ฟ้าวันใหม่: ทางออกปรองดอง ต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์ ทักษิณ (๖ เม.ย.๕๕)


 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงการประชุมสภาในคืนที่ผ่านมาว่าสำหรับการอภิปรายนั้นถือว่าพูดกันได้กว้างขวาง โดยเฉพาะการอภิปรายของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหาการปรองดองว่ามีคู่ขัดแย้งที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคู่กรณีกับหลายกลุ่ม นอกจากนี้ตนยังได้เสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าของนายจตุพร คือ ไม่ต้องนิรโทษกรรมตน และนายสุเทพ ทั้ง ๒ คน เพื่อแลกกับการไม่นิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว
“เอาผลก่อนก็แล้วกันนะครับ ผลในทางการก็คือว่า เมื่อวานนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรโดยทางรัฐบาลเสียงข้างมากก็ได้ลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอข้อสังเกตในรายงานที่กรรมาธิการ ที่มี พล.อ.สนธิ เป็นประธานเพื่อส่งให้รัฐบาล ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนะครับ คือพล.อ.สนธิ ได้ขอแก้ไขสิ่งที่จะส่งให้รัฐบาล ๒ เรื่อง ก็คือ ๑.กลับแนบแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าไปด้วย เป็นสิ่งที่บอกว่าจะไปทำอะไรในทางที่บิดเบือนถึงเจตนารมณ์ ให้ไปสานเสวนาอะไรต่าง ๆ ก่อน แต่ก็ไม่ค่อยตรงเท่าไหร่เพราะว่าในแถลงการณ์บอกให้งานยังอยู่ที่สภา แต่พล.อ.สนธิ ไปส่งอันนี้ให้ทางรัฐบาล กับ ๒. ก็แก้ไขถ้อยคำจากคำว่า ที่ส่งพิจารณาดำเนินการ ก็รู้สึกว่าเขียนว่าให้พิจารณาตามความเหมาะสมอะไรทำนองนี้ แต่ว่าโดยสรุปก็คือกระบวนการก็พยายามเดินหน้าต่อ แต่ก็ค่อนข้างชัดเจนจากการอภิปราย ๒ วันที่ผ่านมาว่า การที่จะใช้งานนี้ของกรรมาธิการไปอ้างอิงในลักษณะที่จะไปเร่งรัดออกกฎหมายนิรโทษกรรม ก็คงไม่มีความชอบธรรมหรอกครับ แล้วก็การชี้แจงของกรรมาธิการเองก็แบ่งรับแบ่งสู้ไปเรื่อยนะครับ ตัวพล.อ.สนธิเองยังพูดเป็นนัยว่า ถ้าเกิดเอาไปทำลักษณะที่จะไปล้มล้างความผิดอะไรต่าง ๆ สังคมก็คงไม่ยอม ก็คงจะเกิดปัญหาอะไรต่าง ๆ มากมาย ซึ่งจะทำให้ผมสงสัยว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจะให้ประเทศเข้าสู่ความเสี่ยงอย่างนั้นทำไม ในเมื่อที่มานั่งทำกันทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรง แล้วก็คลี่คลายความขัดแย้งทั้งหลาย
ส่วนการอภิปรายนั้นก็เมื่อวานนี้ก็ถือว่าพูดกันได้กว้างขวางมาก คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เป็นผู้อภิปรายผู้หนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหาการปรองดองว่ามันมีคู่ขัดแย้งอยู่หลายกลุ่มอย่างไร ความจริงก็คือระหว่างคุณทักษิณ กับคนนั้นคนนี้ เช่นคุณทักษิณกับพรรคการเมืองอื่น คุณทักษิณกับศาล คุณทักษิณกับสถาบันต่าง ๆ ในสังคม ก็มีการอภิปรายกันไปตรงนั้น และอธิบายให้เห็นว่าที่มาของความขัดแย้งนั้นมันอยู่ตรงไหนอย่างไร ตัวคุณสุเทพก็แสดงให้เห็นว่าการจะปรองดองมันจึงจำเป็นที่จะต้องเปิดกระบวนการให้กว้างที่สุดให้มีส่วนร่วมให้มากที่สุด
