใจสิ่งที่คุณทักษิณพูดมานานแล้ว เพราะว่าถ้าเกิดไปไล่เรียงดู เวลาจะพูดในที่ต่าง ๆ เวลาต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย เพราะฉะนั้นอารมณ์เป็นอย่างไร ก็พูดไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปถือมากนะครับ วันนี้แกบอกไม่ใช่ วันข้างหน้าแกก็อาจจะไปเคลื่อนไหว หรือไปบอกว่าใช่ อีกก็ได้ เพราะว่าอันนี้ก็เป็นลักษณะเฉพาะของตัวแกอยู่แล้ว แต่ว่าที่พูดว่า ใช่ หรือไม่ใช่คู่ขัดแย้งนั้น ก็ดีนะครับ ถ้าเกิดคุณทักษิณได้ติดตามการทำงานในเรื่องการปรองดองจะทราบ ว่าสถาบันพระปกเกล้าเขาก็ฟันธงไปแล้วว่า คู่ขัดแย้งคือ คุณทักษิณ กับรัฐไทย ไม่ใช่พล.อ.เปรม อยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นอันแรกนั้น ผมคิดว่าก็ดีที่ไม่เอาท่านประธานองคมนตรีมาเกี่ยวข้อง แต่ว่าจากข้อ ๑ ไปข้อ ๒ ก็ต้องบอกว่า ตัวคู่ขัดแย้งนั้นเขาถูกระบุชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นคุณทักษิณ ส่วนรัฐนั้นคงไม่อยากจะไปค้าอาวุธอะไรกับใครหรอกครับ เพราะฉะนั้นคุณทักษิณเองต้องยอมรับว่า ใครล่ะครับ เป็นตัวที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง และที่ไม่ยอมให้จบนั้นเพราะอะไร
ผมก็ได้ลำดับให้เห็นในคืนก่อน ในการอภิปรายในวันที่มีการเสนอรายงานเรื่องปรองดอง และผมตั้งข้อสังเกตว่า การหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งนั้น เรื่องไพร่ อำมาตย์บ้าง ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ อะไรต่าง ๆ ทุกครั้งมีการเจรจา พอได้คำตอบเงื่อนไขเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว มันเหมือนทุกคนตกลงกันได้ แต่พอมันไม่ตอบโจทย์เรื่องคุณทักษิณพ้นผิด มันก็เลยทำให้เหตุการณ์ไม่จบทุกครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าคุณทักษิณยอมรับก็ดีแล้วว่า ตัวคู่ขัดแย้งคือคนที่ไม่ปรองดอง คือคนที่ทำให้คนที่มีความสุขกับการที่จะได้ค้าความขัดแย้ง ก็กรุณาดูแลให้จบ
...ผู้ดำเนินรายการระบุว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ในลักษณะนั้นเหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง
อภิสิทธิ์ : ให้ความเห็นว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ ฉลาดขึ้น ควรจะต้องไปดูคนรอบ ๆ ตัวว่า ใครได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่คู่ขัดแย้งอยู่แล้ว รายงานวิจัยพระปกเกล้าเขาก็บอกว่า คู่ขัดแย้งคุณทักษิณเป็นใคร ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ดิบ ได้ดีอะไรจากความขัดแย้งหรอกครับ ผมว่า คุณทักษิณไปดูคนรอบ ๆ ตัวดีกว่าครับว่าเอาสตางค์จากคุณทักษิณไปเท่าไหร่ ในความขัดแย้งนั้น แล้วใครร่ำรวยขึ้นมาบ้าง แล้ววันนี้ใครได้รับการปูนบำเน็จในการได้รับตำแหน่งต่าง ๆ บ้าง คนเหล่านั้นแหละครับที่สนุกสนานกับความขัดแย้ง
]
ไปตรวจสอบกันเองว่า ใครได้ประโยชน์ และประโยชน์ก็มีอยู่ ๒ ๓ ทางครับ ๑. ก็คือร่ำรวยขึ้น อันนี้คุณทักษิณน่าจะรู้ดีครับ ใครรวยขึ้นบ้าง เพราะว่าคุณทักษิณก็จ่ายเงินไปเยอะ จ่ายใครล่ะ ก็ไปดูเอาว่าใครได้เงินไปบ้าง ถ้าคุณทักษิณฉลาดขึ้นก็จะรู้ว่า มีหลายคนไปพยายามที่จะรายงานคุณทักษิณ แล้วก็ทำให้มันเกิดความขัดแย้งต่อเนื่องมาก แล้วก็ได้สตุ้ง สตางค์ไป ก็ไปดูก็แล้วกันว่าใครเป็นใคร
