นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ก่อนลงพื้นที่ช่วยหาเสียงที่ จ.เชียงใหม่ให้กับผู้สมัครหมายเลข ๒ น.ส.กัลยกรณ์ เจียมกิจวัฒนา ถึงการผ่านร่าง พรบ.งบประมาณว่า ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย และพรรคฝ่ายค้านได้ลงมติงดออกเสียง ไม่ใช่ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างฯ ดังกล่าว เพราะมองว่าการจัดงบประมาณครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และของประเทศ
ก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายนะครับ เพราะว่ารัฐบาลก็มีเสียงข้างมากในสภา แล้วก็ต้องผลักดันนโยบายต่าง ๆ พรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้ลงมติไม่เห็นชอบนะครับ พรรคฝ่ายค้านได้ลงมติงดออกเสียง แต่ว่าก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบในวาะที่ ๒ แล้วก็จะให้ข้อสังเกตอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาการจัดงบประมาณที่เราเห็นว่าไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เตือนรัฐบาลเกี่ยวกับความยั่งยืนของแนวทางการบริหารบ้านเมืองในขณะนี้ ซึ่งจะมีโครงการจำนวนมากที่เราเห็นว่า น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแล้วก็ใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ว่าไม่ได้ตอบโจทย์ของประชาชน
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้แสดงความเป็นห่วงว่า แม้ในมติครม. จะมีการทบทวนมติในเรื่องของนโยบายพลังงาน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าตกลงแล้วจะมีแนวคิดอย่างไร และจะมีผลเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนแค่ไหน
ตั้งแต่นโยบายที่เรายังมองว่าไม่ตรงจุดกับปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด เช่นปัญหาของแพง แนวทางก็ยังเป็นการจัดงบประมาณพัน สองพันล้านไปทำโครงการธงฟ้า ร้านถูกใจ มากกว่าที่จะไปดูเรื่องของปัญหาต้นทุนพื้นฐาน มีการพูดถึงเรื่องของพลังงานอยู่บ้าง แล้วก็เมื่อวานนี้ในการประชุมครม. เงา ก็ได้ติดตามมติครม. ซึ่งดูเหมือนว่าขณะนี้จะเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้น ได้มีการทบทวนมติเกี่ยวกับเรื่องของพลังงาน แต่ว่าก็ยังไม่ชัดเจนว่าตกลงแล้วแนวคิดจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ก็เป็นลักษณะของการพยายามตรึงทุกอย่างเอาไว้ เดือนบ้าง สองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง แต่ว่าเรายังไม่ทราบว่าสุดท้ายนั้นมันจะมีผลเปลี่ยนแปลงชัดเจนแค่ไหน
แต่ผมยกตัวอย่างว่า ก่อนหน้านี้เราก็เตือนไว้ อย่าปล่อยดีเซลเกิน ๓๐ บาท พอเกินไปปั๊บ วันที่ ๑๕ ที่ผ่านมา ก็เลยต้องมีการขึ้นค่าขนส่ง ตอนนี้พอ ดีเซล ลงมาต่ำกว่า ๓๐ แล้วเราก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะสามารถลดค่าขนส่งลงมาได้หรือเปล่า เห็นว่าจะต้องไปนั่งเจรจากันใหม่ แล้วที่สำคัญก็คือว่าพอค่าขนส่งขึ้น ของแพงขึ้น ตอนนี้ถ้าเกิดสมมติเจรจาค่าขนส่งลง ก็ต้องไปไล่ดูอีกว่า สินค้าจะราคาลดลงหรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้น