ตัวผมเองก็ชี้ให้เห็นครับว่า ความพยายามที่จะปรองดองนั้นมันทำกันมาต่อเนื่องอย่างไร ในทุกแง่มุมตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ตั้งแต่การที่จะมีกลไกต่าง ๆ ค้นหาความจริง มาเสนอแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอะไรต่าง ๆ แต่ว่าทั้งหมดนี้ที่ยังเป็นไปยากก็เพราะว่ามันมีการยอมรับเองจากคนในซีกรัฐบาลที่พูดกับผมบอกว่า ตราบใดที่ไม่ตอบโจทย์คุณทักษิณแล้ว มันก็ไม่หยุดปั่นป่วน ใช้คำนี้ ผมก็เลยชี้ให้เห็นนะครับว่า ประเด็นที่ต้องการจะตอบโจทย์คุณทักษิณนั้น คนที่เขาต่อต้านเขาไม่ได้มีอะไรเป็นการส่วนตัว แต่เขาจำเป็นต้องรักษาหลักของบ้านเมือง ผมก็ชี้ให้เห็นเรื่องนิรโทษกรรม เรื่องอะไรต่าง ๆ แล้วผมก็บอกว่าทางผมเอง ซึ่งถ้านิรโทษกรรมทุกฝ่ายแล้ว ผมก็ไม่ต้องเดือดร้อนนะครับ เพราะว่าเขาพยายามจับผมขึ้นศาลอยู่ แต่ผมเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง แล้วก็บังเอิญเมื่อวานนี้นายจตุพรมาท้า บอกว่าเขาเองเขาก็ไม่ต้องการนิรโทษกรรม ก็ขอฝ่ายละ ๒ คนได้ไม๊ ไม่ต้องนิรโทษกรรม ก็คือเขา กับณัฐวุฒิ แล้วผมกับคุณสุเทพ ผมก็เลยตอบไปแล้วครับว่า ผมให้ดีกว่านั้นครับ ผมให้เขา ๒ ต่อ ๑ คืออย่ามานิรโทษกรรมผม อย่ามานิรโทษกรรมคุณสุเทพ แต่อย่านิรโทษกรรมคุณทักษิณ ถ้ารับอันนี้ พี่น้องประชาชนกลุ่มไหนที่มีปัญหากับเรื่องกฎหมาย เรื่องอะไรก็จบหมดทุกฝ่ายนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิเสธข้อเสนอนี้แล้วยังทำกันอย่างที่อยากจะทำกันนั้น ก็คงอ้างประชาชนไม่ได้แล้วครับ แสดงว่าเป็นเรื่องของคุณทักษิณล้วน ๆ ส่วนเรื่องคุณทักษิณนั้น เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมอะไรต่าง ๆ ก็พูดกันให้ชัดนะครับ ในแง่มุมของ คตส. เอาข้อเท็จจริงมาแล้วก็ เราก็จะได้มีการเทียบเคียงต่าง ๆ ว่า ที่อ้างเรื่องยุค รสช. บ้าง อะไรบ้างมันไม่ตรงอย่างไร”
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หลังจากที่ได้เสนอข้อเสนอ ๒ ต่อ ๑ แล้ว ก็คงต้องจับตาดูว่าจะมีการดำเนินการในลักษณะไหนอย่างไร พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ว่าจะใช้ความชอบธรรมในเชิงหลักวิชาการใดเพื่อนำไปสู่การล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ไม่เรียกว่าเป็นความชอบธรรม
“ก็ยังไม่มีคำตอบครับ คงต้องจับตาดูต่อไปนะครับ ว่าตกลงแล้วจะมีการดำเนินการในลักษณะไหนอย่างไร อ้างอะไรอย่างไร เพราะว่าก็ขอยืนยันอีกครั้งครับว่า ความชอบธรรมในเชิงหลักวิชาการอะไรต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การล้างผิดเพื่อให้คุณทักษิณนั้นคงไม่มีความชอบธรรมหรอกครับ”
ต่อคำถามว่าภายหลังจากการประชุมสภา ๒ วัน พอจะมีทางออกหรือไม่นั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทางออกนั้นมีอยู่แล้ว ถ้าไม่เอาประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นตัวตั้ง