...ส่วนการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศที่ประเทศลาวว่าตนจะกลับเมืองไทยปีนี้นั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถกลับเมืองไทยได้เลย อยากกลับก็ขอให้กลับมา
ก็กลับมาเลยก็ได้ครับ พรุ่งนี้ก็ได้ครับ ผมก็ยืนยันมาตลอด อยากกลับก็กลับมาสิครับ
แต่เมื่อสอบถามนายอภิสิทธิ์ว่าอะไรทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้ากลับเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องการติดคุก
ก็ไม่อยากติดคุก ก็เท่านั้นเอง กลับมาก็ติดคุก เรื่องก็จบ ไม่มีอะไร
...ต่อคำถามที่ว่า พรบ.ปรองดองจะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้ติดคุกได้หรือไม่นั้น
อภิสิทธิ์ : ตอบว่า เมื่อดูตารางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว คาดว่าจะไม่เสร็จภายในปีนี้ แต่สำหรับการออกกฎหมายปรองดองนั้น ตนก็ยังไม่ทราบว่าจะเขียนกฎหมายเพื่อล้างผิดให้คนโกงอย่างไร
ถ้าถามว่าแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าดูจากตารางปฏิทินตอนนี้ ยังไงก็ไม่เสร็จภายในปีนี้ ผมคิดว่าไม่น่าจะเสร็จในปีนี้ เมื่อกี้เราไล่เรียงกันบอกว่า จะผ่านสภา พฤษภา วันที่ ๘ สมมติว่าผ่านวันที่ ๘ จริง ประกาศใช้เป็นกฎหมายก็กลางเดือน พฤษภา กว่าจะได้มีการเลือกตั้ง สสร. ก็เอาว่า มิถุนา แล้วมิถุนา สสร.ทำงาน ตอนนี้ก็ให้เวลา ๘ เดือน จากเดิมจะให้ ๖ เดือน เอาว่าครึ่งปี ก็สิ้นปีพอดี แล้วจะต้องไปทำประชามติกันอีก เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐธรรมนูญคงไม่ทันแน่นอนครับ
แต่ส่วนกฎหมายปรองดองนั้น คุณยงยุทธ ก็กำลังบอกว่าจะเอาเรื่องของรายงานของสภา มาเข้าครม. จากครม. ก็คงจะไป ปค.อป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ) เราก็คงจับตาดูว่าตรงนั้นคืออะไร แต่ผมก็ยังไม่เชื่อนะครับว่า ในระบบกฎหมายของเรานั้นอยู่ดี ๆ จะไปออกกฎหมายในลักษณะที่จะไปลบล้างคำพิพากษานั้นมันเป็นเรื่องที่แปลก ปกติการนิรโทษกรรมถ้าเกิดเป็นการนิรโทษกรรมในความขัดแย้งเรื่องเหตุการณ์ มันก็จะครอบคลุมอย่างเช่นกรณีความขัดแย้งทางการเมืองต่าง ๆ แต่มันจะไปถึงคดีทุจริตนั้น มันเป็นเรื่องแปลก แล้วมันทุจริตของคน ๆ เดียว ที่กำลังเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมอยู่ในขณะนี้ ยังนึกไม่ค่อยออกครับ ว่าเขาจะเขียนกฎหมายอย่างไร
...ส่วนคำถามที่ว่าแล้วจะมีอะไรที่ช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านได้ทันปีนี้ อย่างที่ประกาศหรือไม่นั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า มีทางเดียวคือให้ พ.ต.ท.ทักษิณเปลี่ยนใจ แล้วยอมรับผิด เพื่อมาขอพระราชทานอภัยโทษ โดยไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากเข้าประเทศด้วย
ก็มีแต่คุณทักษิณจะเปลี่ยนใจว่า เอาละยอมรับผิด แล้วก็มาติดคุก แล้วก็มาขอพระราชทานอภัยโทษ ก็กลับบ้านได้ ก็กลับได้เลยครับ คุณทักษิณเปลี่ยนใจ ก็ข้ามมาเลยครับ ฉะนั้นจะใส่หน้ากากข้ามมา หรือไม่ใส่ก็ได้ครับ