บางโครงการเมื่อวานนี้ก็มีสมาชิกอภิปรายชัดเจนนะครับ เช่นกรณีของโครงการจำนำข้าว คุณหมอวรงค์ (เดชกิจวิกรม) ก็ได้อภิปรายในเรื่องของปัญหาการทุจริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็โครงการนี้ก็ยังคงมีผลต่อเนื่อง เพราะว่าจะทำให้มีการต้องจัดสรรงบประมาณไปชดเชยการขาดทุน ซึ่งก็จะเป็นเงินค่อนข้างจะมาก ขณะที่เกษตรกรจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าโครงการได้ หรือเข้าไปแล้วก็เจอสภาพอย่างที่ สส. พรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้ให้เห็นว่า โกงน้ำหนักบ้าง โกงความชื้นกันบ้าง สุดท้ายก็ทำให้เกิดความเดือดร้อน และเงินก็สูญเปล่าไป
สำหรับในการประชุม ครม. เงานัดถัดไป จะได้มีการจับตานโยบายไหนของรัฐบาลนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะต้องดูว่ามติครม. จะมีอะไรเพิ่มเติม
นัดถัดไปคงจะต้องดูว่า มติ ครม. หรือว่าการประชุมของครม. จะมีอะไรเพิ่มเติม แต่เมื่อวานนี้ในการประชุมนั้นเราได้ติดตามมติเรื่องนึงก็ที่พูดไปเมื่อสักครู่ ก็คือการที่รัฐบาลเริ่มทบทวนนโยบายพลังงาน แต่ยังขาดความชัดเจนแล้วก็เราอยากจะให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ตกลง เอ็นจีวี แอลพีจี จะให้ประชาชนใช้ในราคาเท่าไหร่ จะแยกอย่างไรระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคครัวเรือน อยากให้มีความชัดตรงนี้ จะได้ทำให้ในระบบเศรษฐกิจมีความนิ่งเกี่ยวกับเรื่องของต้นทุน เพราะว่าขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ ในแง่ของประชาชนก็คือ ของแพง เพราะว่าต้นทุนมันไม่นิ่ง ในแง่ของธุรกิจเองนั้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่องพลังงาน เรื่องค่าแรง แล้วก็บวกกับเรื่องของประกันภัยที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากภัยพิบัติต่าง ๆ ก็กำลังทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นในเรื่องต้นทุนตรงนี้เราก็จึงยังเรียกร้องให้มีการติดตามกันอย่างชัดเจนแล้วก็มีการประกาศนโยบายออกมาว่า แนวคิด ท่าทีจะเป็นอย่างไร มากกว่าปล่อยให้มันกลายเป็นเรื่องที่ต้องมาคอยลุ้นกันทุก ๒ อาทิตย์บ้าง ทุกเดือนบ้าง ว่าตกลงรัฐบาลจะเก็บเงินเพิ่ม จะขึ้นภาษี หรือไม่ขึ้นอะไรต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น
นอกจากนั้น เมื่อวานนี้ก็ยังได้มีการติดตามว่าที่รัฐบาลไปทำ ครม.สัญจรมา ตอนนี้ก็ ๔ แห่งแล้ว ปรากฎว่าพอตรวจสอบไปจริง ๆ ตามที่ ครม. ติดตามนั้นจะพบว่า เวลาไปไหนมาไหนก็บอกว่าจะมีการอนุมัติโครงการเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน แต่ว่าที่เงินที่อนุมัติออกมาแล้วจริง ๆ หรือว่าไปดำเนินการกันจริง ๆ ในขณะนี้บางจังหวัดยังอยู่แค่หลัก ๑๐ ล้านเอง แม้กระทั่งงบประมาณที่จัดเอาไว้ในฉบับที่เพิ่งผ่านสภาในวาระที่ ๑ ไปนั้นก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการไปโฆษณาเวลาที่ไปลงพื้นที่ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่จะต้องมีการติดตามค่อนข้างชัด
และเมื่อวานนี้เราก็เห็นว่า นโยบายการจำนำพืชผล บวกกับเรื่องของผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป
นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของปัญหาน้ำท่วม ปัญหาความสับสนที่ยังมีอยู่ว่า กรณีของเขื่อนที่ไปสร้างในนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบปีที่แล้ว ตกลงว่าจะใช้เงินจากไหนอย่างไร เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบอะไรรองรับหรือไม่ ซึ่งก็มีการติดตามในเรื่องเหล่านี้อย่างใกล้ชิด แล้วก็รวมไปถึงการเตรียมการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งในที่สุดแล้วขณะนี้เงินที่เคยขออนุมัติว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน จะออก พรก. ขอกู้ ๓ แสน ๕ หมื่นล้าน