“ทางออกมันมีอยู่แล้ว เมื่อวานนี้ก็หลายคนก็เสนอนะครับ คุณสุเทพก็เสนอ ดร.ไตรรงค์ก็เสนอ ผมก็เสนอ ว่ามันมีทางออกอย่างไร ถ้ามันไม่เอาประโยชน์ของคุณทักษิณมาเป็นตัวตั้ง เอาประโยชน์ของส่วนรวม ประโยชน์ของประเทศ ประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่มมา คำตอบมันก็มี ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แต่ถ้าจำเป็นต้องตอบโจทย์คุณทักษิณคนเดียวนั่นแหละคือปัญหา เพราะฉะนั้นก็ถามว่ามันขัดแย้งยังไง ก็คือว่า คุณสุเทพก็พูดชี้ให้เห็นชัดนะครับ บอกว่า ถ้าอยากจะช่วยคุณทักษิณจริง ๆ แล้วเอาเรื่องมาวางก็ต้องถามต่อว่า แล้วคุณทักษิณสมมติได้ประโยชน์จากตรงนี้ไปแล้ว จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไม๊ แล้วจะทำให้ปัญหามันหมดไปหรือเปล่า เสื้อแดงสลายไปเลยใช่ไม๊ เราก็กลับมาเป็นพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่มีสีกันเลยทุกฝ่ายก็ปรองดองกันใช่ไม๊ แต่ว่าที่คุณสุเทพพูดที่ดุเดือดหน่อย ก็คือคุณสุเทพบอกว่า ถ้าเกิดไม่มีการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม แต่ทุกคนก็เดินหน้าเพื่อที่จะช่วยคุณทักษิณ แล้วเสร็จแล้วคุณทักษิณเองก็ทำอย่างที่ผู้สนับสนุนคุณทักษิณบางคน บางกลุ่ม ก็พูดออกมาค่อนข้างชัดว่าจะไปทำรัฐไทยใหม่จะไปกระทบกระเทือนสถาบันหลักต่าง ๆ คนในสังคมจำนวนมากก็ยอมไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือคนอย่างคุณสุเทพ เช่นบอกว่า ก็คงจะต้องสู้กัน”
นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า การรับแนวคิดของสถาบันพระปกเกล้าไปก็คือต้องไปทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่ถ้าเอาแนวคิดของสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วไปทำอย่างอื่น ต้องถือว่าไม่ใช่ทำตามแนวคิดของสถาบันพระปกเกล้า
“ความจริงแล้วการไปรับฟังความคิดเห็นนั้น ไม่ใช่เอาแนวคิดของพระปกเกล้าไปครับ มันเป็นแนวคิดของพระปกเกล้า คือถ้าบอกว่าจะเอาแนวคิดของสถาบันพระปกเกล้าแล้วไปทำอย่างอื่น อันนั้นไม่ใช่แนวคิดของสถาบันพระปกเกล้าครับ”
“รัฐบาลก็น่าที่จะนำเอา ประเด็นหลักว่าบัดนี้มีการศึกษาโดยสภา โดยพระปกเกล้า ประเด็นต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องมาพูดคุยกันเกี่ยวกับการปรองดองนั้นก็ถือว่ารับรู้รับทราบแล้วว่าเป็นประเด็นไหนอย่างไร เมื่อรับรู้รับทราบแล้ว ก็พึงที่จะเอาเรื่องนี้ไปเข้าสู่กระบวนการของการสานเสวนา พูดคุยกัน ซึ่งการพูดคุยนั้นก็ควรจะเลือกใช้กลไกเวที ที่มีความเหมาะสม ความจริงแล้วสถาบันพระปกเกล้าเองเขาก็ได้เสนอตัวเข้ามา แล้วเขาก็อยู่ในฐานะที่รู้ว่าจะต้องไปพูดคุยเรื่องไหนอย่างไร มีฐานะซึ่งก็แยกออกมาจากฝ่ายบริหาร ก็อาจจะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะเอาไปพูดคุยกัน”
จากกระทู้ถามสดในประเด็นภาคใต้ ที่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้ตอบโดยเฉพาะที่ตามสายข่าว คนในพื้นที่ รวมทั้งตามที่นายอภิสิทธิ์รู้ข่าวมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ไปพบกับกลุ่มแกนนำพูโล และบีอาร์เอ็น นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตนขอไม่ตอบในประเด็นเรื่อง การเจรจา หรือไม่เจรจา แต่สำหรับประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปนั้น ตนเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีสถานะที่จะไปทำ และ การไปทำอย่างนั้นกลับทำให้เกิดปัญหารุนแรงมากขึ้น ส่วนการเชิญชวนของ ร.ต.อ.เฉลิม นั้น ตนพร้อมจะไปคุย และควรเชิญนายกฯ ไปร่วมด้วย เพราะพี่ชายของนายกฯ ไปทำปมปัญหาเรื่องนี้