นายอภิสิทธิ์มองการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินทางมาใกล้ประเทศไทยในช่วงสงกรานต์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เลี้ยงกระแส เพียงเพื่อให้คนรอบตัวเห็นว่าตัวเองยังมีความสำคัญเท่านั้น
ศัพท์แสงทางการเมืองก็ คงต้องบอกว่า เลี้ยงกระแส คือยังพยายามที่จะยืนยันความสำคัญของตนในการเมือง ในบรรดาผู้ที่มีอำนาจทั้งหลาย แล้วก็พยายามจะส่งสัญญาณว่า ยังไม่ไปไหน เดี๋ยวจะกลับมา อะไรทำนองนั้น แล้วแกก็น่าจะได้ฉุกคิดสักทีว่า คนที่พออก พอใจกับสถานการณ์อย่างนี้ เพราะว่าจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากแกนั้นมันมีใครบ้าง แกจะได้รู้ แล้วเลิกมามองผิดที่ ผิดทางเสียที
...ต่อกรณีที่แกนนำบ้านเลขที่ ๑๑ ไปประชุมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศลาวนั้น
อภิสิทธิ์ : มองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะสิ้นเดือน พ.ค.นี้ คนกลุ่มนี้ก็สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ดังนั้นการไปเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นการไปปรึกษาหารือถึงอนาคตทางการเมือง
ก็ไม่แปลกอะไรนี่ครับ เพราะว่าในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ ก็สิ้นเดือนพฤษภาคมก็จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ก็คงจะยิ่งไปหาคุณทักษิณแหละครับ เพื่อจะปรึกษาหารือกันถึงอนาคต
...เนื่องจากวานนี้มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ระดับแกนนำ และมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับกรณี ๔ แยกคอกวัว ๑๐ เมษา โดยแกนนำได้พูดเกี่ยวกับเรื่องการนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ และ ๒. เงินเยียวยานั้นต้องรอก่อน และอีกไม่นานเกินรอถึงจะได้นั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า ขณะนี้แกนนำเสื้อแดงหลายคนโกหกคนเสื้อแดง เพราะเวลาที่แกนนำเสื้อแดงอยู่ในสภา กลับอภิปรายว่าให้ลืมอดีต ให้มีการนิรโทษกรรมกับทุกฝ่าย เพื่อหวังพ่วงนิรโทษกรรมให้คนโกง แต่เวลาพูดกับคนเสื้อแดงกลับพูดอีกอย่าง เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองได้ใช้ปลุกระดมเอาไว้ และเป็นเรื่องแปลกที่ตน กับนายสุเทพ เสนอสูตร ๒:๑ แต่กลับถูกปฏิเสธ
อันที่ ๑ ผมต้องบอกก่อนนะครับว่า แกนนำหลายคนก็เท่ากับโกหกคนเสื้อแดง เพราะขณะนี้แกนนำเวลาอยู่ในสภา อภิปรายทำนองว่า ขอให้ลืมอดีต แล้วก็จะมีการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย แต่เวลาพูดกับคนเสื้อแดง เนื่องจากไปปลุกระดมเอาไว้ ก็ยังยืนยันคำพูดแบบนี้ แต่เวลาพูดในสภา เวลาเดินเกมการเมืองขณะนี้บอก ลืมอดีต แล้วจะนิรโทษกรรมทุกคน ถามว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ เพราะว่าจะเอาอันนี้ไปพ่วงเพื่อที่จะให้สามารถนิรโทษกรรมให้กับคนโกงได้ เพราะฉะนั้นพี่น้องเสื้อแดงจะต้องฟังให้ดีครับว่า ถ้ามันเป็นอย่างที่คุณณัฐวุฒิ ใครต่อใครมากล่าวหาผม กับคุณสุเทพจริง มันเป็นเรื่องแปลกไหมครับว่า ผม กับคุณสุเทพ บอกว่าไม่ขอนิรโทษกรรม ผมพร้อมจะพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม แล้วผมยังท้าไปแล้ว บอกว่าก็ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องนิรโทษกรรมผม หรือคุณสุเทพ แล้วก็อย่านิรโทษกรรมเรื่องการทุจริตคุณทักษิณ ก็ปรากฎว่า สูตร ๒ : ๑ นี้ คุณนพดล ก็ไม่เอา คุณทักษิณก็ไม่เอา ก็ไม่มีใครเอา ฉะนั้นพี่น้องเสื้อแดงต้องคิดแล้วครับว่า ตกลงเรื่องจริงมันคืออะไรกันแน่