ส่วนกรณีการจ่ายเงินเยียวยา ผู้ประได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนั้น หากมีการจ่ายไปแล้ว โดยไม่มีกฎหมายรองรับนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลอาจขาดความรอบคอบ เพราะกังวลว่าจะไม่มีคำตอบกับต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้การสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมฯ ก็เป็นเพียงการปกป้องทรัพย์สิน หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาในปีนี้หวั่นว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่รอบนิคมฯ เพราะรัฐบาลไม่ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ดังกล่าว
เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่รัฐบาลอาจจะขาดความรอบคอบ เพราะว่าความกังวลว่าจะไม่มีคำตอบให้กับต่างชาติ ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นให้สร้างเขื่อนรอบ ๆ เขตอุตสาหกรรม หรือนิคมอุตสาหกรรมไปก่อน ซึ่งความจริงแล้ว การสร้างเขื่อนทั้งหมดนั้นทำได้ก็เพียงแค่การปกป้องทรัพย์สิน เพราะว่าถ้าสมมติว่าน้ำมาจริง ๆ ก็ต้องสามารถทำให้ธุรกิจตัวนี้ประกอบกิจการได้ระหว่างที่มีปัญหาน้ำท่วมอยู่ดี ผมก็ได้ชี้แล้วก็สอบถามอยู่ตลอดว่า แล้วจะทำความเข้าใจกับชุมชนข้างนอกอย่างไร ซึ่งในที่สุดก็ไม่ได้มีการไปทำความเข้าใจ ก็เลยเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น แล้วก็คาดว่าถ้าเกิดมีน้ำมาจริง ก็คงมีความขัดแย้งแน่นอน เหมือนกับที่เราเห็นในช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ผมยังเคยแหย่รัฐมนตรีบางท่านเลย บอกว่าระวังนะ ทำกันอย่างนี้ไม่ทำความเข้าใจ เดี๋ยวสุดท้ายพอถึงเวลา สส.นำคนมาทุบเขื่อนเอา เพราะว่าในภาพอย่างนี้เราเห็นมาแล้วจากน้ำท่วมปีที่ผ่านมา แล้ว สส. ก็ สส. รัฐบาลทั้งนั้นนะครับ ที่ทำบทบาทแบบนี้
ทีนี้ที่สำคัญก็คือว่า ตรงนี้มันก็ตอบโจทย์เฉพาะโรงงานที่อยู่ในเขตที่มีเขื่อน ซึ่งความจริงแล้วสัดส่วนของจำนวนโรงงานก็เป็นส่วนน้อย ถ้าพูดกันตามความเป็นจริง ส่วนเรื่องเงินนั้นก็สงสัยกันมาโดยตลอดเหมือนกัน ในส่วนของเงินกู้ที่เป็นดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน อันนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะว่าเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอยู่แล้ว แต่ว่าเงินที่จะให้เปล่านั้น ก็สงสัยกันอยู่ว่าจะมีหลักเกณฑ์อะไร เพราะว่ามันก็เป็นที่ของเอกชน สร้างเสร็จแล้วก็เป็นของเอกชน แถมในการสร้างแบบ การเลือกว่าจะสร้างอะไร อย่างไรนั้น ก็เป็นการตัดสินใจของทางเอกชนทั้งสิ้น แล้วก็ถามว่าในกรณีของพี่น้องประชาชน จะเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรืออะไรก็ตาม หากเขาต้องการเขื่อนบ้างแล้วรัฐบาลจะให้เขาไม๊ นั่นก็ยังเป็นปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งความจริงมันควรจะหาคำตอบให้ประเด็นเป็นที่ยอมรับก่อน
จากการที่หลายฝ่ายมองว่าการอนุมัติงบประมาณครั้งนี้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของคนในรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องติดตามต่อไปในการพิจารณางบประมาณในวาระที่ ๒