“ผมไม่พูดเรื่องประเด็นจะมาถกเถียงกันว่า เจรจา ไม่เจรจา ขอไม่พูดประเด็นนั้นก่อน แต่ประเด็นที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า ที่ไปทำนั้น ๑. ความจริงก็ไม่มีสถานะที่จะไปทำ ๒. การไปทำอย่างนี้แล้ววิธีการที่ไปทำนั่นแหละทำให้เกิดปัญหารุนแรงมากขณะนี้ พูดง่าย ๆ ว่า มันปั่นป่วนนะครับ เรื่องมีความละเอียดอ่อน อยู่ในภาวะที่เสียดุล เสียสมดุลไปอย่างชัดเจน มีเรื่องของคุณทวีด้วย ใครต่อใครด้วย แล้วก็ชัดเจนนะครับ ไปคุยกับเขา ๒ รอบ พอรอบที่ ๒ อย่างน้อยก็หายไป ๓ กลุ่ม ที่ไปคุยกันรอบแรก ๑๘ รอบที่ ๒ ๑๕ เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลอยากจะแก้ไขก็ต้องไปคลายปมตรงนี้ เมื่อวานนี้ทางคุณเฉลิมก็มา ความคิดอะไรนะ บก. ส่วนหลัง ก็คืออะไรก็ได้ที่ไม่ต้องไปอยู่ตรงนั้น ก็มาเชิญชวน ผมก็บอกว่าพวกเราก็ยินดีที่จะไปคุย แต่ว่าวันนี้ปัญหานี้เมื่อมันเกิดจากในส่วนที่คุณทักษิณไปดำเนินการอย่างนี้แล้ว ผมก็บอกว่า ถ้าจะเชิญผมไป ก็ต้องเชิญท่านนายกฯ ไปด้วย จะได้คุยกันเลยว่า ตรงนี้จะคลายปมกันอย่างไร ผมก็จะได้อธิบายในความคิดของผม มุมมองของผม ก็ไม่รู้ว่าคุณเฉลิมจะเชิญไปพบกันไม๊ ยังไงนะครับ ก็ว่ากันไป”
“ท่านนายกฯ ควรจะต้องอยู่ครับ เพราะมีเรื่องที่เกี่ยวกับพี่ชายท่านที่ไปเกี่ยวข้องที่จะต้องไปคลายปม ผมจะได้อธิบายให้ฟังว่ามันต้องคลายปมเพราะอะไรอย่างไร ก็ไม่อยากจะพูดผ่านสื่อหรอกครับ”
นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่านโยบายตามที่ สมช. ได้เสนอ และการทำงานของ ศอ.บต. นั้นใช้ได้
“จริง ๆ แล้วนโยบายที่จัดทำอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย จะโดยที่เรียกว่า สมช. ศอ.บต. และเดี๋ยวนี้ก็ต้องให้สภา รับรู้รับทราบ ซึ่งก็ทำกันไปแล้ว ผมยืนยันนะครับนโยบายตรงนั้นใช้ได้ รัฐบาลทำมาแล้วผมก็เห็นด้วย เป็นการสานต่อแนวคิดต่าง ๆ ซึ่งค่อนข้างจะตกผลึกกันแล้วแต่ว่าสิ่งที่ไปทำที่ว่าตามข่าวนั้น มันไม่เป็นไปตามนโยบาย และไปกระทบโครงสร้างการทำงานตามนโยบายนี่แหละครับคือปัญหา”
สำหรับเรื่องความคืบหน้าการหาตัวคนร้ายเหตุระเบิดที่ อ.หาดใหญ่ และจ.ยะลา นั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ดีแล้ว ต้องเร่งรัดจับตัวให้ได้
“ผมก็ว่าดี ต้องเร่งรัด ตั้งแต่วันแรกรู้สึกข้อมูลในพื้นที่อะไรทุกอย่างมันตรงกันหมด เช่นว่าการใช้รถที่ถูกขโมยไป ทั้งที่หาดใหญ่ ทั้งที่ยะลา พูดกันว่ามันมีภาพวงจรปิดซึ่งน่าจะนำไปสู่การจับกุมได้ ก็ขอให้จับได้เร็ว ๆ”
เนื่องจากวันนี้เป็นวันครบรอบการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ๖๖ ปี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าที่พรรคฯ มีกิจกรรมทำบุญเป็นปกติอย่างทุกปี
“เป็นกิจกรรมทำบุญตามที่เราทำเป็นปกติทุกปี มีทั้งพิธีพุทธ พิธีพราหมณ์ ก็กำลังจะเริ่มแล้วครับตอนนี้”

<< แสดงความคิดเห็นของท่าน //  >>


(กลับไปด้านบน)