...ส่วนเรื่องเงินเยียวยา ที่ระบุว่าสิ้นเดือนนี้จะได้รับนั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลมีมติออกมาแล้ว ขอให้ว่าไปตามขั้นตอนการปฏิบัติ
ความจริงแล้วรัฐบาลก็มีมติ มีอะไรต่าง ๆ ไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องของขั้นตอนการปฏิบัติ ที่จะว่ากันไปครับ
...สำหรับประเด็นที่พ.ต.ท.ทักษิณ พูดกับสื่อที่ประเทศลาวเกี่ยวกับเรื่องสูตร ๒:๑ ซึ่งเมื่อนักข่าวถามถึงความเห็นต่อข้อเสนอของคุณอภิสิทธิ์นั้น พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่อยากจะพูดตอนนี้เพราะเป็นประเด็นซึ่งไม่เป็นมงคลนั้น ท่าทีแบบนี้แปลว่าอะไร
อภิสิทธิ์: กล่าวว่า ท่าทีลักษณะนี้แปลว่าเป็นการหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถาม เพราะเป็นการไปจี้ใจดำ ทำให้ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
แปลว่าหลบเลี่ยงอย่างที่ผมบอกไงครับ คือพยายามที่จะเอาเรื่องของตัวเองซึ่งเป็นเหตุว่าทำไมเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์มันไม่สงบเสียที พูดง่าย ๆ ว่า ในช่วงเดือนเมษา พฤษภา ปี ๕๓ ก็ดี เวลาผมเจรจาเงื่อนไขของบ้านเมืองตกลงได้ทุกอย่างเรียบร้อย ก็จะมีเสียงกระซิบกลับมาบอกว่า อ้าว แล้วตัวคุณทักษิณจะได้อะไร พอเกิดคำถามนี้ ผมก็ตีความออกแล้วครับ แปลว่าตราบใดที่ยังไม่พูดเรื่องคุณทักษิณถูกลบล้างความผิด เรื่องก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือข้อเท็จจริงที่สังคมต้องรับทราบ แล้วจะได้ทราบว่าที่บ้านเมืองมันวุ่นวายทั้งหมดนี้เพราะความต้องการของคน ๆ เดียว
คือวันนี้กำลังจะถูกซุกซ่อนโดยการพยายามจะบอกว่า เอาละ พ่วงตรงนี้เข้ามา แล้วก็ไปแก้เรื่องอื่น นิรโทษกรรมให้ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ แล้วก็จะได้จบกันไป แต่พอเราทำให้เห็นว่า ถ้าไม่มีเรื่องนี้แปลว่าเรื่องนี้ไม่จบ สังคมประเทศชาติ จะได้รู้ครับว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และที่จะต้องมีปัญหาต่อไปก็เพราะ คุณทักษิณ ดังนั้นพอจี้ใจดำไปตรงนี้ ถึงไม่ตอบ จี้ใจดำไปตรงนี้ จึงไม่กล้าพูดอะไร
...สำหรับท่าที น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการเข้าพบ พล.อ.เปรมนั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าความพยายามในการทำหรือไม่ แต่มีการวางบทบาทให้ นส.ยิ่งลักษณ์อยู่เหนือความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการทำงานเพื่อสนับสนุนพี่ชายของตัวเอง และเอื้อประโยชน์ให้บุคคลในครอบครัว
ผมไม่ทราบว่ามีความพยายามหรือไม่อย่างไร แต่โดยข้อเท็จจริงนั้น การวางแนวทางของคุณยิ่งลักษณ์ในขณะนี้ หรือบทบาทที่เขาวางให้คุณยิ่งลักษณ์เล่นจะเห็นว่า เวลามีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรองดอง แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญก็ดี เขาจะพยายามไม่ให้คุณยิ่งลักษณ์มายุ่งเกี่ยว พยายามที่จะวางให้เหมือนกับนายกฯ นั้นจะต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทุกอย่าง และ ๒. ไม่ต้องการที่จะเปรียบ เดี๋ยวมีใครไปตีความว่า คุณยิ่งลักษณ์มาสนับสนุนดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าพยายามไม่พูดเรื่องนี้เลย แล้วก็พยายามจะบอกเป็นเรื่องของสภา เป็นเรื่องของอะไร ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เป็นการปรองดอง