ที่สุดแล้วในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ก็จะต้องมีการทำตัวเลขออกมาให้เกิดการกระจายที่เป็นธรรม คือไม่ขัดข้องครับ ภาคต่าง ๆ ต้องการงบประมาณทั้งสิ้นแต่ว่าต้องการให้เกิดความเป็นธรรมด้วย เพราะว่าในอดีตนั้นเวลาที่มีรัฐบาลของคุณทักษิณนั้น ก็จะไปใช้หลักบอกว่า ถ้ามี สส. เขตไหน ก็จะให้เขตนั้นก่อน ทีนี้ก็เป็นที่มาของความแตกแยกในสังคม แล้วก็ผมก็ได้เตือนไว้ว่างบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกรม กองต่าง ๆ ด้วย ขณะนี้ก็มีการจัดตาดูว่า มีลักษณะของการนำเอาการเมืองเข้าไปเป็นเงื่อนไขหรือเปล่า ก่อนหน้านี้กองทุนพัฒนาสตรี ก็มีความห่วงใยกันอยู่ว่า เอ๊ะ มันเป็นเรื่องของการที่จะต้องไปผูกโยงกับว่ากลุ่มไหนจะมีโอกาสได้ใช้เงินกองทุนนี้หรือไม่
แล้วก็ยิ่งตอนหลังการขยายหมู่บ้านเสื้อแดงก็เดินหน้าต่อไป ทั้ง ๆ ที่มีเสียงทักท้วง ทั้ง ๆ ที่มีเสียงไม่ยอมรับจากรัฐมนตรีบางท่านด้วยซ้ำว่า สมควรที่จะทำหรือเปล่า แต่ว่าพอเดินหน้าต่อไปมันจะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนนะครับว่า สรุปแล้วรัฐบาล ราชการ เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ แล้วก็ถ้าเกิดทำอย่างนี้แล้ว จะทำให้เกิดปัญหามีการเลือกปฏิบัติขึ้นมา แล้วก็สุดท้ายมันก็ไม่เป็นผลดีกับทั้งเรื่องการปรองดอง แล้วก็ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพของการใช้เงินงบประมาณ
สำหรับความกังวลถึงเรื่องการจัดงบประมาณที่จะต้องเข้าไปใช้ในส่วนของโครงการที่เป็นประชานิยม จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลนี้อนุมัติการกู้เงินไปในช่วง ๖ ๗ เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าการกู้จริงของรัฐบาลที่แล้วตลอด ๒ ปี แม้วันนี้ธนาคารโลกจะแสดงความพึงพอใจในอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย แต่ก็เตือนเหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงความเป็นห่วงไว้คือ ควต้องทบทวนโครงการประชานิยมที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อย หรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย
เราก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ปีนี้รัฐบาลบอกว่า การขาดดุลงบประมาณลดลง แต่ความจริงแล้วมันต้องคิดถึงการกู้เงินอีกตั้ง ๔ แสนล้าน ตามพรก. แล้วก็ถ้าจะนับการกู้เงินไปแล้ว รัฐบาลนี้อนุมัติการกู้เงินไปในช่วง ๖ ๗ เดือนแรก เยอะมาก แทบจะเยอะกว่าการกู้จริงของรัฐบาลที่แล้วตลอด ๒ ปีกว่าด้วยซ้ำ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า นโยบายหลายเรื่องที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว อย่างเช่นกรณีจำนำข้าว ก็จะมีภาระงบประมาณที่ตามมาอีกค่อนข้างมาก
วันนี้ผมเห็นธนาคารโลก แสดงความพึงพอใจว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นจะค่อนข้างดี ซึ่งผมก็เตือนไปแล้วว่า มันก็ต้องดี เพราะว่าทุกคนก็ต้องใช้จ่ายเงินเพื่อที่จะฟื้นฟูตัวเองจากน้ำท่วมปีที่แล้ว แต่เขาก็เตือนเหมือนกันว่า โครงการที่เป็นโครงการในลักษณะประชานิยม ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อย กระตุ้นเศรษฐกิจน้อยนั้นควรจะมีการทบทวน
ส่วนเรื่องข้อเสนอของสภาพัฒน์ ฯ ในเรื่องค่าแรงนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่า ในเมื่อเรื่องการขึ้นค่าแรงเป็นนโยบายการหาเสียงของรัฐบาล ก็ต้องดำเนินการไปตามที่ได้สัญญา แต่ประเด็นอยู่ที่การกำหนดอัตราค่าแรงซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และไม่สอดคล้องกับผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งมาตราการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นก็จะทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะ SME ไม่ได้ประโยชน์จากตรงนี้