ส่วนลักษณะการที่จะไปเดินสายพบปะกับใคร อะไรอย่างไร เป็นเรื่องเหมือนกับภายในอะไรนั้น อันนี้เราก็ไม่ทราบ แต่ว่าบทบาทภายนอกนั้นจะถูกวางไว้อย่างนี้
...จากการที่หลายฝ่ายปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับ พล.อ.เปรม และพล.อ.เปรมก็ไม่ตอบ แต่สิ่งที่ นส.ยิ่งลักษณ์ แสดงภาพการเข้าพบกับ พล.อ.เปรม กำลังสื่อถึงอะไรนั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า เวลาฟัง พ.ต.ท.ทักษิณพูดนั้น ขอให้ฟังหูไว้หู เพราะคำพูดกับการกระทำมักจะไม่ตรงกัน
เวลาฟังทางฝ่ายคุณทักษิณพูดก็ฟังได้ แล้วก็ต้องไว้หูนึง เพราะว่า คำพูดกับการกระทำมักจะไม่ค่อยตรงกัน
...ในประเด็นดีเอสไอ ที่เกี่ยวกับผังล้มเจ้านั้น
อภิสิทธิ์ : แนะนำให้ไปสัมภาษณ์ทางดีเอสไอ จะได้รับคำตอบมากกว่า
ผมไปตอบแทนดีเอสไอไม่ได้เลย ทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ นั้นผมบอกเลยว่า ในสมัยของผมนั้นจะไม่เข้าไปแทรกแซงใด ๆ ทั้งสิ้น
ในช่วงที่มีเหตุการณ์ ก็มีหน่วยงานที่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา พอหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาแล้วมันก็ไปเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นการดำเนินการเป็นกระบวนการ ก็จึงมีการให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปทำคดีนี้ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของ ดีเอสไอ ที่จะไปดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ของเขา ฝ่ายการเมืองก็ไม่เข้าไปยุ่งหรอกครับ
ที่เราเห็นก็คือว่า ต้องยอมรับว่า ขณะนี้การวินิจฉัยอะไรต่าง ๆ ก็รู้สึกจะมีความเกรงอก เกรงใจผู้มีอำนาจกันเยอะ ผมเห็นข่าววันนี้ คุณถวิล เปลี่ยนสีเองก็กำลังแสดงความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกัน จากการพิจารณาของ กพค. (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม)
...จากการที่มีการมองกันว่า หลังสงกรานต์นี้อาจจะมีการเมืองพิเศษขึ้นมานั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่จะไปพูดถึงการเมืองพิเศษ ถ้ารัฐบาลกลับไปอ่านรายงานเรื่องการปรองดองให้ดี จะพบว่า ในรายงานระบุชัดเจนว่า เรื่องการนิรโทษกรรม และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องพึงระวังว่าจะเป็นเงื่อนไขอันจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้
มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรหรอกครับ ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องไปพูด การเมืองพิเศษอะไรนะครับ แต่ผมก็เคยได้พูดแล้ว ไม่ใช่เฉพาะผม แม้แต่กรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการปรองดอง ถ้ารัฐบาลไปอ่านรายงานเขาให้ดี เขาเขียนไว้เลยว่า เรื่องของการนิรโทษกรรมก็ดี เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ดี พึงระมัดระวังว่าเป็นเงื่อนไขที่มีความละเอียดอ่อน อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องระมัดระวังนะครับ แล้วก็ถ้าคิดแต่ว่าจะเอาความต้องการของคน ๆ เดียว มาเป็นที่ตั้งแล้วก็พาบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่อีก อันนี้รัฐบาลก็ต้องมีความรับผิดชอบไปเต็ม ๆ ครับ