เรื่องค่าแรง ค่าตอบแทนนั้น เมื่อเป็นนโยบายรัฐบาลก็ต้องดำเนินการ ไปหาเสียง สัญญาไว้ก็ต้องดำเนินการ แต่ประเด็นก็คือว่า การไปกำหนดอัตราซึ่งมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในแง่การปรับตัวของธุรกิจ บวกกับการที่จะทำให้มันสอดคล้องกับผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งการที่ไปเพิ่ม คือในบางจังหวัดนั้นก็จะเพิ่มในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ก็จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการดึงดูด หรือรักษาไว้ซึ่งทางธุรกิจ ซึ่งอาจจะทำให้มีการปิดกิจการ หรือมีการย้ายกิจการได้ ก็จะทำให้มันมีผลกระทบกับผู้ใช้แรงงานโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไหนมีการย้ายฐานการผลิตไป ปัญหาการว่างงานก็จะเกิดขึ้น
ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ เราคิดว่าถ้าทำ ก็ต้องมีสิ่งที่จะมารองรับ ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลไปพูดเพียงแค่ว่า ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาจาก ๓๐% เหลือ ๒๓% แต่ว่าจริง ๆ แล้วธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรงนั้นส่วนใหญ่จะไม่ได้ประโยชน์จากตรงนี้ แล้วส่วนที่มาเพิ่มเติมทีหลังตามมติครม. ที่บอกว่าให้กับ SME สมมติว่าเขาจ่ายค่าแรงเพิ่ม ๑๐๐ บาท ความจริงเขาได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลแค่ประมาณ ๑๐ ๒๐ บาท เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่เพียงพอ และรัฐบาลต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะว่าในช่วงปลายปีก็ต้องมีการผลักดันเรื่องนี้ต่อเนื่องไปอีก
โดยรวมแล้วการอนุมัติงบประมาณที่ผ่านไปแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มองว่ายังเป็นปัญหาอยู่ หรือรัฐบาลต้องระวัง เพราะไม่ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
ผมคิดว่าก็คือการไม่ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ก็คือปัญหาของแพง ปัญหาที่ประชาชนประสบความเดือดร้อนจากสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ แล้วก็ทั้งในแง่ของระยะยาวที่ไม่ได้เตรียมประเทศสำหรับการที่จะรองรับสถานการณ์โลกในอนาคต การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน การรองรับวิกฤติที่เกิดขึ้นในยุโรป
สำหรับภารกิจวันนี้ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครหมายเลข ๒ น.ส.กัลยกรณ์ เจียมกิจวัฒนา ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ผมจะไปที่เชียงใหม่ครับ เพราะว่ามีเลือกตั้งซ่อมครับ เท่าที่ฟังมาจากเพื่อน ๆ ที่เขาเดินทางไปมาแล้ว ก็บอกว่าได้รับการตอบรับอย่างดี ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปก็มีอัธยาศัยดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะที่ไหนแล้วก็ใครจะมีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองอย่างไร ก็ควรจะสนับสนุนในเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตย แต่ว่าการจัดตั้งบางครั้งก็มีมาครับ อันนี้ก็เข้าใจครับ
<< แสดงความคิดเห็นของท่าน //
>>