...สำหรับบทบาทของรัฐบาลต่อการจัดการภัยพิบัติ ไปจนถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้น
อภิสิทธิ์ : กล่าวว่าหลังจากได้ติดตามข่าวแผ่นดินไหวแล้ว จนถึงเมื่อประมาณทุ่มกว่า ๆ ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่ามีโอกาสเกิดสึนามิน้อยมาก แต่หลังจากนั้นโทรทัศน์ทุกช่องเหมือนจะมีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฉายแช่ไว้ ๑๐ นาที แล้วกลับสู่รายการปกติ ทำให้ตนรู้สึก งง นิดหน่อย แต่ข่าวสารก็ชัดเจนว่าไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ตนจึงปิดทีวี
ในภาพรวมแล้ว เมื่อวานนี้พอเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าที่พื้นที่จะมีความตื่นตระหนก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยประสบกับสึนามิมาก่อน แล้วก็ต้องการที่จะได้รับข่าวสารที่ทำให้ตนเองพอทราบว่า ตกลงมันจะเกิดหรือไม่เกิดอะไรอย่างไร อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมาก แล้วก็โดยธรรมชาติของเหตุการณ์แบบนี้มันก็มีความสับสนไม่มากก็น้อย
ทีนี้สิ่งที่ผมคิดว่า เท่าที่ทราบเพราะเราก็พยายามติดตามอยู่ตลอดว่า ในพื้นที่ตกลงมีการส่งสัญญาณเตือนภัยหรือไม่อย่างไร ความจริงแล้วสิ่งที่ทำเมื่อวานนี้ผมเห็นก็คือว่า ทันทีที่ทางต่างประเทศเขาเตือน ผมว่ามันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่เตือน และมันก็น่าจะมีการออกประกาศที่เป็นทางการได้เลย ซึ่งแต่ว่าอย่างไรก็ตาม โดยยุคข่าวสารปัจจุบัน ผมเข้าใจว่าคนที่อย่างน้อยคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ค เร็วมากนะครับ ในการที่จะส่งสาร สื่อสารถึงกัน แล้วก็ทำให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องนี้ และในพื้นที่ก็มีการเตือน มีการอพยพ ก็ถูกต้อง แต่ว่าที่วิจารณ์กันมากนั้น ผมก็เข้าใจนะครับ เพราะว่าผมก็ติดตามข่าวหลังจากพอทราบข่าวนี้ก็ติดตามข่าวนี้เกือบตลอด จนกระทั่งถึงประมาณทุ่มกว่า ๆ ก็ค่อนข้างชัดนะครับว่า มันไม่น่าจะเกิด อย่างน้อยจากรอบแรก อาฟเตอร์ช็อคก็เกิดขึ้นประมาณ ๕ โมง ๕ โมงเศษ ก็ประมาณทุ่มกว่า ๆ ก็พอจะน่าจะสันนิษฐานได้แล้วว่า โอกาสเกิดน้อยมาก
แต่ว่าที่ผมก็งง นิดหน่อยก็คือว่า ผมก็ดูทีวีอยู่ แล้วก็ขณะที่ทุกช่องกำลังรายงานข่าวสารเรื่องนี้ ก็มีภาพเหมือนจะเป็นโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจขึ้นมา แล้วก็แช่อยู่อย่างนั้นประมาณ ๑๐ นาที แล้วก็หายไปแล้วก็กลับเข้ามาสู่รายการ ผมก็นึกว่า ก็เดาอยู่แล้วว่าจะต้องมีบุคคลสำคัญที่กำลังจะมาออกโทรทัศน์ แต่ว่าพอหายไปสักพักแล้วก็ข่าวสารต่าง ๆ ชัดเจนว่าไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ปิดทีวี ก็มาทราบภายหลังว่าต่อมาท่านนายกฯ ก็ออกทีวี ก็แปลกดีครับ
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน //
>>